สลับตัวละครเพื่อครองโลก-Switch characters to control the world

ตอนที่ 242 : ภาค 3-บท 42 หวนคืน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 266
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 47 ครั้ง
    30 ก.ค. 63

“ดูเหมือนเจ้าจะได้ของตอบแทนจากผู้คนมามากเกินไปจริง ๆ”

 

เรย์ในรูปลักษณ์ชายหล่อเอ่ยปากเชยชม ในระหว่างที่สายตากำลังจ้องมองไปยังฝ่ามือของเหล่าผู้คนจากตระกูลขุนศึกเทวะ

 

คนในตระกูลที่เป็นชายฉกรรจ์นับร้อยคนนั้น แต่ล่ะคนต่างมีของขวัญ อาหารและอุปกรณ์ต่าง ๆ เต็มไม้เต็มมือไปหมด

 

เครกที่กำลังยืนจ้องเคียงข้างกับเรย์และเรติน่านั้นกำลังทำสีหน้าครุ่นคิดและดูเหมือนจะไม่ได้ฟังคำพูดของเรย์มากสักเท่าไหร่

 

“เจ้ารู้จักตระกูลขุนศึกเทวะตั้งแต่เมื่อไหร่กัน แล้วเรติน่าเหตุใดเจ้าถึงดูเหมือนรู้ดีนักว่าพวกเขาเป็นใคร ทั้ง ๆ ที่ในตอนแรกเจ้าก็ยังไม่รู้จักแม้แต่ชื่อของขุนศึกเทวะ ?”

 

กันต์จำได้ดีว่าในตอนแรกที่เขาได้ยินคำว่าขุนศึกเทวะคือตอนที่ต้องไปสู้กับผู้นำกองพันปีศาจที่ใช้ดาบคู่

 

และในตอนนั้นเองเรติน่าก็อยู่ด้วย ซึ่งเธอเองก็ดูเหมือนจะไม่เข้าใจคำว่าขุนศึกเทวะเช่นเดียวกัน

 

แต่อยู่ดี ๆ กลับมาวันนี้ดันรู้และพยายามช่วยให้เข้าเมืองได้สำเร็จอีกด้วย

 

เรย์และเรติน่าที่ได้ยินดังนั้นก็มองหน้ากันอีกสักพัก และตกลงกันได้ว่าจะให้ทางเรย์เป็นคนตอบคำถามแทน

 

“ก่อนหน้านี้เมื่อไม่กี่วันก่อนข้าได้ค้นพบอุโมงค์ลับขนาดใหญ่ใต้ดินแห่งหนึ่ง ที่นั่นมีข้อความอักษรโบราณมากมายที่สลักเกี่ยวกับสงครามเมื่อหนึ่งพันปีก่อนไว้”

 

“และแล้วข้าก็ได้พบเข้ากับชื่อของเครก โคนอส ต้นตระกูลแห่งขุนศึกเทวะผู้เป็นสายเลือดบริสุทธิ์ ต่อมาข้าจึงตามหาข้อมูลภายในเมืองต่อและได้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นว่าทำไมชื่อของพวกเขาจึงถูกลืมไปจากประวัติศาสตร์ แต่ เจ้าน่ะ คือเครกโคนอส ชายเคยมีชีวิตอยู่จากเมื่อนพันปีก่อนจริง  ๆ หรือ ?”

 

เมื่อสิ้นเสียงคำพูดของเรย์ เธอก็จ้องเข้าไปในแววตาของเครกด้วยความมั่นใจอันเต็มเปี่ยม เรติน่าที่ยืนอยู่ไม่ไกลก็กำลังรอฟังคำตอบอย่างใจจดใจจ่อเช่นเดียวกัน

 

“ถูกต้องแล้วเป็นข้าเอง เครกโคนอส ต้นตระกูลขุนศึกเทวะเมื่อพันปีก่อน และยังเป็นหนึ่งในผู้กล้าที่ปราบจอมมารเวลโดรลงได้สำเร็จ ส่วนเรื่องที่ข้าคืนชีพกลับมาได้เช่นไรนั้นอย่าได้ถามเลย”

 

เรติน่าที่ยืนอยู่ไปไม่ไกลเมื่อได้ยินดังนั้นก็ถึงกับหน้าซีดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เพราะนั่นมันก็หมายความว่าเธอกำลังตกหลุมรักชายที่มีอายุกว่าพันปีไม่ใช่รึไง อีกทั้งชายคนนี้ยังมีอีกร่างหนึ่งที่เป็นเด็กอยู่อีกด้วย มันหมายความว่ายังไงกันแน่

 

ตอนแรกที่ได้ฟังเรื่องราวนี้จากเรย์เธอเองก็ไม่อยากจะเชื่อ แต่พอลองได้ฟังหลักฐานที่บ่งบอกว่าเครกโคนอสมีคลื่นกายา(ออร่า)สีชาด ที่มีความสามารถในการเพิ่มพลังอย่างมหาศาลอยู่จริง ๆ ซึ่งมันก็เป็นทักษะที่มีกันได้แค่คนจากตระกูลขุนศึกเทวะเท่านั้น

 

“ถ้าเช่นนั้นแล้วข้าควรเรียกท่านว่าเช่นไรท่านผู้กล้าอาวุโส” เรย์เอ่ยพลางคำนับตัวลงเพื่อเคารพ

 

ถ้าให้นับตามหลักแล้วเครกคือคนที่มีอิทธิพลและอายุมากสุด ๆ ถ้ามีคำที่แก่กว่าอาวุโสเธอคงใช้เรียกไปแล้ว

 

“ถึงแม้ว่าเรื่องจริงแล้วข้าจะไม่ได้มีอายุใกล้เคียงกับพวกเจ้า แต่ด้วยเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เราผ่านพ้นกันมา ข้าจึงอยากขอให้ทุกอย่างเป็นเหมือนเดิม ได้โปรดอย่าทำให้ความสัมพันธ์ของเราดูห่างเหินกันเลย”

 

สำหรับตัวกันต์แล้วเรย์ก็เหมือนเพื่อนชายคนนี้ที่ปรึกษาเรื่องราวการเมืองได้ ถ้าเขาเสียเพื่อนคนนี้ไปก็คงหาคนที่จะให้ความรู้สึกเช่นเดียวกันนี้มาแทนยาก

 

กันต์ในร่างของเครกรู้ดีว่าทั้งเรย์และเรติน่าเป็นผู้หญิงที่มากคำถามและอยากรู้ในทุกสิ่งที่ตนสงสัย จึงรีบบอกปัดไปก่อน เพราะนี่ยังไม่ใช่เวลาเหมาะสมจะอธิบาย

 

“ช่วยพาข้าและผู้คนในตระกูลของข้า ไปยังสถานที่ตั้งตระกูลก่อนเถิด”

 

เรติน่าที่ได้ยินดังนั้นก็ก้มตัวลงคำนับเบา ๆ และเดินนำทางให้กับเครกไปยังสถานที่ที่ตระกูลขุนศึกเทวะเคยตั้งอยู่เมื่อหนึ่งพันปีก่อน

 

ในขณะเดียวกันนั่นเองเหล่าชาวบ้านและทหารก็พร้อมใจกันหลบทางให้กับเครกได้เดินอย่างสะดวกสบาย ก่อนที่จะกลับไปใช้ชีวิตกันตามปกติ

 

ส่วนทางฝั่งขุนนางตระกูลอินโคฟก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยตั้งแต่เมื่อกี้นี้แล้ว ไม่ทราบเหมือนกันว่าพวกเขากำลังวางแผนอะไรไว้ แต่ที่แน่ ๆ สักวันเขาต้องล้างไอ้คนประเภทนี้ออกไปจากเมืองให้ได้ก่อนที่มันจะสายเกินไป

 

“เมื่อหนึ่งพันปีก่อนท่านราชาได้มอบผืนดินที่หนึ่งให้กับท่านเป็นสิ่งตอบแทนจากการปราบจอมมารลง และในทุกวันนี้มันก็ยังคงอยู่ที่เดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง แต่เวลาที่ผ่านไปนับพันปีก็อาจจะทำให้มันดูทรุดโทรมลงบ้าง ได้โปรดอภัยให้ข้าด้วยที่รับรู้เรื่องราวนี้ช้าเกินไป จึงไม่อาจได้เตรียมพร้อมสำหรับการมาถึงของท่าน”

 

เรติน่าที่กำลังนำทางไปได้ไม่นานจู่ ๆ ก็หยุดเดินลงและหันหน้ากลับมามองที่เครก

 

“เรติน่า เจ้า…คงไม่ได้พาข้ามาผิดที่ใช่ไหม ?”

 

“ไม่ผิดแน่นอนค่ะ สถานที่แห่งนี้เนื่องจากเป็นเขตส่วนบุคคลมาตั้งแต่พันปีก่อนแล้วจึงไม่มีใครได้รับสิทธิ์และอำนาจในการเข้าไปยุ่ง และทุกวันนี้มันก็ยังคงเป็นเขตหวงห้ามเช่นเคย”

 

[จิตใต้สำนึกของเครกพยายามบอกกับผู้เล่นว่า เรื่องนี้เขาไม่คยทราบมาก่อนเพราะตนเองทำเพียงแค่สร้างบ้านธรรมดาหลังหนึ่งหาใช่คฤหาสน์ไม่]

 

กันต์ที่ฟังดังนั้นก็พอจะคาดเดาได้ว่าคฤหาสน์นี้หากตัวเครกไม่ได้เป็นคนสร้างก็คงหนีไม่พ้นลูกหลานของเขาเป็นแน่ เอ แต่ภรรยาของเครกเขาเองก็ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเหมือนกัน เธอเป็นใครกันน่ะ ? แต่นี่มันก็ไม่ใช่เวลาที่จะมาสงสัยเรื่องนี้

 

ทหารเฝ้ายาม 2 นายที่มีหน้าที่คุ้มกันเขตหวงห้าม เมื่อเห็นคณะเดินทางของเครกมาถึง ก็หลบทางให้โดยทันที

 

สถานที่ที่พวกเขากำลังยืนอยู่ในตอนนี้คือบริเวณริมฝั่งกำแพงเมืองทางด้านทิศตะวันออก โดยตรงหน้าของพวกเขาก็คือคฤหาสน์เก่าแก่ซอมซ่อหลังหนึ่งที่มีพื้นที่ไม่กว้างมากนัก

 

โดยที่ตัวคฤหาสน์เองก็มีรอยพุพัง รอยรั่ว รวมไปถึงฝุ่น ใยแมงมุมและอีกมากมายที่คฤหาสน์อายุหนึ่งพันปีพอจะมีได้

 

เรย์ที่มองเห็นสภาพดังนั้นก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ พร้อมกับยืนกอดอก “ข้าสามารถส่งคนไปช่วยเจ้าสร้างคฤหาสน์หลังใหม่ที่ใหญ่กว่านี้ได้…เห็นแก่เจ้าที่เคยช่วยข้าไว้หลายครั้งหลายครา ข้าจะไม่คิดเรื่องค่าใช้จ่ายเสียแล้วกัน”

 

“เรื่องนั้นเราค่อยพูดกันทีหลัง ข้าขอเข้าไปตรวจสอบข้างในก่อน”

 

เมื่อสิ้นเสียงของเครกเขาก็ไม่รอช้ารีบเดินเข้าไปในคฤหาสน์ โดยทำการผลักเปิดประตูรั้วบานใหญ่ออกไปข้างหน้า

 

เสียงเอี๊ยดอ๊าดอันเกิดมาจากแรงเสียดทานเริ่มดังและส่งเสียงที่แสบแก้วหูเข้าไปยังโสตประสาทของทุกคน ก่อนที่ประตูจะหลุดจากล็อคและล้มตึงไปกับพื้น

 

สิ่งที่ทำให้กันต์ตกตะลึงนั้นไม่ใช่สภาพบ้านที่ดูทรุดโทรดหากแต่เป็นพื้นที่ต่างหาก คฤหาสน์แห่งนี้มีพื้นที่ไม่ถึง 300 ตารางเมตรเลยด้วยซ้ำ อันที่จริงมันควรจะเรียกว่าคฤหาสน์ขนาดเล็กมากกว่า

 

เนื่องจากถ้าให้คนเข้าไปมากคงจะแออัดเครกจึงสั่งให้เหล่าคนในตระกูลเฝ้ารออยู่ด้านนอก โดยคนที่เข้าไปก็จะมีแค่กลุ่มผู้เฒ่า เรย์ เรติน่า และเครกเท่านั้น

 

กลุ่มคณะสำรวจค่อย ๆ เดินเข้าไปที่ห้องโถงของคฤหาสน์และตรวจสอบสภาพโดยรอบ

 

แสงจากดวงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามาทำให้กันต์มองเห็นภาพโดยรอบอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น แต่แล้วเขาก็สังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่าง

 

“ดูจากภายนอกว่าเล็กแล้ว ภายในเองก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก” ผู้เฒ่าตนหนึ่งอดใจไม่ได้ที่จะเอ่ยออกมา

 

ผู้เฒ่าคนอื่น ๆ ที่ได้ยินดังนั้นก็เริ่มรู้สึกเห็นด้วยอย่างไม่ขัดแย้ง เพราะพื้นที่มันน้อยจริง ๆ แล้วไอ้ที่พรรณาไว้เสียสวยงามในตำรับตำรามันหมายความว่าเช่นไร เรื่องโกหกเช่นนั้นหรือ

 

หลังจากที่นำกำลังสำรวจทั่วทั้งตัวคฤหาสน์แล้ว เรย์จึงสรุปได้ว่าที่นี่อยู่ได้อย่างมากแค่ 20 คนเท่านั้น ถ้าแบ่งห้องนอนกันคนล่ะห้อง ซึ่งแน่นอนว่าข้อมูลนั้นช่วยยืนยันคำว่าเล็กได้เป็นอย่างดี

 

ผู้อาวุโสตระกูลคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเครกที่กำลังแหงนหน้ามองบานหน้าต่างด้วยความนอบน้อม "ขออนุญาตรบกวนท่านบรรพชน"

 

“เจ้ามีอะไรก็ว่ามา”

 

“ข้าขอเรียนตามความเป็นจริง สถานที่แห่งนี้คงไม่อาจเป็นที่อยู่ให้แก่พวกเราทั้งตระกูลได้เห็นทีว่าเราคงต้องกลับไปอยู่ตามป่าตามเขาเช่นเดิม แล้วขอท่านราชาอนุญาตให้เราสามารถพัฒนาเมืองขึ้นใหม่เสียอีกเมืองหนึ่ง แต่การกระทำเช่นนั้นก็ต้องการงบประมาณเช่นกัน ขอให้ท่านบรรพชนพินิจพิจารณาเรื่องที่กระทำต่อไปอย่างถี่ถ้วนด้วย”

 

เครกที่ได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าเบา ๆ และทำสีหน้าครุ่นคิดอยู่อีกสักพักจนกระทั่งเขาสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ผิดปกติ

 

เขาเหลือบมองไปเห็นเชิงเทียนอันหนึ่งที่ติดอยู่กับกำแพง ตามปกติเหมือนกับกำแพงด้านอื่น ๆ แต่ทว่าเชิงเทียนนี้กลับมีฝุ่นเกาะน้อยกว่าปกติจนน่าประหลาดใจ

 

ซึ่งมันอาจจะหมายถึงได้ว่าเคยมีคนอื่นที่ไม่ใช่พวกเขาเข้ามาที่นี่แล้วกระทำการอะไรบางอย่างก็เป็นได้

 

แต่ถ้าพูดถึงเรื่องสมบัติและของมีค่าทางตระกูลก็น่าน่าจะขนย้ายออกไปไว้ที่ป่าเขานอกเมืองจนหมดแล้ว เลยไม่เหลืออะไรที่ให้พวกโจรเข้ามาขโมยได้อีก แล้วเจ้าบุคคลปริศนานั่นจะลอบบุกเข้ามาทำไมกันล่ะ

 

ด้วยความฉงนใจ กันต์ในร่างของเครกจึงเอื้อมมือไปคว้าเชิงเทียนอันนั้นและลองผลักดึงหักมันเล่น เผื่อที่นี่จะมีห้องลับเหมือนกับในหนังบางเรื่องที่เขาเคยดู

 

ทันใดนั้นเองเชิงเทียนก็เริ่มส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดออกมา เครกที่ได้ยินเสียงดังนั้นก็ออกแรงกดดันให้มากขึ้นยิ่งกว่าเดิม จนกระทั่งเสียงกลไกบางอย่างที่อยู่ภายใต้คฤหาสน์ดังออกมา

 

เขาต้องออกแรงมากในระดับหนึ่งถึงจะกดเชิงเทียนนี้ลงได้ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าผู้ที่สามารถกดเชิงเทียนลงได้ต้องมีเลเวลอย่างต่ำที่ประมาณ 80 เลยทีเดียว

 

พื้นห้องทั้งพื้นห้องโถงเริ่มสั่นสะเทือนเบา ๆ พร้อมกับฝุ่นผงที่หล่นลงมาจากขอบบริเวณโดยรอบ

 

และพื้นห้องโถงก็เริ่มที่จะลดระดับต่ำลงเพื่อทำหน้าที่คล้ายกับลิฟต์ ทุกคนที่กำลังยืนอยู่ดี ๆ ก็เริ่มตกใจและหันมองไปรอบ ๆ

 

แต่ทว่าพื้นห้องโถงก็เริ่มส่งตัวเองลงไปยังชั้นใต้ดินที่ลึกมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งมันได้หยุดลงนั่นเอง

 

เมื่อหันมองขึ้นไปข้างบนจึงได้รู้ว่าลิฟต์อันใหญ่ตัวนี้ส่งพวกเขาลงมาลึกกว่า 10 เมตรด้วยกัน อีกทั้งสภาพโดยรอบก็ยังมืดมิดเป็นอย่างมาก จนมองแทบไม่เห็นอะไร

 

ในขณะเดียวกันนั่นเองเรติน่าก็ได้ร่ายเวทแสงขึ้นมาและส่งมันขึ้นไปยังที่สูง เพื่อสาดส่องแสงไปให้ครบทั่วทุกบริเวณ

 

เมื่อแสงสีทองอร่ามได้สาดส่องรัศมีออกไปแล้ว สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าทุกคนนั้นถึงกับไม่มีใครพูดอะไรออกแม้แต่คำเดียว 

 

เหตุเพราะสิ่งที่ปรากฏตรงหน้ามันมากเกินกว่าที่จะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 47 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

741 ความคิดเห็น

  1. #702 Chaos I (จากตอนที่ 242)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2563 / 17:29
    พื้นที่ลับ!?
    #702
    1
    • #702-1 SuruMaster(จากตอนที่ 242)
      1 สิงหาคม 2563 / 13:52
      ใช่แล้วครับ 555
      #702-1
  2. #701 Naret2535 (จากตอนที่ 242)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2563 / 21:13
    ถ้าดูจากเครกน่าจะเป็นสนามฝึกซ้อมขนาดใหญ่
    #701
    1
    • #701-1 SuruMaster(จากตอนที่ 242)
      31 กรกฎาคม 2563 / 00:07
      เป็นไปได้ครับ555
      #701-1
  3. #700 soraraccoonza (จากตอนที่ 242)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2563 / 19:08

    ละมันคืออะไรละนั้น
    #700
    1
    • #700-1 SuruMaster(จากตอนที่ 242)
      31 กรกฎาคม 2563 / 00:07
      เดี๋ยวก็รู้ครับ555
      #700-1
  4. #699 เอารถพ่วงมาไถนา (จากตอนที่ 242)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2563 / 19:08
    เงิน...สิน่ะ
    #699
    2
    • #699-1 SuruMaster(จากตอนที่ 242)
      31 กรกฎาคม 2563 / 00:07
      ถ้างั้นก็รวยล้นฟ้าเลยครับ555
      #699-1
    • #699-2 ccaacca1160(จากตอนที่ 242)
      31 กรกฎาคม 2563 / 13:54
      ตามความคิด เครก บ้ากำลังบ้าฝึกฝน คงเป็นทีพัก กับซ้อมพลังฝึกฝนพลังต่างๆ อยู่ใต้ดิน หรือ ไม่ก็ แท่นปริศบางอย่าง
      #699-2