บทเพลงที่ 3 ความฝัน ความจริง กับฝันที่เป็นจริง ( 2 )
ตุบ! ตุบ! ตุบ!
พรึบ!
เสียงฝีเท้าวิ่งอย่างรัวเร็วก่อนม่านกระโจมจะถูกเลิกขึ้นพร้อมกับร่างของเจ้าชายเซรัส ฮาเวิร์ดแห่งเจมิไนก้าวเข้าภายใน เรือนผมสีน้ำเงินเข้มโบกสะบัดตามแรงปะทะของสายลม ใบหน้าอ่อนเยาว์คล้ายคลึงพระปิตุลา(อา)ผลุดพลายด้วยเหงื่อประดับไว้ซึ่งรอยยิ้ม เนตรสีน้ำเงินทอประกายยินดี
"เสด็จอา" เสียงทุ้มตะโกนเรียกชายสูงวัยกว่าทันทีที่เท้าก้าวเข้ามาในกระโจมส่งให้สายพระเนตรของกษัตริย์โรเวน ฮาเวิร์ดมหาราชสองแผ่นดิน ( เจมิไนกับเวนอลค่ะ ) กษัตริย์ไนเฮล เลตัสแห่งวิทช์ และบรรดาเหล่าแม่ทัพรวมทั้งหัวหน้ากองธงทั้งสี่ทิศละออกจากแผ่นที่ไชยภูมิรบตรงหน้าแล้วมองตรงไปทางเจ้าชายหนุ่มแทน
"เธอมีอะไรเซรัส ไม่เห็นหรือว่าพวกอาทำอะไรกันอยู่" คิงโรเวนเอ่ยเสียงเข้มแต่ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก
เจ้าชายเซรัสเมื่อได้ฟังดังนั้นจึงรีบทิ้งม่านกระโจมลงและถวายความเคารพกษัตริย์ทั้งสองอย่างสง่างามเฉกราชนิกูลพึงกระทำก่อนเสียงที่ปกปิดความยินดีไม่มิดจะตามมา
"ขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท กระหม่อมเพียงจะมาทูลให้ทรงทราบว่าทัพหลวงจากคาโนวาลมาถึงแล้วพระเจ้าค่ะ"
"ถ้าเช่นนั้นตอนนี้ซาเรสก็ยังคงคุมทัพหยั่งเชิงอยู่เช่นนั้นหรือ" คิงคาโลตรัสถามขณะยืนมองแผนที่ไชยภูมิผืนใหญ่ตรงหน้าเช่นเดียวกับคิงอีกสองพระองค์ในกระโจมที่พักของกษัตริย์แห่งเจมิไนและเวนอลโดยมีองครักษ์คนสนิทเมราสยืนอยู่ข้างกายเช่นเดียวกับคิงโรเวนที่มีเจ้าชายเซรัสยืนอยู่เคียงข้างไม่ห่างพลางตั้งใจฟังสิ่งที่เหล่ากษัตริย์คุยกันอย่างสนใจมีพวกแม่ทัพกับเหล่ากองธงยืนฟังอยู่วงนอก
ต้องนับว่าสายเลือดแห่งเจมิไนนั้นเข้มข้นมากทีเดียวเพราะถึงแม้เจ้าชายเซรัสจะอายุเพียง 16 ชันษาเป็นแค่สมาชิกป้อมอัศวินชั้นปีที่สองเท่านั้นแต่ครั้นสงครามปะทุเขากลับเป็นคนแรกที่กษัตริย์โรเวนเรียกหาด้วยเพราะสติปัญญาและความสามารถที่ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าผู้เป็นอาเลยแม้แต่น้อยถึงแม้ความสุขุมเยือกเย็นจะน้อยกว่าก็ตาม
"อืม" คิงโรเวนตอบรับก่อนเอ่ยเสริมพลางชี้นิ้วไปตามแผนที่พร้อมกับอธิบาย
"ตอนนี้วิทช์กับเจมิไนถูกซาเรสยึดไว้แล้ว พวกชาวบ้านเราอพยพออกมาได้เป็นส่วนใหญ่ตอนนี้ก็ให้พักอยู่ในตัวเมืองไปก่อน ส่วนพวกทหารถึงแม้จะเสียกำลังไปซะมากแต่เพราะถอนตัวออกมาทันความเสียหายจึงยังพอจะรับได้อยู่..
ต่อไปก็ทางแอเรียส ทางนั้นน่าเป็นห่วงอยู่ซักหน่อยดูท่าจะต้านฟรานซ์กับไนล์ไปได้อีกไม่นานเพราะขาดกำลังเสริมจากทริสทอร์ที่ต้องถอนกำลังกลับไปป้องกันประเทศตัวเองจากโรมัน"
"โรมัน" คาโลทวน โรเวนพยักหน้ารับก่อนพูดต่อ
"ใช่ โรมันที่ตอนแรกให้สัตย์ว่าจะเป็นพันธมิตรกับเรา ส่งสารไปทางทริสทอร์ว่าจะส่งกองหนุนไปช่วยสู้กับทัพอันเซ็คที่ประชิดทางทะเลแต่พอทัพที่ว่าเข้าไปในทริสทอร์ได้จริงกลับใช้กองทัพนั้นตีตลบทริสทอร์แทน ตอนนี้กษัตริย์เฮร่าร์คงหัวปั่นไม่น้อยดีที่ยังมีโรคอยช่วยเลยยังไม่น่าเป็นห่วงนัก"
"ส่วนทางอเมซอน" คราวนี้เป็นคิงไนเฮลพูดขึ้นมาบ้างพร้อมกับชี้มือไปทางประเทศที่ว่าก่อนจะเลื่อนไปทางชายแดนรบ "ทางนั้นต้องทำศึกสองด้านกับแกรนด์ไลน์และลิบรา ตึงมืออยู่เหมือนกันแต่สารจากคิงเฮลด้าที่ส่งมาถึงเมื่อวานบอกว่ารับมือไหวไม่ต้องห่วง"
คาโลพยักหน้าเข้าใจก่อนเสียงเข้มจะเล่าบอกสถานการณ์ทางฝั่งตัวเองบ้าง
"ทางคาโนวาลกับกิลดิเรกกำลังรับมือกับสกอปิโอ เพิร์ลและแอ็ดลาสแต่เราควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว ส่วนบารามอสที่ถูกซูลูกับพริสท์โบว์โรปิดอ่าวก็ควมคุมสถานการณ์ได้แล้วเช่นกันก่อนจะมาที่นี่คิงชามัลได้ฝากเรามาส่งข่าวบอกพวกท่านว่าจะให้เจ้าชายยูริซิสคุมกองทัพมาสนับสนุนในไม่ช้า"
"รู้สึกว่าพวกเมืองเล็กๆจะรวมตัวเข้ากับซาเรสกันหมดเลยนะกระหม่อม" เจ้าชายเซรัสพูดขึ้นเมื่อฟังพวกกษัตริย์พูดกันจนจบเรียกให้ทุกสายตาหันไปมอง
"กษัตริย์อาเธอร์ยังคงเจ้าคารมเช่นที่เสด็จอาว่า กล่อมเหล่ากษัตริย์พวกนั้นซะอยู่หมัด หึ หวังจะได้อำนาจแต่หารู้ไม่ว่าสุดท้ายแล้วก็จะถูกซาเรสกลืนกินไปจนหมด" รอยยิ้มไม่บ่งความนัยประดับบนเรียวปากที่กระตุกออกน้อยๆเนตรสีน้ำเงินยังคงจับจ้องอยู่กับแผนที่ตรงหน้า
ทันทีที่คำ 'กลืนกิน' หลุดจากปากเด็กหนุ่มฉับพลันคำทำนายของราชินีแห่งนครจันทราก็ปรากฏขึ้นในห้วงคิดแจ่มชัดราวกับเป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
"เห็นเหมือนความฝัน เห็นตอนท่านได้มงกุฎขึ้นบนบัลลังก์ เห็นท่านกลายเป็นกษัตริย์ที่ดุร้ายป่าเถื่อนที่สุดในเอเดน เห็นท่านทำสงครามบนหลังม้า เห็นซาเรสขยายดินแดนเหมือนราหูอมจันทร์ กินสี่แว่นแคว้นในเอเดน และเห็นแม้แต่วาระสุดท้ายของท่าน.. ท่านอาเธอร์"
คาโลยังคงมองเจ้าชายเซรัสขณะที่คำพูดต่างๆวิ่งพล่านอยู่ในหัว จนกระทั่ง..
"..หลานน่ารักเฟลิโอน่า เสียดายที่อายุไม่ยืนเท่านั้น"
อายุไม่ยืน..
ความรู้สึกโหวงๆเข้าครอบงำกษัตริย์แห่งคาโนวาลพร้อมกับลางสังหรณ์ประหลาดที่เกาะกุมจิตใจ
ขอให้เธอยอมอยู่เฉยๆในวังแบบนั้นจนกว่าเรื่องทั้งหมดนี้จะสิ้นสุดทีเถอะ รอจนกว่าฉันจะกลับไปแล้วถึงตอนนั้นฉันจะขอโทษเธอเอง ขอโทษกับทุกสิ่งทุกอย่าง ขอโทษกับน้ำตาที่ไหลรินเพราะฉันและถ้าถึงตอนนั้น..
แต่ก่อนที่คาโลจะได้คิดฟุ้งซ่านอะไรอีก เนตรสีน้ำเงินก็เบือนขึ้นสบตากับเขาเรียกให้สติของกษัตริย์หนุ่มกลับมายังปัจจุบัน
"จากศึกที่เจมิไนกระหม่อมเห็นกับตาว่าสมบัติทั้งสี่ชิ้นอยู่กับกษัตริย์อาเธอร์ ไม่ทราบว่าฝ่าบาททรงทราบเรื่องนี้บ้างหรือไม่"
"เราพอรู้มาบ้าง" เซรัสยิ้มเย็นแววกร้าวผุดขึ้นในดวงตาพร้อมกับภาพของบิดาอันเป็นที่รักถูกสังหารลงต่อหน้าด้วยดาบแห่งกษัตริย์ในหัตถ์คู่นั้น
"คิงอาเธอร์แม้ในอดีตจะเก่งกาจซักเพียงไรแต่ตอนนี้ก็ไม่ต่างกับเด็กน้อยผู้โง่เขลาลุ่มหลงในของเล่นที่เรียกว่าพลังและอำนาจที่ของอาถรรพ์นั่นมอบให้" น้ำเสียงดูถูแกมเย้ยหยันที่หลุดออกมาเรียกให้โรเวนต้องมองอย่างดุๆ
"เซรัส" โรเวนปรามเสียงเข้ม เจ้าชายเซรัสหันไปมองก่อนจะก้มศีรษะขออภัย
"เราเองก็ได้รับข่าวที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับเรื่องนั้นมาเช่นกัน" คาโลพูดขึ้นบ้างเรียกให้ทุกสายตาหันมาจับจ้องที่เขาแทน
"แม้กษัตริย์อาเธอร์จะลุ่มหลงในพลังอำนาจดังเช่นที่เจ้าว่าแต่เขาก็ฉลาดมากพอที่จะใช้พลังอำนาจนั้นกับกองทัพและมันไม่ใช่กับแค่ทัพของซาเรสเท่านั้นแต่รวมไปถึงทุกประเทศที่ยอมเข้าร่วมกับเขาด้วยเพราะแบบนี้ทัพเล็กๆเหล่านั้นจึงไร้ผู้ต้าน.."
"แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นก็ใช่ว่าเราจะพ่ายแพ้" เซรัสเถียงขึ้น คาโลมองสบสายตากร้าวของชายหนุ่มอย่างใจเย็น
"ถ้าหากปล่อยให้อารมณ์เข้าครอบงำ ไม่ว่าเจ้าจะรบซักกี่ครั้งคงยากที่จะชนะ" คำพูดที่ทำให้เจ้าชายเซรัสถึงกับสะอึกแต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไรกลับคาโลกลับเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อนหากแต่สายตาเบือนออกไปที่แผนตรงหน้าอีกครั้ง
"สงครามนำมาซึ่งความสูญเสีย.. จงตระหนักไว้ว่าไม่ได้มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่ต้องเสียบางสิ่งบางอย่างไปให้กับมัน เสียใจได้แต่อย่าแปรมันเป็นความโกรธแค้นที่จะแผดเผาทุกคนไปพร้อมกับเจ้า.. ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดเป็นนิรันดร์ อำนาจและชัยชนะหาได้ยืนยงเป็นนิรันดร์ไม่ ของอาถรรพ์ก็เช่นกัน สิ่งที่เกิดจากความว่างเปล่าสุดท้ายมันก็ต้องกลับคืนสู่ที่มา" หยุดไปนิดก่อนจะยืดตัวตรงพลางผินพักตร์มองสบทุกสายตาก่อนน้ำคำที่ตามมาจะเรียกเลือดในกายเหล่านักรบให้เดือดพล่าน
"ขอเพียงแต่เราจะร่วมแรงร่วมใจ ขอเพียงแค่เราจะสู้ สู้โดยไม่ยอมแพ้ สู้เพื่อปกป้องมาตุภูมิ สู้.. เพื่อถิ่นกำเนิดของพวกเรา "
เสียงเฮลั่นร้องรับคำอย่างพร้อมเพรียงจากเหล่าทหารกล้าดังขึ้นพร้อมกับความฮึกเหิมที่เอ่อท้นจิตใจ
คาโลกวาดตามองเหล่าทหารที่มีกำลังใจเต็มเปี่ยม..
และเหนือสิ่งอื่นใดคือปกป้องรังนอนที่จะกลับไป..
รอฉันหน่อย.. เฟริน
"ก่อนอื่นต้องทำลายของอาถรรพ์พวกนั้นก่อนสินะ" คิงไนเฮลตรัสก่อนโรเวนจะเป็นฝ่ายตอบแทน
"ใช่ และนั่นคือสิ่งแรกที่เราจะทำ"
///////////////////////////////////////////////////////////////////////
อีกด้าน ณ ยามราตรีที่ค่ายทหารซาเรส
กษัตริย์อาเธอร์ผู้สวมมงกุฎแห่งใจกำลังทอดพระเนตรแผ่นกระดาษรายงานสถานการณ์ตามเมืองต่างๆด้วยความพอพระทัยยิ่งแม้จะมีข่าวร้ายบ้างเล็กน้อยจากทางด้านคาโนวาลและบารามอสแต่นั่นไม่สำคัญ เมื่อไหร่ที่เขาสามารถยึดเวนอลได้ เมื่อนั้นเขานี่แหละจะเป็นคนนำทัพกวาดชัยชนะมาด้วยตัวเอง
อาเธอร์หัวเราะหึหึลงลูกคออย่างสะใจในความคิดก่อนจะถูกขัดด้วยเสียงๆหนึ่งจากหน้ากระโจม
"ทูลฝ่าบาท สายสืบที่ถูกส่งไปเวนอลกลับมาแล้วพระเจ้าค่ะ"
"ให้เข้ามา" ทันทีที่สิ้นเสียงร่างทหารนายหนึ่งในชุดรัดกุมสีดำก็ย่างกายเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็ว ร่างนั้นคุกเข่าลงอย่างนอบน้อมพร้อมกับถวายความทูลเรื่องที่สืบมาได้
..
"งั้นรึ" เสียงดำรัสเอ่ยขึ้นเมื่อฟังความจบ "คาโนวาลช่างรวดเร็วเสียงจริงแต่ก็ดีจะได้จัดการให้เสร็จในทีเดียว"
ชักจะสนุกขึ้นมาแล้วสิ หึหึ สี่แคว้นใหญ่แห่งเอเดน..
ต้องเป็นของข้า..
เสียงหัวเราะน่าครั่นคร้ามลั่นกระโจมที่พัก พระหัตถ์โบกไล่สายสืบตรงหน้าให้ออกไป ครั้นเงาร่างของพลทหารหนุ่มลับหายจากม่านกระโจมเสียงหัวเราะร่าจึงหยุดลงเหลือเพียงรอยยิ้มกระตุกที่มุมปากก่อนกระแสเสียงทรงอำนาจจะดังขึ้นทั้งที่สายพระเนตรไม่ได้ละจากทิศทางเดิม
"ตัวละครมากันครบแล้ว อย่าทำให้ข้าผิดหวังล่ะ เจ้าชาย.."
"แน่นอนฝ่าบาท" เสียงตอบรับดังกลับมาจากด้านหลังทั้งที่มองไม่เห็นเงาร่างของผู้ใด
"หวังแต่ว่าพระองค์จะไม่ลืมสัญญา.."
//////////////////////////////////////////////////////////
เช้าวันถัดมา ณ กระโจมที่ประทับของกษัตริย์คาโนวาล
"ตกลงนายจะทำแบบนั้นจริงๆหรือ" คิลถามอย่างเป็นห่วงในตัวเพื่อนสนิทเมื่อคาโลเล่ามติการประชุมให้ฟังจนจบ
"ใช่..เพื่อให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุดเราจำเป็นต้องใช้วิธีนี้ การเจรจาแม้ว่าจุดประสงค์หลักจะทำไปเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจเพื่อโรเวนจะได้มีเวลาจัดการกับสมบัติทั้งสี่ชิ้นก็ตามแต่ยังไงซะถ้าหากยังคุยกันได้ฉันก็ยังอยากจะคุยกันก่อน "
"แต่มันอันตรายนะถ้าอาเธอร์ไม่ฟังล่ะ อีกอย่างฝ่ายนั้นยังมีกองทัพปีศาจที่สวามิภักดิ์คอยคุ้มกัน คนรับหน้าที่เจรจาอย่างนายนับว่าเป็นคนที่เสี่ยงที่สุด ถ้าหากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น.."
คาโลหันกลับมามองคิลแต่ไม่ได้พูดอะไรออกไป เมื่อได้ความเงียบเป็นคำตอบคิลจึงได้รีบพูดต่อหวังให้คนตรงหน้าเอ่ยอะไรกลับมาบ้าง
"นายไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวแล้วนะคาโล ถ้าหากนายเกิดเป็นอะไรไป แล้วเฟริน.. ยัยนั่นจะเป็นยังไง"
"ฉันไม่ได้คิดจะไปตายนะคิล" คาโลตอบกลับเสียงเรียบทั้งที่ในใจก็หวั่นไหวไม่น้อยกับคำพูดของคิล
"ฉันก็ไม่ได้บอกว่านายจะไปตายนี่แค่หมายถึงว่าหน้าที่เสี่ยงแบบนั้นให้คนอื่นไปแทนก็ได้ นายไม่เห็นจะต้องไปเอง"
ทว่าสิ่งที่ได้ก็ยังคงเป็นความเงียบอยู่ดี คิลจึงได้แต่ถอนหายใจพร้อมกับลอบพึมพำประโยคต่อมา
"เพราะรู้ว่าเสี่ยงถึงได้เต็มใจที่จะไปเอง เฮ้อ..ใจอ่อนไม่เข้าท่า"
แต่คนหูดีกลับได้ยิน นัยน์ตาเย็นเหยียบปราดมามองฉับเหมือนกับสมัยที่ทั้งคู่ยังเรียนอยู่ที่โรงเรียนพระราชาไม่มีผิด คิลขยับยิ้มกวนประสาทรับไม่ได้สะทกสะท้านแม้แต่น้อยกับสายตาที่แทบจะแช่แข็งตัวเองอยู่รอมร่อ
"เอาน่าๆ.. ยังไงซะฉันก็เคารพการตัดสินใจของนายอยู่แล้ว นายว่าไงฉันก็ว่างั้น ถ้านายคิดจะไปเป็นทูตสันติปราศจากอาวุธ งั้นฉันจะไปเป็นเกาะติดอาวุธให้นายเองล่ะกัน"
"คิลนายไม่จำเป็นต้อง.." พูดไม่ทันจบเสียงของคิลก็ดังขัดขึ้นก่อนพร้อมกับประกายตาจริงจัง
"ไม่มีคำว่าแต่คาโล ก็พวกเราน่ะเป็นเพื่อนกันไม่ใช่หรือ" ความปลื้มปีติเอ่อท้นในจิตใจ
เพื่อน.. สิ่งที่เขาไม่เคยคิดว่าจะมี
มิตรภาพ.. สิ่งที่เขาไม่เคยคิดว่าจะได้รับ
แต่ในตอนนี้เขามีแล้ว.. ตั้งแต่ได้ก้าวย่างเข้าสู่เอดินเบิร์กชีวิตใหม่ของเขาก็ได้เริ่มขึ้น แม้ต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย แม้ต้องพบพานกับอันตรายร้อยแปดแต่ทุกครั้งก็สามารถผ่านมันมาได้พร้อมๆกับคนๆนี้ คนที่เขาสามารถพูดได้เต็มปากว่า.. เพื่อน
"ขอบใจ"
คิลยิ้มรับแต่ยังไม่ทันที่ความยินดีจะจางหายลางแห่งหายนะก็ดังขึ้น
ตึง!.. ตึง!.. ตึง!..
เสียงกลองรบลั่นดังกึกก้องทั้งสองคนจึงได้รีบเดินออกไปดูและสิ่งที่ปรากฏต่อสายตา..
ภาพทัพหลวงอันเกรียงไกรของซาเรสที่กำลังเคลื่อนพลเข้าประชิด
แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นก็คือกองทัพทหารมากกว่าครึ่งที่ยกมา ไม่ใช่.. มนุษย์
"จากที่สายข่าวของฉันบอกมาอาเธอร์ไม่ได้รวบรวมปีศาจไว้มากมายขนาดนี้นี่" คิลพูดเสียงเครียดเมื่อนึกถึงความเป็นจริงที่ว่า
มนุษย์ไม่อาจเอาชนะปีศาจ
จากจำนวนที่เขารู้มาในตอนแรกถึงแม้การเอาชนะจะเป็นไปได้ยากแต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้แม้จะลำบากซักหน่อยแต่ก็ยังพอมีทางทว่าตอนนี้ทัพปีศาจที่ว่ามันกลับเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมเป็นสิบเท่าแบบนี้ขวัญกำลังใจของพวกทหารจะไปมีเหลือหรือ
คิลเหลือบตามองคาโลที่ในตอนนี้ก็มีสีหน้าเคร่งเครียดไม่แพ้กัน
"นายจะเอาไง"
"ไม่น่าถาม" คาโลตอบก่อนจะหันไปสั่งการกับองครักษ์คนสนิทที่เดินตามมาไม่ห่าง
"เมราสถ่ายทอดคำสั่ง ให้ทหารม้าของเราเตรียมตัวให้พร้อม"
//////////////////////////////////////////////////////////
ทางพระราชวังคาโนวาล
"เป็นไงบ้างเลเลีย" เอลลิคถามนางกำนัลคนสนิทเลเลียที่กำลังถือถาดอาหารเดินออกมาจากห้องพระบรรทมพลางสายตาก็มองไปยังบรรดาสำรับต่างๆที่ไม่ได้พร่องลงเลยแม้แต่น้อย เลเลียส่ายหน้าแทนคำตอบก่อนจะออกเดินไปซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่ดูอายุมากกว่าคนแรกมากเดินออกมาจากห้องพอดี
"เป็นไงบ้างท่านคาเดีย" คำถามเดิมถูกส่งออกไปอีกครั้งยังคาเดีย ผู้หญิงที่มีศักดิ์เป็นแม่นมของกษัตริย์แห่งคาโนวาลองค์ปัจจุบัน
คาเดียได้แต่ถอนใจก่อนตอบด้วยสีหน้ากังวล
"นอกจากพระนางจะไม่ยอมแตะต้องอาหารแล้วแม้แต่พูดกับฉันซักคำยังไม่มีเลย ทรงเอาแต่นั่งเหม่ออยู่ริมหน้าต่างเช่นนั้นไม่ยอมขยับ นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้วเกรงว่าพระวรกายจะแย่เอาน่ะสิ"
คำตอบที่ได้รับเรียกสีหน้ากังวลให้องครักษ์หนุ่มได้ไม่แพ้กันแม้จะเป็นการไม่สมควรแต่ยังไงคราวนี้เห็นทีเขาคงต้องเข้าไปดูซักหน่อย เมื่อคิดได้ดังนั้นเอลลิคจึงเดินตรงเข้าไปเคาะประตูบานใหญ่พร้อมกับทูลขออนุญาตและเมื่อไม่มีเสียงตอบกลับจากภายในเขาจึงถือวิสาสะเดินเข้าไปในห้องเองโดยมีคาเดียเดินตามมาห่างๆ
ทันทีที่ย่างเท้าผ่านพ้นบานประตูห้องเข้ามาเอลลิคก็จับถึงความผิดปกติบางอย่างได้ในทันที
ไอเวท..
"ไอเวทแบบนี้มัน" ใบหน้าคมเคร่งเครียดจัดก่อนจะสาวเท้าเร็วๆเข้าสู่ห้องบรรทมส่วนใน ยิ่งย่างเท้าเข้าไปมากเท่าไรก็สัมผัสถึงไอเวทได้รุนแรงมากเท่านั้นและท่าทีเร่งรีบของชายหนุ่มนี่เองที่ทำให้คาเดียต้องมองอย่างสงสัย
"มีอะไรเช่นนั้นหรือท่านเอลลิค" นั่นก็เป็นสิ่งที่เขาอยากรู้เช่นเดียวกัน เขาไม่ได้ตอบแต่ตอนนี้ฝีเท้าที่ก้าวเร็วๆเปลี่ยนเป็นวิ่งแทนและเมื่อเขาเข้ามาถึงห้องบรรทมส่วนใน
"องค์ราชินี" เอลลิคอุทานอย่างตกใจเพราะศูนย์กลางของไอเวทนั้นไม่ได้มาจากใครที่ไหนเลยแต่กลับเป็นร่างบอบบางตรงหน้า เอลลิครีบปราดเข้าประชิดร่างนายเหนือหัวแต่แล้วสิ่งที่เขาไม่อยากจะคิดก็เกิดขึ้น
"นี่มัน.. เวทก๊อปปี้!!"
องค์ราชินีหนีไปแล้ว!!
///////////////////////////////////////////////////////
ร่างเล็กบนหลังอาชาสีขาวปลอดควบตะบึงอย่างเร็วมุ่งหน้าสู่ดินแดนที่กำลังจะเปลี่ยนเป็นสมรภูมิด้วยสีหน้าฉายแววเด็ดเดี่ยว
"อีกนิดเดียวเท่านั้น" เฟรินพึมพำขึ้น "รอฉันก่อน เวนอล"
ถัดขึ้นไปยังเบื้องบนร่างสูงของชายคนหนึ่งยืนอยู่ที่นั่นท่ามกลางท้องฟ้าที่สดสว่างแต่สำหรับเขามันกลับมืดมนนัก เนตรสีฟ้ามองตามร่างของหญิงสาวอย่างสิ้นหวังที่จะทัดทานมีแต่เสียงร่ำร้องจากจิตใจเท่านั้นที่ยังดังก้อง
อย่าทำแบบนี้เลยเฟริน..
////////////////////////////////////////////////////////////
กองกำลังทั้งสองฝ่ายต่างตั้งกำลังประจันหน้ากันท่ามกลางสมรภูมิ ความตึงเครียดแผ่ครอบคลุม สรรพเสียงต่างเงียบสงัดรอคอยคลื่นพายุใหญ่ที่จะโหมกระหน่ำ มีเพียงเสียงหวีดหวิวของสายลมเท่านั้นที่ขับกล่อมความวิเวกให้วังเวงดุจบรรเลงบทเพลงแห่งความตายที่กำลังจะเริ่มขึ้น
และทันใด..
โฮ!! ..
เสียงโห่ร้องลั่นจากเหล่าปีศาจดังขึ้นกะทันหันพร้อมๆกับสรรพาวุธที่ถูกกระหวัดฟาดฟันไปมา ใบหน้าเละแทะบิดเบี้ยวภายใต้เกราะเหล็กแสยะยิ้มน่าขยะแขยง น้ำลายข้นเหนียวไหลยืดลงมาจากมุมปากราวกับสัตว์ร้ายหิวกระหาย
ภาพที่สร้างความพรั่นพรึงแก่เหล่านักรบ ความหนาวเยือกแล่นจับเข้าขั้วหัวใจและนั้นถึงกับทำให้เหล่าทหารกล้าต้องก้าวเท้าถอยหลังไปคนละหลายก้าวโดยไม่รู้ตัว เหล่าอาชาต่างพากันถอยหนีอย่างควบคุมไม่อยู่
คงเหลือเพียงอาชาไนยสีนิลของคาโลกับมังกรน้ำของโรเวนเท่านั้นที่ยังคงยืนนิ่งปราศจากท่าทีใดๆเฉกเช่นนายเหนือที่ทรงประทับอยู่เบื้องบน
สายพระเนตรสีน้ำเงินและฟ้าต่างจ้องสบกับเนตรนิลกาลที่บัดนี้แลลึกสุดหยั่ง รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมหิวกระหายอย่างที่ทั้งสองคนไม่เคยเห็นมาก่อนจากบุคคลเบื้องหน้าตอนนี้ฉายชัดอย่างไม่ต้องสังเกต
แผนเจรจาอาจไม่ง่ายอย่างที่คิด..
คาโลชักม้าคู่ใจให้ขยับขึ้นหน้าในขณะที่โรเวนยกมือขึ้นสูงเพื่อดึงสติของเหล่าทหาร ความเงียบกลับคืนมาอีกครั้งเมื่ออาเธอร์เองก็ทำสัญญาณแบบเดียวกันพร้อมกับชักม้าให้เดินเข้ามาเผชิญหน้ากับคาโล
"ไม่นึกไม่ฝันว่าวันที่เราจะได้พิสูจฝีมือกันมันจะเร็วเช่นนี้เลยนะโรเวน อ้อ..เจ้าด้วย เจ้าชายคาโล อ๊ะ..ไม่สิ ตอนนี้ต้องเรียกว่ากษัตริย์คาโลแล้วสินะ ฮ่าๆๆ ข้าต้องขออภัยด้วยแล้วกันที่ลืมไปว่าคาโนวาลผลัดแผ่นดินแล้ว"
คำพูดสบประมาทของอาเธอร์ที่ราวกับไม่เห็นคาโนวาลและกษัตริย์ของพวกเขาอยู่ในสายตาเรียกอารมณ์กรุ่นให้กับเมราสและเหล่านักรบจากคาโนวาลเป็นอย่างมาก ม้าศึกพ่วงพีถึงได้ขยับขึ้นหน้า เหล่าอาวุธต่างถูกชักออกจากฝักพร้อมกับเสียงคำรามอย่างโกรธแค้นจากเหล่าทหารหาญที่ลืมความกลัวไปจนสิ้นเหลือแต่ความมุ่งมั่นในการรักษาเกียรติยศของนายเหนือหัวเท่านั้น
คาโลยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้เหล่าคนของตนสงบอารมณ์ก่อนเสียงทุ้มชวนฟังจะเอ่ยออกราวกับไม่รู้สึกรู้สากับคำยั่วเมื่อครู่
"เราเองก็ไม่คิดเช่นกันว่าวันนี้จะมาถึงท่านอาเธอร์" คาโลพูดพร้อมกับสบตากับอาเธอร์ด้วยสายตาจริงจัง
"หึหึ เจ้าคงมีอะไรอยากจะพูดสินะ เอ้า!!ว่ามาข้าจะช่วยฟังให้ก่อนที่พวกเจ้าจะไม่มีโอกาสได้พูดอีก" อาเธอร์หัวเราะอย่างสะใจโดยมีพวกเหล่าปีศาจคอยส่งเสียงโห่ร้องรับอย่างนึกสนุกผิดกับเหล่าทหารกล้าที่อารมณ์เริ่มพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆและความโกรธเข้ามาแทนที่ความหวาดกลัว
"เรามีเรื่องหนึ่งอยากจะถามท่าน" คาโลพูดขึ้นตัดเสียงหัวเราะร่าของอีกฝ่ายซึ่งนั่นก็ส่งผลได้ชะงัด
"ท่านทำแบบนี้แล้วมีความสุขเช่นนั้นหรือ"
"มีสิ" อาเธอร์ตอบด้วยรอยยิ้มเหี้ยม "เจ้าไม่เห็นหรือว่าข้าสำราญมากแค่ไหน"
"สิ่งที่ข้าเห็นคือความสำราญของมงกุฎมารนั่น" คาโลตอบเสียงเรียบ "ส่วนตัวท่าน ข้ากลับได้ยินเพียงเสียงกรีดร้องอย่างทรมานจากห้วงลึกในจิตใจท่านเท่านั้น"
"ไร้สาระ" อาเธอร์ตวัดเสียงตอบอย่างหัวเสีย "ตัวข้าคือตัวข้า ไม่มีใครจะมาควบคุมข้าได้ ทั้งการกระทำและความคิด ตัวข้าเป็นผู้กำหนด"
"เช่นนั้นของทั้งสี่ชิ้นที่ท่านคิดว่าได้ครอบครองมันนั่น คืออะไร"
"อำนาจไงล่ะ ใครๆก็อยากได้มันทั้งนั้น"
"อำนาจสำคัญกับท่านมากนักหรือ"
"ใช่" คาโลได้แต่ถอนใจเมื่อได้ยินคำตอบ
"แต่ท่านรู้หรือไม่ว่าอำนาจไม่ได้หมายถึงทุกสิ่ง มีอำนาจใช่จะได้ในสิ่งที่ต้องการเสมอไป มันแลกเวลาไม่ได้ ควบคุมความรักไม่ได้ และเหนืออื่นใด มันคืนชีวิตไม่ได้.."
"แต่ข้าทำได้" อาเธอร์ตวาด "ข้าเห็นทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต ข้ามีทั้งพลังและอำนาจ ไม่มีสิ่งใดที่ข้าต้องการแล้วจะไม่ได้"
"ผิดแล้วท่านอาเธอร์" คาโลเอ่ยขัด "เมื่อก่อนท่านอาจมีสิ่งที่ท่านว่าแต่ตอนนี้ท่านไม่มีอะไรเลย ทั้งพลังของท่าน ความสามารถของท่าน ทุกอย่างต่างเป็นสิ่งลวงตาที่ของอาถรรพ์สร้างขึ้นทั้งนั้นและตอนนี้แม้แต่ใจของท่านเองก็กำลังถูกมันครอบงำอยู่ ท่านรู้ตัวรึเปล่าท่านอาเธอร์.."
"ไม่ใช่ ข้าไม่ได้ถูกใครควบคุมทั้งนั้น" อาเธอร์ตวาดลั่นด้วยใจที่เริ่มสั่นคลอนอย่างที่เจ้าตัวก็ไม่รู้สาเหตุแต่คาโลที่ยังเฉยก็ยังคงพูดต่อไป
"เพื่อมัน..ท่านทำได้แม้แต่การลงมือสังหารพระบิดา เข่นฆ่าผู้คนที่รักและเคารพท่าน.. ท่านไม่เหลือใครอีกแล้วท่านอาเธอร์ ท่านคิดหรือว่าเหล่าทหารที่อยู่เบื้องหลังท่านนั้นจะจงรักภักดีต่อท่าน.. ไม่หรอก เมื่อใดที่ท่านล้มพวกเขาก็พร้อมที่จะก้าวข้ามท่านขึ้นไปสู่ที่ๆท่านถูกผลักลงมาเช่นกันแต่ยังไม่สายเกินไปหากท่านจะกลับตัวซะตอนนี้เพราะอย่างน้อยใจของท่านก็ยังจะกลับมาเป็นของท่านเช่นเดิม"
อาเธอร์นิ่งไปราวกับครุ่นคิดอะไรบางอย่างแต่แล้วกลับมีเสียงประหลาดเสียงหนึ่งดังขึ้นจากมงกุฎมารที่เขาสวมอยู่
'อย่าไปฟังมัน มันต้องการให้เจ้าไขว้เขวอาเธอร์ นี่เป็นกับดัก มันจะฆ่าเจ้าเพื่อแย่งชิงในสิ่งที่ควรจะเป็นของเจ้า มันจะแย่งอำนาจจากเจ้า ได้ยินมั้ย มันจะฆ่าเจ้า'
ฆ่ามันซะก่อนจะถูกฆ่า..
"ทั้งหมดคือของๆข้า อำนาจอันเป็นนิรันดร ชัยชนะอันเป็นนิรันดร" อาเธอร์ตะโกนลั่นทันใดควันไอสีดำก็แผ่พวยพุ่งออกจากร่างของกษัตริย์แห่งซาเรส
"ท่านอาเธอร์" คาโลร้องเรียก
"ถอยออกมาคาโล" เสียงร้องของโรเวนดังขึ้นมาจากทางเนินผาด้านข้าง ทันทีที่สิ้นเสียงคทาในมือพลันเรืองแสงวาบเช่นเดียวกับหัวคทาของเจ้าชายเซรัสและนักเวทคนอื่นๆอีกสามคนที่กระจายกันยืนตามจุดต่างๆบนเนิน
ตอนนั้นเองวงแหวนเวทสีทองก็ผุดขึ้นที่ใต้ฝ่าเท้าม้าทรงของอาเธอร์พร้อมๆกับแผ่ขยายวงกว้างออกไปอย่างรวดเร็วครอบคลุมทัพปีศาจไปกว่าค่อนก่อนที่ประตูเหล็กสีดำบานยักษ์จะปรากฏขึ้นมาบนฟ้าเหนือวงแหวนเวทนั่นโดยบานประตูหันหน้าเข้าหากลุ่มสิ่งมีชีวิตในกรอบเวทพอดี
พวกทหารฝั่งซาเรสที่ไหวตัวทันต่างแตกฮือกระจายกำลังกันออกไปเพื่อหนีให้พ้นกรอบวงแหวนมรณะ
ทางด้านคาโลก็รีบชักม้าให้ถอยออกห่างแม้เขาจะหลุดลอดออกมาจากกรอบเวทได้แต่สถานการณ์ก็ใช่ว่าจะดีนักเมื่อถูกล้อมด้วยเหล่าปีศาจทั้งหน้าหลังเช่นนี้
"คทาพิพากษา" คทาสีดำสนิทถูกเรียกเข้ามือ เพียงบริกรรมคาถาพายุหิมะก็พัดกระหน่ำ หมาป่าน้ำแข็งนับสิบต่างกระโจนเข้าใส่เหล่าศัตรูอย่างรวดเร็ว
"คาโล" เสียงโรเวนร้องเรียกอีกครั้งแต่ครั้งนี้ไม่ใช่จากด้านบนแต่เป็นโรเวนที่ยืนอยู่ด้านล่างข้างหลังของเขานี่เอง
โรเวนกระโดดลงจากหลังมังกรก่อนจะใช้ความเร็วพุ่งเข้าใส่ปีศาจตัวหนึ่งที่กำลังเงื้อขวานยักษ์อยู่ข้างหลังคาโล มือขวายกขึ้นเสมอไหล่และไม่ทันที่ปีศาจผู้อาจหาญจะได้ลงมือ มือขาวก็แทงทะลุอกของมันออกมาจากด้านหลังและเมื่อมือนั้นถูกดึงกลับไปหัวใจของมันก็หลุดลอยออกจากตัวพร้อมกับชีวิตที่ดับลงในพริบตา
"แข็งชะมัด เนื้อหรืออะไรเนี่ยมือแทบหักแหนะ" โรเวนบ่นออกมาทั้งที่ในมือยังคงถือหัวใจสดๆนั้นอยู่ คาโลได้แต่ปรายตามองพร้อมกับส่ายหน้า มือกวัดแกว่งดาบต้านศัตรูขณะที่หมาป่าน้ำแข็งก็ยังทำหน้าที่ของมันต่ออย่างมีประสิทธิภาพ
"นายจะอยู่ในร่างนั้นอีกนานมั้ย โรเวนเขาไม่บ่นอะไรแบบนั้นหรอกนะ.. คิล" คาโลร้องถามและนั่นก็เรียกสีหน้าขำขันจากโรเวนหรือในความเป็นจริงคือคิลได้เป็นอย่างดี
"ฉันก็ว่างั้น" คิลตอบอย่างติดตลก มือก็ยังสาละวนกับการจัดการปีศาจตรงหน้า "แต่ฉันคืนร่างเองไม่ได้ โรเวนใช้เวทอะไรไม่รู้แก้ยากชะมัด นายก็รู้ฉันมันไม่เก่งเวท" พูดเองก็หัวเราะเอง คาโลจึงได้แต่ทำใจขณะร่ายเวทถอนอาคมให้ ไม่นานรูปร่างจากกษัตริย์โรเวนก็แปรเปลี่ยนเป็นคิลมัส ฟีลมัส นักฆ่าจากซาเรสตามเดิม
"ค่อยยังชั่วหน่อย.. ขอบใจนะ" คิลว่าพร้อมกับเข้าไปตะลุมบอลกับทหารข้าศึกอย่างคล่องตัวกว่าเดิม
ทางด้านคิงไนเฮลก็นำกำลังบุกตีทัพซาเรสที่กระจัดกระจายไม่เป็นขบวน จากสถานการณ์เสียเปรียบกลายเป็นสูสีและกำลังจะกลายเป็นชัยชนะ
และตอนนั้นเอง..
วูดดดดดดดด!! .
เสียงเป่าเขาดังขึ้นมาจากทางทิศใต้พร้อมๆกับภาพกองทัพใหญ่ปรากฏขึ้น
"ยูริซิส" กษัตริย์ไนเฮลร้องออกมาและนั่นยิ่งสร้างขวัญกำลังใจให้แก่เหล่าทหารยิ่งนัก
กองกำลังเสริมจากบารามอสมาถึงแล้ว..
ในขณะที่ทุกคนกำลังดีใจกลับมีสองคนที่ตีสีหน้าเคร่งเครียดมากกว่าเดิม
จำนวนทหารนั่น.. โรเวนคิด
ความรู้สึกแบบนี้มัน.. คาโลนึกในใจก่อนจะตะโกนออกไปเสียงดัง
"ทุกคนระวัง" ทหารหันมามองกันหน้าตาตื่นเมื่อได้ยินแต่ก็ไม่ทันแล้วเมื่อกองทัพที่มีจำนวนคนเพียงสามพันของยูริซิสทว่าเป็นสามพันที่มีฝีมือชั้นแนวหน้าทั้งสิ้นต่างก็ควบม้าเข้ามาประชิดและวินาทีนั้นหัวของเหล่าทหารที่อยู่ทางด้านหลังก็ถูกปลิดลงอย่างรวดเร็ว
ความแตกตื่นเกิดขึ้นทันทีเมื่อต่างคนต่างรับรู้ถึงความจริงที่เกิดขึ้น
ยูริซิสทรยศ..
แล้วทหารร่วมหมื่นที่คิงชามัลจะส่งมาล่ะ คงไม่ใช่.. โรเวนคิดด้วยความกังวลแต่ตอนนั้นเองสิ่งที่สร้างความตกใจให้กับเขามากที่สุดกับเป็นคนข้างๆ
"ไอ้เจ้าบ้านั้น" เซรัสสบถอย่างโกรธเกรี้ยวเมื่อเห็นเหล่าทหารของตนล้มตายไปมากโดยไม่ทันตั้งตัวด้วยซ้ำ
"อย่าเซรัสตั้งสมาธิไว้" แต่ไม่ทันแล้วทันทีที่จิตใจของเซรัสสั่นคลอนด้วยความแค้น อาเธอร์ก็อาศัยจังหวะนั้นเจาะช่องโหว่ของเกราะเวทออกมาได้และมันถึงกับกระแทกเซรัสจนกระเด็นออกไปไกล
"อย่าคิดว่าเวทแค่นี้จะทำอะไรข้าได้นะ" อาเธอร์คำรามลั่น ไอทะมึนแผ่ขยายไปทั่วส่งให้กรอบเวทสีทองเริ่มสั่นสะท้าน ประตูเหล็กที่กำลังแง้มเปิดกลับหยุดอยู่แค่นั้น
"ไม่ไหวแล้วพ่ะย่ะค่ะ" เสียงนักเวทคนหนึ่งร้องขึ้น ปกติใช้นักเวทห้าคนก็ตึงมืออยู่แล้วนี่ดันขาดไปคนแถมคนที่ขาดยังเป็นหนึ่งในสองกำลังหลักซะด้วย
"แข็งใจไว้ทุกคนอีกนิดเดียวเท่านั้น" โรเวนร้องบอกทั้งที่ตัวเองก็มีสภาพไม่ต่างจากคนอื่นๆเท่าใดนัก เหงื่อกาฬไหลอาบเต็มตัว คทาสั่นรั่วจนมือที่ถือแทบชาสนิท
อีกนิดเดียวเท่านั้น ต้องทำให้ได้เพราะหากไม่สำเร็จ ทุกคนคง..
โรเวนคิดพลางปลายตามองลงไปยังด้านล่างไปยังเหล่าทหารที่สู้อย่างถวายชีวิต
"ไม่มีทาง" สิ้นเสียงตวาดสุดท้ายประตูเหล็กกลับปริร้าว โรเวนหันกลับมามองในจังหวะนั้นเองวงแหวนเวทก็ระเบิดออกอย่างรุนแรงพร้อมๆกับประตูเหล็กยักษ์เลือนหายไปและร่างของเหล่านักเวทกระเด็นไปคนละทิศละทาง
แรงระเบิดอย่างรุนแรงแผ่ขยายเป็นวงกว้างส่งให้เหล่าทหารที่สู้กันอยู่ใกล้ๆกับจุดระเบิด ต่างก็บาดเจ็บล้มตายไปเป็นจำนวนมาก
โรเวนมองสภาพความเป็นไปทางเบื้องล่างด้วยดวงตาที่เบิกกว้างแม้จะมีคทาคอยค้ำแต่ก็แทบยันกายไม่อยู่
สถานการณ์.. พลิกกลับซะแล้ว
การรบหยุดชะงักลงชั่วคราวจากแรงระเบิดครั้งใหญ่
คาโล คิลและเหล่าทหารที่รอดมาอย่างหวุดหวิดจากแรงระเบิดมหาศาลเมื่อครู่ได้แต่มองอย่างตื่นตะลึงกับเหตุไม่คาดฝันที่เกิดขึ้น มันรวดเร็วจนน่าใจหายเมื่อทหารของพวกเขาถูกลดลงกว่าครึ่งด้วยการระเบิดเมื่อครู่เพียงครั้งเดียวแต่ฝ่ายศัตรูกลับมีกำลังเพิ่มขึ้นหลายเท่าจากกองกำลังปีศาจที่หลุดออกมาจากเวทประตูมรณะได้และผู้ที่นำหน้าออกมานั้น..
อาเธอร์บนหลังอาชาสีดำ
ไม่มีทางชนะ..
คำๆเดียวที่ผุดขึ้นในใจทุกคน ความสิ้นหวังเข้าครอบงำจนน่าหวาดหวั่น คาโลกวาดสายตามองยังเหล่าทหารหาญที่บัดนี้ไม่เหลือแม้เรี่ยวแรงที่จะจับดาบ สบเข้ากับสายตาที่แสดงชัดถึงความท้อแท้
ไม่ได้การถ้าเป็นแบบนี้..
คาโลชักม้าให้หันกลับพร้อมกับหันหน้าเข้าหาทุกคน สบตาเหล่าทหารที่จิตใจถดถอยแทบไม่เหลือแม้จะอยู่ท่ามกลางทัพปีศาจที่ขนาบอยู่ด้านหน้าและทหารของยูริซิสทางด้านหลังแต่ความทรงอำนาจของกษัตริย์นักรบกลับไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อยและนั่นก็ตรึงสายตาของทุกผู้เอาไว้ ความกลัวค่อยๆลบหายออกจากใจไปช้าๆอย่างไม่รู้ตัว
"พวกเจ้ามาที่นี่ วันนี้ เพื่ออะไรกัน" คาโลตะโกนร้องถามด้วยกระแสเสียงดังก้อง "มาเพื่อท้อแท้ให้กับศึกตรงหน้าเช่นนั้นรึ.. คำตอบคือไม่ ที่เรามาที่นี่ วันนี้ ก็เพื่อจะปกป้องแผ่นดินของเรา.. แต่สิ่งที่ข้าเห็นในตอนนี้กลับมีเพียงความหวาดหวั่นในแววตาของพวกเจ้าเท่านั้น หากแม้แต่พวกเจ้ายังไม่มีใจจะสู้ หากคนที่เป็นเสมือนเสาค้ำจุนผู้คนเช่นพวกเจ้ายังคิดจะยอมแพ้เพียงแค่นี้ แล้วคนที่อยู่ข้างหลังเล่า ทั้งครอบครัว ทั้งญาติมิตรของพวกเจ้าจะเป็นเช่นไร.. เรามาที่นี่ วันนี้ เพื่อจะเปิดความหวังให้แก่ผู้คนของพวกเราไม่ใช่รึ เอ้า!! จงลุกขึ้นมา เหล่าทหารหาญของข้า ลุกขึ้น.. แล้วต่อสู่กับอำนาจมืดที่คิดจะครอบงำมาตุภูมิของเรา"
ความฮึกเหิมเอ่อท้น ความหวาดกลัวมลายสิ้น เหล่าทหารกล้าต่างยันกายลุกขึ้น อาวุธในมือกระชับมั่น แววตาเด็ดเดี่ยวกลับคืนมาอีกครั้งพร้อมกับความเทิดทูลและความหวังยิ่งใหญ่พุ่งตรงไปที่กษัตริย์นักรบนายเหนือหัวแห่งตน
คาโลชักม้ากลับเผชิญหน้ากับอาเธอร์โดยมีคิลยืนเคียงข้างทางด้านขวาและเมราสทางด้านซ้าย ในขณะที่โรเวนกระโดดลงมาจากเนินโดยมีมังกรน้ำคู่ใจบินเข้ามารับไว้พอดีพร้อมกับพาร่างเจ้านายกับมายืนประจันหน้ากับทัพของยูริซิส
"เพื่อศึกนี้แม้จะต้องหลั่งเลือด พลีชีพ จะไม่มีคำว่าถอย จงสู้จนกว่าจะได้ชัย จงสู้แม้จะเหลือเป็นคนสุดท้าย สู้ เพื่อมาตุภูมิของเรา"
"สู้เพื่อมาตุภูมิ สู่เพื่อเอเดน" เหล่าทหารต่างเฮรับอย่างพร้อมเพียงกับปณิธานที่ประกาศลั่น
คาโลและโรเวนยกดาบขึ้นพร้อมกันก่อนจะตวัดดาบไปเบื้องหน้า
"บุกกกกกกกกกกก!!"
ความคิดเห็น
กษัตริย์ นักรบ ก็ยังคงเป็นกษัตริย์นักรบ ห้าวหาญ เป็นผู้นำ และฮึกเหิม....
พยายามต่อไปนะคะ สู้ๆ ^W^ รักษาสุขภาพด้วยนะคะ บายๆค่า
คาโลเท่จังเลย