RayGuard
ดู Blog ทั้งหมด

บทเพลงที่ 8 สิ่งที่เหลือไว้

เขียนโดย RayGuard

บทเพลงที่  8  สิ่งที่เหลือไว้ 




วันที่ xx เดือน xx ปี xxxx


หลังจากสงครามสิ้นสุดผ่านมาสิบวันพอดี..  สิ่งที่เหลือไว้คือความสูญเสียถึงแม้ว่ามันจะไม่ร้ายแรงเท่ากับสงครามศักดิ์สิทธิ์เมื่อครั้งก่อนที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและหวาดกลัวกับอนาคตที่ไม่มีทางออก  ความอดอยากจากพื้นดินอันแห้งแล้ง  และสงครามชิงดินแดนตะวันตกที่มิอาจชนะเพื่อความอยู่รอดของผู้คน.. 

ถ้าหากเทียบกันแล้วสงครามในครั้งนี้นับว่าสูญเสียน้อยกว่ามากนัก  เพราะผู้ที่เสียเลือดเนื้อไปนั้นคือเหล่าทหารหาญที่ออกสู้ศึกในสมรภูมิทั้งสิ้นส่วนจำนวนผู้ตายที่เป็นชาวบ้านธรรมดานั้นมีน้อยมากแต่กระนั้นตราบใดที่ตัวเลขผู้ล้มตายยังคงปรากฏมันย่อมไม่ใช่เรื่องที่ดีไม่ว่าตัวเลขเหล่านั้นจะมากน้อยเพียงไรก็ตาม..

สงครามศักดิ์สิทธิ์ครั้งที่สอง..  จะเรียกแบบนี้ได้รึเปล่านะ  แต่ช่างเถอะ  เอาเป็นว่าสงครามในครั้งนี้จบลงด้วยดีเมื่อมงกุฎ คทา แหวนและดาบถูกสะกดลงได้อีกครั้งด้วยอำนาจของเหล่าจอมเวทแห่งเอเดน 

ริชาร์ด คิงแห่งแอเรียสได้ใช้สิทธิสองในสามบัญชาของไฮคิงระงับศึกประปรายที่ยังมีซึ่งการระงับนั้นก็ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงนักเพราะเมื่อข่าวการตายของอาเธอร์ บริสตั้นแพร่ออกไปพวกประเทศที่เข้าร่วมกับทางซาเรสก็เริ่มระส่ำระสายพอมีบัญชาให้สงบศึกจึงยอมยุติกันโดยดี  หลังจากนั้นริชาร์ดก็ได้เรียกชุมนุมกษัตริย์และนักเวทของเอเดนแน่นอนว่าคาโลก็ถูกเชิญไปด้วย

จากการหารือจึงตกลงทำสนธิสัญญาสงบศึกทั่วทั้งเอเดนและให้คนที่มีเวทแกร่งกล้าที่สุดในที่นั้นห้าคนเป็นผู้ลงอาคมเลือดเพื่อกันเหตุผิดพลาดเหมือนเมื่อคราวก่อนที่อดีตองค์ไฮคิงแห่งบารามอสถูกลอบทำร้ายแต่จอมเวทที่ถูกเลือกจะเป็นใครบ้างนั้นเป็นความลับสุดยอดแม้แต่ฉันเองคาโลมันก็ไม่ยอมบอกแต่ถึงจะไม่บอกก็พอจะเดากันได้อยู่ล่ะนะว่าห้าคนนั่นน่าจะมีใครบ้าง.. 

ตอนนี้สมบัติทั้งสี่ถูกเก็บเอาไว้ที่โรงเรียนพระราชาเหมือนเมื่อก่อนไม่มีผิด.. เป็นที่ที่ดีที่สุดแล้ว.. คาโลพูดไว้แบบนี้  ก็ได้แต่หวังว่าเรื่องยุ่งๆมันจะไม่เกิดขึ้นอีกครั้งล่ะนะ..

ตอนที่ฟื้นขึ้นมาคิลเล่าให้ฟังถึงสงครามที่เวนอลก่อนฉันจะมาถึงโดยมีโรคอยเสริมเรื่องทางเมืองอื่นให้ฟังเป็นระยะทำให้ฉันรู้ว่ายูริซิสทรยศ  อ้อ..ใช่ฉันเพิ่งจะรู้ว่าคนที่ฉันเตะโด่งออกไปนั่นคือยูริซิส  ก็นะใครจะไปทันดูล่ะว่าใครเป็นใคร  โรว่ายูริซิสกักทัพของพี่ไธนอสไว้ในห้วงมิติ  พี่เขาต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าจะทำลายมันออกมาได้แต่ดูท่าจะซวยไปหน่อยดันไม่โผล่ออกมาตรงที่ๆถูกดูดเข้าไปแต่ไปโผล่เอาที่แอเรียสหน้าโบสถ์ของลอเรนซ์พอดี  เลยได้หนึ่งนักบวชกับอีกหนึ่งซาตานพ่วงท้ายมาด้วยและสุดท้ายยังต้องไปพึ่งบารมีของริชาร์ดให้ร่ายเวทย้ายกองทัพมาที่เวนอลอีก..

ตอนนี้พี่ไธนอสคุมทัพกลับไปแล้วพร้อมกับเอาตัวยูริซิสกลับไปด้วยเพื่อให้ท่านตาชามัลลงโทษแต่ถึงไม่ต้องลงโทษจากสภาพที่เห็นล่าสุดฉันว่าเขาก็แทบจะ...... 

ฉันใช้เวลาพักฟื้นอยู่ที่เวนอลสามวันด้วยกัน  ระหว่างนั้นคาโลก็ไปทำเรื่องต่างๆที่กษัตริย์ควรทำจนการประชุมสิ้นสุดและเลโมธีเอาสมบัติอาถรรพ์กลับไปแล้วนั่นล่ะ  เจ้านั่นถึงได้มาหาฉันแล้วบอกว่าจะเดินทางกลับคาโนวาล  ( อ้อ..งานประชุมกษัตริย์คราวนี้จัดขึ้นที่เวนอลเพื่อความสะดวกในหลายๆด้าน ) 

ตอนที่คาโลไม่อยู่เอลลิคองครักษ์ของหมอนั่นก็มาถึง  พอเห็นสภาพของฉันเท่านั้นเจ้านั่นก็คว้าเอาดาบของเมราสจะมาสำเร็จโทษตัวเองทันที ( ตอนนั้นฉันเพิ่งฟื้น.. )  ดีที่เมราสก็ไวพอจะคว้าดาบคืนมาได้  ( เอลลิคเป็นนักเวทไม่ใช้ดาบ )  และฉันเองก็ต้องใช้เวลากล่อมอยู่นานกว่าจะยอมสงบ  ความจริงก็ไม่ใช่ความผิดของเอลลิคเลยนะไม่รู้จะเดือดร้อนไปทำไมฉันเองก็ไม่ได้เป็นอะไรด้วย..


เฟรินหยุดเขียนไปพักหนึ่งทำสีหน้าครุ่นคิดก่อนจะจรดปากกาลงบนหน้ากระดาษหน้านั้นอีกครั้งด้วยรอยยิ้ม


ก่อนจะออกเดินทางจากเวนอลกลับคาโนวาลโรก็เข้ามาหาฉัน  ตอนนั้นคิลขอตัวกลับไปแล้ว  คงจะรีบกลับไปหาหวานใจเรนอนล่ะมั้ง..  ( หึหึ )  โรเข้ามาหาฉันแล้วถามคำถามฉันสามข้อ  หนึ่งเป็นเรื่องของไข่มุกดำ..มันอยากรู้ว่าฉันได้มายังไง  ส่วนข้อสองเป็นเรื่องสร้อยของฉัน ( อันที่คาโลให้นั่นล่ะ )  พอฉันเล่าให้ฟังจบเจ้านั่นก็ถามคำถามที่สามกับฉัน  โรว่าฉันรู้รึเปล่าว่าไข่มุกดำทำงานยังไง  ฉันส่ายหน้าก็ฉันไม่ใช่ห้องสมุดเคลื่อนที่แบบมันนี่จะได้รู้ทุกอย่าง.. 

ตอนนั้นเจ้านั่นก็ทำหน้ายิ้มๆกวนประสาทอย่างที่มันชอบทำแต่ฉันว่ารอยยิ้มนั้นมันไม่เหมือนทุกทีจะว่าเศร้าก็ไม่ใช่  จะให้พูดว่าดีใจก็คงจะได้ไม่เต็มปากนัก 

หมอนั่นว่าไข่มุกดำเป็นสมบัติล้ำค่าที่หายสาบสูญไปจากสโนวแลนด์เมื่อนานมาแล้วจนคนสมัยนี้เริ่มลืมเลือน  มันมีอำนาจทำให้ความปรารถนาของผู้ที่ใช้มันเป็นความจริง  คำพูดของเขาตอนนั้นฉันยังจำได้ดี..

"ไม่มีใครสามารถดึงพลังของไข่มุกดำออกมาได้นอกจากผู้ที่มีสายเลือดของจอมภูติชั้นสูงของสโนวแลนด์"  โรพูดแบบนี้  "ต้องใช้ทั้งความปรารถนาอันแรงกล้าจากก้นบึ้งของหัวใจและโลหิตของคนๆนั้นพรของไข่มุกจึงจะบังเกิดแต่นั่นยังไม่พอ.. การจะใช้ไข่มุกดำชุบชีวิตคนต้องใช้อำนาจมากกว่านั้นดังนั้นจะขาดไข่มุกแสงจันทร์ศูนย์รวมพลังวิญญาณ  ดอกเกล็ดหิมะที่ซึมซับอำนาจภูติและหยาดน้ำค้างพันดาราที่ถือเป็นพรจากสวรรค์  น้ำค้างที่หาได้ยากที่สุด..  ของวิเศษหายากสามอย่างจะขาดอันใดอันหนึ่งไปไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว..  แต่เธอก็มีมันครบทุกอย่าง"  หมอนั่นหยุดพูดไป  ฉันดูไม่ออกเลยว่าภายในดวงตาสีมรกตนั้นกำลังครุ่นคิดสิ่งใดแต่แล้วหมอนั้นกลับยิ้ม  เป็นรอยยิ้มที่จริงใจที่สุดและเศร้าที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นจากเขา 

"คาโล.. คงรักเธอมากจริงๆ"  นั่นเป็นคำพูดสุดท้ายของโรก่อนจะก้าวออกจากห้องไป  ปล่อยให้ฉันนั่งจมกับความคิดของตนเอง..

คาโลรักฉันมาก..นั่นคือสิ่งที่ฉันรู้  นอกเหนือจากนั้นที่ฉันรับรู้ได้อย่างแน่ชัดยิ่งกว่าสิ่งใด.. 

ฉันเองก็รักเขา.. รักมาก.. มากกว่าที่ฉันเคยคิดว่ารัก.. รัก  มากกว่าสิ่งใด..


                                                                                                                                                      ..เฟริน.. 
                                                                                                                                           ( เฟลิโอน่า  วาเนบลี )


เฟรินวางปากกาลง  ปิดสมุดเล่มเล็ก  ใบหน้านวลยิ้มน้อยๆกับความรู้สึกของตัวเองจึงไม่ทันได้สังเกตถึงไออุ่นของคนที่ยืนอยู่ข้างหลัง  จนเขาคนนั้นเอื้อมมือทั้งสองข้างอ้อมตัวเธอมาเท้ายันกับขอบโต๊ะกักเธอให้นั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวเดิมขยับไปไหนไม่ได้แล้วนั่นล่ะเธอถึงได้รู้ตัว

เฟรินสะดุ้งเมื่อลมหายใจอุ่นๆคลอเคลียอยู่เหนือหู  หญิงสาวรีบเงยหน้ามองชายหนุ่มที่ยืนค่อมตัวเธออยู่  สบเข้ากับเนตรสีฟ้าที่ไหวระริกพลันหน้าขาวๆก็แดงซ่านด้วยไม่รู้ว่าคนตรงหน้าเข้ามาในห้องตั้งแต่ตอนไหน  ไม่รู้ว่าเขาจะเห็นสิ่งที่เธอเขียนหรือไม่แต่ดูจากผมที่ชื้นน้ำน้อยๆเหมือนคนอาบน้ำเสร็จมาได้ซักพักแล้วจึงคิดได้ว่าเขาต้องเข้ามาในห้องนานแล้วแน่ๆ

"นายเข้ามาเมื่อไหร่"  เฟรินถามอย่างร้อนรน  มือก็รีบเก็บสมุดบันทึกลงลิ้นชักทันทีพร้อมกับยันตัวขึ้นจากเก้าอี้  คาโลเองก็ผละมือออกจากโต๊ะให้เธอลุกขึ้นแต่โดยดี

"ซักพัก.."  คาโลตอบแต่พอเห็นอีกฝ่ายขมวดคิ้วมุ่นจึงขยายความ  "ก็.. ทันสองบรรทัดสุดท้ายของเธอพอดี เฟริน"  เท่านั้นใบหน้าของคนถูกรู้ความลับก็แดงก่ำมากยิ่งขึ้น

คาโลมองหญิงสาวผู้เป็นภรรยาของเขาด้วยแววตาขบขัน  แต่งงานกันมาจะสองปีอยู่แล้วสาวเจ้าก็ยังคงอายไม่เลิกอยู่อย่างนั้น 

เฟรินเมื่อเห็นสีหน้าขำๆของคาโลก็ให้หงุดหงิดปากเลยว่าไปตามนิสัย

"ไม่ต้องมาหัวเราะนะ  คนไม่มีมารยาท"  คำว่าที่ทำให้ชายหนุ่มยกคิ้วขึ้นสูงแต่ไม่ได้นึกโกรธเคืองสาวน้อยตรงหน้าเลย

"ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ"  คาโลพูดกลับอย่างใจเย็นตรงกันข้ามกับเฟรินที่หน้าแดงขึ้นเรื่อยๆ

"ก็.. ก็นายแอบอ่านบันทึกฉันนี่"

"เธอก็ชอบหยิบของฉันไปอ่านเหมือนกัน"  คาโลโต้กลับเรียบๆแต่เฟรินที่ได้ยินกลับทำตาโต

"นายรู้.."  พูดเสร็จก็แทบจะกัดลิ้นตัวเองที่ปากไวรับผิดไม่เข้าท่าแต่สมองอันชาญฉลาดของอดีตหัวขโมยก็สั่งให้เจ้าตัวรีบแก้ตัวต่อไป  "ในเมื่อนายรู้แล้วและนายก็ไม่ว่าอะไร  เพราะงั้นฉันถือว่าฉันไม่ได้แอบอ่านแต่นายให้ฉันอ่านเองนะแต่กรณีนี้นายแอบอ่านของฉันโดยที่ฉันไม่อนุญาตเพราะงั้นครั้งนี้นายแหละที่ผิด"  พูดเสร็จเจ้าตัวก็ยิ้มอย่างมีชัยให้อีกคนส่ายหัวด้วยความอ่อนใจกับนิสัยชอบเอาชนะของเธอ

"เอาเป็นว่าฉันผิด.."  คำรับง่ายๆที่เรียกให้เฟรินต้องหันมามองคนพูดอย่างแปลกใจ  หญิงสาวทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่คาโลก็ออกปากขัดไว้ก่อน 

"วันนี้เธอไม่เถียงฉันซักวันได้รึเปล่า.. ฉันเหนื่อย"  ชายหนุ่มพูดเสียงอ่อนและนั่นเรียกให้เฟรินหันมามองเขาเต็มตา  ใบหน้าของคาโลดูอิดโรยซ้ำยังซีดจัด  เท่าที่เธอดู..อาการของชายหนุ่มน่าเป็นห่วงไม่น้อยเพราะตั้งแต่กลับมาเขาก็ยังไม่ได้พักเลยแถมไม่ยอมให้เธอไปช่วยตรวจฎีกาเหมือนทุกทีด้วยเพราะเหตุผลอย่างเดียว  'เธอต้องพักผ่อน'  เท่านั้นยังไม่พอดูเหมือนอาการบาดเจ็บของเขาก็จะหายช้านักส่วนหนึ่งเพราะเขาฝืนใช้พลังรักษาเธอมากไป  อีกส่วนเพราะเขาไม่ยอมแตะยา..  ช่างเป็นเหตุผลที่น่าถีบยิ่งนักอยู่กันมาเก้าปีกว่าเธอเพิ่งจะรู้ว่าคนตรงหน้ากินยายากขนาดไหน  คิดแล้วก็ขำ.. 

แล้วเฟรินก็ขำออกมาจริงๆ  คาโลตีหน้างงว่าคนตรงหน้าเป็นอะไรไปแล้วแต่เฟรินกลับดุนหลังเขาออกจากห้องหนังสือผ่านประตูเล็กที่เชื่อมห้องนี้กับห้องนอนเอาไว้พร้อมพูดยิ้มๆ

"ถ้านายเหนื่อยก็รีบไปนอนซะ"  เธอว่าพร้อมกับจะดันให้เขานอนลงบนเตียงแต่ชายหนุ่มกลับหันกลับมาหาเธอ  มือข้างหนึ่งตวัดโอบเอวบางเอาไว้

"ฉันยังไม่อยากนอน.."  เขาว่า  มืออีกข้างที่ว่างยกขึ้นลูบไล้หน้าเนียนเบาๆ  "เธออยู่เป็นเพื่อนฉันนะ..เฟริน" 

ไม่รอให้หญิงสาวตอบคำใดใบหน้าสลักก็โน้มลงจุมพิตแผ่วเบาค่อยโรมไล้ริมฝีปากนุ่ม  มือที่สัมผัสอยู่ข้างแก้มเลื่อนไปประคองที่ท้ายทอยของหญิงสาวพร้อมกับกดจูบลงหนักกว่าเดิม

รสจูบดูดดื่มทำให้หญิงสาวร้อนวูบไปทั่วร่าง  แขนเรียวยกขึ้นโอบรอบคอของชายหนุ่มประคองตัวไว้ไม่ให้ล้มลงไป  ด้วยไม่รู้ว่าเรี่ยวแรงที่มีหายไปที่ใดหรือคงถูกสูบออกจากร่างไปหมดตามอารมณ์แรงของชายหนุ่มแล้วกระมัง 

คาโลยังคงบดจูบริมฝีปากกลีบกุหลาบอยู่เช่นนั้นอย่างหลงไหล  มือร้อนผ่าวไต่ละไปตามเรือนร่างงามของหญิงสาวอย่างเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ  อาภรณ์ของเธอและเขาถูกมือแกร่งปลดเปลื้องออกไปช้าๆขณะที่จูบร้อนละไล่ลงมายังลำคอระหง 

ชายหนุ่มค่อยๆโน้มร่างของหญิงสาวลงกับเตียง  พรมจูบไปทั่วเรืองร่างบอบบางในขณะที่เฟรินก็โอนอ่อนผ่อนตามความต้องการของเขา  ร่างสองร่างกอดกระชับกันและกันแน่นปล่อยความปรารถนาที่มีต่อกันพัดพาทั้งสองลอยไปสู่ความสุขอันลึกล้ำ  สองร่างสอดประสานเป็นหนึ่งถ่ายทอดและเติมเต็มความรักให้กันอย่างเกษมสันต์

กาลเวลาภายนอกราวกับหยุดนิ่งเป็นพยานรักให้แก่คนทั้งสอง  คาโลค่อยเอนกายลงนอนข้างๆพร้อมกับรั้งร่างบางเข้าแนบชิด  มองใบหน้านวลแดงก่ำด้วยสายตารักยิ่งก่อนให้คำกระซิบแผ่วเบาแก่ร่างที่หลับสนิทในอ้อมแขนของเขาอย่างอ่อนโยน

"ราตรีสวัสดิ์ เฟริน"


///////////////////////////////////////////////////////////////


เสียงนกร้องขานรับอรุณยามเช้าดังแว่วมาแต่ไกลทำให้คนตื่นง่ายเริ่มไหวตัว  เนตรสีฟ้าปรือเปิดขึ้นพลางเสมองไปยังนาฬิกาบนผนัง  จากเข็มบนหน้าปัดบ่งบอกให้รู้ว่าเหลือเวลาอีกสิบนาทีเท่านั้นก็จะหกโมงเช้า  เมื่อเห็นดังนั้นคาโลจึงขยับตัวขึ้นเขาค่อยๆจับร่างที่นอนหนุนอยู่บนตัวเขาให้พลิกนอนดีๆบนเตียงก่อนจะห่มผ้าห่มผืนหนาให้แก่ร่างนั้นเอาไว้จนมิดถึงคอ

เมื่อจัดแจงทุกอย่างเสร็จคาโลจึงลุกขึ้นจากเตียงเบาๆ  มือคว้าหยิบเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มจากราวไม้แกะสลักสีดำข้างเตียงมาส่วมใส่ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไป..

เวลาผ่านไปพักใหญ่ประตูห้องน้ำถึงได้เปิดออกอีกครั้งพร้อมกับร่างสูงที่ก้าวเดินออกมา  คาโลเดินไปยังตู้เสื้อผ้าอย่างไม่รีบร้อนนักเพราะประชุมเช้าเริ่มตอนเจ็ดโมงและนี่ยังเหลือเวลาอีกมาก  ชายหนุ่มพยายามทำทุกอย่างๆเงียบที่สุดเพื่อไม่ให้อีกคนที่อยู่ในห้องต้องตื่นเร็วเกินไปแต่ดูท่าความพยายามของเขาจะไม่ค่อยประสบผลเท่าใดนักเมื่อดูเหมือนว่าหญิงสาวจะตื่นขึ้นมาเสียแล้ว..

"มีประชุมเช้าหรอ คาโล"  เฟรินถามเสียงอู้อี้ขณะดันตัวเองขึ้นมานั่งบนเตียงอย่างงัวเงีย  มือข้างหนึ่งยึดจับผ้าห่มเอาไว้แนบกับตัวขณะที่อีกข้างยกขึ้นมาขยี้ตาเบาๆ

คาโลเมื่อได้ยินเสียงเรียกจึงผละตัวออกจากหน้ากระจกทั้งๆยังติดกระดุมค้างอยู่อย่างนั้น  ชายหนุ่มหยิบเสื้อคลุมของตัวเองที่ถอดวางพาดเอาไว้กับพนักเก้าอี้ขึ้นมาพร้อมกับเดินเข้าไปหาหญิงสาวที่เตียง

"ใช่"  คาโลรับคำสั้นๆเหมือนปกติก่อนจะตวัดเสื้อคลุมตัวนั้นคลุมบนตัวของเฟริน 

"เธอน่าจะนอนต่ออีกหน่อย.. อาการเพิ่งจะดีขึ้นน่าจะพักให้มาก"  คาโลว่าอย่างเป็นห่วง  เฟรินที่จัดแจงใส่เสื้อคลุมให้ตัวเองเรียบร้อยแล้วจึงได้ตวัดสายตาขึ้นมองพร้อมกับตอบกลับ

"ฉันว่านายนั่นล่ะที่น่าจะพัก  ดูดิ๊..หน้างี้ซีดเป็นไก่ต้ม  ยาเยอก็ไม่รู้จักกิน  ถ้านายเป็นอะไรไปนะฉันจะสมน้ำหน้าให้.."  เฟรินต่อว่าอีกฝ่ายอย่างเคืองๆที่ไม่รู้จักดูแลตัวเองแต่ถึงปากจะว่าอย่างงู้นอย่างงี้มือของเจ้าหล่อนกลับสาละวนแต่งตัวให้กับชายหนุ่มอย่างเคยชินเสียนี่.. 

กิริยาอันน่ารักของภรรยาสาวเรียกรอยยิ้มน้อยๆกระตุกบนมุมปากของคาโลโดยที่เธอไม่ทันสังเกตส่วนคนช่างเจรจาก็ยังคงพูดพล่ามต่อไปไม่หยุด

"ความจริงนายให้ฉันช่วยตรวจฎีกาก็ได้  แค่ไปนั่งอ่านรายงานสร้างบ่อน้ำ (เขื่อน) จับพวกหมาบ้า (โจร) แล้วก็รายการค่าขนม (งบประมาณแผ่นดิน)  ของพวกตาแก่พวกนั้นมันจะอะไรกันนักหนา.. นายน่ะเป็นห่วงอะไรไม่เข้าท่า"

คาโลได้แต่ยืนมองเฟรินบ่นอยู่อย่างนั้นไม่มีโอกาสได้เถียงกลับเพราะความจริงแล้วถ้าได้เฟรินมาช่วย ( เอาแบบช่วยจริงๆ ) งานของเขาก็จะเสร็จเร็วขึ้นมาก  ดูเหมือนตำแหน่งเสนาธิการฝ่ายซ้ายที่เจ้าหล่อนยึดเอาไว้หรือถ้าพูดให้ถูกน่าจะเรียกว่าโดนบังคับให้ลงมากกว่า  เริ่มแรกจากโรเวน  พอปีต่อมาก็ถูกเพื่อนๆพี่ๆน้องๆจับยัดลงเพราะผลงานที่ดีเกินคาดของเจ้าตัว  แถมด้วยโครงการสารพัดที่เจ้าหล่อนว่าเป็นรายการหาเงินเข้าป้อมนั่นอีกทำให้เธอได้ครองตำแหน่งเสธซ้ายมาตลอดสี่ปีเต็ม 

ความเคยชินจากการต้องรับผิดชอบงานสำคัญๆมาตลอดหลายปีนั้นทำให้เฟรินเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น  หญิงสาวดูจะมีความรับผิดชอบมากขึ้น  รู้จักคิดให้รอบคอบขึ้น  ที่สำคัญคือเรื่องของการวางตัวแม้อยู่ต่อหน้าพวกเขาเจ้าหล่อนจะยังเป็นเฟรินจอมกระล่อนตามเดิมแต่ถ้าเป็นเรื่องงานเธอก็ดูจะจริงจังขึ้นมาทันทีแม้บางครั้งจะแค่ชั่วครู่ก็เถอะแต่อย่างน้อยงานที่ต้องเป็นหน้าที่รับผิดชอบของเธอโดยตรงหญิงสาวก็จะนำมันมากองไว้บนโต๊ะเขาในสภาพที่เสร็จเรียบร้อยแล้วทันเวลาทุกที  ( คาโลเป็นหัวหน้าป้อมค่ะ : อัล )

และตอนนี้ที่เฟรินเป็นคนออกปากเองว่าจะมาช่วยเขานั้นก็ทำให้ชายหนุ่มดีใจอยู่ไม่น้อยเพราะมันเป็นการแสดงให้รู้ว่าเธอห่วงเขามากแค่ไหนเพราะแต่ไหนแต่ไรมาเฟรินจะไม่ค่อยยอมอยู่เฉยๆในห้องทรงงานนานๆและนานๆครั้งเท่านั้นเจ้าหล่อนถึงจะโผล่มาช่วยทีหนึ่งซึ่งก็เป็นตอนที่เห็นเขากำลังจะจมกองงานตายอยู่แล้วนั่นล่ะ..

"นี่.. นายฟังฉันพูดอยู่รึเปล่า"  เสียงร้องอย่างหงุดหงิดทำให้คาโลหลุดออกจากความคิดของตนเอง  ใบหน้าสลักยังคงเรียบเฉยอยู่เป็นนิจแต่แววตาสีฟ้านั้นกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง 

"ถ้าเธออยากช่วยขนาดนั้นพอหายดีแล้วฉันจะให้ช่วยจนเบื่อเลยถึงตอนนั้นอย่าหนีก็แล้วกัน"  คาโลตอบเรียบๆแต่ประกายตากลับแพรวพราวให้สาวเจ้าหนาวๆร้อนๆ

"ไอ้บ้า"  เฟรินด่ากลับ  คาโลได้ยินจึงหัวเราะเบาๆก่อนจะรั้งร่างบางเข้ามาใกล้พร้อมกับพูดเสียงเบาเหนือหูของหญิงสาว

"เรื่องฎีกาฉันจัดการเองแต่ถ้าเธออยากจะช่วย  ขอเปลี่ยนเป็นทำอาหารให้ฉันกินแทนก็แล้วกัน"

นี่ก็อีกเรื่อง.. เขาเพิ่งจะรู้ว่าคนตรงหน้าทำอาหารเป็นก็ตอนปีหกคาบวิชาหัวใจประชาชน  เฟรินต้องคุมรุ่นน้องปีสองที่เรียนวิชาหัวใจกษัตริย์ไปช่วยชาวบ้าน  กลุ่มของเธอต้องช่วยชาวบ้านตัดฝืนแล้วตอนนั้นฝนตกหนักกลุ่มของเฟรินที่ตัดไม้อยู่ลึกในป่าจึงติดอยู่ในนั้น 

เขาที่ออกไปทำงานให้มหาปราชญ์ก็เพิ่งจะกลับมาถึงป้อมซึ่งก็เป็นเวลาเย็นมากแล้ว  พอรู้เรื่องที่เธอยังไม่กลับด้วยความเป็นห่วงและร้อนใจเขาจึงได้รีบออกไปตามหาโดยมีเพื่อนๆร่วมชั้นตามไปช่วยด้วย  ตามหาอยู่นานจนมาถึงกระท่อมเล็กๆหลังหนึ่งที่พวกชาวบ้านไว้ใช้พักกลางป่าเวลาฉุกเฉินและเห็นแสงไฟรอดออกมาจากในนั้น  คาโล  คิล  โร  ครี้ด  และซีบิลที่แยกมาหาทางนี้จึงพากันเข้าไปดู

อย่างแรกที่ได้ยินคือเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานของคนในกระท่อมที่ถ้านับดูจากเสียงแล้วน่าจะมีทั้งหมดสี่คนโดยหนึ่งในนั้นเป็นเสียงที่พวกเขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี  อย่างที่สองคือกลิ่นหอมที่โชยแตะจมูกและเมื่อพวกเขาเดินเข้าไปจนถึงต้นตอของสิ่งเหล่านั้นซึ่งอยู่ในครัวดวงตาของทุกคนก็ต้องเบิกค้างด้วยความแปลกใจ  เพราะตรงหน้าเขา.. หญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวในนั้นซึ่งเป็นคนที่ทุกคนรู้จักกันดียืนอยู่หน้าเตาในชุดกันเปื้อนและกำลัง..ทำอาหาร!!

และนั้นเป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้ชิมรสมือของหัวขโมยเก่า  อาหารมื้อนั้นแม้จะเป็นผักล้วนเพราะเธอไม่ยอมแตะต้องเนื้อแต่มันก็อร่อย  ต้องพูดว่าอร่อยมากอย่างที่ไม่คิดว่าคนตรงหน้าจะมีความสามารถอะไรแบบนี้ด้วย 

พอทุกคนพูดแบบนั้นเจ้าหล่อนก็ทำท่าไม่ชอบใจและบอกว่าการที่เธอทำอาหารเป็นไม่เห็นจะแปลกตรงไหน  สำหรับคนที่ต้องเร่ร่อนมาตลอด 15 ปีอย่างเธอนี่ก็ถือเป็นพื้นฐานการเอาชีวิตรอดอย่างหนึ่งแต่หลังจากนั้นเฟรินก็ไม่ยอมเข้าครัวอีกแม้อาชูร่าหรือทิวดอร์มาขอเธอก็ไม่ยอมทำ  เพราะ..ขี้เกียจ!!

พอนึกถึงตอนนั้นคาโลก็ลอบยิ้ม  เขารู้ว่าคนตรงหน้าไม่ยอมเข้าครัวง่ายๆแน่แล้วก็เป็นจริงดังคาด  ทันทีที่เฟรินได้ยินข้อเสนอหญิงสาวก็เชิดหน้าขึ้นอย่างเป็นต่อ

"ฝันไปเถอะ"  เธอว่าก่อนจะดันชายหนุ่มออกแล้ววิ่งเข้าห้องน้ำไปทันที

คาโลมองตามร่างบางที่ผลุบหายเข้าไปในห้องน้ำด้วยความเสียดายนิดๆแต่แล้วประตูห้องน้ำกลับเปิดออกพร้อมกับเฟรินที่โผล่หัวออกมา  เจ้าตัวฉีกยิ้มกว้างก่อนจะบอกชายหนุ่มว่าวันนี้ให้ไปกินข้าวที่สวน (สวนสมเด็จ) ก่อนจะผลุบหายเข้าไปในห้องน้ำอีกครั้ง

คาโลส่ายหน้าขำๆกับความรีบร้อนนั่นก่อนจะเดินออกจากห้องเพื่อเตรียมตัวไปประชุมซึ่งก็มีเมราสและเอลลิคสองราชองครักษ์ยืนรออยู่ก่อนแล้วพร้อมกับแม่นมคาเดียและนางกำนัลคนสนิทของเฟรินที่ชื่อเลเลีย 

เมื่อคาโลเดินห่างออกไปหญิงสาวต่างวัยทั้งคู่จึงได้เดินเข้าไปในห้องบรรทมเพื่อทำกิจช่วงเช้าของพวกเธอเหมือนทุกที..


///////////////////////////////////////////////////////////////


"นี่..หล่อนรู้เรื่องนั้นรึเปล่า"  เสียงหญิงอ้วนวัยกลางคนในชุดผ้ากันเปื้อนสำหรับแม่ครัวดังขึ้นท่ามกลางเสียงอึกทึกในห้องเครื่องเรียกให้เด็กสาวๆที่ใส่ชุดแบบเดียวกันอีกสองสามคนในนั้นหันมามองอย่างสนใจ

"อะไรล่ะป้า"  เด็กสาวหนึ่งในนั้นถามขณะที่มือก็ยังง่วนกับการหั่นผักกองโตตรงหน้า

"ก็เรื่องที่เขาลือกัน"  หญิงอ้วนคนนั้นยังพูดต่อด้วยเสียงกระซิบแบบมีลับลมคมในกระตุ้นต่อมอยากรู้ของแม่สาวๆรวมไปถึงหนึ่งหนุ่มพ่อครัวที่เดินมาเอาเนื้อหมูหันเสร็จแล้วที่วางอยู่แถวนั้น

"เรื่องอะไรหรอ"  หนุ่มคนนั้นถามอย่างกระตือรือร้นอยากรู้เรื่องของชาวบ้านเต็มแก่

"ก็เรื่องที่ฝ่าบาทจะรับพระสนมน่ะสิ"

"ห๋า!!"  หลายเสียงตระโกนขึ้นพร้อมกันดังสนั่นห้องเครื่องรวมไปถึงพวกที่ทำทีไม่สนใจในตอนแรกด้วยที่ต่างหูพึ่งไปเป็นแถบและเริ่มทยอยเข้ามาฟังใกล้ๆ..

เสียงร้องที่ดังลอดออกไปนั้นทำให้หญิงสาวผมสีน้ำตาลที่เพิ่งเดินมาถึงเริ่มเกิดความสนใจ  เธอเดินนำหญิงต่างวัยสองคนเข้าไปรวมกลุ่มกับคนเหล่านั้นโดยไม่ให้พวกเขารู้ตัวว่ามีแขกไม่ได้รับเชิญเข้ามาร่วมวงด้วย

"เรื่องเป็นไงมาไงเนี่ย"  เสียงแก่ๆของชายคนหนึ่งถาม  หญิงอ้วนยิ้มนึกสนุกกับเรื่องที่กำลังจะเม้าท์

"ก็ฉันเผอิญไปได้ยินท่านเสนาอิวานคุยกับอำมาตย์โทคินว่าจะให้ฝ่าบาทคัดเลือกสนม  เพราะอะไรรู้มั้ย.."  เหล่าคนที่ล้อมตัวเธออยู่ต่างส่ายหน้ากลั้นหายใจฟังอย่างตื่นเต้นในเรื่องของเจ้าเหนือหัวรวมทั้งหญิงผมสีน้ำตาลด้วย

"เห็นท่านเสนาว่าฝ่าบาทกับองค์ราชินีทรงอภิเษกกันมาจะสองปีอยู่แล้วยังไม่มีวี่แววว่าพระองค์จะทรงครรภ์ก็เลย.."  ยังไม่ทันที่หญิงอ้วนจะพูดจบเด็กสาวที่ยืนอยู่ข้างๆก็ขัดขึ้นก่อน

"ฉันว่านะไม่ใช่เรื่องที่องค์ราชินีจงทรงครรภ์หรือไม่หรอกแต่เสนาอิวานน่ะอยากจะเอาลูกสาวตัวเองมาถวายฝ่าบาทเสียมากกว่า"  เด็กคนนั้นพูดด้วยเสียงไม่สบอารมณ์นักเธอชอบราชินีคนนี้ของเธอมากเพราะเฟรินไม่ถือตัวต่างจากเชื้อพระวงศ์คนอื่นๆและที่สำคัญเด็กสาวไม่ค่อยจะชอบหน้าเสนาอิวานนักเพราะชอบดูถูกคน

"มันก็จริงนะ"  เด็กหนุ่มคนเดิมพูดบ้าง  "ฉันได้ยินมาว่าคุณหนูตระกูลลูคสวยอยู่ไม่หยอก  เป็นที่ต้องตาของชายหนุ่มมากมาย.."

"แต่ต้องยกเว้นฝ่าบาทไว้คนล่ะ"  เด็กสาวคนนั้นสอดขึ้นอีกครั้ง  "ใครๆก็รู้ว่าพระองค์ทรงรักองค์ราชินีมากแค่ไหน  ฉันว่าพระองค์น่ะไม่ยอมเลือกพระสนมหรอก"  คำพูดของเด็กสาวทำให้ใบหน้านวลของเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลขึ้นสีเรื่อ

"เธอแน่ใจได้ไงยัยเด็กน้อย  รู้เปล่าว่าอะไรๆมันก็เปลี่ยนกันได้  คนที่ว่ามั่นคงนักหนาสุดท้ายก็แพ้แก่ความงามของคุณหนูวาลีนกันทั้งนั้น  ฝ่าบาทก็ฝ่าบาทเถอะอาจจะเหมือนกันก็ได้"  เด็กหนุ่มคนนั้นพูดอย่างคะนองแกล้งเย้าอีกฝ่าย

"ไม่มีทางหรอก.. พนันกันมั้ยล่ะ"  เด็กสาวโต้กลับ   

"น่าสนนะ"  แต่เสียงที่ตอบนั้นหาใช่เสียงของเด็กชายไม่  มันเป็นเสียงหวานๆของหญิงสาวนางหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลังของทุกคนและถึงกับทำให้ทุกคนยืนแข็งทื่อทำอะไรไม่ถูกแม้กระทั่งการหายใจ

เสียงนั้นคงเป็นเสียงสุดท้ายที่พวกเขาอยากจะได้ยินเป็นแน่..

หญิงอ้วนต้นเรื่องกับเด็กชายคนเมื่อครู่เริ่มหน้าซีดภาวนาขออย่าให้เป็นคนที่ตนคิด  ทุกชีวิตในห้องเครื่องเริ่มรู้สึกถึงอุณหภูมิที่เย็นลงอย่างไม่รู้สาเหตุแถมยังรู้สึกร้อนวูบๆราวจับไข้  ทั้งหมดค่อยๆหันหลังกลับไปมองเจ้าของเสียงอย่างเก้ๆกังๆที่สุด

"ขอฉันเล่นด้วยคนได้มั้ยล่ะ"  เจ้าของเสียงนั้นยังคงยิ้มพรายไม่รู้สึกรู้สากับเรื่องที่ตัวได้ยิน  ผมสีน้ำตาลที่รวบไว้เป็นเปียหลวมๆพร้อมกับปัดพาดไหล่มาด้านหน้าทำให้ใบหน้านั้นดูอ่อนเยาว์นุ่มนวลขึ้นมากและถึงแม้เจ้าหล่อนจะยังคงยิ้มอย่างเห็นเรื่องตรงหน้าเป็นเรื่องสนุกแต่กับหลายชีวิตในห้องครัวหลวงมันเหมือนกับมัจจุราชถือเคียวมาจออยู่ที่คอหอยแล้วก็ว่าได้

"อะ.. องค์ราชินี!!"

ความคิดเห็น

RayGuard
RayGuard 16 ส.ค. 49 / 22:33
อ่ะ.. ลงต่อให้แล้วน้า  อย่าหนีกันไปไหนนะคะ  ฮิฮุ

เพิ่งสอบเสร็จค่ะ  วันนี้เลยแห้งกรอบเกือบเป็นศพ  เฮ้อ~~

เลยไม่ได้ลงซะหลายวันก็เพราะเหตุนี้ 

อ้อ.. มีเรื่องจะถามล่ะ 

พื้นหลังแบบนี้อ่านยากมั้ยเอ่ย.. ช่วยบอกด้วยนะคะ ^O^

ปล.บ๊ายบายนะ
Zerene
Zerene 17 ส.ค. 49 / 00:24
ที่แท้ก็สอบนี่เอง ขอให้สอบได้นะจ๊ะ
freyachan
freyachan 17 ส.ค. 49 / 01:18

น่าจะมีฉากหวานมากกว่านี้นา อิอิ

เพิ่งสอบเสร็จเหมือนกันเลย ก็ขอให้ทำถูก ทำไม่ถูกก็มั่วถูกแล้วกันน้า สู้ๆ

ปล. พื้นหลังสวยดีค่ะ ถ้าตัวหนังสือเข้มๆก็อ่านได้ สบายมาก

ความคิดเห็นที่ 4

เพิ่งสอบเสร็จเหรอ ขอให้ได้เกรด เยี่ยม ๆ ทุกวิชานะ เราขอเป็นกำลังใจให้
ฉากนี้เป็นฉากที่ รีแร็ก มาก ๆ หลังจากฉากตื่นเต้นของสงคราม ชอบนะ ฉาก หวานๆ แบบนี

zaruman
zaruman 18 ส.ค. 49 / 13:59
หวานซ้า.......>_<..
ความคิดเห็นที่ 6
มาตามอ่านครับถึงว่าเรื่องนี้หาตั้งนานที่แท้แยกวง

00000.***********เหอๆ  ล้อเล่นครับ

..
ความคิดเห็นที่ 7

แหะๆๆ  ตอนนี้น่ารักสุดๆๆเลยนะ แต่งเก่งจังเลย แต่อยากบอกว่าคาโลน่ารักสุดๆๆเราชอบตอนที่คาโลมาอ่านบันทึกของเฟรินสุดๆๆเลย
จะเปงกำลังไจไห้ ไม่อยากไห้ผลงานดีๆๆแบบนี้หายไปเรยค่ะ


 ปล. พาษาไช้ได้ดีนะคะอ่านไม่เบื่อดีค่ะ
 

yuechan
yuechan 5 ธ.ค. 49 / 19:49
555+ รอดตายก็ก่อเรื่องเลย