(MPreg) Dear you, my husband รักที่สุดคุณสามี

ตอนที่ 26 : กลับไปหาสามี 26 : พบหน้าคนคุ้นเคย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 234
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    26 เม.ย. 63


 

 

พวกเรากำลังค่อย ๆ เขยิบเข้าใกล้กันมากยิ่งขึ้น…

เฉินอวี่เฉิงนั่งยิ้ม ดวงตาคู่สวยจ้องกระจกมองข้างพลางฮัมเพลงเบา ๆ ขณะรอให้คนขับที่กำลังยืนพูดคุยอะไรบางอย่างเดินมาถึง ชายหนุ่มมองร่างสูงใหญ่แสนคุ้นตาที่ตนจำได้แม้จะเห็นแค่แผ่นหลังอย่างอารมณ์ดีและยิ่งร่าเริงมากขึ้นเมื่อคิดถึงความจริงข้อนี้ซึ่งทำให้เขาหุบยิ้มไม่ได้ หลี่หยางสวินและเฉินอวี่เฉิง... ดวงตาเรียวสวยดั่งหงส์คู่งามตวัดมองการ์ดที่วางบนตักตนแล้วฉีกยิ้มหวานออกมา ในที่สุดหลังจากทะเลาะกัน ผ่านเรื่องปวดหัวและการปะทะกันทางอารมณ์มากมาย พวกเขาก็มาถึงจุดนี้ จุดที่เราสองคนมาแจกการ์ดเชิญงานหมั้นด้วยกัน

แตะปลายนิ้วลงกับการ์ดเชิญสีเงินตกแต่งด้วยสีทองและสีแดงอันเป็นมงคลทั้งยังดูเรียบหรู เฉินอวี่เฉิงมองรายละเอียดวันเวลาและสถานที่ซึ่งบ่งบอกว่าจะจัดงานในอีกสามอาทิตย์หน้าและยิ้มออกมาอีกครั้งอย่างพึงพอใจ หนึ่งอาทิตย์หลังจากที่เขาได้พูดคุยกับหลี่หยางสวิน นอกจากเฉินอวี่เฉิงจะดีใจกับชื่อ เฉิงเฉิงที่ออกมาจากปากอีกฝ่าย เขาก็ยังสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าความสัมพันธ์ของเราสองคนเต็มไปด้วยความใกล้ชิดสนิทสนม คุยกันมากขึ้น เปิดใจให้กันมากขึ้น เป็นผลให้การออกมาแจกการ์ดด้วยกันในบ่ายวันเสาร์ถือเป็นการใช้เวลาร่วมกันที่ดี ไม่มีใครหงุดหงิดบูดบึ้งเพราะต้องทำงานหรือมีท่าทีอารมณ์เสีย ท่าทางของหลี่หยางสวินทำให้เฉินอวี่เฉิงพอใจว่างานหมั้นนี้เกิดขึ้นด้วยความเต็มใจของเราสองคน ไม่ใช่พี่หยางสวินต้องทำตามที่แม่ต้องการ

"มาแล้ว ขอโทษที่ต้องให้รอนาน"

เสียงทุ้มดังขึ้นข้างกายพร้อมประตูรถฝั่งคนขับเปิดออกทำให้เฉินอวี่เฉิงละออกจากภวังค์ ชายหนุ่มหันไปมองคนข้างกายที่หอบเอาไอความร้อนเข้ามาด้วยแล้วส่ายหน้ายิ้ม ๆ

"ไม่เป็นไรหรอกครับ พี่มีเรื่องคุยกับเพื่อนนี่" ชายหนุ่มมองคนที่อยู่ในชุดไปรเวทกึ่งสุภาพเช่นเดียวกับตนด้วยรอยยิ้มสดใส ดวงตาคู่สวยยังเหลือบไปยังคนที่รั้งตัวหลี่หยางสวินไว้พูดคุยและเป็นเหตุให้เขาต้องรอ ทางนั้นส่งยิ้มและโบกมือให้พวกเขาทั้งสองจากรั้วบ้านอย่างอารมณ์ดี

"อืม นาน ๆ ทีเจอกัน เขาเลยมีเรื่องอยากจะถามนิดหน่อย" หลี่หยางสวินขยับตัวคาดเข็มขัดและตอบรับไปพลาง

"เรื่องไหนนะ เรื่องที่ว่าพี่ไปหาคู่หมั้นหน้าตาน่ารัก ๆ แบบนี้มาจากไหนรึเปล่า?"

"หึ หลงตัวเอง"

"หลงตัวเองตรงไหน ตอนเดินเข้าบ้านไปเพื่อนพี่ยังบอกอยู่เลยว่าอิจฉา เพราะว่าผมน่ารักมากกกก"

แอบลากเสียงกวนประสาทแล้วฉีกยิ้มหวาน เฉินอวี่เฉิงยกแขนพิงกรอบประตูรถ ส่วนใบหน้าก็หันไปสบตาอีกฝ่าย ริมฝีปากหยักยิ้ม ยกคิ้วกวนอย่างคนที่รู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร ก็แน่ล่ะ ก่อนที่หลี่หยางสวินจะขอตัวไปคุยกับเพื่อนสองคนแล้วให้เขามารอในรถ เฉินอวี่เฉิงก็ถูกคุณหลินคนนั้นชมเปาะและมองมาอย่างสนอกสนใจ พูดชมไม่หยุดว่าพี่หยางสวินนั้นหาแฟนได้น่ารักจริง ๆ

"ทำหลงระเริงไป หมอนั่นน่ะเจอใครก็ชมว่าน่ารักหมดนั่นล่ะ" หลี่หยางสวินขยับเกียร์ หมุนพวงมาลัยเตรียมไปยังจุดหมายใหม่ "เผื่อเธอไม่รู้ หลินซู่น่ะเจ้าชู้จะตาย"

"เราไปหาเพื่อนพี่กันมาสี่ห้าคนแล้ว ดูเหมือนแต่ละรายนี่เจ้าชู้กันหมดเลยนะ" เฉินอวี่เฉิงว่า "น่าแปลกใจจังว่าทำไมพี่รอดอยู่คนเดียว หรือจริง ๆ เป็นคนเจ้าชู้มากที่สุดกันแน่"

"จะจับผิดฉันรึไง?"

"เปล่า" คนพูดหัวเราะหึหึ ก่อนจะหรี่ตาลง "ผมแค่สงสัย แปลกใจว่าพี่คบเพื่อนเจ้าชู้จริง ๆ หรือเพื่อนพวกนั้นไม่ได้เจ้าชู้... แต่เขาชมผมพี่เลยหึง"

"ไร้สาระอีกแล้ว"

"เป็นแบบนั้นแน่ ๆ หึงผมอยู่แน่ ๆ รู้ทันนะรู้ทันนนน"

ลากเสียง ยิ้มล้อ เอ่ยปากกระเซ้าอย่างอารมณ์ดีพลางหัวเราะร่วน เฉินอวี่เฉิงส่งแววตาเจือความรักใคร่ไปให้หลี่หยางสวินด้วยดวงตาเป็นประกาย ชายหนุ่มจ้องมองใบหน้าด้านข้างที่ทอแววเคร่งขรึมตัดกับหูแดง ๆ อย่างคนเริ่มรู้นิสัย เขาพบว่าเนื้อในของหลี่หยางสวินแท้จริงแล้วก็เป็นผู้ชายใจดีแสนอ่อนโยนคนเดิม เพียงแต่ตอนนี้อีกฝ่ายสวมหน้ากากขรึม ๆ นี่เอาไว้เท่านั้น ความขี้หวง ขี้หึง ความขี้อายยังคงอยู่และยากจะปกปิดนักสำหรับเขาที่รู้ทัน... หรือถ้ากลัวมองไม่ออกก็มองใบหูแดง ๆ นั่นสิ... เฉินอวี่เฉิงหัวเราะออกมา

"อะแฮ่ม.. ผมไม่พูดล่ะ เรามาที่จุดหมายต่อไปกันดีกว่า" เห็นหลี่หยางสวินเงียบไปไม่ตอบอะไรกลับมาก็กลัวจะเล่นเกินเหตุ ดังนั้นเฉินอวี่เฉิงจึงกลับมาเข้าเรื่องหลังหยอกคนจนพอใจ เขานั่งตัวตรง กระแอมขรึม ๆ จากนั้นก็เอื้อมไปหยิบการ์ดเชิญที่วางอยู่มาพลิกดูด้วยท่าทีเป็นการเป็นงาน 

"เพื่อนพี่ที่จะเชิญหมดแล้วใช่ไหมครับ จากนี้ก็เป็นญาติ ๆ สินะ จุดมุ่งหมายต่อไปก็... อ๊ะ บ้านสกุลหลี่เหรอ?" ดวงตาคู่สวยกะพริบปริบ ๆ ชายหนุ่มอ่านทวน มองชื่อบนนั้นซ้ำและหันขวับไปมองหน้าหลี่หยางสวินที่เงียบกริบไม่พูดอะไร

ชื่อหลี่เฉียงน่ะมัน..

"แม่ฉันบอกว่าญาติผู้ใหญ่คนสำคัญ อยากให้ฉันพาเธอไปแนะนำตัว เยี่ยมคารวะทักทายและส่งการ์ดเชิญให้ด้วยตัวเอง"

"ฮะฮะ... มันก็..." เฉินอวี่เฉิงฟังแล้วหัวเราะเจื่อน ญาติผู้ใหญ่ ใช่ ญาติสนิท ก็ใช่ พวกเขาควรไปแนะนำตัวและคารวะ ก็ใช่อีก..

แต่พอคิดถึงสิ่งที่ชายชราชื่อหลี่เฉียงทำแล้ว เขาไม่แปลกใจเลยหากหลี่หยางสวินจะนิ่งเงียบและมีท่าทีเคร่งเครียดผิดปกติตั้งแต่ขับรถ ที่แท้ไม่ได้ไม่พอใจที่เขาหยอกล้อรู้ทันแต่เป็นเพราะต้องไปพบหน้าคนที่ตนเกลียดชัง เฉินอวี่เฉิงคิดพลางเหลือบมองใบหน้าอีกฝ่ายเล็กน้อย ชายหนุ่มเม้มปากนิด ๆ ก่อนจะเอื้อมไปกุมมือข้างที่ว่างของหลี่หยางสวินเงียบ ๆ

"ไม่เป็นไรนะครับ" ฝ่ามือนั้นกำแน่น ลักษณะความเครียดแผ่ออกมาชัดเจนจนเขาสัมผัสได้ เฉินอวี่เฉิงไม่รู้จะปลอบอย่างไร สุดท้ายจึงได้แต่ใช้รอยยิ้มหวานของตัวเอง "มีผมอยู่นะ เราไปด้วยกัน ไม่เป็นไรหรอก"

"อืม"

หลี่หยางสวินไม่ได้ดึงมือออก ชายหนุ่มรับคำเบา ๆ ในลำคอ ดวงตายังคงมองตรงแต่ไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านั้น

"ยังไงไปตอนนี้ก็ไปแค่ทักทายแล้วก็พูดคุยนิดหน่อยใช่ไหมครับ ไม่มีอะไรมากกว่านั้นเนอะ"

"ใช่ แค่ไปพบหน้า"

"ถ้าผมทำเหมือนกำลังหงุดหงิดไม่พอใจพี่มันจะดีไหม?" เห็นท่าทีนิ่งขึงของอีกฝ่ายเฉินอวี่เฉิงก็โพล่งออกมา ชายหนุ่มคิดถึงเรื่องที่พวกเขาคิดว่าตาแก่คนนั้นทำ ดวงตาคู่สวยเป็นประกายวาววับ "ไหน ๆ ทั้งข้อความที่ส่งมาหรือนักสืบที่ผมจ้างก็เงียบหายไปทั้งคู่ ถ้าผมทำท่าเหมือนมีอะไรในใจมันจะเป็นยังไงนะ"

"เฉินอวี่เฉิง" หลี่หยางสวินหันมามองเขาแล้วนิ่วหน้า

"อย่ามองกันแบบนั้น ผมรู้หรอกว่าพี่กำลังหาหลักฐานในเรื่องที่พวกเขาก่อและเราควรจะทำตัวปกติไม่ให้คนพวกนั้นดูออก ผมเข้าใจนะครับ แต่การทำตัวแบบที่พวกเขาต้องการไม่ใช่ว่าจะทำให้มันดีขึ้นเหรอ?" เฉินอวี่เฉิงเอ่ยช้า ๆ ชายหนุ่มเสนออย่างรอบคอบพลางคิดถึงผลดีผลเสียของมัน ดวงตาแวววาวคู่นั้นมองสบตาคมของคนที่กำลังนิ่วหน้าไปพลาง

"ผมคิดนะ" เขาว่า "ถ้ามันเป็นอย่างที่เราคาด นั่นหมายถึงหลี่เฉียงต้องการให้พวกเราสองคนทะเลาะกัน เขาอยากให้พี่ไม่มีความสุข อย่างน้อยก็ถูกผมทำตาขวางหรือระแวงใส่ ถ้าเขาได้เห็นก็คงพอใจใช่มั้ย มันจะเป็นยังไงนะถ้าผมแสดงออกว่าตัวเองเป็นแบบนั้น... เขาจะหลุดอะไรออกมารึเปล่า?"

"..."

"แบบนั้น... เราจะสามารถคาดเดาแผนที่เขาคิด หรือเรื่องที่เขาอยากจะทำหลังจากนั้นได้ใช่ไหมครับ"

"เฉินอวี่เฉิง" หลี่หยางสวินเอ่ยขึ้นมาหลังจากเงียบไปอึดใจ ร่างสูงถอนหายใจช้า ๆ ที่สุดก็หันมามองหน้าหลังจากนิ่งฟังอยู่นาน "เพราะแบบนี้ฉันถึงไม่อยากบอกเธอ"

อะ นี่มันกลายเป็นแบบนี้ไปได้ยังไง

"ฉันไม่ได้ตำหนิเธอ แต่ฉันไม่อยากบอกเพราะฉันรู้ว่าเธอจะทำแบบนี้ จะเสนอตัวเข้าไป ช่วยเหลือฉัน จะกระโดดเข้าไปในหลุมพรางเหล่านั้น" มือหนาวางลงบนศีรษะของเขาแล้วลูบเบา ๆ "ฉันไม่อยากให้เธอต้องเสี่ยงอันตราย"

"ผมรู้ แต่ผมบอกพี่แล้วไม่ใช่เหรอ" เอื้อมมือไปกุมมือใหญ่แล้วส่งยิ้ม เฉินอวี่เฉิงรับรู้ถึงความห่วงใยจากปากของหลี่หยางสวิน ดวงตาของเขาจึงยิ่งเจิดจ้าเป็นประกาย "ผมพร้อมช่วยพี่ ผมจะอยู่ข้างพี่ ผมเฉินอวี่เฉิงไม่ใช่เด็กน้อยที่ต้องให้พี่คอยดูแลประคับประคองอีกต่อไปแล้ว กับอีแค่เจอคนแก่คนหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่เป็นไรหรอกครับ"

"ถ้าคนแก่คนหนึ่งที่เธอว่าไม่ใช่หลี่เฉียง ฉันคงวางใจ"

"ผมเข้าใจ ผมรู้ครับว่าตาแก่คนนั้นน่ะเจ้าเล่ห์และนิสัยไม่ดี ผมเองก็ไม่ชอบเขา ไม่เชื่อเขา ผมรู้ตัวว่าโง่กว่าเขาและไม่คิดว่าจะสามารถหลอกถามอะไรจากตัวเขาได้ด้วย แต่ผมก็เรียนการแสดงนะ"

"..."

"ให้ผมหึงพี่ จากนั้นพี่ก็คอยสังเกตเขา แบบนั้นไม่ดีเหรอครับ?" ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม "อันที่จริงผมแทบไม่ต้องแสดงเลยด้วยซ้ำนะ ทุกวันนี้้ก็หวงอยู่ เจ้านายผู้แสนดีกับเลขาคนสนิท เฮอะ!"

"ฉันบอกแล้วไงว่า..."

"ผมรู้ เพราะรู้สาเหตุไงถึงไม่แสดงออก เพราะเข้าใจว่าเขาเคยช่วยเหลือพี่มาเยอะ ผมเลยไม่บ่นอะไร แต่ความจริงไม่ใช่ไม่หวง ชัดเจนมั้ยครับ"

ตอบพลางมองใบหน้าเคร่งขรึมที่เต็มไปด้วยสีหน้าไม่รู้จะพูดยังไงของหลี่หยางสวิน เฉินอวี่เฉิงส่งยิ้มไปให้อีกฝ่ายและบอกความในใจออกมาอย่างไม่สะทกสะท้านเพราะนี่คือเรื่องจริง เขาไม่คิดว่าตัวเองงี่เง่าเพราะความหึงหวงมันคืออารมณ์ปกติของมนุษย์ อีกอย่างเขาหึงก็พูดออกมาว่าหึง แต่ไม่ได้ทำอะไรเสียหาย ไม่ได้อาละวาดด่าทอหรือแผลงฤทธิ์ใส่เว่ยซูเหยา แถมสาเหตุที่เขาหึงก็ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ ไม่เลย

ลองมองดูด้วยใจ (พยายาม) เป็นธรรม ต่อให้ไม่นับเรื่องความสนิทสนมของหลี่หยางสวินและเว่ยซูเหยาที่ทำเอาคนมองมือกระตุกหลายครั้ง เรื่องอื่น ๆ ก็ยังทำให้เฉินอวี่เฉิงแอบหวงอยู่ในใจ ต่อให้รู้ว่ามันไม่มีอะไรและอีกฝ่ายดูแลเว่ยซูเหยาเนื่องจากเห็นว่าหล่อนเป็นลูกน้องคนสำคัญซ้ำยังเป็นคนที่อยู่ร่วมสู้วิกฤติในบริษัทตั้งแต่ชีวิตก่อนก็ตาม อาจเพราะลึก ๆ ในใจเขารู้ดีว่าคนที่เคยทรยศหักหลังและทอดทิ้งมันเทียบกับคนที่อยู่ร่วมต่อสู้กันมาไม่ได้ เพราะงั้นแค่เรื่องแสดงความหึงหวงปนระแวงในใจออกมาน่ะ บอกเลยว่าง่ายยิ่งกว่าง่ายเสียอีก

"เอาเป็นว่าตามนี้เนอะ ลองทำตามแผนที่ผมวางไว้สักหน่อย มาลองกันสักตั้งนะครับ"

ชายหนุ่มสรุปด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ส่วนหลี่หยางสวินก็นิ่งไปพักหนึ่ง สุดท้ายจึงทำได้แค่ถอนหายใจ กำชับว่าให้ระวังก่อนจะพยักหน้าในที่สุด

 

คฤหาสน์สกุลหลี่สายรองอยู่ในเขตวิคตอเรียพีคไม่ไกลจากบ้านสกุลหลี่สายหลักนัก ดังนั้นการเดินทางจึงใช้เวลาไม่มาก ไม่ถึงห้านาทีพวกเขาก็มาถึงหน้าคฤหาสน์รั้วรอบขอบชิดหลังหนึ่ง เฉินอวี่เฉิงฟังเรื่องราวของสกุลหลี่สายรองจากปากว่าที่คู่หมั้นไปด้วยระหว่างเดินทาง เขาฟังคำจำกัดความ 'สกุลสายรองที่ทำตัวเงียบ ๆ คอยเป็นกำลังหนุนและซัพพอร์ตสกุลหลี่สายหลัก ถือเป็นขุมกำลังที่ยากทำลาย' แล้วอดยิ้มออกมาไม่ได้ สิ่งที่หลี่หยางสวินพูดออกมาแม้ไม่แน่ใจว่าจะเป็นความหมายจริง ๆ หรือเพียงแค่การประชดประชัน แต่ถ้าที่ผ่านมาสกุลหลี่สายรองทำตัวแบบนั้น เฉินอวี่เฉิงก็ได้แต่ต้องปรบมือกับความพยายามอันยิ่งใหญ่ที่ครอบคลุมทุกอย่างแม้แต่คฤหาสน์ที่อาศัย

หรี่ตาลงน้อย ๆ มองคฤหาสน์เบื้องหน้า หากเขาไม่รู้มาก่อนว่านี่เป็นบ้านสกุลหลี่ที่แสนร่ำรวยและทรงอิทธิพล เฉินอวี่เฉิงก็คงคิดว่านี่เป็นแค่บ้านคนมีเงินธรรมดา ๆ ไม่ก็บ้านพักต่างอากาศของใครสักคนเท่านั้น เพราะบ้านสายรองแตกต่างจากคฤหาสน์สกุลหลี่สายหลักเป็นอย่างมาก ตัวบ้านมีขนาดพอดี ไม่ได้ใหญ่โตซ้ำยังไร้การก่อสร้างและตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงใด ๆ บรรยากาศที่นี่แตกต่างจากบ้านสกุลหลี่สายหลักอย่างเห็นได้ชัด แม้อาณาบริเวณจะกว้างขวางไม่ต่างกัน แต่เห็นได้ชัดว่าอาคารสองชั้นสไตล์โคโลเนียนของที่นี่สร้างไปพร้อมกับคำว่า เจียมตัว เลยทีเดียว

คนคนนั้นมีจิตใจทะเยอทะยานขนาดไหนถึงสามารถอดทนและควบคุมตัวเองได้แบบนี้กันนะ... เฉินอวี่เฉิงนึกสนใจใคร่รู้  ขณะที่รถเลี้ยวเข้ามาจอดภายในบริเวณบ้าน หลี่หยางสวินยังไม่ทันจะได้ลงจากรถ ตรงประตูหน้าก็มีร่างของชายชราคนหนึ่งยืนรอท่าอยู่ เฉินอวี่เฉิงมองภาพนั้นผ่านกระจกรถ มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้ม แต่ดวงตาทอแววเยือกเย็นจับใจ ภาพท่านปู่ผู้แสนใจดีคิดถึงลูกหลาน พอทราบว่าหลานชายมาหาก็ถึงกับละทิ้งเก้าอี้ของตนและรีบลงมาต้อนรับอย่างดีอกดีใจ ดูสภาพเดินยากเหมือนขาข้างหนึ่งได้รับบาดเจ็บและต้องมีคนพยุงตลอดเวลาแต่ก็ยังยืนยันจะรอนั่นสิ ความจริงใจระดับนี้ การแสดงชนิดนี้ ใครมาเห็นก็ต้องรู้สึกดีและอดยิ้มไม่ได้แน่นอน

บ้านสกุลหลี่สายรองเป็นนักแสดง เฉินอวี่เฉิงจารึกคำนี้ไว้ในสมองขณะมือใหญ่ของหลี่หยางสวินเอื้อมมากุมมือเขาไว้ คนแสดงท่าทางเป็นห่วงเป็นใยและส่งแววตากำชับให้ระวัง ส่วนเฉินอวี่เฉิง เขายิ้ม... ก่อนจะดึงมือออกแล้วสะบัดหน้าไปอีกทาง

"..."

ทำหน้างงทำไม ตกลงกันแล้วว่าจะร่วมเล่นละครพวกเราก็ต้องทำอย่างจริงจังไม่ใช่เหรอ เฉินอวี่เฉิงอาศัยจังหวะหมุนตัวมาปิดประตูขยิบตาให้พี่หยางสวินเพื่อเป็นสัญญาณเสียหน่อย จากนั้นเขาก็ปรับสีหน้าเป็นยิ้มนิด ๆ บึ้งหน่อย ๆ แบบมองออกว่าคนมีเรื่องกันมา เฉินอวี่เฉิงหยุดยืนรอหลี่หยางสวินที่ตรงเข้าไปทักทายปราศรัยกับหลี่เฉียง บทจะแสดงละครรักใคร่กลมเกลียวก็ทำได้ดีนี่นา เฉินอวี่เฉิงคิดเช่นนั้นก่อนจะปรับสีหน้าเมื่ออีกฝ่ายผายมือมายังตน

"ปู่เล็กครับ นี่เฉินอวี่เฉิง ว่าที่คู่หมั้นผมครับ"

"อ่า นี่เหรอว่าที่หลานสะใภ้ หน้าตาท่าทางเข้าทีเชียว ยินดีที่ได้รู้จัก ๆ"

"ขอบคุณครับ ยินดีที่ได้รู้จักนะครับคุณปู่ ผมเฉินอวี่เฉิงครับ"

เราทั้งสามคนต่างก็ยิ้มแย้ม พูดจาทักทายตามมารยาทและเข้าหากันด้วยท่าทีเป็นมิตร เฉินอวี่เฉิงคลี่ยิ้มทักทายหวานหยด เขามองรอยยิ้มที่อบอุ่นไปถึงดวงตาของท่านปู่อสรพิษตรงหน้าแล้วนึกนับถือในใจ สมแล้วที่เก่งกาจขนาดนั้น สมแล้วที่อดทนวางแผนมานานจนได้ชัยชนะในตอนสุดท้าย ไม่แปลกเลยหากเขาและพี่หยางจะจับไม่ได้ไล่ไม่ทันจนต้องแพ้ไปในที่สุด

เป็นคนที่แสดงละครได้เก่งราวกับฝึกซ้อมอยู่ทุกวัน เฉินอวี่เฉิงในฐานะนักเรียนการแสดงแล้วรู้สึกอยากเคารพนักแสดงผู้มากฝีมือแต่ในขณะเดียวกันก็อยากเอาหินทุ่มใส่ งานนี้อย่าหาว่าใจร้ายกับคนแก่เลย ชอบแสดงละครก็ควรอยู่ในวงการบันเทิงสิ ไม่ใช่คอยจองล้างจองผลาญลูกหลานตัวเอง น่ารังเกียจสิ้นดี

"ช่วงนี้ผมยุ่งเลยไม่ได้แวะเข้ามาทักทาย จนกระทั่งจะงานหมั้นแล้วถึงได้มีโอกาส ขอโทษด้วยนะครับ"

น้ำเสียงของหลี่หยางสวินทำให้เฉินอวี่เฉิงหลุดจากภวังค์ อันที่จริงการเหม่อก็ไม่ถือว่าหลุดมาด เนื่องจากเราสองคนตกลงกันไว้ว่าเฉินอวี่เฉิงคนนี้เริ่มระแคะระคายเรื่องหลี่หยางสวินและเลขาจึงมีท่าทีคิดมากและปั้นปึ่ง ส่วนหลี่หยางสวินเองก็เหมือนไม่อยากจะแต่ง ดังนั้นระหว่างพวกเขาจึงมีท่าทีห่างเหิน... แต่แสดงละครบ้าอะไรล่ะ นี่มันสถานการณ์พวกเราก่อนหน้านี้ชัด ๆ ไม่ใช่เหรอ

"ไม่เป็นไรหรอก งานของหลานยุ่งมากปู่เข้าใจ อาเฉาเอง... ปู่ก็ได้ข่าวว่าต้องไปทำงานที่จีนด้วยนี่.. ที่เฉิงตูใช่ไหม?"

"ใช่ครับ" หลี่หยางสวินตอบรับ ขณะที่เฉินอวี่เฉิงผู้ได้ยินคนเป็นปู่อวยลูกเลี้ยงให้หลานในไส้ฟังแล้วอยากหัวเราะเหอะออกมา "ช่วงก่อนคุณแม่ไปเจรจาธุรกิจที่นั่นไว้ แต่ช่วงนี้ติดเรื่องจัดการงานหมั้นหมายจึงให้เฉาซีไปช่วยดูแลก่อน"

"งานหมั้นหมายของลูกชายเป็นเรื่องสำคัญ คนเป็นแม่อยู่ช่วยดูแลก็ดีแล้ว อี้เหมยแม่ของหลานเองก็อายุมากขึ้น พักเรื่องงานพวกนี้บ้างก็ดี" หลี่เฉียงเอ่ยพลางยิ้มอย่างอ่อนโยน "เด็กคนนั้นขยันขันแข็งมาตั้งแต่เด็ก ทั้งเก่งกาจและหัวไวก็จริงแต่อายุขนาดนี้ก็ควรพักได้แล้ว"

"ผมก็คิดแบบนั้นครับ แต่คุณแม่ท่านไม่ยอมท่าเดียว บอกว่ายังวางใจไม่ได้จนกว่าจะมีหลาน"

"ฮ่า ๆ ไม่ใช่ว่าสะใภ้ก็อยู่ตรงนี้แล้วเหรอ อี้เหมยต้องเตรียมตัวเกษียณได้แล้วนะ"

"คุณแม่ก็พูดแบบนั้นครับ แต่ก็ยังบ้างานเหมือนเดิม ช่วงก่อนพยายามทำทั้งงานทั้งเตรียมงานหมั้น ปรากฏว่าลืมเวลา ถึงกับตกเครื่องไปเลย"

"เอ๊ะ ที่เห็นว่าต้องนั่งรถไฟความเร็วสูงไปแทนใช่ไหม"

"ใช่ครับ ปู่เล็กเองก็รู้เรื่องด้วยเหรอ น่าอายจริง ๆ"

สองปู่หลานพูดคุยกันยิ้มแย้มใกล้ชิด แต่ความจริงคือต่างคนต่างถือมีดไว้ในมือและรอจังหวะแทงข้างหลังกันอย่างไม่ลดละ ความจริงข้อนี้ทำให้เฉินอวี่เฉิงผู้นั่งฟังรู้สึกขนลุกปน ๆ กับนึกนับถือในใจ แต่คราวนี้ไม่ใช่เรื่องการแสดงเหนือจริงอะไรอีกแล้ว มันเป็นเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างพยายามสอดแทรกอย่างแนบเนียนในบทสนทนาอันเป็นมิตรนั่นต่างหาก

ปู่พูดจาสนับสนุนคนของตัวเองกับหลานชาย ซ้ำยังบอกว่าแม่ของอีกฝ่ายอายุมากและควรพักเพื่อสังเกตท่าที ส่วนหลานผู้ยิ้มรับและเอ่ยปากเห็นด้วยเองก็สอดแทรกเรื่องการเดินทางในคราวก่อนไปในขณะเดียวกันเพื่อจับผิด และพบว่าท่านปู่คนนั้นช่างยิ้มแย้มหัวเราะเหมือนไม่มีอะไร... ต่างคนต่างรักษาสีหน้าเป็นมิตรและจับความผิดปกติของอีกฝ่าย ส่วนเฉินอวี่เฉิง...

"ขอโทษที่คุยกันเพลินนะหนู ปู่น่ะนาน ๆ ทีได้เจอกับหลานชายตัวเองเลยลืมตัวไปหน่อย"

ถึงตาเขาแล้วสินะ ชายหนุ่มฉีกยิ้ม

"ไม่เป็นไรครับ ได้ฟังแล้วก็เพลิน ๆ ดี ได้รู้อะไรมากขึ้นด้วย"

"เป็นเด็กที่น่ารักจริง ๆ สมกับที่อี้เหมยมาคุยโวไว้" หลี่เฉียงยิ้มเสียจนดวงตายิบหยีโค้งลง "แต่ที่ว่ารู้อะไรนี่หยางสวินเขาปิดอะไรเหรอฮึ... ทำไมดูน้อยอกน้อยใจจริง"

"เปล่าครับ ไม่มีอะไรหรอก" เฉินอวี่เฉิงแสร้งหน้างอนิด ๆ แต่ก็พยายามรักษากริยา "ผมก็แค่พูดเรื่อยเปื่อยน่ะครับ"

"แบบนี้นี่เอง เข้าใจแล้ว" ชายชรายิ้ม "แต่เท่าที่ดูเหมือนหนูอยากรู้จักหยางสวินมากขึ้นใช่ไหม มีอะไรถามปู่คนนี้ได้นะ"

"เอ๊ะ ได้เหรอครับ"

"ได้สิ ถ้าอยากรู้อะไร"

"ปู่เล็กครับ" หลี่หยางสวินกระแอมไอ "นี่กำลังวางแผนเผาผมให้เกรียมอยู่เหรอ ไม่ดีมั้งครับ"

"ถ้าคุยต่อหน้าเขาไม่เรียกเผาหรอก ใช่ไหมหนู"

"ใช่ครับ" เฉินอวี่เฉิงรับคำทันควันก่อนจะส่งเสียงหึขึ้นจมูกเบา ๆ "เว้นก็แต่ว่า... มีบางเรื่องที่คนบางคนไม่อยากให้ผมรู้เท่านั้นล่ะ"

"หือ" หลี่เฉียงเลิกคิ้วออกมาอย่างนึกสงสัย "พวกหลานมีเรื่องอะไรกันหรือเปล่า?"

"เปล่าครับปู่เล็ก เฉินอวี่เฉิงเขาก็แค่พูดจาเพ้อเจ้อ"

"ขอโทษด้วยแล้วกันครับที่คำพูดของผมมันเพ้อเจ้อ ไม่น่าฟังเท่ากับเลขาคนดีของพี่" เฉินอวี่เฉิงแค่นเสียงเหอะเบา ๆ "ปิดได้ก็ปิดไปเถอะ"

"ฉันไม่มีอะไรปิดบัง เลิกพูดจาหาเรื่องกันเสียที"

"กับผมถ้าถามมากก็กลายเป็นเซ้าซี้ หาเรื่องสินะ"

"เฉินอวี่เฉิง พวกเรามาเยี่ยมปู่เล็กของฉันไม่ได้มาทะเลาะกัน ระวังกริยาด้วย" เจ้าของดวงตาคมปลาบมองอย่างตำหนิ หากสีหน้าแววตาเต็มไปด้วยความเฉยชาผิดรอยยิ้มเมื่อครู่ลิบลับ

"ปู่ของคุณท่านบอกว่าถามอะไรก็ได้นี่ งั้่นคุณปู่ครับ รู้จักเลขาของพี่หยางสวินที่ชื่อเว่ยซูเหยามั้ย ยัยผู้หญิงที่มีลูกสองขวบอยู่แล้วยังจะมายุ่มย่ามวุ่นวายกับเจ้านายตัวเองน่ะ!"

"เฉินอวี่เฉิง!!"

"เหอะ"

เฉินอวี่เฉิงแค่นยิ้ม เขากอดอกอย่างไม่พอใจ ชายหนุ่มยอมเงียบ หากสีหน้าที่แสดงออกมาบ่งชัดว่ามีปัญหา ขณะที่หลี่หยางสวินหายใจแรง แววตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจเมื่ออีกฝ่ายแสดงกิริยาท่าทีไม่เหมาะสมออกมาให้ญาติผู้ใหญ่ของตนเห็น... ซึ่งแน่นอนว่าในกรณีนี้ความขัดแย้งที่เกิดต่อหน้าก็ทำให้แววตาของหลี่เฉียงวาววับขึ้นมา

ประกายในดวงตาที่ยังคงแจ่มใสแม้เข้าวัยชราเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ แล้วสิ่งที่ตามมาก็คือคนฟังนิ่งไปสักพัก ก่อนจะแสดงอาการคล้าย ๆ ทอดถอนใจ

"มีเรื่องอะไรถึงได้มึนตึงใส่กันแบบนี้เหรอ เล่าให้ปู่ฟังได้ไหม?"

อ่า... ปลาติดเบ็ดแล้ว

+++++++++++++++++++++


#สามีของผม ตอนนี้อยู่ในช่วงผัวเมียแสดงละครโรงเล็กกันอยู่ตอนหน้าก็ยังอยู่กับละครของสองผัวเมียคู่นี้กันนะคะ 555  ขอบคุณคอมเมนต์ที่มาคุยและสนับสนุนกันด้วยค่ะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

60 ความคิดเห็น

  1. #40 เเมวนางฟ้า (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2563 / 03:14
    ไรท์คะ เราว่าติดเหรียญในแอปเด็กดีไปเลยน่าจะดีกว่านะคะ
    #40
    1
    • #40-1 ThisisFork(จากตอนที่ 26)
      4 พฤษภาคม 2563 / 20:00
      ขอบคุณที่เเนะนำนะคะ ไรท์อ่านกฎการติดเหรียญในเด็กดีคือไม่สะดวกเเบบที่รี้ดอะไรท์มากเลยค่ะ ทั้งเรื่องวิธีเเละการรอเวลาติดเหรียญ ถ้าเด็กดีปรับให้สะดวกขึ้นไรท์จะมาติดเหรียญที่นี่ด้วยนะคะ
      #40-1