(MPreg) Dear you, my husband รักที่สุดคุณสามี

ตอนที่ 27 : กลับไปหาสามี 27 : ปัญหาของคู่รัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 233
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    27 เม.ย. 63


 

 

เฉินอวี่เฉิงไม่คิดว่ามันจะง่ายขนาดนี้

กะพริบตามองชายแก่ที่เข้าโหมดคนชราห่วงใยลูกหลานอย่างฉับไว เขามีสีหน้าปกติแต่ในหัวกำลังคิด ชายหนุ่มไม่ได้นิ่งดูถูกหรือหมายถึงอีกฝ่ายโง่ เพราะชายชราที่เคยเล่นงานตัวเขาและหลี่หยางสวินได้อย่างไร้ร่องรอยชนิดมารู้ตัวกันในวินาทีสุดท้ายอยู่ห่างไกลจากคำว่าโง่มากนัก อีกฝ่ายเหมือนอสรพิษจำศีล... ชายหนุ่มนิยามตาเฒ่าหลี่เฉียงไว้เช่นนั้น หลังได้รู้ว่าคนคนนี้ทำอะไรไว้กับตัวเองและพี่หยางสวิน ในใจเขาก็เต็มไปด้วยความหวั่นระแวงและไม่วางใจ ฉะนั้นยิ่งปลาติดเบ็ดง่ายเท่าไหร่ เฉินอวี่เฉิงรู้สึกว่าเขายิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวัง

แต่มันก็ไม่ได้ห้ามดีใจนี่นา อย่างน้อยอีกฝ่ายฮุบเหยื่อก็แสดงว่าพวกเขาสามารถชักจูงทิศทางของบทสนทนานี้ได้ คิดดังนั้นเฉินอวี่เฉิงจึงสูดหายใจลึก เขาขยับกาย ดวงหน้าสะสวยเต็มไปด้วยความไม่พอใจและเริ่มอ้าปาก..

"ไม่มีอะไรหรอกครับตา แค่เรื่องทะเลาะกันเล็ก ๆ น้อย ๆ  อย่าสนใจเลย"

ว่าด้วยหากพวกเขาเป็นคู่รักที่ทะเลาะกันจริง การปล่อยให้คู่หมั้นตั้งหน้าตั้งตาเล่าเรื่องที่มีปัญหากันต่อหน้าคนอื่นไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสม น้ำเสียงคัดค้านของหลี่หยางสวินจึงเรียกได้ว่ามาอย่างถูกจังหวะและพอดิบพอดี เฉินอวี่เฉิงคิดเช่นนั้นขณะโดนสายตาเย็นเฉียบที่แฝงแววตำหนิของหลี่หยางสวินจ้องเขม็ง มองมาเหมือนจริงเสียจนน่าขนลุก

"หึ"

เมื่อเจอสายตาแบบนั้น ต่อให้ไม่พอใจแค่ไหนเฉินอวี่เฉิงก็คิดได้เหมือนกันว่ามันไม่เหมาะ คนตรงหน้าแม้ถูกเรียกว่าตาแต่ก็เพิ่งพบเจอและไม่สนิทใจ ดังนั้นเขาจึงแค่นเสียงร้องหึออกมาเงียบ ๆ และเม้มปากแน่น หันหน้าไปอีกทาง ท่าทีขัดใจที่ต้องสะกดความหงุดหงิดนั้นชัดเจนจนส่งผลให้บรรยากาศการพูดคุยสนุกสนานเมื่อครู่เงียบงันไปทันตา

"ทั้งสองคน ปู่ว่าค่อย ๆ คุยกันเถอะนะ"

เงียบไปพักหนึ่ง หลี่เฉียงก็กล่าวขึ้นช้า ๆ ผู้อาวุโสที่แต่แรกนั่งยิ้มแย้มพูดคุยกับหลานชายอยู่ถึงกับชะงักและถอนหายใจเบา ๆ ออกมา ก่อนจะยิ้มอ่อนใจด้วยสีหน้าเปี่ยมความเมตตากรุณาดั่งคุณตาแสนใจดี “ตาเองก็ไม่รู้ว่ามีเรื่องทะเลาะหรือน้อยอกน้อยใจอะไรกัน แต่อีกไม่กี่สัปดาห์ก็จะหมั้นหมายกันแล้ว ไม่ใช่ว่าควรดีต่อกันมาก ๆ หรอกเหรอ"

"ขอบคุณนะครับคุณตา" เฉินอวี่เฉิงยิ้มน้อย ๆ ท่าทางเหมือนกำลังรับฟังถ้าไม่นับประโยคถัดมา "ผมล่ะอยากให้หลานชายคุณตาคิดได้แบบนี้บ้างจริง ๆ"

"ขอโทษนะครับคุณตา ว่าที่คู่หมั้นผมเข..."

"ผมคิดนะครับว่าถ้าพี่หยางสวินสนใจไยดีกันมากกว่านี้ก็คงจะดีไม่น้อย ไม่ใช่เอาแต่ยิ้มแย้มกับคนอื่น สนใจคนอื่น จนไม่แยแสคู่หมั้นตัวเอง"

ดูเหมือนบทห้ามมวยของท่านตาที่คล้ายจะได้ผล สุดท้ายกลับกลายเป็นศูนย์ เพราะทันทีที่เฉินอวี่เฉิงพูดขึ้น ก็เหมือนเขาได้จุดไฟให้เรื่องกรุ่น ๆ ของคู่รักให้กลายเป็นเรื่องทะเลาะที่เริ่มบานปลาย สีหน้าไม่ยอมแพ้และเต็มไปด้วยแววหาเรื่องบ่งชัดว่าจะไม่มีทางยอมล้มเลิกทำไม่รู้ไม่ชี้แน่นอน

"เฉินอวี่เฉิง เรื่องนี้เราคุยกันไปแล้วนะ" หลี่หยางสวินเจอคนลอยหน้าลอยตาแบบนั้นก็บึ้งจัด ดวงตาฉายแววดุจ้องเขม็ง "มันไม่มีอะไรทั้งนั้น ทำไมต้องทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ด้วย"

"คุยอะไรกันล่ะ  ไม่มีอะไร ไม่ใช่เรื่องใหญ่  มีแต่พี่สิที่พูดแบบนั้นแล้วเอออออยู่ฝ่ายเดียว รู้เรื่องอยู่คนเดียว บังคับให้ผมเชื่อฟัง บังคับให้ผมเข้าใจ แต่ขอโทษนะครับที่ผมไม่เชื่อ ขอโทษจริง ๆ ที่เฉินอวี่เฉิงคนนี้ไม่โง่เหมือนที่คิด!"

"เฉินอวี่เฉิง นี่เราอยู่ต่อหน้าคุณตาของฉัน หยุดได้แล้ว” น้ำเสียงเอะอะและการโวยวายหาเรื่องของเด็กหนุ่มทำให้ใบหน้าของหลี่หยางสวินเต็มไปด้วยความเยือกเย็นและไม่พอใจ ชายหนุ่มก้มลงคว้าแขนคู่หมั้นตนแล้วกระซิบเสียงเครียด "พอ เลิกเอะอะเสียที!"

"ทำไมผมจะเสียงดังไม่ได้ ทำไมผมต้องเงียบด้วย?" ได้เห็นท่าทางแบบนั้นคนก็ยิ่งโมโห เฉินอวี่เฉิงฮึดฮัด สะบัดแขนออกจากการเกาะกุมนั้นอย่างรวดเร็วและลุกพรวดขึ้นยืน "ทำไมครับ หรือว่าพี่กลัวคนอื่นรู้ กลัวโดนตำหนิว่าเป็นคู่หมั้นประสาอะไรถึงทิ้งผมให้เลือกชุดคนเดียวส่วนตัวเองอ้างว่ามีงานแล้วเดินเที่ยวกับเลขา!"

"ไปกันใหญ่แล้ว ฉันบอกว่ามีงานจริง ๆ ไง เธอเลิกโวยวายแล้วฟังเหตุผลเสียที"

"ฟังเหรอ ฟังเหตุผลอะไรล่ะ ที่ว่าบังเอิญเลขาพี่หาชุดไม่ได้เหรอ หรือหล่อนบังเอิญจูงลูกมาด้วย ขอโทษนะ ยังไงก็ฟังไม่ขึ้น ทำงานมากี่ปีแล้วไม่มีเสื้อผ้าใส่ได้ยังไง แล้วมาทำงานไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงจูงเด็กมาด้วยมิทราบ หรือว่าจริง ๆ แล้วยัยคนนั้นน่ะคือเมียน้อยที่พี่แอบซ่อนไว้กันแน่!"

"หยุดเพ้อเจ้อหยาบคายได้แล้วเฉินอวี่เฉิง!" ยิ่งทะเลาะกันก็มีแต่ถ้อยคำไม่สบายหู หลี่หยางสวินหงุดหงิดเสียจนสีหน้าดูไม่ได้ จึงลุกพรวดพราดขึ้นจากโซฟาและดึงข้อมือเล็กของคู่หมั้นตนให้ลุกขึ้นแรง ๆ จนแทบเป็นการกระชาก "ตาครับผมขอตัวก่อนนะครับ ขอโทษด้วยสำหรับเรื่องเสียมารยาทนี่ ไว้ผมจะมาขอขมาวันหลัง สวัสดีครับ"

"เอ๊ะ ปล่อยนะ พี่หยางสวิน! ปล่อย! ผมเจ็บนะ!" แรงกระชากที่แขนรุนแรงมาก เฉินอวี่เฉิงหน้าเบี้ยว เขาตะโกนเสียงดัง "พี่ปล่อยผม!"

"เดี๋ยวก่อน อาสวิน ใจเย็น ๆ ก่อน อย่าทำรุนแรงแบบนั้น" เห็นชายหนุ่มสองคนฉุดกระชากลากถู หลี่เฉียงในฐานะตาก็อดปากไม่ไหว หลังจากนิ่งฟังจนพอทราบว่าอะไรเป็นอะไรก็รีบห้ามทันที "หยางสวิน ปล่อยก่อนเร็ว"

"แต่ตาครับ.."

"ไม่เป็นไร ๆ อย่าคิดมาก เอาล่ะ ทั้งสองคนนั่งลงแล้วสงบสติกันก่อน"

"คุณตาต้องจัดการให้ผมนะ! ผมไม่ยอม!" เฉินอวี่เฉิงร้องฮึดฮัด เขาดึงแขนออกมาจากการเกาะกุมได้แล้วก็ส่งสายตาวาว ๆ ไปยังคนต้นเรื่อง ปากก็หาพวกไปด้วยเมื่อพบว่าชายชราสามารถห้ามปรามว่าที่คู่หมั้นของตนได้จริง

"เอาล่ะ ๆ ตาขอโทษแทนอาสวินด้วย หลานชายตาแรงเยอะเลยไม่ทันระวัง ไม่เจ็บมากใช่ไหม?" หลี่เฉียงยิ้มแย้ม พูดไกล่เกลี่ย

"กับแผลนี่ไม่เท่าไหร่หรอกครับ ก็แค่ฟกช้ำนิด ๆ หน่อย ๆ แต่ผมหมายถึงเรื่องนั้นต่างหาก" เฉินอวี่เฉิงร้องบอก "ผมไม่ยอมจริง ๆ ด้วย!"

"เรื่องที่ว่าน่ะมัน.."

"ก็เรื่องที่พี่หยางสวินมีคนอื่นไงล่ะครับ เขาน่ะ..."

"พูดจาเพ้อเจ้อใหญ่แล้ว มันไม่มีอะไรทั้งนั้น ตาอย่าไปสนใจเขาเลย" หลี่หยางสวินรีบปฏิเสธ ซ้ำทำท่าจะลุกออกไปให้ได้เพราะไม่ชอบนำเสนอความวุ่นวายให้ใครเห็น "ตาพักผ่อนเถอะครับ ผมขอโทษที่กวน"

"คำก็เพ้อเจ้อสองคำก็เพ้อเจ้อ เอาแต่พูดแบบนั้นแต่ไม่ยอมทำอะไรชัดเจนสักอย่าง" คนฟังค่อนแคะก่อนจะรีบหาพวก "ตาครับ ตาต้องช่วยผมนะ"

“เฉินอวี่เฉิง ให้ตายสิ เธอนี่มัน”

"เอาล่ะ พอก่อน ๆ" หลี่เฉียงหรือปู่เล็กของบ้านร้องสกุลหลี่นิ่งฟังคู่รักทะเลาะกันมานานจนเริ่มจับต้นสายปลายเหตุใดถอนหายใจนิด ๆ ชายชราเอ่ยปากห้ามด้วยสีหน้าลำบากใจ "เอาเป็นว่าเลิกทะเลาะกันก่อนนะเด็ก ๆ"

"ครับ"

หลี่หยางสวินรับคำเชื่อฟัง ส่วนเฉินอวี่เฉิงนั้นสูดหายใจลึก ฮึดฮัดสะบัดหน้าไปอีกทางอย่างจำยอม

“เท่าที่ฟังดูเหมือนมีเรื่องเข้าใจผิดกัน เอาอย่างนี้ เดี๋ยวหลานสะใภ้คุยกับปู่ก่อนดีไหม เราคุยกันสองคน มีเรื่องคับอกคับใจอะไรก็เล่าให้ตาฟังได้เลย เผื่อว่าอะไร ๆ จะง่ายขึ้น”

“แต่ตาครับ..” หลี่หยางสวินอึกอัก เขาไม่ได้พาว่าที่คู่หมั้นมาเพื่อให้คนแก่กว่ากลายเป็นกาวประสานใจ

"ไม่เป็นไรหรอก ไม่เป็นไร ๆ อาสวินเองก็นั่งรออยู่ตรงนี้ก่อนนะ ส่วนตากับหลานสะใภ้จะไปเดินเล่นกันสักครู่ ไปกันเถอะ"

"ครับคุณตา~"

เฉินอวี่เฉิงรับคำด้วยน้ำเสียงเริงร่า เขายิ้มแย้ม ลุกขึ้นไปประคองหลี่เฉียงแล้วพาเดินทันที แต่ไม่วายหันไปทำสีหน้าท่าทางเหนือกว่าเหมือนมีคนคุ้มหัวใส่ว่าที่คู่หมั้น ท่าทางนั้นเป็นผลให้หลี่้หยางสวินหายใจแรง

ได้แต่ปล่อยทั้งสองคนไปและหยิบแก้วน้ำมาดื่มดับกระหาย ดวงตาคมหลุบต่ำฉายแววกังวลจาง ๆ หลี่หยางสวินนิ่งรอด้วยสีหน้ามืดครึ้ม คนที่พบเห็นต่างสามารถบอกได้ว่าเขารู้สึกกังวลกับว่าที่คู่หมั้นซึ่งพาตัวท่านตาของตนไป แต่ชายหนุ่มก็รู้ดีว่าเขาไม่ได้กลัวจะโดนเปิดโปงความเลวร้ายหรือความเจ้าชู้ใด ๆ ทั้งนั้น... มันเป็นการแสดง ชายหนุ่มรู้ดีว่านี่คือแผนที่วางกันไว้ แม้จะดูเลอะเทอะเลยเถิดเมื่อคนบางคนบ่นโดยผสมความน้อยใจของตนเข้าไป แต่ยังไงก็เป็นละครฉากหนึ่ง ดังนั้นสิ่งที่ตนกำลังกังวลจึงกลายเป็นเรื่องของเฉินอวี่เฉิง กลัวคนจะรับมือเฒ่าสารพัดพิษคนนั้นไม่ไหว

 

"เขายังเล่นมุกเดิมไม่เปลี่ยนเลย ชอบพูดจาดูดีแต่แฝงความระแวงอยู่เรื่อย นี่ถ้าผมหูเบานะคงเสร็จแน่"

เสียงบ่นหงุงหงิงดังไม่หยุดหลังออกมาจากบ้านสกุลหลี่ เฉินอวี่เฉิงยกมือเท้าคาง มองรถที่วิ่งไปบนถนนแคนตันเพื่อตรงสู่ห้างฮาเบอร์ซิตี้ในย่านจิ่มซาจุ่ย ตอนนี้เป็นเวลาเกือบสี่โมงเย็นแล้ว รถบนถนนจึงค่อนข้างหนาตา ชายหนุ่มมองท้องฟ้าที่หม่นครึ้มแล้วร้องงึมงำในลำคอ อธิษฐานว่าวันนี้ฝนอย่าเพิ่งตกเลย เพราะหลังจากนี้เขายังมีโปรแกรมไปต่อ ลองแหวนแล้วก็จะล่องเรือชมอ่าววิคตอเรียพลางทานมื้อเย็นด้วยกัน

คิดแล้วเหลือบมองพี่หยางสวินที่นั่งขับรถและฟังตัวเองบ่นเรื่องตาแก่หลี่เฉียงเงียบ ๆ ไม่พูดแทรกหรือแสดงความเห็นใด เฉินอวี่เฉิงจำได้แต่ความกังวลบนใบหน้าของอีกฝ่ายหลังตนหายไปกับหลี่เฉียงเกือบครึ่งชั่วโมงและกลับมาในสภาพสีหน้าหลากอารมณ์ ท่าทางกึ่งหงุดหงิดกึ่งสมยอมแปลก ๆ นั่นเข้ากันดีกับสีหน้าอ่อนโยนจอมปลอมของหลี่เฉียงที่บอกว่าตนได้พูดคุยจนเฉินอวี่เฉิงเข้าใจแล้ว อย่ากังวลไป แถมสองตาหลานปลอม ๆ ที่เพิ่งพบหน้ายังยิ้มแย้มแจ่มใส บอกลาและให้เบอร์โทรไว้ติดต่อยังกับกลัวหลี่หยางสวินกังวลไม่พอซะอย่างนั้น

"อะแฮ่ม... พี่หยางสวิน เงียบไปเลย"

เอ่ยปากทักเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงนิ่งและดูจดจ่อกับการขับรถมากเสียจนเฉินอวี่เฉิงกลัวว่าคนจะโกรธ... บางทีอาจเคืองเพราะเขาเล่นมากไปก็ได้ เพราะเฉินอวี่เฉิงตกลงไว้กับพี่หยางสวินว่าเราจะทำตามแผนและมันควรจะเป็นไปอย่างพอดี ไม่ใช่เลยเถิดหน่อย ๆ อย่างชวนให้คิดมากแบบนี้

"ฉันกำลังคิดตามที่เธอพูด" คนว่าแบบนั้นพลางใช้ดวงตาคมปลาบมองมานิ่ง ๆ "และยังคิดว่า เธอดูสนุกดีนะ เฉินอวี่เฉิง"

ว่าแล้วไงว่าโดนโมโห เฉินอวี่เฉิงยิ้มแหะ ๆ "ไม่ได้สนุกนะ ผมแค่คิดว่าอาจจะพอช่วยอะไรได้"

“งั้นเหรอ” หลี่หยางสวินขานกลับเสียงเย็น “แล้วนอกจากคำว่าเขาพูดจาเหมือนเดิม ได้อะไรมาบ้างล่ะ”

"ก็... พอสมควรนะครับ" เฉินอวี่เฉิงว่า ชายหนุ่มยิ้ม รีบเอ่ยปากก่อนจะไม่เหลือความดีความชอบ "ผมคิดว่าเขารู้เรื่องภายในบ้านของพี่ดีกว่าที่คิด... บางทีอาจมีคนของตัวเองอยู่ด้วยล่ะมั้ง ไม่งั้นคงไม่พูดเรื่องอิงอิงขึ้นมา"

"อิงอิง?" หลี่หยางสวินทวนคำ คิ้วขมวดมุ่น

"ใช่ครับ อย่างที่ผมเล่าว่าพอโวยวายเรื่องคุณเว่ย ท่านปู่เล็กที่แสนดีก็ปลอบให้ผมใจเย็น บอกว่าพี่ก็เป็นผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง ไม่แปลกหรอกถ้าก่อนแต่งงานมีพันธะจะมีความสัมพันกับคนนั้นคนนี้... นี่ไม่เกี่ยวกับความเหมาะสมนะครับ เขาพูดเหมือนรู้แล้วว่าพี่กับคุณเว่ยมีลับลมคมในกันจริง พูดทำนองว่าหลี่เฉาซีที่ทำงานกับพี่เคยมาเปรย ๆ นี่ล่ะ ดังนั้นตัวผมที่เข้ามาก็ควรใจกว้างและทำใจให้ได้ เขาบอกว่าผู้ชายก็อย่างนี้ ถึงจะมีเล็กมีน้อยมีเด็กอยู่ที่บ้าน..." เอ่ยถึงตรงนี้ เฉินอวี่เฉิงก็เหลือบมองสีหน้าคนข้างกาย "ครับ คุณปู่ที่แสนดีของพี่ก็พูดจาให้ผมเข้าใจว่าอิงอิงเป็นเมียน้อยพี่อีกแล้ว"

"สารเลว" เสียงสบถที่เต็มไปด้วยโทสะของหลี่หยางสวินทำเอาคนฟังสะดุ้งโหยงด้วยความไม่คุ้นเคย

"ใจเย็นนะครับ" ชายหนุ่มเอื้อมมือไปลูบแขนแกร่งเบา ๆ ให้อีกฝ่ายเย็นลง "ผมไม่ได้คิดมากเรื่องพี่กับอิงอิงนะครับ ผมรู้ว่าไม่มีอะไร อันที่จริงผมรู้สึกผิดกับน้องมากทีเดียว"

"ฉันรู้" หลี่หยางสวินเองก็เห็นว่าพฤติกรรมของเฉินอวี่เฉิงที่มีต่อคนสกุลหลี่เป็นเช่นไร ไม่ใช่แค่แม่ของเขาที่อีกฝ่ายทำดีด้วย แต่ยังรวมถึงทุกคน “แต่พอคิดว่าทำไมต้องเป็นอิงอิง มันก็อดโมโหไม่ได้”

"อันที่จริงผมก็ไม่เข้าใจ" คิดถึงข้อนี้ คิ้วเรียวก็ขมวดมุ่น "อิงอิงเป็นลูกหลานของสายรองใช่ไหมครับ ก็น่าจะถือเป็นหลานสาวคนสำคัญไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงได้..."

"พ่อแม่ของหลี่อิงที่เสียไป เขาเป็นอดีตลูกน้องของพ่อฉัน"

คำตอบที่ได้รู้มาพร้อมสีหน้าครุ่นคิดจริงจัง “เป็นคนสนิท ซ้ำยังได้ช่วยเหลือกันไว้หลายอย่าง แม่ฉันเองก็ซาบซึ้งบุญคุณมาก ถึงขั้นพูดว่าถ้าไม่มีพวกเขาบริษัทคงไม่รุ่งเรืองขนาดนี้ ตอนที่พวกเขาตายหลี่อิงก็ไม่ได้รับการดูแลที่ดี พวกเขาทำเหมือนเธอเป็นภาระชิ้นใหญ่ ต้องถูกโยนไปให้ญาติฝั่งแม่ทีฝั่งพ่อที แม่ฉันเห็นแล้วทนไม่ไหวจึงเอาเธอมาเลี้ยงดู... ตาแก่นั่นคงมองเห็นจุดนี้”

"เลวร้ายจริง ๆ"

เฉินอวี่เฉิงพึมพำ ชายหนุ่มยกมือกุมอกซ้ายของตนแล้วถอนหายใจเฮือกส่งให้เรื่องในอดีตอีกครั้ง เพราะแบบนี้เวลาเขาชอบด่าว่าหลี่อิงหลี่หยางสวินถึงโมโห พอโดนคิดว่าเป็นเมียน้อยสามีก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ อันที่จริงมันไม่ใช่การร้อนตัวแต่เพราะคิดว่าเด็กสาวน่าสงสารและไม่มีที่ไปไม่ควรเจออะไรแบบนี้... เขานี่มัน..

"อิงอิงน่ะ เธอ..."

 งึมงำในลำคอและคิดอยากถามถึงความเป็นไปของเด็กสาวคนนั้นในชีวิตก่อน จากนั้นเฉินอวี่เฉิงก็เงียบไป ส่วนตัวเขาอยากรู้ว่าพอตนจากไปแล้วเธอกลับมาอีกไหม อยากรู้ว่าหลี่อิงอิงจะเป็นอย่างไร แต่คิดอีกทีไม่รู้เลยยังจะดีกว่า ถ้าผลมันออกมาไม่ใช่อย่างที่คิดมีแต่จะรู้สึกผิดมากกว่าเดิม

"มีอะไรเหรอ?"

"ไม่ครับ ไม่มีอะไร อ่า.. จากที่คุยกันก็ประมาณนี้ครับ ยุนั่นนิดสะกิดนี่หน่อย สรุปรวม ๆ ก็ทำให้ผมนึกระแวงพี่มากกว่าเดิม"

"เห็นว่าแลกเบอร์กันด้วยนี่"

"ครับ ทางนั้นบอกว่าเผื่อมีอะไรจะได้คุยกัน" เฉินอวี่เฉิงหัวเราะเบา ๆ "ในฐานะตาคนหนึ่งก็ดูใส่ใจดีนะครับ ถ้าไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ในหัวน่ะนะ"

"อย่าประมาท" หลี่หยางสวินเอ่ยปากเตือนด้วยสีหน้าจริงจังขณะเลี้ยวรถเข้าไปในห้างฮาเบอร์ซิตี้ “ถ้าหลี่เฉียงโง่และไม่รู้จักระมัดระวัง เขาคงไม่หลบซ่อนตัวตนได้นานถึงขนาดนี้”

คนฟังพยักหน้า "เข้าใจแล้วครับ"

"อย่าติดต่อกันเกินจำเป็นด้วย"

"หึงรึไง?"

"หึงเธอกับคนแก่อายุหกสิบ? ฉันไม่บ้าขนาดนั้น" หลี่หยางสวินหันไปมองคนพูดพลางส่ายหน้านิด ๆ "ฉันอยากให้เธอระวังไว้จริง ๆ เรื่องละครก็ควรเพลา ๆ เลิกเล่นได้แล้ว"

"หืม... ผมอุตส่าห์นึกว่าเราจะได้เล่นบทคู่รักทะเลาะกันให้คุณตาคนนั้นสุขใจอีกสักรอบ"

"เล่นไปเล่นมาเธอจะเกินบทเอาน่ะสิ"

"ก็คิดตามแล้วผมหึงจริง พี่สัมผัสได้ใช่ไหมล่ะครับ?"

พูดถึงเรื่องนี้แล้วเฉินอวี่เฉิงก็หัวเราะ เขาพูดออกมาตามตรงอย่างไม่คิดปิดบังใด ๆ เรื่องที่เตี๊ยมเอาไว้กับหลี่หยางสวินว่าพวกเราจะแกล้งทะเลาะกันเพื่อดูท่าทีของหลี่เฉียงนั้นไปไกลกว่าที่คิดเพราะเขาเถียงไม่เลิกล้วน ๆ ท่าทีสีหน้าจริงจังเหมือนขุดเอาความไม่พอใจที่กองสุมตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้มาเทใส่ว่าที่คู่หมั้นน่ะเหมือนจริงมากเพราะเขาหึงจริง ๆ น่ะสิ ปล่อยนิสัยเสียออกมาเต็มที่เลยด้วย

"ฉันกับเว่ยซูเหยาเป็นเจ้านายกับเลขา" คำตอบมาพร้อมกับมือใหญ่ที่วางบนศีรษะเขาและโยกเบา ๆ "เด็กคนนั้นเองก็ไม่ใช่ลูกของฉัน เลิกหึงได้แล้ว"

"พูดออกมาแบบนี้แต่แรกผมก็ไม่หึงหรอก" คนโดนลูบหัวทำปากจู๋อย่างที่คิดว่าตัวเองน่ารักแล้วบ่นงึมงำไปพลาง “จริง ๆ นะ”

"หึ ลงไปได้แล้ว"

หลี่หยางสวินไม่พูดอะไรกับท่าทีเหมือนเด็กนั้น ชายหนุ่มยิ้มน้อย ๆ อย่างนึกขัน มือแกร่งช่วยปลดเข็มขัดแล้วเอ่ยปากให้เฉินอวี่เฉิงลุกออกจากรถไป วันนี้จุดมุ่งหมายของพวกเขาคือไปลองแหวนหมั้นที่พวกแม่ ๆ สั่งไว้ คุณนายหลี่มารดาของเขาอาศัยจังหวะที่ไปถึงเฉิงตูในครานั้นควานหาเพชรน้ำงามมาเพื่อใช้เป็นของหมั้นหมายและกำนัลแด่ลูกสะใภ้ตั้งแต่เดือนก่อน จากนั้นจึงให้พวกตนมาลองแหวนเพื่อปรับตามความชอบในวันนี้ โดยร้านที่ได้รับความไว้ใจจากมารดาตนอยู่ที่ชั้นสามของห้างนี่เอง

"ลองแหวนเสร็จแล้วก็ไปขึ้นเรือเฟอรี่ชมอ่าวด้วยกันสินะครับ"

เฉินอวี่เฉิงคล้องแขนคู่หมั้นเดินออกจากลานจอดรถอย่างอารมณ์ดี ดวงตาคู่สวยเป็นประกายวิบวับอย่างคาดหวังรอคอย

"อืม จากนั้นก็ทานมื้อเย็นด้วยกัน"

"โรแมนติกจังเลย ใครเป็นคนคิดน้า~"

"ฉันไง" หลี่หยางสวินตอบชัด "ต้องชดเชยให้ใครสักคนที่พลาดมื้อเย็นเมื่ออาทิตย์ก่อน พาไปทานข้าวเฉย ๆ ได้มีคนงอแงน่ะสิ"

"พูดเกินจริงไปแล้วครับคุณหลี่ ใครจะงอแงกัน ไปทานหม้อไฟกับพี่ตอนนั้นผมยังไม่บ่นเลย" เฉินอวี่เฉิงรีบแก้ตัว

"ไม่บ่นแต่กินเผ็ดจนปวดท้องแล้วให้ฉันแบกกลับน่ะเหรอ?" คิ้วเข้มยกขึ้นสูงอย่างหยอกล้อ

"ใครว่าผมปวดท้อง" คิดถึงเรื่องนี้ เฉินอวี่เฉิงก็หัวเราะ เขาพูดออกมาด้วยดวงตาพราวระยับราวกับมีดวงดาวนับพัน "ผมแค่หาเรื่องขี่หลังพี่เท่านั้นเอง โดนต้มซะเปื่อยเลยนะครับพี่หยางคนดี"

"นี่..."

"ยินดีต้อนรับค่ะ คุณผู้ชาย ร้านXXจิวเวลรี่ ยินดีให้บริการค่ะ"

เสียงต้อนรับใสแจ๋วของพนักงานทำให้คนจะเอาเรื่องชะงัก หลี่หยางสวินพบว่าพวกเขามาถึงร้านแหวนแล้ว ดังนั้นจึงจำต้องเก็บสีหน้าและการเตรียมเอาเรื่องเด็กดื้อไว้ก่อน ชายหนุ่มกระแอม ปรับสีหน้าขรึมขณะที่เฉินอวี่เฉิงผู้มีทางรอดแล้วหัวเราะออกมาเบา ๆ ในลำคออย่างพออกพอใจ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่คิดจะแหย่คนจนเป็นเรื่อง ร่างเพรียวจึงขยับมาเกาะหนึบกับแขนซ้ายของหลี่หยางสวิน ยิ้มอ้อนชวนให้ดูแหวนด้วยกัน

“ผมมารับแหวนที่คุณนายหลี่สั่งไว้ นี่ครับหลักฐาน”

แต่ไม่ทันจะได้เอ้อระเหยลอยชาย หลี่หยางสวินก็จัดการยื่นใบจองไปให้พนักงานทันที ทำเอาเฉินอวี่เฉิงได้แต่บ่นประท้วงในใจว่านี่มันเอาคืนกันชัด ๆ!

"เชิญด้านในเลยค่ะ นั่งพักสักครู่ ดิฉันจะนำสินค้ามาให้นะคะ"

"ขอบคุณครับ อ๊ะ..."

"สวัสดีอาเฉิง บังเอิญจริง ๆ ได้เจอกันอีกแล้ว"

ถ้อยคำทักทายเสียงนุ่มหูดังมาจากปากของชายหนุ่มผู้เดินออกจากด้านในของร้านจิวเวลรี่ชื่อดัง เฉินอวี่เฉิงปรายตามองไปทางนั้นพอดีจึงชะงัก เขาอุทานด้วยสีหน้าแปลกใจ ส่วนชายหนุ่มร่างสูงระหงใบหน้าหล่อเหลาประดับยิ้มน้อย ๆ ท่าทางทรงเสน่ห์คือจ้าวจิ้นตง อดีตรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยเองก็เผยสีหน้าประหลาดเช่นกัน

"สวัสดีครับพี่จ้าว ไม่ได้เจอกันนานเลย บังเอิญจริง ๆ ครับ"

"บังเอิญจริง ๆ นั่นล่ะ อา... ทางนั้นคงเป็นคุณหลี่หยางสวิน สวัสดีครับ ผมจ้าวจิ้นตงรุ่นพี่ของอาเฉิง ดีใจที่ได้พบครับ"

"ยินดีที่ได้รู้จักคุณจ้าว"

หลี่หยางสวินพยักหน้า คนเอ่ยปากทักทายอย่างมีไมตรีเขาก็ตอบไปเช่นกัน ทว่าดวงตาขุ่นมัวนั้นบ่งชัด... แท้จริงไม่ค่อยจะยินดี

มองเห็นดวงตาอีกฝ่ายเหมือนวางแปะอยู่กับว่าที่คู่หมั้นของเขา หลี่หยางสวินผ่อนลมหายใจยาวเพื่อสงบอารมณ์แม้ทำได้ยากแค่ไหน หมดเฮนรี่ หลิว ไปคนหนึ่งยังจะมีรุ่นพี่หน้าหล่อเป็นคนต่อไป... เสน่ห์แรงเสียจริงนะเฉินอวี่เฉิง

ชายหนุ่มเม้มปากนิด ๆ พลางยกแก้วน้ำขึ้นมาจิบอย่างขุ่นมัว


+++++++++++++++++


#สามีของผม จบละครโรงเล็กคู่ผัวเมียค่ะ  ตอนหน้าติดเหรียญนะคะ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

60 ความคิดเห็น