(MPreg) Dear you, my husband รักที่สุดคุณสามี

ตอนที่ 1 : กลับไปหาสามี 01 : What if

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,724
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 134 ครั้ง
    5 ก.ย. 62


 

เฉินอวี่เฉิงกำลังจะตาย

ความตาย เขารับรู้ได้แม้ดวงตาทั้งคู่จะพร่ามัวจนเกือบจะมืดมิด เขารู้สึกได้ว่ามียมทูตกำลังกวักมือเรียกหาทั้งที่ความจริงไม่อาจมองเห็น อวี่เฉิงเป็นแบบนี้มานานแล้ว หลังจากประสบอุบัติเหตุดวงตาของเขาก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ราวกับยิ่งใกล้ความตายก็ยิ่งมืดมิด

เขาไม่กลัวความตายหรอก ไม่เลย แค่ก่อนตายขอให้ได้เจอเขาคนนั้นอีกสักครั้ง...

เป็นอีกวันที่เขาเพ้อเจ้อลม ๆ แล้ง ๆ ชายหนุ่มหยีตามองแสงเลือนรางที่ส่องผ่านกระจกใสที่เกิดฝ้าแล้วกระชับผ้าห่มผืนบางที่ส่งกลิ่นอับชื้นเข้าคลุมกาย เขาย่นจมูกด้วยความไม่ชอบใจนักจากกลิ่นเหม็นอับน่าอึดอัด แต่ต่อให้รู้สึกอย่างไรก็ทักท้วงไม่ได้ เช่นเดียวกับต่อให้อยากพบใครก็ไม่อาจร้องขอ ร่างผอมแห้งถอนหายใจ เปลี่ยนไปหันหน้าซุกเข้าผนังแล้วหลับตา หน้าผากจรดกับผนังปูนที่มีรอยถลอกของสีและรอยเขียว ๆ ของตะไคร่น้ำเงียบ ๆ พยายามหลับต่อไป

 

แกรก

ร่างกายผ่ายผอมงองุ้ม ท่าทางเต็มไปด้วยความพ่ายแพ้ดั่งคนหมดสิ้นความหวังและใช้ชีวิตอยู่กับความหดหู่ ใครมองก็คงไม่เชื่อว่าผู้ชายคนนี้ในอดีตเป็นดาราหนุ่มดาวรุ่งที่มีชื่อเสียง เป็นเจ้าของรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่ทำให้ใครได้มองก็เป็นต้องอารมณ์ดี แค่เวลาไม่กี่ปีก็เปลี่ยนไปถึงขนาดนี้... ชายหนุ่มซึ่งยืนมองอยู่หลังประตูที่เปิดกว้างถอนหายใจออกมาเบา ๆ

"นี่คือเขา" หญิงวัยกลางคนชาวยุโรปเอ่ยเมื่อเราต่างเงียบกันไปครู่หนึ่ง สีหน้าของหล่อนเผยความละอายใจเบาบางเมื่อผละให้ผู้มาใหม่เห็นสภาพภายในห้องซึ่งสามารถใช้คำว่าสกปรกและทรุดโทรมมาบรรยายดังนั้นจึงรีบหันหลังจากไป

“ใช่เขาแน่นะ?” ผู้มาใหม่ขมวดคิ้ว

“นี่คือมิสเตอร์แอชลีย์ เฉิน เป็นเขาที่ขอให้ฉันติดต่อคุณ” หล่อนอธิบาย "หมดหน้าที่ฉันแล้ว ขอตัว"

"ทำไมสภาพห้องถึงได้สภาพแย่ขนาดนี้ ที่นี่ดูแลคนกันยังไง..." ตาคมมองตามแผ่นหลังอวบของสตรีวัยกลางคนซึ่งตอบคำถามแล้วรีบเดินออกไปอย่างรวดเร็วราวกับจะโผบินจนต้องขมวดคิ้วด้วยความไม่ชอบใจ ชายหนุ่มในเสื้อผ้าหรูหราหายใจแรง สีหน้าขุ่น "ฉันเข้าใจว่าเขามีเงินมากมาย หรือเอาไปรักษาตัวจนหมด?"

"บ้านสงเคราะห์คนยากไร้ส่วนใหญ่ก็มีสภาพแบบนี้" ชายสวมแว่นที่อยู่ในชุดสูทเป็นทางการผู้ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังตอบเบา ๆ "เขาใช้ชีวิตอยู่ด้วยเงินอุดหนุนของรัฐ ดูสภาพแล้วคงได้เดือนละไม่เท่าไหร่"

"ไม่มีเงินเหรอ?" ชายหนุ่มชะงักเมื่อได้ยินว่าที่อยู่แห่งนี้มีที่มาอย่างไร ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้าไปในห้องพักเล็กเเคบที่มีตู้เสื้อผ้าเก่า ๆ กับเตียงผู้ป่วยสีมอซอตั้งอยู่ด้วยสีหน้าอึดอัด "หรือว่าไอ้สารเลวนั่นหลอกเอาเงินเขาไปจนหมด มัน..."

"ไม่มีใครรู้หรอกว่าเขาใช้เงินยังไง" ชายสวมแว่นเอ่ยปากขัดเสียงดังฟังชัดยามก้าวเข้ามาในห้อง ขณะที่อีกคนมีแววสงสารอาลัย เขากลับมีสีหน้าหมิ่นแคลน "ต่อให้เคยมีเงินมากตอนนี้ก็คงใช้หมดแล้ว ชีวิตคนเราไม่แน่นอน คุณเรียนรู้ไว้ก็ดี"

"ฉันไม่ได้มาเพื่อเรียนรู้ ฉันมาเยี่ยมเขา" คนฟังขมวดคิ้ว สีหน้าตำหนิอย่างไม่ปิดบังกับคำพูดที่เห็นได้ชัดว่ารุนแรงและไร้เยื่อใย "คิดว่าเขาทำใจได้แล้วจึงติดต่อมา ไม่นึกเลยว่าจะกลายเป็นป่วยหนัก... ผู้ชายคนนี้ต่อให้มีอะไรเกิดขึ้นเขาก็ยังเป็นคุณชายเฉิน ไม่ควรตกอยู่ในสภาพแบบนี้ ไปติดต่อทำเรื่องข้างล่างย้ายตัวเขาไปพักที่โรงพยาบาลดี ๆ และจัดการแจ้งเรื่องนี้กับตระกูลเฉินด้วย"

"แต่..."

"คำสั่ง"

"รับทราบครับ"

ดวงตาใต้กรอบแว่นของชายผู้รับฟังคำสั่งนั้นดูไม่พอใจแต่ก็ยังทำตาม เนื่องจากมีคนตามมาอีกสองราย ดังนั้นเขาจึงหันไปสั่งการลูกน้องด้านหลังให้รีบไปจัดการ คนเป็นเจ้านายเองก็ไม่ว่าอะไร นอกจากเดินย่ำภายในห้องช้า ๆ สำรวจตรวจตราสภาพความเป็นอยู่ของคนที่ตนเรียกว่าคุณชายเฉินเงียบ ๆ

สำรวจได้ไม่เท่าไหร่ก็ไม่รู้จะมองหาอะไรอีก กับสภาพห้องแบบนี้มองมากไปมีแต่จะปวดใจเท่านั้น ชายหนุ่มก็ถือวิสาสะลากเก้าอี้ไม้ทาสีขาวเก่า ๆ ออกมานั่งข้างเตียงคนป่วย เห็นนอนหลับเอาหน้าซุกผนังสกปรก ๆ แบบนั้นแล้วนึกสงสารจับใจ "ยังไม่ตื่นอีกเหรอ จะขี้เซาไปถึงไหน"

คำทักทายสนิทสนมนั้นไร้คำตอบ เพราะคิดว่ายังนอนหลับสนิทตนจึงถือวิสาสะดึงไหล่ผอมบางให้เจ้าตัวหันมาสบตา ใบหน้าเองก็เผยรอยยิ้มผ่อนคลาย "นอนหลับสบ..."

"..."

ชายหนุ่มเงียบ คนติดตามเองก็เงียบ ชายทั้งสองคนจ้องมองใบหน้าหล่อเหลางดงามที่เคยติดอันดับหนุ่มหน้าสวยยอดนิยมในวงการบันเทิงด้วยความตกใจกับการเปลี่ยนแปลงที่เห็น ไม่กี่ปี คนเราเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้เชียวเหรอ เฉินอวี่เฉิงหรือแอชลีย์ เฉินที่แฟนคลับคลั่งไคล้ ผู้ชายที่หน้าตาหล่อเหลางดงามมีรอยยิ้มสวยสะกดใจตอนนี้กลับอยู่ในสภาพทรุดโทรมจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้ ร่างผอมแห้งจนเห็นโหนกแก้มสูง แก้มตอบ ดวงตาลึกโหล แม้จะมีเค้าหน้าความงามอยู่แต่กลับสะท้อนให้เห็นสิ่งที่ชัดเจนกว่าอย่างสภาพของคนที่ใกล้สิ้นใจ นี่คือกลิ่นอายของความตาย... ร่างสูงถึงกับสะท้านเฮือก

"แอชลีย์... ไม่สิ อวี่เฉิง... เฉินอวี่เฉิง"

"..."

"เฉิง... เฉิงเฉิง"

เขาได้ยินแบบนั้น ได้ยินเสียงนั้นเมื่อตอนลืมตา

ตื่นจากความฝันที่มีไว้เพื่อหลีกหนีความจริงอันโหดร้าย เฉินอวี่เฉิงรู้สึกเหมือนถูกกระชากให้โผล่ขึ้นจากผิวน้ำเมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อที่เขาคุ้นหูนักหนา เฉิงเฉิง... หัวใจของชายหนุ่มสั่นไหวด้วยความตกตะลึงและแทบร้องไห้ออกมา ลำคอเองก็ตีบตันด้วยความคิดถึงคะนึงหาเมื่อตระหนักว่าชื่อนี้เคยถูกเรียกจากปากของใคร

เฉิงเฉิง อาเฉิง ชื่อนี้ที่เขาไม่ชอบ ชื่อที่บอกว่ายอมแค่คนใกล้ตัวเรียกได้ ชื่อเล่นของเขาที่แทบลืมไปนานแล้ว...

"พี่หยาง"

ดวงตากลมโตเปิดขึ้นมา เบิกกว้างและกะพริบเข้าหากันช้า ๆ แม้ไม่อาจช่วยให้เห็นชัดแต่เขาก็ยังรับรู้มากพอจะคว้ามือแกร่งที่เห็นอย่างเลือนรางนั้นไว้ หัวใจเต้นรัวด้วยความคะนึงหาปนความรวดร้าวล้นอก เฉินอวี่เฉิงกลั้นก้อนสะอื้นที่จุกคอหอยลงไป แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่อาจห้ามน้ำตาได้ หยาดน้ำใส ๆ ร่วงรินไม่หยุดราวกับห่าฝน พยายามกลั้นอย่างไรก็ทำไม่ได้เลย

คงเพราะเขาคิดถึงมากทั้งคิดถึงและรู้สึกผิดจนเจ็บในอกไปหมด ริมฝีปากซีดเซียวพึมพำสั่นพร่า แค่คิดถึงแววตาและสีหน้าของอีกฝ่าย "พี่หยางสวิน พี่มาแล้ว"

"... เฉินอวี่เฉิง"

"ไม่เอา เรียกผมเฉิงเฉิงสิ เรียกชื่อผมแบบที่พี่เคยเรียก" แค่ได้ยินถ้อยคำห่างเหิน ร่างผ่ายผอมก็สะเทือนใจจนเนื้อตัวสั่นระริก เฉินอวี่เฉิงพยายามลุกขึ้นอย่างอยากเย็น แต่เขาทำไม่ได้ ลุกไม่ไหว ดังนั้นจึงได้แต่ดึงเอามือใหญ่ที่แสนอบอุ่นของคนตรงหน้ามาแนบแก้มอย่างอาวรณ์ "พี่หยาง... ที่พี่ไม่ยอมเรียกเพราะยังโกรธผมใช่ไหม เรื่องที่ผมทำลงไป พี่..."

"ไม่ ไม่ใช่แบบนั้นแล้ว" เพราะกลัวคนป่วยจะสะเทือนใจหนัก คำตอบของเขาจึงมีเพียงการพูดให้คนฟังรู้สึกดีที่สุด ชายหนุ่มมองดวงตาดำขลับอันงดงามที่มีน้ำตาเอ่อนองแล้วรู้สึกว้าวุ่น เขาไม่กล้าดึงมือออกจึงเผยสีหน้าสับสนออกไปมากมาย "ฉั... ไม่สิ หลี่หยางฉวินให้อภัย..."

"พี่พูดจาห่างเหินกับผมแบบนี้ พี่ต้องยังเกลียดผมแน่ ๆ" คนป่วยร่างผอมกลั้นสะอื้น ไม่ได้ฟังคนพูดจนจบซ้ำสีหน้ายิ่งเผยความทุกข์ระทม

"เปล่านะ ผม..." เขากำลังพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ชะงักเมื่อชายสวมแว่นด้านหลังเดินเข้ามา อีกฝ่ายก้มหน้าพูดบางอย่างและหลังเสียงกระซิบนั้นสีหน้าของชายหนุ่มก็ซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม

"พี่หยางสวิน"

ความเงียบของเขาสร้างความทรมานให้คนที่รออยู่ เฉินอวี่เฉิงเม้มปากแน่น คนป่วยบนเตียงเริ่มสะอื้นจนสั่่นไปทั้งตัวด้วยความกลัว แต่ไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นแบบไหนเขาก็ยังกำมือของชายหนุ่มไว้แน่น "พี่ พูดอะไรหน่อย พูดอะไรก็ได้ จะด่าว่าผม จะทำร้ายผม จะทำอะไรผมก็ยอม ความผิดของผม..."

"พอเถอะ ทำใจให้สบาย" คำตอบมาพร้อมกับมือที่ลูบไหล่อย่างห่วงหาอาดูร ชายหนุ่มมีสีหน้าหนักอึ้ง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เอ่ยกับคนฟังด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "อย่าร้องไห้ เฉิงเฉิง"

"พี่ให้อภัยผมแล้วใช่ไหม พี่..."

"ฉันไม่ได้โกรธหรอก เธอเองก็อย่าโกรธตัวเอง" เห็นใบหน้าเปื้อนนองน้ำตาแล้วนึกสงสาร ต่อให้คนเคยทำเรื่องเลวร้ายยังไงมันก็ผ่านไปแล้ว ต้องเจอเรื่องเลวร้ายจนผ่ายผอมอย่างน่าสงสารแบบนี้เรียกว่ายิ่งกว่าชดใช้กรรม แล้วใครจะโกรธได้เล่า ชายหนุ่มเอื้อมมือไปลูบแก้มขาวเบา ๆ พลางถอนหายใจออกมาเมื่อเห็นดวงตาดำสนิทไร้แววคู่นั้น "เฉิงเฉิง มองไม่เห็นเหรอ?"

"อืม... ผมใกล้ตาบอดสนิทแล้ว" ได้ฟังคำปลอบโยนของคนตรงหน้าเขาก็รู้สึกดีขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นความเจ็บปวดในอกก็ยังไม่หายไปไหน เฉินอวี่เฉิงหัวเราะด้วยน้ำเสียงแหบแห้งเศร้าระโหย "ผมมองไม่เห็น ตาบอดอย่างที่ตัวเองเป็นมาตลอด มองไม่เห็นความรักของพี่ มองไม่เห็นความหวังดีของใคร ผมมันโง่ เจอแบบนี้ก็สาสมแล้ว"

"ไม่เอาสิ อย่าพูดแบบนั้น"

"แต่ผมยังเห็นพี่นะ..." เฉินอวี่เฉิงหัวเราะออกมาเบา ๆ มันเป็นเสียงหัวเราะที่เขาแทบลืมไปแล้วแต่ถึงอย่างนั้นยามเปล่งออกมาก็กังวานใสด้วยความยินดี ปลายนิ้วขาวซีดเปราะบางไต่ไล่ดวงหน้าคมคายของคนตรงหน้า แม้เห็นเพียงเงาเลือนรางแต่ชัดเจนเหลือเกินในความทรงจำ "พี่ยังหล่อเหมือนเดิมเลยพี่หยาง เหมือนเดิมทุก ๆ อย่าง"

คำพูดคำจาเหมือนคนใกล้ตายกำลังเพ้อไม่พอ การกระทำเองก็ไม่ห่างไปจากคำนั้นแม้แต่น้อย แม้เจ้าตัวจะไม่รู้ แต่คนมองกลับทราบอย่างชัดเจนยามได้ยินเสียงหัวเราะกังวานเต็มไปด้วยพลังชีวิต... ชีวิตที่ใกล้จะหลุดลอย

ชายหนุ่มกำหมัด "นอนพักเถอะเฉิงเฉิง ฉันจะจัดการเรื่องที่พักกับโรงพยาบาลของเธอให้ เดี๋ยวเราย้ายไป..."

"พี่ทำไมเปลี่ยนเรื่องล่ะ พี่ไม่เชื่อผมใช่ไหม ไม่เชื่อที่ผมพูดใช่ไหม!" เสียงคนป่วยดังแทรกความหวังดีทั้งหลายอย่างรวดเร็ว เจ้าตัวเผยสีหน้าร้อนรนออกมาขณะพยายามใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีพาตัวเองลุกขึ้นจากเตียงให้ได้ เฉินอวี่เฉิงผอมเหลือเกิน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังมีแรงน้อยจนไม่สามารถดิ้นรนได้ไกล "ผมพูดจริงนะ จริง ๆ นะพี่หยาง ผมขอโทษที่ด่าว่าพี่อัปลักษณ์ บอกว่าพี่มันหน้าตาทุเรศ ผมผิดเอง ผมปากเสีย ผมพูดไม่ดี แต่ความจริงพี่ไม่ได้... ฮึ่ก... พี่... พี่ไม่ได้น่าเกลียดเลยนะ..."

"..."

"ผมขอโทษที่พูดไปอย่างนั้น ขอโทษที่ทำร้ายจิตใจพี่ หยางสวิน ทุกอย่างเป็นความผิดของผมเอง ผมขอโทษ ได้โปรดยกโทษให้ผมเถอะ"

"บอกแล้วว่าฉันไม่ได้โกรธเธอ" เห็นคนตะเกียกตะกายจะลุกขึ้นให้ได้ เห็นคนร่ำร้อง สะอื้นไห้อย่างน่าสงสารต่อหน้าใครเล่าจะทำใจโหดได้ไหว สภาพเช่นนี้ของคนป่วยมองอย่างไรก็ปวดใจ ดังนั้นแม้คำพูดหลายอย่างจะไม่น่าฟัง เขาก็ยังปลอบประโลม

“ไม่ พี่หยางสวิน ผมขอโทษ เฉิงเฉิงขอโทษ พี่ครับ...”

เห็นแบบนี้ใครจะใจร้ายลง... ชายหนุ่มเอื้อมมือไปบีบไหล่ผอมที่สั่นไหว ยิ่งใจหายเมื่อสัมผัสได้เพียงกระดูกปูดโปน "พอแล้ว ไม่ร้องแล้วเฉินอวี่เฉิง ไปโรงพยาบาลกันเถอะ ไปจากที่นี่กันเถอะ ไปรักษาตัวให้หายแล้วเราค่อยคุยกัน ค่อย ๆ"

"ไม่"

เดี๋ยวนะ คนฟังขมวดคิ้วทันควัน "ไปกันเถอะ"

"ไม่ไป"

"เฉินอวี่เฉิง" คนพูดเริ่มเสียงเข้ม สีหน้าเองก็หงุดหงิดปนห่วงใย "อย่าดื้ออยู่อีกเลย สภาพแบบนี้..."

"ใช่ สภาพแบบนี้" เฉินอวี่เฉิงหัวเราะ "สภาพผมเป็นแบบนี้ รักษาไปก็เท่านั้น"

"ไม่หรอก ไปโรงพยาบาลดี ๆ เดี๋ยวก็ดีขึ้น"

"ไม่มีทาง"

“เฉิงเฉิง”

"..."

"ผมใกล้ตายแล้ว พี่รู้ใช่ไหม" เฉินอวี่เฉิงหัวเราะเสียงแหบพร่า ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นและหันไปสบตายังทิศที่เขาคิดว่ามีใบหน้าของอีกฝ่ายอยู่ตรงนั้น "ผมตามองไม่เห็น ร่างกายทรุดโทรมเพราะติดยา นอนอยู่ในตึกสงเคราะห์คนยากไร้ที่ได้กินแค่ซุปมันฝรั่งทั้งปีทั้งชาติ ผมไม่รอดแล้ว ผมรู้ตัวดี"

"..."

"ทุกอย่างเพราะผมทำตัวเอง" สีหน้าของชายหนุ่มบิดเบี้ยวยามเอ่ยถึงความจริงอันไม่น่าพิสมัย แต่มันก็เป็นความจริงที่ทำให้ต้องแค่นหัวเราะ "ผมทำตัวเองทุกอย่าง ผมทำร้ายพี่ หักหลังพี่ แล้วสุดท้ายก็ยังหน้าด้านไปติดต่อขอความช่วยเหลือจากพี่ คนอย่างผมน่ะ... คนอย่างผม..."

"เฉินอี้เฉิน..." ชายหนุ่มผู้ฟังมีสีหน้าหนักอึ้ง "อย่าพูดแบบนั้น... ฉัน... หลี่หยางสวินไม่เคยโกรธเกลียดเธอเลย"

"เพราะเป็นแบบนั้นไงล่ะผมถึงยิ่งรู้สึกผิด" เฉินอี้เฉิงยกมือขึ้นปิดหน้า รอยยิ้มของเขาบิดเบี้ยว ร่างผ่ายผอมคู้ตัวเข้าหากันแล้วสะอื้นจนตัวสั่น ใบหน้าเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตา "ถ้าพี่โกรธผม เกลียดผม หรือพี่ไม่มาหาผม ผมคงพอทำใจได้บ้าง... แต่นี่พี่ยังมา ทั้งที่ผมทำตัวสารเลวบัดซบกับพี่ พี่ก็ยังมา"

"..."

"หลี่หยางสวิน... ถ้ามีชาติหน้า ไม่สิ... ถ้าย้อนเวลากลับไปได้" ชายหนุ่มพยายามเอื้อมมือไปหาร่างสูงใหญ่แต่ก็ไม่พบ เฉินอวี่เฉิงพยายามวาดมือไปด้านข้างและด้านหน้า คิ้วเรียวขมวดแน่นเมื่อแสงสว่างในดวงตาของตนเริ่มวาบหาย หูเองก็เริ่มมีเสียงแปลก ๆ ดังขึ้นจนมึนไปหมด

เวียนหัว พยายามหมุนตัวไปมาก็ไม่รอดดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงกำผ้าห่มของตัวเองแน่น ชายหนุ่มเม้มปาก เขาพยายามมองหาอีกฝ่ายต่อไปแต่ก็นิ่งในที่สุดเมื่อรู้ว่าไม่มีประโยชน์ แต่ถึงอย่างนั้นดวงตาสีดำขลับที่แทบไร้แววก็ยังใสกระจ่างทอแววจริงจัง เป็นผลให้คำพูดที่กล่าวออกมานั้นไม่ต่างกับคำสาบาน

"ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะรักคุณ จะรักเพียงคุณคนเดียว"

.

            แล้วเขาก็ตาย

                ความตายมาเยือนและเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแทบไม่ทันตั้งตัวด้วยซ้ำ ทันทีที่เฉินอวี่เฉิงเอ่ยประโยคนั้นเขาก็รู้สึกหน้ามืดเหมือนภาพเบื้องหน้าเลือนหาย มืดทั้งที่ไม่อาจมืดไปกว่านี้ เสียงไม่ได้ยิน ตาไม่ได้เห็น น่าเสียใจจริง ๆ ที่ไม่อาจเก็บสีหน้าหรือท่าทางร้อนรนของคน ๆ นั้นติดไว้ในความทรงจำ มันช่างน่าเศร้าที่ถ้อยคำไร้สาระของเขากลายเป็นประโยคสุดท้ายที่เราได้คุยกัน เขารู้สึกดีที่ตนเองหลุดพ้นแต่ถึงอย่างนั้นก็อดเศร้าลึก ๆ ไม่ได้เมื่อตระหนักว่าจะต้องจากไป ไม่มีพี่หยางสวิน ไม่มีเฉินอวี่เฉิง ไม่มีพ่อแม่ พี่ ๆ หรือกระทั่งเพื่อน ๆ ไม่มีอีกแล้ว...

            เขาเลยไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

                สวรรค์เหรอ? ทั้งที่คิดว่าต้องตกนรก แต่นรกคงไม่มีคนที่เขาต้องการอย่างพ่อและแม่ เฉินอวี่เฉิงเบิกตากว้างจ้องมองคนทั้งสองคน เขาอยากพูดอยากทำอะไรบางอย่าง แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องตกอยู่ในความงวยงงเมื่อถูกตะโกนสลับกันอยู่ข้างหู สีหน้าของคุณแม่ดูร้อนรนราวกับจะร้องไห้ สีหน้าของคุณพ่อเขาก็หงุดหงิดปนไม่พอใจ หรือขนาดโลกหลังความตายเฉินอวี่เฉิงก็ยังทำให้ทุกคนเป็นทุกข์

                ไม่สิ

                “อาเฉิง เชื่อแม่เถอะลูก ที่พ่อแม่ทำไปน่ะตัดสินใจดีแล้ว คิดรอบคอบแล้ว ลูกก็รู้ว่าบ้านของเรากำลังลำบาก”

            นี่มัน... คุ้น ๆ

                “เฉิงเฉิงแม่ขอนะลูก พ่อแม่น่ะถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากทำเหมือนกัน แต่มันจำเป็น พี่ใหญ่ลูกก็แต่งงานแล้ว พี่ชายเองก็ต้องรับสืบทอดกิจการของครอบครัว เหลือแต่ลูกที่...”

            เฉินอวี่เฉิงจำได้ว่า...

“พอแล้ว!” เสียงกัมปนาถของบิดาดังลั่น “ถ้าไม่ตกลงก็ช่างมัน ปล่อยมันไป ให้ตระกูลเฉินล้มละลายเพราะความเอาแต่ใจของแกไปซะ จากนี้ก็อย่าได้หวังจะใช้ชีวิตเลิศหรูชูคอกับใครเขาได้อีก อีกไม่นานเราคงอับจนถึงขั้นขายบ้านขายที่ดินแล้ว ถ้าจากนี้แกกลายเป็นขอทานเข้าสักวันก็อย่าลืมบอกใครเขาล่ะว่าทุกอย่างเป็นเพราะความคิดโง่ ๆ ปฏิเสธข้อเสนอของตระกูลหลี่จนพวกเราต้องพินาศย่อยยับ!!

“พ่อ!!

“ถ้าไม่อยากช่วยที่บ้านก็ไสหัวไป!

“คุณคะ ทำไมพูดจาอะไรรุนแรงแบบนั้น อาเฉิงเป็นลูกชายเรานะ!

เสียงตะโกนสลับเอะอะโวยวายดังไม่ขาดหู ภาพเบื้องหน้าคือร่างสูงใหญ่ของผู้เป็นพ่อที่ตะโกนโต้เถียงกับมารดาที่น้ำตาไหลเป็นสาย ไม่ไกลจากนั้นก็เป็นพี่ชายที่ยืนห้ามสลับกับอธิบายด้วยสีหน้าร้อนรน ไกลออกมาหน่อยเฉินอวี่เฉิงยังมองเห็นพี่สาวที่จูงหลานชายเข้ามาในบ้านแล้วเผยสีหน้าตกใจ... ใช่ นี่พวกเขากำลังเถียงกันในบ้านเหมือนปีนั้นไม่มีผิด!

 

เกาะฮ่องกงในปีที่เศรษฐกิจถดถอยตามเศรษฐกิจโลก ตระกูลเฉินที่เปิดภัตตาคารมีชื่อได้รับผลกระทบจากทั้งเรื่องคู่แข่งและการส่งออกที่ซบเซา พวกเขาต้องการความช่วยเหลือเรื่องเงินทุนอย่างเร่งด่วน และหันไปมองทั่วทั้งเกาะก็ไม่เจอใครนอกจากมิตรอย่างสกุลหลี่ที่ช่วยเหลือกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ เฉินเคยช่วยหลี่ หลี่ย่อมต้องช่วยเฉิน แต่ความช่วยเหลือฉันมิตรครั้งนี้กลับแนบมาด้วยเรื่องสำคัญอย่างสัญญาขอหมั้นหมายของทั้งสองตระกูล ขอให้เฉินอวี่เฉิงและหลี่หยางสวินแต่งงานเป็นสามีภรรยากัน

ก้มมองร่างกายของตนที่ยืนหยัดอยู่ด้วยสองขาและสองแขนในเสื้อผ้าแบรนด์เนม ผิวขาวใส ดวงตากระจ่างชัดไร้รอยฝ้าฟางใด ๆ เฉินอวี่เฉิงยกมือลูบใบหน้าตนช้า ๆ เขารู้สึกวิงเวียน ริมฝีปากสั่นระริก

“ม... แม่...”

ชายหนุ่มขยับริมฝีปากแห้งผาก ดวงตาจับจ้องภาพทะเลาะวิวาทเบื้องหน้าตาไม่กะพริบ ชายหนุ่มกลืนน้ำลาย เขาไม่กล้าหลับตา ไม่กล้าจะคาดหวัง...

“อาเฉิง ตายแล้วทำไมทำหน้าแบบนั้นลูก ไม่เอานะลูกอย่าคิดมาก ที่คุณพ่อพูดน่ะมันไม่น่ากลัวขนาดนั้นหรอก คุณพ่อก็แค่ขู่เท่านั้นเอง อาเฉิงอย่าโกรธคุณพ่อนะลูก” มือไม้ที่ยังเต่งตึงผิดวัยเลขห้าแตะลงบนใบหน้าของเขาอย่างทะนุถนอม สีหน้าแววตาเองก็แสนห่วงใย ดวงตาคู่งามที่เหมือนกันมากคู่นั้นเต็มไปด้วยความอาดูร “อาเฉิงลูกแม่ เฉิงเฉิง... อย่าทำหน้าแบบนั้นสิลูก โถ่...”

“ให้มันกลัวบ้างก็ดี จะได้เลิกเพ้อเจ้อเรื่องคนรักบ้าบอนั่น!” ขณะที่มารดาเป็นฝ่ายปลอบ บิดากลับตะโกนกร้าวอย่างไม่ไว้หน้า “คุณเองก็เลิกโอ๋ลูกเสียที อายุตั้งเท่าไหร่แล้ว มันสมควรจะรู้ได้แล้วว่าตอนนี้บ้านเราน่ะอยู่ในสภาพไหน”

“คุณคะ!

“แม่...” คำพูดของพ่อนั้นเหมือนในความทรงจำยิ่งกว่าเดิมจนเฉินอวี่เฉิงรู้สึกตาลาย ชายหนุ่มเอื้อมมือไปกุมมือมารดาไว้ เขาถามซ้ำด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “พ่อพูดอะไร แต่งอะไร... ผม... ต้องแต่งกับใคร”

“นี่ที่ฉันพูดมาไม่เข้าหัวแกหรือเจ้าลูกบ้า!” คำพูดที่ราวกับไม่ได้ใส่ใจเลยของลูกชายเล่นงานจนคนเป็นพ่อหน้าแดงก่ำด้วยโทสะ “ฉันบอกว่าแกต้องแต่งงานกับหลี่หยางสวินตามเงื่อนไขของตระกูลหลี่เพื่อรักษาบริษัทของเราเอาไว้! จำใส่หัวไว้ซะ!

หัวใจของเฉินอวี่เฉิงเต้นรัว “แต่งงาน... กับ... ตระกูล... หลี่...”

“ใช่จ้ะลูก... อาเฉิง”แม่กุมมือของเขาไว้แล้วเผยสีหน้าเจ็บปวดออกมา “แม่ขอร้อง ถือว่าเพื่อครอบครัวเรานะลูกนะ”

“ม... แม่... นี่วันที่อะไร... เดือนไหน... ปีไหน...” เฉินอวี่เฉิงริมฝีปากสั่นระริก ดวงตาที่เบิกค้างยิ่งโตขึ้นเรื่อย ๆ

“หะ... อะไรนะลูก”

“แม่! นี่วันอะไร เดือนปีไหน บอกผมสิ!! นัยน์ตาคู่สวยฉายแววเจ้าอารมณ์จ้องเขม็งมาทางมารดา เฉินอวี่เฉิงตะโกนด้วยท่าทีราวกับหากแม่ของตนพูดช้าวันเวลาที่เหลืออยู่จะหายไปอย่างไรอย่างนั้น “บอกผมสิครับคุณแม่!

“อะ... วะ... วันนี้วันที่ 31 มกราคม ปี 2XXX... ปะ... ปีมังกร... จ๊ะ”

“หะ… สามสิบเอ็ดมกรา... ฮะฮะฮะ” เฉินอวี่เฉิงยกมือขึ้นมาเสยผมและเท้าสะเอวข้างหนึ่ง เขาเงยหน้าขึ้นมองเพดาน สีหน้าเต็มไปด้วยความยินดีซ้ำอึ้งตะลึงจนแทบน้ำตาคลอ “สามสิบเอ็ด… ปีXXXด้วย ฮ่า ๆๆๆ”

“... หรือลูกเราจะบ้าไปแล้วคะคุณ” ร่างเล็กบางในชุดผ้าไหมราคาแพงของคุณนายเฉินเดินขยับเข้าหาสามีผู้มีโทสะ เอ่ยกระซิบ “บางทีอาเฉิงแกอาจจะเครียดจนเป็นแบบนี้ เพราะเรากดดัน

“กดดันอะไรกัน เรื่องสำคัญแบบนี้ ต่อให้แกล้งบ้าก็ไม่พ้นหรอก!” ผู้นำตระกูลเฉินกล่าวอย่างไม่ยอมแพ้ ร่างสูงก้าวพรวดไปหาบุตรชายที่เงยหน้าหัวเราะด้วยท่าทีสติหลุดแล้วเอื้อมมือไปกระชากแขนเรียวแรง ๆ “นี่! เฉินอวี่เฉิง พ่อขอบอกแกเลยนะว่าไม้นี้น่ะใช้ไม่ได้ผล ไม่ต้องมาแกล้งสติไม่ดี ต่อให้แกบ้าจริง ๆ แกก็หนีการแต่งงานไม่พ้น!

“คุณพ่อ..”

“ต่อให้ต้องบังคับยังไงแกก็ต้องแต่งงานกับหลี่หยางสวินเพื่อความอยู่รอดของตระกูลเรา เข้าใจมั้ย!

“เข้าใจแล้วครับ!!

“...”

“ผมจะแต่งงานกับพี่หยางสวิน พ่อตอบตกลงทางตระกูลหลี่ไปเลย ผมไม่ดื้อแล้ว เรื่องแฟนหรือคนรักไร้สาระน่ะผมจัดการเอง ไปตอบตกลงเลยครับพ่อ บอกนะว่าผมเต็มใจมาก! พรุ่งนี้ผมจะแวะไปบ้านสกุลหลี่ครับ!!

“แม่ครับ... นี่น้องสติแตกจนเป็นบ้าไปแล้วจริง ๆ ใช่ไหม?”

เฉินอี้หลิน พี่รองตระกูลเฉินและพี่ชายของน้องเล็กเอ่ยถามด้วยท่าทีพูดไม่ออกบอกไม่ถูกเมื่อเห็นภาพตรงหน้า แต่งานนี้ไม่ใช่แค่เขาตกใจ พ่อแม่และพี่สาวเองก็ช็อกไม่ต่างกัน เมื่อบัดนี้น้องชายคนเล็กผู้ดื้อดึงให้ตายก็ไม่ยอมแต่งงานกับคุณชายสกุลหลี่คนนั้นกำลังกระโดดโลดเต้น รับปากละล่ำละลักกับคนเป็นพ่อด้วยความดีใจเป็นที่สุด



++++++++++++++++





เย้... เรื่องนี้น่ารักใส ๆ ขำ ๆ ไม่เครียดค่ะ ตอนแรกมาแล้ว ไรท์ฝากด้วยนะคะ ว่าแต่น้องเฉิงเฉิง ของพี่จะได้แต่งจริงเหรอ ได้แต่งจริงรึเปล่าน้า #สามีของผม

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 134 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

60 ความคิดเห็น

  1. #52 bsss27 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 01:51
    น้ำตาซึม
    #52
    0
  2. #46 Xialyu (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2563 / 22:14
    ขอบคุณค่ะ
    #46
    0
  3. #12 วายคือสายกู (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 / 06:09
    รอเรื่องนี้ค่ะ
    #12
    1
    • #12-1 ThisisFork(จากตอนที่ 1)
      1 ธันวาคม 2562 / 20:57
      ขอบคุณค่าาาา รอไรท์ปิดน้องเนี้ยวก่อนนะค้าาาา
      #12-1
  4. #10 Twox (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2562 / 22:01
    รอตอนต่อไปนะคะ อยากรู้ว่าจะเป็นยังไงต่อแล้วว
    #10
    0
  5. #8 pearlybeyour (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 กันยายน 2562 / 13:58

    รออออออ

    #8
    0
  6. #6 pinkpanpk (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 22:34
    ชอบเรื่องอะไรแบบนี้อะ ตามคุณไรท์มาจากน้องนาธาเนียวนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ
    #6
    0
  7. #4 pearlybeyour (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 7 กันยายน 2562 / 21:39

    รอจ้าาาาา

    #4
    1
    • #4-1 ThisisFork(จากตอนที่ 1)
      13 กันยายน 2562 / 22:02
      ไว้เจอกันนะค้าาา
      #4-1
  8. #3 sir_chad (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 กันยายน 2562 / 07:29

    รอตอนต่อไปค่ะ

    #3
    1
    • #3-1 ThisisFork(จากตอนที่ 1)
      13 กันยายน 2562 / 22:02
      ไว้เจอกันค่าาา
      #3-1
  9. #2 Terces (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 กันยายน 2562 / 21:08
    กรี๊ดมาแล้วววววว
    #2
    0