Black Rose มนตราคำสาป

ตอนที่ 6 : อาทิตย์กลืน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,057
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    31 พ.ค. 52



บทที่ 5

อาทิตย์กลืน


 

“เฮร่า...” 

ร่างสูงใหญ่ของชายวัยกลางท่าทางทรงอำนาจคนจ้ำเดินเดินอย่างรีบเร่งเข้าไปภายในห้องกว้างหลังคาสูงลิบซึ่งมีสระน้ำขนาดใหญ่อยู่กลางห้อง ผ้าคลุมขนสัตว์สีเข้มสะบัดไหวตามแรงเดินจนกระทั่งหยุดลงพร้อมฝีเท้าตรงหน้าหญิงชราในชุดคลุมสีเทาเข้มยาวคลุมกายตั้งแต่ศรีษะจรดพื้นซึ่งยืนหลับตาสงบอยู่หน้าสระน้ำใสนั้น

“เฮร่า ท่านรู้ข่าวแล้วใช่ไหม?”

“รู้สิ... ราชา”

น้ำเสียงที่เอ่ยถามนั้นแสนร้อนรน หากแต่เสียงแหบพร่าของหญิงชราที่เอ่ยตอบกลับสงบนิ่งเช่นเดียวกับน้ำในสระใส

“นางหายไปแล้ว หายไปจากหอคอยที่เต็มไปด้วยกำแพงเวทย์มนต์ซึ่งท่านเป็นผู้ร่ายเวทย์โอบล้อมเพื่ออำพรางจากสายตาผู้คนแห่งนั้นแล้ว”

“ข้ารู้ เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ เมื่อเวลาหมุนมาถึง ราชา”

“มันจะเป็นไปได้ยังไงเฮร่า ท่านก็รู้ว่าถ้านางออกไป... คำสาปนั่นก็จะ...”

“ถูกแล้ว”

เฮร่าเอ่ยพร้อมถอนหายใจยาวเบาแผ่ว 

“คำสาปนั่น กำลังเริ่มสำแดงผล ไม่ว่าเราพยายามยื้อมันแค่ไหนก็ตาม”

“แต่..” ร่างสูงของบุรุษผู้ทรงอำนาจเอ่ยแย้งอีกหนด้วยน้ำเสียงหวั่นวิตก “ผลของของคำสาปนั้นจะทำให้ทุกคนหมองไหม้หมด อีกทั้งผู้คนที่รู้ถึงคำสาปต่างก็ต้องเพ่งเล็งในตัวนาง”

“ใช่แล้วราชา...”

หญิงชราในชุดคลุมสีเทาเข้มพยักหน้าลงช้าๆ ก่อนเอ่ยต่อ

“แต่เวลาในกงล้อของคำสาปนั้น เริ่มหมุนอย่างไม่อาจหยุดยั้ง... นับตั้งแต่ท่านตัดสินใจที่จะไม่ดับลมหายใจของทารกน้อยนั้นแล้วไม่ใช่หรือ... ราชา”

ภายในห้องเงียบสงัดไม่มีแม้แต่เพียงเสียงของลมหายใจ ก่อนที่ร่างสูงผู้ทรงอำนาจจะพยักหน้าลงอย่างข่มขื่น

“เราทำไม่ได้หรอกเฮร่า เพราะอย่างไรเสีย... นางก็คือ บุตรสาวของเรา”

“ข้าเข้าใจดี ราชา”

เฮร่าพยักหน้ารับ ดวงตาสีขาวขุ่นที่ไม่อาจมองเห็นได้ผ่านทางดวงตา หากแต่สามารถมองเห็นทุกอย่างได้ผ่านทางความรู้สึกนึกคิด ทอดมองไปยังสระกว้างซึ่งถูกก่อขึ้นด้วยหินสีดำจำนวนมากมาย ก่อนจะยกไม้เท้าสีเทาประดับหินสีดำสนิทขึ้นในอากาศ ริมฝีปากซึ่งมีร่องรอยเหี่ยวย่นเริ่มเอ่ยภาษาแปลกประหลาดที่ไม่มีใครฟังเข้าใจดังก้อง

กระแสน้ำในสระกว้างที่เคยนิ่งสงบกลับปั่นป่วนสาดกระเด็นไปทุกทิศทางราวกับน้ำทะเลในยามที่มีพายุร้าย ขณะที่น้ำเสียงแหบพร่าของหญิงชราผู้เป็น ผู้เอ่ยคำทำนาย จะดังก้องขึ้นไปทั่วทั้งห้อง

 

หนึ่งชีวิต ผู้ติด ตราบาป

ซึ่งคำสาป มนตรา แห่งอาสัญ

กงล้อ หายนะ เคลื่อนหมุนพลัน

สัญญานนั้น ประจักษ์กัน ทันตา

 

สุริยา จักถูกกลบ จบฟ้า

โลกามืด ทั่วทั้งหล้า ดั่งสาปสรรค์

ในยามนั้น มนตรา ลืมตื่นพลัน

หายนะนั้น จักคลานคืบ ตามมา

 

สิ้นเสียงทำนาย กระแสน้ำปั่นป่วนในสระก็สงบลงพลัน เหมือนไม่เคยปั่นป่วนแปรปรวนใดๆ มาก่อน 

มือหนาขององค์ราชาผู้ทรงอำนาจเมื่อได้รับฟังคำทำนายจบถูกยกขึ้นมากุมศรีษะเอาไว้อย่างวิตกหนักและหาทางออกไม่พบ

“เราควรทำอย่างไรดีเฮร่า”

“ตามมานาง ราชาแห่งข้า” เสียงแหบพร่าเอ่ยตอบช้าๆ  “ตอนนี้นางยังปลอดภัย แต่เมื่อคำสาปนั้น ตื่น หายนะจะเข้ามาหานาง และนางจะนำหายนะนั้นสู่โลก”

“แล้วท่านจะให้เราทำอย่างไรต่อ?”

“...”

น้ำเสียงที่เอ่ยถามนั้นแสนเจ็บปวด เมื่อผู้เอ่ยถามนั้นรู้สึกเยี่ยงนั้นจริงๆ 

ไม่เคยได้โอบอุ้ม ไม่เคยได้เลี้ยงดูชิดใกล้ ไม่เคยได้พบหน้าว่านางมีเส้นผมสีอะไร ดวงตาสีอะไร ไม่เคย... แม้แต่จะได้มอบชื่อที่ไพเราะที่สุดในโลกใบนี้ให้กับผู้เป็นบุตรสาวแท้ๆ จากเลือดเนื้อเชื่อไขของตนเอง  

“ท่านจะให้เราฆ่านางหรือ เฮร่า?”

“...”

คำถามนั้น ไม่มีคำตอบใดๆ ออกจากปากของหญิงชราผู้เป็นนักอ่านคำทำนาย...






 

...ของข้า

น้ำเสียงเบาแผ่วแต่หมายครอบครองนั้นดังขึ้นในห้วงความมืด ที่มืดสนิทยิ่งกว่าความมืดใดๆ

เจ้าเป็นของข้า...

ไม่...

เป็นอะไร? หยุดตามเธอมาเสียที...

ราวกับเธอกำลังหันหลังวิ่งหนี แต่ไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าที่สาวเท้าวิ่งไป คือทางที่หนีออกไปพ้น หรือทางที่นำเข้าไปยังเสียงที่ตามรังควานนั้น เมื่อเสียงนั้นเกิดอยู่เพียงข้างกายของเธอ ไม่ว่าเธอจะหลีกหนีไปทางไหนก็ตาม

ของข้า...

นิ้วมือเรียวซึ่งมีเล็บยาวคมดุจมือของปีศาจร้ายยื่นออกมาจากความมืดตรงหน้า หญิงสาวขยับก้าวเท้าถอยหนี หากแต่มันกลับเหมือนกำลังขยับเข้าไปใกล้ยิ่งขึ้น

ไม่..?!

หนีไม่พ้น... ไม่มีทางหนีพ้น

เสียงนั้นดังก้องภายในหัว ขณะที่มือซึ่งเต็มไปด้วยเล็กคมนั้นยื่นมาถึงตรงหน้าเธอ ห่างจากดวงตาห่างจากการมองเห็นเพียงแค่ไม่ถึงคืบของลมหายใจแผ่ว

เจ้า... เป็น ของข้า!’

พรวด!!

ดวงตาสีเทาอ่อนเปิดลืมพรวด สะดุ้งพรวดขึ้นนั่งหายใจหอบ 

ริรีเรลว์กระพริบตาปริบ หันมองรอบกาย ก่อนพบว่าเธอกำลังอยู่ในห้องนอนขนาดเล็กซึ่งไคเอสอุ้มเธอมาให้นอนพักเมื่อคืน แสงสว่างรำไรจากอาทิตย์ที่เริ่มโผล่พ้นขอบฟ้าส่องผ่านหน้าต่างช่วยให้ภายในห้องสว่างไสว ไม่ใช่มืดสนิทเหมือนภาพที่เธอกำลังจมอยู่ในความฝัน มือเล็กยกขึ้นปาดไล้หยาดเหงื่อซึ่งผุดพราวรอบใบหน้าและคำคอจนแทบเปียกชุ่ม ก่อนวางสัมผัสยังหัวใจที่ยังคงเต้นรัวระทึกสั่นไหว 

ราวกับเธอเพิ่งวิ่งหนีสิ่งที่เกิดขึ้นจริง... หาใช่ความฝัน

ริรีเรลว์ก้าวลงจากเตียงก่อนเดินไปที่ประตูห้อง แว่บนึงในความคิดยังกังวลว่าอาจเปิดไปแล้วพบว่ามันคือบันไดเวียนที่มืดสลัว แล้วพอหันกลับมาในห้องอีกครั้ง ก็จะพบว่าห้องที่สว่างไสวด้านแสงอาทิตย์นั้น จริงแล้วมันคือห้องกว้างแต่แสนโดดเดี่ยวในปราการหอคอยนั้น 

แต่เมื่อเปิดประตูไป หญิงสาวก็ถอนหายใจออกอย่างโล่งอก เมื่อมันไม่เลวร้ายเช่นที่คิด เธออยู่ในบ้านหลังที่ไคเอสพาเธอมาเมื่อวาน ตรงหน้าห้องมีเสื้อผ้าชุดหนึ่งพับวางเอาไว้อย่างเรียบร้อย ริรีเรลว์หยิบมันขึ้นมาพิจารณาก่อนจะคลี่ยิ้มบางๆ ให้กับสิ่งที่อาจเรียกได้ว่า ชีวิตใหม่ ของเธอ ก่อนจะเดินไปที่ห้องน้ำ




 

“แต่ชื่อ ริรีเรลว์ น่ะ มันเป็นชื่อของดอกไม้ป่าไม่ใช่หรือสาวน้อย?”

โทคมุ่นหัวคิ้วลงอย่างสงสัยขณะเอ่ยถามริรีเรลว์ เมื่อเธอตอบคำถามที่เขาถามมาว่า ชื่อของเธอคือ ริรีเรลว์ ซึ่งมันเป็นชื่อของดอกไม้ป่าสีฟ้าครามดอกเล็กๆ 

“ข้ามีชื่อเดียวกับดอกไม้นั้น”

หญิงสาวคลี่ยิ้มหวานบางๆ หากเป็นรอยยิ้มที่สดใสและเริ่มเด่นชัดในความรู้สึกที่สื่อว่ากำลังมีความสุขมากขึ้นกว่าสภาพไร้อารมณ์ใดๆ เมื่อครั้งเจอในป่า ในสายตาของไคเอส

ริรีเรลว์ตื่นเช้าตรู่เป็นคนแรกภายในบ้าน เมื่อเขาตื่นขึ้นมาและทุกคนตื่นขึ้นมาก็พบว่าริรีเรลว์ได้อาบน้ำเปลี่ยนชุดเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอกำลังช่วยเพนิค พี่สาวของโทคที่ตื่นแต่เช้าตรู่เป็นกิจวัตร รดน้ำดอกไม้หลากสีหลายชนิดแปลงเล็กๆ ข้างบ้านอยู่ 

 และหลังจากที่ทุกคนตื่นดี ริรีเรลว์ก็กลายเป็นประเด็นสำคัญของเหล่าชายกว่ายี่สิบชีวิตที่มาค้างที่นี่เมื่อคืนทันที พวกนั้นต่างผลัดกันเอ่ยถามริรีเรลว์ถึงเรื่องต่างๆ พร้อมทั้งส่งสายตาเจ้าเล่ห์เหมือนกับคนรู้ทันคละคลอมายังไคเอส ในเมื่อวานนั้นเขาไม่ได้อธิบายอะไรสำหรับเรื่องของ ริรีเรลว์มากไปกว่า เก็บมาได้ระหว่างทางเพียงเท่านั้น 

และแม้ว่าจะถูกมองด้วยสายตาเช่นนั้น แต่ไคเอสไม่แย้งอะไรที่ทุกคนรุมถามริรีเรลว์ เพราะสุดท้ายแล้วเธอก็ตอบสารพัดคำถามของพวกอยากรู้ทั้งหลายไม่ได้เลย นอกจากชื่อของตัวเองเท่านั้น หนำซ้ำบางคำถามยังทำเอาเธองง จนเดือนร้อนคนถามต้องมาเสียเวลาอธิบายความหมายของคำต่างๆ ในคำถามให้กับหญิงสาวต่ออีกด้วย

หัวเราะทีหลัง มันดังกว่าแบบนี้เอง...

“แล้ว เจ้าเป็นอะไรกับไคเอสล่ะ”

ถามไปก็เท่านั้น ไคเอสคิดพลางยิ้มลำพองในใจ หันหน้าออกจากกลุ่มสนทนาไปยังนอกบานหน้าต่างอย่างไม่คิดจะใส่ใจ รู้แก่ใจว่าคำถามอาจไม่ได้รับคำตอบจากหญิงสาวผู้ยังคงไม่ค่อยเข้าใจอะไรเช่นเคย

“ข้า... เป็นของไคเอส”

“ริรีเรลว์!”

หากแต่คำตอบใสซื่อจากหญิงสาวกลับทำให้ความลำพองนั้นหดวูบ เหลือแต่ความอับอายยากจะแก้คืนพร้อมโห่แซวจากบรรดาคนที่รอฟังคำตอบทั้งหลาย ก่อนยกมือขึ้นกุมขมับที่ปวดตุ๊บๆ 

“เอาล่ะเพื่อน คำตอบของสาวน้อยตอบเราได้เต็มประเด็นมาก”

“หยุดคิด มันไม่ใช่แบบนั้น!”

ดวงตาร่วมสิบคู่ต่างจ้องมาที่เขาพร้อมกับคลี่ยิ้มกว้างประกอบดวงตาวาวระยับที่แค่มองก็รู้แล้วว่าคิดไปไกลถึงไหนกับคำตอบของริรีเรลว์ที่ได้รับ

“ข้าช่วยริรีเรลว์ไว้จากปีศาจในป่าต่างหาก”

“เหรอ แต่สาวน้อยบอกเองว่า ข้า... เป็นของไคเอส’ “

โทคยกมือขึ้นกอดอกก่อนลากมือลูบไล้ต้นแขนตัวเองไปมาซ้ำยังทำเสียงยั่วยวนแหบพร่า เรียกเสียงโห่แซวให้ดังยิ่งขึ้น ขณะที่ไคเอสเริ่มกุมขมับหนัก

“ข้าไม่ได้มีอะไรกับริรีเรลว์ แค่ช่วยนางเอาไว้  ริรีเรลว์เจ้าไม่ช่วยข้าเลยหรือไงน่ะ”

คำแย้งของตนเองนั้นเบาหวิวเมื่อแต่ละคนคิดดิ่งลึกลงไปหมดแล้ว ไคเอสเลยเริ่มหันไปขอความช่วยเหลือจากริรีเรลว์ หากแต่หญิงสาวกลับกระพริบตาอย่างไม่เข้าใจในความหมาย

“เอาน่า เรื่องแบบนี้มันห้ามกันไม่ได้ เจ้าโตแล้วนี่ ไคเอส”

โทคคลี่ยิ้มกว้างแล้วพยักหน้าหงึกอย่างล้อเลียน เมื่อเห็นไคเอสเริ่มทำท่ากุมขมับปวดหัวมากยิ่งขึ้น  

“ข้า... เฮ้อ ช่างเหอะ”

สุดท้ายไคเอสก็เหนื่อยเกินกว่าจะเถียง เมื่อเสียงของคนคนเดียวคงไม่มีความสารถไปแย้งกับเสียงที่เห็นพ้องกันไปแล้วกว่าสามสิบเสียงตามคำพูดที่จับต้นชนปลายไม่ถูกดีของริรีเรลว์

“แล้วพวกเจ้าจะออกเดินทางกันเมื่อไหร่”

เพนิค พี่สาวของโทค เอ่ยถาม ขณะวางชามอาหารว่างที่เป็นเหมือนผลไม้แห้งทอดกรอบมาให้กลางโต๊ะใหญ่ที่ร่ายรอบไปด้วยชายหนุ่มหลากหลาย ก่อนยื่นชามใส่ผลไม้ทอดชามเล็กไปให้ริรีเรลว์ที่นั่งอยู่ไม่ไกลวงสนทนา

“ยังไม่แน่นอน ข้ายังอยากพักก่อนอีกสักพัก อีกอย่าง...”

ไคเอสเอ่ยตอบ เบือนสายตาไปยังริรีเรลว์ที่หยิบชิ้นผลไม้ทอดในชามขึ้นมาพิจารณาก่อนงับชิมคำเล็กๆ

...เขาควรจะพาเธอติดตามไปด้วยอีกเหรอ?

“ไม่ต้องมองตาหวานปานนั้นหรอน่า ไคเอส”

โทคส่งเสียงเล็กแซวขัดจังหวะ ส่งให้ไคเอสหันหน้ากลับมาทำสีหน้ามึนตึงใส่เล็กน้อย 

“ข้าแค่คิดว่า ข้าไม่อยากให้ริรีเรลว์ไปด้วย”

“อ้าว พามาแล้วทิ้งหรือไง”

“ข้าฆ่าเจ้าได้ อย่าลืมสิโทค”

คำแซวนั้นเรียกสายตาเย็นชายะเยือกจนเหมือนถูกสาดน้ำแข็งใส่พร้อมกับทั่วหน้าทันใดที่ไคเอสหันมาเอ่ยตอบกลับ ก่อนที่ชายหนุ่มจะถอนหายใจเฮือกปรับน้ำเสียงและสีหน้าเป็นปกติอย่างเดิมอีกครั้ง

“ข้าพบริรีเรลว์ในป่า ไม่รู้เรื่องอะไรเลยสักอย่าง จะปล่อยทิ้งไว้ก็ไม่ได้ จะพาไปด้วยก็อันตราย...”

“...ก็แล้วแต่เจ้า”

โทคเอ่ยตอบกลับเบาๆ ไม่ใช่คำประชด แต่เป็นถ้อยคำที่แฝงไว้ด้วยความพร้อมรับนับถือในการตัดสินใจทุกประการของไคเอส 



 

การประชุมบางอย่างเริ่มขึ้นอีกครั้ง เพนิทจึงพาริรีเรลว์ออกมายังนอกบ้าน ปล่อยให้เธอเล่นกับ จาโคฟ สัตว์เลี้ยงขนฟูสวยสีขาวประจำบ้านขณะที่เพนิทเริ่มตากผ้าลงรับแสงแดดจ้า

แสงแดดยามบ่ายแรงกล้า ตากผ้าใช้เวลาไม่นานก็คงแห้งพอที่จะเก็บได้ หากแต่จู่ๆ แสงสว่างนั้นก็เริ่มมืดสลัวขึ้นช้าๆ มากขึ้นเรื่อยๆ จนต้องเงยหน้าขึ้นมองไปยังท้องฟ้า โดยใช้สันมือปิดปกป้องดวงตาเอาไว้

เงามืด... กำลังเคลื่อนกลืนกินพระอาทิตย์ที่เจิดจ้า

“โทค!!”

หญิงสาวเบิกตากว้าง ก่อนตะโกนร้องเรียกชื่อน้องชายดังลั่น 

“โทค! ไคเอส! พวกเจ้า! ออกมาเร็ว!!”

เสียงร้องเรียกส่งให้คนในบ้านที่กำลังประชุมลับบางอย่างต่างวิ่งออกมาภายนอกบ้าน เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ก่อนจะอ้าปากค้าง เบิกตาโต กับปรากฎการณ์ที่ไม่เคยมีใครได้เห็นมาก่อน เมื่อเงามืดสีดำสนิทนั้นกำลังกลืนกินดวงอาทิตย์ด้วยความรวดเร็วจนเกินกว่าจะเป็นเพียงแค่เหตุการณ์ตามธรรมชาติ

เงามืดเคลื่อนขยับกลืนกินจนเกือบเต็มดวงของอาทิตย์ เหลือเพียงเสี้ยวโค้งเล็กๆ เพียงเท่านั้นในสายตาของริเรีเรลว์...


 

สุริยา จักถูกกลบ จบฟ้า

โลกามืด ทั่วทั้งหล้า ดั่งสาปสรรค์

ในยามนั้น มนตรา ลืมตื่นพลัน

หายนะนั้น จักคลานคืบ ตามมา


 

เสียงแหบพร่าดังขึ้นในหัวของริรีเรลว์ เสียงนั้นเอ่ยมาจากที่ใดสักแห่งที่ไกลห่างจากตัวเธอ 

ก่อนที่ครู่เดียวเงามืดนั้นจะกลืนกินทับเสี้ยวโค้งแห่งแสงสว่างเจิดจ้านั้นหมดสิ้น เหลือเพียงแต่ความดำมืดมิด ดั่งโลกกำลังจะดับสูญ

อา... ตื่นเถิด

เสียงเบาแผ่วเต็มไปด้วยอำนาจร้ายของใครสักคนดังขึ้นในหัวเธออีกครั้ง ริรีเรลว์อยากขยับตัววิ่งหนี หากแต่เธอกลับไม่สามารถแม้แต่จะขยับเขยื้อนกายไปไหน นอกจากยืนนิ่งค้างมองเหม่อไปยังสีดำสนิทที่เข้าแทนที่ความสว่างบนท้องฟ้าเท่านั้น

ตื่นเถิด... เจ้าเป็นของข้า...

ไม่... ข้าไม่เป็นของใคร...

ข้า... คือข้า.. ไม่ใช่หรือ..?

ตื่นเถิด... เจ้าเป็น ข้า...

ไม่...

มือเรียวที่เต็มไปด้วยเล็บยาวแหลมนั้นปรากฎขึ้นในภาพความคิดอีกครั้ง ก่อนที่สติที่มีอยู่ทั้งหมดของริรีเรลว์จะพลันดับวูบ

“ริรีเรลว์!”

ไคเอสเอื้อมมือรับร่างบอบบางที่หงายร่วงดุจไร้ชีวิตได้ทันควัน 

เมื่อเขาเป็นเพียงคนเดียว ที่ละความสนใจจากเงามืดที่กลืนกินดวงอาทิตย์มายังริรีเรลว์ที่ยืนอยู่ไกลออกไปเล็กน้อย หญิงสาวเหม่อมองไปยังเงามืดเช่นเดียวกับทุกคน หากแต่สีหน้าของเธอกลับต่างไป ความรู้สึกรอบๆ กายเธอก็ต่างไป ไคเอสรู้สึกเหมือนว่าเขามองเห็นกลุ่มควันสีดำบางอย่างไหลวนช้าๆ โดยรอบเธอ ก่อนที่ครู่เดียวร่างบางจะร่วงผลอยหมดสติลงและเขาวิ่งมารับเธอไว้ได้อย่างทันควัน

เงามืดเริ่มขยับเคลื่อนจากดวงอาทิตย์จ้าช้าๆ เรียกให้แสงสว่างเจิดจ้าของดวงอาทิตย์ค่อยๆ กลับคืนสู่ผืนฟ้าอีกครั้ง

แต่ความสงสัยที่มีอยู่เต็มอกของไคเอส ยังไม่จางหาย...





**********
TalK ::
** อัพเพิ่มอีกตอน
** เป็นเรื่องที่ค่อยๆ แต่งมาก เหนื่อยกับการวางพลอตเหลือเกิน โอ้..
** ขอบคุณที่ติดตามจ้ะ ซาบซึ้ง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

162 ความคิดเห็น

  1. #153 wunde-09 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2555 / 21:26
    สนุกมากๆ :) :)
    #153
    0
  2. #146 vano (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2554 / 15:18
    โอ้ อะไรจะเกิดขึ้นต่อไปล่ะเนี่ย -*-?
    #146
    0
  3. #112 secrat-sky (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 มีนาคม 2553 / 14:42
    สนุกมากๆๆ >o<
    #112
    0
  4. #65 orapanpang (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2552 / 23:27

    สนุกมากเลยคะพี่ก้อย

    #65
    0
  5. #62 aumjin (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2552 / 17:38
    ขอให้ได้ตีพิมพ์ ฮิ้ววววว

    ไคเอส จงเจริญญญ
    #62
    0
  6. #61 -nunumfon- (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2552 / 16:33
    สนุกมากกกกกกกกกกกกกกก
    จนอธิบายไม่ได้ ^o^
    #61
    0
  7. #60 modmioka (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2552 / 14:00

     สนุกมากเลยค๊า

    #60
    0
  8. #59 Thelittlefinger (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2552 / 12:35

    อัพ ตอน 5

    อาทิตย์กลืน แล้วจ้ะ ^^

    #59
    0