ข้านี่แหละจวิ้นอ๋อง (BL)

ตอนที่ 67 : พลิกแพลงตามสถานการณ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,378
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 60 ครั้ง
    6 ก.พ. 60






                        จากเมืองเฟิ่งหยางไปยังเมืองหลวงเป็นระยะทางไม่ถึงสิบลี้ เดิมทีกับผู้คนและไพร่พลไม่มากใช้เวลาเดินทางสองชั่วยามก็ถึงจุดหมาย ทว่าเนื่องจากนี่คือการเดินทางนำทัพกลับเข้าเมืองหลวงทั้งยังเป็นการเสด็จกลับเข้าเมืองของรัชทายาท จวิ้นอ๋อง และองค์ชายต่างแดน ขบวนเดินทางมีเชื้อพระวงศ์พร้อมแม่ทัพเรืองนามที่ชนะศึกนี่จึงเป็นสาเหตุให้มิมีผู้ใดกล้าเชือนแช เมืองหลวงย่อมต้องประดับประดาตกแต่ง ขุนนางย่อมต้องมาคอยต้อนรับ ดังนั้นจึงต้องมีการจัดกระบวนทัพและขบวนเดินทางเสียใหม่ก่อนออกจากเมืองเฟิ่งหยาง นั่นทำให้เวลาล่วงมาถึงยามซื่อ(09.00) จึงจะสามารถออกเดินทางได้ และมาถึงหน้าประตูเมืองยามบ่ายคล้อย



                        ข้ากำลังจัดเสื้อคลุมให้เข้าที่ขณะยืนนิ่งให้เสี่ยวเจี๋ยคอยจัดการเสื้อผ้าอาภรณ์ คนผู้นี้เดิมทีจะใช้สกุลเฉาหรืออันใดก็ช่างยามนี้มิใช่เรื่องที่ควรสนใจนัก ข้ากระชับเสื้อคลุมหนาที่บุขนเตียวนุ่มเข้าหาตัว ดวงตาปรายมองออกไปยังเบื้องนอกซึ่งหิมะหล่นร่วงลงมาจากฟากฟ้าครึ้ม อากาศบ่ายนี้หนาวยิ่งนัก แต่กลับมิหนาวเท่าศึกที่รออยู่เบื้องนอก..



                        “ท่านอ๋อง ถึงแล้วพะยะค่ะ” เหล่าไท่ส่งเสียงเบาๆอยู่ด้านนอกขณะที่เสี่ยวเจี๋ยละมือจากชายเสื้อคลุม ดวงตาดอกท้อคู่นั้นเหลืบมองข้าเพียงเล็กน้อยแล้วหรุบตาลงต่ำ ก้มศีรษะแล้วคว้าผ้าม่านบังรถม้าออกกว้าง หอบเอาสายลมหนาวและกลิ่นหิมะโชยต้องนาสิก



                        ก้าวลงจากรถม้าอย่างเคยคุ้น ข้ามิได้ปรายตามองเหล่าไท่ว่าเขาจะตามมาหรือไม่หากดวงตามองออกไปเบื้องหน้าไม่คลาดสายตา ก่อนถึงกำแพงเมืองยี่สิบก้าวคือร่างของขุนนางเจ้ากระทรวงต่างๆที่มารอรับเสด็จตามธรรมเนียม ร่างในชุดขุนนางต่างฐานะหลากสีสันเหล่านั้นคงมารอได้สักระยะแล้วสังเกตุจากหิมะขาวที่ตกคลุมหัวไหล่และหมวกของพวกเขา ยามขบวนหยุดลงยังต้องตั้งแถวรอเปล่งเสียงถวายพระพร ท่ามกลางอากาศที่เหน็บหนาวควันขาวต่างพร่างพรูออกมาจากริมฝีปาก ข้าเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย วันนี้ดวงอาทิตย์ถูกเมฆหมอกบังแม้ห่างไหลยังสามารถมองเห็นร่างบนเชิงเทินที่กำแพงเมืองได้ชัด อาภรณ์สีดำสนิทขลิบทองลายมังกร ด้านหลังคงไว้ด้วยคนผู้หนึ่งในชุดขันทีคนสนิท บุรุษผู้สวมมงกุฏห้อยมุกระย้านั้นจะเป็นใครไม่ได้นอกจากผู้ครองแคว้นเทียนจิ้น



                        เสด็จมาทอดพระเนตรถึงกำแพงเมืองเชียวหรือ ทรงต้องการให้ผู้คนกล่าวขานว่าโปรดปรานให้เกียรติยิ่งกระมัง? ข้ารักษารอยยิ้มนุ่มนวลประดับบนใบหน้าขณะหรุบตาลงต่ำ กระทำดั่งตั้งสมาธิจ้องมองเศษหิมะบนพื้นถนนที่ถูกกวาดไว้มิให้ทับถมสูงขวางทางจราจร จากหางตามองเห็นบุรุษร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะเต็มยศของทหารยศแม่ทัพใหญ่ คนคิดปราดมาเคียงหากข้าปรายตามองเพื่อบอกให้รู้จักวางตัวต่อหน้าคนหมู่มาก ฐานะอ๋องกับขุนนางยังต้องรักษาระยะห่างครึ่งก้าวต่อกันไว้ เช่นเดียวกับข้าที่แม้เป็นอ๋องก็ยังต้องก้มศีรษะน้อบน้อม เปิดทางให้ผู้มีศักดิ์สูงกว่าเช่นองค์ชายเจ็ดแห่งไห่เยี่ยน และองค์รัชทายาทหวงไท่หยาง



                        “เมื่อคืนจื่อซิ่นพักผ่อนสบายดีหรือ?” เขามองเห็นข้าแล้ว ข้าตระหนักรู้ ยิ่งต้องหรุบตาลงต่ำเพื่อควบคุมสีหน้าและความรู้สึกไว้มิให้แสดงออกจนชัด ทั้งที่ควรมีองค์ชายฉู่เหวินเดินนำหน้า หากองค์ชายเจ็ดกลับเจตนายืนข้างข้าเป็นผลให้ดวงตาคู่นั้นจ้องมองมาอย่างรวดเร็ว แม้ทราบว่าอยู่ท่ามกลางคนหมู่มากไม่มีทางเกิดเหตุใด ซ้ำโอรสสวรรค์ยังประทับยืนทอดพระเนตรอยู่บนกำแพงเมือง หากแต่ข้าก็มิอาจควบคุมความเย็นยะเยือกที่แล่นวนบนหัวอกจรดแผ่นหลัง



                        “ทูลรัชทายาท กระหม่อมสบายดีทุกประการ” เสียงนี้ไม่สั่นใช่หรือไม่ ข้าประสานมือเข้าหากันและกล่าวตอบคำไปอย่างรวดเร็ว พยายามอย่างยิ่งที่จะระงับอาการเต้นของหัวใจและความรู้สึกหนาวเย็นทั่วสรรพางค์กายเมื่อได้ยินเสียงทุ้มพร่าคุ้นหู ครู่หนึ่งข้านึกหงุดหงิดมีโทสะกับความอ่อนแอของตนอย่างยิ่ง แต่ก็ทำสิ่งใดไม่ได้นอกจากต้องอดทน..



                        “จื่อซิ่นกลับมาสบายดีเหมือนเดิมแล้ว...เช่นนั้นข้าก็เบาใจ”



                เหมือนเดิม สีหน้าข้าราบเรียบอย่างยิ่งขณะเผยรอยยิ้มเงียบเชียบมิเอ่ยตอบคำ หลังความประหวั่นหวาดกลัวอันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทุกครั้งยามพบกับหวงไท่หยางผ่านพ้นไปแล้ว ปลายเล็บที่มักกำเข้าหากันยังมิได้สะกิดฝ่ามือจนได้เลือด ถ้อยวจีนั้นกลับทำให้ทุกความไหวหวั่นกลับคืนสู่ปรกติอย่างง่ายดาย ส่วนลึกในใจของข้ายังคงเป็นเช่นทุกครั้ง หวาดกลัวเขา..ทว่าวาจาขององค์รัชทายาทกลับทำให้ตื่นตัวขึ้นมา ดวงตาของจื่อจิ้นยังคงสอดส่องได้อย่างทั่วถึงและทะลุปรุโปร่งไม่สามารถมีสิ่งใดหลุดรอดผ่านสายตาคู่นี้ได้โดยแท้จริง



                        ดวงตาคู่งามที่หรุบต่ำลงคล้ายมิมองไม่เห็นแลสบชั่วขณะ ประกายตาบางอย่างวาบผ่านในดวงตาคู่นั้นทำให้สัญชาติญาณของผู้คุ้นเคยกันดีทำงานอย่างรวดเร็ว ข้ามองเห็นคนกำลังขยับปากคิดเอ่ยคำอีกครั้งแต่ไม่คิดเปิดโอกาสใดให้ ตนเองกลับชิงลงมือก่อน พริบตานั้นร่างเพรียวทรุดกายลงอย่างรวดเร็วมิรอท่า คุกเข่าลงกับพื้นหิมะประสานมือน้อมนบ ก้มหัวทำความเคารพสูงสุดแด่ผู้ครองแผ่นดินเทียนจิ้น



                        “หวงเทียนหยางถวายบังคมฝ่าบาท ขอทรงพระเจริญหมื่นปี”



                        พระมาลาประดับม่านมุกบนกำแพงสูงขยับไหว ข้าคุกเข่ากล่าวถวายพระพร คนอื่นแม้แปลกใจแต่ก็รีบทรุดตัวลงทันควัน ใครเล่าจะกล้านิ่งเฉยด้วยผู้ที่ข้าทำความเคารพคือฮ่องเต้ เสียงเกราะกระทบกันและเสียงม้าไพร่พลดังอยู่ด้านหลัง ขุนนางเบื้องหน้าบ้างหันกายไปยังกำแพงเมืองที่มีร่างของโอรสสวรรค์ยืนอยู่บนนั้น แม้ทรงมิเสด็จลงมาเพื่อต้อนรับพูดคุยโดยตรงด้วยศักดิ์ฐานะเจ้าแผ่นดินไม่จำเป็นต้องออกมาต้อนรับผู้ใด ทว่าทรงอยากให้ผู้คนเห็นว่ามากด้วยคุณธรรมน้ำใจมิใช่หรือ ข้าผู้เป็นอ๋องย่อมยินดีกระทำถวายให้คนเห็นว่าโอรสสวรรค์มีเมตตามากมาย ยังสู้อุตส่าห์มาต้อนรับขุนพลทหารทั้งหลายโดยมิถือองค์



                        เสียงเปล่งถวายพระพรกังวานก้อง แม้อยากทรงเสด็จมาเงียบๆครานี้คงมิอาจเงียบเสียแล้ว ทั้งขุนนางที่มารับเสด็จ ทั้งทหารที่ติดตามทัพต่างได้ประจัษ์ถึงน้ำใจอันประเสริฐล้ำของพระองค์โดยทั่ว ข้าผู้กลายเป็นผู้นำในการให้ผู้คนคุกเข่าถวายความเคารพเงยหน้าขึ้นมองเสื้อคลุมลายมังกรเหยียบเมฆาของหวงไท่หยางเล็กน้อยแล้วคลี่ยิ้มนุ่มนวลชวนมองอย่างยิ่ง



                        “อย่าได้มากพิธีๆ...เจ้านี่...ข้าสู้อุตส่าห์อยากมาเงียบๆ” สุรเสียงบ่นว่าอย่างไม่จริงจังนักขณะที่ท่อนพระกรขยับไหว สุรเสียงของโอรสสวรรค์แม้ยินไม่ชัดทั้งยังอยู่ไกลแต่ด้วยรอบกายมีเพียงความเงียบข้าจึงสามารถสดับได้ครบถ้อยกระทงความ พระองค์หาได้มิพอใจ..จะทรงขุ่นเคืองไปไยเมื่อข้าได้ทำให้ผู้คนระลึกและซาบซึ้งในตัวฝ่าบาท



                        “กระหม่อมขออภัยพะยะค่ะ เผลอพลั้งปากไปด้วยความตื้นตันอย่างยิ่ง” ข้าเปล่งเสียงกังวานยินดีเช่นปากว่าขณะดวงตาทอประกายระยับ ยิ่งมารอยยิ้มบนใบหน้าจึงยิ่งกว้างขึ้น “เทียนหยางเพียงยินดีและซาบซึ้งแทนทหารและแม่ทัพทุกนายที่ฝ่าบาทเสด็จมาทอดพระเนตร ชัยชนะในครานี้ข้าจวิ้นอ๋องขอเป็นตัวแทนแม่ทัพนายกองทั้งหลายทูลถวายแก่พระองค์!



                        “ขอฝ่าบาททรงพระเจริญ”



สิ้นคำข้าเสียงโห่ร้องกังวานรับก็ดังลั่น ทหารนับหมื่นนายที่ตามคุ้มครองขบวนเดินทางทั้งยังเข้าเมืองหลวงมาเพื่อรับเอาความดีความชอบในศึกที่ผ่านมาส่งเสียงดังกังวานอย่างยิ่ง เสียงนี้ดังลั่นสะท้านสะเทือนหน้ากำแพงเมืองที่เปิดกว้าง ท่ามกลางเศษหิมะปลิวลงจากฟากฟ้า สีหน้าของทหารทุกคนต่างเต็มไปด้วยความเทิดทูนและซาบซึ้ง ก่อเกิดเป็นภาพอันงดงามอย่างยิ่ง หนึ่งราชันย์ผู้ครองใจคนยืนอยู่บนกำแพงเมือง เหล่าทหารกล้าและขุนนางนับหมื่นคุกเข่าเปล่งเสียงถวายพระพรอยู่นอกกำแพงท่ามกลางหิมะโปรยปราย เหตุการณ์ราวกับบทกวีอันงดงามบทหนึ่งปรากฏเป็นครรลองแผ่เผยออกมาเบื้องหน้า..



“หิมะตกหนักแล้ว ขุนนางและทหารของข้ามิควรต้องยืนทนตากลมเช่นนี้ เคลื่อนขบวนเข้าเมืองได้!



สิ้นสุรเสียงของโอรสสวรรค์ ทุกคนต่างเปล่งเสียงถวายพระพรอีกครั้งแล้วก้มหน้า ไม่นานร่างบนกำแพงเมืองก็ลับไปจากตา รัชทายาทลุกขึ้น ขุนนางลุกขึ้น ทหารทุกนายลุกขึ้น ไม่นานร่างขององค์ชายสี่หวงฟู่หลิว พร้อมกับองค์ชายห้าหวงจิ่งหานก็เดินฝ่ากลุ่มขุนนางตรงเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส รอยยิ้มของมุมปากทั้งสองสั่นระริกราวกับเจอเรื่องน่าขบขันบางอย่าง แต่ยังเคารพนบน้อม กล่าววาจามากมารยาทเอ่ยต้อนรับองค์รัชทายาท องค์ชายเจ็ดแห่งไห่เยี่ยน ข้าจวิ้นอ๋อง รวมทั้งแม่ทัพนายกองทั้งหลายเดินทางเข้าเมือง พร้อมด้วยเหล่าขุนนางที่ต่างก็แหวกทางให้เดินเข้าสู่เมืองหลวง ท่ามกลางเสียงโห่ร้องชื่นชมของชาวเมือง



ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเช่นที่ควรเป็น ยามข้าคลี่ยิ้มให้กับบุปผาที่ถูกโปรยลงมาปะปนกับหิมะ ดวงตายิ่งเป็นประกายระริก องค์ชายห้าหวงจิ่งหานที่ผละจากร่างของฉู่เหวินลดฝีเท้าลงเล็กน้อย บุรุษผู้มีอายุอานามไม่ถึงยี่สิบยิ้มเสียจนดวงตาดอกท้อยิบหยีขณะประสานมือกล่าวกับข้าด้วยความบันเทิงใจ “ไม่ได้เห็นฝีมือของท่านอ๋องมานาน วันนี้จิ่งหานได้ยลเป็นบุญตาแล้วสมคำร่ำลืออย่างยิ่ง”



“การศึกที่ชนะย่อมเป็นผลงานของทุกคน องค์ชายห้าชมเกินไปแล้ว” ข้ายิ้มน้อยๆ พลางยกมือปัดเศษหิมะที่ตกลงบนไหล่ตนเองด้วยสีหน้ายิ้มละมุนละไม หวงจิ่งหานคลี่ยิ้มแล้วเดินหัวเราะออกไปสมทบห้อมล้อมองค์รัชทายาทและหลินจวินเจ๋อผู้ชนะศึก รวมทั้งองค์ชายเจ็ดอีกครา แม่ทัพนายกองเดินฮึกเหิมท่ามกลางเสียงโห่ร้องเชยชมบนถนน องค์ชายและขุนนางต่างเบิกบานร่วมเดินทางตามเสด็จเพื่อไปยังวังหลวงซึ่งจัดงานเลี้ยงรอท่า ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเรียบร้อยไม่มีปัญหา ชวนให้สงกาว่าองค์ชายห้าหัวเราะอันใด



“นายน้อย อากาศเช่นนี้มิควรเดินตากลมหนาว สิ้นสุดถนนสายนี้แล้วขึ้นเกี้ยวเถิดขอรับ”



“ทราบแล้ว” ข้าพยักหน้า กล่าวกับเหล่าไท่เบาๆ “จับตาดูราชทูตไห่เยี่ยนไว้..โดยเฉพาะเทพโอสถ”



“ขอรับ”



เหล่าไท่ค้อมศีรษะและเดินออกไป ข้าหันมาให้ความสนใจภาพเบื้องหน้าอีกครา ขณะเอ่ยปากสนทนากับขุนนางที่เข้ามาพูดคุยด้วยตามมารยาท ยามยิ้มแย้มเอ่ยคำยังสามารถรับรู้ได้ถึงสายตาคมปลาบอันเคยคุ้นมองมา ดวงตาอันให้ความรู้สึกเย็นเยียบยิ่งกว่าหิมะในเหมันต์ฤดู



เหตุใดหวงจิ่งหานจึงหัวเราะ เหตุใดหวงฟู่หลิวจึงมีท่าทีเบิกบาน องค์ชายสองพระองค์ที่หากไม่นับหวงไท่หยางแล้วจะมีสิทธิ์ในราชบัลลังก์แน่นอนว่านับเอาองค์รัชทายาทเป็นคู่แข่งที่ต้องล้มล้าง คนขันเพราะเหตุใดหากมิใช่ข้ากระทำการเหยียบหน้าหวงไท่หยางไปอย่างหนึ่ง เป็นการตอบแทนคำว่า เหมือนเดิม ของเขาผู้นั้น



ปรกติแล้วการเดินทางกลับเมืองหลวง หากเป็นขุนนางใหญ่หรือเชื้อพระวงศ์สูงศักดิ์ย่อมมีการแต่งตั้งให้คนมาจัดพิธีการต้อนรับ เช่นในกรณีนี้ที่เป็นองค์ชายสี่และองค์ชายห้า ตามพระราชพิธีพวกเขาควรมาเคารพนบน้อม กล่าววาจาต้อนรับรัชทายาทพร้อมด้วยขุนนางที่ตามมารอรับเสด็จ จากนั้นหวงไท่หยางก็จะเป็นผู้กล่าวนำพาทุกคนเข้าเมือง หากทุกอย่างถูกทำลายด้วยฝีมือข้า คุกเข่าเคารพฮ่องเต้ที่เสด็จมาดูเงียบๆแล้วแปรเปลี่ยนกระแสให้คนสนใจพระองค์แทนที่มารยาททั้งหลาย เป็นผลให้สุดท้ายหวงไท่หยางถูกลืมอย่างง่ายดาย การกระทำหักหน้าอย่างแนบเนียนเช่นนี้มีหรือองค์ชายสี่และองค์ชายห้าจะไม่ยินดี



ข้าไม่ได้ทำเพื่อพวกเขา แต่นี่คือข้อตอบแทนสำหรับหวงไท่หยาง



คนคงเริดร้างห่างลาสมรภูมิเกินไปจึงวางใจนิ่งเฉยจนถูกตลบหลัง หรือคิดว่าข้าจะยังนิ่งเฉย? จื่อซิ่นที่เหมือนเดิมของเขานั้นมิคิดงอมืองอเท้าให้ถูกรังแกอีกแล้ว



สิ้นสุดเส้นทางเดิน คนต่างขึ้นม้าบ้างก็โดยสารเกี้ยวเพื่อกลับไปยังที่พักเตรียมตัวร่วมงานเลี้ยงฉลองในยามเย็น ข้ามองดูคนของไห่เยี่ยนเข้าพักในตึกราชทูตด้วยหางตาและก้าวขาขึ้นนั่งเกี้ยวโดยสาร พอใจที่หลินจวินเจ๋อยังสนทนาติดพันจึงมิต้องให้อีกฝ่ายมานั่งเบียดเป็นที่อึดอัดใจ ข้าเอื้อมมือกุมเตาพกให้ฝ่ามืออุ่นขึ้นขณะที่เกี้ยวเริ่มเคลื่อนตัวกลับยังวังจวิ้นอ๋อง แต่ครู่หนึ่งหัวใจกลับเจ็บเสียดขึ้นมาโดยไร้ที่มา



“ท่านพี่”



สุ้มเสียงบางอย่างที่ไม่เคยคุ้น น้ำเสียงของใครบางคนที่ไม่คุ้นหูเอาเสียเลยดังขึ้นราวกับก้องอยู่ข้างหู ข้ายกมือขึ้นกุมแผ่นอกตนเองอย่างลืมตัว มันรู้สึกเจ็บปวดราวกับถูกฉีกกระฉาก ความรู้สึกบางอย่างราวกับกำลังคลุ้มคลั่งและหาทางออก ความรู้สึกเช่นนี้มัน..มันคือสิ่งใด



“ท่านอ๋อง” เสียงเหล่าไท่ดังอยู่ด้านนอก คนราวกับมีอะไรรอจะแจ้งและกำลังรอให้ข้าส่งเสียงตอบรับ ข้ายกมือกำเสื้อผ้าบนอกจนยับยู่ ปรากฏสีหน้ารวดร้าวไม่น่าดูขึ้นมา นี่..ความรู้สึกนี้ต่างอันใดกับวันที่ข้าร่ำไห้ด้วยเมาสุราในคืนนั้น ร้องไห้เพราะคนๆนั้นลงมือได้อย่างเหี้ยมโหดอย่างยิ่ง รวมทั้งไม่เข้าใจ ทำไม ทำไม..



“มีอ---”



“หลินจวินเจ๋อ”



น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่น เป็นน้ำตาของข้าหรือของใคร วาจาที่คิดจะกล่าวกับเหล่าไท่ไม่พ้นออกจากลำคอกลับถูกรังควานด้วยความรู้สึกเจ็บปวดเศร้าสร้อยราวกับใจสลาย ในหัวอกปะปนด้วยความรู้สึกเจ็บปวดแต่ก็ราวกับว่ามิใช่ของตนเอง ข้าขมวดคิ้วพลัน น้ำเสียงของคนผู้นั้น ไม่คุ้นหู ไม่เคยได้ยิน แต่คิดดูแล้วหาจะมีใครสักคนที่ผูกพันกับแม่ทัพแดนใต้ถึงขั้นเรียกขานดั่งสามี...หากไม่ใช่ข้าแล้วจะเป็นใคร?



“ท่านอ๋องขอรับ?”



“.....”



“ท่านอ๋อง”



“กล่าวธุระมา” น้ำเสียงที่เอ่ยนั้นสั้น...ทั้งยังมีรอยสั่นบางเบา ปลายนิ้วเรียวขาวยกขึ้นปาดน้ำใสออกจากดวงตาอย่างเงียบงัน



“เป็นพ่อบ้านหลิว..หลิวเฉินชาง”



ดวงตาคู่งามที่หรุบต่ำจ้องมองพื้นแปรเปลี่ยน จากอาการสั่นทั้งฝ่ามือและดวงจากลับเป็นชาหนึ่งราวกับถูกราดด้วยน้ำเย็นจนแข็งชา ใบหน้างามสระคราญแปรเปลี่ยนจากฉายแววเจ็บปวดมาทอประกายเย็นเยียบ คมปลาบราวกับกลายดาบอันแหลมคม ขณะเรียวปากบางคลี่ยิ้มงดงามปานลืมหายใจ ทั้งน้ำเสียงและแววตาที่เปล่งออกมาชวนหนาวสะท้านยิ่งกว่าหิมะโปรยนับพันทบ



“กำจัด”




“ผมคิดถึงคุณ”



เสียงของใครสักคนยังดังอยู่ข้างหู เช่นเดียวกับความเจ็บปวดที่แทรกผ่านหัวใจอันเย็นเยียบ ข้าคลายมือออกจากอกเสื้อของตน ลูบไม่ให้มันยับย่นขณะดวงหน้าแปรเป็นเรียบเฉยเย็นชา ไม่เจ็บ...ข้ายังคงไม่เจ็บงั้นหรือ? ย่อมเป็นไปไม่ได้ น้ำเสียงเศร้าโศกนั้นยังคงแสดงความเจ็บปวดผ่านมาให้เห็น แต่ข้ามีเวลาเจ็บที่ใด เพียงแต่ปัดน้ำเสียงราวกับใจสลายนั้นทิ้งไว้ เช่นเดียวกับปล่อยให้ดวงใจที่กำลังร่ำร้องคร่ำครวญไว้ตรงหน้า มิยอมหันไปมองมัน



เบื้องหน้าคือสมรภูมิ เบื้องหลังคือคนทรยศ ข้าหวงเทียนหยางมิอาจหยุดแม้ต้องการก็ตาม






ประตูใหญ่เปิดออกกว้าง เสียงกล่าวทำความเคารพของบรรดาบ่าวไพร่ข้ารับใช้ดังขึ้นเต็มสองหู เพียงลงจากเกี้ยวก็เห็นสิ่งก่อสร้างอันเคยคุ้น วังจวิ้นอ๋องอันเป็นที่ซึ่งข้าลืมตาขึ้นมาตั้งตระหง่านเบื้องหน้าชวนให้คะนึง พรรณไม้ใหญ่ต่างปลิดใบ มีเพียงกลีบเหมยสีแดงบานสะพรั่งริมสระน้ำ กอบัวที่เคยผลิใบเขียวครึ้มเหี่ยวเฉา  หิมะเกาะหลังคาจนขาวโพลน ย่างเท้าตามร่างของบ่าวรับใช้ไปจนถึงเรือนใหญ่และห้องนอนอันเคยคุ้น เบื้องหน้าคือร่างของหลิวหลีที่ยิ้มน้อยๆประคองด้วยน้ำแกงรากบัวมาให้ดื่มรองท้อง ข้าคลี่ยิ้มมอบส่งให้นางและกวาดสายตามองห้องของตนที่มิได้แปรเปลี่ยนไปนักในความทรงจำ เพียงเพิ่มกระจกทองเหลืองบานใหญ่ขนาดเท่าตัวคนขึ้นมาเท่านั้น



ข้าขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยนึกขึ้นมาได้ว่าอาซิ่นผู้นั้นมีนิสัยประหลาดคือชอบส่องกระจกเป็นอย่างยิ่ง คนผลาญเวลาไปกับการอยู่ในร่างของข้าด้วยการนั่งเพิ่งกระจกราวกับคนโง่งม แลดูเหมือนเขาหลงรูปข้า..? คิดถึงยามนี้แล้วก็นิ่งไปอีกครั้ง ในความทรงจำดูเหมือนนอกจากกระทำเรื่องไร้ยางอายคนยังเรียกร้องบางอย่างแทนอยาบ้าง แม้บางเรื่องมิควรกระทำเลยก็ตาม



“นายน้อย ยาขอรับ”



เนื่องจากมิได้รับประทานยายามเที่ยง เหล่าไท่จึงรีบร้อนให้คนไปต้มแล้วนำมามอบให้ข้า เข็มเงินพิสูจน์พิษไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง ข้าปรายตามองมันแล้วพยักหน้า รับถ้วยยามาดื่มขณะที่หลิวหลีตรงเข้ามาช่วยแกะผมและปลดกวานออกจากศรีษะอย่างชำนิชำนาญ ที่ประตูยังมองเห็นเสี่ยวเจี๋ยผู้นั้นเมียงมองด้วยมิทราบว่าตนเองควรเข้ามาหรือไม่ ข้าพิจารณาถึงที่มาของคนผู้นี้ ตัดสินใจไม่ใส่ใจไปก่อนแล้วโบกมือให้เหล่าไท่จัดการเขาเสีย



วางถ้อยยาที่รับประทานจนหมดลงข้างกายเมื่อเหล่าไท่กลับมา ข้ายืนขึ้นให้หลิวหลีเปลี่ยนเสื้อผ้าพลางมองเครื่องแต่งกายที่เปลี่ยนจากสีอ่อนสบายตาเป็นสีเข้มๆหลากชนิด เอ่ยปากบอกให้นางเอาชุดขาวที่ข้านิยมเข้ามาพลางปลดเสื้อคลุมออกท่ามกลางสีหน้าประหลาดใจเกินระงับขอสตรีเบื้องหน้า ร่างของนางลุกออกไป เหล่าไท่โน้มกายกระซิบ บอกกับข้า จัดการเรียบร้อยแล้ว



“หากท่านเขยทราบเรื่องคงมาที่นี่” สีหน้าแววตาของเหล่าไท่ปรากฏแววลำบากใจอยู่บ้าง



“ให้เขามาถาม” หลิวเฉินชางเป็นพ่อบ้านของเขา คนกลับมาพบว่าพ่อบ้านประจำจวนหายตัวไปไม่แล่นมาถามได้อย่างไร “ให้กวนเชาไปรับหน้าที่ คอยดูแลจวนแม่ทัพ อย่าได้ขาดตกบกพร่อง”



“ขอรับ นายน้อย” ข้าฟังคำตอบแล้วพยักหน้า จ้องมองเงาของตนซึ่งกำลังปล่อยผมเผ้าและเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเตรียมนอนพักหลังรับประทานยาตามคำสั่งท่านเทพโอสถ รู้สึกได้ว่าเหล่าไท่มีเรื่องอื่นจึงกระพริบตาเงียบๆ สบตาอีกฝ่ายผ่านกระจกทองเหลือง



“มีอันใด”



“เมื่อครู่หลังขนข้าวของ..ข้าน้อยพบว่ากำไลหายไปขอรับ” เหล่าไท่รายงานเสียงเบา



“กำไลอันใด?” พลันข้ารู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่างจึงยิ่งขมวดคิ้ว



“เป็นกำไลหยกขาวแกะสลักของท่านแม่ทัพขอรับ”เหล่าไท่รายงานเสียงเบาราวกับยุงขณะค่อยๆเงยหน้าขึ้นสบตาข้า “ที่เมื่อวานท่านอ๋องถอดไว้ ข้าเกรงว่าอาจตกหายระหว่างทาง กำไลมีสีขาว หิมะเองก็ตกหนัก คิดว่าคงหลุดรอดสายตาไป...”



“ช่างเถิด” ข้ายกมือขึ้น ไม่ให้เหล่าไท่กล่าวต่อ “กำไลนั้นร้าวแล้ว”



“....และไม่มีค่าเท่ากำไลนภาหรือกำไลโลหิตใช่หรือไม่?”



                สุ้มเสียงดังก้องนั้นแสนคุ้นหู ผู้กล่าวย่อมเป็นคนที่เคยคุ้นไม่แพ้กัน ข้าหันไปมองบุรุษในชุดนักรบร่างสูงใหญ่ซึ่งกำลังยืนกอดอกด้วยท่าทีไม่พอใจอย่างยิ่ง ทราบได้จากสีหน้าแววตาอันบูดบึ้งเย็นชานั้น นี่คล้ายจะเป็นสิ่งที่ข้าเคยคุ้น หลินจวินเจ๋อที่พิโรธโกรธกริ้ว เอาแต่เฉยชาและมองผ่านไม่เคยสนใจแยแส สิ่งนี้คือสิ่งที่ข้าประสบพบเจอมาจนเคยชิน คงดีกว่าให้บุรุษผู้นี้มีแววตารักใคร่อ่อนหวาน มีรอยยิ้มท่วงท่าอ่อนโยน คนเช่นนั้นข้ามิเคยรู้จัก ความรักนั้นข้าเองก็มิเคยได้สัมผัส ด้วยมันมอบให้ผู้อื่นไปหมดแล้ว..



                        “แล้วจะให้ข้าทำเช่นไร?” สีหน้าของแม่ทัพแดนใต้แปรเปลี่ยนจากโทสะเป็นอาการนิ่งสะอึกไปครู่หนึ่ง หลินจวินเจ๋อมองสบตาข้าดูสีหน้าสงบสำรวมด้วยท่าทีราวกับกำลังมีบางอย่างในใจครู่หนึ่งแล้วจึงปิดปากเงียบ แววตาคู่นั้นฉายความกังขาอีกแล้ว ข้าจึงคลี่ยิ้มอ่อนหวาน



                        “ไม่ต้องทำเช่นไร ของหายคือขอหาย ฮูหยินกล่าวถูกแล้วว่ามันร้าว ของเช่นนั้นควรขว้างทิ้ง ด้วยมิคู่ควรกับจวิ้นอ๋องอย่างยิ่ง” ข้าพยักหน้าช้าๆ พลางลอบสังเกตุสีหน้าแววตาอีกฝ่ายด้วยใบหน้าอันคงรอยยิ้มไว้เสมือนหน้ากากใบหน้า นิ่งฟังคำกล่าวยอมรับหากวาจาเต็มไปด้วยความน้อยใจประชดประชัน หลินจวินเจ๋อเวลาแง่งอนคงเป็นเช่นนี้นี่เอง..แปลกใหม่อย่างยิ่ง เขามีสีหน้าแววตาเช่นนี้เองหรือ ข้ามิเคยประสบพบเจอกับตนเองสักครั้ง



                        “ท่านพี่คงไม่ได้มาด้วยเรื่องกำไลอย่างเดียวกระมัง” มิอาจปล่อยตนเองให้อ่อนไหว ข้าหรุบตาลงมองตักตนเองขณะโบกมือให้บ่าวไพร่ออกไปจากห้อง ทั้งยังไม่ลืมเตือนตนเองว่าจากนี้ควรระวังให้มาก บอกกล่าวบ่าวไพร่ว่าอย่าได้ให้หลินจวินเจ๋อเข้ามาตามใจชอบได้อีก



                        “ใช่” ข้ามองเห็นแววรวดร้าวบางอย่างในแววตาคู่นั้น หลินจวินเจ๋อกำมือเข้าหากัน พลันร่างในชุดนักรบก็เดินตรงมาหาข้า เขามิได้ถอดเกราะออกจึงหอบเอาลมหนาวติดกายมา กระทั่งห้องที่ถูกวางเตาอุ่นก็มิอาจทำให้ความเย็นจางหายโดยไว ร่างสูงใหญ่นั้นยืนประจันหน้า มองข้าด้วยแววตาไม่เข้าใจอย่างยิ่ง “พ่อบ้านหลิว”



                        “...พ่อบ้านหลิวแล้วเป็นอันใด?” ข้าคลี่ยิ้มนุ่มนวล เงี่ยหูฟังเสียงสะเก็ดถ่านถูกเผาไหม้ท่ามกลางความเงียบงัน



                        “อาซิ่น” แม่ทัพแดนใต้กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงบ่งบอกความไม่เข้าใจและเจือความผิดหวัง หากชื่อนั้นเองกลับทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของข้าปลาสไปสิ้น “ข้าเพิ่งไปถึง เด็กรับใช้ในจวนบอกว่าพ่อบ้านหลิวเพิ่งจากไปเมื่อครู่ นี่มันอะไรกัน ข้าไม่เข้าใจ?”



                        “.........” ข้าปรายตามองเขาเงียบๆ ไม่กล่าวคำใด หากใบหน้าเรียบเฉยไร้รอยยิ้ม



                        “อาซิ่น เจ้--” หลินจวินเจ๋อชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเงียบเมื่อเห็นสีหน้าของข้า น้ำเสียงอ่อนลงจากความไม่พอใจหนึ่งส่วน “เทียนหยาง..มันเกิดอันใดขึ้น ช่วยบอกข้าทีเถิด”



                        “ท่านพี่ทราบเรื่องข้าถูกยาพิษเมื่อใด?” ยังมีเด็กรับใช้ที่ยังไม่ถูกลากไปจัดการ ข้านับในใจเงียบๆ



                        “เมื่อเราไปถึงเมืองถานเฟิ่ง คืนนั้นเจ้าป่วยจนไม่ได้สติ” หลินจวินเจ๋อเอ่ยปากทวนถึงอาการ ดวงตาคู่คมนั้นจ้องมองข้าด้วยสีหน้าเป็นคำถาม “แล้ว...?”



                        “ท่านส่งจดหมายให้คนช่วยหาตัวหมอหรือไม่?”



                        “ย่อมกระทำ ยามนั้นเราทุกคนต่างร้อนใจเรื่องเจ้า.........” แม่ทัพแดนใต้กล่าวอย่างรวดเร็วก่อนจะชะงัก สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นนิ่งอึ้งขณะที่ดวงตาคู่คมเบิกกว้าง เพียงเท่านี้หลินจวินเจ๋อคงทราบแล้วว่าเป็นเพราะเหตุใด คนทรยศไม่อาจมีชีวิตอยู่ อย่าได้ถามว่าเพราะเหตุใดข้าจึงกระทำการอย่างไร้หัวใจ กำจัดหลิวเฉินชางได้อย่างรวดเร็วเมื่อทราบว่าเขาคือผู้หนึ่งที่ทรยศ



เดิมทีเรื่องนี้อาซิ่นผู้นั้นคาดไม่ถึง คนเอาแต่คิดว่าข้างกายตนเองย่อมมีหนอนบ่อนไส้ แต่หารู้ไม่ว่าที่ข้างกายจวิ้นอ๋องยังดำรงไปด้วยหลินจวินเจ๋ออีกคน แม้รอบกายจวิ้นอ๋องปิดปากสนิท แต่คนผู้นี้ไม่ปิดปากจะรักษาความลับได้อย่างไร ต่อให้หลินจวินเจ๋อปิดปาก แต่คนรอบกายไม่ปิดปาก อย่างไรก็เป็นทางนำพาไปสู่หายนะ ที่ผ่านมาด้วยไว้ใจหลินจวินเจ๋อคนผู้นั้นจึงไม่มีการตรวจสอบสักครั้ง สุดท้ายความไว้ใจกลายเป็นเรื่องโง่เง่าหากวางลงไปโดยไม่คิดตรวจสอบ ข้ามองหลินจวินเจ๋อเงียบๆ สีหน้าของอีกฝ่ายแปรเปลี่ยนสุดบรรยาย คนที่เผยข้อมูลกลับกลายเป็นคนใกล้ตัว รสชาติที่แม่ทัพแดนใต้จะเจ็บปวดเพียงไร? ข้าอยากรู้แต่ก็ไม่คิดอยากสัมผัส..



“เขาเป็นสายให้กับผู้ใด รัชทายาทหรือไห่เยี่ยน” นิ่งงันไปครู่ใหญ่ หลินจวินเจ๋อกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบห้าวแปลกหู



“สำคัญที่ใด” ข้าย้อนถามด้วยรอยยิ้มนุ่มนวล “คนทรยศคิดก้าวลงแม่น้ำสายไหนก็มิต่าง”



“ไม่ มันต่าง” หลินจวินเจ๋อกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้งก่อนจะย่างสามขุมเข้ามาหาข้า แววตาคู่คมทอประกายรวดร้าวจางๆขณะกล่าวเสียงเบา “พ่อบ้านหลิว..หลิวเฉินชางผู้นั้นเขามาจากเมืองถานเฟิ่ง ติดตามข้ามาตั้งแต่ข้าได้รับยศนายกอง ข้า...”



ข้ายกมือขึ้น ทราบว่าเขาปวดร้าวจากการถูกคนที่รู้จักกันมานานหักหลังและกลายเป็นสายลับแก่ผู้อื่น ข้ามองภาพเบื้องหน้าแล้วนึกเวทนา หากฝ่ามือที่จะแตะลงบนร่างแกร่งกลับชักกลับท่ามกลางแววตาที่ปรากฏความรวดร้าวของหลินจวินเจ๋อ ข้าจ้องมองเตียงนอนอันเคยคุ้นของตน กำมือเข้าหากันอย่างเงียบเชียบ



“ทราบสาเหตุแล้วก็จงไปเตรียมตัว เย็นนี้มีงานเลี้ยงที่พระราชวัง”



“....อาซิ---เทียนหยาง”



“ท่านพี่มีธุระใดอีกหรือไม่?” ข้าหมุนกายไปสบตาคู่คมของชายผู้ยืนนิ่งอยู่กลางห้องและคลี่ยิ้มอันงดงามออกมาอีกครั้ง แต่น่าแปลกยิ่งนัก รอยยิ้มนี้แม้งามเพียงใด สีหน้าแววตาของหลินจวินเจ๋อกลับฉาบฉายไปด้วยความรวดร้าวและไม่เข้าใจ



“เจ้ายังไม่หายโกรธข้าอีกหรือ เทียนหยาง?” ครู่หนึ่งน้ำเสียงระคนหดหู่วอนเว้าช่างแสนนน่าสงสาร แต่ใจความยังผลให้ข้านิ่งงัน ข้าควรโกรธแค้นเขาหรือ? โกรธแค้นด้วยเรื่องอันใด เป็นเพราะคนผู้นี้เป็นเหตุให้ข้าถูกวางยาพิษจนตกตาย เป็นเพราะมอบใจให้ผู้อื่นครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นเพราะมิเข้ามาช่วยเหลือทันท่วงทีจึงทำให้องครักษ์เงาของข้าทั้งหมดถูกกำจัด ไม่ว่าด้วยสาเหตุใดข้ากลับมิอาจแค้น กระทำเพียงแค่นหัวเราะยิ้มขัน



ความผิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา กับความผิดที่ทำร้ายเขาของข้า ความผิดใดจะยิ่งใหญ่กว่ากัน?



“ท่านพี่ไปนอนพักเถอะ ข้าเองดื่มยาของเทพโอสถไป ง่วงนอนยิ่งนัก”



“ข้านอนที่นี่ได้หรือไม่?” หลินจวินเจ๋อกล่าวเสียงเบาราวกับเสียงยุง



“เหล่าไท่ ส่งท่านแม่ทัพกลับจวน”



ไม่มีเสียงทักท้วงใดออกจากปากของหลินจวินเจ๋อ ขณะที่ข้าเดินไปยังเตียงนอนที่อยู่ไม่ไกล ร่างของแม่ทัพแดนใต้คงเดินออกไปแล้ว หางตาข้ายังเห็นแผ่นหลังที่เคยทระนงองอาจค้อมลงคล้ายหดหู่เศร้าสร้อย มองดูแล้วช่างน่าเวทนายิ่งนัก แต่ข้ามิอาจให้เขาเข้ามา ข้าปล่อยให้หลินจวินเจ๋อนอนที่นี่ไม่ได้ มิใช่เพียงคนที่เขาต้องการมิใช่ข้าจวิ้นอ๋อง แต่เป็นเพราะตนเองก็มิอาจมีความสุขได้กับการโกหก



“ท่านอ๋อง อาภรณ์ที่อยากได้พร้อมแล้วเพคะ”



ข้าหันไปมองเสื้อคลุมสีเงินงามปักด้วยดิ้นทองลวดลายกิเลนโผนแล้วคลี่ยิ้ม พยักหน้าให้หลิวหลีด้วยความพอใจพลางจ้องมองเนื้อผ้าสีขาวอันแทรกอยู่บนกองเสื้อคลุมสีเข้ม อาซิ่นผู้นั้นชื่นชอบเช่นนี้ แต่ข้ามิใช่ เช่นเดียวกับหลินจวินเจ๋อที่ชื่นชอบอีกอย่าง ข้าเองก็มิได้ชมชอบเขาที่กลายเป็นคนทำทุกสิ่งเพื่อคนรักเช่นนี้ แม้น่าปลื้ใจเพียงไรก็มิอาจ...



ถอนหายใจเบาๆกับรอยสะดุดบนหัวใจที่มิอาจทำให้มันกลับมาราบเรียบดังเดิมก่อนจะมองออกไปด้านนอกที่หิมะยังคงหล่นร่วงจากฟากฟ้า ครู่หนึ่งหัวใจเองก็หม่นครึ้มมิต่าง ทว่าข้ามีเวลานึกปวดศีรษะกับเรื่องรักๆใคร่ๆเพียงครู่เดียวเท่านั้นเหล่าไท่ก็เดินกลับมา ในมือมีกระดาษเทียบเชิญขอเยือนวังจวิ้นอ๋อง ประทับตราของตำหนักรัชทายาท ทั้งยังเขียนด้วยลายมือหนักแน่นพริ้วไหวที่แสนคุ้นตา



“นำราชโองการของฝ่าบาทไปอ่านให้คนขององค์รัชทายาทฟัง”



ข้ามองดูเปลวเทียนที่ถูกจุดขึ้นมาให้ความสว่างภายในห้องแม้เป็นยามกลางวันและฉวยเทียบเชิญจากมือเหล่าไท่ กลิ่นควันโชยฉุยเหม็นไหม้เจือกลิ่นหมึกกระทบนาสิกยามจ่อมันลงกับเปลวเทียนระยับไหว แสงเทียนสะท้อนนัยน์ตาคู่งามวาววาม ขณะใบหน้าอ่อนหวานแปรเป็นเย็นชาอย่างยิ่ง..




++++++++++



หายไปนานอย่างชวนโดนประทุษร้าย กลับมาแล้วค่ะ เอื้อออะ/เสียงเอฟเฟกต์

ตอนแรกไม่สบายแต่ตอนหลังเจอภัยเน็ตหอพังค่ะ55 แต่เนื่องจากเน็ตพัง ก็ขอแจ้งข่าวดีว่าเราปั่นนิยายจนจบแล้ว แล้ว แล้ว แล้วววววววว

ดังนั้นจากนี้จะมาอัพวันละตอนเหมือนเดิมนะคะ ทางนี้ยังมีภารกิจปั่นตอนพิเศษต่อเพื่อเอาลงเล่มเช่นกัลลลล ส่วนตอนหลักจบไม่เกินเดือนนี้ค่ะ


มาขายตรงต่อ วันที่ 10 ปิดจองรอบแรกแล้วค่ะ ใครสนใจอย่าได้พลาด

สนใจดูรายละเอียดตรงนี้ได้เลยค่ะ >>  https://docs.google.com/document/d/1qKrLQhy14sUsIpxCO2m3mZIPhCcQDYTT5hmai_LgyL0/edit

 

เพจ FB : https://www.facebook.com/mywhynn/

 

ทวิต @Secrate_Wind

 

และเม้าท์นิยายแท็ก #จวิ้นอ๋อง นะคะ

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 60 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,785 ความคิดเห็น

  1. #13712 Amarry (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 25 กันยายน 2562 / 02:57
    เทียนหยางกลับมาไม่กี่วันลากคนไปปรโลกเรียงตัว และจั่วหัวอีกนับไม่ถ้วน ฉลาดมาก มองเกมขาดจริงๆ จัดการรวดเร็วเด็ดขาดมาก

    ไทป์แบบเทียนอย่างควรเป็นพระเอกอ่ะ ไรท์ควรหานางเอกหรือนายเอกให้เทียนหยาง บอกเลยว่าเทียนหยางจะเข้าโหมดนายเอกได้กับแค่ไท่หยางเท่านั้น เพราะพอฟัดพอเหวี่ยง และไท่หยางมีออร่าเมะแรงกว่านิดหน่อย
    #13,712
    0
  2. #13666 DARA T. (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 / 02:40
    เฮ้อ ทุกคนก็เจ็บหมดแหละเด้อ เข้าใจได้
    #13,666
    0
  3. #13373 Plankton J (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 / 00:34
    คนงามคนนี้ไม่น่ารักเลย
    #13,373
    0
  4. #13314 จ้าวแมวน้อย (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 28 มกราคม 2561 / 15:40
    กว่าอาซิ่นจะกลับมาคงอีกหลายตอน ฮึก เศร้า ทำใจอ่านไม่ด้ายยยย แต่ลืมคิดในมุมมองเทียนหยางว่านางก็เหมือนอาซิ่นที่พอกลับร่างมาคนที่รักก็ไปรักคนอื่นที่ไม่ใช่เราแล้ว ก็ต้องไม่โอเคอยู่แล้ว เห้อออ เศร้าาาา
    #13,314
    1
    • #13314-1 จ้าวแมวน้อย(จากตอนที่ 67)
      28 มกราคม 2561 / 15:42
      แถมหนักกว่าตรงที่เค้ารักเราแต่ไม่ใช่เราจริงๆอีก เห้อออออ
      #13314-1
  5. #12997 มูตี้ (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 / 20:01
    ^_____^
    #12,997
    0
  6. #12790 ploypoiza (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 26 เมษายน 2560 / 18:27
    เริ่มมีความรู้สึกกับจวิ้นอ๋องเปลี่ยนไป ไม่ชอบบบบบ
    #12,790
    0
  7. #12657 ningthanaporn (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 19 เมษายน 2560 / 19:18
    ยิ่งอ่านตอนนี่มันยิ่งคันในหัวใจแปลกๆแหะ
    #12,657
    0
  8. #12513 ClouDy.M (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 18 เมษายน 2560 / 01:39
    รู้สึกสงสารเทียนหยางนะ คือสงสารตรงที่พอกลับมาแล้ว คนที่เรารักเค้ารักคนอื่นไปแล้ว และเป็นคนอื่นที่มาใช้ร่างเราด้วย คือรับรู้ได้ว่าเทียนหยางเองก็เจ็บปวดกับตรงนี้มากอ่ะ
    #12,513
    0
  9. #11480 0610155567 (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 19:58
    ถ้าอย่างงั้นก็เอาเเม่ทัพย้อยเวลาในเวลาที่อาซิ่นอยู่เลยเอาให้เป็นนักธุรกิจป่ะเเล้วหลักจากนั้นก็รักกันไหนๆๆเรื่องมันก็เป็นเเบบนี้ก็เอาให้ยำห่อหมกเลย
    #11,480
    0
  10. #11202 kaekai27 (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 9 มีนาคม 2560 / 22:36
    เดาทางไม่ถูกเลย ทำยังไงอาซิ่น จะได้คู่กับเจ้าเต่า ทำยังไงคนงาม จะมีคู่ที่รักนางที่ตัวนางบ้าง

    สงสารเทียนหยางจุง
    #11,202
    0
  11. #11098 luknamalotte (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 3 มีนาคม 2560 / 11:34
    ท่านอ๋องนี่เก่งกาจ ฉลาดเป็นกรดต่างจากอาซิ่นมากๆ
    ตอนอ่านในมุมของอาซิ่น เทียนหยางดูเป็นคนหัวอ่อน
    อ่อนแอสุดๆ แต่จริงๆแล้วแข็งแกร่งมาก
    ดีที่เทียนหยางกลับมาทันแก้ปัญหาที่อาซิ่นก่อไว้
    ไม่งั้นให้อาซิ่นทำเองคงแย่แน่ๆ 
    #11,098
    0
  12. #10915 แกงส้ม (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 / 14:42
    สงสารทุกคน
    #10,915
    0
  13. #10833 ma_jung (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2560 / 02:46
    อุ้ยยยย รัชทายาทโดน
    #10,833
    0
  14. #10819 Lul (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 / 23:50
    สงสารแม่ทัพอะ แต่เราเข้าใจเทียนหยางนะ เป็นเราก็กระอักกระอ่วนจะให้มาโอนอ่อนจี๋จ๋ากับท่านแม่ทัพทั้งๆที่รู้ว่าเขารักอาซิ่นก็ยังไงอยู่

    อยากให้อาซิ่นกลับมาแต่ไม่อยากให้กลับมาแย่งร่างคนงามอีกอะ รู้สึกไม่ยุติธรรม ถึงคนงามจะเย็นชาและเจ้าแผนการ แต่ก็ชอบตัวตนของคนงามแบบนี้ ไม่อยากให้เขาหายไปอีก อยากให้ทั้งอาซิ่นและคนงามได้มีความสุขกันทั้งคู่อะ
    #10,819
    0
  15. #10708 Izen (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560 / 21:42
    รู้สึกงงงันงวยงง. หรือเพราะคุ้นเคยกับอาซิ่นมากเกินไป.

    พอมาเจอเทียนหยาง มันถึงรู้สึกว่าไม่ใช่
    สงสารท่านพี่ของอาซิ่นจริงๆ

    อยากให้ happy ending
    #10,708
    0
  16. #10662 PuiPui--r (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560 / 01:24
    เจอเรียลหวงเทียนหยางเข้าไปเรียกคนงามไม่ออกเลย สูงศักดิ์เย็นชามีชีวิตที่อุทิศให้แต่วังจวิ้นอ๋องขนาดนี้แต่งท่านแม่ทัพเข้ามาทำไม ลากคนอื่นเข้ามาวงเวียนแย่งชิงอำนาจนี้ทำไม
    #10,662
    1
  17. #10645 อาซิ่น (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 / 22:58
    อาซิ่น กลับมานะ กลับมาได้แล้ว!
    #10,645
    0
  18. #10643 khaeg smo (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 / 22:34
    ฉลองๆ ไรท์หายป่วย นิยายแต่งจบ 5555
    #10,643
    0
  19. #10642 BookyBear (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 / 21:19
    คิดถึงอาซิ่นแล้วววว เมื่อไหร่จะกลับ ????????????
    #10,642
    0
  20. #10641 Cathcart (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 / 21:13
    ไม่ชอบเทียนหยางเลยยยย เมื่อไรอาซิ่นจะกลับมา
    #10,641
    0
  21. #10640 Ice_Iris (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 / 21:13


    ปวดใจ.....


    #10,640
    0
  22. #10639 พเ่นส (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 / 21:10
    ฉันจิ้นเทียนหยางกับอาซิ่น แค้กๆ 5555
    #10,639
    0
  23. #10638 เมลร่า (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 / 20:07
    ไรท์ๆๆๆๆเอาอาซินกลัมมาน่ะะะะะTTTTTT สงสารท่านแม่ทัพเดียวเข้าใจผิดกันใหญ่
    #10,638
    0
  24. #10637 gate_getty (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 / 19:20
    อาซิ่นนนนนนนนน กลับมาเถอะ
    #10,637
    0
  25. #10636 โทกะ (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 / 15:27
    เห็นด้วย คิดถึงอาซิ่น สงสัยท่านแม่ทัพฮื่ออออ
    #10,636
    0