บทเพลงที่ 7 ทิวาในม่านหมอก
ภาพท้องฟ้าเปล่งประกายแสงสีแดงฉานราวโลหิตสลับกับสายฟ้าสีดำสนิทที่ฟาดลงมาก่อนท้องฟ้าจะค่อยๆแหวกออกเป็นวงเผยให้เห็นมฤตยูดำที่กำลังหมุนเหวี่ยงตัวเองอย่างบ้าคลั่งและซึมซับความมืดมิดรอบตัวก่อเกิดลูกพลังขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆแล่นเข้าสู่สายตาของโรทันทีที่เขาวิ่งออกมาจากกระโจมที่พัก ณ ชายแดนรบของทริสทอร์ด้วยสัมผัสถึงไอปีศาจรุนแรงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ภาพเหตุการณ์ตรงหน้าทำให้โรที่ยืนมองอยู่ถึงกับสั่นสะท้านเพราะเลือดในกายที่เดือดพล่านเช่นเดียวกับทหารจำนวนมากที่ยืนอยู่รอบกายและวินาทีนั้นเองชายหนุ่มจึงได้ตัดสินใจร่ายเวทหายตัวไปยังสถานที่ที่เป็นต้นกำเนิดแห่งพลังนั้นในทันที
/////////////////////////////////////////////////////////////////////////
คลื่นพลังทมิฬพุ่งแหวกอากาศลงมายังพื้นเบื้องล่าง ท่ามกลางความวิเวกแห่งหายนะพลันนัยน์ตาสีมรกตของผู้มาใหม่ก็เหลือบไปเห็นร่างบอบบางที่ยืนตระหง่านอยู่เพียงผู้เดียวยังใจกลางพื้นที่ที่ก้อนพลังนั้นพุ่งลงมา
ด้วยความตระหนกแบบไม่เคยมีมาก่อนส่งให้เสียงร้องของเขา..เจ้าชายรัชทายาทแห่งทริสทอร์แผดดังก้องพร้อมๆกับเสียงของชายหนุ่มอีกคนที่ร้องลั่นราวกับจะสูญเสียดวงใจ
“เฟรินนนนนนนนนนนนนนนนน”
ตูม!!
ก้อนพลังมรณะกระแทกเกราะเวทอย่างรุนแรง ผืนดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น พื้นน้ำที่เงียบสงบกลับก่อเกิดคลื่นโหมกระหน่ำ ท้องนภาบิดม้วนปั่นป่วน
แรงตกกระทบมหาศาลทว่าไม่อาจแทรกผ่านทะลุปีกเวทอันแข็งแกร่ง ก้อนมฤตยูลูกยักษ์จึงระเบิดออกแผ่กระจายไปเป็นวงกว้างเหมือนรูปวงแหวนสีดำซ้อนกันหลายชั้นทำให้บรรยากาศเบื้องบนวูบไหวบิดเบือนก่อนเสียงระเบิดกัมปนาทจะดังขึ้นอีกครั้งที่อากาศเบื้องบนนั้นพร้อมๆกับปีกสีขาว..ที่.. แตกกระจาย..
ในที่สุดพลังทมิฬก็สลายไปจนหมดเมฆดำเริ่มเคลื่อนตัวออกจากกันช้าๆ ลำแสงสีทองของดวงตะวันลำแรกส่องต้องกระทบพื้นเบื้องล่างก่อนลำแสงเหล่านั้นจะค่อยๆเพิ่มขึ้นที่ละสายๆจนส่องสว่างไปทั่วพื้นดินและสรรพชีวิต
แสงทองต้องกระทบปีกขนนกสีขาวสะอาดที่ปลิวกระจายอยู่เต็มท้องฟ้าจนเปล่งประกายนวลระยิบระยับงดงาม ขนนกเหล่านั้นค่อยๆล่วงลงสู่พื้นตามแรงโน้มถ่วง ทว่ายิ่งมันลอยลงมาใกล้พื้นดินมากเท่าไรรูปร่างของมันก็ยิ่งเลือนรางลงมากขึ้นเท่านั้น..ดังเช่นชีวิตของผู้สร้างที่กำลังจะแตกสลาย..
ท่ามกลางม่านขนนกอันบริสุทธิ์หญิงสาวนางหนึ่งยืนอยู่ที่นั่น ใบหน้างามแหงนมองท้องฟ้าด้วยรอยยิ้มสดใส เปลือกตาบางค่อยปรือปิดลงก่อนร่างทั้งร่างจะล้มลงเข้าสู่อ้อมกอดของพระแม่ธรณี..
โรกำมือที่สั่นระริกไว้แน่นดวงตาสีมรกตน้ำงามเบิกค้างด้วงความตระหนกขณะมองภาพตรงหน้า ร่างของชายหนุ่มราวกับถูกตรึงอยู่กับที่ตั้งแต่เห็นความเป็นไปที่เกิดขึ้น เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีดูเหมือนจะถูกสูบหายไปจากร่างตั้งแต่วินาทีที่เห็นร่างของหญิงผู้นั้น.. ผู้หญิงที่จะเป็นหนึ่งเดียวในหทัยทอดร่างล้มลง..
ร่างสูงของโรเริ่มขยับ ขาก้าวอย่างเชื่องช้าหวังจะไปให้ถึงร่างเธอผู้นั้นแต่แล้ว..
“เฟริน!!” เสียงร้องของคาโลกลับดังขึ้น แม้จะแผ่วเบาแต่โรก็ได้ยินชัด ชายหนุ่มหยุดยืนนิ่งกับที่ด้วยสำนึกรู้ว่าตัวนั้นไม่มีสิทธิใดๆในเธอผู้นั้น ชายหนุ่มได้แต่ทอดมองร่างของคาโลที่หายวับไปปรากฏตัวอยู่ข้างๆหญิงสาวอย่างรวดเร็วแบบที่เจ้าตัวก็ไม่รู้ว่าตนเอาเรี่ยวแรงนั้นมาจากไหน
ท่ามกลางความเงียบอันเกิดจากความเศร้าสลดของทุกผู้คนที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์และรู้ดีว่านี่คงจะเป็นวาระสุดท้ายของราชินีผู้เป็นดวงใจแห่งคาโนวาลแล้วเฉกเช่นเดียวกับที่เกิดกับพระเจ้าตาของเธอ เหล่าทหารหาญต่างก้มหน้านิ่งราวกับจะแสดงความเคารพสูงสุดแก่หญิงสาวผู้เสียสละโดยเฉพาะเหล่าทหารกล้าจากคาโนวาลที่ถึงกับหลั่งน้ำตาขณะทอดมองกษัตริย์ของตนค่อยๆประคองร่างองค์ราชินีของพวกเขาขึ้นพร้อมกับกอดเอาไว้แนบอก
คาโลวางมืออีกข้างลงแนบอยู่กับบาดแผลใหญ่ที่ท้องของหญิงสาว ลำแสงสีฟ้าหลั่งไหลเข้าสู่บาดแผลนั้นอย่างรวดเร็วแต่ดูเหมือนมันจะไม่ยอมสมาน ชายหนุ่มอัดพลังเข้าไปมากยิ่งขึ้นพร้อมกับพร่ำเรียกชื่อของหญิงผู้เป็นที่รักด้วยเสียงสั่นเครือราวกับหัวใจกำลังจะแหลกสลาย
ในที่สุดเนตรสีน้ำตาลก็ปรือเปิดขึ้นมาอีกครั้ง มือบางเอื้อมขึ้นก่อนจะวางลงบนมือของชายหนุ่มข้างที่กำลังรักษาให้เธออยู่อย่างแผ่วเบา ใบหน้าหวานแย้มยิ้มแม้จะอ่อนแรงเต็มทน
“ไม่มีประโยชน์..อย่าเสียแรงอีกเลย..นะ” เสียงหวานเอ่ยขึ้นแผ่วเบาขาดห้วงพลางสะกดกั้นความเจ็บปวดที่ลามไปทั่วร่างจนแทบจะไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะเปิดเปลือกตาขึ้นเพื่อซึมซับภาพตรงหน้าให้นานที่สุด
ภาพของชายผู้เป็นที่รัก..
เฟรินแย้มรอยยิ้มอ่อนโยนให้ชายผู้เป็นหนึ่งเดียวในดวงใจ.. รอยยิ้มที่ทำให้โลกของชายผู้นั้นสว่างไสว รอยยิ้มที่เปิดประตูหัวใจของชายคนหนึ่งที่ปิดตายมานานให้รับรู้ถึงความอบอุ่น รอยยิ้มที่เขาสาบานว่าจะปกป้อง!!
เนตรสีฟ้าจ้องดวงหน้าหวานขาวซีดด้วยแววตารวดร้าวถึงที่สุด ยิ่งเห็นรอยยิ้มที่เธอส่งมาให้ราวกับจะปลอบประโลมเขา หัวใจของชายหนุ่มกลับบีบรัดแน่นพร้อมกับความเจ็บปวดราวกับมีคมมีดแหลมคมค่อยๆกรีดหัวใจของเขาออกเป็นชิ้นๆ น้ำตาหลั่งไหลออกจากเนตรสีฟ้าคู่งามแบบที่เจ้าตัวไม่คิดจะห้ามอีกต่อไป
เฟรินเอื้อมมือขึ้นสัมผัสใบหน้าเศร้าหมองของชายหนุ่มพลางใช้ปลายนิ้วปาดธารน้ำใสที่ไหลรินนั้น
“อย่าทำหน้าแบบนี้สิ..” เฟรินพูดขึ้นก่อนน้ำใสจะเริ่มไหลออกจากดวงเนตรของเธอบ้าง เสียงที่เอ่ยอีกครั้งสั่นเครือจนปิดไม่มิด “ฉัน.. ขะ ขอโทษ..ขอโทษนะ.. ทั้งๆที่ฉัน..สัญญาไว้ว่า..จะไม่ทำให้นาย..ต้องเสียใจ..แท้ๆ..แต่ว่าฉัน..”
คาโลเอื้อมมือขึ้นจับมือบางไว้แนบกับใบหน้าของตัวเองอย่างทะนุถนอม
“เธอไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้นเฟรินฉันจะรักษาเธอเองเธอจะต้องไม่เป็นอะไร” เสียงที่เอ่ยสั่นพร่าอย่างระงับอารมณ์ น้ำตายังคงหลั่งไหลแม้ไม่มีเสียงสะอื้นไห้แต่ความเจ็บปวดกลับทะลักล้นออกมาให้เห็น มือแกร่งเอื้อมลงจะทำตามที่พูดแต่กลับถูกมือบางหยุดเอาไว้อีกครั้ง
“อย่าคาโล..” เฟรินเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “ฉันรู้ตัวเองดี..”
“ไม่!! เธอจะไม่เป็นอะไร ได้ยินมั้ยเฟริน เธอจะต้องไม่เป็นอะไร” คาโลร้องลั่นราวกับจะขาดใจ มือก็เริ่มรักษาต่อไปไม่สนใจแม้แต่ความเป็นตายของตนเอง เลือดสีเข้มไหลออกจากมุมปากของชายหนุ่มแต่เขายังคงไม่หยุดการรักษา
“คาโล” เฟรินร้องเสียงเบาหญิงสาวกระอักเลือดออกมาอีกครั้ง ความตกใจทำให้ชายหนุ่มหยุดมือ เฟรินเห็นดังนั้นจึงเอ่ยต่อ
“อย่าทำแบบนี้.. ฉันขอร้องล่ะ..ได้มั้ย”
“เฟริน..”
“สัญญากับฉัน.. สัญญา..ว่านายจะไม่ร้องไห้.. ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นนายจะต้องอยู่ต่อไป ได้มั้ย” เขาอยากจะบอกออกไปใจแทบขาดว่าถ้าหากไม่มีเธอเขาจะอยู่ได้ยังไง เขาจะยังมีชีวิตได้ยังไง แต่นัยน์ตาที่มองมาเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังนั้นก็ทำให้เขาต้องพยักหน้าตอบกลับไป
เฟรินยิ้มให้กับคำตอบนั้นก่อนจะรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายยกมือเรียวขึ้นโอบรอบคอของชายหนุ่มพร้อมกับมอบจุมพิตแผ่วเบาแต่นุ่มนวลหวานล้ำยิ่งกว่าสัมผัสใดให้ชายผู้เป็นที่รัก หญิงสาวผละริมฝีปากออกเพียงเล็กน้อยเอ่ยคำกระซิบแผ่วเบา
“ฉันจะอยู่กับนาย..ตลอดไป.. คาโล..” คำพูดสุดท้ายที่ราวกับจะแทงทะลุเข้าไปที่กลางใจ มือบางหล่นลงข้างตัวก่อนเปลือกตาบางจะปิดลงเก็บซ่อนดวงตากลมโตสีน้ำตาลไว้ภายในไม่ให้ผู้ใดได้เห็นอีก..ตลอดกาล
คาโลนิ่งอึ้งเขาไม่รู้ว่าตัวเองจะทำอะไรต่อไปดีหัวสมองว่างเปล่าไปหมดน้ำตาก็ไม่มีจะไหล ทั่วทั้งร่างเบาโหวงมันเจ็บปวดแต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรกับความเจ็บปวดนั้นราวกับหัวใจของเขาถูกฉุดกระชากออกไปจากร่างแล้วกระนั้น
ชายหนุ่มได้แต่จ้องใบหน้าของหญิงสาวอยู่เช่นนั้นเนินนาน เปลือกตาบางยังคงปิดสนิทเหมือนกับเธอเพียงแค่หลับไป
ใช่..เธอเพียงแค่หลับไป.. เธอเพียงแค่หลับไปเท่านั้น
ชายหนุ่มไม่อาจจะยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นกระทันหันเช่นนี้ได้ แต่สัมผัสเย็นเฉียบในอ้อมแขนก็กรีดแทงใจเขาเช่นกัน ตัวเธอเย็นเฉียบ ไร้สีเลือดและ..ลมหายใจ
คาโลกระชับอ้อมกอดแน่นด้วยมือที่สั่นเทาซบใบหน้าลงกับเรือนผมสีน้ำตาลสลวยสัมผัสกับกลิ่นกายหอมหวานที่คุ้นเคยและไม่มีวันจางหาย
“เฟ..ริน..” ภาพเหตุการณ์ตั้งแต่เขาและเธอได้พบกันครั้งแรกโลดแล่นอยู่ในห้วงคิด มันหมุนช้าเร็วไปเรื่อยๆจนกระทั่งมาถึงภาพสุดท้าย
“ฉันจะอยู่กับนาย..ตลอดไป.. คาโล..”
และราวกับทำนบที่กางกั้นไว้พังทลาย ความเจ็บปวดรวดร้าวถาโถมจนสุดยั้ง สรวงสวรรค์ที่มีมลายหายไปสิ้นในพริบตา
“ เฟรินนนนนนนนน.. ”
แสงสว่างเจิดจ้าสว่างวาบขึ้นจากตัวของคาโลราวกับจะร้องรับต่อความโศกเศร้าของชายหนุ่ม ประกายแสงเจิดจรัสเป็นสีแดงฉานพุ่งวูบขึ้นสู่ท้องฟ้าก่อนจะย้อนกลับลงมาและไหลทะลักเข้าสู่ร่างเย็นเหยียบของเฟรินในวินาทีนั้น.......
เฮือก!!
ภาพฝันร้ายที่เขาไม่อยากนึกถึงหายไปทันทีที่ร่างสูงหยัดตัวขึ้นนั่งหลังตรงบนเก้าอี้ไม้ข้างเตียง เสียงหัวใจเต้นถี่รัวเร็วดังสะท้อนในห้องที่เงียบงัน ชายหนุ่มหอบหายใจหนัก ใบหน้าคมซีดจัดยิ่งกว่ากระดาษ เหงื่อกาฬไหลอาบทั่วร่างเหมือนกับผ่านศึกหนักมาก็ไม่ปาน
คาโลทอดสายตาไปยังร่างของหญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
เมื่อครู่เป็นเพียงแค่ความฝัน.. แค่ฝันไปเท่านั้น ตอนนี้เฟรินยังอยู่ เธอยังอยู่กับเขา..
คาโลคิดในใจก่อนจะเบือนหน้าออกไปยังหน้าต่าง ท้องฟ้าด้านนอกเริ่มเปลี่ยนเป็นสีหม่นแล้วและอีกไม่นานฟ้าก็จะสาง..
“ฟ้าใกล้สางแล้ว” คาโลรีบหันหน้ากลับมาพูดกับเฟรินที่ยังนอนนิ่ง “เธอได้ยินรึเปล่า อีกนิดเดียวเท่านั้น..”
แต่ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้พูดให้จบเขาก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
เย็นเฉียบ.. สัมผัสที่มือเขานั้นเย็นเฉียบเหมือนในความฝันนั่นไม่มีผิด
ไม่จริง..
คาโลผละมือออกจากการกอบกุมมือของเฟรินก่อนยื่นมืออันสั่นระริกนั้นขึ้นไปจับชีพจรที่ต้นคอของหญิงสาว..
ไม่มี..
เป็นไปไม่ได้..
“โอเดล!!” คาโลตวาดเสียงลั่น เสียงนั้นดังออกไปถึงห้องรับรองห้องข้างๆที่อยู่ติดกับห้องนอนห้องนี้ และแทบจะในทันทีที่สิ้นเสียงประตูห้องนอนก็เปิดผ่างออกพร้อมกับร่างของโร เซวาเรสที่หลังจากตอนนั้นก็ยังไม่ได้กลับไปทริสทอร์อีกเลย ใบหน้าของโรฉายชัดถึงความตระหนกไม่ต่างไปจากคิลที่ยืนอยู่ข้างๆ ทั้งสองรีบเดินเข้ามาภายในห้องตามมาด้วยวิเวียน ลูคัสและลอเรนซ์ ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังหมอเทวดาที่กำลังตรวจอาการให้เฟรินอยู่
“ว่าไง” คาโลถามขึ้นทันทีที่โอเดลเงยหน้าขึ้นมองตน หมอเทวดาส่ายหน้าอย่างเศร้าใจก่อนจะตอบ
“เสียใจด้วยนายท่าน.. นายหญิง..”
“ล้อเล่นใช่มั้ย” คิลพูดเสียงเครือเมื่อได้ยิน ความจริงที่ไม่อาจยอมรับทำให้นักฆ่าแห่งซาเรสถึงกับหลั่งน้ำตาพร้อมกับเบือนหน้าไปทางอื่น โรเองก็เช่นกันชายหนุ่มกำหมัดแน่นอย่างระงับอารมณ์จนเลือดไหลซึมหยดลงบนพื้นในขณะที่วิเวียนยกมือทั้งสองขึ้นปิดหน้าปล่อยเสียงสะอื้นไห้ออกมาเบาๆ ส่วนลูคัสกับลอเลนซ์แม้ทั้งสองจะไม่ได้ร้องไห้ออกมาแต่ก็โศกเศร้าไม่แพ้กันเพราะอย่างไรเสียเฟรินก็เป็นรุ่นน้องของพวกเขา เป็นรุ่นน้องคนสำคัญที่เรียกเสียงหัวเราะจากใจจริงของนักบวชแห่งป้อมอัศวินออกมาได้ เป็นรุ่นน้องที่เขารักดุจน้องสาวแท้ๆ
บรรยากาศแห่งความโศกเศร้าแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วห้องรับรองชั่วคราวภายในพระราชวังเวนอล ในขณะที่แสงทองของวันใหม่เริ่มสาดส่องแต่ภายในห้องๆนี้กลับมืดมิดหนาวเหน็บราวกับสิ้นแล้วซึ่งแสงสว่างใดๆ
คาโลค่อยๆทรุดลงนั่งบนเตียงสีขาวสะอาดอย่างหมดเรี่ยวแรงข้างกายหญิงสาวผู้เป็นที่รักยิ่ง มือข้างหนึ่งเอื้อมขึ้นสัมผัสใบหน้าเย็นเฉียบของเฟรินแผ่วเบา สายตาที่มองไปยังเธอนั้นแสดงออกถึงความรักเปี่ยมล้นและความเจ็บปวดที่ยากจะพรรณนา
ใบหน้าสลักขาวซีดค่อยโน้มลงใกล้ก่อนมอบคำกระซิบแหบพร่าที่ข้างหูของหญิงสาว
“ไม่ต้องห่วง..เธอจะต้องหายดี..เฟริน” สิ้นคำมือที่เคยสัมผัสอยู่ที่ข้างแก้มของเฟรินก็ค่อยเลื่อนลงต่ำก่อนจะวางแนบยังส่วนอกของหญิงสาวบริเวณหัวใจ
ไม่นานนักแสงสีฟ้าค่อยๆเรืองรองออกมาจากใต้ฝ่ามือของคาโลหลั่งไหลเข้าสู่ร่างของเฟริน แสงนั่นเริ่มเปลี่ยนจากสีฟ้ากลายเป็นสีแดงเข้มอย่างช้าๆราวกับชายหนุ่มถ่ายเทเลือดของตัวเองเข้าไปยังร่างของหญิงสาวกระนั้น
แสงสีแดงเริ่มสว่างขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นแสงจ้าและนั่นทำให้ทุกคนเบือนหน้ากลับมามองยังต้นแสงด้วยความประหลาดใจและทันทีที่ได้เห็นภาพตรงหน้านัยน์ตาทั้งสิบสองคู่ก็ถึงกับเบิกค้าง
“นายท่าน..อย่าทำแบบนี้..” โอเดลร้องขึ้นก่อนพร้อมปาดเข้ามาเพื่อจะห้ามคาโลที่พยายามจะใช้พลังเวทถ่ายเทพลังชีวิตตัวเองเพื่อชุบชีวิตเฟรินอีกครั้ง แต่ทันทีที่หมอเทวดาเคลื่อนกายเข้ามาถึงมืออีกข้างที่ยังว่างของคาโลก็ยกขึ้น เพียงสะบัดข้อมือเล็กน้อยร่างของหมอเทวดาก็ถูกดูดกลับเข้าไปในคทาพิพากษาทันที
“หยุดเถอะคาโล..เฟรินตายไปแล้ว..” คิลร้องห้ามขึ้นบ้างด้วยน้ำเสียงเจ็บปวดแต่ในทันทีที่คำว่า ‘ตาย’ หลุดออกจากปากของคิลมัส ฟีลมัส ใบหน้าของคาโลก็หันขวับกลับมาทันใด
นัยน์เนตรสีฟ้าเข้มลึกวาวโรจน์ก่อนสุรเสียงห้วนจะตวาดลั่น
“หุบปาก!! เฟรินยังไม่ตาย.. ได้ยินมั้ย!! เธอยังไม่ตาย!!”
คิลมองเพื่อนรักทั้งสองด้วยแววตารวดร้าว เพื่อนรักของเขา.. คนหนึ่งจากไปแล้ว ส่วนอีกคนถึงแม้จะยังมีชีวิตแต่ก็เป็นชีวิตที่แตกสลาย เขาไม่รู้ว่าจะหาคำปลอบใจอะไรมาให้กับคนตรงหน้าได้จึงได้แต่ยืนเงียบๆฟังเท่านั้น
คาโลเบือนหน้ากลับพร้อมกับถ่ายเทพลังต่อไปโดยไม่สนใจใครทั้งสิ้น ปากก็พร่ำเรียกเฟรินด้วยเสียงร้องดุจจะขาดใจ
“ฉันจะไม่ให้เธอตายเด็ดขาด เธอจะตายไม่ได้ ตื่นขึ้นมาสิ..เฟริน ฟื้นขึ้นมา!!”
“เลิกบ้าซะที!!” โรที่ยืนดูอยู่นานตวาดขึ้นพร้อมกับตรงเข้าไปคว้าแขนของคาโลออกแต่คาโลกลับสะบัดทิ้ง
“ไม่ต้องมายุ่ง!! คนอย่างนาย.. คนอย่างนายจะไปเข้าใจอะไร!!”
“ใช่..ฉันไม่เข้าใจและก็ไม่อยากจะเข้าใจการกระทำของคนบ้าอย่างนายด้วย!! ที่ฉันรู้ตอนนี้มีอยู่อย่างเดียว ถ้าปล่อยให้นายทำแบบนี้ต่อไปแม้แต่ร่างของเฟรินก็จะรักษาเอาไว้ไม่ได้!! ได้ยินมั้ย.. นายคิดจะทำร้ายเฟรินไปถึงเมื่อไหร่ถึงจะพอ!!”
คาโลหยุดชะงักราวกับคำพูดของโรตรึงร่างเขาเอาไว้ พลังเวทที่ส่งไปยังร่างของเฟรินหายไปในพริบตา
ชายหนุ่มเบือนหน้าหันกลับมามองโรเพียงครู่ก่อนจะหันไปหาเฟรินอีกครั้ง นัยน์ตาสีฟ้าหลุบต่ำ มือกำหมัดแน่น ร่างสั่นสะท้านในขณะที่โรยังคงพูดต่อไป
“ร่างนี้ฝืนรับพลังของนายมาครั้งหนึ่งแล้ว จริงอยู่ที่มันสามารถรั้งเฟรินให้อยู่บนโลกนี้ได้แต่นายรู้รึเปล่าว่าสิ่งที่นายทำมันสร้างความทรมานให้เธอขนาดไหน..” เสียงของโรขาดห้วงไปพร้อมกับน้ำตาที่ไหลรินออกมาอย่างสุดกลั้น “ร่างกายที่ถูกยื้อเอาไว้ด้วยการฝืนกฎธรรมชาติแบบนี้..มันไม่อาจรองรับพลังของนายได้อีกแล้วคาโล.. ต่อให้นายถ่ายเทพลังให้เฟรินจนหมดก็มีแต่จะเพิ่มการสูญเสียขึ้นมาอีกหนึ่งเท่านั้น..”
สิ้นเสียงของโรความเงียบงันก็เข้าครอบคลุมห้องอีกครั้งมีเพียงเสียงหายใจหอบถี่ของคาโลเท่านั้นที่ดังให้ได้ยินราวกับว่าเขาไม่อาจจะหายใจเอาอากาศเข้าไปในร่างได้กระนั้น
ฉันจะทำยังไง.. จะทำยังไงดี.. คาโลกำหมัดแน่นยิ่งขึ้น ร่างทั้งร่างยังคงสั่นสะท้าน ใบหน้าคมซีดจัดก้มลงเพื่อสกัดกั้นความเจ็บปวดที่แทบจะฉีกร่างเขาออกเป็นชิ้นๆ มโนภาพแห่งวันวานหวนคืนมาอีกครั้ง
ฉันจะไม่มีวันทำให้นายเสียใจ คาโล.. นับแต่นี้และตลอดไป..
“คนโกหก..” เสียงตัดพ้อแผ่วเบาดังขึ้น “ทั้งที่สัญญากับฉันไว้ ทั้งๆที่สัญญาเอาไว้แล้ว.. ทำไม ทำไมถึงไม่รักษาสัญญา..”
สัญญากับฉัน.. สัญญา..ว่านายจะไม่ร้องไห้.. ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นนายจะต้องอยู่ต่อไป..
“ฉันจะทำได้ยังไงเฟริน.. ไม่มีเธอ..ฉันจะอยู่ได้ยังไง..”
ฉันจะอยู่กับนาย..ตลอดไป.. คาโล..
“บอกว่าจะอยู่กับฉันตลอดไป แล้วทำไม..ทำไมถึงทิ้งกันไปง่ายๆ.. เฟริน” คาโลเอื้อมมือทั้งสองข้างประคองร่างบอบบางเย็นเฉียบไว้ในอ้อมแขน
“ขอร้องล่ะ..อย่าทำแบบนี้กับฉัน..อย่าแกล้งกันแบบนี้จะได้มั้ย ช่วยลืมตาขึ้นมาที..” อ้อมกอดกระชับแน่น หยาดน้ำตาโลหิตหลั่งไหลออกจากเนตรคู่งามหยาดหยดลงบนใบหน้าซีดขาวของหญิงสาว ฉับพลันโดยที่ไม่มีใครคาดคิดท้องนภาเบื้องนอกกลับมืดมิดลง ดวงอาทิตย์ที่สาดแสงอยู่เมื่อครู่พลันดับวูบราวกับมีมือมัจจุราชมากำบัง ปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีผู้ใดได้เห็นมาก่อนสร้างความตื่นตระหนกเรียกสายตาหวาดหวั่นและเสียงหวีดร้องอย่างขวัญผวาแผดไปทั่ว ทว่ามันหาใช่กับบุคคลในห้องๆนี้ไม่
ทุกคนกำลังยืนตะลึงกับแสงประหลาดที่สว่างออกจากร่างของเฟริน แสงนั้นส่องสว่างไปทั่วทั้งห้องก่อนจะถูกสูบวูบลงรวมเป็นผลึกทรงกลมสีดำสนิทยิ่งกว่าความมืดมิดบนท้องฟ้า
“นั่นมัน..ไข่มุกดำ!!” โรพูดขึ้นเบาๆอย่างตื่นตะลึงแต่นั่นก็เรียกทุกสายตาให้หันมาจับจ้องยังชายหนุ่มยกเว้นคาโลที่ยังมองไข่มุกซึ่งลอยอยู่เหนือร่างของเฟรินนิ่ง วินาทีนั้นแสงสว่างสีขาวก็พุ่งวูบออกจากไข่มุกพร้อมๆกับที่สร้อยที่เฟรินสวมอยู่เปล่งประกายขึ้น
สร้อยที่คาโลให้เฟรินในวันที่เขาขอเธอแต่งงานค่อยๆลอยขึ้นช้าๆก่อนที่บริเวณที่เป็นตัวจี้จะหลอมรวมเข้ากับไข่มุกดำเป็นหนึ่งเดียว แสงสีขาวสว่างจ้าขึ้นอีกครั้งจนทุกคนต้องเบือนหน้าหนีและเมื่อแสงจางหายผลึกสีรุ้งก็ปรากฏแก่สายตา..
ผลึกนั้นลอยอยู่เหนือร่างของเฟรินพร้อมกับฉายแสงสีขาวที่มีเส้นสีรุ้งวิ่งวนอยู่ภายในไปยังร่างของเธอก่อนผลึกนั้นจะแตกกระจายออกดูคล้ายสะเก็ดดาวปลิวกระจายไปทั่วทั้งห้อง และแล้วหนึ่งในสะเก็ดดาวนับล้านนั้นพลันเปล่งแสงก่อนจะแปรรูปร่างเป็นหญิงสาวนางหนึ่ง
ใบหน้างดงามอ่อนโยนแย้มยิ้มน้อยๆ ร่างบอบบางโปร่งแสงในชุดสีขาวสะอาดดูราวกับเทพธิดา อีกทั้งเรือนผมสีน้ำตาลที่ยาวเคลียไหล่มนรวมไปถึงเนตรสีเปลือกไม้คู่งามที่มองตรงไปยังร่างของคาโลที่โอบกอดเฟรินอยู่นั้นก็ตรึงทุกสายตาให้เบิกกว้าง
“เฟริน..” ทุกคนยกเว้นคาโลพูดเป็นเสียงเดียวกัน หญิงคนนั้นยิ้มให้คาโลก่อนจะมองไปยังใบหน้าของหญิงสาวที่เหมือนกับเธอราวกับพิมพ์เดียวในอ้อมแขนของชายหนุ่ม
“สิ่งที่ฉันทำเพื่อเธอได้.. มีเพียงสิ่งนี้เท่านั้น..” เธอพูดด้วยเสียงแผ่วเบาแต่อ่อนโยนยิ่งก่อนจะหันไปยังคาโลอีกครั้ง “ฝากดูแลนางด้วย.. ปกป้องเธอให้ได้เหมือนที่ฉันทำ” เธอเบนสายตาไปยังเฟรินอีกครั้ง
“ลาก่อน.. เฟริน..” สิ้นคำร่างโปร่งแสงของเธอก็กลายเป็นสะเก็ดดาวก่อนจะหายไปพร้อมๆกับสะเก็ดดาวดวงอื่นๆ
ท้องฟ้าเบื้องนอกกลับมาส่องสว่างอีกครั้ง เหตุการณ์เมื่อครู่ราวกับความฝัน..
คาโลยังคงนั่งนิ่งเช่นเดียวกับคนอื่นๆที่มองตรงไปยังจุดที่หญิงสาวคนเมื่อครู่เคยอยู่ก่อนชายหนุ่มจะรับรู้ได้ถึงสัมผัสแผ่วเบาที่ข้างแก้มของเขา
คาโลค่อยๆเบือนหน้าลงมองไปยังร่างในอ้อมแขน จิตใจที่บอบช้ำถูกสมานคืนดังเดิมเมื่อพบกับรอยยิ้มที่เขาแสนรัก มือขาวเอื้อมขึ้นจับมือบอบบางนั้นไว้แนบกับใบหน้าของตนที่เริ่มคลี่ยิ้มน้อยๆด้วยความรู้สึกเป็นสุขที่เอ่อล้น
เนตรสีฟ้าจ้องไปยังใบหน้าหวานที่เริ่มมีสีเลือดขึ้นมาอีกครั้งโดยไม่ละสายตา
“ถ้านี่เป็นความฝัน..ฉันจะไม่ขอตื่นขึ้นมาอีก..” เสียงของคาโลนั้นสั่นพร่าด้วยความดีใจ ยิ่งเห็นเธอผู้นั้นแย้มยิ้มมากขึ้นน้ำตาที่ไม่รู้ว่าหยุดไหลไปเมื่อไหร่ก็หลั่งรินลงมาอีกครั้ง
เฟรินใช้ปลายนิ้วปาดน้ำตาออกจากใบหน้าของชายหนุ่มแผ่วเบาส่วนคาโลเองก็ใช้มือของตนลูบไล้ใบหน้าของเธอเบาๆด้วยความรักยิ่ง
“ไหนสัญญาว่าจะไม่ร้องไห้ไงล่ะ” เสียงหวานดังขึ้นแผ่วเบาเพราะเธอยังไม่มีแรงมากนัก แต่แค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะเรียกรอยยิ้มจากใบหน้าสลักให้กว้างขึ้นไปอีก
ไออุ่นจากร่างในอ้อมแขนเขาเป็นของจริงและยังเสียงที่เขาถวิลหาทุกลมหายใจ..
คาโลแย้มรอยยิ้มกว้างขึ้นก่อนจะตอบคำหญิงผู้เป็นที่รักอย่างอ่อนโยนยิ่ง
“ฉันไม่ได้ร้องไห้.. แต่ห้องนี้ร้อนนักเหงื่อมันเลยไหลออกจากตาก็เท่านั้น” คำตอบที่เรียกรอยยิ้มกว้างฉาบใบหน้าของเฟรินพร้อมกับแววตาไหวระริก
ชายหนุ่มและหญิงสาวต่างจ้องสบตากันเช่นนั้นด้วยความรู้สึกห่วงหายากเกินบรรยายจนในที่สุดเฟรินจึงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยเสียงหวานอ่อนโยนยิ่งนัก
“กลับมาแล้วค่ะ” คาโลมองหน้าของเธอนิ่งซึมซับประโยคอ่อนหวานนั้นเข้าไปถึงดวงใจ ก่อนจะพยักหน้ารับพร้อมตอบกลับเสียงเบา
“อือ..” สิ้นคำชายหนุ่มก็รั้งร่างของหญิงสาวมากอดเอาไว้แนบแน่น ในที่สุดเขาก็ได้เธอกลับคืนมาอีกครั้งและไม่มีวันที่จะปล่อยเธอให้หลุดมือไปอีกเป็นครั้งที่สอง
“ขอต้อนรับกลับบ้าน..เฟริน”
และ..
ขอบใจเธอมาก..
..เรเน่
ความคิดเห็น
เย้ๆเฟรินไม่ตาย วู้ๆๆ เย้ๆๆ
ซึ้งสุดๆ น้ำตาไหลอีกแล้ว แหะๆ
ยังไงๆก็อัพเรวๆนะคะ แต่อย่าหักโหมมากนักนะคะ เดี๋ยวจะไม่สบายเอา
ไปล่ะนะคะ บายๆค่า
อ่านบทนี้ทีไรก็ซึ้งเหมือนเคยนะเจ้าค่ะ
ซึ้งมาก ๆ น้ำตาซึมเลยบทนี้
..เร(เน)เน่
อิอิ แอบแฝง อัลจังจ๋า ไว้อัลแต่งเรื่องใหม่เนเน่ขอสมัครเป็นตัวละครนะจ๊ะ
คาแร็คเตอร์ก็เอาใกล้เคียงกับตัวจริงก็พอ ไม่มีอะไรมากแค่เพอเฟ็คสุดๆ (ใกล้ตรงไหน?)
ฮือ..T_T.....ซึ้งสุดๆๆ
โอ๊ยใจหายใจคว่ำ เพิ่งอ่านครั้งแรกค่ะ เห็นลิงค์ที่ IE มันส์มาก
แต่งเก่งจังเลยค่ะเป็นกำลังไจไห้ค่ะ ซึ้งสุดๆๆพาเราร้องไห้เลยนะคะ
ยอดเยี่ยม