RayGuard
ดู Blog ทั้งหมด

บทเพลงที่ 12 สายลมแห่งอนาคิน

เขียนโดย RayGuard

บทเพลงที่  12  สายลมแห่งอนาคิน




“คาโล”  เสียงร้องแจ๋วๆของแม่ตัวดีนำขึ้นมาก่อนจะเห็นตัว  ไม่นานนักประตูสลักบานเดิมก็ถูกเปิดออกพร้อมกับร่างภรรยาสุดที่รัก
 
เฟรินมองซ้ายมองขวาเมื่อไม่เห็นคาโลนั่งอยู่บนโต๊ะทำงานเหมือนเคยก่อนสายตาจะไปสะดุดเข้ากับผมเงินๆของคนที่กำลังมองหาซึ่งตอนนี้ยังคงนั่งอยู่ที่โซฟาตัวเดิมไม่ได้ไปไหนตั้งแต่สองญาติสนิทขอตัวกลับไป 

ร่างบางก้าวเข้าไปใกล้อย่างไม่รีบร้อนนัก  เอลลิคที่เห็นดังนั้นก็ถวายความเคารพให้ทีหนึ่งก่อนจะเดินออกจากห้องไปเงียบๆอย่างรู้หน้าที่พร้อมๆกับตุ๊กตาตัวแทนเมราส

เฟรินเดินเข้ามาประชิดด้านหลังคาโลแต่แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อดูเหมือนคนตรงหน้าจะไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด  หญิงสาวโน้มตัวลงแขนเรียวยกขึ้นโอบกอดรอบคอชายหนุ่มหลวมๆพร้อมกับเอ่ยถามเสียงเบา

“มีอะไรงั้นหรือคาโล”  น้ำเสียงหวานที่ถามด้วยความเป็นห่วงกับอ้อมกอดอุ่นและกลิ่นกายหอมอ่อนๆจากหญิงสาวเรียกสติของคาโลกลับมาจากห้วงความคิด  คาโลหันหน้าไปตามเสียงเรียกส่งให้ใบหน้าของทั้งคู่อยู่ห่างกันไม่ถึงคืบ

“อรุณสวัสดิ์เฟริน”  พูดเสร็จก็ประทับจุมพิตรับอรุณยามเช้าที่ริมฝีปากสีกุหลาบแบบไม่ให้ทันตั้งตัวทำเอาเฟรินแข็งค้างอยู่ท่านั้นด้วยความตกใจ  คาโลมองปฏิกิริยาของอีกฝ่ายอย่างนึกขำ  เฟรินเมื่อเห็นประกายวิววับในดวงตาของชายหนุ่มก็ชักสีหน้าไม่สบอารมณ์ก่อนจะเดินอ้อมมานั่งยังโซฟาฝั่งตรงข้ามแล้วเริ่มเปิดประเด็นในทันที 

“เห็นนายทำหน้าเครียด  ตกลงมีอะไร”  น้ำเสียงออกขุ่นแต่ยังสัมผัสได้ถึงความห่วงใย  คาโลมองเฟรินที่นั่งจ้องเขาราวกับจะบอกว่าถ้าหากเขาไม่พูดวันนี้ก็อย่างหวังจะได้ไปทำอะไรต่อเลยแล้วก็ได้แต่ถอนใจก่อนจะพูดออกมา

“เรื่องเดิมๆ”  คำตอบที่ไม่ได้ช่วยให้ความกระจ่างอะไรแก่หญิงสาวแม้แต่นิดทำเอาคิ้วเรียวเลิกสูงขึ้น

“แล้วไอ้เรื่องเดิมๆที่ว่าเนี่ยมันเรื่องอะไรกันเล่า”  เฟรินว่าแบบฉุนนิดๆ  เห็นแบบนั้นคาโลเลยถอนหายใจอีกครั้งก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินไปที่โต๊ะทำงานของตัว  มือขาวหยิบหนังสือฎีกาของเคฟขึ้นก่อนจะส่งให้กับเฟรินที่เดินตามเขามาติดๆ

เฟรินรับหนังสือฎีกานั่นมาอย่างงงๆก่อนจะจัดการพลิกเปิดอ่าน  ใช้เวลาไม่นานนักตาสีน้ำตาลก็ละออกจากสมุดในมือแล้วช้อนขึ้นสบกับคาโล

“นี่มันหนักข้อขึ้นถึงขนาดนี้เชียวหรือ”  เฟรินเปรยถาม  ทำไมเธอจะไม่รู้ถึงเรื่องกองโจรดีมันในเมื่อมันเป็นปัญหาหลักของคาโนวาลในตอนนี้เลยก็ว่าได้  เพียงแต่เธอรู้ไม่ละเอียดมากเท่านั้นเองเพราะเดี๋ยวนี้เธอไม่ได้เข้ามาช่วยคาโลตรวจฎีกาเหมือนเมื่อก่อน

คาโลพยักหน้าพร้อมกับตอบรับเรียบๆตามนิสัย

“แล้วคราวนี้นายจะทำยังไง”  เฟรินถามเสียงเครียดจัดเพราะในฎีกาของเคฟนั้นรายงานมาว่าหมู่บ้านใหญ่น้อยในเมืองโฮรันถูกโจรดีมันยึดไว้ไปกว่าครึ่งแล้วและทางการก็ไม่สามารถทำอะไรมันได้เลย  ยิ่งส่งทหารไปมากเท่าไรก็ยิ่งเหมือนกับส่งคนเหล่านั้นไปตายเปล่ามากขึ้นเท่านั้นด้วยวิธีการรบแบบกองโจรของพวกมัน  แถมเหล่าชาวบ้านในหมู่บ้านที่ถูกยึดไปก็ยังถูกนำมาใช้เป็นตัวประกันต่อรองอีกทำให้การจับกุมเป็นไปอย่างยากลำบากยิ่ง

“เรื่องนั้นเธอไม่ต้องไปสนใจหรอกเฟริน”  คาโลว่าขึ้น  “ขอแค่อย่าเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงอีกก็พอ”  เมื่อเห็นหญิงสาวทำท่าจะเถียงชายหนุ่มก็รีบขัดขึ้นอีก  “ถือว่าฉันขอ..ได้มั้ย”

เฟรินได้แต่เงียบไม่รู้จะโต้แย้งยังไง  เธอรู้ว่าคนตรงหน้าเป็นห่วงเธอแค่ไหนซึ่งความรู้สึกของเธอเองก็ไม่ได้ต่างกันนักและยิ่งเมื่อเห็นความอ่อนล้าในแววตาของชายหนุ่มความคิดที่จะขัดก็มลายหายไปหมด

มันคงจะเหนื่อยมาก.. เฟรินคิดขณะมองสำรวจสีหน้าของคาโล 

เมื่อคราวก่อนเพราะความดื้อรั้นของเธอที่จะตามเขาไปเวนอนทำให้สุดท้ายผลออกมาเกือบจะเลวร้ายอย่างที่เธอไม่อยากจะไปคิดถึงมันอีก 

ถ้าหากเธอยังดึงดันต่อไปก็จะรังแต่ทำให้เขาต้องเหนื่อยมากขึ้นเท่านั้นเอง..

“เอาเถอะ..”  เฟรินพูดขึ้นในที่สุด  “เอาเป็นว่าถ้านายมีอะไรให้ฉันช่วยก็บอกแล้วกัน  อย่าฝืนทำอะไรเกินตัว  เพราะถ้าหากนาย..หากนายเป็นอะไรไป..ฉัน..”

ฉันก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน..คาโล 

คำพูดของเฟรินหยุดอยู่แค่นั้นใบหน้างามก้มนิ่งให้อีกฝ่ายมองด้วยสายตาอ่อนโยน  มือแกร่งยกขึ้นสัมผัสแก้มนวลเบาๆก่อนจะออกแรงเล็กน้อยให้ใบหน้าของหญิงสาวเงยขึ้นสบกับเขา

“ฉันจะไม่เป็นอะไรเฟริน..ฉันสัญญา”  ว่าเสร็จก็ยิ้มก่อนจะพูดต่อ 

“ฉันจะไม่ยอมตายจนกว่าจะได้อุ้มลูกของเราหรอก”  สิ้นคำใบหน้าของเฟรินก็แดงซ่านลามไปถึงคอ 

“ไอ้บ้า!!”  เสียงตวาดแหวดังลั่นออกไปนอกห้องให้เอลลิคที่ยืนอยู่ถึงกับสะดุ้ง  ตามมาด้วยเสียงประตูกระแทกเปิดดังปั้งให้ราชองครักษ์หนุ่มต้องตกใจเป็นคำรบสองก่อนร่างขององค์ราชินีที่รักจะวิ่งฉิวผ่านหน้าไปด้วยความเร็วแสงเห็นเพียงเส้นผมสีน้ำตาลสลวยเฉี่ยวผ่านหน้าไปแค่ชั่วเสียววินาที..


//////////////////////////////////////////////////////////


คำคืนดึกสงัด  ณ  หอคอยดูดาว

ร่างสูงของคาโลยืนประชิดริมกำแพงอิฐขาวสูงเพียงเอวที่โอบล้อมรอบชั้นดาดฟ้าของหอคอยดูดาว  ตาสีฟ้าสวยเหม่อมองไปไกลยังบ้านเรือนที่ตั้งเรียงรายอยู่เบื้องล่าง  ชายหนุ่มยกมือขึ้นก่อนวางลงบนขอบกำแพงแล้วเสตาขึ้นมองท้องฟ้าเบื้องบนแทน

คืนนี้เป็นคืนเพ็ญ..แม้ท้องฟ้าจะมีเมฆมากจนไม่อาจเห็นดาวแต่ดวงจันทร์เต็มดวงทอแสงกระจ่างบนท้องฟ้าก็ส่งให้นภาเบื้องบนดูสวยงามยิ่งนักหากแต่ ณ ยามนี้จะมีใครสักกี่คนกันที่คิดจะแหงนหน้าขึ้นมองมัน 

ขณะที่คาโลกำลังคิดถึงเรื่องราวน่าปวดหัวที่เป็นอยู่จู่ๆสายลมวูบหนึ่งก็พัดผ่านร่างจนเส้นผมสีเงินโบกสะบัดไปเบื้องหลัง  สายลมอุ่นค่อยก่อตัวเป็นรูปร่างก่อนจะแปรเป็นร่างของชายหญิงคู่หนึ่งคุกเข่าอย่างนอบน้อมต่อคาโลอยู่ด้านหลัง

“ถวายพระพรฝ่าบาท  ขอจงทรงพระเจริญพระเจ้าค่ะ/เพคะ”  สองเสียงจากผู้มาเยือนดังขึ้นพร้อมกัน  คาโลค่อยๆหันกลับมามองตามเสียงนั้นด้วยท่าทีสงบไม่มีแม้แววตระหนกบนสีหน้ากับการปรากฏตัวอย่างกะทันหันของผู้บุกรุกแม้ว่านั่นจะเป็นการบุกรุกฝ่าเขตอาคมของเขาเองเข้ามาได้ก็ตามที

“พวกเจ้าคือ”  ชายหนุ่มอายุราวๆ 19 ปีที่นั่งอยู่ทางฝั่งขวาเงยหน้าขึ้นหลังสิ้นเสียงถามเผยให้เห็นนัยน์ตาสีดำสนิทดุจรัตติกาลที่ฉายแววรอบรู้และออกจะเจ้าเล่ห์อยู่นิดๆ  ชายหนุ่มใช้ดวงตานั่นจ้องสบกับคาโลอย่างไม่เกรงกลัวก่อนริมฝีปากหยักได้รูปจะขยับยิ้มตามนิสัย  เสียงที่เอ่ยตอบแม้ไม่ดังนักแต่ก็หนักแน่น

“พวกเราคือสายลมแห่งอนาคิน  กลุ่มองครักษ์เงาภายใต้การนำของท่านเจราสพ่ะย่ะค่ะ”  ชายหนุ่มบอกฉายาพร้อมทั้งที่มาของตนอย่างเสร็จสับเพื่อคลายความระแวงของคาโล  คาโลพยักหน้ารับเล็กน้อยชายหนุ่มเห็นดังนั้นจึงได้ว่าต่อ

“ชื่อของกระหม่อมคือเทรซ  ส่วนเธอผู้นี้”  พูดพร้อมกับผายมือไปทางหญิงสาวข้างกาย

“หม่อมฉันทริเซีย”  หญิงคนนั้นพูดต่ออย่างรู้ใจพร้อมกับเงยหน้าขึ้นบ้าง  “เป็นน้องสาวฝาแฝดของเทรซเพคะ” 

คราวนี้คาโลหันกลับมามองหน้าทั้งสองคนเต็มตาจึงได้เห็นว่าใบหน้าของทริเซียนั้นคล้ายคลึงกับเทรซจนแทบจะแยกจากกันไม่ออกหากไม่ใช่ว่าแววตาของเทรซแฝงไว้ด้วยรอยประสบการณ์และเต็มไปด้วยความระแวดระวังอยู่เสมอต่างจากทริเซียที่ออกจะดูซื่อตรงกว่ามาก

ตาสีฟ้าหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อจับสัมผัสได้บางอย่างก่อนจะพูดขึ้น

“ท่านลุงได้เล่าเรื่องให้พวกเจ้าฟังบ้างรึยัง”

“ทูลฝ่าบาทท่านเจราสเพียงบอกให้พวกหม่อมฉันมาเข้าเฝ้าพระองค์พร้อมกับมอบต่างหูคู่หนึ่งให้เท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”  เทรซตอบพร้อมกับหยิบต่างหูที่ว่าขึ้นมาให้คาโลดู

“งั้นรึ”  คาโลมองสองพี่น้องอีกครั้ง  สายตาที่ราวกับจะแทงทะลุเข้าไปถึงความคิดทำเอาทริเซียต้องขยับตัวด้วยความอึดอัดผิดกับเทรซที่ดูจะเก็บอารมณ์ได้มากกว่า  นานทีเดียวที่ความเงียบเข้าปกคลุมคนทั้งสามแต่แล้วเสียงทุ้มของคาโลก็เอ่ยตัดความเงียบขึ้น

“พวกเจ้า”  คาโลว่าพร้อมกับเดินเข้าไปใกล้อีกนิด  “เป็นลูกครึ่งเดมอสรึ”  คำถามเปลี่ยนเรื่องกะทันหันของคาโลทำเอาทริเซียที่ไม่ได้เตรียมตัวมาก่อนถึงกับสะดุ้ง  เธอมองคาโลด้วยสายตาเบิกกว้าง

“ท่านรู้”  เผลออุทานออกไปโดยลืมสนิทว่าอีกฝ่ายเป็นกษัตริย์  ทริเซียรีบหันหน้าไปมองพี่ชายฝาแฝดด้วยความกังวลเพราะเรื่องที่พวกเธอมีสายเลือดของชาวปีศาจนั้นมีเพียงเจราสเท่านั้นที่รู้ซึ่งถ้าเป็นไปได้เธอก็ไม่อยากให้มีบุคคลที่สี่ที่รู้เรื่องอีก

“เทรซ”  ทริเซียกระซิบเสียงแผ่วเรียกเทรซที่หลับตาสนิทราวกับทำสมาธิตั้งแต่คาโลพูดจบ 

เทรซค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้นก่อนจะคลี่ยิ้ม

อ่านไม่ได้เลยหรือนี่..  เทรซคิด  รอยยิ้มคลี่กว้างขึ้นจนทริเซียที่มองอยู่ยังแปลกใจ

“ฝ่าบาททรงพระปรีชานักแค่เพียงครู่เดียวก็ทรงรู้แล้วว่าพวกกระหม่อมไม่ใช่มนุษย์เต็มตัว”  รอยยิ้มนั้นค่อยๆเปลี่ยนเป็นรอยหยัน  “แต่ถ้าจะเรียกให้ถูกพวกหม่อมฉันไม่ใช่ครึ่งเลือดของเดมอสหรอกพ่ะย่ะค่ะ..  แต่เป็นสายเลือดของเศษเดนมากกว่า”

น้ำเสียงที่ออกมาในตอนท้ายเจือแววเศร้า  คาโลมองสองพี่น้องที่สีหน้าสลดลงทันควันก่อนจะเอ่ยปากถามอย่างคนรู้เรื่องราว 

“เผ่ามายางั้นหรือ”

ว่ากันว่าเมื่อหลายหมื่นปีก่อนชาวปีศาจถูกปกครองด้วยเผ่าราตรีที่แข็งแกร่งที่สุด  พลังและอำนาจแผ่ขยายขจรขจายไปไกลทุกสารทิศด้วยทั้งฝีมือและบารมีอันยากจะหาผู้เทียบเทียมของเอเวียส  เกรเดเวล  บรรพบุรุษต้นตระกูลเกรเดเวล  โดยมีฐานพลังอันยิ่งใหญ่คือชนเผ่ามายาซึ่งผู้นำเผ่าเฮลรัส  ฟลาเวลในสมัยนั้นนับได้ว่าเป็นคนสนิทที่เอเวียสไว้ใจที่สุดก็ว่าได้

เอเวียสและเฮลรัสมีความสัมผัสที่แน่นแฟ้นรักกันยิ่งกว่าพี่น้อง  มีคำเล่าต่อๆกันมาว่าในความเป็นจริงแล้วทั้งสองคนนั้นนับได้ว่ามีพลังเวทที่สูสีกันเลยทีเดียวแต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้นเฮลรัสก็พอใจที่จะทำหน้าที่เป็นแค่องครักษ์ผู้ภักดีคอยปูทางสู่อำนาจแก่เอเวียสที่ตนเคารพรักดุจพี่ชายเท่านั้น  ส่วนเอเวียสที่แม้จะได้ขึ้นครองเป็นผู้ปกครองสูงสุดของเหล่าปีศาจทั้งมวลแล้วก็ตามแต่เอเวียสก็ไม่เคยเปลี่ยนท่าทีที่มีต่อน้องชายต่างสายเลือดผู้นี้เลย

ความสัมพันธ์ที่ดีของทั้งคู่น่าจะทำให้ทุกอย่างดำเนินไปได้เช่นนั้นอย่างราบรื่นและเสริมอำนาจให้แก่กันตลอดไป.. ทุกคนก็คิดเช่นนั้นแต่แล้ววันหนึ่งเหตุการณ์เลวร้ายก็บังเกิดขึ้นจนได้ 

เฮลรัสที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าเขาจะกล้าหันคมดาบใส่เอเวียสที่เทิดทูลยิ่งกว่าชีวิตแต่แล้วในวันนั้นวันที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลง  ค่ำคืนที่ถูกย้อมด้วยเลือดของเจ้าปีศาจผู้ยิ่งใหญ่ความสัมพันธ์ที่มีนับหมื่นปีขาดสะบั้น 

อิลรินอน  เกรเดเวล  บุตรชายเพียงคนเดียวของเอเวียสได้ทำการล้างแค้นแทนผู้เป็นบิดาการต่อสู้อย่างต่อเนื่องสิบสามวันสิบสามคืนในที่สุดก็ได้ผลสรุป  อิลลินอนนำร่างของเฮลรัสที่ตนได้แต่ทำการผนึกไว้เพราะไม่สามารถสังหารได้ไปซ่อนไว้ในที่ที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้และนำทัพทำสงครามขับไล่ชาวเผ่ามายาออกจากแดนปีศาจพร้อมกับประกาศตั้งกฎให้ฆ่าเผ่ามายาที่หลงเข้ามาในอาณาเขตของตนได้ในทันที 

จากเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ชนเผ่ามายาถูกเรียกว่าเศษเดนของชาวปีศาจและเริ่มจะสูญสิ้นเผ่าพันธุ์จากการตามล่า  เหล่าผู้ที่มีชีวิตรอดจึงอาศัยแอบซ่อนตัวปะปนกับมนุษย์แต่จนแล้วจนรอดก็ยังหนีไม่พ้นเมื่อเหล่ามนุษย์นั้นกลับเกรงกลัวในความสามารถการอ่านใจของชนเผ่ามายา  ในที่สุดการฆ่าล้างบางครั้งใหญ่ก็ได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง  จนกระทั่งหลายพันปีต่อจากนั้นเมื่อเอวิเดส  เกรเดเวลได้ขึ้นครองบัลลังก์หลังจากที่สิ้นสุดสงครามศักดิ์สิทธิ์และดินแดนถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนคือเดมอสและเอเดน  กฎล่าเผ่ามายาจึงถูกยกเลิกไปแต่กระนั้นการจะหาเลือดแท้ของเผ่ามายาที่หลงเหลือก็ยากเต็มทีหรือถ้าจะพูดให้ถูกแม้แต่เลือดผสมของเผ่ามายาก็แทบจะสูญสิ้นแต่ไม่ว่าจะเป็นเช่นไรในตอนนี้สายเลือดเผ่ามายาที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดก็ได้หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว

“พวกเราได้รับความช่วยเหลือจากท่านเจราสตั้งแต่ยังเล็กจึงได้สาบานว่าจะทำทุกอย่างเพื่อท่านรวมไปถึงจะจงรักภักดีต่อคนที่ท่านรักด้วย”  ทริเซียเอ่ยขึ้น  “ซึ่งคนๆนั้นก็คือพระองค์เพคะเพราะฉะนั้นไม่ว่าฝ่าบาทจะทรงพระประสงค์สิ่งใดขอได้โปรดทรงรับสั่ง  หม่อมฉันจะพยายามทำตามแม้ต้องแรกด้วยชีวิต”  สายตายามพูดนั้นทั้งเด็ดเดี่ยวและมุ่งมั่นจนคาโลที่มองอยู่ยังอดยิ้มบางๆให้ไม่ได้

“พวกเธอลุกขึ้นซะ”  น้ำเสียงสั่งตามนิสัยแต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงความปราณีทำให้สองพี่น้องรู้สึกอบอุ่นขึ้นในหัวใจอย่างประหลาด

เทรซและทริเซียลุกขึ้นยืนอย่างว่าง่าย  ดูเหมือนคนตรงหน้าจะไม่ได้หวาดกลัวหรือรู้สึกรังเกียจแม้จะรู้ว่าพวกเขามีสายเลือดเผ่ามายาเลยแม้แต่น้อยต่างจากคนอื่นๆที่สองพี่น้องต้องเผชิญมาเมื่อยามเด็ก  นัยน์ตาสีฟ้าสวยที่มองตรงมายังทั้งคู่นั้นดูอบอุ่นนักเหมือนกับสายตาของเจราสเมื่อคราวที่พวกเขาได้พบกันเป็นครั้งแรกเมื่อสิบสี่ปีก่อนไม่มีผิด

แม้ว่าชายตรงหน้าจะเป็นคนแรกที่เขาไม่สามารถอ่านความคิดได้  แม้ไม่รู้ว่าภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยราวสลักนั่นจะคำนึงถึงสิ่งใด  แต่ความอบอุ่นที่ทอแสงอยู่ในแววตานั้นก็เพียงพอแล้ว..

เพียงพอ.. ที่เขาจะถวายชีวิตให้


///////////////////////////////////////////////////////////////


“ท่านแม่ทัพ” 

เสียงเรียกเบาๆจากด้านหลังทำให้แอสต้า..แม่ทัพประจำกองธงที่สี่ผู้ดูแลเขตชายแดนทางทิศตะวันออกของคาโนวาลละสายตาออกจากท้องฟ้ายามราตรีที่เจ้าตัวยืนเหม่อมองอยู่นาน
 
แอสต้า  เอดริน ชายวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบห้าปี  เขามีร่างกายสูงใหญ่กำยำกว่าชายฉกรรจ์ทั่วไป  ผิวสีออกคล้ำจากการกรำศึกมีบาดแผลอันเป็นผลพวงมาจากการทำสงครามมากครั้งที่ผ่านมาให้เห็นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น  แสดงให้เห็นถึงฝีมือ  ความสามารถและสติปัญญาอันเป็นที่ประจักษ์แก่ผู้คน  ดวงตาสีนิลคมกล้าไม่เคยแปรเปลี่ยนกำลังจับจ้องไปยังเบื้องหน้า.. ยังร่างสูงของชายหนุ่มอีกคน

“มีอะไรหรือเลตัส”  แอสต้าเอ่ยปากถามชายหนุ่มผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับตนด้วยน้ำเสียงปราณี

เลตัสผู้เป็นลูกยิ้มน้อยๆให้พ่อของเขาก่อนจะค่อยๆเดินเข้ามาใกล้อีกนิดพร้อมกับผ้าคลุมผืนใหญ่สีดำที่พาดอยู่ที่แขน

“ผมเห็นพ่อไม่ได้อยู่ในค่ายว่าแล้วว่าต้องมาอยู่ที่นี่.. นี่ครับ”  พูดพร้อมกับยื่นผ้าคลุมส่งมาให้  แอสต้ายื่นมือไปรับแล้วเอ่ยคำขอบใจเบาๆ  มือกร้านจากการจับอาวุธตวัดผ้าคลุมลงกับบ่า  ความอบอุ่นแผ่คลุมไปทั่วร่าง

“เจ้าแค่จะเอาไอ้นี่มาให้พ่อหรือ”  แอสต้าถามต่อเหมือนจะชวนคุย

“ก็ใช่น่ะสิพ่อ  ถึงนี่จะเป็นหน้าร้อนแต่ตอนกลางคืนน่ะหนาวอย่างกับอะไร  พ่อเล่นใส่เสื้อบางๆแค่ตัวเดียวออกมาเดินตากลมแบบนี้ถ้าหากไม่สบายขึ้นมาเดี๋ยวก็ได้วุ่นกันไปทั้งกองทัพ”

น้ำเสียงดุๆของคนเป็นลูกทำให้แม่ทัพใหญ่แห่งทิศตะวันออกหัวเราะหึหึในลำคอเรียกดวงตาสีเดียวกันของผู้ต่ำศักดิ์กว่าตวัดมองค้อนไม่พอใจแต่ยังไม่ทันที่สงครามน้ำลายของสองพ่อลูกจะเริ่มขึ้นดังเช่นทุกทีเลตัสก็ตวัดตัวหันไปมองยังพุ่มไม้ด้านหลังอย่างรวดเร็วพร้อมตวาดเสียงเย็น

“ออกมา!!”  เสียงนั้นทำให้บุคคลลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิทปกปิดใบหน้ามิดชิดก้าวออกมาจากหลังต้นไม้  เลตัสชักดาบออกเตรียมรับสถานการณ์ไม่คาดฝันแต่แอสต้าผู้เป็นพ่อกลับยังคงมองคนมาใหม่นิ่งๆ  ตาสีนิลจับจ้องคนในชุดคลุมอย่างสำรวจและครุ่นคิด

เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน..

“ท่านแอสต้า”  เสียงเรียกเบาๆปนหอบดังลอดออกมาจากใต้หมวกคลุมที่ดึงลงมาปิดจนถึงปาก  เสียงคุ้นเคยที่ได้ยินทำให้แม่ทัพแอสต้ารีบยกมือขึ้นรั้งบ่าลูกชายที่กำลังจะพุ่งเข้าจู่โจมคนน่าสงสัยตรงหน้า 

เลตัสหันมามองผู้เป็นพ่อด้วยความแปลกใจที่ตนถูกห้ามแต่ท่านแม่ทัพหาได้สนใจอาการนั้นของชายหนุ่มไม่  ดวงตาของเขายังคงจับจ้องอย่างพินิจไปยังคนในชุดคลุมดำ

“เจ้า.. เมราสรึ”  แอสต้าถามเสียงไม่ดังนัก  เมื่อคนๆนั้นได้ยินเขาก็หันซ้ายแลขวาชั่วขณะก่อนจะเลิกหมวกคลุมศีรษะออกเผยให้เห็นเรือนผมสั้นละเอียดระต้นคอสีม่วงเข้มจนเกือบดำ  นัยน์ตาสีเขียวมรกตและใบหน้าสวยคมคายของยอดนักดาบแห่งราชสำนัก.. ราชองครักษ์คนสนิท

เมราส  เอโดริช..


//////////////////////////////////////////////////////////////////


“ทำไมเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้”  แอสต้าถามขึ้นหลังจากพาเมราสมายังที่ๆมิดชิดกว่าเดิมตามคำขอของชายหนุ่ม  เมราสที่อาการหอบเริ่มคลายไปบ้างแล้วตอบกลับ

“ผมมาตามรับสั่งของฝ่าบาทครับท่านแอสต้า”  คำพูดนั้นเหมือนจะเป็นนัยบอกอะไรบางอย่างแก่ท่านแม่ทัพใหญ่  แอสต้าจึงถามต่อเพื่อความแน่ใจ

“หมายความว่า..ได้เวลาแล้วใช่มั้ย”  เมราสพยักหน้าแทนคำตอบ  แอสต้ากระตุกยิ้มขึ้นที่มุมปาก

ในที่สุดเวลาที่เขารอคอยก็มาถึงตั้งแต่การประชุมลับครั้งนั้นเขาก็ได้ตระเตรียมการทุกอย่างตามคำสั่งขององค์กษัตริย์ไว้พร้อมหมดแล้วเหลือก็แต่สัญญาณสั่งลงมือของพระองค์เท่านั้น..

“เลตัส”  แอสต้าหันไปเรียกลูกชาย  เลตัสที่รู้เรื่องนี้อยู่แล้วจึงรับคำพร้อมกับเดินกึ่งวิ่งออกไปทำตามแผนที่วางเอาไว้ทันที  แอสต้ามองตามหลังลูกชายคนเดียวจนลับตาก่อนจะหันกลับมาหาเมราสอีกครั้ง

“แล้วนี่เจ้ามาอย่างไรรึข้าไม่ยักได้ยินเสียงม้า”  เมราสที่เตรียมจะเดินทางกลับเมื่อได้ยินคำถามจึงยังนั่งอยู่บนตอไม้ต่อดังเดิม  ตาสีมรกตมองสบยังดวงตาสีนิลที่มีประกายกล้ายิ่งกว่าแสงดาวของแม่ทัพคนสนิทในอดีตกษัตริย์บาโรด้วยแววเคารพ

“เอ่อ..วิ่งมาครับ”  เมราสตอบเรียบๆ

“หือ..”  แอสต้าทำเสียงในลำคอเหมือนได้ยินไม่ถนัด  เมราสยิ้มแห้งๆส่งไปให้ก่อนจะเอ่ยเสริม

“ผมใช้เส้นทางในป่าน่ะครับ  ใช้ม้าวิ่งผ่านป่ามันไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่  แถมม้าก็ตัวใหญ่เป็นที่สังเกตง่าย  ผมเกรงว่ามันจะทำให้สะดุดตาน่ะครับเลยวิ่งแทน”

แอสต้าพยักหน้ารับเมื่อฟังจบ

“ก็จริงของเจ้า  งั้น..เจ้าก็วิ่งมาตลอดตั้งแต่ชายป่าโรลเลยสินะ (ป่าโรล..ป่าชายแดนติดกับค่ายทหารของแอสต้า) ”

“เปล่าครับ”  เมราสตอบเบาๆ  แอสต้าเลิกคิ้วขึ้นแปลกใจ

“ตั้งแต่เมื่อคืนวาน  คือ.. ความจริงแล้วผมใช้เส้นทางผ่านป่าหลังปราสาท วกมาทางตะวันออกตัดเลียบแม่น้ำเอนิสแล้วก็เข้ามาทางป่าโรลนี่ล่ะครับ”  เมราสยิ้มเขินเมื่อเห็นผู้สูงวัยกว่ามองมาแบบขำๆ

“สรุปก็คือ  เจ้าวิ่งมาตั้งแต่ปราสาทถึงนี่ในเวลาแค่หนึ่งวันกับอีกหนึ่งคืนสินะ”

“ครับ.. ก็อย่างที่ผมบอกท่านใช้ม้าเดินทางมันสะดุดตาเกินไปแล้วฝ่าบาทก็ทรงกำชับนักหนาว่าอย่าให้ใครเห็นตอนมาพบท่านด้วย”

ระยะทางที่ถึงแม้จะควบม้าก็ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสามวัน  คนตรงหน้าเขากับใช้เวลาเพียงแค่วันเดียวแถมยังเป็นการวิ่งโดยใช้เท้าอีก

ได้ยินมาว่าเมราสใช้แต่ดาบไม่ใช้เวท..

ชายหนุ่มผู้นี้..

ยอดเยี่ยมจริงๆ

เมราสที่เห็นแม่ทัพแอสต้าเงียบไปจึงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

“ท่านแอสต้า..”  แอสต้าพยักหน้าเชิงรับรู้แม้เมราสจะยังไม่ทันพูดสิ่งที่เขาคิด

“เจ้าจะกลับเลยสินะ” 

“ครับ.. ผมกะว่าจะออกจากเขตป่าโรลให้ทันก่อนฟ้าจะสว่าง  ถึงผมจะระวังไม่ให้ใครเห็นแต่เราก็ไม่อาจรู้ได้ว่าจะเป็นแบบนั้นได้ตลอดหรือไม่เพราะฉะนั้นยิ่งคนเห็นผมน้อยเท่าไหร่ยิ่งดีและจะดียิ่งกว่าถ้าเผอิญไปเห็นผมในที่ที่ไกลจากที่นี่”

“อืม.. งั้นเดินทางดีๆก็แล้วกัน”

“ครับ  งั้นผมขอลา”


//////////////////////////////////////////////////////////////


“เรื่องทั้งหมดมีเท่านี้”  คาโลพูดปิดท้ายเมื่อเล่าเรื่องให้สองฝาแฝดฟังจนจบ

“แล้วฝ่าบาทจะให้พวกหม่อมฉันทำสิ่งใดหรือกระหม่อม”  เทรซถามขึ้นทันที  คาโลหันหน้ามองคนพูดเล็กน้อยก่อนว่า

“นับแต่นี้ฉันจะให้พวกเธอไปเป็นคนของกองโจรดีมัน”  น้ำเสียงเชิงสั่งทำเอาคนที่ถูกฝึกมาทำหน้าที่อารักถึงกับผงะแต่คาโลไม่สนใจยังคงพูดต่อ  “เข้าไปในกลุ่มของพวกมัน  สืบความเคลื่อนไหวทุกย่างก้าวแล้วหาให้ได้ว่า ‘ใคร’ ที่เป็นหนอนบ่อนไส้”

แบบนี้นี่เอง.. เทรซคิดอย่างนึกสนุกในขณะที่ทริเซียถอนหายใจโล่งอก

“หม่อมฉันจะทำอย่างสุดความสามารถ”  สองพี่น้องพูดขึ้นพร้อมกัน  “ขอฝ่าบาททรงวางพระทัย” 

คาโลพยักหน้าให้ก่อนจะแบมือข้างหนึ่งออกมาด้านหน้า  สายลมลูกเล็กๆหมุนวนเป็นเกลียวอยู่บนมือข้างนั้นก่อนจะกลายเป็นต่างหูสีทองคู่ที่ควรจะอยู่ในมือของเทรซปรากฏขึ้นบนมือของคาโลแทนท่ามกลางความประหลาดใจของเทรซและทริเซีย

คาโลกำมือเข้าบังเกิดแสงสีเงินขึ้นพอแสงหายไปต่างหูที่เมื่อครู่ยังเป็นสีทองอยู่ก็แปรเปลี่ยนเป็นสีเงิน  คาโลส่งมันคือให้กับเทรซอีกครั้ง

“เก็บไว้คนละอัน  มันจะทำให้พวกเธอติดต่อกับฉันได้โดยตรง”

“พ่ะย่ะค่ะ/เพคะ”  เทรซกับทริเซียรับคำพร้อมกับรับต่างหูไว้

“ทำทุกอย่างด้วยความรอบครอบที่สุดแต่ถ้าไม่ไหวจริงๆให้ถอนตัวออกมาเข้าใจใช่มั้ย”  คาโลย้ำเป็นครั้งสุดท้าย  สองฝาแฝดที่ได้ยินดังนั้นก็ยิ่งรู้สึกตื้นตันที่คนตรงหน้าเป็นห่วงสวัสดิภาพของพวกตน  ทั้งคู่ยิ้มรับก่อนว่า

“ขอฝ่าบาททรงวางพระทัย  กระหม่อม/หม่อมฉันจะไม่ทำให้พระองค์ทรงผิดหวังเป็นอันขาด”  ว่างจบทั้งคู่ก็คุกเข่าลงถวายความเคารพสูงสุดก่อนจะหายตัวไปราวกับสายลมสมกับชื่อของพวกเขา..

สายลมแห่งอนาคิน


( ชี้แจง : อนาคินเป็นชื่อกลุ่มองครักษ์ที่เจราสตั้งขึ้นและที่ว่าเป็นองครักษ์เงาก็เพราะเป็นกลุ่มคนพิเศษที่ไม่ขึ้นกับทางการแต่หน้าที่หลักคือการคุ้มครองคาโล )



%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%


ขอโทษนะคะที่หายไปนานเลย.. ร่วมสองอาทิตย์แหนะ

ไม่มีข้อแก้ตัวใดๆทั้งสิ้นนอกจากงานท่วมหัวมากมาย  เฮ้อ.. จนตอนนี้ไหดองฟิคเน่าแล้วเลยรีบเอาออกมาเทก่อน

งุงิ  จะได้มีที่ดองใหม่ เหอๆ พูดเล่นนะคะ ^O^

ตอนนี้ออกจะเครียดๆ เป็นการรีไรซ์ครึ่งหนึ่งอีกครึ่งเป็นของเดิม  แต่ตอนหน้าจะเป็นของใหม่แกะกล่อง (ไหดองที่ได้ที่แล้ว) ออกมาเชียวค่ะ  และแน่นอนว่าตอนหน้านั้นมันเป็น..

เรท!!

เรทชนิดรุนแรง  เพราะฉะนั้นเตือนแล้วนะคะ

ต้องดูก่อนว่าจะมีการตัดดีมั้ยเพื่อสุขภาพจิตของเยาวชน 

ตอนเรทนี่เป็นอะไรที่แต่งนานสุดๆ  ต้องอ่านแล้วอ่านอีกแถมก่อนจะลงก็ต้องทวนอีกรอบ  งุงิ

แต่ก็นะ.. แล้วค่อยเจอกันตอนหน้าก็แล้วกันนะคะ

วันนี้บ๊ายบาย  จะไปทำการบ้านต่อแล้ว

นอนหลับฝันดีนะคะ  เรารักทุกคนเลย 

^3^

ปล. m3uw จังขอบคุณนะคะที่บอก  พอดีเรามือไวใจเร็วไปหน่อย+ตาลายอีกนิด ฮิฮุ  แต่เราแก้แล้วนะคะ  โฮะๆๆ

ความคิดเห็น

Ririala
Ririala 16 ก.ย. 49 / 19:22

สนุกมากค่ะ อัพเร็วนะคะอยากอ่านต่อจาก ของบอร์ดเดิมเร็วๆจังค่ะ

ความคิดเห็นที่ 22
รอนานแว้ววววว
ความคิดเห็นที่ 23
กลับมาแล้วก็อัพด้วยสิครับ เดี๋ยวเฟรินเค็มกว่าเดิมไม่รู้ด้วย
ความคิดเห็นที่ 24

มาต่อเร็วนะคะ  รออยู่นะ

wakure
wakure 27 ก.ย. 49 / 02:15
เมื่อไรจะมาอัพซะทีครับรออ่านอยู่ครับมาโพศต์บอกซักหน่อยก็ยังดีครับ
ความคิดเห็นที่ 26

รอเรตอยู่ค่ะ อิอิ เปลี่ยนไปเยอะเลยนะคะแต่ยังคงความสนุกเหมือนเดิมเปงกำลังไจไห้นะคะ อ่านแล้วไม่เบื่อดีค่ะ

dedepim
dedepim 15 ธ.ค. 49 / 11:47

สนุกมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

< 1 2