(MPreg) Dear you, my husband รักที่สุดคุณสามี

ตอนที่ 2 : กลับไปหาสามี 02 : ผมตกหลุมรักคุณตั้งแต่แรกเห็นครับ! [1]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,317
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 111 ครั้ง
    7 มี.ค. 63


 

 

ใบหน้าหล่อเหลาอ่อนเยาว์เต็มไปด้วยความรื่นเริงสดใส ริมฝีปากสดฉ่ำคลี่ยิ้มน้อย ๆและยังครวญเพลงเบา ๆ อย่างอารมณ์ดีเป็นที่สุด เสียงหงุงหงิงฟังสบายหูนั้นใครได้ยินก็ต้องยิ้มตาม กระทั่งคนขับรถวัยกลางคนยังอดมองไม่ได้ ทว่าสิ่งที่เห็นผ่านกระจกหลังเข้าไปกลับเป็นอะไรที่แปลกประหลาด แปลกมาก คนมองคิดเช่นนั้น

ลูกชายคนเล็กกำลังยิ้มแย้มอารมณ์ดี คนเป็นแม่ที่นั่งข้าง ๆ ก็สมควรมีความสุข ทว่าคุณนายเฉินกลับนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอย่างเคร่งเครียดไม่หาย ความจริงคือหล่อนกังวลมาเกือบเดือนแล้วเพราะปัญหาความอยู่รอดของครอบครัวซึ่งเกี่ยวพันกับลูกชายคนเล็ก แม้ในที่สุดเรื่องราวเหล่านั้นจะคลี่คลาย แต่เถาเยว่หรงก็ไม่อาจจะนั่งยิ้มได้ ตรงกันข้ามหล่อนกลับรู้สึกเหมือนตัวเองจะป่วย ยิ่งเห็นรอยยิ้มสดใสของลูกรักยิ่งปวดหัว สมองได้แต่คิดวนเวียนอยู่ประโยคเดียว เฉิงเฉิงลูกแม่ต้องเครียดจนเป็นบ้าไปแล้วแน่ ๆ

"อาเฉิง..."

หญิงวัยกลางคนกระแอมเบา ๆ คนเป็นแม่ยิ่งคิดและพินิจพิจารณามองใบหน้าของลูกรักก็ยิ่งรู้สึกว่าผิดปกติจนอดปากไม่ไหว "เสี่ยวเฉิงลูก"

"ครับแม่" ลูกชายที่กำลังเคาะนิ้วตามจังหวะเพลง ตามองทิวทัศน์ด้านนอกหันมายิ้มหวาน

"อาเฉิง ลูกแน่ใจนะว่าตกลงปลงใจแต่งกับคุณหลี่เขาจริง ๆ”

“แน่ใจสิครับ” เฉินอวี่เฉิงกะพริบตาคู่สวยปริบ ๆ “ผมจะแต่งกับพี่หยาง”

เถาเยว่หรงมองความจริงใจในแววตาคู่นั้น ดวงตาใสบริสุทธิ์และซื่อตรงของลูกชายคนเล็กที่บ่งบอกว่าไม่โกหก ริมฝีปากเคลือบสีลิปสติกสดฉ่ำกดเข้าหากันเบา ๆ

“ยังถอนตัวทันนะลูก"

"แม่"

ทันทีที่ได้ยินแบบนั้น คิ้วเรียวกลับขมวดฉับ เฉินอวี่เฉิงกล่าวด้วยน้้ำเสียงเข้มที่แสดงออกอย่างชัดเจนถึงความไม่พอใจ "ทำไมคุณแม่พูดแบบนี้ ตอนผมไม่ยอมแต่งก็พยายามเกลี้ยกล่อมแทบตาย ตอนนี้ยอมแล้วดันมาบอกว่าไม่ต้องแต่งก็ได้อีก นี่มันอะไรกัน ล้อผมเล่นอยู่เหรอ"

น้ำเสียงของเขาเข้มจัดยามเอ่ยถาม ซ้ำยังเต็มไปด้วยความไม่พอใจ คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่น ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น ทุกอย่างบ่งบอกว่าคนพูดอารมณ์เสีย และทุกอย่างก็บอกว่านี่คือเฉินอวี่เฉิง คุณชายคนเล็กของสกุลเฉินที่เอาแต่ใจเกินใคร เวลาอารมณ์ดีเขาคือเทวดาตัวน้อย ๆ ที่มีรอยยิ้มสวยสดใส แต่เวลาถูกขัดใจ ยิ้มหวานจะกลายเป็นหงุดหงิดบูดบึ้งในชั่วพริบตาเช่นตอนนี้

“เสี่ยวเฉิงลูก แม่ไม่ได้ล้อเล่น” เถาเยว่หรงถอนหายใจ ทางหนึ่งก็ยินดีที่ลูกชายคนเล็กยังมีนิสัยเหมือนเดิม ไม่ใช่เปลี่ยนไปชนิดพลิกคว่ำพลิกหงาย แค่ลูกรักพยักหน้ายอมแต่งงานแบบเต็มอกเต็มใจทั้งที่นาทีก่อนยังร้องโวยวายไม่ยอมรับ คนเป็นแม่ก็มึนงงจนทำอะไรไม่ถูกแล้ว

เหลือบมองคนขับรถบนเบาะหน้าเล็กน้อย เถาเยว่หรงกัดริมฝีปากครุ่นคิดแล้วถอนหายใจยาว

“ฟังนะลูกแม่ ถ้าลูกไม่อยากแต่งจริง ๆ ก็ไม่ต้องทำแบบนี้” เถาเยว่หรงสบตาสีดำสนิทของลูกชาย จับมือลูกรักมาบีบแน่น ๆ “แม่รู้ว่าพูดแบบนี้มันไม่ดี ถ้าเลี้ยวรถกลับไปพ่อคงโมโหแน่ แต่แม่เองก็ทนเห็นลูกทรมานใจไม่ได้เหมือนกัน ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ก็บอกแม่มาตามตรงเถอะ”

เอ่ยพลางมองใบหน้าอ่อนเยาว์ของลูกชายสุดที่รักซึ่งฉายแววมึนงงคล้ายสับสนกับคำพูดของมารดา ซึ่งหล่อนก็ไม่แปลกใจเลยถ้าอาเฉิงจะรู้สึกแบบนั้น เพราะตัวหล่อนเองก่อนหน้าก็เป็นหนึ่งในแนวร่วมทั้งอ้อนวอนทั้งปลอบประโลมให้ลูกรักยอมแต่งงานกับคุณชายสกุลหลี่เพื่อหาทางรอดให้ธุรกิจ แต่เมื่ออวี่เฉิงยอมแต่งจริง ๆ หล่อนกลับไม่รู้สึกยินดี เถาเยว่หรงได้แต่มองลูกชายที่เปลี่ยนไปราวคนละคนด้วยสายตารวดร้าว

ความรู้สึกเหมือนขายลูกกินคงเป็นแบบนี้ ความรู้สึกหดหู่ที่ลูกชายถูกกดดันจนเปลี่ยนไปเป็นคนละคนรุนแรงเสียจนเถาเยว่หรงทนไม่ไหว หล่อนคิดว่าตนเองเป็นแม่ที่แย่เหลือเกิน

มองลูกชายที่เปลี่ยนไปเหมือนคนละคนด้วยสายตารวดร้าว เฉินอวี่เฉิงนอกจากจะพยักหน้ายอมแต่งงานกับคุณชายหลี่ง่าย ๆ แล้วยังเปลี่ยนตัวเองไปราวกับคนละคน เด็กหนุ่มเปลี่ยนลุคตัวเองใหม่หมดจด ตัดผมสีทองทรงเหมือนหนูแทะทิ้ง เปลี่ยนทรง จากนั้นก็เปลี่ยนสีผมกลับมาย้อมดำและบำรุงผิวหน้า กระทั่งการแต่งกายก็เรียบร้อยดูดีชวนสบายตา จากกางเกงยีนส์ขาดปรุและภาพลักษณ์ชวนขัดใจ เปลี่ยนเป็นสไตล์การแต่งตัวเหมือนคุณชายน้อยคนหนึ่ง เถาเยว่หรงมองเส้นผมสีดำสนิทนุ่มเหมือนขนแมวและใบหน้าใสดูสุขภาพดีของลูกรัก เลยมาจนถึงเสื้อเชิ้ตสีขาวที่สวมทับด้วยสเวตเตอร์สีเหลืองสดใส กางเกงขายาวสีดำ รองเท้าผ้าใบขนาดพอดีและรอยยิ้มพิมพ์ใจ ยิ่งมองยิ่งรู้สึกปวดหนึบ

ให้อาละวาดคัดค้านดื้อรั้นอย่างเดิมยังจะดีกว่า ให้แสดงออกมาไม่ใช่เก็บมันไว้และกดทับด้วยยิ้มไม่รู้สึกรู้สาแบบนี้ ยิ่งลูกชายทำตัวดี หล่อนยิ่งรู้สึกแย่

“แม่”

"แม่เป็นเพื่อนกับคุณน้าหลี่ หลี่อี้เหมยคุณแม่ของคุณหลี่หยางสวิน แม่จะไปคุยให้ทางนั้นดู” เถวเยว่หรงเอ่ยปากก่อนจะสูดหายใจลึก “ยังไงตระกูลหลี่กับตระกูลเฉินก็มีบุญคุณต่อกัน ทางนั้นคงไม่กล้าบีบคั้นมาก แม่จะช่วยลูกเองนะอาเฉิง เพราะฉะนั้นบอกแม่มาเถอะ ลูกมีอะไรในใจก็พูดออกมา เห็นลูกทำหน้าเหมือนเต็มใจไปแต่งกับใครไม่รู้แล้วแม่ทนไม่ไหว”

“ก็รู้เหมือนกันนี่ครับว่าส่งผมไปแต่งกับใครไม่รู้”

ผ่านไปอึดใจ เฉินอวี่เฉิงก็กล่าวออกมา มันเป็นประโยคสั้น ๆ แต่ทำให้คนเป็นแม่ดวงตาเบิกค้าง

“ทั้งบ้านจะส่งให้ผมไปแต่งงานกับคนอื่นทั้งที่ผมกำลังจะเรียนจบ กำลังจะมีงานในวงการ และกำลังมีความรัก” เฉินลี่เฉิงสบตามารดา เขาเม้มปากเข้าหากันและแสยะยิ้ม “เพราะฉะนั้นผมจึงโกรธ ผมจึงโมโห ไม่พอใจ ผมเสียใจที่พ่อทำเหมือนผมมีไว้ขาย ผมเศร้าที่ตัวเองทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องยอมรับชะตากรรมนี้ในที่สุด”

“ลูกแม่...” เถาเยว่หรงน้ำตาคลอ ริมฝีปากสั่นระริก

“แต่แม่ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ผมคิดได้แล้ว!

คนเป็นแม่กำลังเศร้า แต่เหมือนลูกชายจะไม่รับรู้แม้แต่น้อย เพราะทันทีที่ปั้นหน้าเครียดพูดเรื่องชวนทรมานใจออกมา เฉินอวี่เฉิงก็เปลี่ยนมายิ้มร่า พูดจาด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้วสดใส

“แต่งกับหลี่หยางสวินมีอะไรไม่ดี เขารวย เขามีเงิน เขาใจกว้างและสามารถช่วยครอบครัวของเราได้ เขานิสัยดีแถมคุณอี้เหมยแม่เขายังเป็นเพื่อนกับหม่ามี้อีก แบบนี้ผมแต่งไปก็ไม่ต้องกลัวโดนรังแกไม่ใช่เหรอครับ... ช่วงสามสี่วันมานี้ผมแอบหาข้อมูลของเขาก็ไม่เคยเจอข่าวเสียหายสักนิด เขาไม่เจ้าชู้ รักเดียวใจเดียว เป็นผู้ใหญ่ แถมยังดูสุขุม ใจเย็น น่าจะรับมือผมเวลาหงุดหงิดโมโหได้ ถึงจะอายุมากกว่าหลายปีแต่ก็ไม่ใช่ปัญหา รูปร่างก็ดี ถึงหน้าตาจะไม่หล่อมากแต่ผมว่าเขาน่ามอง...”

“อีกอย่าง แม่เคยบ่นใส่ผมไม่ใช่เหรอครับว่าอาเฉิงน่ะเอาแต่ใจ นิสัยอย่างผมน่ะเป็นสามีใครไม่ได้หรอก ต้องมีคนคอยดูแลเท่านั้น แล้วถ้าพูดถึงคนที่คอยตามใจ ผู้ใหญ่ที่ใจเย็นและนิสัยดีแถมเป็นฝ่ายขอผมหมั้นก็เหมาะสมที่สุดแล้วไม่ใช่เหรอครับ คิดทบทวนดูแล้วตกลงแต่งงานก็ไม่เสียหายตรงไหน ถ้าเป็นคุณหลี่หยางสวินล่ะก็... ผมไม่รังเกียจจริง ๆ”

เฉินอวี่เฉิงเผยรอยยิ้มเล็ก ๆ และรอยแดงบนผิวแก้มเมื่อถึงท้ายประโยค คำตอบยาว ๆผสมอาการเพ้อพกของลูกชายที่ฟังเหมือนคนกำลังตกหลุมรักทำเอาเถาเยว่หรงนิ่งค้าง น้ำตาที่คลออยู่หัวตาไม่ทันรินไหลก็ย้อนกลับเข้าไปอย่างง่ายดาย คนเป็นแม่เหมือนจะรับไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันของลูกชาย หล่อนเลยได้แต่มองสีหน้ายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ยามเอ่ยปากบอกเล่าถึงคุณสมบัติว่าที่สามีอย่างงงงัน

“อาเฉิง นี่ลูก...”

“แม่ไม่ต้องเป็นห่วง ไม่ต้องกังวล ผมเต็มใจ เต็มใจแบบสุด ๆ เลยล่ะ”

เถาเยว่หรงมองใบหน้าสดใสและรอยยิ้มกว้าง หัวใจคนเป็นแม่ที่หนักอึ้งมาตลอดทั้งสัปดาห์เริ่มคลายลงราวกับมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

เฉิงเฉิงลูกแม่เต็มใจแต่งจริง ๆ ความจริงข้อนี้ทำให้สีหน้าของหล่อนเริ่มสดใส แม้ลูกชายตนจะเรียนการแสดง รวมทั้งมีผลงานในวงการบันเทิงอยู่บ้างแต่เถาเยว่หรงไม่คิดว่าเฉินอวี่เฉิงจะเล่นได้สมบทบาทถึงเพียงนี้ แววตาที่ทอประกายชื่นชมและแฝงด้วยความคาดหวังยินดีนั้นออกมาแนบเนียนเกินไป แก้มขาวที่ขึ้นสีทั้งที่ในห้องโดยสารเย็นฉ่ำกำลังดีก็ไม่อาจควบคุมได้ ในฐานะที่เป็นแม่ซึ่งรู้จักลูกมาทั้งชีวิต หล่อนกำลังเริ่มเชื่อว่าบุตรชายได้ตกลงปลงใจและเชื่อว่าตนเองจะมีความสุข

อาเฉิงบอกว่าหาข้อมูลของว่าที่สามีมา หรือตลอดเวลาที่ครอบครัวพากันกดดัน ลูกชายของหล่อนฉากหน้าดื้อเเพ่ง แต่ฉากหลังกลับไปสืบหาเรื่องราวของทายาทตระกูลหลี่มาลับ ๆ จนยินยอมพร้อมใจในที่สุด

"แล้วทำไมที่ผ่านมาลูกถึงได้..." คิ้วเรียวของคุณนายเฉินขมวดเข้าหากัน

หล่อนดีใจ แต่ลึก ๆ ก็ยังระแวง

สัญชาตญาณ หรืออะไรสักอย่างบอกว่าเจ้าตัวที่นั่งเรียบร้อยเชื่อฟังนี่อาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ข้อนี้ไม่ใช่ว่าหล่อนไม่เชื่อใจลูกชาย แต่เพราะรู้นิสัยเถาเยว่หรงจึงอดคิดไม่ได้ว่าในสมองน้อย ๆ นี้กำลังวางแผนอะไรอย่างอื่น..

“คุณแม่...” สีหน้าเสี่ยวเฉิงของหล่อนเหมือนจะเสียใจเหลือเกินที่มารดาไม่เชื่อใจกัน

“เฉิงเฉิง ไม่ทำหน้าแบบนั้นสิลูก... โถ่ ไม่เอานะลูกนะ แม่ก็แค่... แม่ก็แค่สงสัย” เถาเยว่หรงบีบมือลูกชายคนเล็กเบา ๆ “ไม่ได้ไม่เชื่อใจลูกนะจ๊ะ แม่แค่อยากรู้ว่าทำไมลูกถึงดื้อไม่ยอมแต่งจนไปยั่วโมโหคุณพ่อแบบนั้น”

"ผม..." คนโดนถามเองก็ชะงัก นิ่งไปครู่หนึ่งสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม เฉินอวี่เฉิงเสหลบสายตาของมารดามองไปทางซ้ายมือเล็กน้อย เขาแลบลิ้นเลียริมฝีปากอย่างลืมตัวก่อนจะตอบเบา ๆ “คุณพ่อ...”

“คุณพ่ออะไรหรือลูกรัก”

“คุณพ่อเอาแต่กรอกหูผมให้แต่ง พูดแต่เรื่องเงินเรื่องบริษัทเรื่องความอยู่รอดพวกนั้น พ่อทำเหมือนผมไม่มีชีวิตจิตใจ พ่อบอกว่าผมต้องทำทุกอย่างที่สั่ง พ่อพูดเหมือนผมไม่มีสิทธิ์เลือกเส้นทางชีวิตของตัวเอง” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นช้า ๆ ฝ่ามือที่วางบนหน้าขากำแน่นเข้าหาตัว เฉินอวี่เฉิงแม้จะมองวิวด้านนอกอยู่แต่น้ำเสียงคนพูดเจือไปด้วยอารมณ์ บ่งชัดว่ากำลังอ่อนไหว “ตลอดเวลาที่ผ่านมาพ่อไม่เคยสนใจไยดีผม แถมยังชอบเอาผมไปเทียบกับพี่ ๆ หรือแม้แต่ลูกของคนอื่น พ่อโกรธที่ผมโง่ ผมทำเกรดได้แย่ พ่อเกลียดที่ผมอยากเป็นนักแสดง แล้วพ่อก็บังคับให้ผมแต่งงานเพื่อเอาเงินมากอบกู้กิจการของบ้านเรา”

“...”

“แม่เข้าใจใช่ไหม?” ดวงตาสีดำสนิทสั่นระริกเต็มไปด้วยอารมณ์มากมาย เฉินอวี่เฉิงยกมุมปากขึ้น เขาพยายามจะยิ้ม “ต่อให้ผมชอบคู่แต่งงานตัวเองแค่ไหนก็รู้สึกแย่อยู่ดี”

เถาเยว่หรงนิ่งพูดไม่ออก เฉินอวี่เฉิงก็นิ่งงันเช่นกัน

 

บรรยากาศในรถที่เคยสดใสกลับกลายเป็นความเงียบที่เจืออารมณ์ขมปร่าได้อย่างง่ายดายเพียงเอ่ยถึงสาเหตุของพฤติกรรมต่อต้านทั้งหลาย ดวงตาไหวระริกจ้องมองทิวทัศน์ของเมืองอันรุ่งเรืองที่คุ้นตาและลอบถอนหายใจ ชายหนุ่มเหลือบมองมารดาเล็กน้อย หัวใจของเขาปวดแปลบเมื่อเห็นสีหน้าเศร้าสร้อยของแม่และได้แต่ขอโทษขอโพยในใจ ทั้งที่อยากปรับปรุงตัวไม่ทำคนสำคัญร้องไห้ แต่เมื่อถูกถามซักไซ้มากเข้า เขาก็อดไม่ไหวต้องหลุดปากออกมา

เฉินอวี่เฉิงหรืออาเฉิงของคุณแม่รู้สึกหนักอึ้งในอก วันนี้เป็นวันสำคัญที่ต้องไปพบสกุลหลี่เพื่อพูดคุยเรื่องการหมั้นหมาย เขาออกจากบ้านมาพร้อมคุณนายเฉินผู้เป็นมารดาที่มีท่าทางกังวลอย่างเห็นได้ชัดเมื่อพบความเปลี่ยนแปลงของบุตรชายตน เฉิงอวี่เฉิงเห็นความสงสัยในแววตาของมารดาก็รู้แต่แรกแล้วว่าต้องทำให้แม่หลงเชื่อสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงให้ได้ มันไม่ง่ายเลยจริง ๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดคนในครอบครัวเพราะทุกคนต่างทราบดีว่าเฉินอวี่เฉิงดื้อรั้นไม่ยอมรับการแต่งงานครั้งนี้แค่ไหน เขาแค่ตั้งใจจะทำให้แม่เชื่อใจว่าตนเองไม่ได้วางแผนก่อเรื่อง ใครจะคิดว่าต้องพูดสิ่งที่เก็บไว้ในใจออกมา

การกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ได้โอกาสเริ่มใหม่ แต่ก็ใช่จะลืมเรื่องความปวดร้าวในวันเก่า เฉินอวี่เฉิงจำได้ดีว่าตอนนั้นในชีวิตก่อนหน้า เขาดื้อรั้นต่อต้านเรื่องการแต่งงานเพราะอะไร และเฉินอวี่เฉิงก็รู้สึกเศร้าใจเป็นเท่าตัวเมื่อพบว่าต่อให้เริ่มใหม่ได้ บางเรื่องก็ยังเหมือนเดิม

อย่างเช่นพ่อ พ่อที่ยังเป็นพ่อผู้น่าสิ้นหวังคนเดิม

แค่นหัวเราะชืดชาแล้วหันไปยิ้มให้มารดาที่มองมาด้วยสายตารวดร้าว เฉินอวี่เฉิงถอนใจ เขากุมมือเย็นชืดของมารดาไว้พลางคิดทบทวนดูว่าชีวิตเขาคงเริ่มพังทลายจากจุดนี้ เฉินอวี่เฉิงคุณชายคนเล็กของสกุลเฉินที่ไม่เคยอยู่ในสายตาคนเป็นพ่อ วัน ๆ เอาแต่ก่อเรื่องเพื่อเรียกร้องความสนใจต่อต้านอย่างหนักเมื่อถูกจับคลุมถุงชน พ่อสนใจเขาแล้ว แต่ความสนใจของพ่อกลับเต็มไปด้วยการบังคับ เต็มไปด้วยเงิน เต็มไปด้วยคำว่าผลประโยชน์และไม่เคยนึกถึงสภาพจิตใจลูกชายตัวเอง

ทุกคำที่พูดออกไปให้แม่ได้ยิน สิ่งเหล่านั้นเป็นความรู้สึกเก่า ๆ ที่อัดแน่นอยู่ในใจไม่ว่าจะเป็นตอนนี้หรือในชีวิตก่อน เฉินอวี่เฉิงเจ็บปวดที่พ่อไม่เคยรักและยังเห็นเขาเป็นแค่สินค้าชิ้นหนึ่ง เฉินอวี่เฉิงคิดว่าทุกคนในครอบครัวไม่มีใครแยแสความรู้สึกของเขา ดังนั้นเขาจึงเจ็บปวด เจ็บและก็ยังพาลอย่างโง่ ๆ จึงเริ่มทำร้ายทุกคนรอบกาย เขาทำลายทุกอย่าง... แม้แต่ตัวเอง

ในชีวิตก่อน เพราะต้องการต่อต้านพ่อและครอบครัว เฉินอวี่เฉิงจึงไม่เคยเปิดใจ เขาเอาแต่ทิฐิ เขาทำตัวร้ายกาจมากมาย อาละวาดในงานดูตัว ด่าทอเจ้าบ่าวตัวเองในคืนแต่งงาน พ่นถ้อยคำหยามหมิ่นไม่พอใจแก่ผู้ชายคนนั้นไม่หยุดด้วยความคิดโง่เง่าว่าจะทำให้ทุกอย่างพังทลาย เขาต่อต้าน เขาไม่เคยสนใจไยดีความรักความห่วงใย เขาทำเรื่องเลวร้ายทั้งที่หลี่หยางสวินไม่ผิดเลยสักนิด

ดังนั้น เขาจึงอยากจะแก้ตัว

คิดถึงผู้ชายคนนั้น ใจของเฉินอวี่เฉิงก็เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดจนขมฝาดไปหมด ข้อสงสัยใหญ่ว่าทำไมเขาถึงย้อนกลับมา ข้อนี้ไม่มีคำตอบ แต่เฉินอวี่เฉิงก็บอกตนเองว่านี่คือโอกาสของเขา แม้ไม่รู้ว่าเพราะอะไรตนถึงสามารถหวนกลับจากความตาย เขาก็ไม่สนใจ เขารู้แค่ความดีใจ ดีใจมากเสียจนไม่รู้จะบรรยายความรู้สึกที่ตนมีอย่างไรเมื่อพบว่าสามารถย้อนคืนเรื่องราวได้จริง ๆ

เพราะคำอธิษฐาน คำสาบานของเขาหรือเปล่า? ยามมีเวลาอยู่กับตัวเองเขาเคยนั่งคิด เฉินอวี่เฉิงถามตัวเองเงียบ ๆ แม้รู้ว่าจะไม่มีคำตอบใดให้ แต่เขาจำได้ดีว่าก่อนตายพูดอะไรไว้ เขาสาบานด้วยชีวิต พูดด้วยความตั้งใจ เขาบอกกับหลี่หยางสวินว่าถ้าหากสามารถหวนกลับไปจะรัก... รักพี่หยางคนเดียว

เฉิงอวี่เฉิงไม่มีศาสนา เขาไม่ศรัทธาในพระเจ้า แต่เขาก็คิดว่าบางที ที่เป็นแบบนี้อาจเพราะมีคนเห็นว่าเขาติดค้างหลี่หยางสวินเอาไว้ เพราะเขาทำให้ผู้ชายคนนั้นเสียใจมากมายเหลือเกิน...

“อาเฉิง” น้ำเสียงสั่นพร่าของมารดาเรียกให้ชายหนุ่มละออกจากภวังค์ เฉินอวี่เฉิงหันขวับ สบตาคู่งามของมารดาที่แดงช้ำราวกับจะร้องไห้ “ลูกแม่ พ่อกับแม่รักลูกนะ ถึงพ่อเขาจะเป็นแบบนั้นแต่เขา... พ่อเขา...”

“แม่ เดี๋ยวก่อนครับ แม่อย่าร้องไห้” ถึงจะพูดระบายความในใจไปแต่ก็ไม่ต้องการให้เป็นแบบนี้ เฉินอวี่เฉิงด่าตัวเองที่ปากพล่อยไม่รู้เวลาในใจและก้มลงปลอบโยนมารดา “ไม่ครับ ไม่เอานะ น้ำตาไหลแบบนี้เครื่องสำอางเลอะหมด ไม่ร้องนะครับ ไม่ร้อง”

“เป็นความผิดของแม่เอง แม่ปกป้องลูกไม่ได้ถึงทำให้ลูกต้องมาเสียสละตัวเองแบบนี้ ลูกต้องมาเจ็บปวด เพราะแม่” เถาเยว่หรงริมฝีปากสั่นระริก พยายามกลั้นน้ำตาแต่ก็ทำได้ยากเหลือเกิน ใบหน้าโศกเศร้าของมารดาทำให้คนเป็นลูกได้แต่ด่าตัวเองซ้ำที่ทำแม่ร้องไห้ “อาเฉิง ไม่ต้องแต่งแล้วนะลูก ไม่ต้องแต่งหรอก แม่จะไปคุยเอง แม่จะจัดการเอง...”

 “ไม่” เขาไม่ได้ต้องการแบบนั้นซะหน่อย “ไม่ใช่นะครับ แม่ ผมบอกแม่แล้วว่าเต็มใจ จริง ๆ นะครับ นะ หม่ามี้ ถึงเฉิงเฉิงจะน้อยใจคุณพ่อแต่เฉิงเฉิงเต็มใจจริง ๆ นะ”

“แต่ลูก... ฮึก ลูก..” คุณชายเฉินหยิบผ้าเช็ดหน้าออกจากกระเป๋ามาซับน้ำตา แววตายังคงสั่นไหว

“แม่ครับ แม่อย่าร้องไห้เพราะผมเลย แค่นี้ผมก็รู้สึกผิดจะแย่แล้ว” เฉินอวี่เฉิงถอนหายใจ เขาเดินเกมพลาดแล้วที่เผลอสารภาพความในใจออกมาจนกดดันมารดาทางอ้อม “ที่ผมพูดเพราะผมอยากให้แม่เข้าใจถึงเหตุผลที่ผมต่อต้านเรื่องนี้ในตอนแรกเท่านั้น แม่เข้าใจไหมครับ เจตนาผมมีแค่นั้นจริง ๆ ผมไม่อยากให้แม่คิดมากเลย ตอนนี้ผมเองก็คิดได้แล้วด้วย ผมเต็มใจแต่งมาก ๆ จริง ๆ นะครับ”

“โถ่ อาเฉิงลูกแม่” เสียงของมารดาสั่นเครือด้วยอารมณ์ขณะยกมือลูบศีรษะ สีหน้าย่ำแย่เช่นนั้นเล่นงานให้ความรู้สึกผิดจุกอกจนเขาต้องรีบถลาไปเกาะแขน ซุกหน้าลงกับไหล่ของมารดาแน่น ๆ

เฉินอวี่เฉิงก็ยังรู้สึกดีที่มารดาห่วงหาความรู้สึกของเขาเหมือนเช่นเคย เขารู้สึกดีที่แม่ยังคงเป็นแม่ที่รักอาเฉิงคนนี้เสมอแม้เขาจะทำเรื่องอะไรลงไป... คิดถึงเรื่องอดีตสีหน้าก็เปลี่ยน ตากลมวูบไหวด้วยความรู้สึกบางอย่าง แต่เขาไม่อยากถูกสงสัย รวมทั้งไม่อยากกระตุ้นน้ำตามารดา เฉินอวี่เฉิงจึงกลบเกลื่อนมันด้วยกริยาออดอ้อนเอาใจ

“แม่เลิกร้องไห้ได้แล้ว เดี๋ยวหน้ายับหมดนะครับ” นิ้วเรียวสวยสมกับหัดเล่นเปียโนมาแต่เล็กแตะเข้าที่แก้มขาวเบา ๆ เฉินอวี่เฉิงพยายามสร้างบรรยากาศด้วยการยิ้มหวาน “นะครับแม่ นะ ไม่ต้องร้องหรอก ผมเห็นแม่ร้องแล้วปวดใจ”

ลูกโตแล้วเลยไม่อ้อนแบบเด็ก ๆ อีก นานแค่ไหนกันนะที่ไม่ถูกออดอ้อนพะเน้าพะนอแบบนี้ พอเจอทีคนเป็นแม่ก็หัวใจสั่นไหว หลุดยิ้มออกมาทั้งน้ำตา “ไม่ร้องแล้ว เสี่ยวเฉิงของแม่ก็อย่าเจ็บปวดเลยนะลูก... แม่พูดจริงนะอาเฉิง ถึงคุณพ่อจะโกรธก็ไม่เป็นไรหรอก ถ้าลูกไม่เต็มใจ แม่..."

"ผมบอกเป็นครั้งที่สิบได้แล้วนะครับว่าเต็มใจน่ะ“ เฉินอวี่เฉิงเบียดกระแซะซบไหล่มารดาแล้วพองแก้มขาวเหมือนซาลาเปาอย่างน่ารัก  "ต้องให้ผมพูดตรง ๆ รึไงนะว่าชอบพี่หยางแค่ไหน"

“เอ๊ะ อะไรนะ”

คุณนายเฉินที่กำลังซับน้ำตาอยู่ถึงกับหันขวับ แต่ลูกชายตัวดีกลับทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ไปแล้ว

“เสี่ยวเฉิงลูกแม่ เมื่อกี้พูดอะไรนะจ๊ะ” เถาเยว่หรงยังไม่ละความพยายาม

“ไม่พูดแล้วครับ พูดไปแม่ก็ไม่เชื่ออะ”

“แหนะ ล้อแม่เหรอ เฉิงเฉิงลูก ไหนบอกแม่อีกที ลูกชอบพี่หยาง... พี่หยางนี่คุณหลี่หยางสวินน่ะเหรอ?” ดวงตาที่ยังมีรอยแดงของมารดาตอนนี้กำลังวาววับด้วยความสนอกสนใจ ท่าทางเหมือนสาวชอบเม้าท์ได้ท็อบปิคนินทาเรื่องใหม่ทำเอาคนเป็นลูกถึงกับพูดไม่ออกแล้วม้วนหน้าหนีแทน “ชอบเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ ถึงกับเรียกพี่แล้วเหรอฮึ ร้ายนะเรา"

"แล้วเรียกไม่ได้เหรอ อีกไม่นานก็จะแต่งกันแล้วนี่.." เฉินอวี่เฉิงพึมพำหงุงหงิงในลำคอเหมือนกำลังเขินก่อนจะเงยหน้าสบตามารดาช้า ๆ "ผมตกลงปลงใจจะแต่งกับพี่เขาแล้ว ผมชอบเขาก็เป็นเรื่องถูกต้อง”

“แล้วแฟน...”

            “เลิกแล้วครับ” คำตอบรวดเร็วฉับไวมาพร้อมกับสีหน้าเย็นชาของผู้กล่าว เฉินอวี่เฉิงเปลี่ยนจากพิงไหล่มารดามาเป็นเอนศีรษะวางบนเบาะหลัง คิดถึงผู้ชายคนนั้นแววตาของเขายิ่งเย็นชา “ผมเลิกกับเขาเมื่อสองวันก่อน”

            ทันทีที่ตอบตกลงจะแต่งงานกับหลี่หยางสวิน เฉินอวี่เฉิงเพิ่งเรียบเรียงเรื่องราวว่าตนย้อนกลับมาในช่วงเวลาสำคัญได้ก็หยิบโทรศัพท์โทรหาแฟนหนุ่มคนนั้นแล้วบอกเลิกทันที เขาไม่อธิบายเหตุผล ไม่สนใจคำทักท้วงหรือข้อสงสัยใด ๆ ชายหนุ่มก็แค่พูดว่าเราเลิกกัน จากนั้นก็กดวางสาย ปิดเครื่อง หาเบอร์ใหม่ให้ตัวเองและตัดการติดต่อทุกเส้นทาง

            เฉินอวี่เฉิงไม่อยากติดต่อ ไม่อยากรู้จัก ไม่อยากแม้แต่จะเป็นเพื่อน เขาไม่ต้องการฟังอะไร ไม่ต้องการรับรู้ความเป็นไปใด ๆ ทั้งนั้น สำหรับเฮนรี่ หลิว เจ้าสารเลวนั่น แค่คิดถึงมันก็อยากจะอาเจียน 

            “เสี่ยวเฉิง”

น้ำเสียงของมารดาทำให้คนเหม่อชะงัก เฉินอวี่เฉิงมองหน้าผู้ให้กำเนิดที่มีท่าทีกังวลแล้วรีบปรับสีหน้า ชายหนุ่มซ่อนแววตามืดครึ้มของตนเองไว้และขยับตัวไปเกาะแขนออดอ้อนคุณแม่อีกที "ช่างเถอะครับ อย่าสนใจเรื่องนี้เลย เอาเป็นว่าผมจัดการเคลียร์ตัวเองเรียบร้อยแล้วเป็นพอ" เขาว่า "ตอนนี้ผมมีแค่พี่หยางคนเดียว"

“พอบอกว่าชอบก็ไวเชียวนะ” เถาเยว่หรงลูบหัวลูกชายยิ้ม ๆ แม้ในใจจะยังสงสัยเรื่องคนรักที่ว่า แต่ถ้าลูกชายยืนยันเช่นนั้นหล่อนก็จะไม่ซักไซ้

คิดพลางก้มมองเด็กหนุ่มที่เกาะแขนออดอ้อนตนอยู่ด้วยแววตาอ่อนโยนก่อนจะยกมือลูบเส้นผมนุ่มช้า ๆ ถ้อยคำที่กล่าวย้ำหลายต่อหลายครั้งว่าตกลงแต่งงานด้วยความเต็มใจของลูกชายทำให้เถาเยว่หรงตัดสินใจ จะลองเสี่ยงดูสักครั้ง ในเมื่อเอ่ยถามแล้วเฉิงเฉิงปฏิเสธ คนเป็นแม่ก็จะเชื่อ แม้ผลลัพธ์อาจออกมาแย่และกลายเป็นว่าเฉินอวี่เฉิงแค่หลอกผู้ปกครองอย่างหล่อนให้ตายใจแล้วอาละวาดด่ากราดก็ตาม

“แน่สิครับ จะได้ไม่มีปัญหาทีหลัง”

“จ้ะ ถ้าเป็นแบบนี้แม่ก็เบาใจแล้ว” เถาเยว่หรงหัวเราะ

"หึ หม่ามี้กลัวผมแกล้งทำดีตบตาแล้วอาละวาดทีหลังล่ะสิ" ดวงตาเรียวใสคู่นั้นหันขวับมองมารดาทันที

คุณนายเฉินสะดุ้งคล้ายถูกรู้ทัน แต่คนเป็นแม่ไม่อยากให้ลูกรู้ว่าไม่เชื่อใจจึงปฏิเสธเสียงแข็ง "... พ... พูดอะไรน่ะลูก แม่ไม่คิดแบบนั้นหรอก"

แม่อาจไม่คิด แต่ตอนนั้นผมทำตัวอย่างนั้นลงไปจริง ๆ

ยิ้มมองมารดาที่ทำตัวโคตรจะมีพิรุธแต่เฉินอวี่เฉิงก็ไม่ได้หงุดหงิดไม่พอใจอะไร ไม่แปลกหรอกที่แม่จะกังวลหรือรู้สึกไม่ไว้ใจเพราะนี่คือนิสัยของเขา พฤติกรรมของตัวแสบอย่างเขาที่เอาแน่เอานอนและไว้ใจไม่ได้ อีกทั้งในชีวิตเก่าเฉินอวี่เฉิงเด็กเอาแต่ใจเคยทำมันไปแล้ว หลังจากร่ำร้องไม่ยอมแต่งจนหมดแรงก็ไม่มีคนเห็นใจ สุดท้ายพอถูกบังคับจนขัดไม่ได้เขาก็แสร้งทำเป็นยินดีปรีดาไปเจอคุณนายหลี่แล้วทำนิสัยแย่ ๆ ซ้ำยังอาละวาดด่าทอใส่โดยหวังว่าจะทำให้แม่ลูกสกุลหลี่นึกรังเกียจจนขอยกเลิกงานแต่งงาน

เขานี่มันเด็กน้อย คิดอะไรแบบโง่ ๆ ชีวิตถึงจบลงแบบนั้น... คนที่อยู่ในคราบเด็กหนุ่มนึกถึงเรื่องเก่าแล้วส่ายหน้า สมเพชตัวเอง

“เสี่ยวเฉิง โกรธแม่เหรอลูก?” เถาเยว่หรงเห็นลูกชายเงียบไปก็เอ่ยปากอย่างเป็นกังวล

”ไม่หรอก ผมแค่... แม่ครับ วันนี้ผมดูดีใช่ไหม?"

เฉินอวี่เฉิงกระแอม ชายหนุ่มนั่งตัวตรงและขยับโชว์ภาพลักษณ์ใหม่ด้วยท่าทีกระตือรือร้นอีกทั้งยังโปรยยิ้มหวาน ดวงตาเรียวงามดั่งหงส์ที่ได้รับสืบทอดจากผู้เป็นแม่เปล่งประกายวิบวิบ

"ดูดีสิจ๊ะ ดูดีที่สุดเลยล่ะ" เถาเยว่หรงกล่าวพลางลูบปกคอเสื้อของลูกชาย คนเป็นแม่รู้สึกเหมือนผ่านมานานแล้วที่ไม่ได้พบลูกน้อยในแบบที่น่ารักเช่นนี้ ตั้งแต่เข้าวัยรุ่นอาเฉิงของหล่อนก็เริ่มดื้อต่อต้านที่บ้านด้วยการทำตัวห่าม ๆ มาตลอด เจอแบบนี้ใครจะไม่ดีใจ และยังแอบเสียใจลึก ๆ ด้วยที่อาเฉิงคนดีของหล่อนต้องแต่งออกไปเสียแล้ว

"ขอบคุณครับ" ลูกรักพอได้คำชมก็ยิ้มกว้าง แต่วินาทีถัดมาก็มีสีหน้ากังวลใจ "แม่ว่าพี่หยางจะชอบผมมั้ย?"

"ชอบสิจ๊ะ ทำไมจะไม่ชอบ" เห็นท่าทางลูกรักดูจริงจัง คนเป็นแม่ก็นึกเอ็นดู เถาเยว่หรงเมื่อตระหนักว่าไม่ได้ยื่นชีวิตคู่อันทุกข์ระทมให้บุตรชาย หล่อนก็แนะนำอย่างกระตือรือร้นเช่นกัน "อาเฉิงของแม่เป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว น่ารักอย่างนี้ล่ะ ไม่ต้องคิดมากอะไรเลย ทางนั้นน่ะเป็นฝ่ายขอหมั้นเองนะ จะไม่ชอบลูกได้ยังไง”

“จริงนะครับ” เฉินอวี่เฉิงถามย้ำ ในใจเต้นตึกตักเมื่อคิดว่าอีกไม่นานจะได้เจอหลี่หยางสวินหรือพี่หยางคนนั้น แม้รู้อยู่แก่ใจว่าอีกฝ่ายชอบเขามาก ชนิดที่ไม่ว่าจะทำตัวเลวร้ายขนาดไหนก็ยังให้อภัยและรักกัน แต่ถึงอย่างนั้นก็อดกังวลไม่ได้อยู่ดี

“จริงสิจ๊ะ เชื่อแม่เถอะ” เถาเยว่หรงว่า ดวงตายามมองท่าทางของลูกชายเต็มไปด้วยความเอ็นดู หล่อยยกมือป้องปากยิ้ม ๆ "ไม่ต้องกังวลนะลูก เป็นตัวเองแบบนี้ล่ะดีแล้ว ใครได้เห็นอาเฉิงของหม่ามี้เป็นต้องตกหลุมรักแน่นอน"

            “ครับ”

เฉินอวี่เฉิงยิ้มกว้าง หัวใจเต้นโครมครามด้วยความคาดหวังรอคอย เขายิ้มให้ผู้เป็นแม่ ใจลอยไปถึงหลี่หยางสวินคนที่ตนคิดถึงอยู่เสมอคนนั้น เฉินอวี้เฉิงคิดถึงรอยยิ้มอ่อนโยน น้ำเสียงนุ่มหู ฝ่ามือใหญ่ที่พร้อมจะปกป้องและแววตาที่มองมายังเขาด้วยความรักแต่เพียงผู้เดียว..

ซึ่งอีกไม่กี่นาทีจากนี้เขาจะได้รู้ ว่ามันไม่ใช่อย่างที่คิดสักนิด!



++++++++++++

 

 

 

ไรท์กลับมาแล้วววววว ไปลุ้นกับน้องเฉงเฉิงกันค่ะ อะไรที่ไม่เหมือนกับที่คิดมันคืออะไรน้าาา ตอนต่อไปเจอกันพรุ่งนี้นะค้าาาา ไรท์มีสะสมไว้หลายตอนแล้ว #สามีของผม

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 111 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

60 ความคิดเห็น

  1. #53 bsss27 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 02:00
    ชอบบบบบ
    #53
    0
  2. #47 Xialyu (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2563 / 22:28
    แอบลุ้นตาม
    #47
    0
  3. #45 Ladda Aew (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2563 / 19:44
    แอบลำไยแม่นายเอก
    #45
    0
  4. #44 spong.ka (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2563 / 18:19
    โลกจะพลิกกลับ นิสัยพี่หยางจะเปลี่ยนหรือไรนะ
    #44
    0
  5. #36 ถถถ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 เมษายน 2563 / 10:47

    เอาตรงๆนะรำคาญแม่พระเอกเข้าใจยากพูดกลับไปกลับมาอยู่ได้

    #36
    1
    • #36-1 ถถถ (จากตอนที่ 2)
      16 เมษายน 2563 / 10:48
      แม่นายเอก*
      #36-1
  6. #13 pearlybeyour (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 มีนาคม 2563 / 01:09

    โอ๊ยยยย อยากอ่านต่อออ

    #13
    0