Demonstrate ปริศนาสายสัมพันธ์

ตอนที่ 9 : Case 9 เรียกค่าไถ่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    22 ก.ค. 63

   

   

   

   "คุณพีนัทหาที่อยู่สัญญาณล่าสุดของเบอร์นี้ได้ไหมครับ" ผมเปิดเบอร์ของเพื่อนยื่นให้คุณพีนัทดู เขารับโทรศัพท์มาก่อนหันไปสบตากับพี่ชายที่ยืนอยู่ข้างหลัง เมื่อเห็นวอลพยักหน้าให้พีก็กลับไปจดจ่อกับคอมพิวเตอร์ ไม่นานนักก็สามารถระบุสถานที่สุดท้ายที่ตรวจจับสัญญาณโทรศัพท์ของวินได้ นั่นคือสวนสาธารณะ W

   เมื่อรู้สถานที่แล้ว สกายก็หันไปสั่งมอบหมายหน้าที่ให้เลขาจัดการต่อและรีบรุดออกไปจากห้องโถง

   "นายอยู่นี่นะ พี่จะไปกับสกาย!" วอลที่เห็นสกายวิ่งออกไปจากห้องก็หันไปบอกน้องชายและรีบตามออกไปทันที

   "อย่าลืมเปิดอุปกรณ์สื่อสารนะพี่!!" พีตะโกนไล่หลัง

   

  "หยุดก่อน สกาย!!" ผมคว้าเข้าที่ข้อมือของเด็กหนุ่ม ทำให้เขาหยุดวิ่งและหันกลับมามองผม

   "อย่ามาขวางผม" สกายพูดอย่างแข็งกร้าว สายตาเต็มไปด้วยความกังวลและร้อนใจ

   "ฉันรู้ ไปรถฉันเถอะ นายเป็นประธานบริษัทอาจเป็นเป้าหมายก็ได้ อยากไปช่วยเพื่อนไม่ใช่รึไง ใจเย็นหน่อย" วอลมองเด็กหนุ่มที่ถอนหายใจออกให้ตัวเองรู้สึกสงบลงและแววตาแปรเปลี่ยนไปแล้ว จึงเดินนำไปที่รถเพื่อมุ่งไปยังสวนสาธารณะ

   

   ณ สวนสาธารณะ W ที่เต็มไปด้วยแมกไม้นานาพรรณปลูกประดับตามจุดต่างๆ ชายหนุ่มสองคนเดินมองสำรวจรอบๆอย่างละเอียด เสียงในหูฟังของวอลยังคงดังบอกจุดหมายอยู่

   [พี่จุดสุดท้ายที่จับสัญญาณได้อยู่แถวนั้นแหละ]

   ผมก้มลงมองตามพื้นเผื่อจะมีร่องรอยอะไรหลงเหลือ ตอนนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นโทรศัพท์สีดำเครื่องหนึ่งตกอยู่บนพื้นหญ้า ผมพยายามเปิดแต่ดูท่าแบตน่าจะหมด ของใครกันนะ

   "สกายนี่ใช่โทรศัพท์เพื่อนนายรึเปล่า ดูเหมือนแบตจะหมดด้วยนะ" สกายหันมามองของในมือของผมก็พยักหน้าออกมา

   "ใช่ครับ นั่นของวิน" เขารีบวิ่งตรงมาทางผมทันที คงเพราะรีบร้อนจนเกินไป เด็กหนุ่มเกิดลื่นพื้นหญ้า โชคดีที่คว้าม้านั่งข้างๆได้ทันไม่ให้หน้ากระแทกพื้น

   "ไม่เป็นไรนะ"

   "ครับ นี่มันรอยอะไร เหมือนนิ้วคนเลย" เด็กหนุ่มก้มมองบริเวณที่นิ้วของเขาจับอยู่ มีรอยสีแดงคล้ำแห้งกรังติดอยู่ที่พนักพิงม้านั่ง ผมใช้นิ้วลูบและดมกลิ่นดู

   "เลือด..."

   

   [พี่ เกิดเรื่องแล้วล่ะ!]

   "เกิดอะไรขึ้น" เสียงของพีที่ดังผ่านหูฟังดูกังวลมาก หวังว่าคงไม่ใช่เรื่องไม่ดีหรอกนะ

   [มีคลิปวิดีโอส่งมาที่บริษัท พี่บอกให้สกายรีบมาดูเลยนะ ผมจะส่งไปให้]

   "สกาย มีคนส่งคลิปมาที่บริษัทนายน่ะ" ผมเบี่ยงโทรศัพท์ไปทางเขาเพื่อที่จะได้ดูด้วยกัน คลิปที่พีส่งมาเริ่มต้นสิบวินาทีแรกด้วยความมืดที่เงียบงัน ก่อนจะมีเสียงทุ้มเข้มดังลอดเข้ามาในคลิป

   

   [ฉันคงไม่ต้องพูดอะไรมากเพราะคุณประธานคงจะรู้จักคนคนนี้อยู่แล้ว]

   "วิน!!!"

   มุมกล้องเกิดการส่ายก่อนความมืดจะเปลี่ยนเป็นภาพเด็กหนุ่มคนหนึ่งคอตกถูกมัดมือมัดเท้านอนคูตัวอยู่ที่พื้น แม้กลุ่มผมสีดำสนิทจะปิดบังใบหน้าเอาไว้ แต่เสื้อผ้าที่ใส่จำได้ว่าเห็นตอนกำลังครึ่งหลับครึ่งตื่นเมื่อเช้า แล้วรูปร่างแบบนั้นดูยังไงก็คือเพื่อนเขาแน่นอน

   

   [ถ้าอยากได้ตัวเขาคืนก็เอาข้อมูลเกมใหม่ที่พวกแกกำลังพัฒนามา พร้อมกับเงินสดสามสิบล้านภายในบ่ายโมงพรุ่งนี้ อย่าคิดจะแจ้งตำรวจถ้าไม่อยากให้มันตาย]

   กล้องเคลื่อนตัวเข้าไปใกล้กลุ่มผมสีดำสนิท ก่อนจะมีมือสวมถุงมือหนังสีดำโผล่เข้ามาในเฟรมภาพ จับเข้าที่กลุ่มผมของวินให้เงยขึ้นต่อหน้ากล้อง เผยให้เห็นรอยเลือดที่ไหลออกมาจากขมับจนถึงสันกราม ผิวของเขาดูซีดจากปกติที่ขาวอยู่แล้ว อาจเพราะเสียเลือดจากบาดแผล คิ้วคมขมวดกันเล็กน้อยบ่งบอกร่องรอยความเจ็บปวดก่อนที่จะสลบไป

   [ส่วนสถานที่ส่งมอบฉันจะบอกไปอีกทีเที่ยงวันพรุ่งนี้ อย่าคิดจะเล่นตุกติกล่ะ]

   เมื่อมือนั่นถอยออกจากใบหน้าของเด็กหนุ่ม ก็ทำให้เขาก้มลงไปอีกครั้งก่อนคลิปจะจบไป

   

   ณ สถานที่แห่งหนึ่งซึ่งเงียบเชียบ ไร้เสียงรถราผ่านไปมา ไร้แสงไฟที่มากมายจากตัวเมือง มีเพียงเสียงพูดคุยของคนกลุ่มหนึ่งดังกึกก้องภายในตัวอาคารร้าง

   หลังจากถ่ายและส่งคลิปวิดีโอเรียบร้อย หนึ่งในคนกลุ่มนั้นก็พาตัวประกันไปขังไว้ในห้องใต้ดินห้องหนึ่ง เช็กดูเชือกที่มัดเด็กหนุ่มให้เรียบร้อยและล็อกกุญแจอย่างแน่นหนาก่อนจะเดินกลับไปสมทบกับพวกพ้องที่ชั้นบน

   

   เมื่อเสียงฝีเท้าดังเงียบหายไปจากโถงทางเดินสักพัก ร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่กลางห้องก็เริ่มมีการเคลื่อนไหว ดวงตาที่เคยเปิดสนิทก็ค่อยๆเปิดขึ้น วินกระพริบตาปรับโฟกัสนานหลายนาทีกว่าที่จะสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆรอบตัวได้

   แม้จะมีอาการเจ็บปวดที่หัวชวนมึนงง แต่เขาก็พยายามรวบรวมสติเอาไว้ไม่ให้แตกตื่น แล้วสำรวจตัวเองเป็นอย่างแรก นอกจากแผลที่โดนท่อเหล็กตีที่หัวก่อนจะสลบไปก็ไม่มีบาดแผลเพิ่มมาจากเดิม เสื้อผ้าก็ยังอยู่ครบ แต่มือและขาของเขาถูกพันธนาการด้วยเชือกพลาสติกเส้นใหญ่และหนาไม่มีท่าทีว่าเขาจะสามารถแก้มัดได้เอง ปากก็ถูกปิดด้วยเทปกาว

   

   วินมองดูสิ่งของต่างๆรอบๆห้องผ่านความมืด แต่มันไม่มีอะไรอยู่ในห้องเลย นอกจากเศษไม้ โครงเหล็กของอะไรสักอย่างที่ดูคุ้นตากับฝุ่นหนาเขรอะเต็มห้อง แถมยังลอยฟุ้งไปในอากาศอีกด้วย เห็นได้จากลำแสงที่ส่องลงมาของดวงไฟติดๆดับๆหลอดเล็กข้างบน ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่ให้ความสว่างในห้องนี้

   วินพยายามอย่างยิ่งที่จะหาอะไรมาปิดจมูกกันฝุ่นไว้ไม่ให้ตัวเองเป็นโรคปอดไปเสียก่อน แต่ว่ากลับไม่มีอะไรที่น่าจะช่วยได้เลย เขาต้องค่อยๆหายใจขณะที่ยันตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง ไม่ไกลจากตัวเขาเป็นประตูทางออกเดียวของห้องนี้ มันมีลักษณะเหมือนประตูที่ใช้บนเรือ ไม่มีทางที่คนโดนมัดมือไพล่หลังแบบเขาจะเปิดมันได้ง่ายๆ อีกอย่างคนที่จับเขามาคงไม่หละหลวมขนาดไม่ล็อกกุญแจหรอก

   

   เดี๋ยวนะ แต่ที่นี่เขาไม่รู้สึกได้ถึงแรงเคลื่อนไหวจากตัวคลื่นเลยแม้แต่น้อย แล้วจะมีห้องอะไรอีกล่ะที่ใช้ประตูแบบนี้บ้าง

   ในขณะที่วินกำลังคิดอยู่ไม่ตก ตอนนั้นเขาก็เหลือบไปเห็นเครื่องทำความเย็นที่ซ่อนอยู่มุมหนึ่งของห้อง ซึ่งตอนล้มนอนอยู่ไม่สามารถมองเห็นได้ ทำให้เขาคิดออกว่านี่คือห้องอะไร

   มันต้องเป็นห้องทำความเย็นที่เอาไว้เก็บเนื้อสัตว์อย่างแน่นอน แต่ดูจากความเก่าของห้องนี้น่าจะไม่ได้ใช้มานาน เครื่องทำความเย็นก็ไม่ทำงานอีกด้วย ดังนั้นคงไม่ต้องกลัวว่าจะต้องหนาวตาย แต่เขาคงจะขาดอากาศหายใจตายก่อนแน่ๆ ยิ่งไม่รู้ว่าจะถูกปล่อยตัวออกไปเมื่อไหร่นี่ยิ่งอันตรายเลย

   หัวใจของวินเต้นระส่ำระสายเมื่อคิดถึงเรื่องนั้น แต่เขาก็พยายามที่จะควบคุมหัวใจให้กลับมาเต้นปกติ เพราะยิ่งหัวใจเต้นเร็วเท่าไหร่ เขายิ่งต้องหายใจมากเท่านั้น เสี่ยงที่อากาศจะหมดไปเสียก่อนที่จะมีคนมาช่วย

   ทำไมคนพวกนั้นต้องจับเขามาด้วย เพื่ออะไรกัน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น