Forbidden Love (fic Vampire Knigth)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 280 Views

  • 4 Comments

  • 25 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    23

    Overall
    280

ตอนที่ 14 : ราตรีที่ 14 อันตรายที่ย่างกราย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 41
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    3 ม.ค. 62

ราตรีที่ 14

อันตรายที่ย่างกราย

 

ยามราตรีมาเยือนผู้คนต่างหลับใหลพักผ่อนร่างกายสู่ห้างนิทรา ในยามนี้มันไม่ใช่เวลาของบุคคลทั่วไปในการตื่นขึ้นมาทำกิจกรรมหรือออกมาเดินเล่นในยามวิกาล โดยเฉพาะในเวลาที่มีฆาตกรโรคจิตกำลังรอยนวล เวลานี้จึงเป็นเวลาที่พวกเขาต่างเก็บตัวเงียบอยู่ในบ้าน ทำให้ภายนอกร้างซึ่งผู้คนผิดกับเวลาผู้คนพลุกพล่านในยามเช้ายิ่ง

 

ผิดกับสองคนในตอนนี้ที่กำลังหลบไปตามซอยต่าง ๆ เพื่อหลบหลีกจากคนที่พวกเธอไม่รู้ว่าใคร นับตั้งแต่เธอตัดสินใจจะพาเด็กน้อยไปส่งที่โบสถ์ ตอนแรกเธอคิดว่าคงใช้เวลาไม่นานอะไรนัก แต่เธอคิดผิด... โบสถ์นั่นไกลกว่าที่เธอคิดมาก เวลาผ่านไปมันก็มืดลงเรื่อยๆ และเสียงฝีเท้ามากมายที่ตามเธอไม่ห่าง

 

“เอาละ... มาโมรุคุงเธอพอจะจำทางไปที่โบสถ์ได้รึเปล่า เห็นที่คืนนี้พี่คงต้องนอนกับเราแล้วละนะ” ซากุระถามมองไปรอบๆอย่างหวาดระแวง รู้แบบนี้พากลับโรงเรียนก่อนน่าจะดีกว่า

 

“ผมจำไม่ได้ฮะ” เด็กน้อยตอบพลางกำชายเสื้อตัวเองแน่นก้มหน้างุด

 

“ไม่เป็นไร... แค่...ต้องมองหาหลังคาโบสถ์” ซากุระมองไปรอบๆ

 

“ข้ารู้เส้นทางไปโบสถ์ ให้ข้านำทางไปไหมสาวน้อย” เสียงเย็นเชียบพูดกับเธอ ชายวัยกลางคนในเสื้อผ้าโทรม ๆ ดวงตาสีแดงฉานดูหิวกระหาย ปากที่พูดกับเธอไม่อาจซ่อนเขี้ยวยาวของเขาได้

 

“...ไม่เป็นไรค่ะ เราคิดว่าเรารู้แล้ว” ไม่รีรอให้มากความซากุระคว้ามือเด็กน้อยแล้วรีวิ่งไปอีกทาง

 

“หนีไม่รอดหรอก” เสียงแหบพร่าพูดไล่หลังให้ซากุระเสียวสันหลังวาบ ดวงตาคู่นั้นน่ากลัวเหลือเกิน

 

ซากุระพาเด็กน้อยวิ่งหนีชายเมื่อครู่ไม่คิดชีวิต สิ่งที่เธอนึกออกมีเพียงต้องวิ่งไปข้างหน้าเท่านั้น เธอหันไปด้านหลังเห็นเงาคนนับสิบวิ่งตามมา

 

“ไหนว่าฆาตกรโรคจิตนั่นมีคนเดียวไง” ซากุระเลี้ยวซอยเล็กๆเพื่อเปลี่ยนเส้นทาง ตอนนี้ความตั้งใจที่จะไปที่โบสถ์เธอทิ้งไปแล้ว สิ่งที่เธอต้องการมากที่สุดตอนนี้คือบ้านสักหลัง และคนใจดีสักคนที่จะให้ที่พักของคืนนี้...

 

“พี่สาวเลี้ยวขวาฮะ” มาโมรุบอกกับซากุระให้เลี้ยวในแยกด้านหน้า ซากุระเลี้ยวขวาตามที่เด็กน้อยบอก เธอคิดว่าเขาน่าจะพอจำทางกลับบ้านได้แล้วนับว่าเป็นโชคดีในโชคร้ายของเธอสินะ

 

“ทางไหนต่อมาโมรุคุง” ซากุระถามในขณะที่วิ่งตรงไปด้านหน้า เธอคอยหันไปมองด้านหลังเป็นระยะ ยังคงเห็นกลุ่มคนที่กำลังตามพวกเธอมา

 

“ตรงไปเรื่อย ๆ ฮะ...” ซากุระไม่ได้สงสัยอะไรวิ่งตามเส้นทางที่เด็กชายบอกโดยไม่หันหลังกลับไปมองอีก ไม่นึกแปลกใจที่สองเท้าเล็ก ๆ ของเด็กน้อยสามารถวิ่งตามเธอได้โดยไม่เหนื่อยสักนิด

 

ไม่กี่อึดใจโบสถ์ที่เธอตามหาก็ปรากฏตรงหน้า ซากุระยิ้มด้วยความดีใจเมื่อเธอคิดว่าถึงสถานที่ที่ปลอดภัยแล้ว โบสถ์ขนาดไม่ใหญ่มากในชุมชนที่ดูรกร้าง แม้สภาพของโบสถ์จะดูเก่าจนแทบจะเหมือนกับว่าไร้ผู้คน แต่แสงไฟจากด้านในทำให้เธอมั่นใจว่าด้านในต้องมีคนอยู่

 

แอ๊ด... ตึง!

 

ซากุระและเด็กน้อยรีบวิ่งเข้าไปในโบสถ์โดยไว แล้วรีบปิดประตูทันที เสียงนั้นทำให้ชายวัยกลางคนที่กำลังสวดภาวนาด้านในหันมามอง ใบหน้าอ่อนโยนของผู้ทรงศีลมองทั้งคู่ที่ต่างก็เหนื่อยหอบ

 

“มาโมรุ... กลับมาแล้วเหรอลูก” เขาถามเด็กน้อยที่ไม่ยอมปล่อยมือของซากุระเสียที เขาเดินมาหาทั้งคู่นึกแปลกใจที่ซากุระดูเหนื่อยเสียขนนาดนั้น

 

“คุณพ่อ”

 

“คุณพ่อบาทหลวงสินะคะ ... พอดีว่าเมื่อตอนเย็นมาโมรุคุงเขาจำทางกลับมาที่นี่... ไม่ได้น่ะค่ะ หนูเลย... อาสาพามาส่ง ขอโทษนะคะที่มาส่งช้า” ซากุระอธิบายกับหลวงพ่อยืดยาวโดยพักหอบหายใจเป็นระยะ ๆ

 

“อา... เด็กคนนี้ชอบเที่ยวเล่นไกล ๆ แบบนี้ทุกที ขอบคุณแม่หนูที่พาเขามาส่งนะ... แล้วนี่ทำไมถึงวิ่งกันมาละ” หลวงพ่อถามเด็กสาว

 

“พอดีเกิดเรื่องนิดหน่อยค่ะ... คือหลวงพ่อค่ะ... จะว่าอะไรไหมถ้าหนูจะขอพักที่นี่สักคืน” ซากุระถาม เพราะถ้าจะให้เธอไปวิ่งหนีพวกนั้นอีกรอบ... มันก็มีโอกาสเอามาก ๆ ที่เธอจะถูกพบเป็นศพในตอนเช้าพรุ่งนี้

 

“อ่า... ที่นี่เป็นโบสถ์เล็ก ๆ... ไม่มีห้องว่างสำหรับคนภายนอกมากนัก... ถ้าแม่หนูไม่ว่าอะไรในห้องนี้...” เขาเอ่ยอย่างเกรงใจ ยังไงเสียโบสถ์เล็กๆแบบนี้ไม่ได้ถูกสร้างเพื่อรองรับสำหรับแขกมากมายนัก

 

“ไม่เป็นไรค่ะ ซากุระนอนได้ค่ะ” เธอตอบ ตอนนี้อะไรที่ดูจะปลอดภัยเธอไม่เกี่ยงทั้งนั้น

 

“เช่นนั้นแม่หนูรอที่นี่นะ พ่อจะลองไปหาผ้าห่มด้านในมาให้... มาเถอะมาโมรุ... ไปหาของให้พี่สาวกัน” หลวงพ่อยื่นมือมาหาเด็กน้อยข้าง ๆ ซากุระ แม้ตอนแรกเขาดูจะไม่เต็มใจทั้งยังกำมือเธอแน่น แต่สุดท้ายเขาก็ยอมไปกับหลวงพ่อแต่โดยดี ทิ้งให้ซากุระอยู่ลำพังให้ห้องโถงใหญ่

 

โบสถ์แห่งนี้ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากมายนัก และดูเหมือนจะไร้ซึ่งเงินบริจาค หลายจุดที่ใกล้จะพังมีรอยร้าวอยู่หลายแห่ง แต่ก็ไม่ได้โทรมมากมายนัก แสงเทียนถูกใช้แทนไฟฟ้าภายในโบสถ์แห่งนี้... ถึงจะน่าแปลกอยู่บ้างในยุคนี้ แต่สำหรับโบสถ์เล็ก ๆ ที่อยู่ได้ด้วยเงินบริจาคนั้นเธอคิดว่ามันอาจจะไม่แปลกก็ได้... มั้งนะ

 

“พรุ่งนี้คงต้องไปขอโทษรุ่นพี่ยูกิกับรุ่นพี่คิริวสักหน่อย” ซากุระคิดถึงรุ่นพี่ทั้งสองพอนึกภาพออกเลยว่า รุ่นพี่ยูกิต้องรีบเข้ามากอดเธอด้วยความเป็นห่วงจากนั้นคงไม่ต่างจากรุ่นพี่คิริว... บ่นร่ายยาวแน่ๆ

 

“คงต้องเตรียมใจรับมือสินะ... แล้วก็อีกคน...” คนนี่เธอไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่าจะทำหน้ายังไง บางที่อาจจะไม่คุยกับเธออีกเลยก็ได้

 

“...เอ๊ะ? ฝุ่นจับหนาจัง” ซากุระมองม้านั่งของโบสถ์ที่มีฝุ่นจับหนาเตอะ จนผิดวิสัยของโบสถ์ทั่วๆไป... ถึงจะเป็นโบสถ์เล็กแค่ไหนก็ไม่น่าปล่อยให้ฝุ่นจับได้มากขนาดนี้นี่น่า...

 

“แม่หนู... พ่อหาได้ดีมากที่สุดเท่านี้นะลูก... ไม่เป็นไรนะ” หลวงพ่อและเด็กน้อยเดินเข้ามาหาพร้อมเครื่องนอนเก่า ๆ ชุดหนึ่ง

 

“ไม่เป็นไรคะ ขอบคุณคุณพ่อมากนะคะ” ซากุระรีบปฏิเสธพลางรับเครื่องนอนมาไว้ในมือ ปัดความคิดแปลก ๆ ออกจากหัวไป

 

บางทีที่นี่อาจจะไม่ค่อยมีคนเข้ามา เลยไม่มีใครทำความสะอาดก็ได้

 

“วันนี้หนูเหนื่อยมาเยอะแล้วนอนพักให้สบายนะ มาเถอะมาโมรุเข้านอนได้แล้ว” หลวงพ่อหันมาพูดกับเธอแล้วจึงบอกกับมาโมรุที่เอาแต่จ้องหน้าฮารุนะตลอดเวลา

 

“ฝันดีนะมาโมรุคุง” ซากุระบอกลามองเด็กน้อยที่เดินตามแรงจูงอย่างไม่เต็มใจ ไม่รู้ทำไมดวงตาคู่นั้นดูหวาดกลัวเหลือเกิน

 

“คิดมากไปรึไงนะ” ซากุระพูดกับตัวเองพลางหาอะไรมาทำความสะอาดม้านั่งสักตัวเป็นที่นอนชั่วคราวของเธอ

 

หลังจากทำความสะอาดม้านั่งเรียบร้อยซากุระเลือกจะนั่งลงที่หน้าไม้กางเขนอันใหญ่ ประสานมือทั้งสองไว้ที่อกสวดภาวนาให้เธอผ่านค่ำคืนนี้ไปโดยปลอดภัย ไม่รู้ทำไม แม้ว่าตอนนี้เธอจะอยู่ในโบสถ์แล้วก็ตาม... แต่บางอย่างในตัวเธอตะโกนบอกว่า มันยังไม่ปลอดภัย...

 

“พี่สาว...” โดยไม่ทันได้รู้ตัวเด็กน้อยมาโมรุที่ไม่รู้เดินมาตั้งแต่เมื่อไร เรียกให้เธอตื่นจากภวังค์เด็กน้อยยืนอยู่ข้างตัวเธออย่างใกล้ชิด แต่ดวงตาดูราวกับเป็นคนละคน มันไม่ได้ดูน่าสงสารเหมือนเมื่อตอนเย็น... มันดูเรียบเฉย แข็งกร้าวจนเธอแปลกใจ

 

“มีอะไรเหรอจ๊ะ มาโมรุคุง”

 

“ผมหิวจังฮะ” เด็กน้อยตอบดวงตาสีน้ำตาลเข้มจ้องมองเธอไม่วางตา

 

“อ หิวเหรอ... งั้นเดี๋ยวพี่ไปบอกหวงพ่อให้นะ” ซากุระลุกขึ้นมาม้าตั้งใจไปบอกเรื่องนี้กับหลวงพ่อ หากไม่ใช่เพราะมือของเธอถูกฉุดไว้โดยเด็กน้อยผู้นี้

 

“พี่สาวให้ผมกินได้ไหม”

 

“เอ๋? หมายถึงอาหารเหรอ... ถ้าหลวงพ่ออนุญาตพี่จะทำอาหารให้มาโมรุทานก็ได้นะ”

 

แอ๊ด....

 

ไม่ทันที่เธอจะก้าวไปไหน ประตูที่เชื่อมไปยังโบสถ์ด้านในกลับถูกเปิดออก พร้อมกับร่างของบาทหลวงประจำโบสถ์ยืนจังก้าขวางประตู ดวงตาที่เคยอ่อนโยนบัดนี้เปลี่ยนเป็นแข็งกระด้างสีแดงฉานราวกับสีของโลหิต เสียงหอบหายใจหนักราวกับคนที่วิ่งมาไกล ริมฝีปากขยับอ้าตามจังหวังการหายใจให้เห็นเขี้ยวคมภายใน ดูคล้ายกับรุ่นพี่ของเธอเมื่อก่อนหน้านี้ แต่กลับน่ากลัวกว่า... ราวกับสัตว์ป่า

 

“... ล หลวงพ่อ” ซากุระถอยหลังช้าๆ พอเข้าใจแล้วว่าที่นี่ถึงได้ดูร้างเกินกว่าจะมีคนอยู่

 

“พี่สาว... ผมหิว...ขอกินได้ไหม” น้ำเสียงเย็นเชียบจากข้าตัว มาโมรุที่มีสภาพไม่ต่างอะไรกับหลวงพ่อเอ่ยถามอีกครั้ง มือที่จับมือของซากุระออกแรงบีบมากขึ้นจนดูราวกับไม่ใช่แรงของเด็ก ดวงตากลมโตสีแดงฉานไม่จ้องหน้าของเธอด้วยซ้ำ เขาจ้องไปที่มือของซากุระ อ้าปากแยกเขี้ยวขาวก่อนจะฝั่งลงไปสุดแรง

 

“งั่ม!!

 

 

“คืนนี้พวกเลเวล E เยอะเป็นพิเศษเลยนะ” ยูกิพูดกับเซโร่ที่เดินมาด้วยกัน หลังจากที่เธอเจอกับรุ่นพี่อิจิโจ  และเล่าเรื่องราวคราวๆไปบ้างแล้ว เธอจึงขอให้เขาปิดเรื่องซากุระหายตัวไปไม่ให้คานาเมะหรือใครก็ตามทราบ จากนั้นทั้งเธอและเซโร่จึงเข้ามาในเมื่อเพื่อตามหารุ่นน้องสาว

 

สิ่งหนึ่งที่พวกเขาสัมผัสได้คือ ในคืนนี้พวกเลเวล E เยอะเป็นพิเศษ พวกมันดูตื่นตัวและออกมาโจมตีพวกเขาทั้งคู่อย่างต่อเนื่อง เรียกว่าหมดไปหนึ่งตัว อีกสองตัวก็เข้ามาทันทีเลยทีเดียว และนั่นยิ่งทำให้พวกเขากังวลใจ กับเด็กที่ไม่รู้จักระวังตัวคนนั้นอาจกำลังตกอยู่ในอันตรายก็ได้

 

“อาหารออกมาหาถึงที่แบบนี้ ไม่แปลกที่พวกมันจะตื่นเต้นและออกล่า” เซโร่กล่าวมองไปรอบ ๆ อาณาบริเวณปรากฏร่างของผู้ไม่หวังดีนับสิบตน สำหรับเขาที่เคยเกือบตกสู่เลเวล E มาก่อนเข้าใจเป็นความรู้สึกนั้นเป็นอย่างดี มันราวกับประสาทสัมผัสทั้งหมดถูกเปิดใช้งานอย่างเต็มที่ ในหัวมีแต่ความว่างเปล่า...สิ่งเดียวที่คิดมีแต่เรื่องกินเท่านั้น...

 

เหล่าแวมไพร์ถูกขีดอันดับความสำคัญไว้อย่างชัดเจนในรูปทรงพีรมิด ซึ่งแบ่งไปตามเลเวลต่าง ๆ โดยอิงจากจำนวนของแวมไพร์เป็นหลัก เลเวล D เป็นระดับของเหล่ามนุษย์ที่ถูกเปลี่ยนให้เป็นแวมไพร์โดยการกัดจากเลือดบริสุทธิ์ นับเป็นระดับที่ต่ำและมักเป็นทาสของผู้กัดพวกเขาโดยไร้ทางขัดขืน เลเวล C เป็นเหล่าแวมไพร์โดยกำเนิดที่มีพลังลดทอนลงไป เป็นแวมไพร์ธรรมดาทั่วไปซึ่งมีจำนวนเยอะมากที่สุด ถัดมาเลเวล B พวกนี้ถูกเรียกว่าแวมไพร์ชั้นขุนนาง มีระดับความเข็มข้นของเลือดพอสมควรแต่ก็ไม่มากพอ พวกเขามักเป็นแวมไพร์ที่ทำหน้าที่ระดังในประเทศ และมีอำนาจทางการเมืองสูง และสุดท้าย เลเวล A เลือดบริสุทธิ์ พวกเลือดบริสุทธิ์ถูกจัดเป็นสายเลือดของกษัตริย์ มีอำนาจในการควบคุมเหล่าแวมไพร์อื่น ๆ ให้อยู่ใต้อาณัติ ทั้งยังมีความสามารถในการเปลี่ยนมนุษย์เป็นแวมไพร์ด้วยการกัด นับสายเลือดที่สูงส่ง และทรงคุณค่าเพราะพวกเขามีจำนานเหลือน้อยมากในปัจจุบัน...

 

และระดับที่ต่ำที่สุด เลเวล E นับเป็นระดับที่ต่ำที่สุดของเหล่าแวมไพร์ พวกมันเกิดจากการที่มนุษย์คนหนึ่งถูกพวกเลือดบริสุทธิ์อย่างยูกิ หรือคานาเมะกัด หากพวกเขาไม่ตายก็จะตื่นขึ้นมาในฐานะแวมไพร์ พวกนี้จะถูกนับเป็นพวกเลเวล D ซึ่งจะขึ้นตรงต่อผู้ที่กัดพวกเขา เขาจะไม่มีวันขัดขืนคำสั่งของนายตนได้ แต่ไม่นานพวกเขาก็จะเริ่มสูญสิ้นตัวตน ความกระหายเลือดจะเข้าคลอบงำสติสัมปชัญญะของพวกเขา ก่อนที่จะตกสู่เลเวล E หากไม่ได้ดื่มเลือดของแวมไพร์ที่กัดตน... และทางเดียวที่ช่วยได้คือความตายเท่านั้น...

 

“ยังไงก็ตามรีบตามหาซากุระจังกันเถอะ... ถ้าท่านพี่รู้เรื่องละก็”

 

“นี่ยูกิ... เธอคิดจริง ๆ เหรอว่า หมอนั่นจะรักเด็กคนนั้น” เซโร่หยุดเดินตั้งคำถามที่แม้แต่ยูกิเองก็ไม่มั่นใจ

 

“...” ยูกิยืนนิ่ง เธอไม่เคยมั่นใจในเรื่องนี้เลย แม้ดูท่านพี่จะสนใจ... แต่บางครั้งเธอก็คิดว่าคานาเมะกำลังปิดกั้นตัวเองอยู่... และเธอก็ไม่ได้มั่นใจสักนิดว่าคานาเมะปิดกั้นตัวเองเพราะอะไร

 

“ฉันกลัวว่า...หมอนั่นจะมองว่าเด็กคนนั้นเป็นตัวแทนของเธอ...”

 

“ท่านพี่ไม่มีวัน....!” ไม่ทันได้แย้งกลิ่นดอกซากุระที่คุ้นเคยกลับลอยมาตามลม ไม่ต้องพูดให้มากความ เขาทั้งคู่รีบมุ่งหน้าไปยังที่ที่เป็นต้นตอของกลิ่นแทบจะทันที

 

กลิ่นหอมนี้ทั้งคู่จำได้ดี กลิ่นที่แสนคุ้นเคยจากกายของรุ่นน้องผู้นั้น ทว่าอีกสิ่งที่ปะปนมานั้นคือกลิ่นของเลือดสด ๆ กลิ่นที่ทำให้ทั้งคู่ร้อนใจ...

 

ซากุระจัง!’

 

 

คุณซากุระ!’ ใบหน้าคมคายเงยหน้าขึ้นจากหนังสือเรียน เมื่อประสาทสัมผัสของเขารับรู้ได้ถึงบางอย่าง กลิ่นเลือดของเด็กสาวตัวเล็ก...

 

คานาเมะปิดหนังสือลงมองไปนอกหน้าต่าง กลิ่นนี่มันไม่ใช่แค่การเลือดออกเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นที่ผ่านมา กลิ่นที่รุนแรงไม่จางหายและดูจะแรงขึ้นเรื่อย ๆ พร้อม ๆ กับการเคลื่อนไหวของเลเวล E ในเมืองที่มากขึ้นทุกขณะ

 

เกิดอะไรขึ้น?!’

 

“อ่า...หอมจัง...กลิ่นนี่” ไอโด้พึมพำมองออกไปนอกหน้าต่าง ที่ที่ลมพัดเอากลิ่นหอมของใครบางคนเข้ามาในห้องเรียน

 

“ไอโด้... ท่านคานาเมะ...” คาอินที่กำลังเข้ามาปราบไอโด้ต้องชะงักงันเมื่อนายเหนือของพวกเขารีบออกจากห้องไปทันทีที่ได้กลิ่นหอมของโลหิตนี่ เดาได้ไม่ยากเลยว่าคนคนนั้นจะไปไหน...

 

ครั้งที่แล้วไอโด้เผลอไปทำร้ายเด็กคนนั้นเพราะความลืมตัว ก็ทำให้เขาคนนั้นลุแก่โทสะลงมือลงไม้กับไอโด้อย่างไม่ปราณี คาอินเองก็ได้รับผลกระทบไม่ต่างกันเนื่องด้วยเขาไม่ช่วยห้ามปรามไอโด้ทั้งยังเป็นผู้ยุยงให้ไอโด้ทำเช่นนั้นด้วยเรียกได้ว่าโดนทั้งขึ้นทั้งร่อง... และครั้งนี้...

 

“คาอิน... นายคิดว่าคนที่ทำเรื่องนี้จะรอดไหม?”

 

“...เรื่องนั้นฉันไม่รู้... แต่ที่แน่ ๆ ยูกิกับเซโร่คงถูกหางเลขไปด้วยแน่” คาอินตอบกับไอโด้มองไปยังประตูที่คานาเมะออกไป ใบหน้าของเขาที่ฉาบด้วยโทสะ ดวงตาคู่นั้นราวกับดวงตาแห่งเพชฌฆาต

 

 

To be continuing…


สามารถคอมเม้นเป็นกำลังใจให้กับทาสได้นะคะทุกคน จุบุจุบุ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

0 ความคิดเห็น