นับสิบจะจูบ (Yaoi) END

ตอนที่ 15 : นับ 13 [110%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 80,942
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4,580 ครั้ง
    6 ก.พ. 62



นับ 13

ผมบ้าจี้สั่งพิซซ่าสามถาดมากินคนเดียวจริงๆ

ตอนสั่งไม่ได้คิดอะไรมากมายเลย มองเมนูในเว็บแล้วเห็นว่าหน้านั้นก็อยากกิน หน้านี้ก็อยากกิน เลยไม่ลังเลที่จะกดรัวๆ ลงตะกร้ามา แล้วผลเป็นยังไง... นั่งกินไปได้ยี่สิบนาทีก็เต็มพุง สุดท้ายมานั่งมองกล่องพิซซ่าสามถาดที่เปิดอ้าไว้เต็มโต๊ะอย่างหนักใจ แต่ละถาดหายไปแค่อย่างละชิ้นสองชิ้นเท่านั้นเอง จะทิ้งก็นึกเสียดายเงิน

ผมแน่นท้องจนไม่อยากลุก ปักหลักนั่งอืดอยู่ตรงโซฟาคนเดียว ตอนนี้ใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว ตัวเองนั่งอยู่ตรงนี้มาราวๆ สองชั่วโมงได้มั้ง ทีวีก็เปิดช่องมั่วๆ เอาไว้ มีหนังตะวันตกซับไทยฉาย แต่ผมก็ไม่ได้สนใจจะดูสักนิด

นับสิบยังไม่กลับมาอีก...

ไปกินข้าวกันถึงไหนเนี่ย ยอดเขาเอเวอเรสต์รึไง รึเส้นทางสายไหม?

หรือจะกินแล้วไปต่อ ไม่กลับมาแล้ว? ตอนนี้... โอ๊ย เอาอีกแล้ว สมองผมดันคิดไปถึงคู่นั้นอีกแล้ว

เชื่อไหมว่า ตั้งแต่ขับรถกลับมาถึงบ้าน หยิบมือถือขึ้นมาสั่งพิซซ่า ลงไปรับใต้คอนโดฯ จนถึงนั่งละเลียดกิน น่าแปลกที่ตลอดเวลาผมเอาแต่นึกถึงเรื่องของนับสิบกับน้องเอ๋ยไม่หยุด สมองเอาแต่ตั้งคำถามว่าทั้งคู่ตกลงคบกันแล้วรึเปล่า

นี่ผมเป็นคนขี้เสือกขนาดนั้นเลยเหรอวะ

แกร่ก

กำลังนั่งตั้งคำถามอยู่กับตัวเองนิ่งๆ ถึงกับสะดุ้ง ได้ยินเสียงดึงมือจับประตูแผ่วๆ แต่ชัดเจนเพราะหนังที่ฉายอยู่ดันเป็นตอนที่ตัวละครเดินถือขวานเงียบๆ อยู่ชั้นใต้ดินพอดี

นับสิบกลับมาแล้ว... จากที่นั่งเอกเขนกก็เด้งตัวขึ้นมาเหยียดหลังตรงทันที หยิบรีโมทโทรทัศน์ขึ้นมาถือ ส่วนมืออีกข้างก็หยิบพิซซ่า ทำทีท่าเหมือนกำลังตั้งใจและลุ้นกับนางเอกที่กำลังปะทะกับฆาตกรโรคจิตสุดฤทธิ์สุดเดช

กู... ทำบ้าอะไรเนี่ย นับวันยิ่งไม่เข้าใจตัวเอง

“คุณจีน?”

ผมหันไปมองนับสิบนิดหน่อย ถือโอกาสวางพิซซ่ากลับลงที่เดิม “กลับมาแล้วเหรอ”

“ครับ คุณจีนยังกินข้าวไม่เสร็จเหรอครับ”

“ก็... กินพลางดูหนังพลางอ่ะ”

“พิซซ่าสามถาด? คนเดียว?” นับสิบเดินเข้ามาหยุดใกล้ๆ จากนั้นขยับสายตาไปมองโต๊ะเตี้ยหน้าโซฟาที่ละลานไปด้วยกล่องพิซซ่า ท่าทางเหมือนจะทั้งแปลกใจแล้วก็ประหลาดใจที่เห็นคนไม่ประมาณตนเอง

“อืม แล้วนายอ่ะ”

“เรียบร้อยแล้วครับ”

ฟังแล้วผมก็ได้แต่รับคำในลำคอ หยิบแก้วเป๊บซี่ขึ้นดูดไม่ได้พูดอะไรต่อ เห็นอย่างนั้นอีกฝ่ายเลยบอกว่าจะเข้าไปอาบน้ำ หมุนตัวเดินหายเข้าไปหยิบผ้าขนหนูในห้อง แต่พอเดินกลับออกมาอีกทีก็เล่นเอาผมที่แอบมองอยู่ตลอดแทบสำลัก ต้องรีบดึงสายตากลับมาจ้องจอทีวีที่ตอนนี้ไล่ฆ่ากันเมามัน

ฆาตกรสวมถุงกระสอบบนหัวเดินลากฝ่าเท้าช้าๆ จากนั้นก็... เป็นซิกส์แพคสวยๆ และกลามเนื้อเหมาะเจาะของผู้ชาย

“เฮ้ย!?”

นับสิบที่เดินพันผ้าขนหนูท่อนล่างผืนเดียวเดินเอาหุ่นดีๆ มาหยุดขวางอยู่ตรงหน้าผม

“ไรนายเนี่ย มาบังทีวีทำไมอ่ะ”

กว่าจะรวบรวมสมาธิที่กระเจิดกระเจิงกลับมาได้ พอเงยหน้ามองก็เห็นว่าหมายเลขสิบแปดกำลังยิ้ม “ผมแค่กำลังจะมาบอกว่าอย่ากินมากนะครับ ดึกแล้ว เดี๋ยวอ้วน”

...แค่เนี้ย?

“รู้แล้วน่า ไปอาบน้ำไป” ผมใช้มือดันอีกฝ่ายให้พ้นออกไปจากรัศมีสายตา ซึ่งนับสิบก็ว่าง่ายหันหลังตรงไปทางห้องน้ำในห้องครัว แต่หูผมดีพอที่จะได้ยินเสียงหัวเราะแผ่วๆ ลอยมา

ผมมองตามหลังด้วยสีหน้ายุ่งๆ พอไม่มีอีกคนอยู่แล้วถึงค่อยๆ ค่อยๆ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อลงได้ ใจยังคงวุ่นๆ แม้จะพยายามทำสมาธิเรียกให้ตัวเองตั้งใจดูหนังตรงหน้า แต่สายตามันก็เอาแต่จะชำเลืองมองไปทางห้องน้ำอยู่ตลอดเวลา สมองเริ่มจะทำงานดีอีกแล้ว ความอยากรู้เกี่ยวกับนับสิบและน้องเอ๋ยที่ออกไปกินข้าวด้วยกันมามันทำให้ผมอยู่ไม่สุขสุดๆ

ถามดีมั้ย... จะถามยังไงดี ถ้าสิบมันถามว่าถามทำไม ผมจะตอบว่าอยากรู้เฉยๆ งี้เหรอ?

แล้วผมจะอยากรู้ไปทำไมวะ นั่นดิ แต่อยากรู้นี่

ตอนที่กำลังต่อสู้กับความอยากรู้อยากเห็นของตัวเอง นับสิบก็เดินออกมาจากห้องน้ำพร้อมกลิ่นแชมพูตลบอบอวล เห็นแล้วอยากเข้าห้องไปอาบน้ำล้างเหงื่อไคลแล้วกระโดดลงบนเตียงบ้าง แต่ไอ้ความอยากรู้ก็ตรึงร่างผมไว้กับที่

ร่างสูงของเด็กไอ้ตั้มเดินกลับไปในห้อง แล้วก็เดินออกมาอีก เข้าไปในครัว ผมแอบมองก็เห็นแล้วว่าเทน้ำดื่มเย็นขึ้นดื่ม จากนั้นเอาขวดน้ำสำหรับตัวเองออกมาเติมแล้วกลับเข้าไปในห้องอีกครั้ง ไม่ถึงนาทีก็เดินออกมา...

ทิ้งตัวนั่งลงตรงข้ามพร้อมรอยยิ้ม

“ว่าไงครับ”

“หือ?”

“มีอะไรจถามผม”

คำถามต่อมาที่ถูกเปล่งด้วยน้ำเสียงนุ่มเหมือนเจ้าชายทำเอาผมสะดุ้ง “ถาม...ถามอะไร?”

“มองผมอยู่ตลอด มีเรื่องอยากจะถามใช่มั้ยครับ”

“...”

“ถ้าคนถามเป็นคุณจีน ผมตอบให้ทุกอย่างนั่นแหละ”

ผมถึงกับเผยอปากค้าง ...ไอ้เด็กนี่มันรู้ว่าผมแอบมองอยู่ได้ไงเนี่ย

“ฉันไม่ได้...” คำพูดแก้ตัวที่เตรียมจะปฏิเสธออกไปถูกหยุดไว้กลางคัน อาจเพราะความอยากรู้ยังไม่ได้รับการตอบสนอง ทำให้ผมปากหนักละล้าละลัง “ก็ได้ อยากให้ถามก็จะถาม นายเป็นไงมั่ง”

“สบายดีครับ”

...สัด

“ไม่ใช่เรื่องนั้นดิ”

“หืม? งั้นเรื่องไหนครับ”

“เรื่องที่ไปกินข้าว”

“อ้อ ก็ดีครับ อาหารอร่ยอดี ถ้าคุณจีนอยากลองไว้รอบหน้าเราไปด้วยกันสองคนก็ได้”

“ฉันไม่ได้อยากรู้เรื่องนั้นนน” ผมถึงกับลืมตัวลากเสียงยาวใส่อารมณ์เอ่ย จิ๊ปากอย่างขัดใจ ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกว่าเหมือนกำลังถูกนับสิบหยอกเล่นอยู่ยังไงชอบกล... หน้าหล่อๆ ของหมายเลขสิบแปดตอนนี้ถึงจะไม่ได้มีร่องรอยจงใจกวนอารมณ์ แต่จากรอยยิ้มมุมปากข้างหนึ่งที่ยกสูงขึ้นกว่าปกติมันก็ทำให้อดจะงุ่นง่านอยู่ในใจไม่ได้

“งั้นเรื่องไหนล่ะครับ ถ้าไม่ถามตรงๆ ผมก็ตอบลำบากนะ”

มองนัยน์ตาคมที่จ้องมาก็ยิ่งปั่นป่วนมากกว่าเดิม สุดท้ายผมที่แพ้ความเสือกในใจตัวเองก็รัวคำถามออกไปรวดเดียวจบ “นายไปกินข้าวกับน้องเอ๋ย น้องเอ๋ยพูดอะไรกับนายบ้าง นายคบกับน้องเอ๋ยแล้วเหรอ พวกนายเป็นแฟนกัน?”

“...”

“...”

ในห้องนั่งเล่นกริบขึ้นมาทันใด มีแต่เสียงฟันขวานเข้ากับประตูไม้ปังๆ จากลำโพงโทรทัศน์

เห็นนับสิบนิ่ง ผมถึงรู้สึกอยากย้อนเวลากลับไปก่อนหน้าซะเหลือเกิน กลายเป็นว่าตอนนี้ทำอะไรไม่ถูก เบี่ยงวงหน้าไปอีกทางแล้วให้เวลาสมองคิดหาคำตอบว่าถ้านับสิบถามว่าอยากรู้ไปทำไม ผมจะตอบอย่างอื่นนอกจากคำว่า ก็อยากรู้’ ยังไง

“เรื่องนี้เองเหรอครับ”

“...”

“ทำไมคุณจีนถึงคิดว่าผมกับเอ๋ยเป็นแฟนกันล่ะ”

“ก็...”

ผมไม่อยากบอกว่าน้องเอ๋ยเอาเรื่องนับสิบมาปรึกษา เพราะไม่รู้แน่ชัดด้วยว่าตอนนี้เรื่องของสิบกับน้องเอ๋ยกลายเป็นแบบไหน ทีแรกคิดว่าน้องเอ๋ยสารภาพรักไปแล้วที่ลานจอด แต่พอได้ฟังแบบนี้ก็เอ่ยตอบไปตรงๆ ไม่ได้ “ฉันไม่ได้จะแอบมองนะ แต่ตอนกลับฉันเห็นนายกับน้องเอ๋ยอยู่ด้วยกันที่ลานจอดรถ”

พูดแค่นี้นับสิบก็เข้าใจ สีหน้าของอีกฝ่ายเปลี่ยนไป รอยยิ้มที่มักติดเรียวปากหยักตลอดก็หายไปเช่นกัน

“คุณจีนเห็น?”

“เอ่อ อืม ก็บังเอิญเห็นพอดี”

คิ้วเข้มของนับสิบขยับเข้าหากัน แต่นัยน์ตาคู่คมไม่ได้มองมาที่ผมทำให้ผมรู้ว่าสีหน้ายุ่งเหยิงของเขาตอนนี้ไม่ได้เกิดมาจากผมเป็นเหตุ ครู่ต่อมาก็ว่า “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ ที่ผมตกลงไปกินข้าวกับเอ๋ยเพราะมีเรื่องจะคุยด้วยเฉยๆ”

“เรื่องคุยด้วย? เรื่องอะไร...”

กว่าจะห้ามเสียงตัวเองได้ก็เอ่ยถามแทบจบประโยคแล้ว ต่อมยุ่งเรื่องชาวบ้านทำงานเร็วเกินไป

“วันนี้เอ๋ยไปคุยกับคุณจีนไม่ใช่เหรอครับ ทำหน้ายุ่งแบบนั้น”

“...”

หน้ายุ่ง? อ้อ ตอนที่น้องเอ๋ยขอช่วยผมสินะ... นับสิบบังเอิญเห็นพอดีเลยเหรอเนี่ย ที่ตอบตกลงไปกินข้าวก็เพื่อจะคุยเรื่องที่น้องเอ๋ยทำให้ผมลำบากใจหรอกเหรอ

สิ่งที่ได้ยินจากปากนับสิบทำให้ผมทำอะไรไม่ถูกแปลกๆ

อย่างนี้แปลว่าน้องเอ๋ยคงยังไม่ได้สารภาพรักกับนับสิบใช่มั้ย นับสิบเองก็น่าจะยังไม่รู้ด้วยว่าเพื่อนตัวเองชอบอยู่? ผมพอจะรู้ว่านับสิบชอบและโอเคกับผม การที่เขาไปพูดกับน้องเอ๋ยแบบนั้น ไม่ใช่ว่าทำให้สิบมันมีปัญหากับเพื่อนหรอกนะ

“นาย... ตอนนี้ไม่ได้ทะเลาะกับน้องเอ๋ยใช่มั้ย”

“เปล่านี่ครับ”

“...อ้อ”

“แล้วก็ไม่ได้จูบด้วย”

กำลังคิดถึงสมมติฐานอยู่คนเดียวอย่างหมกมุ่น ประโยคต่อมาที่ร่างสูงเอ่ยก็ทำให้ผมเงยหน้าขึ้นทันที อีกฝ่ายเอ่ยตอบสิ่งที่ผมอยากรู้เป็นอันดับสองออกมาเองโดยไม่ต้องถาม

“ไม่ได้จูบ?”

“คุณจีนคิดว่าผมจะจูบกับเพื่อนตัวเองเหรอครับ”

“ฉัน... ก็... อืม?”

ผมเลือกคำตอบไม่ถูก เพราะก่อนหน้านี้สมองยังสนใจเรื่องน้องเอ๋ยบอกชอบนับสิบอยู่ พอเหลือบสายตามองอีกคน ก็เห็นว่าเขาจ้องมองมาทางนี้ไม่ละสายตา เหมือนอยากจะให้ผมมองเข้าไปให้ลึกถึงความคิดข้างใน

สุดท้ายก็เอ่ยขึ้นมาอีกครั้งด้วยโทนเสียงนุ่มเป็นเอกลักษณ์แต่หนักแน่นที่สุด

“เอ๋ยเป็นแค่เพื่อนผม แค่นั้น ไม่มีมากกว่านั้นแล้วครับ”

“...อ๋อ”

“หึงเหรอ”

“หึง?”

“ถ้ารู้ว่าคุณจีนจะหึง ผมคงไม่ไปกับเอ๋ยหรอกครับ” น้ำเสียงคนพูดกลั้วหัวเราะ ปากก็ประดับรอยยิ้มเล็กๆ

หัวใจผมที่เต้นช้าลงแล้วกลับมาบีบรัวระรัวเหมือนเดิม หน้าเหวออยู่เกือบนาที ก่อนที่จะขมวดคิ้วแน่น

หึงเนี่ยนะ? ทำไมผมต้องหึงนับสิบด้วยล่ะ แค่ถามถึงนี่มันกลายเป็นหึงได้ด้วยเหรอ

“บ้าดิ ฉันถามเพราะอยากรู้เฉยๆ”

“หืม?” ท่าทีเอียงศีรษะน้อยๆ เหมือนไม่เชื่อ แววตามีความหยอกเย้าจงใจแสดงให้เห็น “ไม่ใช่นึกว่าผมกับเอ๋ยจูบกันแล้วกำลังคิดมากอยู่เหรอครับ”

“ฉันแค่เห็นเรื่องของนายกับน้องเอ๋ยเต็มเน็ต พอไปเห็นที่ลานจอดรถอีกก็เลยนึกว่าพวกนายชอบกันอยู่จริงๆ แค่นั้น”

“คุณจีนก็น่าจะรู้นี่นาว่าพวกนั้นทางช่องเขาขอให้โปรโมท”

“ก็... ก็มันดูสมจริงนี่หว่า”

“ถ้าไม่สมจริงแล้วใครจะเชื่อล่ะครับ”

“อืม มันก็ใช่”

“อีกอย่าง... นอกจากคุณจีนผมก็ไม่ได้จูบใครเลย ผมถือ คุณจีนจำไม่ได้เหรอ”

“...” ผมถึงกับนิ่งไป

ไม่รู้จะรู้สึกยังไงดีระหว่างกระอักกระอ่วนกับเข้าอกเข้าใจในเหตุผลฝั่งตรงข้าม แต่พอฟังที่นับสิบอธิบายแบบนี้แล้ว ที่เคยสงสัยว่าทำไมถึงขอผู้กำกับว่าจะใช้แต่มุมกล้องตลอดก็เคลียร์ได้ในที่สุด

แต่ที่พูดว่าจูบผมขึ้นมานี่ คงไม่ใช่ว่าตั้งใจจะพูดขึ้นมาเพื่ออยากให้ผมรับผิดชอบดูแลหรือทวงบุญคุณหรอกนะ

“ไม่ต้องหึงแล้วนะครับ”

“ตลกละ ก็บอกละว่าไม่ได้หึง”

“อ้อ?”

ไอ้ท่าทางเลิกคิ้วนิดๆ พร้อมรอยยิ้มแบบนั้นคืออะไรไม่ทราบ

ผมกลอกตา เลือกจะเบี่ยงหน้าหนีไม่มองตรงไปทางคู่สนทนา มาสะดุ้งก็ตอนที่รู้สึกว่าคนนั่งโซฟาตัวตรงข้ามยืดแขนเอามือมาบีบแก้มข้างหนึ่งผมไม่เบาไม่แรงนัก

รู้สึกตัวผมก็ปัดมืออีกฝ่ายวุ่นวาย ขยับตัวไปอีกด้านขณะขึงตาใส่เหมือนดุเด็ก

“เล่นไรเนี่ย”

“พองอนแล้วชอบพองแก้มแบบนี้จริงๆ เลยนะครับ”

“...”

“มันน่ารักรู้มั้ย”

ใจแม่งไม่สงบอีกแล้ว...

ได้ยินคำว่าน่ารักจากนับสิบก็บ่อยแล้ว เหมือนจะชิน แต่ก็ชินไม่ลงทุกที

สายตาคู่นั้นจ้องนิ่งมาที่แก้มและมุมปากของผม เห็นแบบนั้นฟันก็ขยับไปกัดกระพุ้งแก้มเบาๆ เม้มริมฝีปากตรวจสอบทางอ้อมว่าตอนนี้ตัวเองไม่ได้พองแก้มท่าทางตลกเหมือนคางคกอยู่ใช่มั้ย

“ฉันจะไปอาบน้ำแล้ว”

นับสิบไม่ได้ตอบอะไร และผมก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายอีกเลย หลังจากปิดฝากล่องพิซซ่าเก็บเร็วจนมือเป็นระวิงแล้วก็ขยับลุกขึ้นจากโซฟา เดินเข้าห้องตัวเองไปทันที

 

“อ้าว วันนี้ก็มาเหรอ”

เสียงของไอ้ตั้มทำให้ผมที่นั่งกดมือถือยิกๆ เล่นเกมพัซเซิลอยู่คนเดียวในมุมมืดเงยหน้ามอง เหมือนว่ามันจะเพิ่งเดินผ่านแถวนี้แล้วเห็นผม สีหน้าเลยประหลาดใจได้แบบโคตรตลก

“กูมาตั้งนานละ”

“เข้ วันนี้มีถ่ายแต่เช้าเพื่อนกูก็ตื่นมาเว้ย อะไรดลใจให้มึงอยากออกจากห้องล่ะ ไอ้สิบเรอะ?”

ผมหรี่ตา “เกี่ยวอะไรกับนับสิบ”

“อ้าว ไม่งั้นจะเกี่ยวกับอะไร”

“เกี่ยวกับเมื่อคืนกูนอนตีสองไง วันนี้สิบโมงก็ตื่นแล้ว”

“อ๋อออ เหรอๆ งี้นี่เอง” มันพยักหน้าหงึกหงัก แต่สีหน้านี่ไม่รู้ทำไมดูวอนตีนแปลกๆ ยังยืนค้ำอยู่เหนือหัวผมไม่ยอมไปไหน “แล้วนี่ไอ้สิบเห็นยังว่ามึงมา”

“ไม่รู้ ยังมั้ง กูก็เห็นแค่ตอนเด็กมึงเข้าฉากอยู่ไกลๆ ก่อนหน้านี้กูไปคุยกับคุณไม้แล้วแยกมานั่งนี่เลย”

“ไปหามันดิ”

“มึงเห็นนั่นมั้ย” ผมชี้ไปที่พัดลมตั้งพื้นตัวใหญ่ที่ทีมงานเอามาเปิดส่ายอยู่ไม่ไกล “กูนั่งนี่แหละสบายแล้ว”

“เออ เอาเหอะ เดี๋ยวไอ้สิบมันก็เห็นมึงเองแหละ มันติดจีพีเอสล่องหนไว้กับมึงแล้ว”

“...”

“หึ เดี๋ยวกูมาละกัน ไปโทรศัพท์แป๊บ”

“เออ จะไปไหนก็ไปเลยไป” ผมโบกมือไล่ หันกลับมาเล่นเกมต่อ

เกมติงต๊อง แต่เล่นแล้วไม่รู้ไมแพ้บ่อยมาก ผมเลยมุ่งมั่นอยู่กับการเล่นให้ผ่านสเตจนี้จนไม่ได้สนใจรอบข้าง กระทั่ง...

มีเก้าอี้พับอีกตัวถูกยกมาตั้งข้างๆ พร้อมร่างของใครบางคนนั่นแหละ

“มาทำไมไม่บอกล่ะครับ”

...นับสิบ

“ก็... มันต้องบอกด้วยเหรอ”

นับสิบขมวดคิ้วนิดๆ “ต้องสิครับ เราอยู่ด้วยกันนี่นา”

เมื่อก่อนไม่เห็นจะต้องบอกเลยนี่หว่า

“งั้นไว้คราวหน้าจะไลน์ไปละกัน ...ถ้าไม่ลืมนะ” พอเห็นคนข้างๆ ตอบกลับมาด้วยรอยยิ้ม รอยยิ้มโจมตีคนได้แม่งโคตรขี้โกงจนผมต้องหันหน้าหลบกลับมาจ้องจอตามเดิม “เขาจะเลิกกันกี่โมงล่ะ”

“ใกล้แล้วครับ ผู้กำกับให้พักกินข้าว คุณจีนกินรึยัง”

“ฉันไม่หิว” ผมส่ายหน้า “แล้วเข้ากองแต่เช้าต้องไปมออีกมั้ย”

“วันนี้ไปเอาแค่ชีทครับ”

ผมตอบรับเบาๆ ไม่ได้ถามอะไรอีก ส่วนนับสิบเหมือนจะมีทีมงานเดินเข้ามาคุยอะไรด้วยพอดี ผมเลยหันมาตั้งหน้าตั้งตาอัดสมาธิเต็มที่เข้ากับเกมตามเดิม ไอ้สเตจเฮงซวยอันเดิมที่ยังเคลียร์ไม่ได้สักทีนั่นแหละ

นั่งเล่นอยู่นานแค่ไหนก็ไม่รู้ จู่ๆ มีช้อนพลาสติกสีขุ่นตักข้าวพูนๆ มาจ่อถึงปาก ผมเลยอ้ารับอย่างว่าง่าย เคี้ยวข้าวมันไก่ทอดที่ถูกตักอัตราส่วนผสมทั้งข้าวและเนื้อแบบพอดิบพอดีเข้าปากแล้วกลืน จากนั้นช้อนใหม่ถึงตามมาติดๆ ตาผมยังจ้องอยู่ที่จอมือถือ สุดท้ายเมื่อเห็นคำว่าเคลียร์เด้งขึ้นมาพร้อมพุหลากสีถึงได้เงยหน้าขึ้น

“...”

แล้วผมก็ต้องนิ่งไปกับสายตานับสิบคู่ของบรรดาทีมงานที่จ้องมา

หะ?

“คุณจีน เคี้ยวสิครับ”

“...”

หันไปตามเสียงก็เห็นว่าเด็กที่นั่งอยู่ข้างๆ กำลังถือช้อนคำต่อไปรออยู่เลย เห็นว่าผมนิ่งอมข้าวไว้เต็มปากก็เลิกคิ้วขึ้น

“เป็นหนูแฮมสเตอร์เหรอครับ ข้าวนี่เก็บสำรองไว้ไม่ได้นะ”

ฟังน้ำเสียงกลั้วหัวเราะแผ่วๆ นี่แล้วผมก็ถลึงตาหน้ายุ่ง รีบเคี้ยวรีบกลืน เอื้อมมือไปดันมือหนาที่ถือช้อนพลาสติกให้ถอยไปห่างๆ ถ้าไม่ติดว่าดูเวอร์ไปผมจะยกเก้าอี้ถอยไปนั่งมุมนู้นแล้วนะเว้ย

“ทำไรเนี่ย”

“ป้อนข้าวไงครับ” ไอ้หน้าตาเหมือนจะสื่อว่ามีอะไรประหลาดนี่มันน่ายกนิ้วไปจิ้มตาฉิบเป๋ง

“อันนั้นรู้เว้ย แต่ที่ถามคือนายจะมาป้อนฉันเพื่อ”

“ถึงเวลากินข้าวก็ต้องกินสิครับ”

“ก็กินไปคนเดียวดิ ฉันบอกแล้วไงว่าไม่หิว"

ผมหรี่ตามองมืออีกคนที่ยังถือช้อนอยู่เป็นเชิงขู่ไม่ให้ยื่นเข้ามาใกล้อีก ยังดีที่นับสิบยอมทำตามอย่างว่าง่าย อีกฝ่ายวางช้อนลงกับกล่องโฟมตามเดิม ซึ่งตอนนี้ข้าวมันไก่ทอดในนั้นก็เหลือไม่ถึงห้าคำแล้ว ...สัด กูแดกไปกี่ช้อนเนี่ย

“น้ำอยู่นี่นะครับ”

ขวดน้ำที่ยังเย็นอยู่ถูกนับสิบหยิบมาวางเอาไว้ให้ ผมยังไม่ทันพูดอะไรตอบโต้ทีมงานก็ส่งสัญญาณให้เตรียมตัวเข้าฉากต่อไปมาพอดี คนข้างตัวผมลุกขึ้น ชี้ขวดน้ำอีกครั้งก่อนเดินห่างไป ผมมองตามแผ่นหลังกว้างก่อนชำเลืองไปทางน้ำเปล่า


======================= 55%


หมดอารมณ์เล่นเกมไปโดยปริยาย ตั้งมือถือไว้บนตักแล้วเอื้อมมือไปหยิบน้ำมาดื่มอย่างช่วยไม่ได้ จังหวะที่หมุนฝาจะเอาไปตั้งไว้ที่เดิม จังหวะนั้นกลับต้องชะงักเมื่อเห็นแววตาคู่หนึ่ง

น้องเอ๋ย...

อีกฝ่ายยืนอยู่ห่างจากจุดที่ผมนั่งไปค่อนข้างไกล แต่คอนแทคเลนส์ก็ทำให้ผมเห็นสีหน้าท่าทางของน้องเขาชัดเจน ใบหน้าน่ารักจ้องมาทางผมนิ่ง ไม่มีรอยยิ้มสดใสหรือว่าแววตาร่าเริงอารมณ์ดีอย่างทุกที พอประสานสายตาเข้าด้วยกัน อีกฝ่ายก็ขมวดคิ้ว สีหน้าหงุดหงิดไม่พอใจทำให้ผมเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ

นึกว่าตัวเองตาไม่ดีเลยส่งยิ้มให้ แต่น้องเขากลับสะบัดหน้าหนีแล้วเดินไปอีกทางซะงั้น

นั่นไง

ชัดเจนเลยว่าก่อนหน้านี้เห็นเต็มสองตาแน่ๆ เข้าใจผิดไปแล้วด้วย

เพราะรู้ว่าน้องเขาชอบนับสิบ น้องเขาเคยบอกผมด้วย พอเห็นหมายเลขสิบแปดทำแบบเมื่อกี้จะไม่พอใจก็ไม่แปลก ถึงระหว่างพวกเราจะไม่มีอะไร แต่คนปกติที่ไหนเขาป้อนข้าวให้กันบ้างล่ะ แถมเมื่อวานไม่รู้ว่าสิบไปพูดอะไรกับน้องเอ๋ยด้วย

สุดท้ายก็พ่นลมหายใจออกมาเบาๆ ปัดเรื่องยุ่งยากออกจากหัว ไม่อยากไปอะไรกับพวกเด็กๆ มากนัก เดี๋ยวพอปิดกล้องก็คือจบ ถึงจะสนิทกันแล้วแต่ตอนนั้นคงไม่ได้เจอกันบ่อยๆ หรอก

“ไอ้จีนน” เหม่ออยู่คนเดียว ไอ้ตั้มที่หายไปคุยโทรศัพท์ชาติหนึ่งก็พุ่งเข้ามา “เดี๋ยวกูฝากไอ้สิบไว้กับมึงเลยนะ”

“หา”

“พอดีกูมีธุระที่บริษัท จะกลับแล้ว เมื่อกี้กูไปคุยกับไอ้สิบมา มันบอกว่าเดี๋ยวมันจะไปกับมึง”

“ไปไหน?” ผมยังตามไม่ทัน

“กลับบ้านไงสัด ทำหน้าเอ๋อทำไมเนี่ย เคนะ ฝากด้วยนะเว้ย กูต้องรีบไปละ ไว้เจอกัน” มันมาไวไปไวยิ่งกว่าเดอะแฟลช พูดๆๆๆ ผมยังไม่ทันตอบรับอะไรก็ตบบ่าแปะๆ แล้ววิ่งไปบอกลาบรรดาทีมงานคนอื่นลวกๆ หายออกไปนอกโรงยิมทันที ท่าทางคงจะมีธุระด่วนจากที่ออกไปคุยมือถือมาซะนานของมันเมื่อกี้จริงๆ

แต่ผมไม่ได้มีปัญหากับการไปส่งนับสิบนะ เพราะก็คิดไว้อยู่แล้วว่าจะกลับด้วยกัน

ชั่วโมงต่อมา ผมยังปักหลักเล่นเกมอยู่ที่เดิม กระทั่งผู้กำกับสั่งเลิกกองถึงได้เก็บมือถือ กำลังจะเดินไปชวนนับสิบกลับบ้านดันถูกคุณไม้ผู้กำกับแกตะโกนเรียกไว้ก่อน

“คุณจีนๆ รบกวนแป๊บหนึ่งสิ”

“ครับ?”

“ก่อนหน้านี้ที่คุยกันไป พอดีลูกน้องผมมันมาบอกว่าทางช่องเขาคุยกันมาแล้ว” ตอนพูดแบบนี้เจ้าตัวก็ยิ้มกริ่ม ยกมือขึ้นตบบ่าผมดังปั้กๆ ยักคิ้วหลิ่วตา “สรุปว่า... ซีรีส์น่าจะได้ออนแอร์ช่วงต้นเดือนสิบสองนะ”

“ต้นเดือนธันวาเหรอครับ?”

“ใช่ครับ ดีใจมั้ย!? ฮ่าๆๆ เร็วกว่าที่ผมคิดเอาไว้เยอะเลย ตอนนี้ก็ถ่ายได้เกือบหกสิบเปอร์เซ็นต์แล้วด้วย กระแสมันกำลังดี ทางผู้ใหญ่เขาเลยคุยกันเรื่องคิวออกอากาศอยู่ เดี๋ยวคงประกาศแจ้งแบบทางการลงมาให้ทราบกันอีกที”

“ได้ครับ ขอบคุณมากเลยนะครับ”

ผู้กำกับแกหัวเราะจนหนวดกระดุกกระดิก “ไม่เป็นไรๆ ช่วงนี้เห็นหน้าค่าตาคุณจีนบ่อยเชียว ผมดีใจนะ แล้วไอ้หินล่ะ”

“ช่วงนี้มันติดโปรเจ็กต์เตรียมออกงานหนังสือปีหน้าน่ะครับ”

“อ้อ มิน่าไม่เจอเลย”

คนฟังพยักหน้าเข้าใจ พูดอะไรอีกสองสามประโยคแล้วขอตัวไปทำหน้าที่ตัวเองต่อ ผมเองก็เดินเลี่ยงออกมาอีกทางเช่นกัน มองไม่เห็นนับสิบ คิดว่าอีกฝ่ายคงเปลี่ยนเสื้ออยู่ เลยยืนรออีกทาง ระหว่างนั้นก็คิดเรื่องซีรีส์ออนแอร์ไปด้วย

ถามว่าดีใจมั้ยที่เร็วแบบนี้? ก็...เฉยๆ นะ ยังไงมันก็ต้องออกสักวันอยู่แล้ว แต่ตื่นเต้นน่ะแน่นอน จะได้เห็นนับสิบกับน้องๆ นักแสดงคนอื่นแบบที่ตัดต่อเพอร์เฟ็กต์หมดแล้วผ่านจอจริงๆ

เท่าที่ผมรู้มา ในไทยมีทั้งแบบถ่ายจนจบแล้วออนแอร์ กับถ่ายไปออนแอร์ไปข้อดีข้อเสียก็ต่างกัน แต่ออนแอร์พร้อมถ่ายทำจะสามารถเปลี่ยนบทหรือเนื้อเรื่องได้ ...ไอ้ตรงนี้แหละ

ผมได้แต่หวังว่าทางช่องเขาจะไม่เปลี่ยนเนื้อหาตอนท้ายๆ ตามแรงกระแส ในฐานะคนแต่งแล้ว ถึงแรกๆ ผมจะไม่ได้อยากเขียนแนวนี้ แต่ก็ไม่อยากให้สิ่งที่ตัวเองทำไปออกมาไม่ใช่ตัวเองเหมือนกันนี่

“ยืนคิดอะไรอยู่ครับ”

“...!” ผมสะดุ้ง

ตอนที่ยืนคิดเงียบๆ คนเดียว จู่ๆ นับสิบก็มากระซิบแผ่วๆ ตรงข้างแก้ม ...เด็กนี่แม่ง

“หายไปไหนมาตั้งนาน เสร็จรึยังเนี่ย”

“ครับ กลับบ้านกันนะ”

ได้รับคำตอบแบบนั้นผมก็พยักหน้า ตอนเดินออกมาด้านนอกก็หันซ้ายหันขวามองนิดหน่อย กลัวว่าเหล่าบรรดาแฟนคลับตัวน้อยที่อยู่มหาลัยนี้จะกำลังมุงรอนับสิบอยู่ วันนี้ถ่ายทำช่วงกลางวันซะด้วย ยังดีที่กองถ่ายเขาทำงานกันมาค่อนข้างดี จุดที่กั้นคนนอกเอาไว้มีคนคอยดูแลอยู่ ตรงที่จอดรถจุดเดิมก็เงียบเชียบไม่มีใครวุ่นวาย

“คุณจีนรีบมั้ยครับ” พอปิดประตูรถ นับสิบก็ถาม

“หือ ทำไม”

“ผมจะแวะเข้าไปเอาชีทที่มหาลัยก่อน คุณจีนไปกินเค้กหน้ามอผมมั้ย”

“เค้ก?” ผมสนใจขึ้นมา ตอนสตาร์ทรถเตรียมถอยหลังเลยหันไปมองคนชวน “อร่อยป่ะ”

“ผมไม่กินของหวานครับ แต่ร้านเขาเคยลงคอลัมน์หนังสือพิมพ์”

“ก็ได้ งั้นเดี๋ยวตอนนายไปเอาของฉันรอที่ร้าน”

สรุปได้แบบนั้นปุ๊บ ผมก็เปลี่ยนเกียร์เหยียบคันเร่งทันที จากมหาวิทยาลัยที่ใช้ถ่ายทำกับมหาลัยของนับสิบอยู่ห่างกันค่อนข้างไกล ยังดีนะที่ช่วงนี้รถไม่ค่อยติดเท่าไหร่นัก ผมกดเปิดเพลงจากแฟลชไดร์ฟที่เสียบไว้ จากนั้นขับมาเงียบๆ บ้างฮัมเพลงบ้าง นับสิบเองก็เหมือนจะติดต่อเพื่อนเรื่องเรียนอยู่มั้ง เห็นพิมพ์ไลน์อะไรไม่รู้อยู่นาน

สักพักผมก็ขับมาถึงเขตสถานศึกษา ถึงตรงนี้รถก็เริ่มติดขึ้นมา

“คุณจีนจอดตรงนั้นก็ได้ครับ มีที่จอดอยู่”

“อ้าว ไม่ขับเข้าไปส่งนายในมอก่อน”

“ไม่เป็นไรครับ เข้าๆ ออกๆ เดี๋ยวลำบาก จอดตรงนี้เดี๋ยวผมพาคุณจีนไปที่ร้านก่อน”

นับสิบชี้บอกเส้นทาง เห็นอีกฝ่ายว่างั้นผมก็ไม่ขัดใจ ดับเครื่องลดระดับกระจกข้างนิดหนึ่งเพื่อคลายร้อนรถก็เปิดประตูตามอีกคนลงไป อีกฝ่ายแตะแขนแล้วเคลื่อนฝ่ามือมาดันหลังให้ผมก้าวเท้า

หน้ามอของหมายเลขสิบแปดไม่ใช่ไม่มีนักศึกษาเลย แต่มีค่อนข้างน้อยเพราะยังไม่ถึงเวลาพักหรือเลิกเรียน พอร่างสูงผลักประตูกระจกเปิดให้ผมเดินเข้าไป หูก็ได้ยินเสียงกรี๊ดเบาๆ ดังขึ้นมาก่อนเลย บรรดาน้องๆ นักศึกษาผู้หญิงสองสามโต๊ะในร้านเหมือนจะเห็นนับสิบตั้งแต่ด้านนอกแล้ว พอเขาเดินเข้ามาก็ตื่นเต้นกันใหญ่

ผมมองแล้วอดจะหมั่นไส้ไม่ได้ ...อย่าให้กูหล่อบ้างนะ

นับสิบไม่ได้สนใจ เหมือนจะเจอจนชินแล้ว พอพาผมไปนั่งตรงโต๊ะติดกระจกตัวหนึ่งก็หยิบเมนูวางให้

“เดี๋ยวผมมานะครับ”

“อือ โอเค”

“นั่งนี่อย่าหายไปไหน ถ้าช้าก็โทรมา โอเคนะครับ”

“เออน่า ฉันไม่ใช่เด็กๆ ไปๆ เดี๋ยวก็ยิ่งนาน”

นับสิบมอง มองแล้วก็แล้วยิ้ม เอื้อมมือมาวางบนหัวผมที่นั่งอยู่ จากนั้นหมุนตัวเดินออกนอกร้านไป ส่วนผมที่นั่งถือเมนูอยู่มือก็ได้แต่หน้ายุ่งมองตามหลัง

ยิ่งรู้จักกันนานๆ เข้ายิ่งเอาใหญ่นะเด็กนี่

ผมหันมาตั้งหน้าตั้งตาเลือกบรรดาเค้กเป็นสิบในเมนู ร้านเขาทำเป็นภาพให้เห็นทุกอันเลย มองแล้วน้ำลายแทบไหล ผมไม่ใช่คนกินจุก็จริง แต่ชอบกินของหวานอยู่แล้ว อดใจไม่ไหวสั่งมาสองชิ้น ผมเห็นเค้กฝอยทองในเมนูด้วย เลยอดจะคิดถึงแม่ขึ้นมาไม่ได้ ...สักวันมะรืนค่อยกลับไปหาอีกรอบดีกว่า คราวก่อนผมแวะไปหาแล้วอยู่แป๊บเดียวเอง

พอพนักงานเอาขนมมาเสิร์ฟ ผมก็นั่งกินไปเรื่อยๆ กินพลางเล่นโทรศัพท์พลาง แต่แอบอึดอัดนิดหน่อยที่บรรดาสาวๆ ซึ่งกรี๊ดกร๊าดนับสิบก่อนหน้านี้จ้องมา

แชะ

“...!?”

ผมสะดุ้ง

เสียงกดชัตเตอร์ลอยเข้าหู หันไปมองก็เห็นน้องผู้หญิงกลุ่มหนึ่งกระวีกระวาดคว่ำโทรศัพท์เอาไว้ คนถ่ายก็ถูกเพื่อนร่วมโต๊ะยกมือขึ้นตีที่ดันลืมปิดเสียงทำให้ผมรู้สึกตัว

“ขอโทษค่ะ น้องน่ารักไปหน่อย เพื่อนพี่มันบ้าผู้ชาย”

“อีติ๋ม!

“...” ผมไม่ได้พูดอะไรนอกจากยิ้มแหยๆ ไม่แก้ความเข้าใจผิดเรื่องอายุตัวเองด้วย หันกลับมาสนใจเค้กตรงหน้าต่อ แต่คราวนี้นั่งกินแบบเบี่ยงหันหลังให้ทุกโต๊ะในร้านแม่ง

กินหมดไปจานก็เริ่มอิ่ม อีกชิ้นเลยต้องพักไว้ก่อน จังหวะนั้นมีเสียงกรี๊ดเบาๆ ดังขึ้นมาอีกรอบ ไม่ต้องเสียเวลาเดาก็รู้ว่านับสิบกลับมาแล้ว

นับสิบเดินเข้ามาพร้อมแฟ้มสีใสอันบางในมือ แต่คราวนี้ไม่ได้กลับมาคนเดียว ข้างๆ ยังมีเพื่อนผู้ชายอีกสองคน ส่วนสูงเด็กไอ้ตั้มโดดเด่นจนเดินผ่านใครใครก็เหลียวหลังมอง

“เดินมากับไอ้สิบรู้สึกว่ากูหล่อน้อยลงประมาณสามสิบเปอร์เซ็นต์เลยว่ะ”

“มึงเคยมีด้วยเหรอ ความหล่ออ่ะ”

พวกเขามาหยุดอยู่ตรงโต๊ะ ส่วนผมได้แต่มองอย่างงงๆ

“รอนานมั้ยครับ” นับสิบถาม

“ไม่เป็นไร ยังกินไม่หมดเลย ...เพื่อนนายเหรอ”

“ครับ”

“จะออกไปกับเพื่อนเหรอ”

“เปล่าครับ พวกมันอยากกินเค้กเลยตามออกมาด้วย” นับสิบว่าพลางขยับมาทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งด้านเดียวกับผม ส่วนเพื่อนทั้งสองคนก็นั่งลงอีกฝั่ง ทั้งคู่มีรอยยิ้มกว้างดูเป็นมิตรติดริมฝีปาก คนหนึ่งพอเห็นผมมองตอบก็ยิ้มจนตาหยี

“หวัดดีครับผม”

ผมยกมือไหว้กลับแทบไม่ทัน “หวัดดีครับ”

“นี่เหรอคุณจีน ตาโตแก้มกลมน่ารักจังเลย ผมชื่อวินนะ นี่ไอ้สิงห์ เห็นหัวหอยเม่นงี้เพราะไปบวชมาตอนปิดเทอมครับ”

“สลัดผัก มึงจำต้องบอกทุกคนที่เจอเลยมั้ย”

“ไมละวะ เท่ออก”

ผมยิ้มตอบพอเป็นมารยาทนิดหน่อยกับความเฟรนด์ลี่ที่ได้รับ น้องวินยังคงกวาดสายตายิ้มๆ มองสำรวจผม “ได้ยินไอ้เอ๋ยเล่าเรื่องพี่จีนหลายรอบแล้ว เพิ่งจะเคยได้เจอ”

“น้องเอ๋ย?”

เดี๋ยวนะ น้องเอ๋ยจะเล่าเรื่องผมทำไมเนี่ย...

“ครับ ไอ้สิบอ่ะไม่เคยเล่าเคยพูดไรหรอกถ้าไม่ถามเองอ่ะ ตอนนี้เพื่อนผมมันพักอยู่กับพี่จีนใช่มั้ย”

“ใช่ครับ”

“เป็นไงบ้างครับ ไอ้สิบ”

หน้าผมยังงงๆ เพราะงั้นเลยตอบกลับไปทั้งที่ยังงงๆ นั่นแหละ “ก็ดีนะ นับสิบนิสัยดี”

“ชนะเลิศ!

จากนั้นจู่ๆ น้องวินก็โพล่งขึ้นมาจนคนในร้านหันมามอง หันไปจับมือเขย่าๆ กับเพื่อนที่นั่งข้างๆ ส่วนผมก็เปลี่ยนจากสีหน้างงเป็นแปลกใจไปแล้วเรียบร้อย “ชนะเลิศอะไรครั...”

“ไอ้วิน ไอ้สิงห์ สั่งเค้กมั้ย”

แต่นับสิบที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็เลื่อนเมนูแผ่นบางไปไว้ตรงหน้าเพื่อนซะก่อน น้องทั้งสองคนชะงักนิดหน่อย จากนั้นหัวเราะแหะๆ รีบหยิบเมนูขึ้นมาดูทันที ดูไม่ถึงห้าวิฯ ก็ลุกขึ้นเดินไปสั่งตรงหน้าเคาน์เตอร์แล้ว ผมหันไปทางคนที่นั่งอยู่ข้างๆ แทน ...นับสิบที่มองผมอยู่ก่อนแล้วพอสบตาเข้าก็ส่งยิ้มให้

อีกละ

“อร่อยมั้ยครับ ร้านนี้”

“อืม อร่อยดี”

“สั่งกลับบ้านไว้มั้ย แต่ได้แค่ชิ้นเดียวพอนะครับ เดี๋ยวพุงออก”

เห็นตาคู่คมที่ทำเป็นมองต่ำมาที่ท้องตัวเองแล้วผมก็ยกมือขึ้นไปจับๆ คลำๆ ดูไม่ได้ “ไม่ออกเหอะ ไม่อยากจะอวดหรอกว่าฉันโชคดี ไม่รู้ทำไมกินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน”

คนฟังเลิกคิ้ว แต่เรียวปากยังแต้มยิ้ม จังหวะที่ผมไม่ทันตั้งตัวก็ยื่นมือลอดใต้แขนมาจับพุงผมไว้ บีบเบาๆ ทีหนึ่ง เล่นเอาสะดุ้ง “อืมม จริงด้วย”

“...”

“แต่พุงนุ่มๆ แบบนี้ก็ต้องระวังน้ำตาลในเลือดสูงนะครับ”

ผมจะยกมือตีมืออีกฝ่ายแต่ไม่ทัน เสียงห้วนขึ้นมาหน่อย “ฉันก็ไม่ได้กินเยอะขนาดนั้นเหอะ”

“ครับๆ”

ไอ้หน้ายิ้มๆ พร้อมรับคำเหมือนยอมลงให้นี่น่าหมั่นไส้โคตร

ไม่นานนัก เพื่อนนับสิบทั้งสองคนก็ถือเค้กคนละจานกลับมา นั่งลงกลับที่เดิมก็ดูระริกระรี้ตื่นเต้นกับของหวานตรงหน้า นอกจากผมที่ชอบกินของหวานอยู่แล้ว ผู้ชายที่ตื่นเต้นกับขนมน่ารักๆ แบบนี้นานๆ จะเจอสักที

“ลงไอจีก่อน อัพสตอรี่ด้วย พี่จีน ถ่ายรูปกันมั้ยครับ” น้องวินที่เป็นเด็กกระตือรือร้นดูอเลิร์ทเป็นพิเศษหันมาชวน ทีแรกผมตั้งใจจะปฏิเสธ แต่พอเห็นตาปิ๊งปั๊งของน้องเขาก็พยักหน้า

ตั้งแต่มารู้จักพวกเด็กอายุน้อยกว่านี่เพิ่งจะตรัสรู้ว่าตัวเองเป็นพวกขี้ใจอ่อนอ่ะ

“ถ่ายกับไอ้สิบนะ มาครับๆ”

น้องเขาหันกล้องมา ส่วนผมก็นิ่งไปนิดตอนที่อีกฝ่ายบอกให้ถ่ายกับเพื่อนตัวเอง หันไปมองคนข้างตัวนิดหน่อย แต่พอเห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มไม่ได้ว่าอะไรก็หันไปยิ้มให้กล้อง

“จะหลุดอ่ะ อยากได้ภาพเต็มเห็นไหล่ทั้งคู่ ขยับนิดหนึ่งครับ”

ผมกับนับสิบขยับพร้อมกัน เลยกลายเป็นตัวติดกันไปโดยปริยาย นับสิบสูงกว่าผม พอจะถ่ายเลยต้องวาดแขนข้างหนึ่งพาดไปด้านหลัง ก้มเข้ามาใกล้

“โอเค ดูมั้ยครับ ไม่หล่อเดี๋ยวถ่ายให้ใหม่”

ผมส่ายหน้าอย่างไม่เรื่องมาก แต่นับสิบแบมือรับไปดู ทำเสียงตอบรับในลำคออย่างพอใจ “ส่งมา เดี๋ยวลงเอง”

“หือ มึงจะลงเหรอ”

“อืม”

“อุ๊ย งั้นลงเลย เผื่อมีแมวมองแฝงตัวอยู่ในไอจีมึง เขาจะได้เห็นกูบ้าง แท็กด้วยนะเว้ย”

นับสิบไม่ตอบอะไร หยิบมือถือตัวเองขึ้นมากด ส่วนผมไม่ได้ซีเรียสอะไรอยู่แล้ว ไม่ได้ตั้งใจจะลงไอจีรึอะไรด้วย เพราะภาพของกินที่ลงส่วนมากจะเป็นกาแฟหรืออะไรที่มันให้มู้ดผู้ใหญ่ดูสุขุมมากกว่า ...โคตรสร้างภาพ หึๆ

ถึงจะไม่รู้ว่าสร้างให้ใครดูก็เหอะ คนตามมีแค่ร้อยกว่าคนเอง

“จีน ชื่ออะไรครับ เดี๋ยวผมแท็ก”

“จีอีเอ็นอีอันเดอร์สกอร์หนึ่งสี่หนึ่งแปด”

บอกแล้วผมก็หันไปนั่งกินเค้กที่เหลืออีกก้อนต่อ เพื่อนๆ ของนับสิบไม่มีเรียนแล้ว พวกเราเลยนั่งกันอยู่ในร้านเค้กนานชั่วโมงกว่าๆ เลย ทีแรกแปลกๆ อยู่บ้างที่มานั่งกินของหวานแหววอะไรแบบนี้กับพวกเด็กๆ แต่ก็ได้ความร่าเริงคุยสนุกของน้องวินช่วยเอาไว้ ทั้งถามผม แล้วก็ทั้งเล่าเรื่องนั่นนี่เยอะแยะไปหมด

กระทั่งคนเริ่มทยอยเข้ามาเต็มร้านจากอิทธิพลของนับสิบนั่นแหละ ผมถึงชวนกลับเพราะเริ่มจะอึดอัด

“เพื่อนนายน่ารักดีนี่” ขึ้นมาบนรถผมก็ชวนคุย

“เหรอครับ”

“อืม เพิ่งมาสนิทกันตอนเข้ามหาลัยเหรอ”

“ครับ”

“ฉันไม่ค่อยเห็นนายออกไปไหนกับเพื่อนเลย เพื่อนๆ มีแฟนกันหมดแล้วเหรอ”

นับสิบขมวดคิ้ว “คุณจีนอยากรู้ไปทำไม”

“เอ้า ก็ถามเรื่อยเปื่อย”

“ถ้าอยากถามก็ถามเรื่องผมดีกว่าครับ”

ผมทำหน้าพิลึก “ทำไมต้องถามเรื่องนายด้วย ฉันก็รู้อยู่แล้ว”

“แน่เหรอครับ”

คุยกันมาถึงนี่ รถก็ติดไฟแดงพอดี ผมเลยสบโอกาสหันไปมองคนที่นั่งอยู่ข้างๆ มองเห็นมุมปากข้างหนึ่งที่ขยับเป็นรอยยิ้ม “งั้นรู้มั้ยครับว่าผมชอบอะไร”

“รู้ดิ ฉันไง”

นับสิบหัวเราะเบาๆ เมื่อได้ยินเสียงมั่นอกมั่นใจของผม “เก่งมากครับ”

“แน่นอน ฉันรู้หรอกว่านายจะเล่นมุกงี้”

สัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนมาเป็นเขียว ผมเลยหันหน้ากลับมาตั้งสมาธิขับรถต่อไป หลังจากนั้นไม่มีใครเอ่ยพูดอะไรออกมาอีก แต่ผมก็ซึมซับบรรยากาศสบายใจแปลกๆ เหล่านี้เข้าไปเต็มที่


========================= 110%

(6/2/2019 - 110%) ครบตอนนะคะ

พอดีระบบอัพเนื้อหาเด็กดีของเรามีปัญหาเล็กน้อยค่ะ TT

ส่วนเรื่องตัวซีรีส์ที่จะออนแอร์ เราลองไปหาข้อมูลมาจากหลายๆ แห่ง แล้วเจอว่าบางทีก็ออนแอร์ไปถ่ายไป บางช่องก็ถ่ายสต๊อก เนื้อหาเลยออกมาประมาณนี้ หากใครมีข้อมูลจะแจงเพิ่ม หรือข้อมูลที่เราหามาไม่ถูกต้อง แจ้งได้เลยนะคะ จะขอบคุณมาก ฮือออ



(2/2/2019 - 55%) เมื่อวานพอได้อ่านความเห็นหลายๆ คนแล้วก็อดขำปนสงสารนับสิบไม่ได้

ไม่ใช่แผนของน้องนะคะ 55555 เพราะน้องร้ายไปเลยตกเป็นจำเลย


เมื่อวานพูดถึงเอ๋ยไปแล้ว วันนี้พูดถึงสิบ (ช่วงนี้เวิ่น 5555)

สำหรับนับสิบ คาแร็กเตอร์ที่เราวางและมาร์กไว้แต่แรกคือเป็นเด็กที่มั่นคงกับคุณจีนมากๆ ค่ะ 55555 สบายใจได้เลย ไม่มีดราม่าเชิงนับสิบนอกใจไรงี้แน่นอน ส่วนเรื่องแผนหรือเรื่องอะไรของน้องมัน... แล้วแต่ผลได้ผลเสียที่สิบพิจารณาค่ะ เพราะสิบคิดอะไรซับซ้อนมาก คิดซ้อนคิดเผื่อคิดไว้หลายๆ ทาง ยิ่งเนื้อเรื่องดำเนินเรื่องด้วยคุณจีน (ที่ซื่อบื้อและตามใครไม่ทัน TT) เลยจะงงๆ กับนับสิบเข้าไปอีก

คุณจีนจะคิดแบบ อิหยังของอิสิบมันวะ...

มีผัวงี้เหนื่อยหน่อยนะคะ 555555


แฮชแท็ก #นับสิบจะจูบ

วาฬกลิ้ง

FB > https://www.facebook.com/rosewankling/

TW > https://twitter.com/rose_wankling

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4.58K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8,590 ความคิดเห็น

  1. #8587 praeprae3012 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 17 เมษายน 2564 / 13:43
    ไม่ใช่มุกสักหน่อยพี่จีน ;-; //อ่านในอีบุ๊คแต่แวะมาเม้นต์ในนี้
    #8,587
    0
  2. #8564 E'D!!eZzBraZz (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 14 มีนาคม 2564 / 09:12
    จีนลูกกก หนีไปลูกกกก นับสิบมันร้ายยยยย 55555
    #8,564
    0
  3. #8561 Just Right (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 7 มีนาคม 2564 / 15:39
    อยากบอกคุณจีนรอบที่ล้านว่า...
    หนีไปปปปป~~~5555
    #8,561
    0
  4. #8547 เซ็ตโชมารู (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2564 / 02:45

    เพิ่งจะมาเริ่มหาอ่านตอนที่ซีรีย์เริ่มฉายในep1 สนุกดีนะคับ

    Take care คับ

    #8,547
    0
  5. #8521 Tomakunk (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 24 กันยายน 2563 / 21:02

    นับสิบเป็นเด็กดี ...คุณจีนกล่าวไว้

    ก็มีแต่คุณจีนแหละเนาะที่ยังไม่รู้ตัวสักที ว่าเด็กมันร้ายยย..

    #8,521
    0
  6. #8499 vy0Cik (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 12 กันยายน 2563 / 20:34
    คนอื่นคือรู้ความร้ายกาจของนับสิบหมดยกเว้นคุณจีน555555
    #8,499
    0
  7. #8386 Liracu (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:12
    ซื่อแล้วยังไม่มีใครสามารถบอกอะไรได้อีกด้วย แหมม... แจ่มแมวเล้ยย
    #8,386
    0
  8. #8359 galaxysecret🌈🌈 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563 / 08:42
    โอ้ย-ต้าวน้องจีนของพี่ทำไมน่ารักขนาดนี้ อยากเอามาเลี้ยง น้องซื่อมากๆ55555
    #8,359
    0
  9. #8321 ojay2 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 23 มกราคม 2563 / 23:46
    ดีมากกกอ่ะ คุณจีนนนนน 555555555
    #8,321
    0
  10. #8269 PandaPuffycheeks (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 4 มกราคม 2563 / 13:57
    อะไร! ชนะเลิศอะไร!
    #8,269
    0
  11. #8243 เจ้าหมีขาว (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2562 / 00:43
    เลี้ยงง่ายๆ โตไวๆนะคุณจีน55555
    #8,243
    0
  12. #8209 phapha087bw (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2562 / 21:12
    จีนเอ้ย ไม่ใช่มุกลูก เค้าชอบจริง
    #8,209
    0
  13. #8195 Rosemary1985 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2562 / 09:34

    อิน้องมันไม่ได้เล่นมุกค่ะ มันร้ายยยยย
    #8,195
    0
  14. #8147 minggo#[]# (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2562 / 22:57
    ซื่อแท้จีน เด็กมันร้ายจนคนรอบตัวทำตัวไม่ถูกแล้ว แต่จีนไม่รับรู้อะไรเลยจ้า55555
    #8,147
    0
  15. #8120 Cryingforcake (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 18:54
    เวนกำพี่จีน555555 น่ารักกกก อยากน้วยแก้มม
    #8,120
    0
  16. #8103 J_kanp (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 16 กันยายน 2562 / 16:12
    พี่จีนน่ารักมากกกกกก // พี่จีนเล่น Line Chef ใช่มั้ย 55555555
    #8,103
    0
  17. #8075 oiLL (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 1 กันยายน 2562 / 07:22
    ฉันไง

    น่ารักกกกก

    5555
    #8,075
    0
  18. #8057 12311232123312 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2562 / 08:34
    แงงงงงงงงงง
    #8,057
    0
  19. #8009 M1WMIRACLE (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2562 / 21:30
    จีนน่ารักมากกกกก
    #8,009
    0
  20. #7949 soul_hyukjae (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2562 / 03:28
    ซื่อทื่อมะลื่อ
    #7,949
    0
  21. #7931 goo_giggs (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 / 08:47

    ชอบนับสิบ
    #7,931
    0
  22. #7930 goo_giggs (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 / 08:47
    สนุกมากค่ะ
    #7,930
    0
  23. #7923 M.U.P (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2562 / 19:33
    โอ้ยยยยยไม่รู้จะพูดยังไงแล้วน้องจีน ซื่อหรือซึน55555
    #7,923
    0
  24. #7890 Earn0624 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 / 19:52
    อัพรูปประกาศสถานะป่ะคะ
    #7,890
    0
  25. #7846 16183410 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2562 / 21:39
    โอ๊ยยยย คุณจีนนนน ไม่รู้จริงดิ กูจะบ้า!! 55
    #7,846
    0