สลับตัวละครเพื่อครองโลก-Switch characters to control the world

ตอนที่ 257 : ภาค 3-บท 57 สมดุลที่พังทลาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 117
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    8 ธ.ค. 63

ประตูมิติบานสีขาวบริสุทธิ์นับกว่าหลายสิบบานได้กระจัดกระจายและเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว คล้ายกับว่าพวกมันกำลังถูกโยนออกไปตามสถานที่ต่าง ๆ ของโลกไม่มีผิด

 

หลังจากนั้นเองไกอาก็ได้เงียบเสียงลงและหมดสติภายใต้อ้อมแขนของชายหนุ่มอย่างน่าประหลาดใจ

 

“มันจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้กัน” กันต์เอ่ยถามออกไปเบา ๆ พร้อมกับหันหน้ากลับไปมองที่ศิลาดาวตก ซึ่งในตอนนี้เหลือเพียงแค่ซากหินที่แตกกระจายและสูญสิ้นพลัง

 

เทพปีศาจเครเทนที่ร่างกายที่โชกไปด้วยเลือดค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนจากพื้นด้วยท่าทางทุลักทุเล

 

“อา ยอดเยี่ยม…ที่เหลือก็เพียงแค่ให้โชคชะตาเป็นผู้กำหนดแล้ว หลังจากนี้จะไม่มีใครควบคุมชีวิตใครอีก โลกใบนี้จะได้รับอิสระ”

 

เทพปีศาจเอ่ยขึ้นพลางโยนดาบที่เหลือเพียงแต่ด้ามทิ้งลงไปกับพื้นห้องโถง ก่อนที่จะบิดร่างกายให้กลับเข้าที่และฟื้นฟูอาการบาดเจ็บในเวลาเดียวกัน

 

“อีกเรื่องหนึ่ง ผู้ถูกเลือกหลังจากนี้เจ้าก็ตัดสินใจเอาเองแล้วกันว่าจะทำเช่นไรต่อ แต่ถ้าหากเจ้าอยากที่จะมาล้างแค้นข้า ก็จงไปรอที่ภพของพวกเทพได้เลย อีกไม่นานข้าจะไปเยือนที่นั่น” 

 

เครเทนเงยหน้าขึ้นมองเพดานห้องโถงอยู่ครู่หนึ่งพร้อมกับชี้นิ้วขึ้นไปด้านบน ก่อนที่ร่างกายของมันจะหายลับไปในพริบตา

 

กันต์ที่เห็นได้ดังนั้นก็ทราบทันทีเลยว่าเครเทนต้องการที่จะบุกไปยังภพแห่งเทวะลักษณ์อย่างแน่นอน เพราะตอนนี้สมดุลทั้งหมดได้พังทลายลงไปแล้ว มิติเองก็เริ่มไม่เสถียร ทุกสิ่งกำลังก้าวเข้าสู่ความวุ่นวาย บางทีนี่อาจจะเป็นจังหวะที่ดีที่สุดสำหรับการบุกก็เป็นได้

 

กานต์ที่ยืนอยู่ไม่ไกลรีบปรี่ตัวเข้ามาตรวจสอบร่างกายของไกอาและเริ่มแสดงสีหน้าเจ็บใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด

 

“ไกอาเป็นตัวแทนของระบบทที่มีอำนาจในการควบคุมสรรพสิ่ง ถ้าเธอคนนี้สูญเสียพลังไปสมดุลของโลกคงเริ่มที่จะพังทลายแล้ว เราต้องรีบทำอะไรสักอย่าง”

 

“กานต์ พูดมันไม่ได้ง่ายเหมือนกับทำหรอกน่ะ วิธีที่เราต้องทำคือยังไง วิธีไหนที่จะคืนสมดุลโลกกลับมา เธอรู้รึเปล่า ?”

 

ทั้งคู่จ้องมองกันด้วยท่าทางเคร่งเครียดเพราะต่างคนต่างก็ไม่รู้วิธีการที่ถูกต้องหรือหนทางสำหรับแก้ไขเรื่องนี้

 

เมื่อสิ้นเสียงของชายหนุ่มจู่ ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าของบุคคลผู้หนึ่งก้าวเข้ามาภายในห้องโถงพร้อมกับเสียงของไม้เท้าที่ดังตามมาติด ๆ

 

“ดูเหมือนสถานการณ์จะหนักกว่าที่ฉันคาดไว้อีกน่ะ” เสียงของหญิงสาวผู้ได้ดังขึ้นพร้อมกับเผยให้เห็นร่างของนักเวทสาวนามว่าเวรัค

 

ในสถานการณ์ที่ไร้ซึ่งข้อมูลและหนทางแก้ไขเช่นนี้ สำหรับกันต์เวรัคก็เปรียบเสมือนแสงสว่างในอุโมงค์อันมืดมิด เธอคนนี้มักจะรู้ในเรื่องที่เขาไม่รู้เสมอ

 

“เวรัคคุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ?” ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยความสับสน

 

“เรื่องสาเหตุช่างมันก่อน ถ้าฉันคิดไม่ผิดตอนนี้ทั้งเวลโดร เครก อาร์เซน คล็อด ก็คงหลุดออกมาจากที่กักขังกันหมดแล้ว แต่จะไปอยู่ที่ไหนก็อีกเรื่อง ในตอนนี้อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น สิ่งที่เราต้องทำคือคงสภาพไว้ไม่ให้มันแย่ไปมากกว่านี้”

 

นักเวทสาวพูดขึ้นพร้อมกับชูคทาขึ้นพร้อมก่อนที่จะกระทุ้งมันลงกับพื้นเพื่อเปิดประตูมิติ ณ ตำแหน่งที่ทั้งกานต์ กันต์ และไกอากำลังนั่งอยู่

 

ร่างของทั้ง 3 ร่วงหล่นไปในประตูมิติพร้อมกับเวรัคที่กระโจนตัวเข้าไปในประตูมิติตาม ๆ กัน

 

ชายหนุ่มลืมตาขึ้นอีกครั้งในสถานที่อันน่าคุ้นเคย ที่มิติแห่งนี้ยังคงมีผืนหญ้าสีเขียว ท้องฟ้าสีคราม และโดมที่สวยงามเช่นเดิม

 

ใช่แล้วมิติแห่งนี้ก็คือมิติที่ทุกคนเคยประชุมหารือร่วมกันเมื่อไม่กี่วันก่อนที่เรื่องเลวร้ายจะได้เริ่มต้นขึ้นนั่นเอง

 

“ร่างของไกอาทิ้งไว้บนหญ้านั่นแหละปัญหาของเธอคนนั้นไม่ใช่เรื่องที่ฉันจะจัดการได้ ถ้าทำเสร็จแล้วรีบตามมา” นักเวทสาวยังคงพูดเรื่องเครียดด้วยสีหน้าไร้อารมณ์เช่นเคย

 

กันต์วางร่างของหญิงสาวผู้เป็นสเมือนระบบไว้กับพื้นก่อนที่จะลุกขึ้นยืนและวิ่งตามหลังเวรัคไปยังโดมสีฟ้าขาวพร้อมกับกานต์

 

ภายในโดมนั้นปรากฏให้เห็นร่างของบุรุษเลือดครึ่งปีศาจในชุดคลุมกำลังนอนสลบและไร้สติอยู่ แน่นอนว่านั่นไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นเรล์มนั่นเอง

 

“เราไม่มีเวลามาอธิบายอะไรมาก เรื่องของเรล์มฉันจะจัดการเอง และฉันจะส่งนายไปที่โลกเพื่อจัดการควบคุมพวกนั้นให้สงบ อย่าให้ไปก่อเรื่องหรือทำอะไรอย่างวู่วามโดยเด็ดขาด ฉันเดาไม่ออกเลยว่าเวลโดรกับคล็อดจะทำอะไรลงไปบ้าง เจ้าพวกนั้นเองก็คงสัมผัสได้ว่าโลกนี้เริ่มที่จะบิดเบี้ยว ดีไม่ดีตอนนี้อาจจะทำเรื่องบ้า ๆ ตามทางของตัวเองอยู่”

 

เวรัคนั้นไม่รู้เลยว่าพวกคนอื่น ๆ อยู่ที่ไหนและกำลังทำอะไรอยู่ ตัวเธอเองก็ไม่ได้มีเวลามากพอที่จะออกตามหาด้วย ส่วนที่ปราสาทจอมมารเธอก็เข้าไปไม่ได้เพราะมีม่านพลังของเวลโดรปกคลุมและปิดกั้นอยู่ จะให้ทะลวงหรือแอบเข้าไปก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นเธอจึงฝากงานไว้ที่กันต์ คนที่น่าจะสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของคนอื่น ๆ ดู

 

เธอเชื่อมากว่าบุรุษหนุ่มคนนี้ที่มีจิตของเผ่ามนุษย์ระดับสูงต้องทำอะไรสักอย่างได้แน่

 

เวรัคพูดขึ้นพร้อมกับจี้ปลายคทาไปยังกลางอกของเรล์มและร่ายอักขระเวทกลางอากาศด้วยสีหน้าจริงจังและตาที่หรี่ลง

 

กานต์ที่ได้ยินดังนั้นก็รีบถามกลับไปในทันที “แล้วฉันต้องทำอะไร ?”

 

นักเวทสาวชายตามองด้วยความเย็นชาก่อนที่จะถอนสายตากลับไป “เธอมีหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลไม่ต้องไปไหน ส่วนนายไปได้แล้ว”

 

ว่าแล้วเวรัคก็ส่งวงเวทวงหนึ่งลอยกลางอากาศเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าของกันต์ ก่อนที่มันจะกลายสภาพเป็นประตูมิติ

 

“ผมจะจัดการเรื่องบนโลกให้เอง ฝากที่เหลือด้วย” ชายหนุ่มพูดขึ้นและก้าวเท้าเข้าไปในประตูอย่างรวดเร็ว นั่นจึงทำให้เหลือเพียงไกอา กานต์และเวรัคเท่านั้นที่ยังคงอยู่

 

หลังจากนั้นไม่นานนักเวทสาวที่กำลังช่วยเหลือเรล์มอยู่ก็ได้พูดขึ้นมา โดยที่สายตายังคงจับจ้องไปตรงปลายไม้คทาอย่างใจจดใจจ่อ “ฉันควรจะเรียกเธอว่าอะไรดี ?”

 

หญิงสาวที่ได้ยินคำถามดังนั้นก็เริ่มแสดงลักษณะและท่าทางที่เปลี่ยนไป “เรียกว่ากานต์เถอะ จริงอยู่ที่ฉันมีหลายชื่อ แต่ร่างต้นก็ยังคงเป็นมนุษย์คนนี้”

 

“ตามที่เจ้าต้องการ…แล้วทางสมาคมเงามืดแห่งโลกเริ่มจัดการอะไรเกี่ยวกับการที่สมดุลของโลกพังทลายลงไปมากถึงขนาดนี้แล้วรึยัง ?”

 

“เป็นคนที่รู้มากจริงน่ะ สัมผัสได้แม้กระทั่งความไม่สมดุลของโลกด้วย ส่วนเรื่องคำถามนั้นฉันตอบให้ไม่ได้ ข้อมูลที่มีมันไม่ได้มากขนาดนั้น ปกติถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นพวกเขาจะเป็นฝ่ายมาหาเอง แถมเจ้าพวกนั้นก็หาตัวยากมากด้วย"

 

“ ถ้าอย่างนั้นก็เล่าเรื่องทั้งหมดที่จำเป็นมา หลังจากช่วยเรล์มจบคงต้องไปหาข้อมูลเพิ่ม”

 

เมื่อสิ้นเสียงของนักเวทสาวคทาเบญจธาตุในมือของเธอก็เริ่มมีรอยร้าวพร้อมกับปรากฏให้เห็นคลื่นพลังสีเงินที่แทรกตัวเข้ามา ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าการช่วยเหลือเรล์มในครั้งนี้มันไม่ได้ง่าย แต่ถึงกระนั้นมันก็ไม่ได้ทำให้เธอมีท่าทีกังวลเลยสักนิด

 

ณ ปราสาทจอมมารลำดับที่ 3 เวลโดร

 

บนบัลลังก์อันดำมืดและวังเวง จอมมารลำดับที่ 3 นามว่าเวลโดรภายใต้ชุดเกราะเต็มยศได้ลืมตาขึ้นมาและลุกขึ้นยืนอย่างช้า ๆ

 

“ในที่สุด บัลลังก์ก็หวนคืนสู่ราชันแล้ว” จอมมารพูดขึ้นและหันมองออกไปยังภายนอกบานหน้าต่างขนาดใหญ่

 

ภาพด้านนอกปราสาทนั้นปรากฏให้เห็นท้องฟ้าสีเลือดผสมสีม่วงอำมหิต และก้อนเมฆที่หนาทึบที่บดบังแสงอาทิตย์ 

 

“สัมผัสนี้ ไม่ใช่จอมมาร ไม่ใช่ปีศาจ ไม่ใช่มนุษย์ ไม่ใช่เทพ ไม่ใช่ทุกสิ่งที่ข้าเคยรู้จัก”

 

เมื่อสิ้นเสียงของเวลโดรประตูเข้าสู่ห้องโถงก็ได้เปิดออกพร้อมกับปรากฏให้เห็นร่างของนักรบโครงกระดูกนามว่าคาเรอัส หนึ่งในผู้นำกองพันปีศาจที่จงรักภักดีต่อเวลโดรมากที่สุด ก้าวเท้าเข้ามา

 

“ยินดีต้อนรับกลับมาขอรับนายท่าน” คาเรอัสพูดขึ้นก่อนที่จะคุกเข่าลงไปกับพื้น

 

“เวรุสอยู่ที่ไหน ?” เวลโดรเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แข็งกระด้างและเย็นชา

 

“เห็นว่ากำลังไปลาดตระเวนขอรับ คาดว่าอีกไม่นานคงจะกลับมา”

 

จอมมารเบือนหน้ากลับไปมองที่ภายนอกบานหน้าต่างขนาดใหญ่อีกครั้งก่อนที่จะเดินกลับไปนั่งบนบัลลังก์อันทรงเกียรติของตน

 

“คาเรอัสเจ้าคงรับรู้ได้ถึงความแปรปรวนของโลกใบนี้ ในระหว่างที่ข้าไม่อยู่มันเกิดสิ่งใดขึ้น ?”

 

ท่าทางอันขึงขังและน้ำเสียงรวมไปถึงสายตาเย็นชาที่สัมผัสได้ถึงแม้จะสวมใส่เกราะอยู่ ถึงกับทำให้คาเรอัสถึงกับสั่นกลัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

 

“ไม่มีเรื่องใหญ่อันใดขอรับนายท่าน ท้องฟ้าสีโลหิตนั่นทางเราไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง เห็นทีเรื่องคงเกิดมาจากฝั่งพวกมนุษย์ บางทีพวกมันอาจจะอัญเชิญสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าสิ่งใดบนโลกนี้มา”

 

เวลโดรเอนหลังลงไปพิงและวางมือทั้ง 2 ข้างลงบนที่วางแขนก่อนที่จะพูดขึ้น

 

“คาเรอัส เจ้าจงกระจายคำสั่งของข้าออกไปยังผู้นำทัพปีศาจทุกตนทุกเผ่าพันธ์ จงบอกให้พวกมันเตรียมพร้อมสำหรับสงคราม เพิ่มกำลังเวรเฝ้ายามเป็นเท่าตัว จัดเตรียมสรรพาวุธให้พร้อม ผู้ใดที่คิดหนีทัพหรือแยกตัวออกไปสังหารทิ้งให้หมด ภายในศึกครั้งนี้จะไม่มีความปราณีหรือความแตกแยกใด ๆ ทั้งสิ้น” 

 

เวลโดรรู้ตัวดีว่าการที่ผู้นำเช่นตนหายหน้าไปนาน ก็อาจจะทำให้เกิดความเคลือบแคลงใจต่อเผ่าพันธุ์ใต้บริวารของตน ดังนั้นต้องแสดงความเด็ดขาดออกไปเพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับมาอีกครั้ง เขาสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนเลยว่ากำลังมีหายนะที่คืบคลานเข้ามาสู่อาณาจักรนี้

 

ตอนแรกเวลโดรเองก็กำลังชั่งใจคิดอยู่ว่าตนควรจะปรึกษากับพวกของคล็อดหรือเด็กมนุษย์นั่นรึเปล่า แต่เมื่อลองคิดคำนวณดูแล้ว สถานการณ์ในตอนนี้หากมัวแต่รอมันก็อาจจะสายเกินไป ดังนั้นจอมมารเวลโดรจึงตัดสินใจเดินตามทางและความคิดของตัวเอง

 

“ขอรับนายท่าน” 

 

คาเรอัสรับคำสั่งด้วยท่าทางจริงจังก่อนที่จะปลีกตัวหลีกหนีออกจากห้องโถงใหญ่ไป เหลือทิ้งไว้เพียงเวลโดรที่ยังคงนั่งเท้าคางด้วยมือข้างเดียวอยู่บนบัลลังก์ กลางห้องโถงขนาดใหญ่ที่มืดมิด

 

ท้องฟ้าสีเลือดและหมู่เมฆที่หนาทึบได้ส่งเสียงร้องดังคล้ายกับเสียงของฟ้าผ่าและเสียงของมิติที่ถูกฉีกกระชากออกมาอย่างต่อเนื่องจากแทบทุกสารทิศ มันไม่มีใครที่สามารถตอบได้เลยว่ากำลังเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือมันมีสาเหตุมาจากสิ่งใด

 

แต่ที่ทุกคนรับรู้ได้อย่างชัดเจนนั้นคงเป็นสัญญาณของความเป็นศัตรู ความหิวกระหาย ความบ้าคลั่ง ที่แพร่กระจายไปทั่วทุกพื้นที่ 

 

“โลกกำลังตกอยู่ในความโกลาหลอย่างแท้จริง แล้วพวกเจ้าที่พร่ำนักพร่ำหนาว่าจะปกป้องมันกำลังทำสิ่งใดอยู่กันแน่” เวลโดรพึมพำออกมาก่อนที่จะเขียนอักขระเวทสีม่วงเข้มจนเกือบดำกลางอากาศ

 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เวลโดรเขียนอักขระเวทที่สุดแสนจะซับซ้อนและยากเกินที่จะบรรยาย จอมมารตนนี้แทบจะไม่เคยร่ายเวทโดยการเขียนเฉกเช่นนี้เลย ครั้งล่าสุดที่ทำคงเห็นจะเป็นตอนที่เปิดประตูมิติข้ามภพเมื่อหนึ่งพันปีก่อน
 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

741 ความคิดเห็น