RayGuard
ดู Blog ทั้งหมด

บทเพลงที่ 5 ความฝัน ความจริง กับฝันที่เป็นจริง ( 4 )

เขียนโดย RayGuard

บทเพลงที่  5  ความฝัน  ความจริง  กับฝันที่เป็นจริง  ( 4 )




ร่างๆหนึ่งค่อยๆก้าวพ้นออกมาจากเงาไม้ใหญ่หลังพูดจบ 

ร่างสูงในชุดนักบวชศักดิ์สิทธิ์สีขาวสะอาดยืนอยู่ที่นั่น  มือขวาของชายหนุ่มถือหนังสือพระคัมภีร์เล่มหนาสีขาวไม่ต่างจากชุดที่สวมใส่  เรือนผมสีทองอร่ามกำลังพัดพลิ้ว  ใบหน้าหล่อเหล่าคมเข้มติดจะหงุดหงิดไม่แพ้นัยน์ตาสีอเมธิสคู่งามที่บัดนี้วาวโรจน์ดุจเปลวเพลิง

"ลอเรนซ์..  ดอร์น.."

เจ้าของชื่อปลายตามองคนพูดพร้อมกับกล่าวเสียงเรียบ 

"นั่นคงจะไม่ใช่คำพูดของรุ่นน้องที่ใช้ทักรุ่นพี่ที่ไม่ได้เจอกันมานานหรอกนะ  คิลมัส  ฟีลมัส"

"ใครครับ"  เซรัสกระซิบถามคิล  ขณะที่สายตายังไม่ละไปจากร่างผู้มาใหม่  คิลไม่ได้ตอบเขากำลังตะลึงกับสิ่งที่เห็น  ผู้ที่น่าจะอยู่ไกลถึงแอเรียสแต่กลับมาปรากฏตัวที่นี่แถมยังมาในช่วงเวลาคับขันเสียด้วย

"เจ้าเป็นใครกัน"  พ่อมดถามพลางหรี่สายตามองคนตรงหน้าอย่างรู้สึกคุ้นตานัก

ลอเรนซ์เบนสายตาจากคิลและเซรัสหันมาสบตากับพ่อมดแห่งวานาล 

"ผู้ที่จะมารับชีวิตของเจ้า"  สิ้นคำไอเวทรุนแรงก็แผ่พุ่งออกจากร่างของลอเรนซ์  ดอร์นนักบวชชั้นสูงแห่งแอเรียสทันที

พ่อมดเฒ่าเมื่อสัมผัสได้ถึงไอเวทนั้นก็เหยียดยิ้มเยาะ  "หึหึ  นึกว่าใครที่ไหนที่แท้ก็เด็กอวดดีเมื่อคราวนั้นนั่นเอง"  พ่อมดพูดพลางนึกย้อนไปถึงคราวสงครามศักดิ์สิทธิ์เมื่อครั้งก่อนที่เขาได้ประมือกับคนตรงหน้า 

"คิดจะมาแก้มือรึไง  ฮ่าฮ่า  จะกี่ครั้งก็เหมือนเดิมนั่นแหละ"  พ่อมดพูดพร้อมกับหัวเราะอย่างน่าเกลียดแต่ลอเรนซ์ก็ยังคงรักษาสีหน้าหงุดหงิดได้ดีดังเดิม

"คงจะเรียกว่าแก้มือไม่ได้เพราะคราวที่แล้วฉันไม่ได้แพ้" 

"นั่นสิๆ..  อย่างลอรี่น่ะจะแพ้ได้ไง.. เนอะ"  เสียงหนึ่งแทรกขึ้นมาระหว่างกลาง  สิ้นเสียงพูดนั้นดูเหมือนอารมณ์หงุดหงิดของนักบวชที่สะกดให้ราบเรียบมานานจะระเบิดออกทันควัน

"หุบปากซะลูคัส  ฉันยังไม่อยากตัดกำลังพวกเดียวกันเอง"  ลอเรนซ์ตวาดแต่ไม่ได้ขว้างมีด  ไม่นานลูคัส  ซาโดเรียก็ค่อยๆก้าวออกมายืนข้างหลังของลอเรนซ์  ใบหน้าคมคายนั้นยังคงกลั้นยิ้มอยู่อย่างสนุกสนานที่ได้แหย่คนข้างตัว

ลอเรนซ์ลอบสบถอย่างหัวเสียผิดกับลูคัสที่ดูเหมือนจะยิ้มกว้างมากขึ้นพลางสายตาก็มองกวาดไปยังคิลที่ตะลึงไม่หายก่อนจะเลยไปหยุดที่อีกคนที่ดูท่าจะตะลึงไม่แพ้กัน

ลูคัสมองสบตาเซรัสอย่างขบขันระคนเอ็นดู  "นี่เหรอหลานของโรเวน เหมือนมากเลยนะ"  พอพูดจบเจ้าตัวก็แหงนหน้าขึ้นมองไปบนฟ้า

"ว่าแต่ว่าท่านเสธของเราขึ้นไปเล่นอะไรอยู่บนนั้นกันน่ะ"  สิ้นคำ  เสียงร้องของเหยี่ยวก็ดังขึ้นพร้อมๆกับร่างมหึมาของเยี่ยวซาตานที่บินร่อนโฉบไปมา  บางตัวก็ทะยานอยู่บนฟ้า  บางตัวก็โฉบกินพวกปีศาจอย่างสยดสยองแต่เส้นทางที่ทุกตัวมุ่งไปนั้นคือที่เดียวกัน

สมรภูมิกลางฟากฟ้า..


//////////////////////////////////////////////////////////////////


โรเวนที่กำลังรับศึกหนักทั้งหน้าหลังพลันหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงบางอย่างเช่นเดียวกับมังกรทมิฬทั้งสามตัวที่ล้อมเขาไว้  พอหันไปยังต้นเสียงสายตาก็เห็นกลุ่มก้อนสีดำทะมึนพุ่งตรงมาทางเขาด้วยความเร็วสูงและไม่ถึงอึดใจร่างเหล่านั้นก็ปรากฏชัดแก่สายตา

เนตรสีน้ำเงินฉายแววเครียดจัดกับผู้มาใหม่ที่ไม่รู้ว่าเป็นมิตรหรือศัตรูเพราะถ้าหากเป็นศัตรูล่ะก็คงไม่ต้องหวังว่าจะรอดชีวิตจากที่นี่อีกแล้วแต่ถึงกระนั้นกษัตริย์แห่งเจมิไนก็ยังคงตั้งท่าเตรียมพร้อมรับมือทว่าฝูงเหยี่ยวเหล่านั้นกลับพุ่งเข้าโฉบจิกตีกับมังกรทมิฬทั้งสามแทน

โรเวนหยุดชะงักอีกครั้งพลางเพ่งมองรูปร่างที่ดูคุ้นตานักของเหยี่ยวเหล่านั้นก่อนจะหันลงไปมองทางเบื้องล่างพร้อมกับเอ่ยออกมาเสียงเบา

"ลูคัส"  โรเวนพูดพร้อมกับชักมังกรน้ำของตัวให้ถลาลงไปและทันทีที่เท้าของมังกรแตะพื้นเสียงแตรเป่าเขาก็ดังขึ้น

วูดดดดดดดด..

โรเวนหันไปมองทางต้นเสียง  ที่นั่นธงทองของบารามอสโบกสะบัด  ทัพใหญ่ที่คิดว่าถูกยูริซิสใช้เล่ห์กำจัดไปหมดแล้วบัดนี้ปรากฏอยู่ตรงหน้า  และผู้ที่นำทัพมานั้น..

"ไธนอส!!"  โรเวนร้องอย่างยินดีมองภาพชายที่ถือได้ว่าเป็นเพื่อนตายของเขากำลังวาดดาบมายังเบื้องหน้าพร้อมกับชักม้านำกองทัพทหารเข้าสู่สนามรบ 


"แด่บารามอส.. แด่เอเดน..  บุก!!"

"เฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ!!"  เสียงเหล่าทหารร้องรับ  กองทัพบารามอสที่เพิ่งมาถึงพุ่งเข้าสู่สมรภูมิในทันที


///////////////////////////////////////////////////////


ก่อนหน้า..
 
กษัตริย์สูงสุดแห่งคาโนวาลได้แต่หลบเลี่ยงไปมาไม่อาจโต้กลับยูริซิสที่หลังจากลอบเข้ามาโจมตีแล้วเพลงดาบก็ยังคงวาดอย่างต่อเนื่องไม่หยุดไม่เปิดโอกาสให้เขาเลยแม้แต่น้อย  หนำซ้ำพอยิ่งเคลื่อนไหวมากขึ้นเท่าไหร่ก็ดูเหมือนเลือดจะยิ่งไหลทะลักออกมามากขึ้นเท่านั้น

นัยน์ตาคมกริบสีฟ้าสอดส่ายหาช่องว่างของศัตรู  ทั่วทั้งร่างของยูริซิสเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ราวกับถูกไฟไหม้เหวอะหวะเต็มไปหมดแต่กลับไม่มีวี่แววของความเจ็บปวดหรืออ่อนล้า  ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแรงเฮือกสุดท้ายในการเอาชีวิตรอดหรือเป็นความบ้าระห่ำของเจ้าตัวกันแน่ที่ทำให้ร่างนั้นขยับไหวแต่มันตรงกันข้ามกับเขา  ยิ่งเขาเคลื่อนตัวมากเท่าไรความเจ็บปวดก็เข้ากัดกินพลังกายจนเขาแทบไม่อยากขยับแต่ก็ต้องฝืนกัดฟันทนเพราะหากการเคลื่อนไหวของเขาหยุดลงนั่นหมายถึงชีวิต 

สายตาของคาโลยังคงจับจ้องการเคลื่อนไหวของยูริซิสไม่วางตา  ขอเพียงช่องโหว่เพียงเสี้ยววินาทีให้เขาได้ร่ายเวทหรือใช้ดาบตอบโต้ได้บ้างเพื่อที่เขาจะได้หลุดพ้นจากสภาพน่าอึดอัดนี่  แต่ดูเหมือนคู่ต่อสู้จะรู้เท่าทันความคิดดาบในมือถึงได้กวัดแกว่งไม่หยุดทั้งที่จากสภาพร่างนั่นไม่น่าจะมีแรงเหลือมากมายขนาดนี้แท้ๆ 

ถึงคาโลจะสามารถหลบคมดาบได้หมดแต่ระยะห่างจากดาบถึงตัวก็เริ่มกระชั้นเข้าเรื่อยๆด้วยเพราะความเจ็บจากบาดแผลทำให้การเคลื่อนไหวของเขาค่อยๆช้าลง

ถ้าหากปล่อยให้เหตุการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไปไม่นานเขาจะต้องพลาดแต่จะทำเช่นไรดี  ขณะที่คาโลกำลังคิดจนหัวปั่นจู่ๆเสียงเป่าเขาสัตว์กลับดังกระหึ่มขึ้น

วูดดดดดดดด..

ยูริซิสเสียสมาธิทันทีเบือนหน้าหันกลับไปมองภาวนาไม่ให้เป็นอย่างที่ตนคิดแต่ภาพทัพบารามอสที่กรูกันเข้ามาในสนามรบก็ดับความหวังของชายหนุ่มไปจนสิ้น  ดวงตาของยูริซิสเบิกค้างอย่างตกใจและการกระทำนั้นไม่อาจรอดพ้นสายตาของคาโล

เหตุการณ์ช่างเป็นใจนักในยามที่เขาจนมุมอยู่ๆทัพบารามอสก็ปรากฏออกมา  นอกจากจะช่วยเสริมกำลังให้กองทัพได้แล้วยังช่วยเขาให้หลุดออกจากสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานอีกด้วย

คาโลไม่รอช้าตวัดดาบในมือออกรวดเร็วฟันเข้ากลางลำตัวของยูริซิสทันที

ฉัวะ!!

เลือดสดๆไหลทะลัก  ยูริซิสหนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด  คาโลใช้จังหวะนั้นถอยออกมาให้ห่างออกจากรัศมีดาบแต่นั่นกลับพาตัวเขาเข้าไปหาวิถีดาบอีกแห่ง

อาเธอร์ที่บัดนี้ห่างไกลจากความเป็นมนุษย์มากขึ้นทุกทีด้วยฤทธิ์เดชของสมบัติอาถรรพณ์ที่กลืนกินร่างเขาไปเรื่อยๆตามระยะเวลาที่สวมใส่กำลังประดาบกับฮีลซ็อตอย่างสูสีและขณะที่กำลังต่อสู้พัวพันกันอยู่นั้นนัยน์ตาคมกริบสีเลือดก็เหลือบไปเห็นร่างของกษัตริย์หนุ่มอยู่ในวิถีดาบของตนพอดีและนั่นก็เป็นภาพเดียวกับที่ฮีตซ็อตเห็นเช่นกัน 

ภาพร่างของผู้เป็นนายถูกอาบด้วยเลือดที่มากกว่าคราแรกที่เห็นมากนักทำให้ยอดนักรบในตำนานไม่อาจสงบใจด้วยความร้อนรนห่วงเจ้านายคนสำคัญทำให้ฝีดาบชะงักชั่วขณะแต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้อาเธอร์เป็นฝ่ายได้เปรียบ 

อาเธอร์ตวัดดาบวูบปัดดาบของฮีลซ็อตกระเด็นก่อนจะหมุนตัวกลับตั้งดาบในท่าพร้อมฟันใส่อีกร่างที่เข้ามาใกล้

ความเลินเล่อเพียงชั่วครู่กำลังจะนำภัยพิบัติใหญ่หลวงให้กับผู้ที่ตนเคารพยิ่งแต่ฮีลซ็อตก็ไม่อาจจะทำอะไรได้เหตุการณ์นั้นมันเกิดขึ้นรวดเร็วนัก  รวดเร็วจนหน้าใจหาย  กว่าจะรู้ตัวก็มีเพียงเสียงร้องด้วยความตระหนกของตนเท่านั้นที่แผดก้อง

"นายท่าน!!ระวัง!!

คาโลหันกลับไปตามเสียงที่ร้องเรียก  นัยน์ตาสีฟ้าเบิกกว้างก่อนจะหรี่ลงสงบนิ่งกระชับดาบในมือแน่น  รัศมีดาบวาดออกเป็นวง  ทั้งรวดเร็ว  พลิ้วไหว  และ..รุนแรง!!

"ดาบปราบมาร"

เพลงดาบของคาโลปะทะเข้ากับเพลงดาบของอาเธอร์  แรงปะทะมหาศาลสั่นสะเทือนพื้นดิน  เสียงระเบิดกัมปนาทก้อง 

ตูม!!

สรรพสิ่งหยุดชะงักทุกสายตาจับจ้องไปยังจุดต้นกำเนิดเสียงภาพตรงหน้าทำให้ทุกสายตาเบิกค้างกับการระเบิดรุนแรงอย่างไม่ต้องพูดถึงคนที่อยู่ใกล้ว่าจะเป็นเช่นไร 

ร่างของคาโลกระเด็นออกมาจากม่านควันกระแทกเข้ากับพื้น  รอบๆตัวเต็มไปด้วยร่างโชกเลือดของเหล่าทหารทั้งฝ่ายตนเองและข้าศึกนอนระเกะระกะเต็มไปหมด  บ้างล้มตายบ้างบาดเจ็บสาหัส

 คาโลค่อยๆพยุงร่างของตัวเองขึ้นแต่นั่นกลับทำให้เขากระอักเลือดสดๆออกมา  ชายหนุ่มเพ่งสายตาฝ่าม่านควันหาร่างของอีกคนพร้อมๆกับใช้มือปาดเลือดออกจากริมฝีปาก  อาการบาดเจ็บจากแรงกระแทกคงมากกว่าที่เขาคิดไว้  อวัยวะภายในถึงได้บอบช้ำมากขนาดกระอักเลือดออกมาได้  ชายหนุ่มอ่อนล้าเกินกว่าจะขยับไหวยิ่งไม่ต้องพูดถึงการคงร่างของฮีลซ็อต  ตอนนี้ก็ได้แต่อธิฐานต่อสวรรค์อย่างที่ไม่เคยทำ  ให้ศัตรูถูกแผดเผาด้วยเปลวเพลิงของดาบปราบมารเมื่อครู่ไปเพราะเขาไม่เหลือแรงอีกแล้วแม้แต่จะร่ายเวทเสกของง่ายๆสักบทก็ตาม

คาโลถอนหายใจเมื่อดูเหมือนคำขอของเขาจะเป็นผลถึงแม้ม่านควันจะยังไม่จางแต่ก็ไม่มีการเคลื่อนไหวใดที่บ่งบอกว่ามีสิ่งมีชีวิตเหลือรอดอยู่ในนั้นทว่าความยินดียังไม่ทันก่อตัวลางหายนะกลับคืบคลานเข้าใกล้  คาโลตวัดสายตาขึ้นมองเมื่อรู้สึกถึงเงาดำที่ทาบทับ

ร่างสูงที่แต่ก่อนเต็มไปด้วยบาดแผลถูกไฟช็อตจนไหม้บัดนี้ยิ่งไม่เหลือเค้าเดิมด้วยนัยน์ตาที่เหลือเพียงข้างเดียวกับแขนขวาอีกหนึ่งข้างเพราะผลพวงจากการระเบิดเมื่อครู่  รูปลักษณ์ที่เห็นคงทำให้คนที่เพิ่งมาเจอเขาในสภาพนี้ไม่เชื่อแน่ว่านี่คือเจ้าชายหนุ่มรูปงามคนนั้นแม้แต่คาโลเองก็อาศัยการจำเสื้อผ้าที่คนตรงหน้าสวมใส่ถึงได้รู้ว่าเขาเป็นใคร

ยูริซิสก้าวเข้ามาช้าๆอย่างมุ่งร้ายดาบในมือสะท้อนแดดเป็นสีแดงสว่างวาบด้วยสีของเลือดที่ชโลมอาบจนทั่ว  คาโลมองร่างนั้นด้วยสายตาสงบนิ่งแม้ร่างนั้นจะสะบักสบอมแค่ตวัดดาบทีเดียวก็ส่งมันไปโลกหน้าได้แล้วแท้ๆแต่ตอนนี้เขาไม่อาจจะกระทำตามที่คิดได้

เมื่อใจคิดเช่นนั้นก็ได้แต่ปลงนัยน์เนตรสีฟ้าหลุบต่ำ 

หรือเขาจะต้องมาจบชีวิตที่นี่.. 

ภาพร่างบอบบางของหญิงสาวนางหนึ่งผุดขึ้นในห้วงคิด  ใบหน้าหวานน่ารักที่มักจะมีรอยยิ้มประดับบนดวงหน้าเสมอกำลังหันมาหาเขา  ริมฝีปากสีกุหลาบแย้มยิ้มพร้อมกับขยับเอ่ยคำที่เจ้าหล่อนมักใช้เรียกเขาเสมอ

คาโล..

ทันใดเนตรสีฟ้าปรือเปิดขึ้นแววดุดันวาวโรจน์ฉายชัด

จะมาตายที่นี่ไม่ได้..

คาโลพยายามขยับร่างสุดแรงที่มีแม้แรงใจจะมากแต่แรงกายของชายหนุ่มกลับไม่ตอบสนอง  ร่างกายขยับลุกได้อย่างช้าๆและเพียงคาโลลุกขึ้นมานั่งได้สำเร็จยูริซิสก็เข้าประชิดเสียแล้ว

"ถึงจะยึดบารามอสมาเป็นของกระหม่อมไม่ได้แต่การสังหารพระองค์ก็ถือเป็นการแก้แค้นอย่างหนึ่ง"  ยูริซิสพูดขึ้น

"ทำไม"  คาโลถามกลับเสียงเรียบเขาไม่เข้าใจความหมายที่พูดและยิ่งไม่เข้าใจว่าเขาไปก่อความแค้นให้คนตรงหน้าเมื่อไหร่

ยูริซิสแสยะยิ้มพร้อมกับหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง

"นี่ฝ่าบาทไม่รู้จริงๆหรือ"  ยูริซิสยังคงพูดกลั้วหัวเราะ  "งั้นกระหม่อมจะบอกให้  ตามจริงแล้วเมื่อสิ้นสมัยขององค์ชามัลบัลลังก์บารามอสจะมอบแด่เจ้าหญิงเฟลิโอน่าเพราะฉะนั้นหากกระหม่อมได้อภิเษกกับเจ้าหญิงบัลลังก์บารามอสก็จะไม่ไกลเกินฝัน  หนำซ้ำอาจจะได้บัลลังก์ของเดมอสมาเป็นของแถมอีกด้วยแต่เจ้าหญิงกลับไปอภิเษกกับท่าน..  เรื่องนั้นข้าไม่ว่าอะไรหรอกเพราะนั้นเท่ากับว่ากระหม่อมก็จะมีสิทธิในราชบังลังก์เช่นกันเพียงแค่ตัดเดมอสออกไปเท่านั้น..  แต่มันกลับไม่เป็นแบบนั้น!!  ท่านรู้อะไรมั้ย!!  หึหึ  ท่านอาชามัลทั้งที่ยังมีข้าแต่กลับคิดจะแต่งตั้งผู้อื่นมาเป็นเจ้าของบัลลังก์  คิดจะแต่งตั้งโอรสที่เกิดแต่เฟลิโอน่ามาเป็นราชาด้วยเหตุผลที่ว่าจะรักษาเชื้อสายของตระกูลไว้  ท่านคิดว่ามันเหมาะสมแล้วรึ  แล้วข้าล่ะ  แค่ไม่ใช้เชื้อสายก็คิดจะตัดสิทธิข้า  ทั้งๆที่ข้ามีคุณสมบัติครบทุกอย่าง  หึหึ  ทุกอย่างนี้เป็นเพราะท่าน  ถ้าท่านไม่อภิเษกกับเฟลิโอน่า  ถ้าหากข้าเป็นผู้ได้ครอบครองนางล่ะก็.."

คาโลที่เงียบฟังมานานเริ่มทนไม่ไหว  คนตรงหน้าคิดถึงแต่ผลประโยชน์โดยไม่สนใจสิ่งใดแต่นั้นเขาไม่สนสิ่งที่ทำให้ปราการน้ำแข็งในใจของกษัตริย์หนุ่มเริ่มหลอมละลายด้วยไฟโทสะกลับเป็นคำพูดที่ยูริซิสคิดใช้ผู้หญิงที่เขารักเป็นสะพานสู่อำนาจและเห็นเธอเป็นเพียงเครื่องมือนำไปสู่ความยิ่งใหญ่เท่านั้น    

"เจ้าบอกว่าตัวเองมีคุณสมบัติครบทุกอย่างแต่ข้ากลับมองไม่เห็นคุณสมบัติของกษัตริย์ที่พึงมีในตัวเจ้าแม้แต่ข้อเดียวตั้งแต่ที่เจ้าพูดประโยคแรกออกมาแล้วยูริซิส"  คาโลปรามาสออกไป  คำพูดที่ทำให้ยูริซิสโกรธจนเลือดขึ้นหน้าเพราะมันช่างเหมือนกับคำพูดของโรเวนนัก  คำพูดที่ตรงเข้าแทงใจเขาเข้าอย่างจัง

"ไม่ต้องมาพูดมาก  จงตายซะเถอะ"  ยูริซิสตวาดลั่นพร้อมกับฟันดาบหมายบั่นคอคาโลทันที

แม้จะเห็นความตายมาจ่อตรงหน้าแต่คาโลกลับไม่อาจขยับชายหนุ่มไม่เหลือแรงแล้วจริงๆ  มีเพียงสายตาที่ยังแสดงถึงความทรงอำนาจนั่นเท่านั้นที่ยังวาวโรจน์จ้องสบตากับยูริซิสให้อีกฝ่ายหายใจติดขัดด้วยความกลัวประหลาดที่เข้าจับขั้วหัวใจ 

ไอทะมึนเริ่มแพร่กระจายจากร่างกษัตริย์หนุ่ม  กลิ่นอายแห่งความตายคละคลุ้ง  ยูริซิสเริ่มหวาดหวั่นอย่างไม่มีเหตุผล  ครั้นพอจ้องตากับอีกฝ่ายอีกทีกลับพบตาสีฟ้าที่ไร้ซึ่งแววตาแต่กลับหน้ากลัวมากกว่าเดิมหลายเท่านัก

ยูริซิสตัวสั่น  เกล็ดหิมะที่โปรยปรายลงมาเริ่มแรงขึ้น  อาณาเขตน้ำแข็งแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็วเปลี่ยนดินแดนอันอุดมเป็นสีขาวโพลนราวกับ..สโนวแลนด์

ด้วยความกลัวจับใจทำให้ยูริซิสชะงักมือชั่วขณะก่อนจะลงดาบใหม่อีกครั้ง

ถ้าหากคนตรงหน้าคือผู้ก่อความกลัวให้เขา  เขาก็จะทำลายมันซะ!!

ยูริซิสตวัดดาบรวดเร็วใส่คาโลที่ไม่มีทีท่าจะหลบ  คมดาบใกล้เข้ามาเรื่อยๆจนห่างจากลำคอของคาโลเพียงสามคืบเท่านั้น

"หยุดเดี๋ยวนี้!!..

เสียงร้องห้ามดังขึ้นพร้อมกับเสียงอากาศถูกตัดออกเป็นทางตรงมายังยูริซิสและเพียงไม่กี่อึดใจดาบที่หมายจะสังหารศัตรูกลับหักสะบั้น

เคร้ง!!

ยูริซิสเบิกตาโพลงอย่างแปลกใจระคนตกใจจ้องดาบในมือตนอย่างไม่เชื่อสายตาครั้นจะหันไปยังที่มาของเสียงนัยน์ตาก็ยิ่งเบิกกว้างเพราะสิ่งที่เขาเห็นคือท่อนขาที่เตะเข้ามาแทบประชิดใบหน้าและขณะที่ยังไม่ทันได้เห็นหน้าตาของอีกฝ่ายความรู้สึกเจ็บแปลบเหมือนกระดูกต้นคอจะหลุดออกจากกันก็จี๊ดขึ้นสมอง

ร่างของยูริซิสกระเด็นไปตามแรงเตะก่อนตรงกระแทกเข้ากับพื้นอย่างจัง  ร่างทั้งร่างปวดระบมราวกับถูกแยกส่วนจนเจ้าตัวไม่อาจขยับเคลื่อนไหวได้แต่นอนแน่นิ่งอยู่อย่างนั้น

ทางด้านคาโล  ทันทีที่เขาได้ยินเสียงอันคุ้นเคยแทรกผ่านโสตประสาทก็เหมือนกับมีอะไรบางอย่างฉุดดึงเขาออกมาจากความมืดในจิตใจ  คราบนักรบปีศาจมลายสิ้นเหลือเพียงแค่คาโล  วาเนบลีนั่งอยู่ตรงนั้น 

นัยน์ตาสีฟ้าจับจ้องไปยังร่างบางในชุดเดินทางแบบผู้ชายที่กำลังยืนอยู่เบื้องหน้าเขา  ผมยาวสีน้ำตาลไหม้ถูกรวบไว้สูงด้วยเชือกเส้นเล็กๆอย่างเตรียมพร้อมต่อสู้เช่นเดียวกับดาบผ่าปฐพีที่ถูกชักออกจากฝักมากระชับมั่นในมือขวา

"เฟ..ริน"

เฟรินเบือนหน้าหันกลับมาตามเสียงเรียก  แววกร้าวที่มีขณะจัดการยูริซิสหายไปแทบจะทันทีเมื่อเห็นบาดแผลฉกรรจ์ตามตัวชายผู้เป็นที่รัก  นัยน์ตาสีน้ำตาลคู่โตเบิกกว้างพร้อมๆกับน้ำใสที่เอ่อคลอ 

เฟรินถลันเข้าหาพร้อมกับเอ่ยเสียงสั่น

"นายเป็นไงบ้าง!!"

มือบางเอื้อมไปจับแผลใหญ่สุดที่ท้องด้วยความเป็นห่วงแต่ทันทีที่นิ้วเรียวเข้าสัมผัสคาโลก็ต้องนิ่วหน้าลงด้วยความเจ็บ  เฟรินรีบชักมือกลับทันทีด้วยความตกใจแต่ชายหนุ่มก็ยังไวพอที่จะคว้าข้อมือบางไว้ได้พร้อมกับส่งสายตาดุๆมาให้

"ขะ ขอโทษ"  เฟรินพูดเสียงอ่อยแต่คาโลกลับถามไปอีกเรื่อง

"ทำไมมาอยู่ที่นี่"

"เอ๊.. ก็.."

"ที่นี่ไม่ใช่ที่ๆเธอสมควรจะมา เฟริน"

"ฉันแค่อยากจะช่วย.."  เฟรินโต้กลับทันควัน  "ที่มันเป็นแบบนี้ฉันเองก็มีส่วนเพราะฉะนั้นนายจะมากีดกันฉันออกจากเรื่องของฉันไม่ได้!!"

ใครกันไปพูดมาก..น่าจับสั่งตัดหัวนัก

คาโลคิดพร้อมทำท่าจะเถียงต่อเฟรินเห็นดังนั้นจึงรีบตัดบท

"นายไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้นฉันตัดสินใจแล้ว"

คาโลจ้องสบตากับเฟรินแต่เมื่อเห็นความเด็ดเดี่ยวไม่ย้อมแพ้ในแววตานั่นจึงได้แต่ถอนใจ 

"ตามใจแต่อย่าอยู่ห่างจากฉันล่ะ"  คาโลพูดอย่างจนแต้ม  คำพูดที่ทำให้เฟรินหน้าแดงก่ำแต่ก็ยังทำเป็นยิ้มกลบเกลื่อน

"สภาพแบบนี้ฉันว่านายนั่นแหละที่อย่างอยู่ห่างจากฉันน่ะ"  เฟรินพูดอย่างร่าเริงเหมือนที่เป็นประจำไม่ได้เข้ากันกับรอบตัวที่เต็มไปด้วยคมหอกคมดาบเลย  คาโลก็ได้แต่ถอนใจอีกครั้งส่วนเฟรินก็เอาแต่หัวเราะคิกคักชอบใจ

บรรยากาศหวานชื่นเริ่มก่อตัวแต่ดูท่าศัตรูจะไม่ยอมเปิดโอกาศให้ทั้งคู่ได้สวีทกันนานนักเมื่อปีศาจร่างยักษ์ตัวหนึ่งเดินดุ่มๆเข้ามาหา 

เฟรินที่รับรู้ได้ถึงรังสีสังหารที่เข้ามาใกล้ก็ปลายตาไปมองก่อนจะหันกลับมาขยับยิ้มน่ารักให้ชายหนุ่ม

"คราวนี้ฉันจะเป็นคนปกป้องนายบ้างล่ะนะ"  พูดเสร็จก็ลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับปีศาจยักษ์ทันที 

"เดี๋ยวฉันจะช่วยเอ็นดูแกเอง  เข้ามาเลย!!"


///////////////////////////////////////////////////////////// 


"หิมะหายไปแล้วครับ"  เซรัสพูดพร้อมกับมองไปรอบๆ  ดินแดนที่เมื่อครู่ราวกับอาณาจักรน้ำแข็งค่อยๆมีสภาพกลับเป็นเหมือนเดิม

"แค่นี้ก็พอแล้วล่ะเซรี่"  ลูคัสพูด  เขาจำได้ดีถึงเขตแดนหิมะนี่  อาณาเขตแห่งการปกป้อง  ถึงคราวนี้มันจะให้ความรู้สึกที่ต่างไปบ้างก็เถอะแต่เมื่อโอกาสมาถึงก็น่าจะรีบฉวยไว้ 

พออาณาเขตน้ำแข็งกางออกถึงจะแค่ชั่วขณะแต่มันก็สลายเวทของพ่อมดเฒ่าออกไปหมด  พวกเขาจึงไม่ต้องมาคอยพะวงกับพวกโครงกระดูกเดินได้ที่คอยเข้ามาขัดแข้งขัดขา  ลอเรนซ์จึงใช้ช่วงเวลานั้นกระหน่ำคัมภีร์มนต์สวรรค์ใส่พ่อมดมืดแห่งวานาลอย่างเต็มแรงโดยมีพวกเขาเป็นลูกมือคอยเสริมกำลังให้อีกที

พ่อมดเฒ่าเมื่อเจอมนต์แสงชุดใหญ่เข้าไปก็ถึงกับเซถอยหลังกระอักเลือด  ตามตัวเต็มไปด้วยบาดแผลถูกกรีดฝังลึกทำให้เลือดหลั่งไหลออกมาทั่วร่าง  เมื่อเห็นว่าตนทำท่าจะแพ้จึงต้องหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทุกสถานการณ์  สมองที่เต็มไปด้วยร่องรอยของประสบการณ์อันยาวนานกำลังวิเคราะห์ถึงผลได้ผลเสีย 

ก่อนหน้านี้เขาต้องสูญเสียพลังเวทไปมากในการสร้างกองทัพปีศาจไร้พ่ายที่อาเธอร์เอาไปใช้อย่างไม่ทะนุถนอม  ซ้ำยังต้องแบ่งพลังถึงหนึ่งในเจ็ดส่วนเพื่อจำลองมังกรทมิฬออกมาให้เทียบเคียงของจริงได้มากที่สุดเพื่อกำจัดคิงแห่งเจมิไนและมาตอนนี้เขายังต้องสร้างทัพโครงกระดูกมาต่อกรกับศัตรูที่ฝีมือแต่ละคนไม่ใช่ธรรมดาเลยโดยเฉพาะเด็กตรงหน้าที่พลังเวทเหนือกว่าเมื่อก่อนมากราวกับเป็นคนละคน  เมื่อครู่ขณะที่เขากำลังเสียสมาธิกับไอเวทหนาวเหน็บดุจปีศาจที่เข้าฉีกกรอบเวทของเขาจนหมดในคราวเดียวทำให้ไม่ทันระวังรับเวทของนักบวชนั่นเข้าไปเต็มๆ  บาดแผลที่ไม่อาจใช้มนต์มืดรักษาได้กำลังจะทำให้เขาเข้าตาจน

เมื่อเห็นว่าไม่มีหนทางอื่นจึงคิดจะพูดถ่วงเวลาหาทางหนีไว้ก่อน

"หึหึ  พวกเด็กน้อยของเอเดนคิดจะเล่นบทนักรบผู้กล้าแต่กลับใช้วิธีสี่รุมหนึ่งไม่อับอายบ้างเรอะ"  คิดจะพูดยั่วโทสะอีกฝ่ายแต่กลับไม่เป็นผลเมื่ออยู่ๆลูคัสก็หัวเราะขึ้นมา

"แหมพอสู้ไม่ได้ก็คิดจะถ่วงเวลาแบบนั้นสินะ"  ลูคัสพูดพร้อมรอยยิ้มเย็น  "แต่เสียใจด้วยที่แผนแบบนี้ใช้กับฉันไม่ได้หรอก  อีกอย่างนะพวกเราไม่เคยคิดเล่นบทนักรบเลยซักครั้งแล้วก็ไม่เห็นมีใครบอกซักคำเลยว่าพวกเราเป็นนักรบน่ะ..  เนอะ"  คำสุดท้ายพูดพร้อมกับหันไปหาทุกคนเหมือนจะถามความเห็น  ไล่ตั้งแต่คิล(นักฆ่า)ที่หัวเราะหึหึ  เซรัส(เจ้าชาย)ที่พยักหน้ารับน้อยๆ  จบที่ลอเลนซ์(นักบวช)ที่ยังคงความบูดเหมือนเดิม 

พ่อมดเฒ่าเมื่อเห็นว่าคำยั่วไม่เป็นผลจึงตวาดอย่างหัวเสีย

"หากพวกเจ้าแน่จริงก็จงมาสู้กันตัวต่อตัว"

"ได้"  ลอเรนซ์ตอบเสียงเรียบพร้อมกับก้าวขึ้นไปข้างหน้า  นักบวชเฒ่าเมื่อเห็นดังนั้นก็แสยะยิ้มชั่วร้าย

"หึหึ  นับว่ากล้าดี"  พ่อมดแห่งวานาลพูดขึ้นอีกครั้งพร้อมกับหัวเราะเหมือนกับตัวเองต้องชนะแน่หากเป็นการสู้แบบตัวต่อตัวแต่ลอเรนซ์กลับมองการกระทำนั้นด้วยแววตาสมเพช

" เมื่อครู่นี้.. "  นักบวชหนุ่มพูดขึ้นเมื่อเดินมาหยุดยืนตรงหน้าพ่อมดแห่งวานาล  คำเปรยที่เรียกให้พ่อมดเฒ่าหยุดหัวเราะและพวกคิลมองตามด้วยความแปลกใจว่าลอเรนซ์จะพูดอะไร  "ถึงจะไม่มีไอเวทมหาศาลนั่นเข้ามาทำลายกรอบเวทของแก  แกก็ต้องแพ้ฉันอยู่ดี"

"เจ้าพูดอะไร  ถ้าพวกเจ้าไม่ใช้วิธีหมาหมู่จะทำให้ข้าอยู่ในสภาพนี้ได้เรอะ"

แต่ลอเรนซ์กลับขยับรอยยิ้มละไมแทนที่จะโกรธ  "นี่เจ้าไม่รู้สึกจริงๆน่ะหรือ.. เพราะแบบนี้ข้าถึงได้ว่าเจ้าน่ะอ่อนหัด"  ลอเรนซ์พูดต่อโดยไม่สนใจสีหน้าพร้อมฆ่าคนของพ่อมดมืดแห่งวานาลเลย 

"โอหังนักนะ  ข้าจะส่งเจ้าไปนรกเดี๋ยวนี้ล่ะ"  พ่อมดตะคอกกลับพร้อมกับร่ายเวททันที  แต่ลอเรนซ์ยังยืนเฉย  เซรัสที่เห็นท่าไม่ดีจึงคิดจะโดดเข้าไปช่วยแต่ลูคัสขวางเอาไว้พลางส่งสายตาเป็นนัยให้รอดูต่อไป

"เอาล่ะ!!  จงตายซะ"  ยังไม่ทันที่เสียงร้องดีใจของพ่อมดเฒ่าจะขาดหายกลับปรากฏวงเวทสีทองขนาดใหญ่ใต้ฝ่าเท้าของชายชรา  รอยอักขระแปลกๆรอบวงเวทกำลังหมุนวนเร็วขึ้นๆเรื่อยๆพร้อมกับสาดแสงสีทองเจิดจ้า

"นี่มันอะไรกัน"  ชายชราร้องอย่างตื่นตระหนกพยายามขยับเท้าหนีแต่ร่างกายไม่ทำตาม  เขาจึงเปลี่ยนมาร่ายเวทแต่ก็ไม่เป็นผล

"ต้องบอกว่าเขตแดนน้ำแข็งเมื่อครู่ช่วยยืดชีวิตของเจ้าออกไปนะเพราะวงเวทนี่จะตอบสนองกับเวทมนต์นอกรีดเพียงเจ้าร่ายเวทเรียกโครงกระดูกออกมาอีกครั้งเดียวมันก็จะทำงานแต่ตอนนั้นเจ้ากลับชะงักไม่ได้ใช้ด้วยความตกใจทำให้ยังยืดชีวิตออกมาถึงตอนนี้ได้แต่นี่มันจบแล้วล่ะ.."

"มะ ม่ายยย!!"  พ่อมดแห่งวานาลกรีดร้องเสียงหลงเมื่อเหลือบไปเห็นวัตถุแวววาวบนฟ้า  มีดสั้นสารพัดรูปแบบกำลังก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเหนือหัวของชายชรา

"นี่คือการลงทัณฑ์จากพระเจ้า  ทัณฑ์สวรรค์"  สิ้นเสียงใบมีดนับร้อยก็พุ่งลงปักเข้าที่ร่างของพ่อมดมืดแห่งวานาลทันที  เสียงร้องโหยหวนก้องสะท้อนไปทั้งเนินก่อนจะค่อยๆขาดหายเหลือเพียงซากศพแหลกเหลวกับกองเลือดเจิ่งนองเต็มพื้น..

คิลกับเซรัสมองภาพตรงหน้าด้วยความสยองก่อนจะเหลือบไปมองซาตานในคราบนักบวชที่ยังมีสีหน้าเฉยเมยราวกับเป็นเรื่องธรรมดา..

ดูท่า.. นักบวชจะน่ากลัวกว่าซาตาน..

บรรยากาศเงียบงันมีเพียงเสียงสู้รบทางพื้นเบื้องล่างเท่านั้นที่แว่วให้ได้ยินแต่นั่นก็คงจะเป็นก่อนที่เสียงๆหนึ่งจะร้องขึ้น

"เจ๋งที่สุดเลย ลอรี่"  เสียงร้องร่าเริงของลูคัสพร้อมท่าทางที่เจ้าตัวกระโดดไปเกาะแขนของนักบวชขี้หงุดหงิดก็สลัดความช็อกของคิลกับเซรัสออกไปในทันที  ( กลายเป็นความช็อกยิ่งกว่า )

ลอเรนซ์รีบสะบัดแขนของลูคัสออกทันควันพร้อมกับหันมาตวาดแบบไม่ยั้งใส่ซาตานหน้าเป็นที่ยังคงยิ้มหน้าบานรับแต่เมื่อเห็นว่าคนข้างๆดูจะสนุกในการยั่วเขานักจึงรีบเดินหนีลงเนินไปอย่างหงุดหงิด 

คิลกับเซรัสก็ได้แต่หันมาส่งยิ้มแห้งๆให้กันก่อนจะเดินตามสองคนนั่นลงไปบ้าง..


ทางด้านทัพปีศาจเมื่อพ่อมดมืดแห่งวานาลตายไปเวททั้งหลายจึงคลายตัวลงไปด้วย  เริ่มจากมังกรทมิฬทั้งสองตัวที่ถูกสร้างขึ้นเรื่อยไปจนถึงทัพปีศาจที่เหลือที่บัดนี้หายไปกว่าค่อนทำให้ตอนนี้ทางทัพเอเดนเป็นฝ่ายได้เปรียบมหาศาล

เหล่าเหยี่ยวซาตานพร้อมใจกันพุ่งเข้าโจมตีมังกรทมิฬที่เหลืออีกตัวเดียวทำให้จัดการมันได้อย่างรวดเร็วส่วนทัพปีศาจที่เหลืออยู่น้อยนิดก็ถูกจัดการได้ในเวลาอันสั้นพวกทหารซาเรสที่เหลือต่างยอมจำนน.. 

ในที่สุดสงครามก็สิ้นสุด..

ทั้งๆที่น่าจะเป็นเช่นนั้น  ทว่า..ขณะที่ทุกคนกำลังดีใจกันอยู่นั้น..

ควับ!!

เสียงตระหวัดดาบดังสนั่น คลื่นพลังสีดำทะมึนก่อตัวเป็นคมดาบขนาดใหญ่พุ่งตรงตัดผ่านเข้ากลางกองทัพ  เสียงร้องโหยหวนก่อนชีวิตจะดับสูญแผดก้องร้องระงม  เพียงเสียววินาทีกองศพนับพันๆชีวิตนอนเกลื่อนกลาด  ทุกอย่างที่คมมีดนั้นพัดผ่านสูญสลายสิ้น

อ๊ากกกกกก

ความคิดเห็น

carna_chan
carna_chan 12 ส.ค. 49 / 11:27
เฮ้ย เกิดไรขึ้นอ่ะคะเนี่ย มาต่อเร็วๆนะคะ

แต่งหนุกจริงๆค่ะ ขอคารวะ

แต่ยังไงก็อย่าหักโหมนะคะ รักษาสุขภาพด้วย
ความคิดเห็นที่ 2

มันส์ จริง ๆ
อ่านอีกกี่รอบก็ยังสนุกอยู่
ขอแนะนำให้ท่านทำรวมเล่มขายเถอะ เราขอจองนะ