RayGuard
ดู Blog ทั้งหมด

บทเพลงที่ 9 วาลีน ลูค

เขียนโดย RayGuard

บทเพลงที่  9  วาลีน  ลูค




องค์ราชินี!!” 

พวกพ่อครัวแม่ครัวหลวงต่างร้องประสานเสียงกันอย่างพร้อมเพรียงด้วยความตระหนกเป็นที่สุด  ตามด้วยเสียงกลืนน้ำลายดังเอื้อกใหญ่แต่ละคนทำตาโตแทบถลนออกจากเบ้าหน้าซีดเผือดราวกับศพ

เฟรินไล่สายตาไปยังทุกใบหน้าอยู่พักก่อนจะหลุดเสียงหัวเราะลั่นกับสีหน้าใกล้ตายของคนเหล่านั้นจนพวกเขาถึงกับออกอาการเหวอเข้าไปใหญ่ด้วยเดาใจผู้สูงศักดิ์ตรงหน้าไม่ถูกแต่อาการของเฟรินก็ทำให้พวกเขาใจชื้นขึ้นมากเพราะดูท่าหัวสวยๆของพวกเขาคงจะยังได้ประดับเอาไว้บนบ่าต่อไป

โอ้ย.. อยากหัวเราะแทบบ้า  อย่างไอ้น้ำแข็งงี่เง่านั้นน่ะนะจะรับสนมวันๆเอาแต่ทำงานงกๆ  มันจะเอาเวลาที่ไหนไปจีบหญิง.. 

คิดได้ดังนั้นเฟรินก็กุมท้องที่เริ่มปวดจากอาการกลั้นหัวเราะไม่อยู่จนคาเดียต้องรีบกระแอ่มไอเตือนสติ  เฟรินที่เริ่มรู้สึกตัวก็คว้าเอาหน้ากากฟาโรห์มาสวมพร้อมกับวางกิริยาเสียใหม่แต่ดูเหมือนคราวนี้เธอจะทำคะแนนได้ไม่ดีนักเมื่อนัยน์ตาสีน้ำตาลนั้นยังพราวระยับอยู่ไม่หาย

“เอ้า.. เป็นอะไรกันไปหมดล่ะไม่รีบทำกับข้าวกันต่อ”  เฟรินว่า  ทุกคนจึงรีบแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ส่วนของตนทันทีก่อนที่องค์ราชินีของพวกเขาจะเปลี่ยนใจมาลงโทษแทนด้วยขอหานินทากษัตริย์ 

“ซี.. เธอมาช่วยฉันหน่อย”  เฟรินหันไปพูดกับเด็กสาวที่ออกปากท้าพนันขณะรับผ้ากันเปื้อนสีฟ้าอ่อนมาจากเลเลีย  เมื่อพูดกับซีเสร็จเธอก็หันไปทางหญิงอ้วนตัวตนเรื่องทำให้เธอสะดุ้งสุดตัว 

“ฉันขอยืมเตาป้าหน่อยนะ”  หญิงอ้วนรับคำละล่ำละลักนางรีบกระเถิบตัวหลีกทางให้เฟรินทันที

เด็กสาวนามซีรีบเดินเข้ามาหาเฟริน  ใบหน้าของเธอยิ้มแย้มอย่างดีใจที่ถูกเรียกใช้

“วันนี้พระนางจะทรงทำเครื่องเสวยเองหรือเพคะ”  ซีถามขึ้นมือก็หยิบจับเครื่องไม้เครื่องมือส่งให้เฟรินอย่างกระตือรือร้น  “ว่าแต่พระองค์จะทรงทำอะไรดีเพคะ”

เฟรินมองเด็กน้อยซีที่ปีนี้เพิ่งจะอายุได้สิบห้าปีด้วยสายตาเอ็ดดูขณะครุ่นคิดถึงเมนูอาหารแต่จนแล้วจนรอดเธอก็นึกไม่ออกจึงว่า

“ไม่รู้สิ.. มีอะไรก็ทำอันนั้นแล้วกัน”  พอได้ยินแบบนั้นซีก็รีบเสนอเมนูให้เฟรินทันที  รายการสารพัดอาหารร่ายยาวออกมาจากปากเด็กสาว  เมื่อตกลงใจได้แล้วทั้งคู่ก็ลงมือทำกันทันทีโดยมีนางกำนันคนสนิททั้งสองเป็นลูกมือ

ท่าทางคล่องแคล่วของเฟรินขณะหยิบจับและทำอาหารทำให้ซีนึกชื่นชมนัก 

องค์ราชินีของเธอช่างเพรียบพร้อมไปเสียทุกอย่าง  ไม่ว่าความงามหรือฝีมือ  แบบนี้แล้วแม่คุณหนูวาลีนอะไรนั่นจะมาสู้ได้อย่างไร..


//////////////////////////////////////////////////////////////


ณ  ท้องพระโรงเล็ก

การประชุมที่ดำเนินมาตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าในที่สุดก็เสร็จสิ้น  ผ่านมากว่าสองอาทิตย์ที่ทุกคนทำงานกันอย่างแข็งขันอดหลับอดนอนจนในตอนนี้ปัญหาต่างๆได้คลี่คลายลงมาก  ผลของสงครามครั้งนี้นับว่าคาโนวาลโชคดีที่ป้องกันได้ทันท่วงทีเลยทำให้ความเสียหายน้อยกว่าเมืองอื่นๆหลายเท่านัก

คาโลพูดตบท้ายสั่งการไปยังคณะบริหารอีกสองสามคำก่อนจะบอกเลิกประชุมและเดินนำออกไปก่อนเหมือนทุกครั้ง  เมราสกับเอลลิคที่ยืนขนาบข้างอยู่ตลอดเวลาก็ตามออกไปด้วยเช่นกันส่วนพวกข้าราชบริพานคนอื่นๆก็นั่งรอจนเงาร่างของทั้งสามคนลับหายไปจากประตูแล้วจึงได้ลุกทยอยกันออกมา..

“ฝ่าบาท”  เสียงแหบๆเสียงหนึ่งดังขึ้นจากทางด้านหลังไกลออกไปเมื่อคาโลพร้อมราช องครักษ์เดินมาถึงโถงทางเดินด้านหลังห้องท้องพระโรงเล็ก 

คาโลค่อยหันไปตามเสียงเรียกและเห็นชายสูงวัยคนหนึ่งรีบร้อนเดินตรงมาหาเขา  ชายผู้นั้นทำความเคารพอย่างนอบน้อมก่อนเงยหน้าซีดๆขึ้นสบสายพระเนตรเย็นชาขององค์กษัตริย์ด้วยอาการหอบ

“มีอะไรรึท่านอิวาน”  คาโลถามเรียบๆ  เสนาอิวานหยุดยืนหอบหายใจอยู่ครู่ก่อนตอบกลับ

“หม่อมฉันมาทูลถามเรื่องที่เสนอฝ่าบาทไปเมื่อคราวก่อนพ่ะย่ะค่ะ”  เมื่อเห็นกษัตริย์หนุ่มยังไม่มีทีท่าจะตอบคำใดจึงได้เอ่ยถามย้ำ

“เรื่องของวาลีนกระหม่อม  ไม่ทราบว่าฝ่าบาทเห็นควรเป็นเช่นไร”  อิวานพูดแววตาแฝงความหมายและความคาดหวัง

“เอาตามท่านว่า”  คาโลว่าพร้อมกับหันหลังเดินต่อไปทันทีไม่ฟังเสียงตอบรับของอีกฝ่าย  ทางด้านอิวานเมื่อได้ยินคำนั้นใบหน้าซีดๆก็เผยยิ้มยินดีแทบเนื้อเต้นรีบตอบกลับด้วยเสียงลิงโลดเป็นที่สุด

“เป็นพระมหากรุณาธิคุณพระเจ้าค่ะ”  


////////////////////////////////////////////////////////////////


คาโลเดินตรงดิ่งไปยังสวนสมเด็จที่ที่เฟรินนัดเขาไว้  ชายหนุ่มมองเลยออกไปยังท้องฟ้าด้านนอก  พระอาทิตย์กำลังเบนออกไปทางทิศตะวันตกแสดงว่าตอนนี้เลยเวลาเที่ยงวันมาแล้ว

เธอคงรอเขาจนหงุดหงิดแล้วเป็นแน่..  พอคิดแบบนั้นฝีเท้าที่ก้าวมาสม่ำเสมอก็เริ่มเร็วขึ้น  จนในที่สุดคาโลก็มาถึงสวนดอกไม้งดงามด้านหลังตำหนักใน 

สวนสมเด็จนั้นถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่พักผ่อนแก่สมเด็จพระราชินีเฟริโอน่าดังนั้นมันจึงสงบเงียบและบรรยากาศร่มรื่นยิ่งนัก  เวลาว่างนอกจากออกไปเที่ยวข้างนอกแล้วเฟรินก็มักจะมานั่งเล่นที่นี่เสมอ  สวนนี้จึงถือเป็นเขตหวงห้ามอันดับต้นๆของวังคาโนวาลเลยทีเดียวและพวกที่เข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาติต้องได้รับโทษอย่างหนัก

คาโลก้าวเข้าไปยังสวนเดินเหยียบลงบนทางเดินหินที่ปูพื้นเอาไว้อย่างสวยงาม  ตาสีฟ้ามองตรงไปยังศาลาสีขาวกลางสวนนั้นเห็นนางกำนัลสามคนเดินเข้าไปภายในพร้อมกับสำรับอาหาร  พวกนางจัดวางสำรับที่ตนถือมาลงบนโต๊ะหินอ่อนตัวโตก่อนจะเดินกลับไปทางเดิมตรงข้ามกับด้านที่เขามา

เนตรสีฟ้ากวาดมองไปรอบๆแต่กลับไม่พบร่างของคนที่ควรจะอยู่.. คาโลมองอย่างแปลกใจแต่ไม่แสดงออกทางสีหน้า 

หรือว่าเธอจะโกรธที่เขามาช้าจนกลับขึ้นห้องไปแล้วแต่ถ้าเป็นเช่นนั้นอาหารมากขนาดนี้..

ไม่ต้องรอให้เขาเดาเอาเองนานนักเสียงหวานๆที่เขาจำได้ดีก็ดังขึ้นมาจากทางด้านที่นางกำนัลสามคนนั่นเดินไป  คาโลเงยหน้าขึ้นมองขณะนั่งลงบนเก้าอี้หินอ่อนเข้าชุดกับโต๊ะและเขาก็เห็นเฟริน 

ใช่.. เป็นเฟรินจริงๆเธออยู่ในชุดผ้ากันเปื้อนสีฟ้าและกำลังถืออาหารมาจานหนึ่งแต่ดูเหมือนเธอกำลังเถียงกับคาเดียเรื่องอะไรสักอย่าง 

ดูท่าว่าแม่นมคาเดียจะไม่ยอมให้เฟรินยกสำรับอาหารเพราะเป็นหน้าที่ของนางกำนัลพลางบอกว่าตนจะเป็นคนยกแทนแต่เฟรินก็ไม่ยอมเธอว่าคาเดียอายุมากแล้วเรื่องแค่นี้เธอทำเองได้ไม่เห็นเป็นไรและพอคาเดียจะเอ่ยปากอีกครั้งเฟรินก็รีบชิ่งหนีมาทันที

เฟรินไม่ฟังเสียงค้านถึงความไม่เหมาะสมที่คาเดียพูดปาวๆกับเธอ  หญิงสาวรีบสาวเท้าหนีห่างท่านแม่นมของพระสวามีออกมาและเมื่อสายตาของเธอสบเข้ากับใบหน้าของคาโล  เธอก็ยิ้มให้เขาอย่างสดใสขณะสาวเท้าเร็วๆเข้าไปหา

“รอนานรึเปล่า”  เฟรินถามขณะวางจานอาหารที่เธอถือมาลงบนโต๊ะ  เลเลียที่เดินตามมาถึงพร้อมกับซีก็วางสำรับที่ตนถือลงเช่นกันส่วนคาเดียเดินมาถึงเป็นคนสุดท้ายเธอยืนหอบนิดๆและเมื่อเห็นชายที่นั่งอยู่ตรงหน้าแล้วเธอก็ต้องเปลี่ยนใจพับเรื่องการอบรมองค์ราชินีจอมแก่นของเธอเอาไว้ก่อน  แม่นมรีบก้มตัวทำความเคารพกษัตริย์ของพวกตนพร้อมๆกับซีและเลเลียก่อนจะพากันเดินออกไปคอยรับใช้ห่างๆทางด้านนอกที่เดียวกับที่เมราสและเอลลิคยืนอยู่เพื่อจะได้ไม่เป็นการรบกวนเวลาส่วนพระองค์ของนายเหนือหัวทั้งสอง 

เฟรินปลดผ้ากันเปื้อนออกวางไว้บนเก้าอี้ตัวหนึ่งก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามกับคาโล..

คาโลมองเฟรินอยู่นานตั้งแต่เธอเดินมาจนตอนนี้ก็ยังไม่ละสายตา  เฟรินที่รู้สึกได้ถึงการจับจ้องนั้นจึงได้หันไปมองอย่างแปลกใจ

“มีอะไรหรอ”

“เธอเป็นคนทำ”  คาโลถามเรียบๆอยากรู้ว่าคนตรงหน้าเป็นคนทำเองจริงหรือไม่แต่เฟรินกลับเข้าใจไปอีกเรื่อง  ปากงามๆนั้นเลยตอบกลับอย่างงอนๆ 

“อือ.. ทำไม  ก็นายเป็นคนบอกให้ฉันทำเองนี่  อ๋อ..หรือว่าไม่กล้ากิน  งั้น..ถ้าไม่อยากกินก็ไม่ต้องกินฉันไม่ง้อหรอก”  ว่าพลางมือก็จัดแจงลากจานของชายหนุ่มมาทางตนเองและทำท่าเหมือนจะกินเองคนเดียวหมดจริงๆ  อาการแง่งอนของหญิงสาวทำให้ใบหน้าที่เคร่งเครียดมาตั้งแต่เริ่มประชุมกลับอ่อนลง  คาโลดึงจานของตัวเองกลับพร้อมเอ่ย

“ใครว่าฉันไม่กิน”  ว่าเสร็จเขาก็ลงมือกินอาหารทันที  อาหารรสเลิศจากฝีมือของเธอยังคงรสชาติไม่เปลี่ยนไปจากวันนั้นเลย

เฟรินที่เห็นคนรักของตัวเองกินอาหารที่เธอทำอย่างเอร็ดอร่อยก็ยิ้มกว้าง  ความเหนื่อยกับอาการร้อนอบอ้าวที่ต้องอยู่หน้าเตานานๆหลายชั่วโมงหายเป็นปลิดทิ้ง

เวลาผ่านไปครู่ใหญ่อาหารบนโต๊ะพร่องลงไปมากและคาโลรวบช้อนกับซ้อมเข้าด้วยกันเป็นสัญญาณว่าเขาอิ่มแล้วคาเดียจึงเดินเข้ามาในศาลาอีกครั้งพร้อมกับถาดหยกที่มีถ้วยยาใบเล็กวางอยู่หนึ่งใบ  ภายในถ้วยนั้นมีน้ำสีเขียวขุ่นบรรจุอยู่เต็ม

คาเดียจัดการวางถ้วยยาลงบนโต๊ะใกล้ๆกับคาโลก่อนจะเดินออกไปยืนที่เดิมอีกครั้งทว่าคาโลกลับเรียกหนังสือเล่มหนาราวสามนิ้วเข้ามาในมือและเริ่มต้นอ่านราวกับมองไม่เห็นถ้วยยานั่น

เฟรินที่ยังคงกินข้าวอยู่เมื่อเห็นท่าทางของชายหนุ่มก็ให้นึกขำ

“นายอิ่มแล้วไม่ใช่หรอทำไมไม่กินยาล่ะ”

“วางไว้ก่อน”  คำตอบเรียบๆของชายหนุ่มทำให้คิ้วเรียวยกขึ้นสูง

“นายก็พูดแบบนี้ทุกทีแล้วก็แกล้งทำเป็นลืมไม่ยอมกิน.. อีแบบนี้เมื่อไหร่จะหายฮึ”  แต่คาโลกลับเงียบไม่ตอบคำ

“นี่..”  เฟรินเรียก  ชักเริ่มหงุดหงิด

อึ๋ย.. ถึงเวลากินยาทีไรเจ้านี่ทำตัวงี่เง่าทุกทีสิ..

เฟรินถอนใจเฮือกใหญ่เธอวางช้อนกับส้อมลงก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินไปยืนอยู่ข้างๆชายหนุ่ม 

“คาโลกินยาซะ”  พูดพลางยื่นยาเข้าไปให้  เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่สนใจเฟรินจึงวางถ้วยยาลงก่อนจัดการหยิบหนังสือออกจากมือเขาทำให้คนตัวโตหันมาส่งสายตาดุๆให้

“ถ้านายไม่ยอมกิน..ฉันก็ไม่คืน”  เฟรินพูดฉีกยิ้มกว้างแต่คาโลกลับหันหน้าหนีพร้อมกอดอก  ท่าทางราวกับเด็กถูกขัดใจไม่ได้ทำให้เฟรินโกธรแต่กลับตรงกันข้าม  ตาสีน้ำตาลเป็นประกายระริกเมื่อนึกอะไรบางอย่างออกก่อนว่า

“นายจะไม่ยอมกินดีๆใช่มั้ย..ได้”

คาโลไม่รู้ว่าเธอทำอะไร  รู้แต่ว่าถ้วยยาถูกเธอหยิบไปอีกครั้งแต่ถึงแบบนั้นเขาก็ยังไม่คิดจะหันไปมอง  ครู่เดียวเท่านั้น..อยู่ๆ เขาก็รู้สึกถึงสัมผัสของมือเจ้าหล่อนที่ตรงเข้าประคองหน้าเขาไว้พร้อมกับจับให้หันไปทางเธอ  ใบหน้าน่ารักนั่นโน้มลงมาใกล้แล้วประกบจูบเขารวดเร็วแบบที่คาโลไม่ทันตั้งตัว

คาโลเบิกตาโพลงเมื่อรับรู้การกระทำของหญิงสาวเช่นเดียวกับพวกคาเดียและสององครักษ์ที่ยืนมองหนังสดตรงหน้าแต่แล้วยังไม่ทันที่คาโลจะหายตกใจในเสี้ยววินาทีที่ริมฝีปากนุ่มนั้นประกบกับเขาตัวชายหนุ่มก็ต้องแข็งค้างราวถูกสาป

น้ำบางอย่างกำลังไหลเข้าไปในปากของเขา  ความขมผลุดวาบขึ้นในปากและลำคอตามทางที่น้ำนั่นไหลผ่าน..

นี่เขา.. กลืนยาลงไปแล้ว!!

เฟรินผละริมฝีปากออก  เธอรีบหยิบน้ำขึ้นมาดื่มตามทันที

“ขมชะมัด.. เพราะนายคนเดียวเลยคาโล”  เฟรินบ่นอุบอิบขณะเดินกลับไปนั่งที่ของเธอเพื่อทานอาหารต่อส่วนคาโลรายนี้ตัวแข็งมองเฟรินตาข้างไปแล้วด้วยวิธีป้อนยาสุดพิสดารของเธอ 

คาโลถอนหายใจเมื่อตั้งสติได้ก่อนจะคว้าแก้วน้ำมาดื่มบ้าง

น่าแปลกที่ยาคราวนี้ไม่ขมเหมือนทุกครั้ง  หรืออาจจะเป็นเพราะวิธีการป้อนของเธอกระมัง..  พอคิดดังนั้นรอยยิ้มน้อยๆก็ผลุดขึ้นที่มุมปากขณะมองภรรยาสาวกินอาหารต่อไปอย่างไม่มีทีท่าว่าจะอิ่ม

ถึงเขาจะไม่ชอบยาแต่ถ้าหากวิธีกินเป็นแบบนี้ทุกครั้ง..  มัน..ก็ไม่เลวนักหรอกนะ..


///////////////////////////////////////////////////////////


เวลาผ่านไปอีกพักใหญ่จนในที่สุดเฟรินก็วางช้อนของเธอลงเนื่องจากอิ่ม  พวกคาเดียจึงเดินเข้ามาอีกครั้งเพื่อเก็บสำรับเปล่าออกไป

เฟรินรอให้นางกำนัลทั้งสามออกไปจนหมดแล้วจึงหันกลับมามองคาโลที่ยังนั่งอ่านหนังสือเล่มหนานั่นโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง  เธอนั่งรออยู่พักเมื่อยังไม่เห็นชายหนุ่มขยับเธอจึงเป็นฝ่ายลุกขึ้นแล้วเดินไปข้างหลังเขา  มือทั้งสองข้างวางบนไหล่กว้างก่อนจะออกแรงบีบนวดให้อย่างเอาใจ

คาโลละสายตาจากหนังสือขึ้นมองหน้าภรรยาสาวที่ส่งยิ้มหวานมาให้  เขาเอื้อมมือมารั้งข้อมือบางเอาไว้แล้วออกแรงดึงให้เธอลงมานั่งข้างๆเขาก่อนจะปิดหนังสือแล้วเอาวางไว้บนโต๊ะ..

“จะเอาอะไร”  คำถามสั้นๆตรงจุดทำให้เฟรินยิ้มกว้าง

“วันนี้มีงานเทศกาล..”  เธอเกริ่น  คาโลพยักหน้าเป็นนัยว่ารู้  “ฉันอยากไป”

มิน่าถึงได้ลงทุนเข้าครัว..

คาโลถอนใจ  “ฉันไม่ว่าง”

“ฉันไปกับเลเลียแล้วก็ซีก็ได้..นะ”

“ไม่ได้”  แต่เฟรินไม่ยอมแพ้เธอยังคงตื้อต่อ

“น้าคาโล.. ฉันไม่ได้ไปไหนมาไหนตั้งหลายวันแล้ว”  เฟรินพูดเสียงเศร้าทำหน้าสลด  คาโลมองหน้าหญิงสาวถึงรู้ว่าคนตรงหน้าแกล้งทำแต่เขาก็อดใจอ่อนไม่ได้

“พาเมราสกับเอลลิคไปด้วยแล้วกัน”  คาโลเอ่ยขึ้นหลังจากเงียบไปพัก

“หมายความว่า..”  เฟรินฉีกยิ้มกว้างขึ้นเมื่อคาโลพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาติ  เธอโผตัวเข้ากอดชายหนุ่มทันที 

“นายน่ารักที่สุดเลย” 


//////////////////////////////////////////////////////////////


หลังจากได้รับอนุญาตเฟรินก็รีบจัดแจงปลอมตัวทันทีโดยมีเลเลียกับซีมาเป็นผู้ช่วย  สองสาวแต่งชุดกระโปรงแบบหญิงชาวบ้านทั่วไปต่างกันที่สี  ผิดกับเฟรินที่ใส่เป็นเสื้อแขนกุดสีขาวเข้ารูปหน่อยๆกับกางเกงสามส่วนสีฟ้าอ่อน  ผมยาวสลวยสีน้ำตาลถูกรวบไว้เป็นเปียก้างปลาอย่างประณีตด้วยฝีมือของซี  เฟรินลุกขึ้นหยิบแว่นตากรอบสี่เหลี่ยมสีขาวขึ้นมาใส่พลางมองตัวเองในกระจกแล้วยิ้มอย่างพอใจขณะที่เสียงเคาะประตูห้องของเธอดังขึ้นพอดี

“ท่านคาเดียว่าพระองค์ทรงเรียกหาพวกหม่อมฉัน”  เมราสพูดเมื่อได้รับอนุญาตให้เข้ามาแต่ไม่ทันสิ้นเสียงดีภาพเฟรินที่อยู่ตรงหน้าก็ทำเอาพวกเขาอ้าปากค้าง  ใบหน้าน่ารักหลังแว่นกรอบบางสีขาวกับส่วนสูงที่ไม่เกินระดับอกของพวกเขาดูยังไงก็เห็นเป็นเด็กสาวอายุไม่น่าจะเกิน 13-14  สององครักษ์หนุ่มพูดอะไรไม่ออกกับภาพลักษณ์ของนายสาวที่ดูเปลี่ยนไปมากอย่างไม่น่าเชื่อ

เฟรินไม่รอช้าเธอตรงเข้าไปลากคนทั้งสองที่ยืนอึ้งอยู่หน้าประตูให้เข้ามาในห้องก่อนหันไปกระซิบบอกอะไรสักอย่างกับนางกำนัลสาวแล้วจึงหันมามองคนสนิทของคาโลอีกครั้ง  นัยน์ตาสีน้ำตาลไหม้มองไล่อย่างสำรวจไปทั่วตัวของเมราสกับเอลลิคตั้งแต่หัวจรดเท้าให้ทั้งสองมองตอบกลับด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วนใจ

“อะ..เอ่อ ฝ่าบาท”  เอลลิคพูดขึ้นอย่างเกรงๆแต่เฟรินกลับดีดนิ้วเปราะให้ทั้งสองสะดุ้งเฮือกก่อนจะหันมามองหน้ากันอย่างหวาดๆยังไม่ทันที่พวกเขาจะเอ่ยปากเฟรินก็ยิ้มกริ่มและมองพวกเขาด้วยสายตาไม่น่าไว้ใจอย่างที่สุด!!


//////////////////////////////////////////////////////////////


เสียงครึกครื้นของงานเทศกาลดังติดต่อกันมาตั้งแต่เช้าจนตอนนี้ท้องฟ้ามืดลงแล้วประชาชนชาวคาโนวาลก็ยังคงเริงเล่นกันอย่างสนุกสนานเช่นเดียวกับกลุ่มคณะของเฟริน

สามสาวต่างเดินชมงานเทศกาลฤดูร้อนประจำปีของคาโนวาลด้วยความตื่นเต้น  เข้าซุ้มโน้นออกซุ้มนี้เป็นว่าเล่นราวกับไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยแม้พวกเขาจะเดินติดต่อกันมาเป็นเวลาสี่ชั่วโมงเต็มแล้วก็ตาม!! 
 
เฮ้อ!!  เสียงถอนหายใจรอบที่ร้อยของเมราสดังขึ้นอย่างซังกะตายเรียกรอยยิ้มของเอลลิคฉีกกว้างจนหนวดกระดิก  เมราสเหลือบมองสภาพตัวเองด้วยความเวทนาก่อนจะเหล่ไปมองคนข้างๆด้วยความอิจฉาเป็นที่สุด.. 

ร่างสูงใหญ่อ้วนฉุในชุดสีน้ำตาลติดหนวดติดเคราจนดกเฟิ้มดูแทบไม่ออกว่าเป็นใครหากเจ้าตัวไม่พูดและเขาเองไม่สนิทกับมันจนขนาดจำเสียงได้ก็คงจะดูไม่ออกด้วยฝีมือแปลงโฉมอันน่าทึ่งของนายหญิงที่รัก (เฟริน) 

อากาศหน้าร้อนของคาโนวาลที่แทบจะเผาคนเดินดินจนสุกกลับต้องมาใส่เสื้อผ้าหนาๆขัดกับฤดูกาลยิ่งนักตามด้วยการยัดผ้าขนหนูอีกหลายผืนเพื่อพลางขนาดตัวให้ดูอ้วนใหญ่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันจะร้อนนรกแตกขนาดไหนแต่ถึงมันจะเป็นอย่างนั้นเมราสก็จะไม่บ่น  ไม่ว่านายหญิงจะใช้ให้เขาวิ่งเข้าไปหาคมหอกคมดาบที่ไหนเขาก็จะไม่เกรงทว่ากับสภาพของเขาในตอนนี้.. แค่คิดก็แทบอยากจะเอาหัวโขกพื้นตายให้รู้แล้วรู้รอด!!

เอลลิคหลุดหัวเราะเบาๆขณะที่เมราสถอนหายใจอีกครั้งเป็นรอบที่ร้อยเอ็ด  ตาสีเขียวตวัดมองเพื่อนตัวดีอย่างเอาเรื่องเป็นที่สุดทำให้เอลลิคต้องรีบยกมือยอมแพ้

“เอาน่า.. นายก็สวยดีออก”  คำพูดของเอลลิคยิ่งทำให้เมราสอยากร้องไห้  ไม่รู้องค์ราชินีคิดได้ยังไงเรื่องที่ให้เขา  ปลอมเป็นผู้หญิง!! 


/////////////////////////////////////////////////////////


“ก่อนอื่นพวกนายต้องปลอมตัว”  เฟรินบอกกับพวกเขาแบบนั้น  “ขืนให้พวกนายออกไปแบบนี้คนอื่นก็รู้กันหมดว่าฉันเป็นใคร  จะมีใครบ้างไม่รู้จักสองราชองครักษ์คนสนิทผู้เก่งกาจ  จริงมั้ยล่ะ”  ว่าเสร็จเจ้าตัวก็ยิ้ม  ยิ้มแบบที่ทั้งสองมองแล้วรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ  “ฉันอยากจะไปในฐานะคนธรรมดา  ไม่อยากวุ่นวายเพราะฉะนั้น..”  เฟรินตบมือสองครั้งแล้วเลเลียกับซีที่เดินหายไปด้านหลังม่านก็ออกมาพร้อมกับชุดในมือ..

ไอ้เรื่องปลอมตัวน่ะพวกเขาไม่ว่าอะไรหรอกแต่นั่นก็เป็นแค่ความคิดในตอนแรกเท่านั้นจนกระทั่งเหลือบไปเห็นชุดที่เฟรินเตรียมไว้ให้นั่นล่ะ..

ชุดแรกที่เธอหยิบออกมาเป็นเสื้อสีน้ำตาลตัวใหญ่ (ต้องบอกว่าใหญ่มาก) และเนื้อผ้าก็เป็นแบบอย่างหนาที่เขาเอาไว้ตัดใส่กันในหน้าหนาวแล้วยังมีผ้าขนหนูผืนขนาดย่อมๆอีกหลายผืน ทว่า นี่มันหน้าร้อนนะ!!  ทั้งสองกลืนน้ำลายเอื้อก  ภาวนาหวังว่าเฟรินคงไม่คิดให้พวกเขาใส่ชุดนี้แต่แล้วพวกเขาก็ต้องเปลี่ยนใจทันควันเมื่อเหลือบไปเห็นชุดที่สอง  เสียงภาวนาเปลี่ยนกลับรวดเร็วต่างคนต่างแย่งชุดแรกกันด้วยสายตา

เพราะชุดที่สองนั้น.. มันเป็นกระโปรงสีชมพูอ่อน!!

และแล้วความซวยก็ตกเป็นของเมราสเพราะเขามีใบหน้าหวานคล้ายผู้หญิงตรงข้ามกับเอลลิคที่จะออกไปทางคมเข้ม 

ถ้าให้เอลลิคใส่คงไม่เหมือนหญิงสาวแต่เป็นกะเทยควายมากกว่า.. ว่าแล้วเฟรินก็ทำท่าสยอง.. 

พอคิดถึงตอนนี้เมราสก็ถอนใจออกมาอีกเฮือกก่อนจะต้องเงยหน้าขึ้นเมื่อรู้สึกถึงเงาใหญ่ๆที่พาดมาบังตัว

“หวัดดีคนสวยมาเที่ยวคนเดียวไม่เหงาหรือจ๊ะ”  ชายฉกรรจ์ร่างสูงใหญ่ (สูงกว่าเมราสคืบกว่าซึ่งจัดว่าสูงมาก) ถามขึ้น  มันใช้ร่างอย่างหนาของมันบังทางเดินของเมราสไว้จนมิด  สายตาเรียวยาวเหมือนหมาป่ามองมายังร่างในชุดสีชมพูที่เฟรินจัดการยัดนู่นเสริมนี่จนมีส่วนโค้งเว้าเหมือนผู้หญิงอย่างโลมเลียเรียกให้ขมับของเมราสเต้นตุบๆ

เมราสได้แต่มองอย่างเบื่อหน่าย  เขาอุตส่าห์รอดพวกหื่นกามพวกนี้มาได้ตลอดตั้งแต่บ่ายนึกว่าจะไม่เจอแล้วแต่ในที่สุดก็เอาเข้าจนได้  ว่าแล้วก็มองหาไม้กันหมา ( เอลลิค ) ที่ทำหน้าที่ของมันมาได้อย่างดีตลอดงานแต่ตอนนี้กลับไม่อยู่ตรงนี้แล้ว  เมราสกวาดตาหาต่อแล้วก็เห็น  ที่แท้เจ้าเพื่อนตัวดีก็เดินออกไปซื้อของกินอยู่อีกฟาก  มิน่าไอ้พวกนี้ถึงได้เข้ามายุ่งกับเขา..

“หลีกไป”  เมราสพูดเสียงเรียบพลางจะเดินอ้อมๆตัวมันไปเพราะไม่อยากมีเรื่องแต่ไอ้ยักษ์นั่นกลับไม่ปล่อยมือหยาบคว้าต้นแขนของเมราสไว้ทันที

“แหม..จะรีบไปไหนล่ะ”

“ปล่อย”  พูดเสียงเย็นขึ้นแต่อีกฝ่ายเหมือนไม่รู้สึกมันแสยะยิ้มโชว์ฟันเหลือง

“จะรีบไปไหนล่ะคนสวยอยู่คุยกันก่อนสิ”  ชายผู้ไม่รู้ชะตากรรมยังคงพล่ามต่อ  คนที่เดินอยู่รอบข้างเริ่มแหวกทางออกมองดูทั้งคู่ด้วยความสนใจ

ปล่อย”  เมราสพูดดังขึ้นคราวนี้ไอสังหารเริ่มแผ่ออกมาจากร่างของเขาแล้ว

เอลลิคที่ยืนซื้อสายไหมเริ่มรู้สึกถึงไอความเย็นที่แผ่ออกมาบางๆเลยรีบหันควับไปดูและภาพนั้นก็ทำให้เอลลิคอดที่จะหัวเราะไม่ได้

เขายอมรับว่าเมราสมันสวย.. แล้วก็สวยจนได้เรื่องซะด้วย!!

ชายหนุ่มรีบก้าวอาดๆเดินเข้าไปยังที่ๆทั้งคู่ยืนอยู่เพราะจากสีหน้าของเมราสตอนนี้ไม่ใครก็ใครได้กลายเป็นศพตรงนี้แน่ (ไม่เขาก็ไอ้ยักษ์ใหญ่นั่นๆแหละ)

“เจ้ามีอะไรกับ.. เธองั้นเรอะ”  เอลลิคในรูปลักษณ์ชายอ้วนเคราครึ้มพูดเข้มๆ  ชายคนนั้นหันมามองและหันกลับไปทันทีแบบไม่สนใจ

“โอ้.. นี่น้องสาวมากับคุณพ่อหรือจ๊ะ  แหมคงเบื่อแย่  มามะ..มากับพี่ดีกว่า”  คราวนี้เป็นเอลลิคที่สมองเต้นตุบๆบ้างแล้ว 

คุณพ่อ..  ใครเป็นคุณพ่อของแกฟะ  ฉันไม่แก่ขนาดนั้นเฟ้ย!!

“เจ้ามีอะไรก็ว่ามา”  เอลลิคพูดพลางข่มอารมณ์

“อ้อ.. ข้าไม่มีอะไรกับเจ้าหรอกแต่มีกับลูกสาวคนสวยของเจ้าต่างหาก”  เมราสกำมือแน่น  ขมับปูดขึ้นมาสามเส้นตามจำนวน ‘สวย’ ที่หลุดออกมา

“ว่าแต่น้องสาวชื่ออะไรจะ..”  ไม่ทันได้พูดจบเส้นอารมณ์ของเมราสก็ขาดผึงเสียก่อนดาบเล่มสวยตวัดออกรวดเร็ว  คมดาบจ่ออยู่ตรงกับปากที่อ้าค้างของชายคนนั้นแบบแทบจะยัดเข้าไปในปากของมันอยู่แล้ว

“อย่ามายุ่งกับฉัน”  เมราสว่าเสียงเหี้ยม  ชายคนนั้นตกใจหน้าซีดเข่าอ่อนลงไปนั่งกับพื้น  น้ำอะไรบางอย่างเริ่มชื้นขึ้นที่กางเกงก่อนจะแฉะไปทั่วให้เมราสมองด้วยความสมเพช  ชายหนุ่ม (ในคราบหญิงสาว) รีบเดินออกไปทันที  เอลลิคก็รีบวิ่งตามเมราสไปปล่อยให้ชายคนนั้นนั่งขายหน้าอยู่ตามลำพัง..

เฮ่.. รอด้วย”  เอลลิคตะโกนเรียกเพื่อนที่เดินไปไม่ยอมรอเขา  เมราสชะรอฝีเท้าลงจนในที่สุดเอลลิคก็ตามมาทัน

“ไม่คิดว่านายจะเสน่ห์แรงอย่างนี้ หึหึ  แบบนี้ไปขอให้ท่านเฟรินแต่งตัวให้บ่อยๆสิ”  ว่าเสร็จเจ้าตัวก็หัวเราะขำขันแต่แล้วก็ต้องเงียบกริบเมื่อตาสีเขียวนั่นเรืองแสงโชนเตรียมพิฆาต  เอลลิคยิ้มแหยๆให้เพื่อนซี้พลางชวนให้ออกเดินต่ออย่างร้อนรนเพราะเขาเพิ่งจะรู้ว่า.. 

เฟรินหายไปแล้ว!!


/////////////////////////////////////////////////////////////////


ทางด้านเฟรินก็เดินเที่ยวไปเรื่อยๆไม่สนใจว่าสองคนนั่นจะตามมาด้วยหรือไม่จนกระทั่งเธอเดินผ่านแผงขายเครื่องประดับแผงหนึ่งตรงหัวมุมถนนและแล้วสายตาของเธอก็ไปปะเข้ากับกำไลข้อมืออันหนึ่ง..

มันเป็นกำไลสำหรับผู้ชายสีฟ้าเหมือนกับสีนัยน์ตาของคาโล  ตัววงดูเผินๆเหมือนเรียบแต่ถ้ามองดีๆจะเห็นลายสลักสีขาวจางๆเป็นรูปเทือกเขาน้ำแข็งที่อยู่ทางตอนเหนือของสโนวแลนด์สลักอยู่รอบวงดูสวยงามแปลกตา  เฟรินหยิบมันขึ้นมาดูใกล้ๆพลันก็ให้คิดถึงคนที่ตอนนี้คงกำลังนั่งทำงานงกๆอยู่ในวังพอคิดแบบนั้นหญิงสาวก็เผลอยิ้มออกมาไม่รู้ตัว

“สวยจังเลยค่ะ”  ซีที่เดินมาอยู่ข้างๆบอก  เลเลียที่ได้ยินเลยเดินเข้ามาดูบ้าง 

“ซื้อเลยค่ะ นายท่าน (คาโล) เห็นต้องชอบแน่”  ว่าแล้วสองสาวก็หันไปดูเครื่องประดับชิ้นอื่นบ้าง

เฟรินยืนมองกำไลนั้นอยู่ครู่หนึ่งแล้วเธอก็ตัดสินใจจะซื้อกลับไปให้คนมาดมาก  เธอยื่นกำไลส่งไปให้ชายคนขาย  ปากก็จะถามราคาแต่อยู่ๆร่างของเธอก็เหมือนถูกใครชนอย่างแรงจนล้มลงก้นจ้ำเบ้าส่วนกำไลนั่นไปอยู่ในมือของคนที่ชนเธอเรียบร้อยแล้ว

“ว้าย.. คุณเฟรินค่ะ”  เลเลียกับซีร้องขึ้นพร้อมกันเมื่อเห็นเฟรินลงไปนั่งกองอยู่ที่พื้น  ทั้งสองรีบช่วยพยุงเฟรินขึ้นมาพร้อมกับปัดฝุ่นให้  ดีที่ก่อนจะล้มเธอเซไปชนทั้งคู่ก่อนเลยกระแทกพื้นไม่แรงนักจึงไม่ค่อยเจ็บมาก  เฟรินมองไปยังคนๆนั้นอย่างอึ้งๆ

ใครวะ..

เลเลียที่ดูท่าจะโกรธจัดหันขวับไปต่อว่าคนที่ชนเฟรินทันที  “นี่เธอไม่มีตารึไง  ชนคนแล้วไม่รู้จักขอโทษ”

หญิงสาวคนนั้นหันมามองเลเลียด้วยสายตาเหยียดหยามก่อนจะเหล่มามองเฟรินแล้วมองเมินไปแบบไม่สนใจ

“อันนี้เท่าไหร่”  เธอใช้เสียงหวานไพเราะพูดกับคนขายพลางยื่นกำไลในมือไปให้  กำไลที่พอซีเห็นแล้วตาสีหมึกของเธอก็วาวโรจน์ทันที

“อันนั้นคุณเฟรินเอาก่อนนะคะ”  ซีว่า 

“แล้วไง”  เธอตอบกลับเย็นๆและยื่นเงินไปจ่ายให้คนขายพร้อมกับรับของมาเก็บไว้

เฟรินได้แต่มองการกระทำของผู้หญิงตรงหน้าตาค้างเธอยังรู้สึกเหวอไม่หายตั้งแต่โดนชนล้ม.. 

ผู้หญิงตรงหน้าเธอตัวสูงสง่าราวนางพญา (เฟรินสูงแค่ติ่งหูของเธอเอง)  ใบหน้าขาวเนียนผุดผ่องแต่งแต้มสีจัดแต่ก็ดูสวย  ดูๆแล้วเธอน่าจะอายุมากกว่าเฟรินราวๆห้าปีเห็นจะได้  ผมสีทองสลวยขมวดเป็นมวยสวยเก๋เข้ากับใบหน้าและตาสีทองของเธอ  การแต่งตัวก็ดูภูมิฐานน่าจะเป็นลูกผู้ดีมีเงินแต่ไอ้ที่เธอทำนี่สิ..

ผู้หญิงอะไรวะ.. หน้าด้านชัดๆ

เฟรินสบถอุบในใจ  คนที่ให้เกียรติผู้หญิงเสมอเช่นเธอยังอดต่อว่าไม่ได้  ก็ไอ้แรงช้างสารที่มาชนเธอเสียกระเด็นแล้วยังมาแย่งของๆคนอื่นไปหน้าด้านๆอีก (ถึงแม้ว่าเฟรินยังไม่ได้ควักเงินซื้อก็เถอะนะ)  และที่สำคัญก็คือสายตาเหยียดๆของผู้หญิงคนนี้มันยิ่งกว่าที่เอฟิน่าใช้มองเธอเสียอีกนี่สิ

ชิ.. ใหญ่มาจากไหนกัน

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ”  ซีร้องขึ้นอย่างเหลืออดเมื่อเห็นเธอคนนั้นจะเดินไป  “หน้าตาก็สวยไม่คิดว่าจะด้านขนาดนี้”  ซีว่าอย่างเดือดดาลเรียกให้เฟรินแอบสะใจลึกๆแต่ผู้หญิงคนนั้นกลับหันกลับมามองด้วยดวงตาวาววับแบบถ้าเธอมีเขี้ยวคงกระโดดขยุ้มซีไปแล้ว

บังอาจ!!”  ชายบึ้กสามคนที่อยู่ข้างหลังผู้หญิงคนนี้มาตลอดก้าวขึ้นมาตวาดซี 

คงจะเป็นคนคุ้มกันของผู้หญิงคนนี้.. เฟรินคิด

“เป็นชาวบ้านธรรมดาริอาจมาต่อว่าคุณหนูไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง”  ชายที่อยู่ตรงกลางพูดขึ้นบ้าง

ใครกันแน่.. สองสาวคนสนิทเฟรินคิดขึ้นพร้อมกัน

“เจ้าไม่รู้หรืออย่างไรว่าท่านผู้นี้เป็นใคร  ท่านคือคุณหนูวาลีน  ลูค  ธิดาของเสนาอิวานเชียวนะรีบคุกเข่าขออภัยท่านซะ”  ชายทางขวาพูดบ้าง

เฟรินเมื่อได้ยินชื่อที่คุ้นหูนั่นก็ตวัดสายตาไปมองทันที

นี่น่ะหรือวาลีน  ลูค..

วัว(สาว)แก่อยากกินหญ้าอ่อนชัดๆ..


ความคิดเห็น

zaruman
zaruman 18 ส.ค. 49 / 14:10

วัวแก่นี่นิสัยร้ายเจงๆๆ เลย  อิอิ

carna_chan
carna_chan 18 ส.ค. 49 / 21:15

ยี้!!! เกลียดยัยหน้าแกวาลีน ลูคจริงๆ แก่แล้วไม่เจียม

คาโลเป็นเฟรี่จังคนเดียวย่ะ

ไปนะคะ บายๆค่า

ความคิดเห็นที่ 3

อ่านถึงตอนนี้ ก็ยังอยากอัดยัยวาลีน ซักที
คนอะไรหน้าด้านชัด ๆ

ความคิดเห็นที่ 4

อยากฆ่ายายวาลีนเจงๆๆ มาแกล้งเฟรินได้ไง 
หมั่นไส้อะค่ะ
ไปอ่านต่อแระนะคะ พยายามต่อไปนะคะ
งิงิ