บทเพลงที่ 13 ค่ำคืนยามพระจันทร์เต็มดวง
หลังจากที่คาโลผละออกมาจากชั้นดาดฟ้าของหอคอยดูดาวและกลับมายังห้องของตน ทว่าภายในห้องนอนที่ควรจะมีหญิงสาวอีกคนหนึ่งนอนหลับอยู่ ด้วยเพราะยามนี้ก็ล่วงเข้าไปตีหนึ่งกว่าแล้วแต่กลับไม่เห็นแม้แต่เงาร่างของเธอเลย เมื่อเห็นดังนั้นคาโลจึงหันตัวกลับเตรียมจะเดินออกจากห้อง ทันใดนั้นเองจู่ๆเสียงใสกังวานคุ้นหูกลับแว่วมาให้ได้ยินแผ่วเบา
ชายหนุ่มหันหน้าไปตามทิศที่มาของเสียงหวานที่กำลังคลอเป็นทำนองเพลงเพราะเสนาะหูก่อนจะสาวเท้าเดินตามเสียงนั้นไป
ร่างสูงหยุดยืนอยู่ริมระเบียงกว้างที่ยื่นออกมาจากตัวห้อง นัยน์เนตรสีฟ้าครามตัดนภายามราตรีเสมองลงเบื้องล่างยังสวนสวยที่ยามนี้เต็มไปด้วยดอกไม้สีเหลืองนวลงดงามแปลกตาบานสะพรั่ง กลิ่นหอมหวานจากหมู่มวลบุพชาติโชยต้องนาสิก ดูจะหอมหวานและสวยงามมากกว่าทุกวัน
คาโลค่อยไล่สายตาไปเรื่อยๆเพื่อชื่นชมความงามที่ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายอย่างประหลาด ขณะที่ชายหนุ่มกำลังเพลิดเพลินกับภาพงดงามที่ไม่ได้เห็นบ่อยนักในที่สุดสายตาของเขาก็ไปสะดุดเข้ากับร่างบอบบางที่กำลังคิดถึงอยู่พอดี
ร่างเล็กในชุดนอนบางเบาเข้ารูปสีฟ้าอ่อนยาวคลุมถึงข้อเท้ากำลังเดินตรงไปยังสระน้ำพุกลางสวน เส้นผมสีน้ำตาลยาวสยายเต็มแผ่นหลังไหวน้อยๆตามจังหวะการเดินที่ไม่รีบร้อนนัก กระโปรงนอนตัวยาวพัดพลิ้วเมื่อต้องลมส่งให้ผ้าเนื้อบางแนบลู่ไปกับเรือนร่าง ผิวขาวผุดผาดอมชมพูระเรื่อดูจะยิ่งเปล่งประกายมากขึ้นเมื่อต้องกับแสงจันทร์
ภาพตรงหน้าทำให้ชายหนุ่มไม่อาจละสายตา แม้เขาจะยังไม่ทันได้เห็นใบหน้าของเจ้าหล่อนแต่เขาก็รู้ดีว่าหญิงผู้นั้นงดงามเพียงไร
คาโลจ้องภาพที่งดงามราวกับนางพรายของเธอคนนั้นด้วยสายตาเหม่อลอยราวกับตกอยู่ใต้อำนาจสะกดแต่แล้วอะไรบางอย่างที่เคลื่อนผ่านสายตาเขาไปอย่างรวดเร็วทางพงไม้เบื้องล่างนั่นก็ฉุดสติของชายหนุ่มกลับมา
คาโลหมุนตัวกลับพร้อมกับก้าวเดินออกจากห้องโดยไม่ลืมที่จะหยิบผ้าคลุมสีขาวของหญิงสาวออกไปด้วย
////////////////////////////////////////////////////////////////
ชายหนุ่มเดินมาตามทางที่สองฟากข้างเต็มไปด้วยพุ่มดอกไม้ทอดเข้าสู่ใจกลางสวนสมเด็จอย่างเงียบๆ และแล้วสายตาก็ไปสะดุดเข้ากับเงารางๆของใครบางคนที่หลบอยู่หลังต้นไม้เหมือนไม่ต้องการให้หญิงสาวที่นั่งอยู่บนขอบสระน้ำพุขนาดใหญ่กลางสวนนั่นได้เห็นแต่ในทางกลับกันสำหรับคาโลที่เดินตรงมาทางนี้กลับเห็นบุคคลไม่ได้รับเชิญนั่นอย่างชัดเจน..
ชายหนุ่มรูปร่างคล้ายคลึงกันกับเขาเพียงแต่เตี้ยกว่าเล็กน้อย ถึงแม้ร่างนั่นจะอยู่ในเงามืดทำให้มองเห็นได้ไม่ถนัดแต่สำหรับคนที่ตนไม่ชอบหน้านั้นแค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่จะรู้ได้ว่ามันเป็นใคร
"ท่านอาเฟรเดอริก" เสียงทุ้มเอ่ยเรียบและเย็นเหยียบ แม้เสียงนั้นจะไม่ได้ดังนักแต่ก็ทำเอาคนที่ยืนเหม่ออยู่ถึงกับสะดุ้ง
ชายตรงหน้าค่อยๆหันกายกลับมาเป็นเวลาเดียวกับที่ก้อนเมฆเคลื่อนตัวออกจากการบดบังแสงจันทร์ไปพอดีทำให้เห็นใบหน้าของชายคนนั้น ใบหน้าที่ถึงแม้จะไม่ได้หล่อเหล่างดงามแต่ก็จัดอยู่ในขั้นหน้าตาดีระดับหนึ่ง ผมสีดำซอยสั้นตัดอย่างมีสไตล์ นัยน์ตาสีม่วงอมเทานั้นก็ดูสวยเป็นประกายหากไม่ใช่ว่ามันกลับแฝงแววอะไรบางอย่างที่ไม่ควรจะมีและไอ้สายตานั่นก็จ้องมายังเขาอย่างท้าทายเสียด้วย
ทั้งคาโลและเฟรเดอริกต่างจ้องตากันเช่นนั้นอยู่นานก่อนจะเป็นเฟรเดอริกเองที่เป็นฝ่ายหลบตาไปก่อน
ตาสีม่วงอมเทาหลุบต่ำก้มหน้าเล็กน้อย มือขวายกขึ้นแตะไปที่อกซ้ายแล้วค้อมตัวลง
"ถวายพระพรฝ่าบาท" น้ำคำราบเรียบราวกับไม่มีอะไรผิดปกติจากคนตรงหน้าเรียกความไม่พอใจฉายวาบขึ้นบนดวงเนตรของจอมกษัตริย์ คาโลมองเฟรเดอริกอย่างพินิจก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบยิ่งกว่า
"ใครอนุญาตให้ท่านเข้ามา" เฟรเดอริกไหวตัวน้อยๆกับคำถาม แม้เขาจะรู้ว่าตัวทำพลาดอย่างมหันต์ที่ให้คนตรงหน้าจับได้แต่ตอนนี้นิ่งไว้ก่อนคงเป็นทางออกที่ดีที่สุด
คาโลหรี่ตามองท่าทีนิ่งเงียบของอีกฝ่ายก่อนเอ่ยต่อ
"ท่านคงไม่รู้กระมังว่าที่นี่เป็นเขตหวงห้าม" น้ำเสียงเหน็บแนมอย่างไม่บ่อยครั้งนักหลุดออกจากปาก เฟรเดอริกรีบเงยหน้าขึ้นเมื่อจับกระแสหงุดหงิดที่เจ้าตัวจงใจแสดงออกมาให้เห็นแบบไม่ปิดบัง
"หม่อมฉันมิบังอาจ" เฟรเดอริกว่าขึ้น "เพียงแต่ตอนที่กระหม่อมกำลังเดินชมจันทร์อยู่นั้นจู่ๆก็ได้ยินเสียงเพลงจึงได้เดินตามมา มารู้สึกตัวอีกทีก็มายืนอยู่ตรงหน้าพระพักตร์เช่นนี้แล้วพ่ะย่ะค่ะ" ชายหนุ่มพูดจบก็ก้มหน้าลงอีกครั้ง "ขอฝ่าบาททรงประทานอภัย"
คาโลมองคนพูดอยู่ชั่วครู่ คำพูดที่ไม่น่าเชื่อถือแต่ถึงกระนั้น..
คาโลสาวเท้าเดินต่อไปเบื้องหน้า ระยะห่างระหว่างชายหนุ่มทั้งสองสั้นลงเรื่อยๆท่ามกลางเสียงหัวใจเต้นระทึกของผู้มีศักดิ์เป็นอา จนกระทั่งตัวของคาโลเดินเฉียดผ่านเฟรเดอริคไปแล้วนั่นเอง..
"..อย่าให้มีครั้งที่สอง" คาโลว่าเสียงเหี้ยมก่อนจะเดินต่อไป
เฟรเดอริกเงยหน้าขึ้นมองตรงไปยังด้านหลังของคาโลด้วยสายตาว่างเปล่า
"อย่าให้มีครั้งที่สอง" ชายหนุ่มทวนคำของคาโลช้าๆ รอยยิ้มเย็นชากระตุกขึ้น "มันจะไม่มีครั้งที่สองสำหรับพระองค์ต่างหากล่ะ..ฝ่าบาท" สีหน้าเหี้ยมโหดและเสียงหัวเราะอย่างคนกระหายเลือดดังขึ้นเบาๆก่อนจะถูกกลืนหายไปกับสายลมเฉกเช่นร่างผู้เป็นเจ้าของที่เดินห่างไกลออกไปจนลับสายตา
/////////////////////////////////////////////////////////
คาโลเดินต่อมาเงียบๆในใจครุ่นคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่
เฟรเดอริกนั้นถือได้ว่าเป็นคนสำคัญคนหนึ่งของคาโนวาลก็ว่าได้ เขาเป็นราชบุตรเขยในองค์กษัตริย์ดิอาส (พ่อของบาโรหรืออีกนัยหนึ่งเป็นปู่ของคาโล) ซึ่งนั่นก็คือถ้านับกันตามศักดิ์แล้วเฟรเดอริกก็คืออาเขยของคาโลนั่นเอง ซ้ำชายหนุ่มยังได้ควบตำแหน่งเป็นถึงเสนาบดีกลาโหมอีกด้วยเนื่องจากได้แต่งงานกับพระธิดาองค์โปรดของกษัตริย์ดิอาส
ตัวคาโลนั้นรู้ดีว่าเฟรเดอริกคิดไม่ซื่อแต่เพราะยังไม่มีหลักฐาน การที่จะเอาผิดคนๆนี้กลับจะเป็นการเสี่ยงอันตรายเสียเปล่าๆเพราะฐานอำนาจที่มีมาแต่เก่าก่อนของเฟรเดอริกก็มีไม่ใช่น้อย
คิดถึงตอนนี้คาโลก็ก้าวเข้ามายืนอยู่หน้าสระน้ำพุพอดีทว่าร่างเล็กที่เขาเห็นอยู่ไวๆเมื่อครู่กลับไม่ได้นั่งอยู่ตรงนี้เสียแล้ว ชายหนุ่มมองซ้ายมองขวาถึงแม้แสงจากโคมไฟที่ติดระย้าอยู่ตามจุดต่างๆรอบสระน้ำพุจะส่องสว่างแต่เขากลับไม่เห็นวี่แววของเธอเลยแม้แต่น้อย
พรึบ!!
จู่ๆภาพตรงหน้าก็มืดมิดไปหมดราวกับมีคนมาสับสวิชไฟกระนั้น จะต่างกันหน่อยก็ตรงที่ตอนนี้เขารู้สึกได้ถึงความนิ่มจากฝ่ามือของใครบางคนที่ปิดอยู่ที่ดวงตาพร้อมๆกับไออุ่นที่เบียดชิดอยู่ด้านหลัง
คาโลยกมือขึ้นจับข้อมือเล็กพร้อมกับดึงออกและหันตัวกลับไปเผชิญหน้ากับหญิงสาวที่เล่นราวกับเด็กไม่รู้จักโต
"เล่นอะไร" ชายหนุ่มถามเสียงเรียบ อารมณ์กรุ่นที่เฟรเดอริกเป็นคนสร้างยังคงเหลืออยู่หน่อยๆ เฟรินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนว่า
"ไปโกรธใครมาล่ะเนี่ย" ว่าแล้วก็ยิ้ม "สงสัยฉันต้องไปขอบคุณคนๆนั้นสักหน่อยแล้วล่ะมั้ง" พูดถึงตรงนี้ก็หัวเราะ เมื่อเห็นสีหน้าสื่อคำถามของอีกฝ่ายเจ้าตัวจึงว่า
"ก็ขอบคุณที่ทำให้นายแสดงสีหน้าอื่นได้นอกจากน้ำแข็งตายซากยังไงล่ะ" ว่าเสร็จก็หัวเราะยกใหญ่ให้คนที่หงุดหงิดอยู่เริ่มจะรำคาญ
"เฟริน" คาโลพูดเสียงเข้มคิดจะปรามแม้ตัวดีที่เขาเองก็รู้ว่าเสียงแบบนี้ใช้ไม่ได้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
เฟรินเมื่อได้ยินแบบนั้นก็หยุดหัวเราะอย่างไม่อยากต่อความยาว แต่รอยยิ้มชอบใจยังคงฉาบทั่วใบหน้า
"วันนี้อากาศดีจะตาย นายเลิกทำหน้าปูนปั้นซักวันจะได้มั้ย" เฟรินว่ายิ้มๆก่อนจะเอื้อมมือไปจับกับมือใหญ่ "ฉันจะพาไปดูอะไรดีๆ" พร้อมกับออกแรงดึงคนตัวโตกว่าให้เดินตามไปอย่างเร็ว
คาโลถอนหายใจเฮือกกับนิสัยชอบทำอะไรตามใจตัวของคนรักแต่ก็เดินตามไปแต่โดยดี
ร่างสองร่างเดินตรงเข้าไปยังด้านหลังของสวนสมเด็จลึกขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งเดินออกมานอกเขตสวนสมเด็จแล้วแต่เฟรินก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเดิน เฟรินพาคาโลเดินเลี้ยวผ่านแนวไม้ของลานกว้างหลังวังจนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าพุ่มไม้สูงใหญ่หนาแน่นที่ขึ้นเป็นแพราวกับกำแพงวังก็ไม่ปาน
พอมาถึงตรงนี้ร่างสูงกลับชะงักยืนนิ่งไม่ยอมก้าวต่อทำเอาคนที่ลากมาตลอดทางพลอยสะดุด
เฟรินร้องเสียงหลงพร้อมกับเซหงายหลังเนื่องจากเธอเดินมาด้วยความเร็วพอควรแต่กลับถูกหยุดกะทันหันโชคยังดีที่คาโลก็ไวพอจะคว้าเอวบางเอาไว้ได้ทำให้เธอไม่ต้องลงไปนั่งวิดกับพื้น
หญิงสาวสบถอุบเรียกคิ้วเรียวขมวดเข้าหากันพร้อมกับสายตาปรามจากพระสวามีสุดที่รัก เฟรินยิ้มแหยก่อนจะปรับสีหน้าแล้วจัดการย้ายตัวเองออกจากอ้อมแขนของอีกฝ่ายมายืนอยู่ด้านหลังของชายหนุ่ม
มือบางยกขึ้นพลางดันหลังคนมาดมากให้เดินลอดพุ่มไม้ที่สูงที่สุดออกไป
ความรู้สึกวูบราวกับหล่นจากที่สูงคือสิ่งที่คาโลรับรู้หลังจากที่ถูกผลักเข้ามาในพุ่มไม้และก่อนที่เขาจะทันได้คิดอะไรร่างทั้งร่างก็หล่นลงกระแทกเข้ากับพื้นน้ำเย็นเฉียบ เสียงของหนักหล่นลงน้ำดังสะท้อนไปทั่วทุกทิศเหมือนกับตัวเขาอยู่ในถ้ำที่ไหนสักแห่ง และเมื่อดูดีๆแล้วที่ๆเขาอยู่ตอนนี้ก็เป็นถ้ำจริงๆไม่ผิดแน่
จากแสงสว่างเพียงเล็กน้อยที่ลอดลงมาทางด้านบนผ่านรูเล็กๆที่พอแค่ให้คนตัวใหญ่รอดผ่านได้ทีละคนเท่านั้นทำให้ชายหนุ่มได้เห็นสภาพโดยรอบของถ้ำที่เป็นหินเกลี้ยงสีดำแซมเทาดูมันขลับเป็นประกายสะท้อนแสงกับน้ำที่ขังอยู่ในถ้ำจนดูเหมือนถ้ำนี้เป็นโถเก็บน้ำขนาดใหญ่
ตาสีฟ้าไล่สำรวจไปรอบถ้ำก่อนจะสะดุดเข้ากับปากทางมืดสนิทที่อยู่อีกฟาก จากลักษณะที่เห็น ที่นี้คงจะถูกใครบางคนสร้างขึ้นแต่ดูๆแล้วใครคนนั้นคงไม่ใช่เฟรินแน่ แต่ขนาดตัวเขาที่อยู่คาโนวาลมานานจนป่านนี้รวมๆก็ยี่สิบสี่ปีเข้าไปแล้วยังไม่เคยได้ยินว่ามีการสร้างของอะไรแบบนี้ในวังมาก่อนเพราะฉะนั้นถึงถามไปเฟรินก็คงจะไม่รู้อยู่ดี ที่มายังถ้ำนี้ถูกคงเพราะเจ้าหล่อนมาพบที่นี่โดยบังเอิญเสียมากกว่า..
จะว่าไป..
แล้วเฟรินล่ะ!!
อยู่ๆแสงสว่างที่มีเพียงน้อยนิดก็ดับลงก่อนจะสว่างขึ้นอีกครั้งอย่างรวดเร็ว คาโลหยุดความคิดของตัวเองลงในวินาทีนั้นพร้อมกับแหงนหน้าขึ้นมองด้านบนตามสัญชาตญาณทันเห็นร่างของเฟรินตกลงมาตามแรงโน้มถ่วงพอดี
แขนแกร่งเอื้อมขึ้นรับร่างเล็กที่ดิ่งลงมาจากความสูงกว่าห้าเมตรไว้ได้เป็นมั่นเหมาะ
จะว่าไปแล้วด้วยความสูงระดับนั้นถึงจะตกลงมากระทบผิวน้ำก็เถอะยังไงซะมันก็ยังเจ็บอยู่ดีที่สำคัญน้ำนี่มันก็สูงแค่อกของคาโลเท่านั้น (แต่มิดหัวเฟรินพอดี) ขืนลงมาผิดท่าคงได้ไปเฝ้ายมบาลกันก็คราวนี้ล่ะ
"แท๊งกิ้ว.." สาวน้อยลากเสียงยียวนขณะมองสบสายตาเข้มๆของคนที่อุ้มตนอยู่ ก่อนจะจัดการพาตัวเองลงมาอยู่ในน้ำบ้างโดยใช้แขนของคาโลเป็นหลักช่วยในการลอยตัว
"ที่จะให้มาดูคือที่นี่หรือ" คาโลถามเฟรินที่มองหันซ้ายหันขวาเลิกลักตั้งแต่ลงไปลอยอยู่ในน้ำ
"อ๊ะ!!เจอแล้ว" เฟรินอุทานขึ้นเหมือนไม่ได้ยินคำถามเมื่อครู่ พร้อมกับชี้นิ้วไปยังปากทางมืดสนิทที่ชายหนุ่มเห็นในตอนแรก
"ว่ายไปตรงนั้นนะ" พูดเสร็จเฟรินก็ว่ายนำไปก่อนทันทีทำให้คาโลจำใจต้องว่ายน้ำตามไป
ซ่า!!
เฟรินยกตัวขึ้นจากน้ำมายืนอยู่บนพื้นแคบๆหน้าปากทางที่ดูจะทอดลึกเข้าไปยังส่วนในของถ้ำ
ร่างเล็กสั่นน้อยๆด้วยความหนาว นึกโทษความขี้ลืมของตัวเองที่ไม่ยอมหยิบเสื้อคลุมออกมาด้วยแต่ดูเหมือนคาโลที่เพิ่งขึ้นจากน้ำตามหลังหญิงสาวมาจะไม่ยอมให้คนรักของตัวต้องทนหนาวอยู่นานนักเสื้อคลุมที่หยิบติดมาเมื่อครู่เลยคลุมทับเข้าที่ไหล่มนแทบจะทันทีพร้อมกับร่ายเวทรีดน้ำออกจากเสื้อผ้าที่เฟรินใส่จนหมดทำให้ความเย็นจากน้ำหายไปในพริบตา
"ขอบใจ"
"เรากำลังจะไปไหน" คาโลถามเบาๆขณะจัดแจงผูกเชือกเป็นโบให้กับเฟริน
"เข้าไปในนี้ล่ะ" คาโลมองตามนิ้วของเฟรินที่ชี้เข้าไปยังทางที่มืดมิดนั่นอย่างไม่ค่อยจะไว้ใจนัก
"ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกน่า" เสียงของเฟรินดังขึ้นราวกับรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ "ยังไงซะความมืดกับหัวขโมยก็เป็นของคู่กันอยู่แล้ว ฉันพานายเดินผ่านทางนี่ไปได้ไม่มีปัญหาหรอก ส่วนเรื่องที่ตอนนี้เราจะไปไหนกันน่ะขออุบไว้ก่อน เพราะว่ามันเป็น.. ความลับ"
เฟรินว่ายิ้มๆก่อนจะเอื้อมมือไปจับกับมือของคาโลอีกครั้ง "มาเถอะ" พร้อมกับออกแรงดึงให้ชายหนุ่มเดินตามไป
"พอถึงแล้ว นายก็จะรู้เองล่ะ ฮิฮิ"
เฟรินเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นพร้อมกับฮัมเพลงไปตลอดทางอย่างอารมณ์ดีไม่สนใจว่าคนข้างหลังจะเป็นเช่นไร และยิ่งไม่สนถึงความสงสัยที่กำลังอัดแน่นอยู่เต็มสมองของอีกฝ่ายเลยแม้แต่นิด
//////////////////////////////////////////////////////////
ร่างเล็กตรงหน้าทำหน้าที่ได้สมกับราคาที่คุยไว้..
แม้จะอยู่ในความมืดแต่จากระยะทางที่เดินมาก็ทำให้คาโลสามารถกะระยะทางคร่าวๆได้ว่าตอนนี้พวกเขาคงจะเดินออกจากปากทางนั่นมาไกลพอสมควรและเวลายามนี้ก็คงจะผ่านมาได้หลายชั่วโมงเต็มที แต่เฟรินที่เป็นคนจูงมือเขาเดินนั้นกับพาเขามาตามทางมืดสนิทนั่นได้อย่างไม่มีปัญหาแม้แต่น้อย แม้ว่าในอุโมงค์แคบๆนี้จะมีหินงอกหินย้อยเยอะเพียงไร จะขึ้นสูงหรือลงต่ำเป็นทางลาดชันขนาดไหนก็ตาม
สองร่างที่เดินมาแบบไม่เงียบเนื่องด้วยเสียงใสของคนตัวเล็กที่ร้องคลอเป็นเพลงอย่างอารมณ์ดีมาตลอดทาง.. สำหรับคาโลแล้วแม้สภาพตอนนี้จะไม่จัดว่าดีนักเพราะสายตาที่มองเห็นภาพได้เพียงเรือนรางเท่านั้น กับขาที่ต้องก้าวเป็นระวิงตามคนตัวเล็กกว่าให้ทัน แต่เพราะอะไรไม่ทราบได้ใจของชายหนุ่มกลับเป็นสุขอย่างประหลาด
มือน้อยที่กุมมือของเขาไว้ช่างอบอุ่น เสียงที่เขาได้ยินอยู่ในตอนนี้ก็ราวกับเจ้าหล่อนจงใจจะส่งมันออกมาเพื่อปัดเป่าความเงียบเหงาออกจากจิตใจ ความรู้สึกเช่นนี้คงจะหาหญิงใดมอบให้แก่เขา..ไม่ได้อีกแล้ว!!
คิดดังนั้นมือกร้านก็กระชับมือของหญิงสาวแน่นขึ้น เฟรินที่รู้สึกถึงแรงบีบนั้นจึงได้หันมามอง รอยยิ้มน่ารักแย้มขึ้นในความมืด ริมฝีปากอิ่มเผยอเอ่ยเป็นคำพูด
"ถึงแล้วล่ะ" ทันทีที่สิ้นเสียง ตัวของคาโลก็สัมผัสเข้ากับม่านเวทเบาบางที่ทำหน้าที่ราวกับประตูกั้นระหว่างอุโมงค์มืดกับทางออกตรงหน้า ความมืดมิดไร้แสงสว่างใดๆจนถึงเมื่อครู่หายไปสิ้น แสงสว่างเจิดจ้าสีขาวนวลแต่ไม่แสบตาส่องสว่างขึ้นแทน
คาโลหรี่ตาลงเล็กน้อยด้วยยังไม่ชินกับแสงที่เกิดขึ้นกะทันหันแต่เท้าก็ยังเดินตามเฟรินต่อไป ผิวหนังของชายหนุ่มเริ่มสัมผัสได้ถึงอากาศหนาวเย็นรอบตัวราวกับอยู่ในดินแดนหิมะ ทางเดินที่แคบเริ่มจะขยายกว้างขึ้นก่อนจะเปิดตัวกว้างเป็นห้องใหญ่
เนตรสีฟ้าของคาโลถึงกับเบิกกว้างขึ้นแม้จะเล็กน้อยก็ตามเมื่อได้เห็นภาพตรงหน้า..
ห้องกว้างโล่งที่สร้างขึ้นจากน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลายด้วยเวทชั้นสูง ทว่า ณ ใจกลางห้องว่างเปล่านั้นกลับปรากฏแท่นน้ำแข็งรูปหกเหลี่ยมกว้างหนึ่งเมตรสูงสองเมตรตั้งตระหง่านอยู่ และภายในแท่นน้ำแข็งนั้นเองร่างงดงามสีขาวบริสุทธิ์ในชุดผ้าบางเบาสีเฉดเดียวกันกำลังยืนหลับตาพริ้มราวกับรูปปั้นแกะสลักของช่างศิลป์ชั้นยอด ดวงหน้าสวยราวกับสาวแรกรุ่นสงบนิ่ง เส้นผมสีเงินเงางามดูนุ่มมือแผ่สยายเต็มแผ่นหลังของเจ้าหล่อน
คาโลถึงกลับหายใจกระตุก เนตรสีฟ้าค่อยเบิกกว้างขึ้นเมื่อความทรงจำครั้งยังเยาว์เริ่มเด่นชัดในสมอง
และราวกับกระแสแห่งเวลาหยุดไหล จู่ๆเปลือกตาบางที่หลับพริ้มมาตลอดกลับปรือเปิดขึ้น ริมฝีปากสีกุหลาบยิ้มน้อยๆเป็นเวลาเดียวกันกับที่แท่นน้ำแข็งซึ่งโอบล้อมร่างราวกับโลงแก้วค่อยๆจางหายไปและเสียงใสกังวานราวระฆังแก้วที่ไม่ได้ยินมานาน.. บัดนี้กลับดังลอดออกมากระทบโสต.. อีกครั้ง!!
"ไม่ได้เจอเจ้าซะนานเลย.. คาโล"
นัยน์เนตรสีฟ้าครามสวยเบิกกว้างจนถึงที่สุดขณะจ้องสบดวงตาสีเงินกระจ่างของหญิงงามตรงหน้า
"ไม่นึกไม่ฝันว่าข้า..จะได้มีวันนี้" เสียงนั้นยังคงเอ่ยต่อแผ่วเบาแต่กลับดังกึกก้องในหัวใจของคนฟัง "วันที่เห็นเจ้าเติบใหญ่"
คาโลไม่ได้ตอบคำใด ร่างสูงยืนนิ่งแข็งราวกับรูปปั้นแต่ขอบตากลับร้อนผ่าวราวกับถูกไฟเผา และดูเหมือนหญิงตรงหน้าจะรู้ถึงความรู้สึก ใบหน้างามแย้มรอยยิ้มอ่อนโยนอบอุ่น ภาพที่ชายหนุ่มถวิลหามาตลอด
"เจ้า.. จะไม่เรียก 'แม่' สักคำหรือ" ราวกับทำนบที่กั้นมาจะถึงขีดสุด ร่างของชายหนุ่มถึงได้วิ่งเข้าหาก่อนจะโผกอดผู้เป็นมารดาแน่น
จอมภูติสาวแห่งสโนวแลนด์ยิ้มกว้าง แขนเรียวเล็กสีขาวบริสุทธิ์เอื้อมออกพร้อมกับกระชับร่างสูงของลูกชายเข้าสู่อ้อมอก
"แม่คิดถึงเจ้านัก.. คาโล"
น้ำเสียงที่เอ่ยแสดงความรักของผู้เป็นแม่ที่ไม่เคยจาง อ้อมกอดอุ่นที่เขาได้สัมผัสก็ยังคงไม่แปรเปลี่ยนไปจากเมื่อสิบเก้าปีก่อนแม้แต่น้อย
ก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่ลำคอด้วยความตื้นตัน แต่ถึงแบบนั้นเสียงทุ้มของผู้เป็นลูกก็ยังเอ่ยตอบให้ผู้เป็นมารดาได้ชื่นใจ
"ท่านแม่"
ภาพความประทับใจตรงหน้าทำเอาคนบ่อน้ำตาตื้นถึงกลับน้ำตาซึม เฟรินยกมือปาดน้ำตาที่กำลังจะไหลออกไปลวกๆขณะมองสองแม่ลูกกอดกันแน่น พลางก็ไพล่คิดไปถึงท่านแม่อลิเซียของตัวเอง แต่แล้วร่างบางกลับยิ้มขึ้นพร้อมกับตัดสินใจหันหลังกลับปล่อยให้คนทั้งสองได้อยู่กันตามลำพัง
//////////////////////////////////////////////////////////////
มันเป็นเวลาเมื่อสองวันก่อนนี่เอง ตอนที่เธอเดินเตร่อยู่ที่สวนหลังวังแทนที่จะเป็นสวนสมเด็จเหมือนดังเคย จู่เธอก็ได้ยินเสียงเรียก มันเป็นเสียงแผ่วๆเหมือนลมพัดแต่ด้วยประสาทที่ไวกว่าคนปกติของสุดยอดหัวขโมยแห่งบารามอสทำให้เธอได้ยินมันชัด
ร่างบางเดินตรงไปตามเสียงนั่นท่ามกลางความแปลกใจและสนใจกับทางลับที่เธอไม่เคยเห็นและเมื่อพ้นออกจากอุโมงค์มืดมิดมาได้นั่นเอง ภาพตรงหน้าก็ทำให้เธอถึงกับตะลึง
ด้วยที่ไม่คิดว่าที่นี่จะเป็นสุสานของใครและผู้หญิงตรงหน้าก็ดูจะสวยเกินกว่าจะดูให้เป็นศพที่ไร้ชีวิตได้ ดังนั้นคนกลัวผีถึงได้สลัดความกลัวทิ้งแล้วเดินเข้าไปใกล้ได้อย่างไม่เกรง
"เจ้าได้ยินเสียงข้าหรือ ผู้มีสายเลือดของเอวิเดส"
เสียงในโลงแก้วว่าขึ้นทั้งๆที่เจ้าของเสียงไม่แม้แต่จะขยับปากและดวงตาคู่นั้นก็ไม่ได้เผยอเปิดขึ้นแม้แต่น้อย แต่เฟรินที่เห็นว่าคนตรงหน้ารู้จักกับพ่อของตนจึงไม่ได้รู้สึกกลัวหรือระแวงสิ่งใด หรืออันที่จริงแล้วอาจจะเป็นเพราะกระแสความเป็นมิตรที่แผ่ออกมาจากร่างตรงหน้านี่ก็ได้กระมังที่ทำให้เฟรินกล้าจะหย่อนตัวลงนั่งอยู่ด้านหน้าแท่นน้ำแข็งในท่าสบายๆแล้วตอบกลับไปบ้าง
"พี่สาวรู้จักกับท่านพ่อด้วยหรือ" เฟรินว่าซื่อๆ แต่คนฟังกลับหัวเราะน้อยๆ
"ตัวข้าอายุมากเกินกว่าที่เจ้าจะเรียกเป็น 'พี่สาว' แล้วล่ะนะ เฟลิโอน่า" ชื่อเรียกสุดยอดหญิงทำเอาเฟรินหน้าแหย แม้เธอจะถูกท่านพ่อเรียกแบบนี้มาตลอดก็เถอะแต่ก็ทำใจให้ชินไม่ได้สักที
"เรียกว่าเฟรินดีกว่าค่ะ ใครๆก็เรียกแบบนี้" เฟรินว่าให้ผู้ที่ดูจะสูงวัยกว่า (แค่ภายใน) หัวเราะออกมาอีก
"ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็เรียกข้าว่า 'แม่' เถอะนะเพราะคาโลก็เรียกข้าแบบนั้นเช่นกัน" คำบอกง่ายๆทำเอาคนสมองช้ามึนตึ้บหน้าเหวอไปชั่วขณะก่อนจะปล่อยเสียงร้องออกมาลั่น
"หา??!!"
/////////////////////////////////////////////////////////
คิดๆแล้วก็ขำ เฟรินยิ้มจางๆขณะเสตากลับไปมองด้านหลังอีกครั้ง มองหน้าของคนรักที่ประดับรอยยิ้มบริสุทธิ์สดใสราวกับเด็กน้อยให้แม่ของตนเอง เพียงเห็นเท่านั้นหัวใจของเฟรินกลับพองโต แย้มยิ้มกว้างพร้อมกับเดินออกไปรอข้างนอกเงียบๆ
ดีใจด้วยนะ.. คาโล
แม้การพบกันครั้งนี้.. มันจะ.. แสนสั้นเพียงไรก็ตาม
/////////////////////////////////////////////////////////////
จอมภูติแคล.. หนึ่งในเจ็ดจอมภูติชั้นสูงผู้ทำหน้าที่รักษากฎและควบคุมดูแลดินแดนแห่งน้ำแข็ง.. แคลผู้งดงามผู้เป็นที่ต้องตาของชายทั่วหล้าอีกทั้งพลังเวทก็สูงส่งที่สุดในรอบสิบเอ็ดปีของเหล่าภูติด้วยกัน
ว่ากันว่าหญิงงามมักจะช่างเลือกและยิ่งถ้าหญิงผู้นั้นมากไปด้วยความสามารถแล้วละก็ชายที่จะมายืนเคียงคู่หล่อนได้ต้องเป็นคนที่เพียบพร้อมไม่แพ้กัน.. สำหรับแคลเองก็เป็นเช่นนั้น
ชายมากมายต่างแวะเวียนเข้ามาหา เตรียมใจไว้พร้อมเพื่อพิสูจน์ตนเอง หวังจะได้หญิงงามผู้นี้มาครอบครองทว่ากลับไม่มีใครทำสำเร็จ แต่แล้วราวกับฟ้าเล่นตลก ชายหนุ่มมากมายที่ต่างหลงรักเธอไม่ว่าจะเป็นภูติ มนุษย์ หรือปีศาจ แคลไม่เคยสนใจหรือแม้แต่จะชายตามอง มันเป็นเช่นนั้นมานานนับสิบปี ยี่สิบปี จนกระทั่งหลายร้อยปีผ่านไป แต่แล้วหัวใจที่ไม่เคยหวั่นไหวกับคำว่ารักกลับมาสะดุดเข้ากับชายหนุ่มที่เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาผู้หนึ่ง
ชายหนุ่มรูปงามผิวสีทองแดงดูองอาจ ผมสีทองนั้นก็สวยเป็นประกายราวกับทองคำแท้ ตาสีฟ้าสวยคมกล้าของเขาสะกดเธอได้เพียงแค่ชั่วแวบที่สบสายตา แม้ใบหน้าคมคายจะปรากฏแผลยาวผ่าลงมาตั้งแต่หน้าผากข้างหนึ่งมาจดที่แก้มอีกข้าง แผลที่สร้างความหวาดหวั่นน่าพรั่นพรึงให้แก่คนตรงหน้าแต่สำหรับแคลแล้ว มัน..ไม่สำคัญเลย
ด้วยใจที่มอบไปให้แต่คราแรก แม้เธอจะรู้ดีอยู่แล้วว่าชายตรงหน้าไม่มีใจรักให้ ที่เขาต้องการมีเพียงสายเลือดแห่งเวทของเธอเพื่อการกำเนิดของ 'สุดยอดนักรบปีศาจ' เพียงเท่านั้น แต่เธอก็เต็มใจ
แคลทำการอภิเษกกับเจ้าชายแห่งคาโนวาล บาโร วาเนบลี ท่ามกลางความชื่นชมยินดีของทุกคน แต่ใครจะรู้ว่าชีวิตที่เธอใฝ่หาในตอนแรกหาได้เป็นสุขอย่างที่คิดไม่ ความคิดที่ว่าขอเพียงได้อยู่ใกล้แค่นั้นก็พอมันไม่จริงแม้แต่น้อย ความเศร้าเริ่มกัดกินจิตใจของจอมภูติสาวและในระหว่างนั้นเองในท้องของเธอก็ได้บังเกิดชีวิตน้อยๆขึ้น
เก้าเดือนหลังจากนั้นแคลได้ให้กำเนิดโอรสแก่เจ้าชายบาโร เด็กชายหน้าตาน่ารักผิวขาวบริสุทธิ์ ผมสีเงินสลวยเฉกเช่นเดียวกับเธอ
เด็กน้อยผู้น่าสงสารที่เกิดจากความเห็นแก่ตัวของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาและความรักหัวปักหัวปำที่มีให้แก่เขาฝ่ายเดียวของผู้เป็นมารดา เด็กน้อยผู้มาพร้อมกับชะตากรรมที่บิดายัดเยียดให้
แคลถึงกับหลั่งน้ำตายามได้เห็นอนาคตภายภาคหน้าของเด็กน้อย
มันคงจะเป็นความผิดของเธอสินะที่ทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้น ทั้งๆที่เธอรู้ถึงจุดมุ่งหมายของเจ้าชายแห่งคาโนวาลแต่เธอก็ยังตอบตกลงเพียงเพราะคำว่า 'รัก' ความรักที่ไม่มีวันได้รับการตอบสนอง
ในวันนั้นเองที่แคลได้ตัดสินใจจะฝืนต่อโชคชะตาที่ถูกกำหนดเพื่อลูกน้อยของเธอ แม้ว่านั่นจะต้องแลกด้วยชีวิตของตนเองก็ตาม
ห้าปี.. ห้าปีแห่งชะตากรรมที่เธอเฝ้าคอยให้ลูกน้อยเติบใหญ่
ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง..
ในวันเกิดครบรอบห้าปีของเจ้าชายน้อยแห่งคาโนวาล พลังที่บาโรเฝ้าคอยมาตลอดก็พลันตื่นขึ้น แคลที่ได้จัดการทุกอย่างไว้พร้อมยังลานพิธีลับที่เธอแอบสร้างขึ้น ณ ใจกลางถ้ำใต้ดินแห่งนี้ก็ได้พาลูกชายของตนลงมา
พิธีผนึกพลังถูกดำเนินไปอย่างเร่งรีบด้วยเกรงว่าผู้เป็นสามีจะตามมาทัน แคลใช้พลังเวททั้งหมดที่ตนมีหรือก็คือพลังวิญญาณทั้งหมดของเธอเองทำการผนึกนักรบปีศาจในร่างของโอรสน้อย
ทันทีที่แคลผนึกร่างของลูกชายได้สำเร็จร่างของเธอก็ล้มลงซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่บาโรและเหล่าเสนาชั้นสูงตามมาถึงพอดี
สีหน้าตื่นตระหนกของชายคนรักขณะวิ่งเข้าไปดูลูกชายก่อนจะหันกลับมาประคองตัวเธอขึ้นนั้นทำให้แคลต้องมองตามด้วยความเศร้าใจ
เขายังคงห่วงแต่พลังนั่นมากกว่าลูกชายและตัวเธอเช่นนั้นหรือ แคลได้แต่คิดอย่างตัดพ้อ แต่ด้วยความรักที่มีให้เต็มเปลี่ยมสิ่งที่ริมฝีปากขยับพูดออกไปจึงเป็น
"ขอโทษค่ะ บาโร" แคลว่าเสียงสั่นอย่างอ่อนแรง "ข้าทำให้ความหวังของท่าน.." ทว่ายังไม่ทันที่แคลจะพูดจบบาโรกลับตวาดออกมาลั่น
"ยัยบ้า" คำว่าเสียงสั่นเครือนั่นทำให้ดวงตาสีเงินสวยเบิกกว้างขึ้น "ทำแบบนี้ทำไม"
เสียงของชายหนุ่มหยุดอยู่เพียงนั้นด้วยก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ที่คอ
สิ่งที่เห็นตรงหน้าทำให้หญิงสาวแย้มยิ้มขึ้น ใช่.. เธอยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่งดงามที่สุดในชีวิต
ตอนนี้เธอรู้แล้ว แม้หัวใจของเขาจะไม่ใช่ของเธอแต่ความอาทรของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีนั้นได้เกิดขึ้นมาแล้วในระยะเวลากว่าหกปีที่ได้อยู่ด้วยกัน มันเกิดขึ้นโดยที่เธอเองหรือกระทั่งตัวเขาก็ไม่ทันได้สังเกต
ความยินดีเปลี่ยมล้นจิตใจ น้ำตาหลั่งไหลออกจากเนตรสีเงินสวย ริมฝีปากขยับเอ่ยคำอีกครั้ง
"เห็นแก่ชีวิตที่บริสุทธิ์" พูดพร้อมกับหันหน้าไปมองลูกชายสุดที่รักที่ยังคงหลับตาพริ้มไม่รู้เรื่องราว "อย่าทำให้เขาต้องแปดเปื้อน.. ด้วยพลังที่ท่านปรารถนาเลยนะคะ" แคลว่าเสียงเบาในขณะที่บาโรยังไม่มีทีท่าตอบสนองกลับได้แต่จ้องสบกับดวงหน้าของเธอเฉยด้วยไม่อาจจะกลั่นคำพูดใดๆออกมาได้
"ข้ารู้ว่าตัวไม่รอด" แคลพูดต่อเมื่อเห็นคนตรงหน้าไม่ยอมตอบ แต่คำพูดนั้นกลับเรียกให้เสียงของบาโรรอดออกจากปากได้อีกครั้ง
"เจ้าพูดอะไร" บาโรว่าอย่างไม่เข้าใจ "ภูติมีชีวิตที่เป็นอมตะ เจ้าไม่ตายหรอก.. ไม่สิข้าไม่ปล่อยให้เจ้าตายแน่ ข้าจะพาเจ้าไปสโนวแลนด์" บาโรว่าพร้อมกับจะอุ้มแคลขึ้น แต่แคลกลับคว้าเสื้อของบาโรไว้พร้อมกับส่ายหน้า
"ภูติมีชีวิตเป็นอมตะ..นั่นเป็นความเข้าใจผิดของมนุษย์" ความจริงอันน่าตกใจดังลอกออกจากปากด้วยน้ำเสียงราบเรียบให้คนฟังต้องใจหาย
"ภูติจะมีอายุไขที่แน่นอนตามแต่พลังเวทของภูติตนนั้นว่ามากน้อยเพียงไร..และเมื่อหมดสิ้นอายุไข จิตวิญญาณจะกลับไปเกิดใหม่ยังปล่องภูเขาน้ำแข็งที่สูงที่สุดแห่งสโนวแลนด์" แคลหยุดพูดไปนิดลมหายใจเริ่มแผ่วเบาลง "การเกิดใหม่.. ในร่างใหม่.. พร้อมกับ การสูญสิ้นความทรงจำทั้งหมด" ว่าแล้วก็ยิ้ม "แบบนี้ก็ไม่ต่างจากการตายทั่วไปเลย จริงมั้ยค่ะ"
รอยยิ้มนั่นทำให้ความสำนึกผิดเข้าจับกุมจิตใจของบาโรจนชายหนุ่มถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาแบบที่ไม่เคยมีใครได้เห็นมาก่อน มือเรียวเล็กสีขาวยกขึ้นปาดน้ำตาที่ไหลรินออกให้อย่างนุ่มนวล
"อย่าโทษตัวเองเลย" แคลว่าอย่างเข้าใจความรู้สึก "ท่านเพียงแค่รักมาก.. มากเกินไป ก็เท่านั้น"
"ข้าขอโทษ..แคล" ขอโทษที่ข้าไม่อาจรักเจ้า ขอโทษที่ข้าไม่อาจลืมอลิเซีย
แคลส่ายหน้าอย่างเข้าใจก่อนว่าขึ้นอีกครั้ง
"เพียงแค่ความรู้สึกของท่านในตอนนี้ก็เพียงพอแล้ว แต่ข้ามีเรื่องอยากจะขอร้องท่านอยู่สี่เรื่อง" หญิงสาวพูดด้วยสายตาเปรี่ยมความหวัง
"ว่ามาหากข้าทำได้ข้าจะทำให้" บาโรตอบทันทีแบบไม่ต้องคิด
"สามเรื่องแรกข้าอยากให้ท่านทำให้ได้ ส่วนเรื่องสุดท้าย..หากท่านไม่อยากทำข้าก็จะไม่ฝืนใจ" แคลว่าก่อนจะหันไปมองลูกชายที่นอนหลับอยู่ใกล้ๆ "เรื่องแรก.. เรื่องลูกของเรา" ใบหน้างามผินกลับมามองบาโรอีกครั้ง
"แม้ท่านจะเคยลั่นว่าจาไว้กับเด็กหนุ่มคนนึง และแม้ว่าคำวาจานั้นจะสร้างความเจ็บปวดให้แก่เขาแค่ไหนก็ตาม แต่ขอให้ท่านคิดไว้เสมอว่ายังไงเสีย คาโล..ก็คือเชื้อสายของท่าน ให้ความรัก..แก่เขาบ้าง นี่คือเรื่องแรกที่ข้าจะขอร้อง" บาโรไม่ได้ตอบแต่พยักหน้ารับ โดยไม่ทันได้คิดถึงความหมายทั้งหมดในประโยคที่แคลพูด ไม่ได้ทันคิดถึงว่าเด็กหนุ่มที่แคลพูดถึงนั้นคือใครและทำไมถึงต้องเสียใจกับคำพูดของเขาทั้งที่ไม่ใช่เรื่องของตน
"เรื่องที่สอง ช่วยเก็บร่างของข้าเอาไว้ที่นี่.. ให้ข้าได้อยู่ใกล้ท่าน"
"ได้" บาโรว่า "แล้วเรื่องที่สามล่ะ"
แคลยิ้มให้เล็กน้อยขณะหันไปมองคาโลอีกครั้ง "อย่าให้คาโลรู้ว่าข้าตายแล้ว.. ข้า..ไม่อยากให้เขาต้องเสียใจ"
"ได้ ข้ารับปากเจ้า"
"และเรื่องสุดท้าย"
"ว่ามาสิ" แคลยิ้มเศร้าเมื่อได้ยินคำเร่งของคนตรงหน้าก่อนว่า
"ช่วย..จูบข้า..สักครั้งจะได้มั้ย" บาโรอึ้งไปด้วยคิดไม่ถึงว่าจะถูกขอร้องเรื่องนี้ แคลที่เห็นดังนั้นก็ยิ้มอ่อนโยนให้
"ไม่เป็นไร เพราะจูบของเจ้าชายคือสัตย์สาบานแห่ง.." เสียงของแคลถูกหยุดไว้แค่นั้นด้วยริมฝีปากของเจ้าชายแห่งคาโนวาน
จูบแรกที่นุ่มนวลอ่อนโยน จูบแรกที่คนตรงหน้ามอบให้ ชายที่เธอรักจนหมดใจ
น้ำตาไหลรินออกจากดวงเนตรขณะที่ใจเต็มไปด้วยความสุข เนินนานกว่าบาโรจะถอนริมฝีปากออก
"ขอบคุณค่ะ บาโร" เสียงสุดท้ายกับร่างที่เรือนรางจนแทบแตกสลาย บาโรกอดกระชับร่างบางเอาไว้แนบอกเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะใช้เวทตรึงร่างและวิญญาณของจอมภูติสาวเอาไว้ในน้ำแข็งหกเหลี่ยมพร้อมกับไอเย็นที่เปลี่ยนแปลงห้องโดยรอบให้กลายเป็นถ้ำน้ำแข็งในพริบตา
"ความปรารถนาของเจ้า ข้าจะทำให้เป็นจริง" บาโรว่าขณะมองร่างหนิงสาวที่ราวกับหลับไป แต่มันคงเป็นการหลับชั่วนิรันดร์ ก่อนเจ้าชายหนุ่มจะเอื้อมหัตถ์มาช้อนร่างโอรสเพียงคนเดียวขึ้นแล้วหันไปหาเหล่าเสนาที่ยืนอยู่เบื้องหลังด้วยแววตาดุดัน
"เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้อย่าให้ล่วงรู้ถึงหูคนอื่นอีก ที่สำคัญห้ามให้คาโลรู้เรื่องนี้เป็นอันขาด" น้ำเสียงดุดันและท่าทีแข็งกร้าวของผู้ที่มีสิทธิ์จะได้ขึ้นครองเป็นกษัตริย์ในอนาคตทำเอาเหล่าเสนาขวัญผวารับคำสั่งอย่างพร้อมเพรียง
"แล้วถ้าเจ้าชายทรงรับสั่งถามล่ะกระหม่อม" เสนาคนหนึ่งตัดสินใจถามขึ้น
"ให้บอกว่าแคลกลับไปทำหน้าที่ที่สโนวแลนด์ จำเอาไว้หากคาโลรู้เรื่องพวกเจ้าจะมีโทษหนัก" บาโรว่าพร้อมกับสาวเท้าเดินออกไป
หลังจากนั้นคาโลก็เติบโตขึ้นด้วยการดูแลของบาโร แม้จะไม่ได้รับความรักของผู้เป็นพ่อแต่ยามที่เกิดเรื่องคับขันขึ้นกษัตริย์นักรบก็หาได้ปล่อยให้เขาต้องเผชิญมันตามลำพังไม่
จากเด็กน้อยเติบโตเป็นชายหนุ่ม ประสบการณ์หลากหลายผ่านเข้ามาในชีวิต ทั้งสนุก ทั้งโศกเศร้า หรือแม้แต่เรื่องเสี่ยงตายก็เผชิญมาหมดพร้อมๆกับเพื่อนและคนรัก
คนรัก.. หญิงสาวที่มาเป็นผนึกอันใหม่แทนของเดิมที่มารดาเป็นผู้สร้างและถูกทำลายไปเพราะเธอ
เธอ.. คนที่เป็นทางเดินของชีวิต
/////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
เอาล่ะจบตอนแล้ว
เฮ้อ..มาพิมพ์เองถึงเพิ่งจะรู้ว่าทำหล่นไปตอนนึง ที่สำคัญพอพิมพ์อีกก็เปลี่ยนอีก
จะมีครั้งไหนที่พิมพ์แล้วไม่แก้บ้างมั้ยน้า
ช่างเถอะ ^O^ ว่าแต่เริ่มต้นด้วยดี ที่เลขเก้า (9 ตุลา) โฮะๆ ขอให้ความก้าวหน้าในการอัพฟิคจงบังเกิด
อ้อ.. มีเรื่องแจ้งล่ะ เนื่องจากตอนนี้ท่านพี่ดันเอาฟิคตอนพิเศษมาลงไปแล้ว ทั้งๆที่มันยังแต่งไม่จบดังนั้นด้วยความรับผิดชอบของข้าเจ้าที่ลืมกำชับว่าอย่าทำอย่างอื่นนอกเนื่องที่สั่ง เอ้ย..ขอร้อง ดังนั้นเลยต้องปั่นฟิคนั้นไปด้วย เพราะฉะนั้นมันจึงจะช้าสักนิดทั้งสองฟิคนั่นแหละ แต่จะไม่ให้ช้าเกินไปแน่เพราะอย่างที่บอกแหละค่ะ อยากจะให้มันจบภายในปิดเทอมในรุ่นพ่อแม่เนี่ย (หมายถึงเฟรินกะคาโลนะ) หึหึ เพราะโครงการของเรามันยาวไกลเหลือหลาย ว่าแล้วก็ อย่าให้เสียเวลาเลย กลับไปปั่นฟิคต่อดีกว่า
บายค่ะ
RayGuard
9/10/2006
ความคิดเห็น
ว่าอาของคาโลต้องวางแผนอะไรร้ายๆไว้แน่เลย
แล้ว...???เฟรินจะพาคาโลไปดูอะไรล่ะ
ขอบคุณนะคะที่มาอัพให้อ่าน
ขอให้ ray จังโชคดีในการสอบนะคะ
ขอบคุณ คุณพี่ชายด้วยนะคะที่อัพให้
ขอให้การสอบราบรื่นนะคะ ผลคะแนนดีๆเน้อ
ยังไงก็ขอบคุณท่านพี่ชายนะคะที่มาอัพให้ ^^
ตอนนี้ก็ยังน่ารักน่าติดตามอย่างเคยค่ะ ><
และก็เป็นกำลังใจให้เรย์จังด้วย สู้ๆนะคะ
ได้อ่านซะที >0<
ขอบคุณท่านพี่ที่มาอัพให้นะ
ยังสนุกและทิ้งท้ายไว้น่าติดตามเหมือนเดิม
และก็ ขอให้สอบได้เกรดดี ๆ นะ....
ดีจ้า
เรามาคอมเม้นต์ไห้นะจ๊ะ
ไงก้อมาคอมเม้นต์ไห้เราบ้างน้า
ขอให่ท่านอัลสอบได้คะแนนดีๆน่ะครับ
เย่ๆๆ ได้อ่านซักที ขอบคุณพี่ชายมากนะคะ^^
แล้วนี่เฟรินพาคาโลไปไหนล่ะคะเนี่ย สงสัยจัง^^
อัพไวๆนะคะ
ดีจร้า เราสอบเสร็จก่อนสินะ โฮะๆๆ
ขอบคุนท่านพี่ชายมากมาย ถ้าทางพี่ของเจี๊ยบนี่..น่าจะเป็นคนขำๆมิใช่น้อย น่ารักดี >///< ไม่ใช่ละ เหอๆ
ไงก้อขอบคุนนะคร้าบบบ ^o^
แล้วสอบมาเป็นไงบ้างงับ คะแนนดีไม๊เอ่ย? ตั้งใจเรียนน้อ สู้ๆๆ
อย่าลืมมาอัพไวๆล่ะ รักนะ จู๊บส์ๆ -*-
มาคอมเม้นต์ไห้อีกอ่านะ
สนุกมากค่ะ
ว่าแต่ตอนที่สัญญาไว้ล่ะคะ เอามาลงเถอะนะคะ
อยากอ่านต่อมากเลย
ใช้คำว่า 'นัย' แทนนะคะ
สนุกมากค่ะ
แล้วจะมาอ่านต่อนะคะ
ขอบคุณนะคะ สาวน้อย..
โฮ ซึ้งกับความรักของแคล
เอาเถอะ อย่างน้อยคาโลก็ได้เจอกับแม่แล้ว
ไม่ใช่แผนร้ายจริงๆค่ะ ^^