สลับตัวละครเพื่อครองโลก-Switch characters to control the world

ตอนที่ 241 : ภาค 3-บท 41 วีรบุรุษ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 297
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 49 ครั้ง
    27 ก.ค. 63

แสงตะวันยามเช้าตรู่ที่สาดส่องลงมายังเบื้องประตูเข้าเมืองอาณาจักรมนุษย์ทางตอนใต้ได้ปรากฏให้เห็นเหล่าบุคคลสวมหมวกฟางคล้ายนักรบซามูไรญี่ปุ่นนับหลายร้อยคนกำลังเดินตรงเข้ามา

 

ทัพขนาดย่อมที่ถูกจัดมานี้มีชายสวมหมวกฟางคนหนึ่งที่กำลังยืนสั่งการอยู่เบื้องหน้า

 

พวกเขาไม่มีอาวุธสงคราม ไม่มีเสื้อเกราะ ไม่มีทัพเสริม ไม่มีธงศึก ไม่มีสิ่งใดที่พอจะเป็นภัยคุกคามอย่างชัดเจนได้เลย แต่ทว่าที่ประตูเมืองนั้นกลับปิดสนิทราวกับกำลังอยู่ในภาวะสงคราม

 

ดยุกไมล์ผู้มีหน้าที่ปกป้องเมืองหลวงแห่งนี้จากภัยอันตราย ในเช้าวันนี้เองที่เขาได้รับการแจ้งเตือนอย่างเร่งด่วนจากอัศวิน 2 คนของขุนนางตระกูลอินโคฟ

 

ตระกูลขุนศึกเทวะที่โดนขับไล่ออกไปจากเมืองเมื่อ 700 ปีก่อนนั้นต้องการทวงคืนแผ่นดินของตัวเองคืนมา

 

สำหรับคำว่าตระกูลขุนศึกเทวะนั้นคือคำพูดต้องห้ามที่ไม่สามารถกล่าวในที่สาธารณะได้ เพราะมันคือหนึ่งในความลับของอาณาจักรที่ต้องปิดบังเงียบไว้

 

ดยุกไมล์ที่กำลังประจำการอยู่บนกำแพงเมืองได้ตะโกนถามออกไปในทันที

 

“พวกท่านมาที่นี่เพื่อสิ่งใด ?”

 

เครกที่ได้ยินดังนั้นก็ถอดหมวกฟางออกและจ้องกลับไปยังบนกำแพงเมืองด้วยสายตาอันนิ่งสงบ

 

ใบหน้าที่ปรากฏให้เห็นต่อทหารและดยุกไล์ล้วนทำให้เกิดความรู้สึกหลายอย่างในใจมากมาย

 

“ข้ามาเพื่อทวงคืนความเป็นธรรมให้แก่ตระกูลขุนศึกเทวะ ถ้าเจ้ายังมีความเป็นธรรมอยู่ล่ะก็ ช่วยเปิดประตูเมืองให้พวกข้าด้วย”

 

กันต์รู้ดีว่าภายในเมืองนั้นมีสถานที่อันเคยเป็นที่ตั้งของตระกูลเทวะเมื่อพันปีก่อนอยู่ เพราะราชาในขณะนั้นได้มอบสิ่งตอบแทนจากการที่เครกได้เข้าไปปราบจอมมารเวลโดร เป็นที่ดินผืนใหญ่ภายในเมืองหลวง

 

ถึงแม้ตัวเขาเองจะได้รับรู้เรื่องราวของโลกฝั่งนี้ถึงเพียงแค่หลังปราบเวลโดรสำเร็จ แต่ราชาก็ไม่น่าผิดคำสาบานและไม่ยกมอบที่ดินให้แก่เครกตามสัญญา เพราะตอนนั้นเองทั้งเครก เรล์ม อาร์เซน เวรัค ก็ถือว่ามีชื่อเสียงและบารมีอยู่พอสมควร

 

ดังนั้นแล้วภายในเมืองหลวงก็ต้องยังมีที่ให้พวกเขาเหล่าตระกูลขุนศึกเทวะกลับไปได้อย่างแน่นอน เว้นเพียงแต่จะเกิดเหตุสุดวิสัยบางอย่างขึ้น

 

ดยุกไมล์ที่เห็นใบหน้าของเครกก็พลันจำขึ้นมาได้ทันทีว่า ‘ชายคนนี้แหละคือคนที่ช่วยเมืองนี้ไว้จากดยุกดันเต้ในสงครามครั้งนั้น’

 

จริงอยู่ที่เรื่องราวในวันนั้นเองมันได้ผ่านมาเนิ่นนานมากแล้ว แต่ทั้งประชาชนและเหล่าทหารก็ยังไม่เคยลืมว่าวีรบุรุษที่เคยได้ช่วยเมืองนี้ไว้เป็นใคร

 

ก่อนที่ดยุกไมล์จะตะโกนออกคำสั่งให้เปิดประตูเมืองนั่นเอง เหล่าขุนนางของอาณาจักรก็ก้าวเดินขึ้นมาบนกำแพงเมือง

 

ขุนนางกลุ่มนี้คือขุนนางของฝั่งตระกูลอินโคฟทั้งสิ้น และเมื่อ 700 ปีก่อนขุนนางกลุ่มนี้ก็คือต้นตระกูลที่รวมหัวกันไล่ขุนศึกเทวะออกไปจากเมือง และสืบทอดหน้าที่นี้มาจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน

 

“ท่านดยุกไมล์นี่ท่านลืมไปแล้วหรือว่า ตระกูลขุนศึกเทวะนั้นมีพลังมากเพียงใด แม้แต่เหล่าบรรพบุรุษของเราเองก็ยังหวาดกลัวในความสามารถของพวกเขา”

 

“ท่านลองคิดดู หากตระกูลขุนศึกเทวะคิดการใหญ่ต้องการล้มราชวงศ์กษัตริย์ใครจะไปหยุดพวกเขาได้ หากท่านปล่อยให้พวกเขาเข้ามาในเมืองแล้ว”

 

ถ้าลองมองย้อนกลับไปในช่วงที่ดยุกดันเต้ทรยศ ราชาแห่งอาณาจักรทางตอนใต้ได้เสียชีวิตลงในระหว่างการเดินทาง จึงทำให้องค์ชายอายุ 10 ปีต้องขึ้นครองราชสมบัติแทนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลให้สถาบันกษัตริย์มีความเสี่ยงที่จะล่มสลายเป็นอย่างมาก

 

ดยุกไมล์ที่ได้ยินดังนั้นก็ทำได้เพียงแค่กัดฟันและกำหมัดอยู่ภายในใจ

 

เขารู้ตัวดีว่าเหล่าขุนนางในตอนนี้มีอำนาจเหนือยิ่งกว่ากษัตริย์เสียอีกด้วยซ้ำ แต่ปากดันกลับบอกว่ารักกษัตริย์ยิ่งกว่าสิ่งใด

 

ในระหว่างที่กำลังคุยกันอยู่นี่เอง จากอีกฝั่งหนึ่งของกำแพงก็ปรากฏให้เห็นหญิงสาวคนหนึ่งในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ที่เดินมาหยุดตรงหน้าดยุกไมล์

 

ใช่แล้วเธอคนนั้นคือเรติน่านักบุญศักดิ์สิทธิ์ของอาณาจักรแห่งนี้นั่นเอง

 

ภายในอาณาจักรทางตอนใต้นี้กลุ่มขุนนางได้แบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายใหญ่ ๆ คือฝั่งขุนนางอินโคฟและฝั่งของเรติน่า

 

อันที่จริงแล้วเรติน่าเองก็ไม่ใช่ขุนนางหากเพียงแต่เป็นผู้รับราชการแทนชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งดยุกไมล์เองก็อยู่ฝั่งเดียวกันกับเธอ

 

“ตระกูลขุนศึกเทวะต้องการล้มราชวงศ์กษัตริย์ ? พวกท่านกำลังเพ้อฟันถึงสิ่งใดอยู่อาณาจักรของเรามิได้อ่อนแอถึงเพียงนั้น ข้าล่ะอดเป็นห่วงอาณาจักรนี้ที่มีขุนนางนิสัยขลาดเขลาเช่นพวกท่านไม่ได้จริง ๆ”

 

เมื่อเหล่าขุนนางฝั่งตระกูลอินโคฟได้ยินดังนั้นก็หน้าขึ้นเลือดและรู้สึกโกรธขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

 

ทันใดนั้นเองก็มีทหารองครักษ์คุ้มกันขุนนางนายหนึ่งที่ทนไม่ไหวเพราะเจ้านายของตนโดนด่า จึงชี้หอกในมือไปทางเรติน่าและตะโกนขึ้น เพื่อเลียแข้งเลียขาเจ้านาย

 

ในเสี้ยววินาทีนั่นเองดาบสีเงินเล่มหนึ่งก็เข้าจ่อตรงไปที่คอหอยขององครักษ์คนนั้นอย่างเฉียบคมและรวดเร็ว

 

“หากเจ้าก้าวเข้ามาใกล้กว่านี้เพียงแค่ก้าวเดียว หัวเจ้าได้หลุดจากบ่าแน่” เรย์ในรูปลักษณ์ของชายหล่อกล่าวข่มขู่ด้วยสายตาที่ไม่พอใจ

 

หลังจากที่เรย์ได้ค้นพบกับบันทึกของเวรัคในห้องใต้ดิน และได้ค้นพบเรื่องราวของตระกูลขุนศึกเทวะ เธอจึงตัดสินใจค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมและเอามาบอกกล่าวแก่เรติน่า หลังจากที่เธอพึ่งได้ถอนตัวออกมาจากงานประชุมของเวรัคไม่นาน

 

เรติน่าที่ได้รับรู้เรื่องราวของตระกูลขุนศึกเทวะจึงอดใจไม่ได้ที่จะเชิญพวกเขากลับมา แต่เธอก็รู้ดีว่าพวกขุนนางฝั่งอินโคฟคงไม่ยอมง่าย ๆ

 

หลังจากที่ดยุกดันเต้และดยุกเซซาร์ได้หมดอำนาจลงราชาก็สิ้นชีพ จึงทำให้เหลือดยุกเพียงคนเดียวคือดยุกไมล์ จากตอนแรกที่อำนาจในเมืองแบ่งอย่างสมดุลและลงตัว จึงเกิดอาการสั่นคลอนขึ้นมา

 

และในช่วงนี้เองคือช่วงที่การแย่งชิงอำนาจกำลังดุเดือดเลือดพล่านอย่างไม่อาจฉุดรั้งได้

 

การปรากฏตัวของเรย์ทำให้องครักษ์คนนั้นถึงกับก้าวเท้าถอยหลังและไม่มีใครกล้าจะกระทำการบุ่มบ่ามอีก เพราะเรย์เป็นถึงผู้สืบทอดผู้นำสมาคมการค้าดาบสีครามที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจมากเป็นอันดับต้น ๆ ของอาณาจักรมนุษย์

 

ในขณะเดียวกันนั่นเองก็มีบุคคลผู้หนึ่งที่เดินฝ่ากลุ่มขุนนางออกมาและยืนประจัญกับเรติน่า

 

บุคคลผู้นั้นไว้หนวดเคราสีแดงยาวและมีใบหน้าคล้ายกับยักษ์มารรูปกายสูงใหญ่ ซึ่งคน ๆ นี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นผู้นำตระกูลอินโคฟที่กินอำนาจปกครองไปกว่าครึ่งอาณาจักร

 

“ท่านเรติน่า พวกข้าในที่นี้ทุกคนต่างรักอาณาจักร พวกเขาไม่ได้ขลาดเขลาแต่อย่างใด เพียงแค่กังวลว่าหากในตระกูลขุนศึกเทวะมีสาวกลัทธิบูชาปีศาจแฝงตัวอยู่ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงหายนะคงได้มาเยือนอาณาจักรของเราแน่”

 

“เรื่องนั้นข้าจะรับผิดชอบในการตรวจสอบเอง ท่านไม่จำเป็นต้องกังวล ดยุกไมล์ท่านจงเปิดประตูเมืองเสีย”

 

เมื่อเรติน่าเอ่ยปากออกไปเช่นนั้นก็มไม่มีขุนนางคนใดกล้าคัดค้านอีก เหตุผลหนึ่งก็เพราะเถียงไม่ออก

 

ส่วนทางฝั่งเรย์เมื่อเห็นว่าสถานการณ์เข้าสู่สภาวะปกติแล้วก็เก็บดาบกลับเข้าฝักเช่นเดิม

 

ทางเครกที่เห็นว่าประตูเมืองเริ่มเปิดออกมาอย่างช้า ๆ ก็ทำสีหน้าสับสนงุนงงเล็กน้อย เพราะตอนแรกเขาคิดว่ากะจะใช้ชื่อเสียงที่เคยช่วยเหลือเมืองหลวงจากดยุกดันเต้เข้ามาทวงบุญคุณ แต่ดูเหมือนเรติน่ากับเรย์จะจัดการให้เรียบร้อยแล้ว

 

“ท่านบรรพชน ข้าขอคาราวะ สมแล้วที่ท่านเป็นถึง 1 ในอดีตผู้กล้าที่ปราบราชันจอมมารลงได้”

 

“เพียงแค่ท่านเอ่ยปากออกมาก็ทำให้พวกขุนนางยอมและเปิดประตูเมืองให้เราแล้ว”

 

“ตลอด 700 ปีที่ผ่านมากลุ่มอาวุโสเช่นพวกข้าพยายามขอทำเรื่องติดต่อกลับเข้าเมืองแต่ก็ถูกปฏิเสธตลอด แต่นี่แค่ท่านเอ่ยปากมันก็เพียงพอแล้ว”

 

เหล่าผู้เฒ่าเริ่มที่จะกล่าวยกยอปอปั้นเครกอย่างต่อเนื่อง เพราะว่าความฝันสูงสุดของตระกูลขุนศึกเทวะในตอนนี้คือหาหนทางกลับไปยังบ้านเกิดต้นตระกูลของตน

 

กันต์ที่ดูท่าทางของคนในตระกูลที่ตื่นเต้นและดีใจจนล้นออกนอกหน้าก็อดใจไม่ได้ที่จะถามออกไป แต่ถ้าถามว่าตัวเขาเองดีใจไหมก็ดีใจ แต่ไม่ถึงขนาดนั้น

 

“หยุดก่อนเถิด ในระหว่างที่กำลังเดินเข้าไปในเมืองก็ช่วยอธิบายให้ข้าฟังทีว่า ทำไมพวกเจ้าถึงทำท่าทีอยากกลับไปใช้ชีวิตในเมืองหลวงมากนัก ?”

 

“ขอเรียนท่านบรรพชน ในตำรับตำราที่พวกข้าและเหล่าลูกหลานในตระกูลได้เรียนนั้น เคยกล่าวถึงสำนักฝึกวิชาต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ ลานประลองที่แข็งแรงพอจะรับการโจมตีของเรา หุ่นฝึกที่มีชีวิต ธรรมชาติที่สวยงาม น้ำตกที่เต็มไปด้วยละอองมานา ซึ่งสถานที่ที่ข้ากล่าวมาทั้งหมดนั้นล้วนอยู่ในเมืองหลวง อันเป็นที่ตั้งของต้นตระกูลแห่งเรา”

 

กลุ่มผู้อาวุโสเริ่มที่จะพรรณนาถึงความงดงามและยิ่งใหญ่ของตระกูลตนเองเมื่อ 700 ปีก่อน พอลอง ๆ ฟังดูแล้วกันต์ก็ไม่เถียงว่ามันดูน่าอยู่เป็นอย่างมาก

 

เพราะการเป็นอยู่ทุกวันนี้ของตระกูลขุนศึกเทวะก็แทบไม่ต่างอะไรกับชาวป่าชาวเขาเลย จะให้ไปสร้างเมืองใหม่ที่อื่นก็ไม่ได้เพราะยังไม่ได้รับอนุญาตจากทางเมืองหลวงให้สามารถตั้งเมืองได้

 

เหล่าชาวเมืองเมื่อเห็นกลุ่มของตระกูลขุนศึกเทวะนับร้อยชีวิตเดินเข้ามาก็พลันคิดเอาเองว่าเป็นกลุ่มชาวนาที่พึ่งเข้าเมือง เพราะทุกคนล้วนสวมหมวกฟางและแต่งตัวราวกับชาวนา

 

แต่พอพวกเขาเห็นใบหน้าของเครกก็เกิดการซุบซิบและสนทนาในวงกว้างทันที

 

“ท่านเครก !” เสียงตะโกนของใครคนหนึ่งดังขึ้นที่ทางขวาของชายหนุ่ม

 

เมื่อเครกหันหน้ามองไปก็พบเข้ากับเรย์ และเรติน่าที่กำลังเดินเข้ามาจากทางขึ้นกำแพงเมือง

 

ซึ่งในขณะเดียวกันนั่นเองทหารเฝ้ายามนับร้อยชีวิตก็กระจายกำลังล้อมรอบคนจากตระกูลขุนศึกเทวะไว้อย่างรวดเร็ว

 

ชายร่างใหญ่ผู้เป็นผู้นำตระกูลขุนนางอินโคฟก็เดินฝ่าวงล้อมทหารเข้ามาหาเครกและเอ่ยขึ้น “ขออภัย แต่ว่าพวกเจ้ายังไม่ได้รับอนุญาตให้เดินเพ่นผ่านในเมือง ต้องได้รับการตรวจสอบเสียก่อนว่าเป็นพวกลัทธิบูชาปีศาจหรือไม่---”

 

ไม่ทันที่ผู้นำตระกูลอินโคฟจะได้เอ่ยจบ เครกก็ยกมือขึ้นเพื่อแสดงสัญญาณให้เขาหยุดพูด

 

“พวกเจ้ารู้กันดีใช่หรือไม่ว่าตระกูลขุนศึกเทวะแห่งข้า มีสายเลือดประจำตระกูลที่สามารถทำสิ่งใดได้”

 

ทันใดนั้นเองเหล่าคนในตระกูลขุนศึกเทวะก็พร้อมใจกันเปิดใช้ทักษะทางสายเลือดของตระกูล และส่งผลให้พวกเขามีออร่าสีส้มลุกขึ้นราวกับเปลวไฟกระจายอยู่รอบกาย แต่มีเพียงแค่เครกคนเดียวเท่านั้นที่ไม่เปิดใช้ทักษะ

 

เหล่าทหารยามที่กำลังกระจายกำลังล้อมอยู่นั้น ก็เริ่มรู้สึกเหงื่อตกและสั่นเทาเมื่อได้รับแรงกดดันจากความแข็งแกร่งที่ห่างชั้นกันมากเกินไป

 

“ต่อให้เป็นปีศาจหรือนักเวทที่ไหนก็ไม่สามารถลอกเลียนแบบมันได้ เพราะนี่คือสิ่งที่คนจากตระกูลขุนศึกเทวะเท่านั้นที่จะมีได้….มันเป็นมรดกตกทอดจากสายเลือดของข้า”

 

เครกดันไหล่ของขุนนางอินโคฟให้หลบไปด้านข้าง ก่อนที่จะก้าวเดินไปยังทางเบื้องหน้าอย่างไม่เกรงใจ

 

เป้าหมายของเครกในตอนนี้ที่เขาต้องการคือทวงคืนแผ่นดิน และทำให้ชื่อสเียงตระกูลขุนศึกเทวะกลับมาโด่งดังอีกครั้ง ส่วนพวกขุนนางคือเป้าหมายหลักหลังจากนี้

 

เหล่าทหารเองเมื่อไม่มีคำสั่งให้ทำอะไรก็พลันเข้าไปนั่งคุกเข่าต่อหน้าเครกทันที

 

“ท่านวีรบุรุษในครั้งก่อนที่ท่านเคยช่วยเมืองแห่งนี้และครอครัวของข้าไว้ บุญคุณนั้นข้าจะไม่มีวันลืม” ทหารเอ่ยพลางก้มหัวลงคำนับเครกอย่างไร้ซึ่งความลังเล

 

ทหารนายอื่น ๆ เมื่อเห็นดังนั้นก็ไม่รอช้ารีบเข้ามานั่งคุกเข่าขวางทางและก้มหัวคำนับไปตาม ๆ กัน

 

“ข้าจะไม่มีวันลืมบุญคุณของท่าน ท่านวีรบุรุษ”

 

กลุ่มชาวเมืองและประชาชนที่เห็นว่าพวกทหารได้เปิดก่อนแล้วก็ตามต่อในทันที

 

“หากไม่มีท่านข้าคงไม่มีชีวิตอยู่ถึงวันนี้แล้ว ได้โปรดรับสิ่งนี้ไว้แทนคำขอบคุณด้วยเถิด”

 

เจ้าของร้านขนมปังเอ่ยขึ้นพร้อมกับมอบอาหารชั้นดีให้กับเครกในระหว่างที่กำลังก้มตัวคำนับ

 

หลังจากนั้นเองไม่ว่าจะเป็นเสียงสรรเสริญ สิ่งของ อาหาร และอีกมากมายก็ล้วนถูกนำมาให้เครกอย่างต่อเนื่อง

 

และเหตุการณ์ในครั้งนี้เองที่ทำให้เหล่าขุนนางฝั่งอินโคฟรู้สึกน้อยเนื้อตำใจขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เพราะการกลับมาของเครกที่อยู่ฝั่งเรติน่า จะทำให้อำนาจบารมีของตนลดลงไปยิ่งกว่าเดิมอีก

 

เรย์และเรติน่าที่โดนกลุ่มชาวเมืองเดินแทรกผ่านเข้าไปก็อดไม่ได้ที่จะมองหน้ากันและยิ้มบาง ๆ ออกมา

 

เพราะในตอนนี้เองไม่ว่าจะเป็นใครก็ล้วนแต่กังวลและเป็นทุกข์แทบทั้งสิ้น โดยข่าวของอาณาจักรทางตอนกลางที่ล่มสลายนั่นเอง ซึ่งข่าวนี้ก็ได้กระจายไปยังทั่วทุกคนทุกชนชั้นไปจนหมดแล้ว

 

ไม่ว่าจะเป็นใครก็ต้องหวาดกลัวอยู่บ้าง แต่พอเมื่อเครกกลับมาก็ทำให้ความทุกข์และความเศร้าของปวงชนหายไปในชั่วพริบตา

 

และสิ่งนี้เองคือสิ่งที่ มีเพียงวีรบุรุษเท่านั้นถึงจะสามารถกระทำได้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 49 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

739 ความคิดเห็น

  1. #698 ccaacca1160 (จากตอนที่ 241)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2563 / 22:17
    จะมีการต่อสู้แย่งชิงอำนาจ ขุนศึกกับขุนนางรึเปล่านา
    #698
    1
    • #698-1 SuruMaster(จากตอนที่ 241)
      28 กรกฎาคม 2563 / 00:55
      มันต้องเกิดครับ แค่อยู่กับว่าใครอยู่ฝั่งใคร
      #698-1
  2. #697 Chaos I (จากตอนที่ 241)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2563 / 19:51
    ฝ่ายนึงปกครอง700ปี ได้แต่เมือง ไม่ได้ใจ...
    #697
    8
    • #697-5 SuruMaster(จากตอนที่ 241)
      28 กรกฎาคม 2563 / 01:26
      hack id เขามาตอบครับ พี่แกเขานอนแล้วจริงๆ มีแต่ผมที่นั่งแต่งนิยาย แต่อีกเดี๋ยวก็ลาก่อย ถามผมได้เกือบทุกอย่างยกเว้นเนื้อเรื่อง ไม่อ่านหรอกตั้ง 200 ตอน ตายๆ
      #697-5
    • #697-7 SuruMaster(จากตอนที่ 241)
      28 กรกฎาคม 2563 / 01:40
      ครับ อย่าพึ่งเดี้ยงนะครับ รออ่านพี่แกแต่งจบ เราจะรู้จุดจบไปพร้อมๆกัน แต่จริงๆผมก็มีคัมภีร์สปอยล์แหละ แค่ไม่ใช้
      #697-7