สลับตัวละครเพื่อครองโลก-Switch characters to control the world

ตอนที่ 247 : ภาค 3-บท 47 แตกหักจากภายใน(3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 218
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 34 ครั้ง
    11 ส.ค. 63

ผู้กล้าคล็อดที่กำลังกุมบังเหียนม้าเพกาซัสอยู่นั้นเริ่มจ้องมองไปยังเครกด้วยสีหน้าที่จริงจังมากขึ้น

 

ส่วนเหตุผลก็เนื่องมาจากเครกทำท่าเหมือนจะไม่ได้ยินคำพูดของเขา และคงกำลังจะคิดเรื่องอะไรบางอย่างอยู่

 

“คล็อด เมื่อข้าเข้าไปโจมตีใส่โกเลมยักษ์นั่นเมื่อไหร่ขอให้เจ้าจงรีบพุ่งม้าเข้าไปโจมตีทะลวงที่กลางอกของมันอย่างสุดกำลัง”

 

“พลังของข้าคนเดียวทำเช่นนั้นไม่ได้" คล็อดตอบกลับในระหว่างที่ก้อนหินขนาดมหึมากำลังร่วงลงมาจากท้องฟ้า

 

เมื่อเวรัคได้จากหายไปม่านพลังที่เคยตั้งรับความเสียหายอยู่ ก็พลันถูกสลายตามไปด้วยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

 

“กล่าวอะไรเช่นนั้น เจ้าเองก็ได้รับศัสตราวุธจากเมื่อหนึ่งพันปีก่อนกลับคืนมาจากภาคีอัศวินแห่งแสงแล้ว พลังในตอนนี้ก็เทียบเท่าได้กับครั้นเมื่ออดีต”

 

เครกเอ่ยพลางกวาดสายตามองไปยังคล็อดที่ทั้งร่างกายประดับไปด้วยเกราะที่สวยงาม ดาบที่คมกริบ จะเรียกว่าตอนนี้คล็อดได้รับพลังทั้งหมดกลับคืนมาแล้วก็ว่าได้

 

“ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็จงหวังให้โซ่สีขาวไม่เข้ามาขัดขวางข้าระหว่างการโจมตีก็เพียงพอแล้ว ช่วงนี้ข้าก็ยังประหลาดใจอยู่ว่าเหตุใดโซ่สีขาวจึงหยุดเข้ามาขวางข้า”

 

เมื่อสิ้นเสียงของอดีตผู้กล้า คล็อดก็ทำการไสม้าเข้าทำลายหินยักษ์นับสิบก้อนที่โจมตีเข้ามาด้วยผลจากเวทของโกเลมสีทมิฬขนาดมหึมา

 

“เรติน่า ตอนนี้ชาวเมืองต้องการที่พึ่งทางใจรีบไปหาพวกเขา และช่วยเหลือพวกทหารที่เข้าช่วยเหลือประชาชน แต่ถ้าเป็นไปได้ช่วยจัดการเรื่องขุนนางฝั่งตระกูลอินโคฟด้วย พวกเขาอาจจะมีข้อมูลบางอย่างที่เราไม่รู้...อย่าฝืนตัวเองล่ะ”

 

กันต์รู้ตัวดีว่าเรติน่ามีพลังแห่งเทพเหลืออยู่ไม่มากเพราะยังฟื้นได้ไม่เต็มที่ เขาจึงไม่คิดจะพึ่งเธอในสนามรบนี้ อาเรียเองก็เช่นกัน

 

“ค่ะนายท่าน ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง”

 

“ส่วนเรย์ ดาบเล่มนี้คือดาบที่แข็งแกร่งถึงแม้มันจะตัดผ่านบางอย่างไม่ได้เหมือนที่เคยเป็น แต่จงอย่าสูญเสียความเชื่อมั่น กุมดาบของเจ้าไว้แล้วออกช่วยเหลือเรติน่าเสีย เรื่องเมืองของพวกเจ้าข้าจะพยายามทำให้ดีที่สุดเอง”

 

เครกกล่าวพร้อมกับยื่นดาบเพลซเบลดคืนให้แก่หญิงสาวพร้อมกับหันหลังไปมองยังศัตรู

 

หลังจากนั้นเรติน่าและกลุ่มองครักษ์ของเธอ รวมถึงเรย์ก็ได้ออกเดินทางไปยังจุดที่ชาวบ้านชาวเมืองกำลังรวมตัวกันอยู่ เพื่อเข้าช่วยเหลือและทำในสิ่งที่พวกเธอจะพอทำได้

 

ส่วนดยุกไมล์ที่ยังฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บที่ได้รับมาจากดันเต้ได้ยังไม่สมบูรณ์ ก็รู้ดีว่าตนไม่อาจช่วยเหลืออะไรได้มากนัก จึงได้จากไปก่อนแล้ว

 

อีกทั้งในกลุ่มของลัทธิบูชาปีศาจที่แฝงตัวอยู่ในเมือง และหลบอยู่ใต้ใบบุญของตระกูลอินโคฟมาตลอดนั้นก็มีหลายคนที่แอบซ่อนพลังไว้ ซึ่งในเหตุการณ์นี้ก็มีลัทธิบูชาปีศาจมากมายที่มีพลังกล้าแกร่งและอยู่ในระดับเลเวลที่สูง

 

โชคดีที่ในครั้งนี้มีดยุคดันเต้และภาคีอัศวินแห่งแสงอยู่ด้วยจึงทำให้สถานการณ์ได้เปรียบอยู่บ้าง

 

ในขณะเดียวกันนั่นเองเวรัคก็ได้กลับมายังมิติของโลกฝั่งนี้อีกครั้ง พร้อมกับร่างของกันต์ที่สลบสไลกำลังถูกพาดอยู่บนบ่า

 

โดยที่บริเวณด้านหลังของเธอนั้นปรากฏให้เห็นผงสีทองที่ฟุ้งกระจายอยู่กลางอากาศ ถึงแม้จะไม่ชัดเจนนักแต่ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นเลยว่า นั่นคือวิญญาณของเรอัสที่ถอดวิญญาณออกมา

 

เวรัควางร่างของกันต์ลงบนพื้นซากปรักหักพังและหันหลับกลับไปมองวิญญาณของเรอัสที่กำลังล่องลอยอยู่

 

เรอัสในร่างวิญญาณนั้นไม่สามารถใช้พลังหรืออะไรได้ เพราะร่างนี้เป็นแค่วิญญาณที่ใช้เฝ้ามองและเฝ้าดูเพียงเท่านั้น

 

“ฉันจะช่วยหยุดการเลื่อนไหวของมันให้….แต่มีโอกาสแค่ครั้งเดียวเท่านั้นน่ะ” เวรัคเอ่ยถามพร้อมกับกระแทกไม้เท้าลงพื้นดินจนเกิดเสียงดัง

 

“แค่ครั้งเดียวเกินพอแล้ว แต่ขอให้นานสัก 5 วินาทีก็ดี” เครกเอ่ยพลางหมุนแขนข้างขวาของตนเพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้า

 

[จิตใต้สำนึกของเครกต้องการบอกกับผู้เล่นว่าเขาพร้อมที่จะสู้เสมอ]

 

เครกที่ได้ยินดังนั้นก็ฉีกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยก่อนที่จะเอ่ยขึ้น

 

“อัญเชิญจิตวิญญาณ”

 

ถ้ายังจำกันได้ทักษะอัญเชิญจิตวิญญาณคือทักษะที่ทำให้วิญญาณของตัวละครกลับไปคุมร่างของตนดังเดิมเป็นเวลา 1 นาที ซึ่งมันก็เป็นทักษะที่มีเฉพาะในภารกิจจำกัดเฉพาะตัวละครเพียงเท่านั้น

 

เมื่อสิ้นเสียงของเครก ดวงวิญญาณของกันต์ก็ถูกดึงกลับเข้าไปยังร่างของตนอีกครั้ง พร้อมกันกับที่ดวงวิญญาณของเครกกลับเข้าครอบครองร่าง

 

ชายหนุ่มลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างรวดเร็วก่อนที่จะดีดตัวลุกขึ้นยืนและจ้องมองไปยังทิศข้างหน้า

 

โกเลมขนาดมหึมาที่กำลังก้าวเดินเข้ามาเริ่มหยุดนิ่งและไม่ไหวติง

 

มันตั้งตระหง่านราวกับปราการโกเลมที่สูงชันและแข็งแกร่งยิ่งกว่าสิ่งใด ๆ

 

แขนที่ยาวและใหญ่ของมันได้ชี้ตรงมาที่กลุ่มของกันต์ ก่อนที่มือของมันจะเปลี่ยนสภาพกลายเป็นลำกล้องคล้ายปืนใหญ่ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางนับหลายเมตรด้วยกัน

 

วงเวทสีดำได้ถูกร่ายขึ้นอย่างรวดเร็วบนปากลำกล้องปืนใหญ่พร้อมกับแสงสีดำที่สาดส่องออกมา

 

ทันใดนั้นเองกระสุนธาตุสีน้ำตาลคล้ายดินก็ได้พุ่งออกมาจากแขนทั้ง 2 ข้างของมันที่กลายสภาพเป็นปืนใหญ่

 

โดยเวทกระสุนธาตุก็เป็นเวทโจมตีบทหนึ่งที่มีความรุนแรงมากพอสมควรและไม่สามารถประมาทได้ ยิ่งแล้วถ้าหากเป็นโกเลมตัวใหญ่ขนาดนี้ที่มีอัตราการฟื้นมานาและดึงพลังงานธาตุมาใช้มากกว่าปกติ ก็ยิ่งไม่ควรประมาทเข้าไปใหญ่

 

กันต์ที่ตั้งตัวได้แล้วก็ทำการเรียกอาวุธคู่กายของตนออกมาในทันที

 

ดาบเล่มสีขาวปนส้มและม่วงได้ปรากฏขึ้นที่มือซ้ายของชายหนุ่ม ก่อนที่จะทำการแปรสภาพส่วนหนึ่งเป็นมือขวาและดาบ

 

เนื่องจากมือของเขาถูกตัดไปในตอนที่สู้กับเศษเสี้ยวความทรงจำของฮาเดสจึงทำให้กันต์ต้องใช้อาวุธระดับเทพเจ้านี้ใช้เป็นมือของตนแทน

 

หญิงสาวร่างเล็กในชุดคนรับใช้ได้ปรากฏขึ้นที่ข้างกายของชายหนุ่ม ก่อนที่จะย่อตัวลงและกระโดดเข้าประจัญหน้ากับกระสุนเวทขนาดใหญ่

 

กรงเล็บที่แหลมคมได้งอกออกมาจากมือทั้ง 2 ข้างของริสา และเข้าตวัดโจมตีใส่กระสุนธาตุที่พุ่งเข้ามา

 

การกระทำของเธอไม่ใช่การทำลายกระสุนธาตุแต่เป็นการเบี่ยงเบนทิศทางการโจมตีของมันต่างหาก นั่นจึงทำให้งานของเธอไม่ใช่เรื่องที่ยากจนเกินไป

 

และอย่าลืมด้วยว่าริสามีศักดิ์เป็นถึงราชินีมังกรขาว ความแข็งแกร่งและทักษะต่าง ๆ ของเธอจึงอยู่ในระดับที่เรียกได้ว่าเก่งกาจเลยทีเดียว

 

กันต์และเครกที่ได้จังหวะจึงรีบปรี่เข้าประชิดตัวโกเลมอย่างพร้อมเพรียงกันจากทั้ง 2 ฝั่งทาง

 

เนื่องจากในที่แห่งนี้ดาบระดับเทพไม่สามารถดูดกลืนมานาจากภพแห่งควาามตายได้ จึงทำให้ความแข็งแกร่งของกันต์กลับมาต่ำเตี้ยเรี่ยดินเช่นเดิม

 

แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมากังวลอะไรนัก เพราะกันต์ยังมีทักษะจากเหล่าตัวละครที่รอการเปิดใช้งานอยู่

 

การเฟียร์ผู้ควบคุมโกเลมมหึมาเมื่อมองเห็นตำแหน่งการยืนของเหล่าศัตรูก็คาดเดาแผนของเครกออกได้ในทันที

 

เมื่อหนึ่งพันปีที่แล้วมันก็มีอยู่หลายครั้งที่กราเฟียร์ได้เข้าต่อสู้กับกลุ่มผู้กล้า แต่ผลลัพธ์ก็มีแพ้บ้างเสมอบ้างเป็นเรื่องปกติ แต่แล้วมันก็มีบางอย่างที่แปลกไปในครั้งนี้

 

“นักเวทแห่งธาตุเวรัค ผู้นำตระกูลขุนศึกเทวะเครก ผู้กล้าสายเลือดมังกรทองคล็อด และบุคคลตามคำทำนายที่แสนจะอ่อนแอ”

 

กราเฟียร์ทำการขานชื่อของแต่ล่ะคนด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยก่อนที่จะแปรสภาพมือให้กลับเป็นเหมือนเดิมและก้มตัวลงเอามือเข้าประทับใส่พื้นอย่างรวดเร็ว

 

เมื่อฝ่ามือหินสีทมิฬเข้าประทับลงบนปฐพีนั่นเองผืนดินใต้ฝ่าเท้าของโกเลมยักษ์ก็เริ่มเคลื่อนไหวและสั่นอย่างรุนแรง

 

“เครกข้าไม่คิดจะประมาทพลังกายของเจ้า แต่คงต้องขอยอมรับจริง ๆ ว่าเจ้านั้นแข็งแกร่งและอดทนเป็นอย่างมาก เหมาะสำหรับเป็นตัวทดลองโดยสมบูรณ์อย่างแท้จริง”

 

ทันใดนั้นเองพื้นดินก็เริ่มแยกและแตก จนปรากฏให้เห็นรอยร้าวเป็นวงกว้างอย่างชัดเจน

 

ในเสี้ยววินาทีถัดมาเสาดินสีน้ำตาลก็พุ่งทะลุออกมาจากพื้นและเข้าโจมตีใส่เครกกับกันต์จากทุกทิศทาง

 

“ริสา” กันต์เรียกชื่อข้ารับใช้ของตนก่อนที่จะใช้เสาดินเป็นแท่งกระโดดไปบนอากาศ

 

ริสาที่วิ่งตามกันต์มาติด ๆ ก็ทำการกางปีกมังกรขาวของตนออกและคว้าร่างของกันต์ขึ้นโบยบินไปบนฟ้าอย่างทันท่วงที

 

ส่วนเครกก็สามารถหลบเสาดินพร้อมกับวิ่งไปข้างหน้าได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว

 

“มีแผนสำรองถ้าหากแผนหลักล้มเหลวหรือไม่คะนายท่าน ?” ริสาเอ่ยถามในระหว่างที่กำลังบินตรงไปข้างหน้า

 

“มีอยู่...ฉันอยากให้เธอใช้เวทไฟที่รุนแรงที่สุดโจมตีไปที่ข้อต่อแขนขวาไม่ก็ซ้ายของมัน หลังจากที่เวรัคได้ร่ายเวทไปแล้ว”

 

“ขอทราบเหตุผลได้หรือไม่คะนายท่าน ?”

 

“โกเลมสีทมิฬส่วนใหญ่ใช้เป็นแค่เวทธาตุดิน นั่นก็หมายความว่าในร่างกายของมันเก็บสะสมพลังมานาธาตุดินเอาไว้เป็นจำนวนมากเพื่อให้เพียงพอต่อการใช้งาน ดังนั้นถ้าโจมตีด้วยเวทไฟจะสามารถทำให้มันแข็งตัวได้ชั่วขณะ และทำให้เรามีโอกาสโจมตีอีกรอบหนึ่ง”

 

ในขณะเดียวกันนั่นเองคล็อดก็กำลังวนม้าเพกาซัสหมายจะโจมตีเข้าจากด้านหลังในวินาทีเดียวกันกับที่พวกกันต์ทำการโจมตี

 

การเฟียร์ที่ถูกห้อมล้อมจากทุกทิศทางก็ควบคุมโกเลมหินให้ยกมือขึ้นกลับมาดังเดิมและเริ่มต้นการเขียนอักษรเวทกลางอากาศ

 

อักษรเวทสีน้ำตาลดินถูกเขียนขึ้นอย่างรวดเร็วผิดกับขนาดกายของมันและนั่นก็ทำให้เกิดอาวุธมานาขนาดใหญ่ขึ้นบนร่างกาย

 

ในตอนนี้โกเลมสีทมิฬขนาดมหึมาได้รับเกราะแบบครบทั้งตัวที่ถูกสร้างโดยใช้มานาเข้าเสริมการป้องกันแล้ว นั่นจึงทำให้มันไม่ต่างอะไรกับปราการหินขนาดยักษ์ที่เต็มไปด้วยโล่และเกราะมานา

 

หลังจากนั้นไม่นานริสาก็ได้ปล่อยตัวของกันต์ลงในระดับความสูงที่เหนือกว่าหัวของโกเลม พร้อมกันกับที่เครกเข้าถึงมันทางฝ่าเท้า และคล็อดที่อ้อมเข้าตีจากด้านหลัง

 

เวรัคที่ยืนคุมเชิงอยู่ห่างไปไกลนับหลายร้อยเมตร เริ่มหลับตาลงและกุมคทาด้วยมือขวาเพียงข้างเดียว พร้อมกับใช้มือซ้ายจับไปบนแขนขวาของตนอีกทีหนึ่ง

 

วงเวทสีฟ้าขาวได้ปรากฏขึ้นที่ใต้ฝ่าเท้าของเธอพร้อมกับละอองน้ำแข็งที่ร่วงโปรยปรายลงมาอย่างน่าอัศจรรย์

 

เมื่อเธอเบิกตาขึ้นมาและหันไม้คทาเข้าตั้งฉากเป็นแนวราบกับพื้นนั่นเอง ผืนดินก็เริ่มแปรสภาพกลายเป็นน้ำแข็งในแนวเส้นตรงและพุ่งเข้าใส่เท้าของโกเลมยักษ์อย่างรวดเร็ว

 

เหตุผลที่เธอพูดไว้ว่ามีโอกาสแค่ครั้งเดียวนั่นก็เพราะการใช้เวทน้ำแข็งของเธอนั้นมันต้องการมานาในปริมาณที่มากในการกระทำเช่นนี้ อีกทั้งการดื่มน้ำยาฟื้นฟูและใช้เวทต่อก็ไร้ประโยชน์ เพราะนั่นมันคือการฝืนขีดจำกัดของร่างกายในระดับที่มากเกินไป

 

ดวงตาสีฟ้าครามของเธอจ้องตรงไปยังโกเลมยักษ์อย่างไม่ลดล่ะหมายจะแช่แข็งมันให้หมดทุกส่วนภายในครั้งเดียว

 

เวทน้ำแข็งของเธอเริ่มทำการแช่เท้าของมันอย่างรวดเร็วและค่อย ๆ ลามขึ้นไปอย่างกับไฟลามทุ่ง

 

แต่แล้วอยู่ ๆ บริเวณข้อต่อส่วนเข่าของโกเลมยักษ์ก็ส่งเสียงแปลก ๆ ออกมา ก่อนที่มันจะหลุดออกจากกัน

 

ข้อต่อส่วนเข่าที่หลุดออกจึงทำให้ร่างกายส่วนบนของโกเลมหินขาดหลุดออกจากกัน และทำให้เวทน้ำแข็งของเวรัคไม่สามารถลามต่อไปได้อีก

 

แต่ร่างกายส่วนบนของมันที่สมควรจะล้มลงไปเพราะไม่มีขายืนนั้นกลับกลายเป็นว่า มันยังสามารถลอยตัวได้อย่างน่าประหลาดใจ

 

“เวรัคเอ๋ย ข้าโดนเวทน้ำแข็งของเจ้าเล่นงามมามากมายนับครั้งไม่ถ้วน จนในที่สุดข้าก็คิดหาทางแก้เวทของเจ้าได้สำเร็จ”

 

เหตุผลที่กราเฟียร์สามารถลอยอยู่กลางอากาศได้นั่นก็เพราะกลไกเวทที่ทำงานอยู่ภายในนั่นเอง

 

“มันไม่ง่ายนักหรอกกราเฟียร์ !” เครกตะโกนเสียงดังลั่นก่อนที่จะไต่ขึ้นไปบนเท้าโกเลมที่ถูกแช่ด้วยน้ำแข็งและกระโดดลอยตัวขึ้นไปให้สูงที่สุดเพื่อคว้าข้อต่อส่วนบนของมันที่กำลังลอยอยู่ และใช้น้ำหนักตัวรวมไปถึงแรงดึงลากมันกลับลงมา

 

“เจ้ามันชอบคิดอะไรตื้น ๆ เสมอ เครก” กราเฟียร์กล่าวเยาะเย้ยก่อนที่จะเหวี่ยงมือขวาเข้าโจมตีบริเวณส่วนข้อต่อของตนที่โดนเครกรั้งไว้

 

ฝ่ามือหินขนาดใหญ่ข้างขวาเข้ากวาดโจมตีอย่างรวดเร็ว แต่ในเวลาเสี้ยววินาทีนั้นเองคล็อดก็ได้พุ่งไปข้างหน้าพร้อมด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่จะทำได้ของม้าเพกาซัส ทะลวงเข้าโจมตีไปที่ข้อต่อแขนขวาของมันด้วยดาบคู่ใจของตน

 

“อย่าคิดว่าข้าจะมองไม่เห็นด้านหลัง” กราเฟียร์พูดขึ้นและหันหัวโกเลมเป็นมุม 180 องศาเพื่อจ้องมายังคล็อดและเหวี่ยงแขนซ้ายเข้าโจมตี

 

ในขณะเดียวกันนั่นเองริสาก็ได้บินโฉบเข้าไปที่ไหล่ซ้ายและร่ายเวทลมหายใจมังกรขาวเข้าโจมตีไปที่ข้อต่อแขนซ้ายของมัน นั่นจึงทำให้แขนซ้ายของมันนิ่งค้างไปชั่วขณะ 

 

เวทไฟมีผลกระทบกับมันค่อนข้างมากและเกราะมานาก็กันเวทไฟไม่ค่อยได้ เพราะการโจมตีด้วยอุณหภูมิจะโจมตีผ่านทะลุเกราะมานาของมัน

 

ในเสี้ยววินาทีนั้นคล็อดก็ได้ใช้ทักษะเวทธาตุไฟของตนที่มีผลลัพธ์คล้าย ๆ กับลมหายใจมังกรเข้าโจมตีเช่นเดียวกัน เพื่อหยุดการเคลื่อนไหวที่ข้อต่อขวา

 

กลไกเวทจะทำการป้องกันเฉพาะการโจมตีทางกายภาพเป็นส่วนใหญ่แต่อ่อนกับเวทอยู่พอสมควร ยิ่งเมื่อมันลอยตัวอยู่ก็ยิ่งทำให้ยากที่จะป้องกันได้อย่างสมบูรณ์ 

 

นั่นจึงทำให้โกเลมไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย อย่างมากก็แค่หยุดเคลื่อนไหวไปชั่วขณะ

 

แต่จะฆ่ามันตอนนี้ก็ไม่ได้เพราะพลังโจมตียังไม่ถึงขั้น พวกเขาต้องพึ่งเวทน้ำแข็งของเวรัคเพื่อโจมตีและแช่มันจากทุกส่วนของร่างกายพร้อมกัน แล้วค่อยทำลายในครั้งเดียว

 

กันต์ที่กำลังร่วงลงมาจากท้องฟ้าก็ได้ทำการเปิดใช้ทักษะกู่ก้องคำรามอย่างรวดเร็ว และตามมาด้วยการเปิดใช้ทักษะทำลายจากภายในอย่างต่อเนื่อง

 

ในขณะเดียวกันนั่นเองหมัดขวาของเขาก็ได้เปลี่ยนกลายเป็นสนับมือสีขาวส้ม เพื่อให้เหมาะกับรูปแบบการโจมตี

 

กำปั้นที่รุนแรงและมีอัตราการทำลายสูงได้ชกลงไปบริเวณใจกลางศีรษะของโกเลมยักษ์อย่างแม่นยำ

 

เมื่อผสานเข้ากับการดึงของเครกแล้วจึงทำให้ร่างกายท่อนบนของโกเลมที่สูงใหญ่ถูกกระแทกเข้ากลับไปยังข้อต่อเดิมของมันที่ถูกเวทน้ำแข็งของเวรัคแช่ไว้ในก่อนหน้านี้อย่างรุนแรง

 

เครกที่หลบได้ทันก็เริ่มปาดเหงื่อด้วยสีหน้าที่บ่งบอกถึงความเหนื่อยล้า

 

“ครั้งต่อไปห้ามออมมือเด็ดขาด เราเหลือโอกาสสุดท้ายแล้ว!” 

 

เมื่อเสียงตะโกนของกันต์ดังขึ้นริสาก็เริ่มบินโฉบกลับไปยังตำแหน่งเดิม 

 

คล็อดควบม้าเพกาซัสให้ถอยห่าง เครกเริ่มตั้งท่าและเตรียมพุ่งไปข้างหน้าอย่างเต็มกำลัง

 

พวกเขาพร้อมที่จะเผด็จศึกโกเลมยักษ์อายุหลายร้อยปีตัวนี้แล้ว

 

ผนึกน้ำแข็งอันเกิดมาจากเวทเหมันตร์นิรันดร์ของเวรัคเริ่มแช่แข็งร่างกายขนาดมหึมาของมันทั้งหมดในเวลาเพียงไม่กี่วินาที

 

แต่ทันใดนั้นเองเปลวเพลิงสีดำเงินก็ได้ลุกโชนออกมาจากทั่วทั้งร่างกายของมัน คล้ายกับออร่าจากทักษะกู่ก้องคำรามที่เครกมีแทบไม่มีผิดเพี้ยน

 

และควาามคิดแรกที่เข้ามาในหัวของกันต์นั่นก็คือ ครั้งนี้กราเฟียร์ทุ่มแบบสุดตัวจริง ๆ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 34 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

739 ความคิดเห็น