(MPreg) Dear you, my husband รักที่สุดคุณสามี

ตอนที่ 28 : กลับไปหาสามี 28 : คุณชายจ้าว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 222
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    29 เม.ย. 63


 

 

สกุลจ้าวทำธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ไม่ใช่เครื่องประดับหรือค้าเพชร หลี่หยางสวินจึงคาดไม่ถึงว่าตนจะได้พบคุณชายสามของบ้านสกุลจ้าวที่นี่

นิ่งจิบน้ำพลางเงี่ยหูฟังบทสนทนาของคนสองคนที่ตนไม่คิดจะแทรกหรือเข้าไปขัด คนหนึ่งก็ชายหนุ่มหน้าตาดีผู้มีดวงตาหงส์สีดำสนิทพราวระยับสดใส อีกหนึ่งเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งหน้าตาหล่อเหลาผู้มีท่าทางยิ้มแย้มอัธยาศัยดีดั่งคุณชายตระกูลสูง มองมุมไหนคนทั้งสองก็ดูเหมาะสมกันมาก..

แต่ความจริงคือผู้ชายคนแรกเป็นคู่หมั้นของเขา ส่วนอีกคนก็แค่รุ่นพี่ที่รู้จักในมหาวิทยาลัย พวกเขาไม่มีทางเป็นคนรักกันเพราะมีชายหนุ่มวัยสามสิบหน้าตาถมึงทึงยืนขวางทางอยู่

ความคิดส่อเสียดประชดประชันผุดขึ้นมาในหัวยามพบสายตาหลายคู่เฝ้ามองมา ขณะที่หลี่หยางสวินใช้ดวงตาคมกริบลอบมองร่างของชายตรงหน้าและพิจารณาไปด้วย จ้าวจิ้นตง เขาสืบรู้มาว่าคนคนนี้ชื่อจ้าวจิ้นตง อีกฝ่ายเป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาน่ามอง คุณชายสามสกุลจ้าวคนนี้ค่อนข้างมีชื่อเสียงในแวดวงสังคมไม่น้อยว่าด้วยนิสัยเจ้าชู้และคารมดี ด้วยความที่มีพี่ชายผู้เก่งกาจแล้วถึงสองคนดังนั้นจ้าวจิ้นตงจึงไม่ได้สนใจเรื่องธุรกิจนัก แต่หลังจากปล่อยให้คิดว่าเขาเป็นคนหนุ่มไม่ได้เรื่องสักพักกลับเริ่มต่อโทหันกลับมาเริ่มสร้างธุรกิจของตัวเอง นิสัยชอบทำตัวเป็นเสือซุ่มมังกรซ่อนให้คนละความระแวงอย่างนี้ ประมาทไม่ได้เลย 

วิเคราะห์ออกมาเช่นนี้ ชายหนุ่มก็ไม่รู้สึกแปลกใจอีกต่อไปเมื่อพบจ้าวจิ้นตงเดินออกมาจากทางหลังร้าน ดวงตาสีน้ำตาลวาววับ ก่อนกระตุกยิ้ม สกุลจ้าวทำธุรกิจเกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์แล้วยังไง ใช่ว่าจะสนใจอย่างอื่นไม่ได้ บางทีคุณชายสามคนนี้อาจเป็นคนบุกเบิกธุรกิจด้านนี้ ใช้ตนเองบังหน้าแทนชื่อสกุลเพื่อไม่ให้ถูกจับตาและขัดขวางจากคู่แข่ง..

น่าสนใจ..

คิดว่ามีเรื่องให้ต้องศึกษามากขึ้น ชายหนุ่มใคร่ครวญถึงสิ่งที่ตนสืบรู้มาก่อนจะหันเหความสนใจไปยังบทสนทนาของคู่หมั้นตนและคุณชายสามจ้าว เดิมทีหลี่หยางสวินคิดว่าอีกฝ่ายมาทักทายไม่นานก็ไป แต่แล้วก็ต้องชะงักพลางยิ้มเย็นให้กับภาพตรงหน้า มองชายหนุ่มสองคนพูดคุยสนิทสนมแล้วเขาคิดว่าตัวเองเป็นคนนอกเสียอีก  

หูฟังบทสนทนาลื่นไหล ไม่นานหลี่หยางสวินก็เข้าใจได้ว่า พี่จ้าวคนนี้เป็นที่ชื่นชอบและสามารถพูดคุยอย่างถูกชะตาของเฉินอวี่เฉิงมากกว่าตน สมกับที่เคยตามจีบมาแล้ว จึงรู้ว่าควรทำอย่างไรบทสนทนาจะยืดยาวและไม่จบสิ้นง่าย ๆ แม้ทราบว่าเขาและเฉินอวี่เฉิงมาที่นี่เพื่อรับแหวนหมั้นก็ไม่คิดจะลุกไป หลี่หยางสวินมองชายหนุ่มอายุน้อยกว่าตนตรงหน้ายิ้มแย้มอย่างเป็นมิตรและนั่งคุยกับว่าที่คู่หมั้นของเขาเสียยืดยาว จากนั้นก็พบว่าตนแทบถูกกันออกจากบทสนทนาอย่างสมบูรณ์

เห็นทำหน้ายิ้ม ๆ แต่ความจริงร้ายนัก

ชายหนุ่มยิ้มเย็นเมื่อพบว่าหัวข้อสนทนานี้ค่อนข้างจำกัด มันว่าด้วยการเรียนต่อระดับปริญญาโทในประเทศ ถือว่าเขาผิดเองที่ดันไปเรียนต่อที่อื่น ดังนั้นจึงไม่มีความรู้เกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนในฮ่องกง หลี่หยางสวินคิดอย่างเย็นชาพลางปรายตามองจ้าวจิ้นตงที่ยังคงวางมาดรุ่นพี่และเอ่ยคำแนะนำสารพัดให้คู่หมั้นของเขาฟัง ถ้ามันยังเป็นคำแนะนำธรรมดาละก็นะ

“อาเฉิง ถ้ายังไงแลกเบอร์ติดต่อกันดีไหม มีอะไรติดขัดตรงไหนเราจะได้โทรมาถามพี่”

“อ่า... รบกวนไปหรือเปล่าครับ?”

“ไม่รบกวนเลย ขอเป็นวีแชตก็ได้ถ้าเราไม่สะดวก”

“ไม่เป็นไรครับ งั้นเดี๋ยวผมโทรเข้าเบอร์พี่เลยแล้วกัน แต่อันนี้เบอร์ใหม่คนรู้ไม่มาก ถ้ายังไงรบกวนพี่เก็บเป็นความลับด้วยนะครับ”

“ได้เลย จะหุบปากให้สนิท แต่แบบนี้ฉันก็กลายเป็นคนพิเศษน่ะสิ”

“ฮ่า ๆ งั้นคนพิเศษของผมก็มีเกือบยี่สิบคนแล้วล่ะครับ”

“ไม่เป็นไรนะ ฉันเป็นหนึ่งในนั้นได้”

“โหย เดี๋ยวสาว ๆ ของพี่ตามมาอาละวาดกับผม”

ฯลฯ

หลี่หยางสวินนิ่งฟังบทสนทนาแสดงความสนิทสนมราวกับไม่เห็นตนอยู่ในสายตา ดวงตาสีน้ำตาลยิ่งทอประกายเย็นเยียบ สำหรับคนที่กล้าจีบว่าที่คู่หมั้นต่อหน้าเขา หลี่หยางสวินไม่ได้คาดหวังความฉลาดหรือแม้แต่รู้กาลเทศะจากอีกฝ่าย แต่ตอนนี้เขารู้สึกว่าเจ้าคุณชายจ้าวคนนี้ชักทำเกินเหตุไปแล้ว พูดพล่อยปากหวานได้ก็ควรรู้จักความพอดีบ้าง ไม่ใช่เห่าหอนไม่หยุดซ้ำมองคนของเขาด้วยแววตาพราวระยับอย่างไม่เกรงใจกันแบบนี้

ไม่ได้หึงหวง แต่รู้สึกไม่พอใจเหมือนโดนเด็กมันหยามหน้า

หลี่หยางสวินให้คำอธิบายความรู้สึกกรุ่น ๆ ปนขุ่นมัวในหัวใจไว้เช่นนั้น ข่าวคราวเรื่องการหมั้นหมายของเขาและเฉินอวี่เฉิงแพร่ไปไกลแล้ว ไม่มีทางที่อีกฝ่ายจะไม่รู้ แต่รู้แล้วยังกล้าเข้าหาเฉินอวี่เฉิงต่อหน้านี่มันหาเรื่อง เจ้าของร่างสูงใหญ่หรี่ตาลง ชายหนุ่มนั่งเงียบมองคนทั้งสอง พลันก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไร้เหตุผลเมื่อพบว่าเฉินอวี่เฉิงเองกำลังนั่งทำตาแป๋วนิ่งฟังอย่างอยากรู้อยากเห็นเมื่อจ้าวจิ้นตงพล่ามเรื่องการทดสอบความรู้และเรื่องการเรียนขึ้นมา สนใจมากเสียเหลือเกินจนหลี่หยางสวินเริ่มเสียใจที่ตนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้อีกฝ่ายนึกอยากพัฒนาตนเองแล้ว

อยากเรียนอยากมีความรู้ก็ไม่ผิดหรอก ดีมากเสียด้วยซ้ำเพราะจะได้ไม่ถูกหลอกและมีคนดูถูกเอา แต่พอเห็นดวงตาวิบวับคู่นั้นแล้วชายหนุ่มก็หายใจแรง... มันน่า..

"ได้แล้วค่ะคุณหลี่ เชิญลองสวมได้เลยนะคะ"

เสียงของพนักงานทำให้การเลกเชอร์เรื่องหลักสูตรการเรียนหยุดชะงัก ซ้ำยังเหมือนจะทำลายบรรยากาศสนิทสนมของคนสองคนไปด้วย หลี่หยางสวินหยักมุมปากขึ้นด้วยความพอใจและวางถ้วยชาในมือ ชายหนุ่มมองไปยังเฉินอวี่เฉิงที่บัดนี้หันขวับ ดวงตาทอแววพอใจออกมาเมื่อความสนใจทั้งหมดถูกโยกย้ายถ่ายเทไปยังพนักงานสาวผู้มาใหม่พร้อมแหวนในกล่องอย่างรวดเร็ว

"สวยจังครับพี่หยางสวิน คุณแม่เลือกได้ดีมากเลย"

ดวงตาสีดำสนิทเต็มไปด้วยความยินดี น้ำเสียงที่ออกมาเองก็แฝงความออดอ้อนดีใจ หลี่หยางสวินมองภาพที่ตนเริ่มคุ้นเคยแล้วยกมุมปากขึ้น เราสองคนมองไปยังแหวนในกล่องที่พนักงานเตรียมมา มันเป็นแหวนทองคำขาวฝังเพชรดีไซน์เรียบง่ายแฝงความทันสมัยและเหมาะสมสำหรับผู้ชาย แหวนหมั้นของเขาและเฉินอวี่เฉิงมีลักษณะคล้ายกันทุกประการและยังสลักชื่อเอาไว้ด้านใน หลี่หยางสวินสำรวจมันเงียบ ๆ แล้วจึงยิ้มและพยักหน้าอย่างพอใจ แม่ของเขาเลือกได้ดีจริง ๆ

"ลองใส่ดูสิ ถ้าไม่พอดีจะได้แก้ไซส์"

เมื่อไม่เอ่ยแก้แสดงว่าดีไซน์ไม่มีปัญหา เหลือก็แต่ขนาดที่ต้องปรับหากไม่พอดี ชายหนุ่มเลื่อนกล่องไปให้ว่าที่คู่หมั้นตน กล่าวเชิงให้อีกฝ่ายเริ่มก่อน ส่วนหางตาก็เหลือบมองจ้าวจิ้นตงคล้ายไม่ตั้งใจ มุมปากหนาหยักยิ้มเมื่อพบว่าอีกฝ่ายนิ่งเงียบ สีหน้าเผยความเสียดายและความรู้สึกบางอย่างที่ทำให้ดวงตาของหลี่หยางสวินยิ่งเย็นเยียบ

“ในเมื่อแหวนมาแล้ว ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวนะครับ ขออภัยที่มารบกวนด้วย”

“ไม่เป็นไรครับ ถ้ามีอะไรสงสัยเดี๋ยวผมติดต่อไปนะครับ” เฉินอวี่เฉิงกำลังจดจ่อกับแหวนในมือ ชายหนุ่มจึงไม่เห็นสีหน้าแววตานั้นของรุ่นพี่จ้าวแต่อย่างใด ตอนนี้ดวงตาของเขาทั้งสองข้างกำลังจ้องแหวนหมั้นวงสวยตาไม่กะพริบ ลองสวมแล้วพบว่ามันพอดีแต่ก็คับนิด ๆ คงเพราะวัดตอนที่ผอมกว่านี้ คิดดังนั้นจึงอดลังเลไม่ได้ว่าควรขอแก้ไซส์ดีไหม เพิ่มสักศูนย์จุดสาม จุดห้า อะไรแบบนั้น

“ได้เลย แล้วฉันจะรอนะ”

“ครับ บ้ายบาย”

และตั้งแต่ต้นจนจบ คนก็มัวแต่จดจ่อเรื่องแหวน ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาสักนิด

มุมปากปรากฏรอยยิ้มทั้งที่ไม่ควรยิ้ม หลี่หยางสวินรู้ว่าไม่เหมาะ แต่เขาก็ไม่อาจห้ามใจ ชายหนุ่มเหลือบมองจ้าวจิ้นตงที่เอ่ยลาและหวังได้เห็นสีหน้าอาลัยของเฉินอวี่เฉิงสักนิด แต่ก็พบความผิดหวังจึงเดินออกไปด้วยความเสียดาย เห็นท่าทีเช่นนั้นแล้ว คู่หมั้นอย่างเขาก็นึกคันมือคันไม้ อยากจับเฉินอวี่เฉิงมาฟาดก้นแล้วขยี้ผมจนหัวฟูหลังจากนั้นก็ฟัดแก้มเล่นสักที

เหมือนรู้ว่าทำตัวสนิทสนมกับคนอื่นมากไปจนเขาอาจโมโหจึงเลือกเมินและไม่ให้ความหวังในนาทีสุดท้าย ชายหนุ่มมองสบตาจ้าวจิ้นตงที่เหลือบมองอีกคราและส่งดวงตาวาวโรจน์ออกไป เราสองคนจ้องตากันนิ่ง ๆ แบบนั้น ก่อนแรงกระตุกที่ชายเสื้อจะทำให้หลี่หยางสวินหันกลับไป เขาจึงไม่เห็นว่าใบหน้าหล่อเหลาของจ้าวจิ้นตงปรากฏความหงุดหงิดหลุดมาวูบหนึ่งก่อนเจ้าตัวจะหายใจแรงและเดินออกไปอย่างไร้ทางเลือก

แต่ถึงรู้ ใช่ว่าตนจะสนใจ

คุณชายสามสกุลจ้าวคนนี้ไม่ชอบเขา หลี่หยางสวินรู้ด้วยสัญชาตญาณตั้งแต่พบหน้ากันในงานเลี้ยงครานั้น แน่นอนว่าเขาก็ไม่ชอบอีกฝ่ายเช่นกัน และจะยิ่งไม่ชอบมากขึ้นก็ด้วยพฤติกรรมเมื่อครู่นี้ ชายหนุ่มจดบัญชีคนที่กล้ากระตุกหนวดตนเองเอาไว้ก่อนจะหันไปหาตัวต้นเหตุ คู่หมั้นที่หน้าตาดีเกินไปจนมีแต่คนรอแย่ง เฉินอวี่เฉิง

“ทำไมต้องทำหน้าแบบนั้นล่ะครับ ผมแค่ถามพี่ว่าแหวนพอดีนิ้วรึเปล่าเท่านั้นเอง” เฉินอวี่เฉิงผู้ไม่รู้อะไรแต่เจอสายตาพิฆาตไปหนึ่งดอกกะพริบตาปริบ ๆ  เขาไม่ได้ทำอะไรผิดนอกจากถามความเห็นคู่หมั้นตัวเอง... จริง ๆ นะ

“ฉันหมั่นไส้เธอ” คนถูกถามไม่ตอบเรื่องขนาดแหวน แต่ไพล่ไปอีกเรื่อง

“ทำไมจู่ ๆ หมั่นไส้ผมล่ะ”

“ไม่มีอะไร” เพราะหน้าตาเธอทำให้ฉันลำบากต้องคอย... ไล่ หลี่หยางสวินตอบคำถามในใจ แน่นอนว่าเรื่องพวกนี้เขาไม่พูดออกไปแน่

“ไม่มีอะไรเหรอ.. ไม่ใช่ว่าหึงอยู่รึไงครับ?” ร่างเพรียวขยับมาชนไหล่เบา ๆ ดวงตาคู่สวยเป็นประกายนั้นทอแววขบขันปนชอบใจนิด ๆ ดูแล้วน่าตีก้นแรง ๆ โดยเฉพาะเมื่อเจ้าตัวยิ้มกระเซ้า “ผมรู้นะ”

“รู้อะไร อย่าเพ้อเจ้อ” หลี่หยางสวินกระแอมเตือนให้อีกฝ่ายกลับไปสนใจแหวนตรงหน้า

“ไม่ได้เพ้อ ผมรู้หรอกว่าพี่หึงผม” ชายหนุ่มตอบยิ้ม ๆ ก่อนจะขยับไปกระแซะแนบชิดกับอีกฝ่าย “ใครก็มองออกน่า ไม่เป็นไรหรอกน้า แค่หึงเองไม่เห็นเป็นไรเลย”

“เธอนี่มัน...”

“ไม่เอาคำว่าเพ้อเจ้อแล้ว เอาคำใหม่” คนปากดีว่า “แต่ผมก็ยืนยันนะครับ พี่หยางสวิน หึงก็บอก ไม่พอใจก็แสดงออกมา รู้สึกยังไงก็พูดออกมาเลย ผมเป็นของพี่ พี่เองก็เป็นของผมและมีสิทธิ์ในตัวผมอย่างเต็มที่ ดังนั้นไม่มีคำว่ามากไปหรอกนะครับ”

“ฉันเป็นของเธอ?”

“ใช่ครับ พี่หยางสวินเป็นของผม เป็นผู้ชายของผมแล้ว ดังนั้นพี่ก็ควรหึงผมเหมือนผมหึงพี่กับคุณเว่ยนั่นแหละ!

“ผู้ชายของเธองั้นเหรอ” หลี่หยางสวินทวนคำช้า ๆ เขาเผยสีหน้าครุ่นคิดออกมาขณะเอื้อมมือไปลูบปลายคางมนของเฉินอวี่เฉิงที่ส่งยิ้มมาให้ตนอย่างไม่ขาด “บอกว่าผู้ชายของเธอแต่จริง ๆ เป็นข้ออ้างให้ตามมาก่อกวนฉันทั้งวันทั้งคืนล่ะไม่ว่า ข้อเสนอนี้ยังไม่ผ่าน เอาไว้คิดใหม่แล้วมาเสนอนะ”

“ชิ” เฉินอวี่เฉิงผู้โดนรู้ทันส่งเสียงฮึ่มเบา ๆ ในลำคอพลางเอื้อมมือไปหยิบแหวนและมาลองใส่ “ออกจะเป็นเรื่องดี ๆ แท้ ๆ พี่นี่เข้าไม่ถึงเลย”

“ใครจะไปตามเรื่องที่อยู่ในหัวของเธอทัน.. เอาล่ะ ถ้าใส่แล้วไม่แก้ไซส์ก็บอกพนักงานเถอะ”

“แล้วพี่ล่ะครับ ลองแหวนรึยัง” เฉินอวี่เฉิงเอ่ยถามยกมือขึ้นมาดูแหวนเพชรที่เปล่งประกายเจิดจรัสงดงามอยู่บนนิ้วนางข้างซ้ายอย่างอารมณ์ดี

“...” หลี่หยางสวินหยิบแหวนไซส์ใหญ่กว่าของตนมาสวมอย่างรวดเร็ว สีหน้าปรากฏความพอใจเมื่อพบว่ามันเหมาะกับนิ้วตนพอดี “ไม่มีอะไรต้องแก้”

“แต่ของผมเหมือนจะคับไปหน่อย น่าจะต้องแก้อีกนิด” เฉินอวี่เฉิงบ่นแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา มือซ้ายที่สวมแหวนอยู่คว้าหมับเข้าที่มือใหญ่ทันควัน และไม่ทันให้หลี่หยางสวินได้ท้วงตนก็กดชัตเตอร์ ถ่ายภาพออกมาอย่างว่องไว “ว่าแล้ว มันคับไปเลยถ่ายรูปออกมาไม่สวย เหมือนผมเอาของคนอื่นมาใส่”

ชายหนุ่มเอ่ยพลางกดส่งแหวนไปยังห้องแชตหนึ่งทันที เห็นดังนั้นหลี่หยางสวินจึงเหลือบมองเล็กน้อยด้วยความอยากรู้ว่าเจ้าตัวเอาไปรายงานใคร และเมื่อเห็นว่าหนึ่งในนั้นเป็นมารดาตัวเองที่รีบเข้ามากรีดร้องในห้องแชตและพิมพ์ข้อความยาว ๆ ด้วยความดีใจ เขาก็เลิกสนในที่สุด

แม่เองก็รู้จักใช้รูปมีม หลี่หยางสวินคิดแค่นี้ก่อนจะขยับแหวนบนนิ้ว เตรียมถอดออก

“เดี๋ยวสิครับ ขอถ่ายอีกรูป” เฉินอวี่เฉิงดึงมืออีกฝ่ายไว้และเอ่ยห้ามรวดเร็ว “อย่าเพิ่งถอดนะครับ ขออีกภาพหนึ่ง ๆ”

“จะเอาไปให้ใคร?” คิ้วเข้มขมวดมุ่น

“จะเอาอัพลงไอจี” เฉินอวี่เฉิงยิ้มร่า ชายหนุ่มขยับมือไม้ เลือกทำท่ามือประสานที่สามารถเห็นแหวนบนนิ้วของเราสองคนชัดเจนแล้วขยับโทรศัพท์ในเมื่อเพื่อถ่ายรูปอีกครั้ง “อัพลงไปให้รู้กันว่าผมกำลังจะหมั้นแล้ว ไม่โสดแล้ว เลิกมาตอแยหรือคอมเมนต์จีบสักที พอดีว่าแฟนขี้หึง”

“ใครแฟนเธอ” คนโดนแอบอ้างถามกลับ

“ม่ายรู้” กวนมาก็กวนกลับ เฉินอวี่เฉิงแสร้งทำเสียงยานคางแล้วหัวเราะเหมือนไม่กลัวโดนดุ “พอเจอกันก็ขยับมาเป็นคู่หมั้นเลย แต่ถึงจะข้ามขั้นไปแล้วก็ไม่เป็นไร อยู่ในฐานะไหนก็ขี้หึงเหมือนเดิม”

“ฉันไปหึงเธอตอนไหน”

“แล้วที่นั่งหน้าตึงทำตาดุอยู่เมื่อกี้เป็นใครล่ะครับ” เฉินอวี่เฉิงเลิกคิ้ว เขายิ้มน้อย ๆ และมองชายหนุ่มที่จะกลายเป็นคู่หมั้นอย่างเป็นทางการของตนในไม่ถึงสองสัปดาห์ตรงหน้าด้วยรอยยิ้มละไม “ผมเห็นนะ”

“รู้แล้วก็ยังคุยต่อ ตั้งใจจะยั่วโมโหเหรอไง?” เรื่องมาถึงตรงนี้แล้วหลี่หยางสวินก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องปฏิเสธ แต่ชายหนุ่มถามไปอีกเรื่อง

“เปล่าครับ ก็คุยติดค้างกันอยู่นี่นา ผมอยากถามพี่จ้าวเรื่องการเรียน เพราะงั้นก็ปล่อยเขาพูดไปเถอะ รายนั้นน่ะปากหวานเป็นปกติอยู่แล้ว พูดจาชวนเข้าใจผิดประจำ” เฉินอวี่เฉิงอธิบายแบบกะให้อีกคนเข้าใจด้วย “ที่ได้ฉายาคุณชายจ้าวจอมเจ้าชู้มาไม่ได้เป็นเพราะโชคช่วยนะครับ รายนั้นคารมดีอย่าบอกใครเลยล่ะ”

“แล้วเธอไม่ชอบ?” คิ้วเข้มยกสูงขึ้น

“ถ้าผมชอบเขา ผมคงไม่คบกับเฮนรี่แต่แรก” ชายหนุ่มบอกออกไปตามตรงด้วยสีหน้าท่าทางปกติ เฉินอวี่เฉิงคิดว่าหลี่หยางสวินคงรู้เรื่องจ้าวจิ้นตงเคยจีบเขามาก่อนแล้ว ปิดไปก็ไม่ได้อะไร หรือถ้าไม่รู้ก็ควรสารภาพไปตรง ๆ เพื่อกันเรื่องดราม่าไร้สาระในอนาคต “ผมไม่ชอบผู้ชายเจ้าชู้แบบเขา ตอนนี้ก็ไม่ชอบผู้ชายที่เอาแต่อ้างคำว่ารักอย่างเฮนรี่ด้วย แต่ผมชอบคนพูดน้อยปากหนักแต่ขี้อายแบบพี่นะครับ”

ถามไปถามมาดันโดนจีบเสียแทน หลี่หยางสวินตั้งตัวไม่ทันดังนั้นใบหน้าจึงขึ้นสีวาบ และทำได้แค่บ่นดัง ๆ เรียกชื่อต้นเหตุอย่าง “เฉินอวี่เฉิง” ออกมาเท่านั้น

“ครับผม” ชายหนุ่มคิดแคปชั่นเสร็จเรียบร้อยแล้วโพสต์ภาพ จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมาหัวเราะแล้วขานรับเสียงหวาน เฉินอวี่เฉิงไม่ได้กลัวแล้ว ตรงกันข้ามเขากลับรู้สึกชินหลังพบว่าพี่หยางสวินคนดีมักทำเสียงเข้มเรียกชื่อเขาเป็นการแก้เขินไปตามเรื่อง น่ารักซะไม่มี

“ถ่ายรูปเสร็จก็ถอดแหวนได้แล้ว พนักงานยืนรออยู่นะ”

ได้แต่ทำเสียงเข้มปรามเมื่อพบว่าท่าทางดุ ๆ ของตนได้ผลกับอีกฝ่ายน้อยลงทุกที หลี่หยางสวินคิดในใจว่าต้องหาทางกำราบคนด้วยวิธีใหม่ก่อนเขาจะ หลุดไปมากกว่านี้ หางตาเหลือบมองพนักงานสาวที่เข้ามายืนอมยิ้มฟังคู่รักพูดคุยกันแล้วกระแอมไอ ชายหนุ่มถอนแหวนวงที่ตนสวมอยู่แล้ววางลงที่เดิม มองอีกฝ่ายค่อยถอดแหวนคืนและแจ้งเรื่องขอปรับไซส์แล้วเม้มปากนิด ๆ

“ชื่ออะไร”

ผ่านไปครู่หนึ่งระหว่างที่รอให้พนักงานนำข้อมูลที่กรอกไปจัดการ หลี่หยางสวินก็ถามขึ้นมา

“ครับ?” คนโดนถามกะพริบตาปริบ ๆ

หลี่หยางสวินมองท่าทีงวยงงเหมือนถามว่าเขาอยากรู้อะไรตรงนั้น หัวใจก็รู้สึกคันยิบ ๆ ทั้งลังเลทั้งกระดากอายแต่ที่สุดก็ตีหน้าขรึมถามสั้น ๆ “ฉันถามว่าไอจีเธอชื่ออะไร”

“ไอจี... จะเข้าไปกดไลค์ให้เหรอ อย่าลืมไปคอมเมนต์นะครับ คนเขาจะได้รู้กันว่าพี่เป็นแฟนผมสักที” เฉินอวี่เฉิงได้ยินคนพูดก็ตาลุกวาบ เขาฉีกยิ้มกว้างพลางรีบเกาะไหล่หนาแล้วสไลด์ชื่อแอคเคานต์ยื่นให้อีกฝ่าย “อันไหนไอจีของพี่ครับบอกมาด้วย แอดผมเป็นเพื่อนด้วยนะ!

“ฉันไม่เล่นของพวกนี้” ชายหนุ่มบอกออกไปตามตรง

“..อ่า จริงด้วยสิ ไม่งั้นคราวก่อนที่ถามคงบอกมาแล้ว” เฉินอวี่เฉิงได้ฟังแล้วก็ชะงัก สีหน้าเงื่องหงอยหากอีกพริบตาก็เปลี่ยนเป็นยิ้มกว้างทันควัน “งั้นแสดงว่าพี่ไม่มีแอคแต่ก็อยากเข้าไปดูผมใช่ไหม ต่อให้ไม่มีก็จะเข้าไปให้ได้ ต่อให้ต้องสมัครแอคเคานต์ใหม่เพื่อตามก็จะทำใช่มั้ย น่ารักจังเลยครับคุณสามี”

“พูดอะไร ฉันไม่มีเวลาทำอะไรมากขนาดนั้...”

“ผมรู้ ๆ พี่อาจจะแค่เข้าไปดูแล้วแอบส่องว่าใครชอบมาคอมเมนต์ ใครชอบมาบอกว่าผมน่ารักบ่อย ๆ ใช่ม้า ขี้หึงอีกแล้วน้า” คนอยากจะล้อยังยิ้มหวานไม่เลิก เฉินอวี่เฉิงตั้งเป้าหมายไว้แล้วว่าถ้าทำให้คุณสามีหน้าแดงไม่ได้ เขาจะไม่หยุด

“ฉันแค่อยากรู้ว่ามีคนพูดอะไรเสียหายรึเปล่า ไม่ได้อยากรู้ว่ามีใครชอบไม่ชอบเธอ”

“แค่นั้นเหรอครับ เพราะกลัวเสียหายแค่นั้นจริงอะ”

“จริง พอใจหรือยัง”

“พอใจครับ ว่าแต่พี่อย่าลืมหาคนไปช่วยกดไลก์ผมทีนะ นี่ทำสตอรี่อวดแฟนไว้ ถ่ายรูปแหวนหมั้นแบบสามร้อยหกสิบองศาแล้วแถมหน้าแดง ๆ ของคนปากไม่ตรงกับใจด้วย”

“เฉินอวี่เฉิง!

คนเขินตะโกนเท่าไหร่ คนแกล้งให้อายก็มีแต่รอยยิ้ม เฉินอวี่เฉิงมองอดีตสามีที่แสนจะปากไม่ตรงกับใจแล้วขยับตัวไปเกาะแขนและจากนั้นก็ส่งยิ้มหวาน ๆ เป็นการออดอ้อนอย่างอารมณ์ดี เขารู้สึกว่าหลี่หยางสวินน่ารักจริง ๆ ทั้งอาการหึงที่เก็บไม่อยู่ขึ้นทุกวัน หรือความปากไม่ตรงกับใจที่ปิดไว้ยากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกอย่างทำให้ชายหนุ่มพอใจ เขารู้สึกได้ว่าพี่หยางคนดีใกล้กลับมาแล้ว


+++++++++++++++++++++++++++++


#สามีของผม ตอนนี้มาเรื่อย ๆ ดูเทคนิคการจีบสามีของน้องเฉิงเฉิง การหนุงหนิงกันของคู่รัก  เจอกันตอนหน้าค่าาา ติดเหรียญน้าา

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

60 ความคิดเห็น