Black Rose มนตราคำสาป

ตอนที่ 7 : น้ำตาและสายฝน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,040
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    13 ก.ย. 52


บทที่ 6

น้ำตาและสายฝน



 

“ข้าไปหา จาโคฟ ได้ไหม?”

ริรีเรลว์เอ่ยถามไคเอสที่กำลังนั่งอ่านเอกสารบางอย่างที่โต๊ะไม้กลางบ้านอย่างเงียบๆ เบาๆ ด้วยสายตาที่แฝงด้วยร่องรอยอ้อนวอนเล็กน้อย 

“เอาสิ”

ไคเอสพยักหน้ารับ เป็นเชิงอนุญาติ เมื่อ จาโคฟ ที่หญิงสาวกล่าวถึง ก็คือสัตว์เลี้ยงขนสีขาวปุกปุยของเพนิทลำตัวสูงเพียงแค่ครึ่งหนึ่งของปลายขาเท่านั้น และสองถึงสามวันที่ผ่านมานี้ริรีเรลว์ดูท่าจะติดใจมันมากเป็นพิเศษ

“ขอบคุณ”

รอยยิ้มพอใจบางๆ เปิดขึ้นบนใบหน้าหวาน  ริรีเรลว์หมุนตัวกลับเตรียมเดินออกจากบ้าน หากแต่โทคที่มาจากไหนไม่รู้กลับยืนดักหน้าเธอเอาไว้ก่อนจะคลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์

“อะไรกันสาวน้อย ทำไมเจ้าพูดเป็นแต่คำว่า ขอบคุณอย่างเดียวกันล่ะ”

โทคคลี่ยิ้ม ขณะที่ริรีเรลว์กลับขมวดคิ้วแสดงท่าทางงุนงงเด่นชัด รวมทั้งไคเอสก็เช่นกัน ที่เริ่มรู้สึกตะหงิดใจขึ้นได้ว่า เพื่อนของตนอาจไม่ได้มาแบบลูกไม้ตื้นๆ เสียแล้ว

หลังจากวันที่เกิดเหตุการณ์ อาทิตย์กลืน ไคเอสก็สั่งให้กลุ่มคนเกือบยี่สิบคนเหล่านั้นกระจายตัวกลับไปยังจุดเดิม แล้วค่อยนัดพบกันใหม่อีกครั้งโดยไม่ได้กำหนดสถานที่และวันเวลา ทำให้ในเวลานี้ที่บ้านหลังย่อมของโทค เหลือคนอาศัยอยู่เพียงแค่ โทค เพนิท ไคเอส ริรีเรลว์ และคนอื่นที่ค่อนข้างสนิทคือ เอียนก้า และ ฟีสเพียงสองคนเท่านั้น 

...แต่ถึงคนจะอยู่น้อยแค่ไหน ลูกไม้ตื้นๆ ของโทคก็ยังไม่น่าไว้วางใจอยู่ดี 

“การบ่งบอกว่าเจ้าอยากชอบคุณคนช่วยเหลือให้ดีที่สุดน่ะ มันต้องมีการกระทำร่วมด้วยริรีเรลว์”

“การกระทำหรือ?”

หญิงสาวเอียงคอลงอย่างสงสัย ขณะที่ไคเอสเริ่มหรี่ตาลงเพื่อเป็นการปรามเพื่อนตนเอง 

“อย่าสอนอะไรงี่เง่าให้ริรีเรลว์นะโทค”

คนรับฟังหัวเราะร่าทันใด ก่อนยกมือขึ้นปรามท่าทีระแวงเหลือเกินของเพื่อน

“อย่าระแวงไปสิไคเอส ข้าไม่ได้หย่อนอะไรงี่เง่าให้ริรีเรล์ ของเจ้า หรอก”

ไคเอสถลึงตาใส่ทันควันกับคำว่าริริเรลว์ ของเจ้า หากแต่ไม่เอ่ยอะไรต่อ ทำท่าถอนหายใจแก้เหนื่อยก่อนจะหันกลับมาสนใจเอกสารตรงหน้าใหม่อีกครั้ง

ความจริงแล้ว... โทคและเพนิท เป็นเพียงแค่สองคนเท่านั้น ที่ไคเอสเล่าให้พวกเขาฟัง เรื่องที่พบริรีเรลว์ในป่า รวมทั้งลักษณะประหลาดเกินกว่าจะเป็นคนเดินป่าของเธอ อีกทั้งเรื่องที่ริรีเรลว์ไม่ค่อยเข้าใจคำศัพท์ทั้งที่ยาก และศัพท์พื้นฐานจนเกินไปบางคำ 

โทคเข้าใจ... และหวังว่าคงไม่ทำอะไรแผลงๆ..?

“เอาล่ะ ริรีเรลว์ คำว่าขอบคุณเนี่ย... มันต้องมาพร้อมกับแบบนี้”

ริมฝีปากหนาคางเคล้าด้วยไรหนวดก้มลงมาแตะเบาๆ ที่ผิวแก้มขาวสะอาดบนใบหน้าคมคายของไคเอส จนคนที่นั่งขมวดคิ้วกับเอกสารตาโตทะลึ่งลุกพรวดเหมือนของแสลงสาดใส่

“โทค! ทำบ้าอะไรเนี่ย!?”

ไคเอสมีสีหน้าตื่นเหยเกรับไม่ได้อย่างเต็มที่ ยกมือขึ้นถูแก้มตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า โวยวายเสียงดังลั่น

“ข้าก็แค่สอนอะไรดีๆ ให้ริรีเรลว์เท่านั้น แต่ไม่รู้คุ้มหรือเปล่า แหวะ”

โทค หัวเราะร่า ก่อนหันไปอมน้ำบ้วนล้างปากทิ้งออกไปยังนอกหน้าต่างแล้วทำหน้าเหยเกไม่ต่างกัน ก่อนหันไปโน้มหน้าลงให้ได้ระดับใบหน้าหวานของริรีเรลว์เอ่ยสอนต่อ

“เข้าใจไหม ริรีเรลว์ ทุกครั้งที่เจ้านึกอยากขอบคุณไคเอส เจ้าต้องทำเช่นนั้นด้วย”

“โทค! ข้าบอกว่าอย่าสอนอะไรประหลาดๆ กับริรีเรลว์ไง”

ไคเอสโวยวายลั่น ก่อนจะเดินมาจับแยกอาจารย์ที่คิดสอนวิชาพิลึกพิศดารออกจากลูกศิษย์ที่ดูอย่างไรก็ไร้เดียงสาเชื่อง่าย

“ไคเอส โทคทำอะไรเจ้าหรือ?”

“ไม่ต้องอยากรู้หรอกน่า”

ชายหนุ่มตอบพร้อมทำสีหน้าเหยเกแทบจะขย้อนอ้วกทิ้ง เมื่อนึกขึ้นมาได้อีกครั้งว่าโทคทำอะไรตนลงไปบ้าง

“มันเรียกว่าการ จูบ ริรีเรลว์”

“โทค!”

แต่ดูเหมือนอาจารย์จะยังไม่เลิกคิดอยากถ่ายทอดความรู้ให้ง่ายๆ เมื่อโทคขยับเดินตามมาติดๆ ก่อนอธิบายต่อ 

“ถ้าจูบที่แก้มอย่างที่ข้าทำเมื่อกี้ คือขอบคุณน้อยๆ แต่ถ้าหากเจ้าจูบลงที่ตรงนี้ละก็...”

ปลายนิ้วค่อนข้างกร้านจากผลของการจับอาวุธบอยครั้งของโทคชี้แตะไปที่ริมฝีปากหนาของตนเอง ก่อนขยิบดวงตาสีดำนั้นอย่างมีเลศนัย

“โทค!”

“ว้า... ไคเอสไม่อยากให้ข้าสอนเจ้าแล้วล่ะริรีเรลว์”

โทคหัวเราะหึหึ เมื่อดวงตาสีฟ้าครามของไคเอสเริ่มตาเป็นประกายความโกรธ ซ้ำยังดูเหมือนพร้อมจะร่ายเวทย์มนต์อะไรใส่เขาอีกต่างหาก หากยังไม่หยุดสอนเรื่องไม่ควรสอนให้ริรีเรลว์เสียที

“ไคเอส ข้า...”

ริรีเรลว์หันหน้ากลับมาหาไคเอสที่เพิ่งถูกโทคโบ้ยความผิดมาใส่ ก่อนมองด้วยสายตางุนงง ไคเอสจึงรีบเอ่ยห้ามตัดไฟแต่ต้นลมทันใด

“ช่างเหอะ ไม่ต้องไปฟังที่โทคมันพูดหรอก”

“อืม”

หญิงสาวพยักหน้ารับ ก่อนเงยหน้าขึ้นมาใหม่ ร่องรอยสงสัยยังไม่คลายไปจากดวงตากลมโตสีเทาแม้แต่น้อย

“แต่... ข้าต้องจูบเจ้าไหม?”

เฮ้อ! ให้ตายเหอะโทค!!






 

เธอไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ ว่าทำไมไคเอสต้องทำสีหน้าประหลาดซ้ำยังเปลี่ยนสีแดงระเรื่อเมื่อเธอถามไปว่าต้องทำอย่างที่โทคสอนหรือเปล่า ซ้ำโทคยังหัวเราะร่าเหมือนได้ดังใจ ก่อนที่ไคเอสจะตัดบทแล้วพาเธอเดินออกมาเล่นกับจาโคฟ ไม่นานนักไคเอสกับโทคก็ออกมาฝากเธอไว้กับเพนิท บอกว่าจะต้องเข้าไปสืบข้อมูลบางเรื่องจากในเมือง แล้วย้ำกับริรีเรลว์ว่าไม่ให้เธอเดินออกไปไกลเกินอนาเขตบ้านเด็ดขาด

ริรีเรลว์ชอบที่จะสัมผัสขนสีขาวที่นุ่มปุกปุยของจาโคฟนัก

ซ้ำวันนี้มีเด็กเล็กสองคนจากบ้านใกล้ๆ มาเล่นด้วยกับจาโคฟ อาจเพราะเป็นสัตว์ที่ชอบผูกมิตรมาก จาโคฟเลยเอาแต่คลอเคลียดกระโดดโลดเต้นกับริรีเรลว์และเด็กๆ ไม่ห่าง ทั้งที่เพนิทเคยเล่าว่าปกติสัตว์พันธ์เดียวกับจาโคฟจะนิยมเอาไว้เฝ้าบ้าน เพราะมันมีแรงกัดและสามารถกระโดดขึ้นได้สูงเกินขนาดตัวซึ่งเล็กนิดเดียว แต่จาโคฟไม่เป็นเช่นนั้น มันอ่อนโยน ขี้อ้อน และไม่ดุร้ายสักครั้งเดียว เด็กๆ จึงพากันติดจาโคฟเช่นเดียวกับริรีเรลว์

“เพนิท พวกทหารมา!”

ฟีส ชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเป็นหนึ่งในสองของคนที่ยังอยู่ในบ้านโทควิ่งมาจากทางในเมืองก่อนร้องเรียกหาเพนิทอย่างร้อนรน 

“มีอะไรหรือ ฟีส”

เพนิทเร่งเท้าเดินออกมาจากสวนผักข้างบ้าน เช็ดมือที่เปรอะเปื้อนดินกับผ้ากันเปื้อนสีส้มอ่อนขอตนเองพร้อมเอ่ยถาม

“ทหาร ข้าเห็นพวกนั้นมาจากในเมือง บางทีอาจเป็นสายให้ไชคิลก็เป็นได้”

“งั้นหรือ”

เพนิทพยักหน้ารับฟังข้อมูล ก่อนหันมาทางริรีเรลว์และเด็กอีกสองคน 

“เด็กๆ กลับเข้าบ้านไปเสีย ส่วนเจ้า ริรีเรลว์ เข้าไปในบ้านซะ”

เด็กทั้งสองต่างพยักหน้าก่อนจะหันหลังวิ่งเพื่อกลับไปที่บ้าน หากแต่ยังไม่ทันเข้าไปถึง เด็กคนหนึ่งก็ชนเข้ากับร่างสูงใหญ่ของทหารในชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินเข้มหนึ่งในสี่คนเข้าเสียก่อนจนเด็กเสียหลักล้มกระแทก

“โง่จริง ไม่มีตาหรือไงเจ้าเด็กนี่”

ไม่เพียงแต่ไม่แสดงความเป็นห่วงที่เด็กเล็กวิ่งชนจนหกล้ม หากแต่ทหารร่างสูงนั้นกลับเอื้อมตัวลงกระชากคอเสื้อเด็กน้อยจนลอยขึ้นสูง ขาเล็กพยายามกวัดแกว่งเพื่อดิ้นรนหนีหากแต่เด็กนั้นเล็กเกินไปที่จะต่อสู้แรงของผู้ใหญ่ซ้ำยังร่างสูงใหญ่อย่างนายทหารคนนั้นได้

“ปล่อยเด็กนะ”

เพนิทเอ่ยเสียงดังพร้อมก้าวเข้าไปประจันหน้ากับนายทหาร แม้ว่าความสูงจะต่างกันพอสมควร หากแต่เพนิทกลับเชิดใบหน้าขึ้นอย่างไม่กลัวเกรงใดๆ

“หนวกหูน่า ข้ามาที่นี่ความจริงก็ไม่ได้มีธุระกับเจ้าเด็กนี่อยู่แล้ว”

ผลั๊วะ! ร่างเล็กถูกแรงเหวี่ยงสะบัดออกไปจนกระเด็นไถครูดไปกับหิน ก่อนจะร้องโอดโอยเจ็บปวด จนเด็กอีกคนที่มาด้วยกันวิ่งเข้าไปหาหน้าตื่น

“ต่ำทรามนัก! ที่เจ้าโยนไปเป็นเพียงแค่เด็กนะ!”

เพนิทร้องตะโกนลั่น วิ่งเข้าไปดูเด็กที่ถูกเขวี้ยงไถไปกับดินเช่นกัน 

ดวงตาของทหารเหล่านั้นจึงจับจ้องมายังริรีเรลว์ ดวงตาทั้งสี่คู่ต่างมองพิจารณาเหมือนพบข้อสังเกตบางอย่าง

“เจ้ามาจากไหนน่ะ”

ทหารร่างสูงผู้โหดร้ายคนเดิมเดินดิ่งมาตรงหน้าริรีเรลว์ ก่อนใช้มือแข็งแกร่งจับบีบใบหน้าหวานของหญิงสาวขึ้นพิจารณา

“ข้าไม่เคยเห็นเจ้ามาก่อน”

“ปล่อยน้องข้านะ!

เพนิทวิ่งเข้ามาปัดมือแข็งแกร่งที่บีบหน้าริรีเรลว์ออก แกล้งโวยวายเสียงดังลั่น เอ่ยโกหกถึงสถานะของหญิงสาว 

“พวกเจ้ามาทำอะไรที่นี่ แอบเก็บส่วยจากเราหรือไง ข้าจะไปรายงานเจ้าเมืองให้หมดเลย”

“เฮอะ เราไม่ได้มาเก็บส่วยเจ้าโง่ เรามาเพราะมีคนแจ้งไปว่าที่นี่มีการซ่องสุ่มกำลังต่างหาก”

เป้าหมายของทหารไม่ได้ระบุแน่ชัดว่ามาหากลุ่มของพวกไคเอส เพราะตามกฎหมายหลักของทวีปก็มีกฎแน่ชัดว่าไม่ให้มีการซ่องสุ่มเกินสิบคนขึ้นไปเกิดขึ้นอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นอาจถือเป็นการผิดกฎหมายได้ และผู้ที่ออกกฎนี้ก็คือ... เจ้าชายไชคิล หนึ่งในผู้ครองมหานครคาชีน่า นครหนึ่งในสามซึ่งทรงอำนาจมากที่สุดในทวีปแห่งนี้

“เมื่อวานญาติข้ามาสังสรรค์กันที่นี่ แต่วันนี้พวกเขากลับไปหมดแล้ว เหลือไม่กี่คนเท่านั้น”

“ยังไงข้าก็ต้องขอเข้าตรวจบ้านเจ้า”

ทหารร่างสูงซึ่งอาจเป็นผู้ที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยท่าทีถือดี ก่อนจะเดินดิ่งตั้งท่าจะเข้าไปในบ้านของเพนิท จนหญิงสาวต้องเกี่ยวแขนรั้งเอาไว้

“พวกเจ้ามีตราค้นหรือไง จะให้ข้าไว้ใจได้ยังไงกัน”

“หนวกหูน่า!”

เพนิทเอ่ยแย้งพยายามรั้ง หากแต่กลับถูกแรงตบเข้าที่ใบหน้าอย่างแรงจนเซล้มลงไปกับพื้น

“อย่า..”

ความไม่สบายใจเกาะกุมเต็มหัวใจอย่างบอกไม่ถูก ริรีเรลว์ไม่รู้ว่าควรทำอะไร รู้แต่เพียงไม่อยากให้ทหารสี่คนนี้เข้าไปภายในบ้าน ดังนั้นเธอจึงเอาตัวไปกั้นทางเข้าบ้านเอาไว้บ้าง 

“อย่ามายุ่งดีกว่า นี่ไม่ใช่เรื่องของเจ้า”

หากแต่ทหารร่างสูงที่ดูเหมือนเป็นผู้นำกลุ่มนั้นกลับทำหน้าขมึงทึงยื่นมือมาบีบเข้าที่ลำคอขาวของหญิงสาวทันใด

ริรีเรลว์รู้สึกเหมือนแรงที่มีอยู่ใกล้หมดลง แต่แล้วจู่ๆ จาโคฟก็ร้องขู่กรรโชกเสียงดังลั่น อ้าปากกว้างก่อนกระโดดสูงขึ้นกัดเต็มแรงใส่ยังแขนขวาของทหารซึ่งเอื้อมบีบลำคอของริรีเรลว์จนต้องปล่อยออกร้องเสียงลั่น

“อ๊ากก ไอ้สัตว์น่าขยะแขยงนี่!”

ทหารคนนั้นหันไปทางจาโคฟก่อนดึงดาบคมออกจากข้างเอว สะบัดลงใส่อย่างเต็มแรง จนเลือดสีแดงสดของจาโคฟกระเด็นเปรอะเปื้อน ไม่มีเสียงร้องโหยหวนจากความเจ็บปวดใดๆ เพราะดาบนั้นตัดหัวของจาโคฟออกจนขาดใจตายในพริบตา

“จา... โคฟ

ริรีเรลว์ถูกผลักออกจากประตูหน้าบ้านอย่างไม่แยแส เพนิทวิ่งเข้ามาหาเธอทันที โดยที่ไม่อาจรั้งทหารทั้งสี่ถือวิสาสะเดินเข้าไปตรวจภายในบ้านได้ ร่างบางเซทรุดลงกับพื้น ดวงตาสีเทาสั่นพร่า ร่างบางถูกสะกดด้วยความรู้สึกสูญเสียที่ไม่เคยได้รับสัมผัส 

หยดน้ำตาไหลออกจากดวงตาช้าๆ ความรู้สึกบางอย่างเย็นเยียบเกิดขึ้นภายในอก 

เย็นยะเยือก.. ราวกับกำลังกำลังตกลงไปในห้วงน้ำลึกจากภายในร่างของเธอ ยิ่งเธอรู้สึกถึงความสูญเสียมากเท่าไหร่ความอ้างว้างทรมานก็ยิ่งส่งให้ในอกเย็นเยือกมากขึ้นเท่านั้น

“จา...โคฟ”

ท้องฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นมืดครึ้ม จากก้อนเมฆดำมืดเหมือนกำลังจะเกิดลมพายุ ทั้งที่เมื่อครู่ท้องฟ้านั้นยังคงฟ้าครามสว่างใส ฟ้าร้องเสียงดังลั่นก่อนจะบังเกิดลมกระโชกรุนแรงราวกับจะถอนรากต้นไม้ให้ปลิวเคลื่อน

“ไปเหอะ!!”

สภาพอากาศวิปริตที่จู่ๆ ก็เกิด ทำให้ทหารสี่คนที่เข้าไปในบ้านยังไม่ทันได้สำรวจสิ่งใดนัก ต่างก็พากันออกมา ก่อนจะวิ่งหลบหายสิ่งที่คิดว่าเป็น ภัยธรรมชาติ ลับตา

สายฝนเม็ดใหญ่โปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า ขณะที่ในอกของริรีเรลว์ร้อนมากขึ้นจนแทบทนไม่ได้ทั้งที่ร่างกายนั้นเริ่มเปียกปอน เลือดสีแดงสดของจาโคฟถูกสายฝนชำระจนเจือจาง หากแต่ไหล่บางของริรีเรลว์กลับไม่หยุดสั่นไหว ยิ่งเธอรู้สึกเจ็บปวดจากการสูญเสียมากเท่าไหร่ สายฝนกับสายลมก็ยิ่งกรรโชกรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนต้นไม้บางต้นเริ่มหักโค่น 

“ริรีเรลว์ เข้าบ้าน!”

เพนิทพยายามดึงริรีเรลว์ให้เข้าบ้าน หากแต่หญิงสาวกลับนั่งนิ่งจ้องร่างไร้วิญญานของจาโคฟไม่ยอมขยับเขยื้อนไปไหน

“เพนิท เกิดอะไรขึ้น!?”

ไคเอส โทค และเอียนก้า วิ่งฝ่าสายฝนรุนแรงเข้ามาถามไถ่ ทุกคนล้วนมีสีหน้าวิตก โดยเฉพาะโทคเมื่อมองเห็นส่วนร่างของจาโคฟที่ริรีเรลว์มองนิ่ง

“ทหารสี่คนจะมาค้นที่นี่ข้อหาสุมกำลังคน หนึ่งในนั้นจะทำร้ายริรีเรลว์แต่จาโคฟช่วยไว้ มันเลยถูกฟัน”

“ทหารพวกนั้นไปไหนแล้ว?”

โทคเอ่ยถามต่อ พลางกระชับดาบในมือแน่น

“ไปแล้ว พอพายุมา พวกนั้นก็พากันวิ่งหนีไป”

“นั่นสิ ข้าเองก็แปลกใจ ทำไมพายุถึงได้เกิดขึ้นเฉยๆ ทั้งที่ฟ้ากระจ่าง...”

โทคเอ่ยพร้อมกับก้มตัวลงช่วยดึงร่างนิ่งสนิทของริรีเรลว์ หากแต่หญิงสาวกลับไม่ยอมขยับ ซ้ำยังเอาแต่มองร่างของจาโคฟไม่วางตา 

“ริรีเรลว์ จาโคฟไปแล้ว”

ไดเอสนั่งยองๆ ลงตรงหน้าหญิงสาว พยายามอธิบายให้เข้าใจเพราะเขารู้ดีว่าเธอกำลังตกตะลึงมากเพียงใด หากแต่พอไคเอสนั่งลงในตำแหน่งที่มองเห็นใบหน้าของริรีเรลว์ชัดเจน เขากลับเกิดความรู้สึกประหลาดขึ้นวูบหนึ่ง เมื่อเห็นประกายอะไรบางอย่างในดวงตาของริรีเรลว์ ที่เขาเองก็อธิบายไม่ได้

แต่บางสิ่งในความรู้สึกกำลังพยายามบอกให้เขารู้... ว่าลมพายุกระหน่ำนี้ อาจไม่ได้มาจากธรรมชาติ แต่อาจมาจาก...

“ริรีเรลว์”

ไคเอสเอื้อมมือตบไปที่ใบหน้าหวานที่เปียกโชกจนซีดเซียวเบาๆ เพื่อเรียกสติ ก่อนเชยใบหน้าของหญิงสาวให้เงยขึ้นมามองหน้า

“ไค... เอส?”

ริรีเรลว์ขยับเอ่ยชื่อเขาเบาๆ ก่อนกระพริบตาปริบ ประกายในดวงตาที่ชวนให้หวั่นใจหายลับไปทันที 

“จาโคฟ... ตายแล้ว”

“...”

“จาโคฟ ไม่รับรู้อะไรได้อีกแล้ว...”

หยดน้ำในดวงตาสีเทาไหลออกมาช้าๆ ขณะที่พายุที่โหมกระหน่ำเริ่มสลายตัว กลายเป็นเพียงสายฝนบางๆ แต่โปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่อง

“อืม... แต่เจ้าปลอดภัย เจ้าไม่ตาย”

“ข้าเองก็...”

ริรีเรลว์เอื้อมมือเล็ก เกาะเสื้อของไคเอสเอาไว้แน่น ร่างเล็กนั้นเริ่มสั่นไหวด้วยความหวาดกลัวและความหนาวสั่นจนไคเอสต้องเอื้อมมือโอบปลอบประโลมเอาไว้เบาๆ 

“อย่าห่วงเลย...”

ริมฝีปากในใบหน้าคมคายขยับร่ายเวทย์มนต์บางอย่างเบาๆ ส่งให้ดวงตาสีเทาอ่อนที่ฉายแววหวั่นวิตกค่อยๆ ปรือลงช้าๆ ก่อนปิดสนิทหลับไหล ก่อนที่ไคเอสจะโอบอุ้มช้อนร่างเล็กนั้นขึ้นในอ้อมแขนเอ่ยกระซิบแผ่วเบา 

“ข้าไม่ให้เจ้าตาย หากเจ้าไม่ปรารถนาหรอก ริรีเรลว์... ข้าสัญญา”

ไม่ให้ริรีเรลว์ตาย...

เขาเองก็หวังว่า... มันจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ





********
TalK ::

** กลับมาอัพอีกครั้งหลังจากหายไปนานแรมชาติได้
** นั่นก็เพราะเรื่องนักเขียนหน้าใส กับ Rebellion ภาคพิเศษต่างหาก
** ...แต่จนป่านนี้ เรื่องนี้ก็ยังเขียนไม่จบสักที ปาเข้าไป 90 กว่าหน้าแล้ว... ยังไม่เกินครึ่งเลย โอ้วว!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

162 ความคิดเห็น

  1. #147 saber (@vano) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2554 / 15:32
    สงสารจาโคฟ T^T
    #147
    0
  2. #136 @~SuGaR_bRoWn~@ (@sugar-brown) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 มีนาคม 2554 / 09:36
    อยากเห็นจาโคฟง่ะ ไม่น่าตายเลยยย TT'
    #136
    0
  3. #113 Near Werewolf2 [kujo toma] (@secrat-sky) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 25 มีนาคม 2553 / 14:53
    สนุกค่ะ >o< สนุกมากๆๆๆๆ
    แต่จาโคฟมาบทเดียวแล้วไปเลย T^T
    #113
    0
  4. #88 NooK (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2552 / 20:58
    สนุกม้ากมากค้า~



    แล้วจะพิมพ์ที่แจ่มใสหรือเปล่าค่ะ?
    #88
    0
  5. #87 ~♥oOข้าพเจ้าOo♥~ (@carpajoa) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2552 / 21:42
    ง่า
    พี่ก้อยใจร้าย

    น่าสงสารจาโคฟง่า(อ่านไปแทบร้องไห้เลยฮิ TT.,TT)
    อัพต่อเร็วๆเน้อ(เขียนให้จบเร็วๆน่ะค่ะ)
    #87
    0
  6. วันที่ 24 ตุลาคม 2552 / 17:46
    อัพน้อยจัง
    #86
    0
  7. วันที่ 15 ตุลาคม 2552 / 00:19

    สนุกมากค่ะ
    อัพไวๆนะคะ
    บายจ้า

    #85
    0
  8. #83 kibkea (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 กันยายน 2552 / 18:11
    เป็นกำลังใจให้พี่ก้อยด้วยเช่นกัน

    อย่าพึ่งท้อนะค่ะ เพราะยิ่งยากก็ยิ่งสนุก

    แวะเข้ามาบ่อยๆ แต่ยังไม่เห็บ up

    วันนี้เข้ามา up แล้วดีใจมากเลยค่ะ

    สู้ๆ นะ ไรท์เตอร์
    #83
    0
  9. #80 ILLOGLCAL ♥ (@mybee033) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 กันยายน 2552 / 23:48

    สงสารจาโคฟอ่ะ T^T
    สงสารนางเอกด้วย ยยยย ย .. .
    #80
    0
  10. #79 PudDingSweet ~♫ (@puddingsweet) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 กันยายน 2552 / 13:04
    สงสารร จาโคฟฟฟฟฟ  !!   T^T 
    ไคเอส ร่ายมนต์ให้จาโคฟฟื้นไม่ได้เหรอคะ !   > <
    #79
    0
  11. #76 Killer Princess (@aumjin) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 กันยายน 2552 / 14:16
    เย้ๆๆพี่ก้อยกลับมาอัพแล้ว ชอบตอนนี้มากๆเลยพี่ก้อย น่าร้ากกก

    จาโคฟมาบทเดียวแล้วไปเลยเหรอคะ=O=!

    น่าสงสาร แง้ๆๆ
    #76
    0
  12. #75 TheLittleFinger~* (@Thelittlefinger) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 กันยายน 2552 / 11:58

    อัพแล้ว...

    ทิ้งระยะไปกี่เดือนหนอ 55!

    #75
    0