บทเพลงที่ 10 ลางสังหรณ์
เธอยอมรับว่าวาลีนเป็นคนสวย ไม่สิ..ต้องบอกว่าสวยมากแต่นอกจากความสวยแล้วความรู้สึกบางอย่างกำลังร้องเตือนเธออยู่..
ผู้หญิงคนนี้ อันตราย!!
ทำไมความรู้สึกเช่นนี้ถึงผลุดวาบขึ้นในใจได้นั้นเฟรินไม่อาจรู้แต่สัญชาตญาณการระวังภัยของเธอมันบอกเช่นนั้นถึงแม้มันจะเป็นความรู้สึกชั่ววูบเพียงเบาบางก็ตาม..
วาลีน ลูค ผู้หญิงคนนี้อันตรายนักและไม่ควรเข้าใกล้โดยเด็ดขาด!!
ขณะที่เฟรินกำลังคิดพลางมองสำรวจหญิงตรงหน้าอยู่นั้นนัยน์ตาสีทองก็หันมาสบเข้ากับเธอพอดีเฟรินจึงส่งยิ้มเรื่อยๆขัดตาทัพไปให้แต่วาลีนกลับกระตุกยิ้มมุมปากเหมือนเยาะขณะกวาดสายตามองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า
“แค่พวกคนชั้นต่ำฉันไม่อยากจะเสียเวลาด้วย เกร เดร์ ฟาน กลับ!!” วาลีนว่าเสียงหยามหยันก่อนจะตวัดตัวหันกลับไปในทางตรงกันข้ามทว่าคำพูดของเธอกลับทำให้อารมณ์ของเฟรินพุ่งขึ้นริ้วๆ เสียงใสๆของคนที่เงียบมาตลอดถึงได้ดังขึ้นขัดให้วาลีนต้องชะงัก
“พูดเกินไปหน่อยนะป้า จะกษัตริย์ เชื้อพระวงศ์ ขุนนางหรือลูกผู้ดีมีเงินมาจากไหนก็คนเหมือนกันทั้งนั้น จะพูดอะไรก็ควรให้เกียรติกันบ้าง” เฟรินว่ากลับเสียงดังและพยายามเน้นคำว่า ‘ป้า’ ชัดๆด้วยความสะใจส่วนตัว
วาลีนเมื่อได้ยินแบบนั้นก็หันกลับมา ริมฝีปากสีจัดแย้มรอยยิ้มเหยียด
“ถึงจะใช้คำพูดสวยหรูแค่ไหนก็คงจะเปลี่ยนฐานะของพวกเจ้าไปไม่ได้หรอกกระมัง”
“มันก็จริงล่ะนะแต่แค่การพูดแบบที่สุภาพชนเขาทำกันยังทำไม่ได้เนี่ยฉันชักอยากจะรู้เสียแล้วสิว่าคนตระกูลลูคเขาเลี้ยงลูกกันยังไง หรือแค่การศึกษาพื้นฐานอย่างเรื่องมารยาทก็ยังไม่มีปัญญาจะสอน เอ.. หรือว่าสอนแล้วแต่ไม่จำกันแน่นะ”
ชาวบ้านที่มุงดูแทบจะพากันกั้นหายใจเมื่อเฟรินกล่าวจบ สายตาหลายคู่มองตรงมาที่เด็กสาว (ในสายตาพวกเขา) อย่างเป็นห่วงเพราะพวกเขาทราบดีถึงอำนาจบารมีของเสนาลูคว่าเป็นเช่นไรส่วนบางคนก็มองอย่างไม่เป็นเดือดเป็นร้อนเพราะไม่ใช่เรื่องของตน
เฟรินเสมองไปยังถุงกระดาษเล็กๆที่อยู่ในมือของวาลีนพลางนึกเสียดายกำไลที่นอนนิ่งอยู่ในนั้นหน่อยๆก่อนจะเหลือบตาขึ้นมองคนถือที่บัดนี้ใบหน้านั้นแสดงออกว่าโกรธจัด
เฟรินยิ้มน้อยๆก่อนจะพูดจายั่วอีกฝ่ายต่อ
“ความจริงถ้าอยากได้มันนักบอกกันดีๆก็ได้นะ ถึงฉันจะไม่ใช่ผู้ดีมาจากไหนแต่ก็มีสติปัญญาพอที่จะพูดคุยกันรู้เรื่อง ไม่ถึงกับต้องใช้กำลังกันเหมือนคนชั้นต่ำแบบที่เธอดูถูก” วาลีนเริ่มหน้าขึ้นสีจัดด้วยความโกรธผสมความกระดากอายที่ถูกด่าเป็นพวกเดียวกับพวกที่เธอรังเกียจ เฟรินกระตุกยิ้มที่มุมปากก่อนจะปิดท้ายด้วยประโยคเด็ด
“อีกอย่างของที่เธอแตะไปแล้วฉันก็ไม่คิดอยากจะได้มันอีกแล้วล่ะ” น้ำคำราวกับเห็นเธอเป็นตัวเชื้อโรคที่ไม่อยากจะแตะต้องนั้นทำให้เส้นอารมณ์สุดท้ายของวาลีน ลูคขาดผึงลงทันใด นัยน์ตาสีทองวาวโรจน์ราวจะแผดเผาเฟรินเป็นจุลในพริบตา
“ปากกล้านักนะ” วาลีนพูดเสียงเย็น “คิดว่าเจ้าคงไม่อยากมีปากไว้พูดแล้วล่ะมั้ง”
สิ้นคำนั้นเกรหนึ่งในสามผู้คุ้มกันของวาลีนก็พุ่งตัวประชิดเฟรินรวดเร็วเพียงแค่เธอกระพริบตาร่างใหญ่ยักษ์ของมันก็ปรากฏตรงหน้าเธอเสียแล้ว
ดาบใหญ่ในมือตวัด เป้าหมายคือคอขาวๆของเฟริน เลเลียและซีหวีดร้องอย่างตระหนกเช่นเดียวกับคนที่มุงดูแต่เฟรินกลับไม่สะทกสะท้านแม้ดาบกำลังจ่อห่างจากคออยู่เพียงสามเซน ประสบการณ์ต่างๆที่ผ่านมาทำให้เธอเตรียมรับสถานการณ์ได้อย่างรอบคอบ เฟรินก้าวขาซ้ายถอยหลังไปหนึ่งก้าวก่อนจะเอนตัวพลิ้วหลบคมดาบแบบไม่ยากเย็น มือขวายกขึ้นจับข้อมือเกรก่อนจะบิดมันเหมือนเทคนิคที่เธอใช้ตอนแก้เชือกให้ตัวเอง แรงบิดกะทันหันทำให้มือไม่อาจรั้งดาบ ดาบใหญ่นั่นจึงหลุดออกจากมือกร้าน เฟรินไม่รอช้ายื่นมือซ้ายออกไปรับมันทันทีพร้อมกับง้างเท้าถีบอัดเข้าที่ท้องส่งร่างของเกรถอยครูดไปกับพื้นนอนนิ่งด้วยความจุกอยู่ที่ปลายเท้านายของมัน
ในทันทีทันใดนั้นเดร์ชายฉกรรจ์ที่ยืนอยู่ตรงกลางก็พุ่งเข้าหาเฟรินบ้าง หมัดโตๆของมันง้างขึ้นก่อนจะชกตรงเข้าหน้าเฟรินเต็มแรง เฟรินที่อ่านการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามออกตั้งแต่แรกก็ถีบตัวเบาๆลอยขึ้นเหยียบไหล่ของเดร์พลางออกแรงกระโดดอีกรอบลงมายืนอยู่ด้านหลังของเขาก่อนจะวาดดาบที่ตนแย่งมาได้ตวัดทาบลงต้นคอของชายหนุ่ม
นัยน์ตาสีน้ำตาลพราวระยับนึกสนุกขณะที่ริมฝีปากกระตุกรอยยิ้มน้อยๆ
“ถ้าคิดว่าตัวเองต่อยตีเป็นอยู่ฝ่ายเดียวล่ะก็.. ผิดถนัด” เฟรินพูดขึ้น เดร์กัดฟันกรอดขณะเหลือบตามองเด็กสาวที่เขาคิดว่าไม่น่าจะมีพิษสงแต่ความสามารถกลับผิดคาด ฟานที่ยืนดูอยู่เมื่อเห็นเพื่อนเสียท่าให้เด็กสาวร่างเล็กจึงออกตัวเข้าช่วย
ชายหนุ่มชักดาบที่เหน็บอยู่ข้างเอวออกมาวิ่งตรงดิ่งเข้าหาเฟริน เฟรินที่รู้สึกว่ามีคนวิ่งเข้ามาทางด้านหลังจึงได้หันไปมองและนั่นเป็นการเปิดจังหวะให้กับเดร์
เดร์ใช้มืออันแข็งแกร่งปัดดาบของเฟรินออกจากคอ ตวัดขาเตะเข้าที่ท้องของเฟริน เฟรินรีบกระโดดหลบแต่เมื่อเท้าสัมผัสพื้น ดาบของฟานก็ฟันเข้าหาเธอพอดี
เคล้ง!!
เสียงคมดาบปะทะกันดังลั่น เฟรินรู้สึกถึงความชาที่แล่นวาบไปทั้งมือและลามขึ้นมายังต้นแขน
แรงเยอะชะมัด..
สบถอุบในใจขณะเปลี่ยนดาบจากมือซ้ายมาเป็นขวาพลางหลบหลีกคมดาบของอีกฝ่าย
น่าเสียดายนักที่ผ่าปฐพีของเธอแหลกสลายไปแล้วจึงไม่มีดาบคู่มือไว้ใช้ ดาบยักษ์ในมือเธอตอนนี้มันทั้งใหญ่และหนักซึ่งเป็นอุปสรรคกับการเคลื่อนไหวของเธออย่างมากและนี่เองทำให้เฟรินเริ่มจะตระหนักได้ว่าการที่มีดาบเหมาะมือมันสำคัญต่อการต่อสู้เพียงใด
ควับ!!
คมดาบของฟานตวัดปลายเส้นผมของเฟรินขาดไปหลายเส้นในขณะที่เธอก้มตัวหลบหมัดของเดร์ที่อ้อมมาประชิดด้านหลัง เม็ดเหงื่อเล็กๆผลุดพรายบนใบหน้าขณะที่ลมหายใจของเฟรินเริ่มถี่กระชั้น ร่างกายที่เพิ่งฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บสาหัสเพียงไม่กี่วันกำลังทำให้เธอเหนื่อยล้า เรี่ยวแรงที่มีเริ่มหดหายในขณะที่ยักษ์ใหญ่ทั้งสองตรงหน้ากลับยังดูมีเรี่ยวแรงเหลือเฟือ
การเคลื่อนไหวที่ช้าลงของเฟรินสร้างรอยยิ้มน้อยๆให้แก่วาลีนตรงข้ามกับสองสาวคนสนิทของเธอ
เลเลียรีบหันไปหาซีอย่างร้อนรนก่อนจะบอกให้เด็กสาวรีบไปตามเมราสกับเอลลิคโดยเร็ว ซีที่หน้าซีดเผือดไม่แพ้กันพยักหน้ารับก่อนจะออกวิ่งกลับไปยังทางเดิมที่พวกเธอมาเพื่อตามหาสององครักษ์ผู้ไม่รู้ว่าบัดนี้อยู่ที่ใด
เคล้ง!!
ดาบของเฟรินและฟานปะทะกันอีกครั้ง ทั้งสองออกแรงยันดาบกันเช่นนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เดร์จะวิ่งตรงเข้ามาแล้วตวัดเท้าเตะใส่ เฟรินจำต้องถอนดาบพร้อมกับถอยหลบ ฟานอาศัยจังหวะนั้นฟันสวนแต่ระยะของเฟรินสุดความยาวของดาบพอดี คมดาบจึงได้แต่เฉือนเสื้อของเธอตรงช่วงท้องขาดเป็นทาง
สายตาของเฟรินเริ่มพร่าขณะที่อาการล้าเริ่มทวีขึ้นและดูเหมือนชายหนุ่มทั้งสองจะดูออกใบหน้าหยาบกระด้างถึงคลี่ยิ้มขณะย่างสามขุมเข้าหา เฟรินเริ่มมองสำรวจคู่ต่อสู้ใหม่อีกครั้งพลางวางแผนรับมือแต่แล้วภาพที่เธอบังเอิญเหลือบไปเห็นก็ทำให้ต้องกัดฟันกรอดเพราะชายที่เธอล้มลงไปได้ในตอนแรกเริ่มยันตัวขึ้นมาแล้ว
สภาพสามรุมหนึ่งบวกกับร่างกายที่ไม่พร้อมจะต่อสู้อยู่แล้วทำให้เฟรินเริ่มจนมุม เลเลียที่ยืนดูอยู่แต่ไม่มีฝีมือจะเข้าช่วยก็ได้แต่ร้อนใจกวาดตามองหาซีและสองราชองครักษ์เลิกลั่ก ใจหนึ่งก็อยากจะประกาศร้องบอกฐานะของเฟรินออกไปให้รู้เรื่องรู้ราวแต่อีกใจก็เป็นกังวลว่ามันอาจจะทำให้ชีวิตของนายสาวเป็นอันตรายมากยิ่งขึ้นด้วยไม่รู้ว่าในที่นี้จะมีผู้ไม่หวังดีปะปนอยู่ด้วยหรือไม่
เลเลียมองดูเฟรินถูกต้อนอยู่นานจนเริ่มทนไม่ไหว นัยน์ตากร้าวจับจ้องไปยังวาลีน ลูคสาเหตุของการต่อสู้ในครั้งนี้ด้วยอารมณ์กรุ่นโกรธก่อนจะตวัดสายตาไปยังชายทั้งสามที่ล้อมนายหญิงของเธออีกครั้ง
“คุณเฟริน!!” เลเลียร้องเสียงหลงเมื่อเห็นมีดสั้นของเกรเฉือนผ่านเนื้อที่ต้นแขนขวาของเฟริน ถึงแม้จะแค่เฉียดแต่เลือดสดๆก็ไหลทะลักลงเป็นทาง
เฟรินหน้าซีดจัดมือที่กำดาบอยู่สั่นระริกเธอรีบตวัดตัวไปด้านข้างหลบการจู่โจมของฟานแต่แล้วก็ต้องยกดาบขึ้นกันโดยเร็วเมื่อจับกระแสการเคลื่อนไหวอีกหนึ่ง..ทางด้านขวา
ปึ้ก!! เคล้ง!!
เดร์ที่ลอบเข้ามาประชิดทางด้านขวาของเฟรินยกขาหวดเข้าที่มือบางส่งให้ดาบหนาหนักกระเด็นหวือลอยออกไป กลุ่มคนที่ยืนอยู่ทิศทางที่ดาบพุ่งเข้าหาแตกฮือไม่เป็นขบวนก่อนดาบนั้นจะหล่นลงกระทบพื้นนอนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น
เฟรินหอบหายใจหนักมากขึ้นจนรู้สึกเจ็บแปลบข้างในอก มือซ้ายยกขึ้นกุมบาดแผลพลางก้าวถอยหลัง อึดใจเดียวของการรอคอยร่างยักษ์ทั้งสามโผพุ่งเข้าหาเธอพร้อมกัน ใบหน้ากร้านแดดลมแสยะยิ้มเหี้ยม มีดสั้น ดาบและกำปั้นง้างขึ้นจนสุดแขนก่อนจะโถมเข้าหาเฟรินทั้งหน้าหลัง เปลือกตาบางปรือลงรอรับความเจ็บปวดด้วยหมดทางถอยหนี เลเลียตกใจหน้าซีดรีบสาวเท้าวิ่งเข้ากลางวงล้อมหวังจะใช้ร่างของตัวเป็นเกาะกำบังทั้งที่ไม่มีทางจะเข้าไปทันแต่แล้วโดยไม่คาดคิดชั่วเวลาเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นและตายทุกอย่างกลับหยุดนิ่ง
มีดสั้น ดาบและกำปั้นหยุดค้างลอยห่างจากตัวเฟรินเพียงปลายหัวเข็ม รอยยิ้มคลี่กว้างบนใบหน้าของเลเลียด้วยความดีใจเป็นที่สุด
เฟรินค่อยๆปรือตาขึ้นเมื่อรู้สึกได้ว่าชายหนุ่มทั้งสามคนหยุดชะงักและภาพเบื้องหน้าก็ส่งให้รอยยิ้มของเฟรินแย้มกว้าง
“พวกนาย..”
สิ่งที่เฟรินเห็นคือภาพเมราสในชุดหญิงสาวถือดาบสองมือประชิดอยู่ด้านหลังของเดร์กับฟานที่บัดนี้หน้าซีดสนิท ดาบแต่ละข้างของเขาวางทาบบนต้นคอของสองหนุ่มพร้อมกับออกแรงกดจนเลือดสดไหลซึม ส่วนทางด้านหลังของเธอ เกร์ชายหนุ่มร่างสูงบึกบึนยืนแข็งค้างราวรูปปั้นในท่าง้างมีด สีหน้าและแววตาของเขาไม่บ่งบอกถึงอารมณ์อื่นใดนอกจากความยินดีที่จะใช้มีดนั้นมาลิ้มลองรสเลือดจากร่างของเธอเท่านั้นทำให้รู้ได้ไม่ยากว่าชายหนุ่มก็คงจะไม่รู้เช่นกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง
“ท่านบาดเจ็บ” เสียงเอลลิคดังขึ้นจากข้างตัวทำให้เฟรินหันไปมองและเห็นเอลลิคยืนประชิดเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่อาจรู้ที่มือข้างขวาของเขายังถือคทาสีเงินอยู่เป็นหลักฐานว่าเกรคงต้องเวทของเอลลิคไม่ผิดแน่
เสียงร้องของเพื่อนซี้เรียกให้เมราสหันมองตามและเมื่อเห็นเลือดที่ไหลรินจากต้นแขนของเฟริน ตาสีเขียวนั้นก็ส่องประกายวาวราวกับมีเปลวไฟลุกโชนอยู่ภายใน
“บัดซบ!!” เมราสตวาดลั่นพร้อมกับกดดาบในมือหนักขึ้นจนเดร์และฟานหน้าซีดจัดเปลี่ยนเป็นเขียว ตัวสั่นระริก “พวกเจ้ากล้าดียังไง..” น้ำเสียงที่เอ่ยออกทั้งเย็นเหยียบ แข็งกร้าวและเดือดดาลในเวลาเดียวกันจนผู้ที่ได้ยินถึงกับสะดุ้งโดยเฉพาะชายหนุ่มทั้งสองที่เข่าอ่อนทรุดฮวบลงกับพื้น
เอลลิคตวัดสายตาเย็นเหยียบแต่แฝงความกรุ่นโกรธไม่แพ้เมราสไปยังผู้ต้องหาทำร้ายองค์ราชินีทั้งสองให้พวกนั้นอยากกลั้นใจตายไปเสียตรงนั้น นับว่าเกรโชคดีมากทีเดียวที่ถูกสะกดให้หยุดนิ่งจึงไม่ต้องรับรู้ถึงความน่ากลัวของสองบุรุษผู้มาใหม่ เอลลิคตวัดสายตาเลยไปยังหญิงสาวต้นเรื่องอย่างคาดโทษ
วาลีน ลูค..
เรื่องนี้เขาต้องกราบทูลฝ่าบาทเป็นแน่..
เอลลิคคิดก่อนจะรีบหันกลับไปดูอาการของเฟริน
ชายหนุ่มไม่รอช้ารีบยกคทาสีเงินขึ้นเหนือบาดแผลพร้อมกับร่ายเวท บาดแผลของเฟรินจึงค่อยๆสมานจนปิดสนิทเป็นเวลาเดียวกับที่เลเลียตรงเข้ามาพยุงเฟรินไม่ให้ล้มและซีวิ่งตามมาถึงพอดีด้วยอาการเหนื่อยหอบ
“สีหน้าท่านไม่ดีเลยผมว่าเรารีบกลับกันดีกว่า” เอลลิคพูดขึ้นอย่างกังวลเมื่อรักษาเสร็จซึ่งทุกคนก็เห็นด้วยทันที
“แล้วคนพวกนี้ล่ะคะ” ซีถามขึ้น
“ก็เชือดมันซะให้หมดนั่นล่ะ” เมราสพูดเสียงเย็นให้ผู้ที่จะต้องถูกเชือดเสียวสันหลังวาบแต่เฟรินกลับร้องห้ามไว้ก่อน
“ช่างมันเถอะ” เฟรินว่าพลางยิ้มน้อยๆบ่งบอกว่าเธอไม่ถือสาหาความอะไรไปยังสององครักษ์ เอลลิคยิ้มตอบอย่างรู้ทันว่านายหญิงของเขาไม่อยากมีเรื่องจนไปถึงหูนายท่านให้เป็นเหตุต้องอดออกมาเที่ยวเล่นข้างนอกอีกจึงได้แต่ส่ายหัวด้วยนึกเอ็นดู เมราสเองก็ไม่ว่าอะไรแม้จะโกธรมากก็ตามแต่เมื่อเป็นความประสงค์ของนายหญิงที่เขาเคารพจึงไม่อยากขัด ชายหนุ่มตวัดดาบออกจากคอของเดร์และฟาน สะบัดเลือดออกจากดาบก่อนจะเก็บเข้าฝักที่ซ่อนอยู่ด้านหลัง
“ไสหัวไปซะ” ตวาดสั่งทั้งสองส่งท้ายก่อนจะเดินไปสมทบกับเฟรินทันที เมื่อพวกเฟรินคล้อยหลังไปไกลพอควรเกรก็หลุดจากพันธนาการเป็นอิสระ ชายหนุ่มดูยังงุนงงกับเหตุการณ์แต่เมื่อเพื่อนอีกสองคนเล่าเรื่องหลังจากนั้นให้ฟังเขาก็ได้แต่กลืนน้ำลายเอื้อกด้วยความหวาดหวั่น ทั้งสามคิดเป็นเสียงเดียวกันว่าเฟรินเป็นใครกันแน่ด้วยเริ่มรู้สึกถึงฐานะอันไม่น่าจะธรรมดาของเด็กสาว
ณ ที่นั้นคงมีเพียงหญิงสาวนามวาลีน ลูคเพียงผู้เดียวที่ยังคงยิ้มได้..
ภายใต้รอยยิ้มอันไม่บ่งความนัยแผนการบางอย่างก็ผลุดพลายเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดกำลังจะเริ่มต้น เหตุการณ์แห่งหายนะใดกำลังจะบังเกิดขึ้นอีกหรือไม่คงจะมีเพียงดวงจันทรากระจ่างยามค่ำคืนนี้เท่านั้นที่จะรู้..
///////////////////////////////////////////////////////////////
เวลา 4 ทุ่ม 15 นาที..
หนึ่งชั่วโมงกว่าหลังจากเหตุปะทะกันในงานเทศกาลฤดูร้อน พวกเฟรินก็เดินทางมาถึงวังหลวง เฟรินหันกลับไปบอกให้เมราส เอลลิค เลเลียและซีกลับเข้าที่พักของตัวเองก่อนที่ตัวเธอจะเดินกลับตำหนักใน..
/////////////////////////////////////////////////////////////
ณ ห้องทรงอักษร
สองราชองครักษ์ที่ขอเข้าเฝ้าด่วนหลังจากกลับไปจัดการกับตัวเอง ณ ที่พักส่วนตัวที่คาโลพระราชทานให้ในเขตวังหลวงเรียบร้อยกำลังกราบทูลเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้
แววตาของคาโลเป็นประกายวาบเมื่อเมราสเล่าถึงตอนที่เฟรินได้รับบาดเจ็บแต่กษัตริย์หนุ่มยังคงไม่กล่าวอะไร ทั้งสีหน้าท่าทางก็ยังคงนิ่งเฉยและรับฟังต่อไปอย่างสงบ
“...........กระหม่อมคิดว่าองค์ราชินีคงจะไม่ทราบมาก่อนว่าหญิงผู้นั้นคือบุตรสาวของเสนาลูคจนกระทั่งคนของนางประกาศออกมาแต่ดูท่าว่าวาลีน ลูคต้องรู้ฐานะของพระนางเป็นแน่..” เอลลิคกล่าวเสริมเมื่อเมราสเล่าเรื่องทั้งหมดจบ
“หม่อมฉันก็รู้สึกแบบนั้นเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ” เมราสพูดขึ้นมาบ้าง “ตอนก่อนจะจากมาหม่อมฉันเห็นสายตาของนางที่มององค์ราชินีดูไม่น่าไว้ใจนัก พระนางทรงพระทัยอ่อนหากปล่อยวาลีน ลูคให้มีโอกาสเข้าใกล้เกรงว่าจะ..” เมราสพูดถึงเรื่องที่คาโลอนุญาตให้วาลีนเข้ารับตำแหน่งรองเสนาบดีกรมคลังที่เพิ่งว่างลงเนื่องจากคนเก่าเกษียณออกไปซึ่งการที่ให้วาลีนได้รับหน้าที่นี้นั่นหมายความว่าเธอย่อมจะต้องตามเสนาบดีกรมคลังมัลคัสมาร่วมประชุมด้วยทุกครั้งในวังหลวงซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้เธอได้พบกับราชินีของเขาเพิ่มขึ้นด้วย
“หม่อมฉันมั่นใจว่าการที่อีวานเสนอชื่อบุตรสาวตนเข้ารับตำแหน่งในครั้งนี้ต้องเป็นแผนไม่ซื่อของคนตระกูลลูคเป็นแน่” เอลลิคทูลบ้างอย่างรู้ความนัยกันเองสามคนก่อนจะเงียบไป
“เราเข้าใจ” คาโลพูดขึ้นในที่สุด “แต่การจะล่อให้จิ้งจอกโผล่หางออกมาบางครั้งก็จำเป็นต้องใช้เหยื่อ..” คาโลหยุดพูดสีหน้าครุ่นคิด
โดยเฉพาะคราวนี้ที่ต้องล่อมันออกมาให้ได้ทั้งฝูงด้วย..
“เมราส เอลลิค” สองราชองครักษ์รีบน้อมศีรษะลงรับคำสั่ง
“พวกเจ้าไปบอกเจราสกับโดรินว่าพรุ่งนี้เช้าให้มาพบเราที่ห้องอักษร”
“รับด้วยเกล้า”
“อีกอย่าง.. บอกแม่ทัพแอสต้าให้เริ่มทำตามแผนได้เลย.. ระวังด้วย อย่าให้ใครเห็นพวกเจ้าไปหาแอสต้าเป็นอันขาด!!”
“น้อมรับพระบัญชา”
ทั้งสองรับคำพร้อมเพรียงกันก่อนจะหันหลังก้าวออกจากห้องเมื่อประตูปิดสนิทลงอีกครั้งคาโลจึงหันกลับมาสนใจสมุดฎีกาที่ตนยังอ่านค้างอยู่เมื่อครู่ต่อ สายตาคมกริบไล่อ่านตัวหนังสือหวัดแกมบรรจงนั้นต่อไปอย่างใจเย็นทว่าดูเหมือนมันจะไม่เข้าหัวเขาเลยแม้แต่น้อย
คาโลพยายามใหม่อยู่สองสามครั้งจนในที่สุดก็ตัดสินใจปิดมันลง
ชายหนุ่มยันตัวขึ้นจากเก้าอี้ถึงจะรู้ว่าเฟรินบาดเจ็บเล็กน้อยและเอลลิครักษาให้เรียบร้อยแล้วก็ตามทว่าด้วยความเป็นห่วงทำให้เขาไม่อาจข่มใจนั่งสะสางงานต่อได้อีกจนกว่าจะได้ไปดูให้เห็นเองกับตาว่าเธอนั้นปลอดภัยดี
คาโลก้าวเท้ายาวๆสม่ำเสมอมุ่งตรงไปยังห้องนอนของตนพลางคิดถึงแม่ตัวแสบที่ชอบหาเรื่องยุ่งๆมาใส่ตัวได้ทุกวัน
จะมีซักครั้งมั้ยที่เธอจะไม่ทำให้ฉันต้องเป็นห่วง..เฟริน คิดเสร็จก็ได้แต่ถอนใจ
คงจะยากเพราะดูเหมือนว่าถึงแม้เฟรินจะไม่ได้เป็นฝ่ายออกไปก่อเรื่องแต่เรื่องเดือดร้อนก็มักจะพุ่งเข้ามาหาเจ้าหล่อนเองเสมอ..
เขาไม่น่าอนุญาตให้แม่ตัวยุ่งออกไปข้างนอกเลยจริงๆ ให้ตายสิ..
///////////////////////////////////////////////////////
คืนนี้ฟ้าปิดเลยไม่อาจมองเห็นดวงดาวแต่ดวงจันทร์เกือบครึ่งเสี้ยวที่ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้าสีรัตติกาลยังคงสดสว่างทำให้นภายามนี้ไม่มืดนัก เฟรินที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จจึงเดินออกไปรับลมเย็นยามราตรีที่ระเบียงซึ่งยื่นจากตัวห้องนอนออกไปด้านนอก
ร่างบางในชุดนอนบางเบาสีครีมอ่อนขยับตัวขึ้นไปนั่งบนราวระเบียงอย่างคล่องแคล่วพลางห้อยขาออกไปข้างนอกแบบไม่กลัวตก เส้นผมสีน้ำตาลไหม้นุ่มสลวยปล่อยยาวถึงสะโพกไหวน้อยๆเมื่อต้องลม นัยน์ตาคู่งามวาวระยับดุจอัญมณีน้ำงามเหม่อมองดวงจันทร์ที่วันนี้ดูจะสว่างเป็นพิเศษ สมองก็ไพล่คิดไปถึงเหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้นในวันนี้..
ท่ามกลางความเงียบงัน คาโลที่ก้าวเข้ามาถึงก็ให้แปลกใจเมื่อไม่เห็นคนที่ตนอยากพบ ชายหนุ่มกวาดสายตามองหาไปรอบๆ
ผ้าม่านผืนบางที่ระเบียงกำลังไหว..
เห็นแบบนั้นคาโลจึงเดินเข้าไปดู และที่นั่น.. เธอ.. อยู่ตรงนั้น
เฟรินที่กำลังนั่งคิดอะไรเพลินๆไม่ทันสังเกตเสียงฝีเท้าที่เข้ามาใกล้ สมองของหญิงสาวกำลังหมุนติ้วคิดถึงคำสนทนาต่างๆในห้องเครื่อง คิ้วเรียวเริ่มขมวดเข้าหากันเมื่อเรื่องที่หัวหน้าแม่ครัวพูดแล่นเข้าสมอง
ถึงเธอจะรู้ว่าข่าวลือไม่น่าเชื่อถือแต่การที่เขาจะเอามาพูดกันได้อย่างน้อยมันก็ต้องมีมูล.. คิดไปคิดมาความกังวลก็เริ่มก่อขึ้นในใจ จากเท่าที่เห็นวาลีน ลูคในวันนี้ทำให้เธอเริ่มจะไม่มั่นใจขึ้นมา ผู้หญิงคนนั้นน่ากลัวและเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมเธอสามารถสัมผัสมันได้อย่างชัดเจน พอคิดแบบนั้นความคิดหึงหวงบ้าๆที่เมื่อก่อนเธอนึกประณามแม่ผู้หญิงสาวๆก็เริ่มเกาะกุมจิตใจ วาลีนอาจมีวิธีทำให้คาโลรับเธอเป็นสนมจริงๆก็ได้ สิ้นความคิดริมฝีปากบางจึงขยับเอ่ยคำราวกับเพ้อ
“คาโล..นายคงไม่คิดจะรับสนมจริงๆหรอกนะ” คาโลชะงักเมื่อได้ยินแต่ก่อนที่เขาจะได้พูดตอบกลับไปเฟรินก็เอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ
“นายคงจะไม่รับสนมจริงๆใช่มั้ย” คาโลยกคิ้วสูงงงงันกับสิ่งที่หญิงสาวพูดยิ่งนัก
เขาบอกจะรับสนมตั้งแต่เมื่อไหร่..
คาโลยืนฟังเฟรินพูดไปเรื่อยๆก่อนจะจับความอะไรได้บางอย่าง
ดูเหมือนจะมีข่าวลือว่าเขาจะรับสนมเพราะต้องการทายาทสืบบัลลังก์และเรื่องนี้ก็ทำให้เฟรินกลุ้มใจ คาโลกลั้นยิ้มเธอคงจะลืมไปแล้วกระมังว่าคาโนวาลไม่ได้สืบทอดบัลลังก์แบบรุ่นต่อรุ่น ที่สำคัญ..
ดูเหมือนเจ้าหล่อนจะยังไม่รู้ว่าเขามา..
รอยยิ้มน้อยผลุดขึ้นที่มุมปาก ตาสีฟ้าทอประกายเจ้าเล่ห์ คาโลสาวเท้าเข้าประชิด มือแกร่งตวัดโอบรอบเอวบางพร้อมกับกระชับวงแขนให้ร่างของหญิงสาวแนบเข้ากับอกกว้างพร้อมๆกับใบหน้าคมคายโน้มลงมาใกล้หูและกระซิบแผ่วเบา
“หึงฉันหรือ เฟริน?” น้ำคำกระเซ้าที่นานๆจะได้ยินทำให้เฟรินสะดุ้งและเมื่อรับรู้ว่าตัวเองตกอยู่ในอ้อมแขนของคนเจ้าเล่ห์ที่เข้ามานานแล้วกลับไม่ยอมบอกใบหน้านวลก็จับสีเรื่อด้วยทั้งโกรธทั้งอายไม่รู้ว่าคนข้างหลังได้ยินสิ่งที่เธอพูดมากน้อยเพียงไรก็ได้แต่ดิ้นขลุกขลักประท้วงจนคาโลต้องรีบกอดแม่ตัวดีแน่นขึ้นด้วยเกรงว่าเจ้าหล่อนจะตกลงไปข้างล่างเสียก่อน
“ถ้ายังไม่หยุดอย่าหาว่าฉันไม่เตือน เฟริน” คาโลพูดเสียงเข้มทั้งที่ในใจกำลังนึกขัน แล้วก็ได้ผล เฟรินชะงัก
“หยุดแล้วๆนายจะปล่อยได้ยังมันอึดอัด” เฟรินว่ากลับ คาโลคลายอ้อมแขนออกเล็กน้อยแต่ไม่ยอมปล่อย
“ไม่!!จนกว่าเธอจะตอบฉัน”
“จะให้ตอบอะไรล่ะ” เฟรินขึ้นเสียงอย่างหงุดหงิด
“ที่ถามไป”
ที่ถามไป.. เฟรินนึกทวนอยู่ในใจ ถามอะไรฟะ.. แต่แล้วใบหน้าหวานก็แดงซ่านลามไปถึงคอ ตวาดแหวโวยลั่น
“ไอ้บ้าใครจะไปหึงนายกัน”
“หรอ..” คาโลรับคำเรียบๆ “แล้วใครที่มานั่งกลุ้มว่าฉันจะรับสนม”
“เฮอะ.. นายจะรับไม่รับก็เรื่องของนายไม่เกี่ยวกับฉัน!!”
“เธอพูดเองนะ” คาโลพูดเสียงเย็นพร้อมกับคลายแขนออกแล้วหันหลังกลับ ท่าทีเฉยชาของชายหนุ่มทำเอาเฟรินใจเสีย หญิงสาวรีบกระโดดลงจากระเบียงตรงเข้าไปรั้งชายเสื้อของอีกฝ่ายไว้ทันที
“เดี๋ยวสิ!!”
คาโลค่อยๆหันกลับมามองพลางนึกจะแกล้งต่อแต่แล้วก็ต้องตกใจเมื่อนัยน์ตาสีน้ำตาลคู่งามมีน้ำคลอ ความคิดที่จะแหย่อีกฝ่ายหายวับ
ไม่นึกว่ามันจะคิดมากขนาดนี้.. ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกก่อนจะรั้งตัวหญิงสาวเข้ามากอดปลอบ มือหนาลูบไล้เรือนผมนุ่มอย่างเบามือให้เฟรินใจชื้นขึ้น
ตั้งแต่ยอมรับว่าตัวเป็นหญิงดูเหมือนเฟรินจะบอบบางขึ้นมากถึงภายนอกจะดูแกร่งทำเหมือนไม่ยี่หละกับอะไรทั้งสิ้นแต่ความจริงแล้วกลับเป็นพวกขี้ใจน้อยและร้องไห้เก่งอย่างไม่น่าเชื่อ อย่างเมื่อตอนที่เขาให้เรนอนรักษาแผลให้ด้วยการจุมพิตนั่นก็ทีหนึ่งแต่อันนั้นก็ยังไม่หนักเท่ากับตอนปีห้าที่เขาถูกยัยเจ้าหญิงแห่งโรมันขโมยจูบและเฟรินก็ดันมาเห็นเข้าพอดีเสียด้วย!! เขาเลยโดนเข้าใจผิดแบบเต็มๆ พอคิดถึงตรงนี้คาโลต้องแอบลอบถอนใจ ตอนนั้นเขาใช้เวลาถึงสามวันกว่าจะขอคืนดีกันได้..
และคราวนี้.. รีบเคลียให้เสร็จก่อนแม่ตัวยุ่งจะเข้าใจผิดคงจะดีกว่า.. ว่าแล้วก็หันกลับมาสนใจร่างน้อยในอ้อมแขนอีกครั้ง
“...ถ้าเธอจะจำได้เฟริน.. คาโนวาลเลือกกษัตริย์ด้วยการประลองเพราะงั้นไอ้เรื่องผลิตทายาทอะไรนั่นเลิกคิดไปเถอะไร้สาระ” คาโลบอกแกมว่าให้เฟรินต้องเงยหน้าขึ้นถลึงตาใส่
ผลิตทายาท.. น่าไม่อาย มันพูดออกมาได้ไงเนี่ย..
“ไอ้บ้า” คาโลยิ้มรับคำว่าก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลขึ้น
“แต่ฉันไม่ปฏิเสธว่าอยากมีลูก.. เมื่อไหร่เธอจะเลิกกินยานั่นเสียทีเฟริน” น้ำเสียงตอนท้ายออกแววอ้อนนิดๆให้ใบหน้าของเฟรินขึ้นสีทันควัน
“ไอ้ทะลึ่ง” ร้องว่าเบาๆพลางจ้องสบสายตาเว้าวอนของชายหนุ่ม เฟรินเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจังขึ้นอย่างน้อยครั้งนักจะมีแล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักเพราะความเขิน
“คาโล.. เอ่อคือ นาย.. อยากมีลูกจริงหรอ”
คาโลยิ้มละไมด้วยความดีใจที่ดูเหมือนว่าเฟรินก็เริ่มคิดอยากจะมีลูกเหมือนกับเขาบ้างแล้ว “จริงสิ”
“แล้วนายจะรักลูกมั้ย”
แววตาของชายหนุ่มทอประกายอ่อนโยนลึกซึ้งขณะตอบ “ถ้าเป็นลูกของเธอ..ฉันรัก”
คำตอบที่เหมือนจะบอกกลายๆว่าเขาไม่มีทางมีหญิงอื่นและจะรักเพียงเธอกับลูกที่เกิดจากเธอเท่านั้นทำให้เฟรินยิ้มกว้าง แขนเรียวยกขึ้นสวมกอดชายหนุ่มแน่น เอนศีรษะซบกับอกอุ่นสดับฟังเสียงเต้นของหัวใจที่จะเป็นของเธอ..คนเดียว
ถึงแม้ห้องทั้งห้องจะตกอยู่ภายใต้ความเงียบสงัดของยามคำคืน ถึงแม้ลมหนาวจะพัดผ่านเข้ามาภายในครั้งแล้วครั้งเล่าแต่สำหรับพวกเขากลับรู้สึกถึงเพียงไออุ่นจากอ้อมแขนของกันและกันเท่านั้น ความอบอุ่นที่ซึมซาบเข้าไปถึงหัวใจ
“ขอบใจนะ” อยู่ๆเฟรินก็พูดขึ้นแผ่วเบาก่อนจะรีบเสริม “แต่ไม่ต้องถามนะว่าเรื่องอะไร เพราะฉันเองก็ไม่รู้”
ใช่..เธอไม่รู้ เพียงแต่รู้สึกว่าอยากพูดคำๆนี้ให้เขาฟังเท่านั้น
คาโลยิ้มรับอย่างอ่อนโยนพลางกระชับกอดแน่นด้วยความเอ็นดูและความรักที่มีให้เธอผู้นี้อย่างเปลี่ยมล้น
แม้ไม่ต้องอธิบายเขากลับเข้าใจดีเพราะความหมายของมันฝังแน่นอยู่ในใจเขามานาน
คำตอบเพียงหนึ่งเดียวที่ดังก้องอยู่ในหัวใจของพวกเขา..
คำตอบหนึ่งเดียวที่ทำให้ทั้งคู่มายืนอยู่ร่วมกัน ณ เวลานี้..
คำตอบ.. ที่ถักทอความผูกพันของสองดวงใจเอาไว้ด้วยกัน
คำตอบ.. ที่เขาคิดมาตลอดตั้งแต่ได้พบหน้าเธอ.. เป็นครั้งแรก
และคำตอบนั้น....
.....................
..........
ขอบใจ.. ที่เกิดมาเพื่อฉัน.. เฟริน..
คำที่เอ่ยเพียงในใจแต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะรับรู้เฟรินจึงโอบกอดร่างสูงของชายหนุ่มแน่นขึ้น ใบหน้างามแย้มยิ้มอ่อนหวานขณะที่ภาพในอดีตภาพแล้วภาพเล่าต่างแย่งกันผลุดพลายขึ้นในสมอง
“คาโล.. เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไปใช่มั้ย”
“อืม..” เราจะอยู่ด้วยกัน.. ตลอดไป..
ความคิดเห็น
อ๊ากกกก ออกไปจากคอมของช้านนนน้า(มดไต่ขึ้นมาที่คอมหลาย10ตัว)
ไปนะคะ จะไปจัดการกับมดก่อน บายๆค่า
หวานนนน มากสนุกมากฮับคราวนี้เราขอเป็นอ่านบ้างนะ
จะพยายามแวะเข้ามาอ่านอีก สนุกมาก ค่ะ
คาโลกับเฟริน หวานมาก สมกับที่เคยผ่านเวลาที่เกือบจะต้องตายจากกัน
ชอบจริง ๆ
หวานจังเลยค่ะ สนุกมากค่ะ
อิจฉาคนมีแฟน หวานซะมะมีแหนะ
อยากมีแฟนแบบนี้จัง งิลืมไปเลยเรามีแล้วชื่อคาโลไง
หวานแถมน่ารักสุดๆๆ
ชอบคำนี้มากอ่านแล้วซึ้งสุดๆๆ ขอบไจที่เกิดมาเพื่อฉัน
ปล.อัพบ่อยๆๆนะคะ แต่งได้ดีจังเลยค่ะ เหมือนกับว่าเราเปนเฟรินจิงๆๆเลยค่ะ
อ่านแล้ว(เป้นยุแล้วค่ะ)