บทเพลงที่ 2 ความฝัน ความจริง กับฝันที่เป็นจริง ( 1 )
แสงสว่างจากดวงตะวันยามเช้าทอดตัวลงฉาบไล้พื้นพิภพให้สว่างสดใสขานรับกับเสียงของเหล่าวิหกนกน้อยที่ต่างรื่นเริงบรรเลงเพลงไพเราะเสนาะหูรับอรุณแห่งวันใหม่เฉกเช่นที่ดำเนินอยู่เป็นประจำ
แสงทองแยงเข้าสู่นัยน์ตาส่งให้เนตรสีฟ้าคู่งามค่อยปรือเปิดขึ้นอย่างช้าๆภาพที่เห็นตรงหน้าช่างพร่ามัวนักก่อนจะค่อยๆชัดขึ้นตามลำดับ
ที่นี่.. ร่างสูงของคิงนักรบ กษัตริย์สูงสุดแห่งคาโนวาลยันวรกายลุกขึ้นนั่งก่อนจะกวาดสายพระเนตรสำรวจโดยรอบ
ลมเย็นโบกพัดเส้นพระเกศาสีเงินพลิ้วสะบัด สวนดอกไม้งามสีสันแปลกตาแทรกผ่านเข้าครองจักษุ บุพผางดงามที่ไม่สามารถหาชมได้ในที่ใดบนแผ่นดินเอเดนกำลังเบ่งบานผลิดอกออกช่อเต็มไปทั่ว
สวนสมเด็จ.. คือคำที่ปรากฏขึ้นในห้วงคิดของชายหนุ่ม
ไม่ใช่.. คำค้านดังแทรกขึ้นแทบจะทันใดเมื่อสายตาไปสบเข้ากับปราสาทสีขาวหลังงามน่าเกรงขามตรงหน้า
พระราชวังคาโนวาล..
ใช่แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่คาโนวาลในเขตพระราชฐานส่วนในส่วนสวนที่เขายืนอยู่นี้ก็คือ
สวนสมเด็จ..
ทว่าไม่ใช่สมเด็จราชินีอลิเซีย แต่เป็น.. เฟลิโอน่า
เฟลิโอน่า วาเนบลี ราชินีแห่งคาโนวาล
สวนดอกไม้งามตาที่กินพื้นที่ทางด้านหลังของพระราชฐานส่วนในทั้งหมด สวนดอกไม้ที่เขาอุตส่าห์เดินทางไปเอาเมล็ดพันธุ์มาจากเดมอสด้วยตัวเองเพื่อเธอผู้นั้นโดยเฉพาะ
แล้วเรามาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน.. นัยน์เนตรสีฟ้าคู่งามยังคงมองสำรวจไปรอบๆ ฝีเท้าก้าวเดินอย่างสม่ำเสมอออกจากร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ที่ให้ที่นิทราแก่เขายามหลับสนิทเมื่อครู่พลางสูดกลิ่นหอมของดอกไม้ที่กรุ่นกำจายเข้ากระทบปลายจมูก
กลิ่นที่คุ้นเคย.. กลิ่นหอมหวานที่เหมือนกับกลิ่นกายของเธอคนนั้น
จริงสิ!! เฟริน!!.. เนตรสีฟ้าเบิกกว้างอย่างตกใจ
นี่ก็สายมากแล้ว นั่นก็หมายความว่า..
แต่ก่อนที่ร่างสูงจะได้วิ่งออกไปยังจุดหมายอย่างที่ใจคิดเสียงหวานเจือหงุดหงิดของหญิงสาวนางหนึ่งกลับดังขึ้นเสียก่อน
เสียง.. ที่ตรึงร่างเขาไว้จนไม่อาจขยับ
“ไอ้น้ำแข็งงี่เง่า.. หนอย คนเขาอุตส่าห์เป็นห่วงถึงได้เข้าไปถามหรอกนะดันไล่ออกมาซะนี่.. ไอ้เจ้าบ้า!!”
ร่างบางระหงของหญิงสาวที่อยู่ในห้วงคิดทุกลมหายใจเข้าออกปรากฏอยู่ตรงหน้า ผิวกายเนื้อนวลเนียนสีขาวอมชมพูน่าสัมผัส เส้นผมสีน้ำตาลไหม้เป็นเงางามรับแสงตะวันทอประกายราวเส้นไหมชั้นดีโบกสะบัดตามแรงปะทะของสายลมจากการเดินของเจ้าหล่อน
ใบหน้าหวานติดจะงอง้ำกับดวงตากลมโตสีน้ำตาลพราวระยับที่ติดจะขุ่นเคืองอันแสนคิดถึงเรียกความร้อนวาบขึ้นที่ขอบตาของชายหนุ่มพร้อมกับความยินดีที่แล่นขึ้นในอกจนไม่ได้เอะใจแม้แต่นิดถึงคำพูดประหลาดที่หญิงสาวว่าเอาไว้เมื่อครู่
คาโลสาวเท้าเข้าหาเฟรินอย่างรวดเร็วแขนแกร่งเอื้อมออกหวังจะกอดรั้งร่างบางเอาไว้แนบอก
“เฟ..” แต่เฟรินกลับเดินผ่านตัวเขาไปราวกับเขาไม่มีตัวตน ตาสีฟ้าเบิกค้างอย่างประหลาดใจแกมตกใจก่อนสมองจะรับรู้ถึงความจริงบางสิ่ง
“หรือนี่..เป็นความฝันสินะ” ชายหนุ่มได้แต่มองตามร่างของหญิงสาวที่เดินห่างออกไปด้วยสายตารวดร้าว
ทั้งๆที่อยากจะได้เห็นใบหน้าของเธอที่แสดงถึงความมีชีวิตอีกครั้ง..
ทั้งๆที่อยากจะได้ฟังเสียงหวานเจื้อยแจ้วที่คอยคลอเคลียไม่เคยห่าง..
ทั้งๆที่อยากจะสัมผัสกับความอบอุ่นที่ร้างลามานาน..
ทั้งๆที่.. เพลากาลทำให้เขาได้พบเธอ.. ที่นี่ ..
ทั้งๆที่.. ได้อยู่ใกล้กันเพียงนี้แท้ๆ แต่กับ.. เอื้อมมือออก.. ไขว่คว้ามาไม่ได้
“นายรู้ตัวรึเปล่าว่าทำให้ฉันเป็นห่วงขนาดไหน คาโล” เสียงหวานดังขึ้นอย่างตัดพ้อเมื่อทรุดร่างลงนั่งกับพื้นหญ้าใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นเดียวกับที่ชายหนุ่มลุกออกมาเมื่อครู่
“รู้สิ” คาโลเอ่ยตอบแม้จะรู้ดีว่าร่างบางตรงหน้าไม่อาจได้ยินก็ตาม
ร่างสูงสาวเท้าเข้าหาหญิงสาวก่อนจะคุกเข่าลงตรงหน้า มือแกร่งยกขึ้นสัมผัสใบหน้านวลราวกับจะจับต้องได้ทั้งที่ในความเป็นจริงกลับมีแต่เพียงรอยสัมผัสของสายลมเท่านั้น
“แล้วเธอรู้รึเปล่าว่าตอนนี้ฉัน.. ปวดใจขนาดไหน เฟริน”
ทั้งๆที่อยู่ตรงหน้า..
ทั้งๆที่แค่เอื้อมมือออกไป..
ทั้งๆที่อยากจะสัมผัส..
“คงรู้สินะเพราะนายก็คงเจ็บปวดไม่แพ้กัน” คาโลโน้มใบหน้าลงประทับริมฝีปากเข้ากับเรียวปากกลีบกุหลาบ
“เฟริน” คำกระซิบเรียกชื่อซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างหวังจะให้ดังเข้าไปถึงจิตใจของอีกฝ่ายแต่ไม่เป็นผล
เฟรินทำสีหน้าครุ่นคิดก่อนจะดีดนิ้วเปาะพลางกระเด้งตัวลุกพรวดขึ้น เสียงหวานใสเอ่ยออกราวกับจะประกาศชัยชนะ
“นายไม่บอกฉันสืบเอาเองก็ได้ หึหึ นายรู้จักท่านเฟรินคนนี้น้อยไปซะแล้ว” ว่าเสร็จร่างบางก็วิ่งตรงกลับขึ้นปราสาทไปในทันที
คาโลมองตามร่างบางที่วิ่งไปจนเกือบจะลับตาก่อนจะตัดสินใจก้าวเดินตามออกไปเช่นกัน
/////////////////////////////////////////////////////////////
ณ ห้องทรงพระอักษรของกษัตริย์แห่งคาโนวาล
ร่างสูงสมส่วนน่าเกรงขามแม้อาภรณ์จะไร้การประดับเครื่องยศตามฐานันดรที่พึงมีประทับอยู่ ณ บัลลังก์สูงโดยมีราชองครักษ์คนสนิทคู่กายทั้งสองยืนเคียงข้าง เบื้องหน้าคือนายทหารนายหนึ่งนั่งคุกเข่าก้มหน้าลงต่ำด้วยความเคารพยิ่งพร้อมกับรายงานสถานการณ์ภายนอกให้คิงของตนได้รับทราบ
ยิ่งคำรายงานนั้นพลั่งพลูออกมามากเท่าไรพระพักตร์คมก็กลับเคร่งเครียดมากขึ้นเท่านั้น
“หมายความว่าทัพจากซาเรสเข้าประชิดเจมิไนแล้วเช่นนั้นหรือ” คิงคาโลตรัสถาม
นายทหารที่ทำหน้าที่เป็นม้าด่วนส่งสาสน์รีบถวายคำตอบรับ
“พ่ะย่ะค่ะ” คาโลทำสีหน้าครุ่นคิดโดยมีสององครักษ์คอยมองดูอยู่ไม่ห่างด้วยเป็นห่วงนายเหนือหัวยิ่งแต่ยังไม่ทันที่องค์กษัตริย์จะได้ตรัสคำใดเสียงที่ดังขึ้นจากภายนอกก็เรียกสายพระเนตรของพระองค์ให้ขึ้นจับจ้อง
“ขอประทานอภัยฝ่าบาท แม่ทัพคอริปัสแห่งเวนอลขอเข้าเฝ้าพระเจ้าค่ะ”
/////////////////////////////////////////////////////////////////
“หนอย ฉันสืบเองก็ได้ ใช่ๆคนอย่างท่านเฟรินซะอย่างเรื่องแค่นี้กล้วยๆ หึหึ ฮ่าฮ่าๆๆๆ” เฟรินเดินมุ่งหน้าตรงเข้ามาในตัวปราสาท จากรอบตัวที่แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติสวยสด แปรเปลี่ยนเป็นกำแพงขาว เสาหินอ่อนและเครื่องประดับเลอค่ามากมายที่วางเรียงรายอยู่เต็มสองข้างของทางเดินเข้าสู่โถงพระราชฐานส่วนใน
เสียงหวานพึมพำกับตนเองก่อนจะหัวเราะอย่างบ้าคลั่งไม่สนใจถึงฐานะควีนแห่งคาโนวาลที่ค้ำคออยู่แม้แต่น้อยอย่างที่ถ้าท่านอาลูน่าของเธอมาได้ยินคงจะต้องจับเข้าครอสฝึกการเป็นกุลสตรีใหม่อีกซักรอบแต่ดูเหมือนโชคยังเข้าข้างหัวขโมยสาวที่ทำให้ทางเดินตลอดแนวที่ผ่านมาไม่มีผู้ใดแม้แต่คนเดียวทั้งที่ปกติมักจะเดินกันให้วุ่น
อ้อ.. อาจจะต้องยกเว้นใครคนหนึ่งที่กำลังเฝ้ามองเธอด้วยดวงตาสีฟ้าคู่งามอยู่ไม่ห่าง
“แล้วเราจะสืบยังไงดีล่ะเนี่ย ” คิดแล้วคิดอีกในที่สุดก็คิดได้
“จริงด้วย!! พักนี้ไอ้คาโลชอบหมกตัวอยู่แต่ในห้องทำงานตลอดนี่นะ”
ใช่.. ตลอด จนเดี๋ยวนี้เธออดคิดไม่ได้ว่ามันจะหอบผ้าหอบผ่อนไปลงหลักปักฐานนอนในห้องนั้นเมื่อไหร่
“ก่อนอื่นก็ต้องห้องนั้นนั่นล่ะ” ว่าแล้วก็มุ่งหน้าเดินตรงออกไปทันที
//////////////////////////////////////////////////////////
“ถวายพระพรคิงคาโล ขอจงทรงพระเจริญ..”
“ไม่ต้องมากพิธี ทางชายแดนเป็นเช่นไร” คาโลเอ่ยขัดแม่ทัพคอริปัสที่คุกเข่าทำความเคารพ ท่านแม่ทัพเงยหน้าขึ้นก่อนจะเอ่ย
“สถานการณ์เข้าขั้นคับขันพระเจ้าค่ะ ทัพใหญ่จากซาเรสบุกทะลวงฝ่าเจมิไนเข้าประชิดชายแดนเวนอลแล้ว ตอนนี้คิงโรเวนกำลังหารือเรื่องการศึกกับคิงไนเฮลแห่งวิทช์และส่งหม่อมฉันมาขอกำลังเสริมจากพระองค์พระเจ้าค่ะ”
//////////////////////////////////////////////////////////////
เฟรินเดินมุ่งหน้ามารวดเร็วและเงียบกริบแต่แล้วฝีเท้าที่ก้าวมาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดก็พลันชะงักเมื่อนัยน์ตาสีเปลือกไม้แลเห็นบุคคลที่ยืนอยู่หน้าห้องอักษร
ร่างบางตวัดตัวหลบเข้าหลังกำแพงในทันใด
ถ้าจำไม่ผิดนั่นมันเอสเซ็ก ขุนพลคนสนิทของแม่ทัพคอริปัสนี่นา หรือว่าพี่โรเวนกับวิเวียนเป็นอะไรไป ( วิเวียนกับโรเวนแต่งงานกันแล้วค่ะและก็ช่วยกันปกครองเจมิไนกับเวนอลแต่ไม่ได้รวมประเทศนะ ^_^ )
เฟรินขมวดคิ้วครุ่นคิดก่อนจะคลายออกอย่างรวดเร็ว รอยยิ้มชั่วร้ายปรากฏขึ้นที่มุมปาก ริมฝีปากพึมพำเบาๆอยู่ครู่หนึ่งกระเป๋าใบเล็กสีดำสนิทก็ปรากฏขึ้นบนมือ
คาโลมองอย่างแปลกใจเขาไม่เคยเห็นกระเป๋าใบนี้มาก่อนและไม่รู้ว่าเฟรินคิดจะทำอะไร แต่จากไอเวทที่เขาสัมผัสได้จากกระเป๋าใบนั้นบวกกับรอยยิ้มประหลาดที่กระตุกขึ้นอยู่บนดวงหน้าของอีกฝ่ายก็ทำให้สังหรณ์แปลกๆผุดขึ้นในใจของชายหนุ่ม
“แหมต้องขอบใจโกโดมจริงที่กลัวเราจะลืมเดมอสเลยส่งของเล่นสนุกๆนี่ติดไม้ติดมือมาให้ด้วย” เฟรินพูดเบาๆขณะควานหาอะไรบางอย่างในกระเป๋า กระเป๋าที่ไม่น่าจะมีพื้นที่มากมายถึงขนาดให้ต้องควานหาของแต่เธอก็ยังทำ สักพักกว่าจะหยิบกระจกกลมขนาดเท่าฝ่ามือบานหนึ่งขึ้นมา
“นี่ล่ะ” พูดพร้อมกับเอากระจกนั่นติดเข้ากับผนัง
ไม่เห็นมีอะไร.. คาโลคิด แต่ไม่ทันไรกระจกที่ควรจะใสกลับขุ่นมัวก่อนจะมีกระแสหมุนวนอยู่ภายใน แสงสีวูบวาบไปมาและตอนนั้นเองกระจกเงาก็ได้สะท้อนภาพๆหนึ่งออกมาแต่มันหาใช่ภาพของหญิงสาวตรงหน้าไม่ แต่เป็นเขา ภาพของเขากับองครักษ์และใครอีกสองคนที่คุกเข่าอยู่ด้านหน้า
ภาพในห้องทรงพระอักษร!!
“เรียบร้อย” เฟรินพูดด้วยน้ำเสียงรื่นเริงพลางมองดูภาพตรงหน้าก่อนคิ้วเรียวจะต้องขมวดมุ่นด้วยคำกล่าวของหนึ่งบุรุษผู้คุกเข่าอยู่ที่นั่น
“ .คิงโรเวนกำลังหารือเรื่องการศึกกับคิงไนเฮลแห่งวิทช์และส่งหม่อมฉันมาเพื่อขอกำลังเสริมจากพระองค์พระเจ้าค่ะ”
หือ..พี่โรเวน.. คิงไนเฮล.. ศึก.. กำลังเสริม.. ที่สำคัญนั่นมันแม่ทัพคอริปัสนี่
“นี่มันอะไรกัน” เสียงหวานใสเอ่ยอย่างฉงนแต่แล้วคำๆหนึ่งกลับผุดขึ้นในสมอง
สงคราม.. แค่คิดหัวใจก็พลันกระตุก
สงครามสิ่งที่เธอเกลียดที่สุดแต่ตอนนี้มันกำลังเกิดขึ้นอีกครั้งกับคนที่เธอไม่อยากให้เขาต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยที่สุด.. คนที่เธอรัก..
คาโล..
“แล้วทางแอเรียสเป็นเช่นไร” คิงนักรบตรัสถาม
“กำลังทำศึกติดพันกับฟรานซ์และไนล์พระเจ้าค่ะ” แม่ทัพคอริปัสตอบ “ทางทริสทอร์กับเอเธนส์ก็คอยช่วยสนับสนุนอยู่แต่ก็ลำบากพอควรด้วยภูมิประเทศทางฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของแอเรียสเป็นเทือกเขาสูงเลยทำให้การส่งกำลังหนุนไม่รวดเร็วและลำบากอยู่พอสมควรพระเจ้าค่ะ..
แต่ยังนับว่าโชคดีที่ถึงแม้ว่าซาเรสจะเป็นพันธมิตรกับไนล์และฟรานซ์แต่เพราะระยะทางจากซาเรสไปยังทั้งสองประเทศไกลกันและยังถูกกั้นด้วยแอเรียสอีกเลยทำให้การติดต่อของสามประเทศไม่สะดวกนัก ตอนนี้ทางแอเรียสจึงยังรับศึกอยู่ด้านเดียวแต่ต่อจากนี้ก็ไม่อาจคาดการได้ว่าซาเรสจะยกทัพจากเจมิไนเข้ากระหนาบแอเรียสหรือคิดจะบุกเข้ามายังเวนอลเลยกันแน่..”
“ซาเรสต้องบุกเวนอลแน่” เสียงคาโลดังขัดขึ้น “การที่จะช่วยฟรานซ์กับไนล์โจมตีแอเรียสนั้นไม่ใช่ความคิดที่ฉลาดนักเพราะจะถูกเวนอลสวนกลับได้ง่าย”
“ถ้าเช่นนั้นจะทำเช่นไรดีกระหม่อม” เอลลิคองครักษ์คนสนิททูลถามแต่ยังไม่ทันได้ฟังคำตอบจากคิงของตนเสียงของแม่ทัพคอริปัสก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“คิงโรเวนก็ทรงดำริเช่นเดียวกับฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะว่าซาเรสต้องบุกเข้าเวนอลแน่และตอนนี้ทัพหลวงแห่งซาเรสที่นำทัพโดยกษัตริย์อาเธอร์ยังคงคุมเชิงอยู่ที่ชายแดนเวนอลดังนั้นกระหม่อมจึงอยากจะใคร่ขอกำลังเสริมจากพระองค์ร่วมในการศึกครั้งนี้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“ได้ เราจะยกทัพไปสนับสนุนกับทางเวนอลเอง ฝากท่านไปรายงานคิงโรเวนด้วยว่าทัพหลวงแห่งคาโนวาลจะไปถึงภายในสามวัน”
“ขอบพระทัยพระเจ้าค่ะเป็นพระมหากรุณา”
ความเงียบคืบคลานเข้าครอบงำห้องทรงพระอักษรในทันทีที่ร่างสูงของแม่ทัพคอริปัสผละจากไปรวมไปถึงสตรีอีกนางหนึ่งที่นั่งฟังเรื่องราวทุกอย่างผ่านทางกระจกเงาส่องหล้าจากเดมอส อยู่ข้างนอก
เฟรินนั่งนิ่งอึ้งในสมองวนเวียนอยู่กับคำๆเดียว
สงคราม..
ทำไมถึงต้องทำสงคราม.. สงครามสิ่งที่มาพร้อมกับความสูญเสีย.. ความสูญเสียมันน่าสนุกมากนักหรือ.. อำนาจมันน่าอภิรมย์ขนาดนั้น.. มากถึงขนาดขายชีวิตผู้คน.. เพื่อมัน
รุ่นพี่อาเธอร์..
“ เป็นอย่างที่นายว่าจริงๆ คิล ” คาโลเอ่ยขึ้นอีกครั้งหลังจากเงียบมานาน เฟรินเงยหน้าขึ้นมองกระจกทันทีเมื่อชื่อเพื่อนรักถูกเอ่ย
เงาร่างๆหนึ่งค่อยๆเดินออกมาอย่างช้าๆจากเงามืดทางด้านหลังที่ประทับ
ผมสีดำสนิทที่เมื่อก่อนตัดสั้นบัดนี้ยาวขึ้นนิดหน่อยส่งให้ดวงหน้าอ่อนเยาว์คมเข้มดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมากแต่กระนั้นนัยน์ตาสีม่วงพราวระริกตรงหน้าก็ยังคงส่อแววรักสนุกเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อแปดปีก่อนแม้แต่น้อย
“แล้วนายคิดว่าไงคาโล” คาโลหันหน้าไปมองเพื่อนสนิทที่ร่วมเป็นตายมาด้วยกันหลายครั้งจนกระทั่งตอนนี้
คิลมัส ฟิลมัส เดอะเกรทคิลเลอร์ ออฟ ซาเรส ที่ยอมเสี่ยงอันตรายลอบนำข่าวการศึกมาบอกเขาแบบที่ถ้าถูกจับได้คงไม่พ้นถูกสั่งประหารข้อหากบฏต่อประเทศเป็นแน่ ( ถ้ามีใครทำได้ล่ะก็นะ ^_^ )
คาโลได้แต่ถอนหายใจก่อนจะเอ่ย
“มงกุฎแห่งใจ ใจที่เต็มไปด้วยความปรารถนา ดาบแห่งกษัตริย์ กษัตริย์ผู้บ้าคลั่งในอำนาจ คทาแห่งพลัง พลังที่ก่อเกิดจากความคั่งแค้น แหวนแห่งปราชญ์ ปราชญ์ผู้ลุ่มหลง.. วังวนที่มนุษย์ผู้โง่เขลาต้องเวียนว่ายไม่รู้จบ ไม่เว้นแม้แต่กษัตริย์ใจสิง ” คาโลพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงส่อแววล้าแม้หน้ากากกษัตริย์จะยึดแน่น
“ที่ฉันสงสัยก็คือมันโผล่ไปที่มือรุ่นพี่เขาได้ยังไงในเมื่อดาบแห่งกษัตริย์ก็อยู่ใต้จมูกเลโมธีแท้ๆส่วนสมบัติอาถรรพ์อีกสามชิ้นก็ถูกพ่อนายทำลายไปตั้งแต่เจ็ดปีก่อนแล้วไม่ใช่หรอ” คิลพูดอย่างเป็นกันเองแม้ตอนนี้คู่สนทนาจะขึ้นเป็นกษัตริย์แล้วก็ตาม
คาโลลุกขึ้นจากที่นั่งพลางเดินไปที่ริมหน้าต่าง สายตาทอดมองออกไปไกลยังท้องฟ้าสีหม่นเบื้องหน้าก่อนเสียงเข้มจะเอ่ยตอบ
“มงกุฎแห่งใจเองก็เคยถูกเฟรินทำลายไปครั้งหนึ่งก่อนจะมาปรากฏอีกครั้งตอนเกิดสงครามศักดิ์สิทธิ์เมื่อครั้งก่อนไม่ใช่หรือ”
“มันก็จริง” คิลพูดพลางมองร่างสูงที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ริมหน้าต่างเช่นเดียวกับองครักษ์ทั้งสองที่มองตามร่างกษัตริย์ของตนอย่างอยากจะฟังต่อว่าพระองค์จะเอ่ยอะไร
“มารเกิดจากใจ ใจไร้มารสมบัติอาถรรพ์ก็เป็นแค่ความว่างเปล่า ไม่เช่นนั้น..”
“ไม่เช่นนั้นแม้อากาศธาตุว่างเปล่าก็กลายเป็นของอาถรรพ์.. จริงด้วยสินะ” คิลต่อคำอย่างเพิ่งเข้าใจในความหมาย
“แล้วนายจะเอาไงหรือว่าจะยกทัพไปเอง” คำถามของคิลเรียกให้องครักษ์ทั้งสองต้องหันมามองหน้ากันและหัวใจของเฟรินแทบหยุดเต้นอย่างรอคำตอบ
“วิทช์ถูกยึดในสองวัน เจมิไนถูกตีแตกในเจ็ดวัน” คาโลพูดขึ้นหลังจากเงียบไปครู่ก่อนจะแย้มยิ้มเย็น “กษัตริย์ใจสิงก็ยังเป็นกษัตริย์ใจสิง สามารถดึงพลังของสมบัติทั้งสี่มาเพิ่มอนุภาพให้กับกองทัพได้ถึงแม้มันจะเป็นได้แค่ภาพลวงก็ตาม..”
“หมายความว่านาย”
“สองคนย่อมดีกว่าคนเดียวและหลายคนย่อมต้องดียิ่งกว่า”
“งั้นฉันจะไปด้วย ว่าแต่แล้วเฟรินนายจะทำไง”
“ให้อยู่ที่นี่”
เฟรินลุกพรวดขึ้นทันใด เรื่องอะไรที่เธอจะต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เรื่องอะไรที่เธอจะต้องมานั่งกังวลอยู่แต่ในวังแล้วปล่อยให้พวกนั้น คนที่เธอรัก.. คนสำคัญ ต้องออกไปเสี่ยงอันตรายในที่ๆเรียกว่าสนามรบ..
แต่ก่อนที่มือบางจะผลักบานประตูเข้าไปนั้นเสียงของคิลที่ดังต่อมาก็ส่งให้ร่างบางต้องหยุดชะงักไป
“ธิดาแห่งความมืด.. ที่นายห่วงคือเรื่องนี้สินะ”
“นายเป็นคนพูดเองไม่ใช่หรือเรื่องนี้น่ะ”
“ก็จริง.. ถึงเฟรินมันจะมีเลือดปีศาจแค่ครึ่งเดียวแต่นั่นมันก็เป็นครึ่งหนึ่งของเอวิเดส ถ้าจะให้พูดว่าไอ้พวกนั้นมันไม่อยากได้ก็ต้องว่าโกหกล่ะนะ ยิ่งไอ้เจ้ามงกุฎบ้านั่น ตอนปีหนึ่งก็เห็นอยากจะได้ร่างของเฟรินจนตัวสั่น”
นี่หมายความว่า.. เรื่องที่เกิดขึ้นในตอนนี้ส่วนหนึ่งมันก็มาจากฉันสินะ.. เพราะอำนาจของปีศาจนี่ เพราะสิ่งนี้..
“แล้วนายจะบอกเฟรินว่าไง ยังไงเสียเจ้านั่นก็ต้องตามไปจนได้ล่ะถ้ามันรู้เรื่อง” คิลพูดต่อ ก่อนจะตบท้ายด้วยน้ำเสียงเอ็นดู “ก็มันเป็นคนแบบนั้นมาแต่ไหนแต่ไรแล้วนี่นะ”
นั่นสิ.. ถึงจะทำตัวดื้อด้านแค่ไหน ปากเปาะเพียงไรหรือบางทียังชอบทำตัวเอาเปรียบพวกเขาอยู่เสมอก็เถอะ แต่สุดท้าย.. สุดท้ายแล้วก็ยอมเอาตัวเสี่ยงอันตรายทุกครั้งเพื่อพวกเขา.. แม้ว่ามันจะทำให้พวกเขาต้องเป็นฝ่ายลำบากแทนในตอนหลังก็ตามที
“ถ้าลำบากนักก็ไม่ต้องบอก” คาโลพูดแต่ตอนนั้นเอง..
ปัง!!
“นายคิดจะปิดบังฉันไปถึงเมื่อไหร่กันคาโล วาเนบลี”
คาโลหันขวับกลับมารวดเร็ว นัยน์ตาสีฟ้าวูบไหวชั่วครู่ก่อนจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมเฉกเช่นตัวเขาอีกคนที่ยื่นมือค้างอยู่ข้างหลังของร่างบางเหมือนจะฉุดรั้งเอาไว้ไม่ให้เข้าไปแต่ทำไม่ได้ แววหม่นเศร้าฉายชัดในเนตรสีฟ้าคู่งามของเจ้าของที่ยืนอยู่เบื้องนอก
เขารู้ดีว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ความผิดมหันต์ที่เขาเผลอพลั้งปากพูดออกไปและเป็นคำพูดที่เขาไม่มีโอกาสแม้แต่จะขอโทษจนกระทั่งตอนนี้
บรรยากาศมาคุเริ่มแผ่เข้าครอบคลุมเรียกให้หนึ่งพระสหายกับอีกสององครักษ์ทำหน้าไม่ถูกแต่เจ้าคนต้นเรื่องกลับยังคงรักษาสีหน้าสงบได้ดีตามเดิม
“ง่ะ ไงเฟรินไม่ได้เจอกันตั้งนาน” คิลเอ่ยทักพยายามทำน้ำเสียงรื่นเริงแต่เฟรินไม่ฟัง
“บอกมาสิ คิงคาโล” เสียงที่เอ่ยจึงกดหนักแต่คาโลก็ยังคงมองตอบกลับมาด้วยสายตาเรียบเฉย
ขอเพียงแค่เธอปลอดภัย แค่นั้นก็พอ..
“อย่างที่ได้ยิน” ตอบกลับสั้นเช่นเดิมแต่กลับเรียกอารมณ์กรุ่นให้คนฟัง
“ถ้างั้นฉันจะไปด้วย”
“ไม่ได้” คาโลเผลอตวาดลั่น คิลทำท่าจะเข้ามาห้ามแต่ถูกเจ้าตัวยกมือขึ้นกันไว้ส่วนพวกองครักษ์ได้แต่มองหน้ากันเองไม่รู้จะทำอย่างไร
“ทำไมจะไม่ได้ นี่มันเรื่องของฉัน ฉันจะไปนายไม่มีสิทธิมาห้าม” เฟรินโต้กลับอย่างไม่ยอมลงให้แต่คราวนี้มันกลับเรียกอารมณ์ขึ้นสูงให้กับเขา
ไม่มีสิทธิ..
“เธออยากจะให้มันเอาตัวไปมากนักใช่ไหม” พูดเสียงเย็นก่อนจะแปรเป็นอารมณ์ “รู้รึเปล่าว่าถ้ามันได้ตัวเธอไปอะไรมันจะเกิดขึ้น ผู้คนจะเดือดร้อนกันมากแค่ไหน ไฟสงครามจะลามไปถึงที่ใด ตัวเธอน่ะอยากจะเปลี่ยนจากธิดาแห่งความมืดเป็นธิดาแห่งความตายมากนักรึไงกัน เหมือนกับเมื่อคราวนั้น ( คราวที่สู้กับริชาร์ดตอนหนีการตามล่าของพวกเอเดนค่ะ ) ถ้าอยากได้แบบนั้นก็เชิญฉันจะไม่ห้าม”
พูดไปเรื่อยโดยไม่ได้สังเกตแม้แต่น้อยถึงปฏิกิริยาของเธอผู้นั้นที่เปลี่ยนแปลงไป..
ไม่ได้เอะใจแม้แต่น้อยว่าตัวเองได้พูดคำที่ไม่สมควรพูดออกมา..
ไม่ได้ทันรู้เลยแม้แต่น้อยว่าคำที่ตนคิดว่าจะหยุดยั้งร่างตรงหน้าให้ยอมอยู่เฉยๆอย่างปลอดภัยในวังแห่งนี้มันจะไปกระทบจิตใจคนฟังขนาดไหน..
ไม่ได้รู้เลยว่าถึงแม้เขาจะปกป้องเธอจากอันตราย ป้องกันเธอจากบาดแผลที่จะเกิดขึ้นกับร่างกายของเธอได้ก็ตามแต่คำพูดของเขาเองกับสร้างรอยแผลลึกกรีดแทงเข้าไปภายในจิตใจของเธอคนนั้น
รอยแผลที่สาหัสยิ่งกว่าแผลใด..
สายน้ำแห่งความเจ็บปวดเอ่อล้นหลั่งรินออกจากเนตรสีเปลือกไม้คู่งาม ไม่มีเสียงสะอื้นมีเพียงเสียงสั่นพร่าที่เอ่ยออกมาเท่านั้นที่เรียกให้คาโลต้องหันมามองพร้อมกับเบิกตากว้างอย่างตกใจไม่แพ้อีกสามคนในห้อง
“งั้นหรือ..”
“เฟ..”
“เข้าใจแล้วเพคะ” เฟรินเอ่ยขัด “หม่อมฉันจะทำตามนั้น”
และก่อนที่เขาจะได้ทันเอ่ยห้ามร่างบางก็วิ่งหนีหายไปในทันทีทิ้งให้เนตรสีฟ้าคู่งามสองคู่มองตามอย่างเสียใจ
ใช่ สองคู่.. คู่แรกของคิงคาโลที่พูดไปโดยไม่ทันคิด ส่วนคู่ที่สองคือเขา คนที่รู้อยู่แล้วแต่ก็ไม่อาจห้ามเหตุการณ์นี้ไม่ให้เกิดขึ้นที่ทำได้มีเพียงแค่ยืนมองเท่านั้น
ยืนมองให้มันดำเนินไปอย่างที่เป็น..
คาโลยิ้มอย่างสมเพชให้กับตัวเองขณะออกเดินตามร่างบางที่วิ่งหายไป
คิดจะปกป้องเขาแต่เราเองนั่นแหละที่สร้างรอยแผล กรีดมีดซ้ำเข้าแผลเก่าที่แม้เวลาผ่านมาเจ็ดปีก็ไม่มีทีท่าว่าจะสมานสนิทให้กลับฉีกกว้างมากยิ่งขึ้น..
“นายไม่ตามไปล่ะ” คิลถามสีหน้าแสดงความเสียใจเช่นกัน
“แบบนี้แหละ.. ดีแล้ว”
ดีแล้ว.. ถ้ามันจะทำให้เธอปลอดภัย
คิลได้แต่ถอนใจส่ายหน้าแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้
เรื่องนี้คงต้องให้พวกมันเคลียกันเอง..
ที่ทำได้คงมีเพียงช่วยคนตรงหน้าให้กลับมาเคลียเรื่องนี้ให้ได้เท่านั้นกระมัง..
คาโลเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะตัดสินใจหันกลับไปหาองครักษ์คนสนิทพร้อมกับสั่งเสียงเข้ม
“เมราสออกคำสั่งจัดทัพอีกสองชั่วโมงเราจะออกเดินทางทันที” เมราสคุกเข่ารับคำสั่งก่อนจะตรงดิ่งออกจากห้อง
“ส่วนเจ้าเอลลิค”
“พ่ะย่ะค่ะ” เอลลิคคุกเข่ารับคำสั่ง
“ดูเฟรินไว้อย่าให้คลาดสายตา”
“ขอทรงวางพระทัย กระหม่อมจะปกป้ององค์ราชินีด้วยชีวิต”
////////////////////////////////////////////////
ร่างบางสั่นสะท้านด้วยแรงสะอื้น นอนขดตัวพลางกอดตัวเองเอาไว้ราวกับเด็กน้อยที่ขาดที่พึ่งน้ำตายังคงหลั่งรินออกจากเนตรคู่งามที่ฉายแววรวดร้าว
ผิดด้วยหรือที่เกิดเป็นลูกของจอมปีศาจ..
ภาพฝันกับความทรงจำในอดีตเริ่มปรากฏแจ่มชัดในห้วงคิด..
เสียงกรีดร้องแห่งหายนะที่แผดลั่นไปทั่วปฐพีด้วยฤทธิ์เพียงดาบเดียวของธิดาแห่งเดมอส..
ธิดาแห่งสงคราม..
ธิดาแห่งความตาย..
ธิดาแห่ง..
หายนะ..
ข้าเกลียดเจ้า!!
เกลียดที่ตัวเองอ่อนแอ เกลียดที่ตัวเองร้องไห้ให้กับเรื่องแค่นี้และที่เกลียดที่สุดคงไม่พ้นมือทั้งสองข้างที่แปดเปื้อนไปด้วยเลือดของคนนับหมื่น..
หากย้อนเวลากลับไปได้อีกครั้งเธอจะขอยอมตายเสียตรงนั้นดีกว่าจะต้องมีตราบาปติดตัวไปตลอดชีวิตเช่นนี้
ถ้าหากเป็นท่าน ท่านจะทำเช่นไรกัน.. ท่านแม่
“ท่านแม่”
คาโลมองดูร่างบางที่นอนสะอื้นไห้อยู่บนเตียงด้วยความเจ็บปวดใจยิ่ง
ทำไมตัวเราในตอนนั้นถึงไม่ตามมา ทำไมถึงทำใจแข็งยอมทิ้งเธอมาได้ทั้งที่รู้ว่าเธอทรมานจนหัวใจแทบสลายแบบนี้ ทำไมถึงไม่โอบกอดเธอเอาไว้ ถ้าตอนนั้นเราตามเธอมา ตามมาขอโทษแล้วให้เธอไปด้วย ให้เธอได้อยู่ในสายตาของเราตลอดเวลาเรื่องคงจะไม่เป็นอย่างตอนนี้..
เธอคงจะไม่ต้อง..
ร่างสูงสาวเท้าเข้าหาก่อนจะคุกเข่าลงข้างเตียง มือแกร่งเอื้อมโอบร่างแบบบางอย่างทะนุถนอม โอบรับสัมผัสเย็นเฉียบของสายลม ปากพร่ำพูดอยู่เพียงคำเดียว
“ฉันขอโทษเฟริน”
ความคิดเห็น
น้ำตาแทบร่วงเลยเรา
ฮือ.......
ฟิคอัลจังนี่ อ่านกี่ทีนําตาเกือบร่วงทุกทีเลย
ขนาดรู้อยู่แล้วนะเนี่ย
แล้วมาอัพต่อเร็วๆนะคะ
วันนี้ ไปกอนละ
สงสารเฟริน แงๆๆๆ น้ำตาทะลักเป็นเขื่อนแล้วค่ะ
หนุกสุดๆ เป็นกำลังใจให้ ค่ะ ซิกๆ