Black Rose มนตราคำสาป

ตอนที่ 8 : ไฟ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 877
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    3 ม.ค. 53




บทที่ 7

ไฟ



 

ภายในห้องกว้าง รายล้อมด้วยหนังสือมากมาย โต๊ะตัวใหญ่สลักลายสวยงามตัวหนึ่งถูกตั้งวางเด่นอยู่กลางห้อง เบื้องหลังโต๊ะมีร่างสูงโปร่งของชายใบหน้าคมคายรับเส้นผมยาวสีเงินซึ่งถูกรวบเอาไว้ด้วยกันอย่างหลวมๆ นั่งอยู่ พลางยกมือขึ้นเท้าคางกับโต๊ะอย่างใช้ความคิด ขณะรับฟังข้อมูลบางอย่างจากชายในชุดทหารสีเขียวเข้ม

“เหตุการณ์ประหลาดหรือ?”

“ใช่ครับ ทหารจากเมืองบารากรายงานมาว่าอยู่ๆ ในเมืองก็เกิดพายุฝนหนักจนเสียหายไปพอควร ทั้งที่ก่อนหน้านั้นฟ้ากระจ่างใสไม่มีแม้แต่ร่องรอยของลมพายุสักนิดเดียว”

“แปลกจริงอยู่... แต่อาจไม่แปลกพอ”

ดวงตาสีดำสนิทดุจราตรีมืดเปิดลืมขึ้นจ้องหลังจากปิดลงขณะใช้ความคิด ประกายกล้าภายในดวงตาทำให้พลทหารที่รายงานข่าวสะดุ้งตัวเฮือกอย่างหวั่นเกรง

“นั่นอาจเป็นแค่ลมพายุนอกฤดู”

“ตะ... แต่ ความรุนแรงของมันถึงขั้นถอนรากต้นไม้ได้เลยนะครับ”

“ข้าเอง... ก็ทำได้ไม่ใช่หรือ?”

รอยยิ้มคลี่ขึ้นยังมุมปากของใบหน้าคม หาใช่รอยยิ้มหวาน หากแต่เป็นรอยยิ้มที่จะตามติดมาด้วยการ... ลงทัณฑ์

“ทะ... ท่านไชคิล ได้โปรดเถอะครับ...”

พลทหารที่รายงานข่าวเริ่มใบหน้าบิดเบี้ยว เมื่อจู่ๆ ลำคอก็รู้สึกแน่นราวกับถูกบีบรัดจนหายใจไม่ออก ทั้งๆ ที่ไม่เกิดอะไรขึ้น หรือไม่ได้ถูกแตะต้องตัวแม้แต่น้อย

“ไปหาข่าวมาใหม่”

แรงบีบรัดที่ลำคอหายไปก่อนที่พลทหารจะทรุดลงสูดหายใจเข้าปอดหลายเฮือกจนแทบสำลัก
 

“ข้าไม่ต้องการข่าวไร้สาระ ที่ไม่เกี่ยวกับ ตรา นั่น แต่ยังไงเสีย ข้าจะส่งคนไปดูที่นั่น”

“ขะ... เข้าใจแล้วครับ”

ไม่รอให้หายใจทั่วท้อง พลทหารที่เฉียดตายหมาดๆ ก็รีบลุกขึ้นโค้งกาย ก่อนร่นถอยหนีออกจากห้องไปในทันใด

“ท่านไชคิล”

ร่างสูงโปร่งของบุรุษซึ่งอยู่ในชุดคลุมสีเขียวเข้มปิดบังจนแทบไม่เห็นใบหน้าเดินสวนเข้ามาภายในห้อง ก่อนโค้งกายลงให้แก่ชายหนุ่มผมสีเงินยาวที่นั่งอยู่เบื้องหลังโต๊ะกลางห้อง

“ว่าไง หวังว่าข่าวของเจ้าคงจะน่าสนใจกว่านะ”

“...เราพบหอคอยที่ป่าด้านตะวันออก”

“หอคอย?”



“ครับ ทั้งๆ ที่เราเคยส่งคนไปตรวจตราแถวนั้นมาก่อน แต่ไม่มีใครเคยยืนยันว่าเห็นหอคอยนั่น จนกระทั่งวันนี้”

“งั้นรึ”

รอยยิ้มพอใจบางๆ คลี่ขึ้นที่ใบหน้าคมคายของไชคิลทันใด

“ภายในหอคอยนั้นไม่มีใครอยู่เลย แต่มีหลักฐานหลงเหลืออยู่บ้างว่าเคยมีคนอาศัยอยู่รวมทั้ง...”

ชายในชุดคลุมสีเขียวเคลื่อนกายเข้ามาใกล้โต๊ะ ก่อนวางวัตถุบางอย่างลงยังโต๊ะตรงหน้าไชคิล

“เครื่องประดับผมหรือ?”

สิ่งนั้นคือเครื่องประดับผมที่ทำจากอัญมณีสีฟ้าอ่อน พันไปมาด้วยเงินอย่างอ่อนช้อย สำหรับสตรีผู้สูงศักดิ์ใช้ประดับตกแต่ง

“ตรานั้น... ใกล้แล้วสินะ”

รอยยิ้มมุมปากคลี่กว้างมากขึ้น พร้อมกับเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคออย่างพอใจในข่าวที่ได้รับ

อีกไม่นาน... ทุกอย่างจะเป็นของข้า...





 

“พวกเจ้าจะเดินทางกันแล้วจริงๆ หรือ?”

เพนิทเอ่ยถามกลุ่มคนจำนวนหกคนที่นั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะไม้ตัวยาวในบ้าน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ โทค น้องชายของตน และไคเอส

“ใช่” ไคเอสพยักหน้าลงรับคำเบาๆ ก่อนเอ่ยต่อ “ไม่มีเหตุผลที่จะอยู่ต่อ อีกทั้ง... มีเหตุผลที่ไม่ควรอยู่ต่อ”

“ถึงคำพูดเจ้าจะฟังแล้วงง แต่เอาเป็นว่าข้าเข้าใจ”

เพนิทพยักหน้ารับ ก่อนเริ่มตักซุปแจกแก่ทุกคนอย่างทั่วถึง รวมทั้งริรีเรลว์ที่ยังคงมีอาการซึมอยู่เล็กน้อย

หลังจากตักให้จนทั่วทุกคน เพนิทก็ทิ้งตัวลงนั่นยังเก้าอี้ว่างตรงข้ามกับริรีเรลว์ ก่อนถอนหายใจเบาๆ อย่างกลัดกลุ้ม เมื่อหญิงสาวตรงหน้ายังคงไม่ยอมแตะต้องอาหารในจานเช่นเดิม

เมื่อวันก่อน มีทหารของเมืองบุกมาที่บ้าน ก่อนจะทำร้ายจาโคฟจนตายอย่างทารุณต่อหน้าต่อตาริรีเรลว์ หญิงสาวได้แต่นั่งเหม่อลอยจนไคเอสต้องร่ายเวทย์ให้หลับ หลังจากที่ริรีเรลว์หลับไปฝนที่ตกก็เริ่มจางหายจนท้องฟ้ากลับมากระจ่างใสเช่นเดิม โทคจึงนำร่างของจาโคฟไปฝังที่หลังบ้าน และทันทีที่ริรีเรลว์ตื่น นางก็เอ่ยถามถึงจาโคฟอีกหนเป็นอย่างแรก ก่อนจะรู้แน่ชัดจนเจ็บปวดอีกคราว่าจาโคฟจากเธอไปแล้ว ริรีเรลว์นั่งเหม่ออยู่ที่หน้าหลุมฝังของจาโคฟอยู่นานพอควรกว่าไคเอสจะเรียกเธอเข้ามาในบ้านได้สำเร็จ

แต่ริรีเรลว์กลับไม่ยอมทานอะไรง่ายๆ เหมือนเมื่อครั้งที่เธอเพิ่งมาถึงบ้าน และดูตื่นตากับอาหารง่ายๆ ไปเสียทุกอย่าง

“ริรีเรลว์” 

เพนิทเอ่ยขึ้นพร้อมเอื้อมมือข้ามโต๊ะไปลูบหัวหญิงสาวเบาๆ

“เชื่อข้า... จาโคฟไม่มีทางไปสบายแน่ ถ้าเห็นเจ้าอาลัยมันจนไม่เป็นอันกินแบบนี้”

คำปลอบโยนของเพนิททำให้ประกายงุนงงที่เกิดขึ้นประจำกลับมาบนดวงตาสีเทาอ่อนของริรีเรลว์อีกครั้ง

“ไปสบาย คืออะไรหรือ?”

“ไปสบาย ก็คือการตายอย่างสงบ โดยไม่ต้องกังวลอะไรอีกยังไงล่ะ”

เพนิทคลี่ยิ้มอ่อนโยนอธิบายอย่างใจเย็น 

“ตายแล้ว... ไปสบายได้หรือคะ?”

“ได้สิ ถ้ามันจากไปแล้วไม่มีคนกังวลล่ะก็ มันจะได้ไปเกิดใหม่ในที่ซึ่งมีแต่ความสุขเชียวนะ”

“ที่ศึ่งมีแต่ความสุขหรือค่ะ?”

“จ้ะ นั่นเป็นที่ซึ่งผู้จากไปทุกคนจะต้องไปกันน่ะ แต่ถ้าเจ้าไม่เลิกเป็นกังวลแบบนี้ จาโคฟไม่มีทางไปที่นั่นได้แน่ๆ”

“ข้า... จะเลิกเป็นกังวล”

ริรีเรลว์หยุดนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าลงช้าๆ แล้วเริ่มตักอาหารเข้าปากคำน้อยๆ ท่ามกลางเสียงถอนหายใจอย่างสบายใจจากหลายคนที่นั่งล้อมโต๊ะ พร้อมส่งสายตาชมเชยในวิธีการเกลี่ยกล่อมที่ได้ผลดีของเพนิทไปให้ เพนิทหันกลับมายิ้มรับคำชมผ่านสายตาของทุกคน 

เว้นก็แต่เพียงไคเอส... ซึ่งกำลังมุ่นหัวคิ้วเข้าหากัน ราวกับกำลังครุ่นคิดเรื่องอะไรที่แสนหนักหนาเพียงคนเดียวเท่านั้น

 




หลังจากที่ริรีเรลว์ช่วยเพนิทจัดการกับชามอาหารที่ทานแล้วใต้การควบคุมจนสะอาดเอี่ยม หญิงสาวก็เดินออกมายังด้านหลังบ้านอีกครั้ง หยุดลงตรงหน้าพื้นที่เล็กๆ ที่ถมดินนูนขึ้นจากการกลบฝังร่างของจาโคฟเอาไว้ข้างใต้ ริรีเรลว์นั่งลงนิ่งๆ หน้าหลุมศพ 

เสียงฝีเท้าเบาๆ ก้าวเดินเข้ามาใกล้ก่อนที่จะหยุดลงตรงข้างเธอ ก่อนที่ร่างสูงของไคเอสจะทิ้งตัวลงนั่งเคียงข้าง

“คิดถึงจาโคฟหรือไง”

“...”

ริรีเรลว์ไม่ตอบอะไร นอกจากพยักหน้าลงเบาๆ หลายวันมานี้ที่เธอได้มาอยู่ที่นี่ เพนิทสอนคำศัพท์ง่ายๆ ที่จำเป็นแก่เธอหลายคำ จนริรีเรลว์เริ่มเข้าใจคำศัพท์ต่างๆ เพิ่มมากขึ้นรวมทั้งคำว่า คิดถึง ที่ว่าด้วย

“ริรีเรลว์”

ไคเอสเอ่ยเรียกชื่อเธอเบาๆ ทำให้หญิงสาวหันหน้ากลับไปหา ดวงตาสีเทาอ่อนสบเข้ากับดวงตาสีครามสวยที่จ้องมองอยู่ก่อนแล้วนิ่ง

“เจ้า... มาจากที่ไหนกันแน่?”

“...”

คำถามนั้นทำให้ริรีเรลว์หลบสายตาลงต่ำ ไม่เอ่ยตอบคำถาม

“ริรีเรลว์”

หากแต่ไคเอสกลับเอ่ยเรียกชื่อเธอเบาๆ อีกครั้ง 

“เจ้า... เป็นใครกันแน่?”

หญิงสาวเงยหน้าขึ้น สบดวงตาสีครามสวยของไคเอสอีกครั้ง ก่อนหลับตาลงแล้วให้คำตอบแต่เพียงแค่การส่ายหน้าไปมาเบาๆ 

“เจ้าจะไปแล้ว”

นานทีเดียว ที่มีแต่ความเงียบงันโรยตัวอยู่เคียงข้าง ก่อนที่ริรีเรลว์จะเอ่ยขึ้นช้าๆ

“ข้า... ไปด้วย ได้ไหม?”

ไคเอสมองเห็นความวิตกในน้ำเสียงของริรีเรลว์ อีกทั้งมองเห็นว่าข้อมือเล็กๆ นั้นกำลังกำแน่นจะสั่นไหว 

...กำลังกลัวว่าจะถูกทิ้งไว้อีกงั้นหรือ?

“เจ้าอยากไปกับข้าอยู่หรือเปล่าล่ะ ริรีเรลว์”

ไคเอสจึงเอ่ยตอบกลับไปเช่นนั้น

ในตอนแรกเขาคิดว่าที่นี่อาจปลอดภัยมากพอสำหรับริรีเรลว์ที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่หากไม่คิดจะกลับไปยังที่จากมา เพราะที่นี่มีเพนิทพี่สาวของโทคที่จะสามารถดูแลและช่วยสอนเรื่องต่างๆ ให้กับเธอได้ 

หากแต่จากเหตุการณ์ที่ทหารบุกเข้ามาในวันนั้น และท่าทีหวั่นวิตก เปราะบางดุจแก้วใสของริรีเรลว์ ทำให้ไคเอสเริ่มทำใจละทิ้งหญิงสาวไว้ที่นี่ไม่ได้อีกครั้ง

“ข้า... อยากไปกับเจ้า”

ริรีเรลว์เอ่ยตอบ พร้อมเงยใบหน้าหวานขึ้นสบตา 

“ให้ข้าไปกับเจ้านะ ไคเอส”




 

หลังจากเตรียมการอยู่ค่อนวัน เมื่อยามบ่ายที่พระอาทิตย์เริ่มเอนออกจากทิศบนสุดของท้องฟ้า ไคเอส โทค ริรีเรลว์ เอียนก้า และฟีส ก็พร้อมสำหรับการออกเดินทางต่อ

“โทค ถ้าเจ้าตั้งใจจะไปกับไอเคสจริงๆ ล่ะก็... อย่าตายกลับมาเสียล่ะ”

เพนิทกล่าวลาน้องชายด้วยรอยยิ้มกว้าง ทั้งที่ดวงตาของเธอนั้นสั่นไหวราวกับพร้อมจะร้องไห้เสมอ

“ข้าไม่ตายน่าเพนิท เจ้าเองก็ดูแลตัวเองล่ะ”

“ข้าก็ไม่ตาย จนกว่าจะได้เจอหน้าเจ้าอีกครั้งนั่นแหล่ะ”

สองพี่น้องโอบกอดกันเบาๆ เพื่อสั่งลา ก่อนที่เพนิทจะเดินมากอดริรีเรลว์เอาไว้แน่น พร้อมกับจูบลงเบาๆ ที่หน้าผากหญิงสาวเพื่ออวยพรให้โชคดี ก่อนจะเดินไปกอดคนอื่นๆ ต่อจนครบ แล้วยืนโบกมือให้กับพวกโทคที่เริ่มออกเดินทางด้วยเท้าเพื่อไปขึ้นรถลากที่เมืองใกล้เคียงเพื่อต่อไปยังเมืองอื่นจนลับตา

รถลากซึ่งมีเก้าอี้ยาวสองแถวหันหน้าเข้าหากันเคลื่อนที่ด้วยสัตว์หน้าตาแปลกประหลาดขนาดใหญ่หากแต่กลับเชื่องและชำนาญเส้นทาง เคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ ตามเส้นทางออกจากเมืองแสนสับสนวุ่นวายเข้าสู่เขตทางเข้าป่าใหญ่ ก่อนที่จะหยุดลงกระทันหันเพราะเสียงแตรดังลั่น

“หือ หยุดทำไม เกิดอะไรขึ้นน่ะ?”

โทคเอ่ยถามเป็นคนแรก เป็นเพราะว่าเขาเผลอผลอยหลับไป การหยุดรถอย่างกระทันหันจึงทำให้โทคแทบจะเอนกายทิ่มคะมำไปด้านหน้า หากไม่ติดว่ามีไคเอสนั่งขวางอยู่

“ทหารของเมืองนี่นา”

หนึ่งในชาวบ้านซึ่งโดยสารมาด้วยในรถลากเอ่ยขึ้นเบาๆ หลังจากชะโงกหน้าผ่านกระโจมผ้าออกไปประเมินการณ์

...ทหารหรือ?

ไคเอสชะโงกหน้าออกพ้นผืนกระโจมผ้าซึ่งขึงไว้เพื่อกันแดดแรงยามบ่าย ก่อนจะพบว่าเส้นทางทางด้านหน้าถูกทหารในชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินเข้มสามถึงสี่คน ปกติทหารจะไม่เคยมาตั้งด่านตรวจรถลากที่ผ่านเข้าออก ยกเว้นแต่เพียงว่า... มีเรื่องไม่ปกติใดๆ รายงานเข้ามา แล้วทหารเหล่านี้จึงออกเคลื่อนไหว

ทหาร... ที่ไม่ว่าอย่างไร ลำดับสุดท้ายก็คือผู้ที่อยู่ใต้อำนาจของมหานครคาชีน่า ซึ่งมีไชคิลเป็นผู้ปกครอง

“ไคเอส เอาอย่างไรดีครับ”

เอียนก้าเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงวิตก หากแต่มีสีหน้าพร้อมรับคำสั่ง

“ถ้าเกิดอะไรขึ้น ให้ถือว่าเจ้ากับฟีส เราไม่รู้จักกัน ข้ามากับโทคและริรีเรลว์ ให้พวกเจ้าไปรอข้าที่เมืองทีคูน”

“ครับ”

ไคเอสนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยคำสั่ง โดยที่ชายทั้งสองคือ ฟีส และ เอียนก้าต่างพยักหน้ารับคำแต่โดยดี

“ลงมาให้หมด”

กระโจมผ้าที่ทางเข้าออกถูกเปิดออก ก่อนหนึ่งในกลุ่มทหารจะไล่ชาวบ้านที่นั่งอยู่ในรถลากรวมทั้งพวกของไคเอสทั้งหมดลงมาจากรถ

“เกิดอะไรขึ้นหรือไง ทำไมต้องหยุดรถลากด้วยล่ะ”

หนึ่งในกลุ่มชาวบ้านเอ่ยถามขึ้นอย่างไม่พอใจนัก คลอกับเสียงเบางึมงัมของคนอื่นๆ ไคเอสประเมินท่าทีของทหารทั้งสามก่อนคาดเดาในใจไปก่อนว่าไม่น่าเป็นปัญหาใหญ่เช่นที่เขาคิดนัก เพราะทหารทั้งสามดูท่าทางไม่ใส่ใจกับการตรวจตรามาก ลักษณะเช่นนี้ไม่เหมือนกับเหล่าทหารที่ได้รับคำสั่งจากไชคิลโดยตรง

“ช่วงนี้มีข่าวขโมยน่ะ พวกเราเลยต้องมาตั้งด่านตรวจกัน”

“ขโมยรึ จริงด้วย ข้าก็เคยได้ยินอยู่นะ”

เหตุผลของทหารทำให้โทคลอบถอนหายใจโล่งอกเบาๆ ก่อนยินยอมเปิดถุงสัมภาระที่ติดตัวมาให้ทหารดูแต่โดยดีแม้ว่านอกจากถุงสัมภาระแล้วเขายังจะพกดาบสะพายหลังเล่มโตอยู่ก็ตาม แต่ดาบและอาวุธของไม่ถือเป็นสิ่งผิดกฎบ้านเมือง เพราะบางครั้งการเดินทางผ่านป่าจะต้องพบกับปีศาจดุร้าย การมีอาวุธไว้สำหรับป้องกันตัวจึงถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นยิ่ง

“เอากระเป๋าเจ้ามาดูซิ”

ทหารต่างตรวจกระเป๋าและสัมภาระของทุกคน จนกระทั่งถึงริรีเรลว์ที่ยืนต่อจากไคเอสก่อนยื่นมือขอค้นสัมภาระของเธอ 

“นางไม่มีสัมภาระหรอก”

ไคเอสเอ่ยตอบแทนริรีเรลว์ที่หันมามองเขาอย่างต้องการความช่วยเหลือ  

“ไม่มีสัมภาระได้ยังไง”

ทหารอีกคนเอ่ยถาม ไคเอสรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ จากสายตาของทหารทั้งกลุ่มที่มองมายังริรีเรลว์ เขาสังเกตได้ตั้งแต่ที่ทหารให้ทุกคนออกมายืนนอกรถ แต่เพิ่งรับรู้ว่ามันชัดเจนมากในตอนนี้

...ริรีเรลว์กำลังถูกหมายตาจากทหารเหล่านี้

“ถ้าไม่มีสัมภาระเราก็ต้องตรวจร่างกายแล้วล่ะ”

ดวงตาของพวกทหารวาวโรจน์ขึ้น ปรายสายตาขึ้นลงมองรูปร่างของริรีเรลว์อย่างจงใจ 

“พวกเจ้าไม่มีสิทธิ์ค้นตัวภรรยาข้า”

ไคเอสรู้สึกเดือดในอกน้อยๆ เมื่อเห็นสายตาน่าหงุดหงิดเช่นนั้น ก่อนเอ่ยอ้างในเหตุผลที่ดูมีเหตุผลที่เหมาะสมที่สุดพร้อมกางมือออกขวางน้อยๆ เหมือนตั้งใจช่วยกันร่างบางเอาไว้

“ฮ้า ได้ยังไงกัน”

หนึ่งในทหารยักคิ้วอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนเอ่ยต่อ

“ข้าอุตส่าห์จะทำเป็นไม่รู้เรื่องที่ค้นเจอเครื่องประดับที่หายไปจากบ้านของพ่อค้าในเมืองแล้วเชียวนะเจ้าหนุ่ม”

มันคือคำปรักปรำที่มาพร้อมหลักฐานคือเข็มกลัดประดับอัญมณีสีแดงสดขนาดเล็กในมือของนายทหารที่เป็นคนตรวจค้นสัมภาระของไคเอส 

“พวกเจ้าขึ้นรถลากไปก่อน แต่สองคนนี้ข้าต้องนำตัวไปสอบสวน”

ทหารทั้งสามเอ่ยไล่ชาวบ้านทั้งหมดที่เริ่มคุยกันถึงเรื่องของไคเอสขึ้นรถลากแสร้งทำเหมือนพบคนร้ายทั้งที่เพิ่งป้ายความผิดใส่ เอียนก้ากับฟีสจึงเดินขึ้นรถลากตามกลุ่มชาวบ้านไปโดยไม่อยู่ช่วยเหลือหรือโต้แย้งตามที่ตกลงเอาไว้ก่อน 

เหลือแต่เพียงแค่โทคที่ยืนนิ่งอยู่ข้างๆ ไคเอสและริรีเรลว์เท่านั้น

“หือ เจ้าก็เป็นพวกเดียวกับเจ้าหัวขโมยนี่งั้นเหรอ”

“ใช่ แต่เราไม่ได้ขโมยอะไรอย่างที่เจ้าว่า”

โทคพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ก่อนเอ่ยแย้งเสียงดังกระชับดาบเล่มใหญ่ในมือแน่น ทำท่าเหมือนพร้อมชักมันออกมาฟาดฟันใส่ได้ตลอดเวลาจนทหารทั้งสามต่างหน้าถอดสีขยับถอยร่น

“เจ้าจะทำร้ายพวกข้าหรือไง ข้าคือทหารของเมืองนะ”

“ต่อให้เป็นเจ้าเมืองข้าก็ทำร้ายได้ต่างหาก”

โทคแย้มรอยยิ้มยั่วอย่างไม่หวั่นเกรง เมื่อพวกทหารเห็นว่าริรีเรลว์ไม่น่าจะเป็นเป้าหมายที่ได้มาอย่างง่ายดายนัก ทหารเหล่านั้นจึงหันเข้าปรึกษากันเคร่งเครียด 

“ทำอะไรกันอยู่น่ะ!”

น้ำเสียงเข้มดุดันดังขึ้น จากทางด้านหลังของริรีเรลว์ กลุ่มทหารที่หันหน้าปรึกษากันอยู่เมื่อครู่ ก็พลันคลี่ยิ้มลำพองเหยียดในทันที

“โกปรา พวกหัวขโมยนี่น่ะสิ”

หนึ่งในทหารเดินเข้าไปหาทหารร่างสูงผู้มีใบหน้าเจ้าเล่ห์ก่อนเอ่ยฟ้องสิ่งที่ไม่เป็นความจริงพร้อมกับส่งสัญญานบางอย่างซึ่งเป็นเครื่องสื่อให้รู้ความหมายลับระหว่างกัน ได้ฟังดังนั้นทหารร่างสูงจึงคลี่ยิ้มเหยียด

“หัวขโมยงั้นเหรอ”

“พวกข้าไม่ใช่หัวขโมย”

“หัวขโมยก็คือหัวขโมย แค่มองข้าก็รู้แล้ว” 

โทคเอ่ยแย้ง หากแต่ทหารร่างสูงที่เพิ่งมาใหม่กลับคลี่ยิ้มอย่างคนเหนือกว่า ระหว่างกลุ่มคนซึ่งถือเป็นผู้รักษาความสงบกฎระเบียบบ้านเมือง กับกลุ่มคนแปลกหน้าที่กำลังเดินทาง หากบอกไปบอกกับใครว่าจับขโมยได้ทั้งที่ยัดความผิดให้ ไม่ว่าใครก็คงเชื่อทั้งสิ้น

“อยากเดินทางต่อ ก็ควรจะจ่ายส่วยหรืออะไรเล็กๆ น้อยๆ มาให้พวกข้า เพื่อให้ทำไม่รู้ไม่เห็นให้...”

ทหารชื่อโกปราเอ่ยขึ้น ก่อนจะผงะเซไปแทบล้มเพราะแรงกระแทกจากร่างของริรีเรลว์ 

“เจ้าฆ่าจาโคฟ!”

ริรีเรลว์จำได้ดีตั้งแต่แรกเห็น ว่าทหารคนนี้คือคนคนเดียวกับคนที่บีบคอเธอ และฆ่าจาโคฟอย่างเลือดเย็น เธอจำได้ดี และไม่มีทางลืมเลือนไปจากความคิดความทรงจำได้อย่างแน่นอน

“ริรีเรลว์ อย่า”

ดวงตาสีเทาอ่อนบัดนี้เปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ขณะที่ถูกโทคดึงตัวกลับออกจากเข้าทำร้ายทุบตีทหารที่ชื่อโกปรา

“อวดดีนัก อยากตายอยู่ตรงนี้หรือไง”

เหตุการณ์ส่อเค้าไม่ดีขึ้นฉับพลัน เมื่อโกปราชักดาบออกมาขู่ ส่งให้ทหารทั้งสามที่อยู่ใต้คำสั่งพากันชักดาบแหลมคมของตนเองออกมาบ้าง

“นังผู้หญิงโง่ เจ้าควรตายไปพร้อมไอ้สัตว์หน้าขนนั่นด้วยซ้ำ สัตว์น่ารังเกียจอย่างนั้นน่ะ!

“ไม่...”

ดวงตาสีเทาอ่อนฉายประกายวาวโรจน์ ยิ่งได้เห็นรอยยิ้มเหยียดดูแคลนจากทหารที่ฆ่าจาโคฟ เธอก็ยิ่งรู้สึกโกรธแค้น ภายในอกร้อนวูบ ความร้อนขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ราวกับได้พบเชื้อเพลิงอย่างดีที่ช่วยให้ไฟโหมกระหน่ำ

“เจ้าต่างหาก...”

ดวงตาสีเทาอ่อนยิ่งฉายประกายวาวโรจน์ ริมฝีปากบางสีชมพูระเรื่อขยับเอ่ยเบาแสนเบาจนแทบไม่มีใครได้ยิน สติของริรีเรลว์กำลังถูกความโกรธครอบงำ จนในอกร้อนระอุ

“เจ้าต่างหาก ที่สมควรตาย...”

พรึ่บ!

ร่างของทหารโกปราเกิดไฟลุกขึ้นจากปลายเท้า ไม่มีประกายเปลวเพลิงนำพา จู่ๆ เปลวไฟสีแดงเข้มก็เกิดขึ้นจากอากาศอันว่างเปล่า โดยไม่มีคาถาบทใดๆ เอ่ยร่ายเวทย์

“ร้อนๆ!!”

“โกปรา!?”

ทหารสามคนที่เหลือต่างถอดเสื้อตนออก พยายามช่วยพัดตบให้เปลวเพลิงที่ร้อนรุ่มนั้นมอดดับลง ในขณะที่โกปราเริ่มล้มลงไปนอนดิ้นกับพื้นเพราะความร้อนที่เผาไหม้ผิวหนังโดยที่เสื้อผ้าไม่ได้ถูกเผาไหม้ไปด้วย ซ้ำไม่ว่าจะปัดทับอย่างไรเปลวเพลิงสีแดงเข้มที่ลามเลียจากปลายเท้าขึ้นไปเกือบทั่วร่างนั้นกลับไม่มีทีท่าจะมอดลงได้

“ริรีเรลว์” 

ไคเอสเอ่ยเสียงเรียกชื่อหญิงสามเข้มเมื่อรับรู้ถึงความผิดปกิบางอย่างจากร่างบางซึ่งยืนอยู่ข้างกาย หญิงสาวผู้แสนเปราะบาง กลับยืนนิ่งมองร่างที่ดิ้นรนจากความร้อนโดยไม่แสดงสีหน้าหวาดกลัวใดๆ ซ้ำดวงตาที่ทอดมองลงไปยังดูเย็นชาเกินไปด้วยซ้ำ

“ริรีเรลว์ หยุด!”

ไคเอสเอ่ยเสียงเข้มอีกครั้ง เอื้อมมือกระตุกแขนริรีเรลว์ที่ยืนนิ่งจนร่างบางชะงักกึกราวกับเพิ่งรู้สึกตัวตื่น 

“ไคเอส”

ใบหน้าหวานหันกลับขึ้นมามองที่ไคเอสด้วยดวงตาฉายแววสงสัย ขณะที่เปลวเพลิงร้อนที่ลามเลียทั่วตัวทหารคนนั้นดับมอดลงทันใด 

“พาโกปรากลับเมืองเร็วเข้า!”

ทหารชื่อโกปรายังไม่ตาย หากแต่แผลไฟไหม้นั้นลามเลียไปจนถึงกลางอกและพรากสติเขาไปแล้ว ทันใดที่ไฟดับลงทหารอีกสามนายจึงรีบพาเขาขึ้นสัตว์ลากรถขนาดเล็กสำหรับใช้เดินทางของหมู่ทหารเข้าไปยังหมู่บ้านทันที ลืมสิ้นว่าพวกเขาเพิ่งหาเรื่องอยู่กับกลุ่มของไคเอสเมื่อครู่

“ไคเอส... เจ้าเรียกข้าทำไมหรือ?”

ริรีเรลว์เอื้อมมือมาบีบมือของไคเอสเบาๆ เอ่ยเรียกด้วยสีหน้าสงสัยงุนงง คล้ายกับจำไม่ได้เลยว่าเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น หรือ... เธอได้ทำอะไรลงไป

“...เปล่า”

ดวงตาสีฟ้าครามของผู้ถูกถามมองกลับมายังเธออย่างเคร่งเครียดและครุ่นคิด ก่อนที่ไคเอสจะส่ายหน้าไปมาเบาๆ แล้วเอ่ยนำออกไปยังเรื่องอื่น

“เมื่อกี้รถเที่ยวสุดท้าย เห็นทีเราคงต้องเดินเท้ากับต่อแล้วล่ะ”

“อืม”

รอยยิ้มบางแย้มกว้างขึ้นบนใบหน้าสวยหวานขณะพยักหน้ารับคำ ก่อนที่ริรีเรลว์จะเอื้อมมือออกไปจับยังชายเสื้อของไคเอสเอาไว้เบาๆ 

“ข้า... ไปกับเจ้านะ”







*******
TalK ::
** อยากเขียนต่อจัง แต่ทำไงดี... ขี้เกียจมาก เฮ้อออ
** ตอนนี้กำลังเริ่มวางพลอต Alfa Section อยู่จ้ะ เรื่องนี้เลยต้องพักไว้อีกแล้ว
** ถ้ามันมีบุญวาสนา คงได้ออกในปีนี้... ละมั้ง 555

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

162 ความคิดเห็น

  1. #148 saber (@vano) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2554 / 15:47

    สนุกมากๆ >0<

    #148
    0
  2. #114 Near Werewolf2 [kujo toma] (@secrat-sky) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 25 มีนาคม 2553 / 15:35
    สนุกค่ะ >o<
    #114
    0
  3. #104 the-merit (@the-merit) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 29 มกราคม 2553 / 19:00
    ว้าว อัพแล้ว
    อัพเสียที
    รอนานมากๆ T_T
    ยังไงก็สู้ๆ นะคะ
    จะเป็นกำลังใจให้
    #104
    0
  4. #103 Ju*On (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 21 มกราคม 2553 / 14:31
    จะได้ออกเป็นหนังสือไหมค่ะ



    ลงแจ่มใสอะค่ะ



    ^^



    สู้ๆๆนะค่ะ
    #103
    0
  5. #101 เด็กบ้านิยาย (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 มกราคม 2553 / 17:26
    อ๊าก OoO!!!

    ไม่นะกำลังสนุกเลยอ่าอีกนานมั้ยเอ๋ยถึงจะมาอัพตอนต่อไปอ่า

    กำลังสนุกเลย อัพเร็วๆนะค่ะ

    มีคนคอยอ่านอยู่ค่ะ ^^
    #101
    0
  6. #100 M.momay (@momay_5151) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 9 มกราคม 2553 / 17:17
    ไม่ๆเรื่องนี้สำคัญกว่า
    อัพต่อเถอะ แอลฟ่าไว้ทีหลัง TT^TT
    #100
    0
  7. #98 Himawari (@kaning-mama) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 มกราคม 2553 / 17:45
    โธ่ อย่าดองไว้เลย
    นิยายเรื่องนี่มีแต่คนติดตาม
    เพราะฉะนั้นกรุณาปั้นนิยายเรื่องนี้ให้เราได้อ่านด้วยเถอะ T_T
    #98
    0
  8. #97 A-CooL (@aumjin) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 มกราคม 2553 / 06:21
    โฮ่ มีคิวอื่นแทรกตลอดช่างน่าสงสารจริงๆไคเอส กรี๊ดดด 

    สู้ตายค่ะพี่ก้อย ยังไงแอลฟ่าก็สำคัญ 555

    ดีใจมากในที่สุดพี่ก้อยก็อัพสักที เย้ๆ(และรอต่อไปสี่เดือน=..=)
    #97
    0
  9. #96 แนท^^ (@puddingsweet) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 3 มกราคม 2553 / 17:02
    อ๊าก สนุก ค่ะพี่ก้อย ชอบบบบบบบ >__ #96
    0
  10. #95 TheLittleFinger~* (@Thelittlefinger) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 3 มกราคม 2553 / 16:09

    อัพแล้วว

    ปล. ไม่ใช่ fire ของ 2NE1 นะ เหอๆ

    #95
    0
  11. #84 JAhZEEส์ :) (@mini-jaa) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 มกราคม 2553 / 17:32
    = 3 =
    ข้าจะไปกับเจ้านะ ไคเอสส กรี๊ดดดดดดดดด
    #84
    0