บทเพลงที่ 1 ความทรงจำ
สายลมอ่อนๆพัดผ่านม่านสีลาเวนเดอร์บางเบาต้องกระทบผิวขาวแต่แข็งแกร่งเยี่ยงนักรบของบุรุษผู้หนึ่ง บุรุษผู้มีเรือนผมสีเงินเป็นประกายระยับแข่งกับดวงดาราที่ฉายแสงเคียงจันทรายามค่ำคืน ดวงจันทร์ที่สาดแสงสวยเด่นยิ่งกว่าวันใดแต่ในใจของบุรุษผู้นั้นในยามนี้หาได้ใส่ใจกับความงามนั้นไม่ นัยน์เนตรสีฟ้าคู่สวยคมกล้าฉายประกายหม่นหมอง ใบหน้าคมเข็มราวสลักมีแต่ความเศร้าสร้อยเฉกเช่นราตรีในคืนนี้ที่เงียบงันและยาวนานยิ่งนัก ราตรีที่เขาอยากให้มันผ่านไปโดยเร็ว แต่ก็เหมือนกับฟ้าจะเล่นตลกที่ทำให้มันหมุนช้าไปกว่าทุกวัน
“คงเพราะไม่มีเสียงของเธอล่ะมั้ง ฉันถึงได้รู้สึกว่าคืนนี้มันยาวนานและช่างวังเวงนัก” ชายหนุ่มพูดขึ้นผละมือข้างหนึ่งออกจากการกอบกุมมือเรียวเล็กน่าทะนุถนอมก่อนจะเอื้อมขึ้นลูบไล้ใบหน้าเนียนใสของหญิงสาวนางหนึ่งที่นอนทอดร่างอย่างสงบบนเตียงสี่เสาขนาดใหญ่ นางผู้มีใบหน้าสวยหวานน่ารักแม้ในยามที่เปลือกตาบางจะปิดลงเก็บซ่อนนัยน์ตาสีน้ำตาลกระจ่างที่มักจะฉายแววระริกอยู่เสมอไว้ภายใน
“ใช่มั้ย เฟริน” เสียงที่เอ่ยสั่นพร่า สีหน้าและแววตาฉายแววรวดร้าวอย่างที่ไม่เคยมีผู้ใดได้เห็นมาก่อน
จากบุรุษผู้ที่ได้ชื่อว่าเย็นชา...
จากบุรุษผู้มีฉายาเป็นถึงเจ้าชายคนสำคัญแห่งเมืองนักรบ...
จากบุรุษ.. ผู้ขึ้นเป็นจอมกษัตริย์แห่งคาโนวาล
คาโล วาเนบลี..
แสงจันทร์ส่องกระทบใบหน้าหวานส่งให้เห็นใบหน้าสวยแม้จะซีดขาว คาโลมองใบหน้าของหญิงคนรักอย่างอ่อนโยนก่อนโน้มใบหน้าสลักลงมอบจุมพิตแผ่วเบาบนเรียวปากกลีบกุหลาบที่แม้จะไร้ซึ่งสีเลือดแต่ก็ยังให้สัมผัสที่นุ่มนวลอ่อนโยนและเหนือสิ่งอื่นใดคือความหวานล้ำที่ไม่เคยจางหายแม้ในเวลาที่นางอันเป็นที่รักจะหลับตาพริ้มดุจเจ้าหญิงนิทราเช่นนี้ก็ตาม
คาโลผละริมฝีปากออกจากรสจูบที่โหยหา เรียวปากได้รูปขยับเอื้อนเอ่ยคำในใจพร้อมๆกับมือแกร่งที่ประคองใบหน้าหวานไว้อย่างต้องการจะปกป้อง
“ขอเพียงแค่เธอลืมตาขึ้นมาเท่านั้นเฟริน ฉันสัญญา.. ด้วยทุกอย่างของคาโลผู้นี้ ไม่ว่าเธอต้องการอะไรฉันจะให้เธอทุกอย่าง เพราะงั้น..” น้ำอุ่นใสเอ่อคลอในดวงเนตรก่อนจะเหือดหายไปอย่างรวดเร็ว
ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากร้อง แต่ร้องไม่ได้..
ไม่ใช่เพราะหน้าที่หรือความเป็นกษัตริย์ แต่คือสัตย์สาบาน..
คำสัญญาที่รับปากเอาไว้กับเธอผู้เป็นเสมือนแสงสว่างแห่งชีวิต..
เขาจะต้องไม่ร้องไห้.. อย่างน้อยก็ต้องไม่ใช่ต่อหน้าเธอผู้นี้ แม้การปล่อยให้น้ำตาหลั่งไหลอยู่ภายในจะเจ็บปวดแสนสาหัสเพียงไรก็ตาม
“เธอลืมตาขึ้นมาซะทีสิ เฟริน”
'ถ้านายหญิงยังคงรักษาลมหายใจเอาไว้ได้จนฟ้าสางนางก็จะพ้นขีดอันตราย' หมอโอเดลว่าไว้เช่นนั้นแต่ในยามนี้ชีพจรที่แต่ก่อนเบาอยู่แล้วบัดนี้กลับสัมผัสแทบไม่ได้ ลมหายใจแผ่วเบารวยรินบัดนี้แทบนิ่งสนิท
คาโลได้แต่มองใบหน้าของหญิงคนรัก คนที่ทำหน้าที่ได้เก่งกาจสมฉายา คนที่ขโมยหัวใจของเจ้าชายเช่นเขาไปตั้งแต่ได้เห็นหน้าของนางในรูปลักษณ์ของสาวน้อยเป็นครั้งแรก
เพียงแค่คิดถึงใบหน้าสลักก็ฉาบรอยยิ้มแม้จะเพียงเบาบางก็ตาม
“เธอ.. จำตอนนั้นได้รึเปล่าเฟริน”
............................................................
............................
.............
จันทรากระจ่างทอแสงสีนวลขับกล่อมดาริกายามเที่ยงคืนให้แข่งกันทอประกายแสง ส่องต้องกระทบร่างบางของหญิงสาวนางหนึ่งผู้ที่ยืนรับลมอยู่ข้างหน้าต่าง เรือนผมสีน้ำตาลยาวสยายถึงกลางหลังพัดพลิ้วตามสายลมอ่อนๆที่โบกโชยเข้ามายังห้องหัวหน้าชั้นปีที่ 7
นัยน์ตาสีน้ำตาลกลมโตล้อมกรอบด้วยแพรขนตายาวงอนงามกำลังเหม่อมองผืนพรมรัตติกาลบนท้องฟ้าโดยไม่ได้เอะใจเลยแม้แต่น้อยถึงเสียงเปิดประตูเบาๆที่น่าจะแว่วเข้ากระทบโสต ประสาทพร้อมๆกับเงาร่างของใครคนหนึ่งย่างก้าวเข้ามาภายในห้องพลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆอย่างเคยชินก่อนจะหยุดลงที่ร่างบางระหงของหญิงสาวตรงหน้า
แสงจันทร์ส่องต้องผิวขาวเนียนเป็นสีนวลตา ใบหน้างามติดจะครุ่นคิดให้ความรู้สึกน่าแสวงหา กับดวงตากลมโตเป็นประกายพราวระยับเฉกเหล่าดาราบนฟากฟ้าเพียงแค่ได้มองก็ราวกับจะถูกตรึงเอาไว้จนไม่อาจละสายตาเหมือนกับโดนมนต์สะกดแห่งภูตพรายก็ไม่ปาน
ภาพที่สวย.. งดงาม.. ดุจปฏิมากรรมจากศิลปินชั้นเลิศ ที่ต่างกันเห็นจะเป็น..
ภาพตรงหน้า เป็นภาพที่ มีชีวิต..
ชายหนุ่มเดินเข้าไปหาร่างบางโดยพยายามให้เกิดเสียงน้อยที่สุด..
“เฮ้อ” หญิงสาวถอนหายใจเบาผละตัวออกจากริมหน้าต่างตั้งใจจะหันหลังกลับไปนอนที่เตียงแต่ตอนนั้นเองมือแกร่งของใครบางคนกลับเอื้อมโอบรัดไว้ที่เอวจากทางด้านหลัง
เฟรินพลิกตัวหันกลับไปอย่างเร็ว หมัดน้อยๆแต่หนักหน่วงถูกเหวี่ยงส่งออกไปให้ผู้บุกรุกแต่ยังไม่ทันจะได้สำเร็จโทษผู้ร้ายมากเล่ห์ มือแกร่งอีกข้างที่ยังว่างก็ตรงเข้ารวบจับข้อมือบางเอาไว้แน่นห่างจากใบหน้าสลักเพียงแค่คืบพร้อมๆกับกระชับอ้อมกอดที่เอวเข้ามากขึ้นส่งร่างของหญิงสาวแทบจะแนบชิดกับชายหนุ่ม
“คาโล” เฟรินร้องขึ้นเมื่อมองเห็นชัดแล้วว่าคนตรงหน้าเป็นใคร
ตายล่ะ เราต่อยมันไปด้วยมันจะโกรธมั้ยเนี่ย ยิ่งอยู่ในสภาพแบบนี้ยังเสียเปรียบเข้าไปใหญ่.. ในขณะที่สมองน้อยๆกำลังขบคิดหาทางหนีทีไล่เสียงทุ้มนุ่มที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น
“ยังไม่นอนหรือเฟริน”
“วะ ถ้าฉันนอนนายจะเห็นฉันยืนอยู่ตรงนี้มั้ยเนี่ย อีกอย่างถ้านายจะให้ฉันนอนแล้วนายเข้ามาทำไมกัน” เฟรินตอกกลับรัวเร็วเพื่อข่มความอายพร้อมกับก้มหน้างุดซ่อนใบหน้าขึ้นสีไม่ให้คนตรงหน้าได้เห็นพลางพยายามดันตัวออกห่างจากคนตัวโตกว่า คาโลเห็นดังนั้นก็ยอมปล่อยแต่โดยดีแม้จะรู้สึกเสียดายนิดๆก็ตาม
ชายหนุ่มยิ้มรับคำต่อว่าพลางมองหญิงสาวที่ยังมีท่าทางขัดเขินไม่เปลี่ยนแม้เวลาจะล่วงเลยมาสี่ปีกว่าแล้วก็ตามหลังจากคำสารภาพรักอันแสนน่ารักที่เธอผู้นี้มอบให้เขาในห้องบรรทมของจักรพรรดินีวิเวียนนานีย่าด้วยสายตาเอ็นดูยิ่งก่อนจะสาวเท้าเดินขึ้นไปยืนเคียงข้างกับหญิงสาวที่ทอดสายตาเหม่อมองดวงจันทร์อีกครั้ง
“เป็นอะไร” คำถามสั้นแต่อบอุ่นถูกส่งไปให้เมื่อเห็นใบหน้างามปรากฏรอยกังวล
“เปล่า” เฟรินตอบก่อนจะถอนหายใจเฮือกเมื่อเห็นแววคาดคั้นจากตาสีฟ้าคู่สวย ริมฝีปากบางจึงได้ขยับเอ่ยคำใหม่
“สอบกลางเทอมผ่านไปแล้ว” คาโลพยักหน้ารับ
“นายก็ทำได้ดีจะกังวลอะไร” เฟรินหันมามองหน้าสลักที่ฉายแววเป็นห่วงก่อนจะเอ่ยต่อ
“ไม่นานก็จะสอบปลายภาคแล้วหลังจากนั้น..”
“นายเหงา”
“บ้า! คนอย่างเฟรินนี่น่ะนะ.. เออก็ได้ ฉันคง.. เหงาล่ะมั้ง” ปฏิเสธเสียงแข็งก่อนจะอ่อยลงทันใดเมื่อมองสบตาของอีกฝ่ายที่ราวกับจะมองทะลุเข้ามาถึงภายในจิตใจ
สายตาที่ห่วงหาและแฝงความนัยบางอย่าง
เจ้าบ้า!! พักนี้มันเป็นอะไรของมันวันๆเอาแต่นั่งหลอมตัวเองอยู่นั่นแหละ.. พูดก็มากขึ้น แถมยังปากหวานไม่เป็นเวล่ำเวลา แล้วยังสายตานั้นอีก.. แค่คิดใบหน้างามก็ขึ้นสีก่ำสุก
เอ่อจะว่าไป ก็ยอมรับอะนะว่ามันน่ารักดีแต่แบบนี้ เฮ้ย! เฟรินนี่นายกำลังคิดอะไรอยู่เนี่ย ทำอย่างกับพวกผู้หญิงหัดเข้าโหมดรักไปได้ ( แต่นายก็เป็นผู้หญิงนะ / เสียงคำค้านในใจดังขึ้น ) ไม่ได้ๆนี่เราเป็นอะไร คงเพราะร่างบ้าๆนี่แน่ๆที่ทำให้เราเป็นแบบนี้ โธ่~ ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายของชั้น~..
คนไม่ยอมรับตัวเองได้แต่โอดครวญในใจแม้ช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาจะทำให้เธอทำอะไรหลายๆอย่างได้สมกับฐานะที่แท้จริงของเธอมากขึ้นก็ตาม ซึ่งนั่นก็คงต้องไปขอบพระทัยราชินีลูน่าที่ไม่ได้เก่งแค่เวทหรือมีดีแค่ความงามเท่านั้นแต่กลับมีฝีมือร้ายกาจขนาดจับหัวขโมยสาวได้เสียอยู่หมัด
และเพราะความเรียบร้อยที่มีมากขึ้น คำพูดจาที่เปลี่ยนไป ( แม้จะแค่ต่อหน้าคนอื่นที่ไม่สนิทด้วยก็เถอะ ) บวกกับความสวยน่ารักที่ดูจะทวีคูณขึ้นทุกขณะที่เวลาผันผ่านก็ทำให้สาวเจ้าตกเป็นเป้าสายตาของใครหลายๆคนรวมทั้งบรรดาเจ้าชายที่ต่างพากันไปสู่ขอโดยไม่เกรงอำนาจของราชาปีศาจเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะด้วยเพราะอำนาจบารมีที่จะเป็นผลพลอยได้ตามมาหรือเพียงแค่ต้องตาต้องใจสาวงามก็ตามแต่มันก็ทำให้พระสหายสนิทต่างต้องวุ่นวายไปตามๆกัน
“..ริน”
“เฟริน” เสียงเรียกของคาโลหยุดความคิดของเฟรินไว้ก่อนที่จะเตลิดไปไกล เฟรินเงยหน้าขึ้นสบตากับคนตรงหน้าพลางยิ้มเจื่อนๆก่อนจะพูดเข้าเรื่องเบี่ยงประเด็นจากเรื่องหน้าอายที่วนเวียนอยู่ในหัว
“นายก็รู้นี่..พอเรียนจบทุกคนก็ต้องแยกย้ายกันไปใช่มั้ยล่ะ ส่วนฉันเองถ้าไม่กลับเดมอสก็ต้องไปบารามอส ก็พ่อมาดัสน่ะไม่รู้ไปเที่ยวกับสาวงามที่ไหนแล้วนี่นา จะให้กลับบารามอสฉันก็ไม่อยากไปท่านตาชามัลเขม่นฉันซะขนาดนั้นขืนไปได้อึดอัดตายพอดี ก็คงมีแต่ต้องกลับเดมอสเท่านั้นล่ะมั้ง ”
ยังมีคาโนวาลเฟริน.. คาโลคิดในใจพร้อมกับประกายมาดมั่นบางอย่างในแววตาแต่เฟรินไม่ทันเห็น เจ้าหล่อนยังคงพูดต่อไปด้วยเสียงอ่อยลงกว่าเดิม
“นายว่าพวกนั้นจะลืมฉันรึเปล่า”
“ไม่หรอกเฟริน” คาโลตอบโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด “ไม่มีใครลืมนายได้หรอกนะ” น้ำเสียงอ่อนโยนยิ่ง “ยิ่งกับคิลด้วยแล้ว เจ้านั่นก็บอกอยู่ทุกวันว่านายเป็นเพื่อนคนแรกของมันไม่ใช่หรือ.. และถึงแม้ว่าทุกคนจะลืมนายจดหมดแต่มีคนๆหนึ่งที่ไม่ว่าจะทำยังไง ก็ไม่มีวันลบนายออกไปจากหัวใจได้.. ”
เฟรินมองสบนัยน์เนตรคู่คมที่ฉายประกายประหลาดพร้อมกับซึมซับคำพูดยาวๆที่นานๆจะหลุดออกจากปากคนตรงหน้าสักทีเข้าสู่ห้วงความคิดพลันหัวใจกลับเต้นแรงขึ้นราวกับจะกระเด็นออกมานอกอก ใบหน้าขึ้นสีจัดอย่างห้ามไม่อยู่
“เฟริน ฉัน..”
“อะ เอ่อ.. ฉันง่วงแล้ว น่ะ นายออกไปเถอะ” เฟรินพูดตะกุกตะกักเปลี่ยนเรื่องอย่างกลัวใจว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรบ้าๆเพราะเวลาที่คนตรงหน้าใช้แววตาแบบนี้จ้องมองเธอก็มักจะมีเรื่องเปลืองเนื้อเปลืองตัวตามมาเสมอแม้จะอยากรู้ว่าเขาจะพูดอะไรต่อก็เถอะแต่ขืนปล่อยให้อยู่แบบนี้ต่อไปเธอนั่นล่ะที่จะได้ไม่คุ้มเสีย
ว่าแล้วก็ใช้มือทั้งสองข้างออกแรงดันตัวชายหนุ่มให้ถอยหลังออกไปจากห้องแต่คนตัวโตกว่ากลับไม่ยอมขยับ
เจ้านี่ ทำไมมันหนักนักนะ.. เฟรินคิดพลางออกแรงผลักมากขึ้นแต่ไม่ทันไรมือแกร่งก็คว้าจับข้อมือบางเอาไว้แน่น เฟรินสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้ามองสบกับนัยน์ตาสีฟ้าที่ทอดมองมาอยู่ก่อนพลันใบหน้าที่ขึ้นสีอยู่แล้วกลับแดงก่ำมากยิ่งขึ้นอย่างไม่รู้สาเหตุ
คาโลได้ทีจึงโน้มใบหน้าสลักลงมาใกล้ เฟรินเบิกตากว้างด้วยความตกใจก่อนจะร้องเสียงหลง
“ไอ้บ้า นายจะทำอะไร”
“นายจะกลัวอะไรกัน”
ก็กลัวนายนั่นแหละไอ้น้ำแข็งงี่เง่า.. คำสบถที่ได้แต่เก็บไว้ในใจไม่กล้าพูดออกมาด้วยเพราะเสียงนุ่มที่เอ่ยอยู่ข้างใบหูกับลมหายใจอุ่นๆที่คลอเคลียอยู่ข้างแก้มก็ส่งให้สติที่มีอยู่เพียงน้อยนิดพลันกระเจิงหายไปจนหมดแต่ด้วยศักดิ์ศรีลูกผู้ชายที่มีอยู่เต็มเปี่ยมจึงทำให้ร่างบางโต้ตอบกลับไปในทันทีแม้มันจะขัดกับท่าทางของเธอในตอนนี้ก็ตาม ( ตัวสั่นน่ะ )
“ใครว่าฉันกลัวกัน”
“งั้นนายไม่กลัว”
“แน่นอน! คนอย่างเฟริน เดอเบอโรว์ไม่เคยกลัวอะไรอยู่แล้ว” ทันทีที่สิ้นเสียงแสงสีฟ้าก็เข้าครอบคลุมร่างบางไว้จนมิดก่อนจะซึมหายเข้าไปในตัว ตาสีน้ำตาลเบิกกว้างก่อนจะโวยลั่น
“นายทำอะไรฉันเนี่ย”
“เปล่า” คาโลตอบกลับหน้าตายแต่แววตากลับไหวระริกอย่างเห็นได้ยาก
“เปล่า!! แล้วแสงเมื่อกี้มันอะไรกัน” เฟรินโต้กลับอย่างไม่ลดละพลางสำรวจตัวเองว่ามีส่วนใดสึกหรอหรือไม่ คาโลมองร่างบางที่สำรวจตัวเองอย่างไม่เกรงใจเขาหรือฉุกใจคิดสักนิดว่ายังมีผู้ชายอยู่ในห้องปล่อยให้ใบหน้าขาวของคนมองขึ้นสีแทนจนเจ้าตัวทนไม่ไหวต้องเอ่ยเสริม เพื่อไขข้อข้องใจให้กับเธอ
“แค่สัจจะเวทเท่านั้น” เฟรินหยุดการกระทำพลางเงยหน้าขึ้นมองคาโลอย่างงงๆเจ้าตัวจึงต้องอธิบายเพิ่มขึ้นอีก
“เหมือนกับที่ใช้กับนครจันทรานั่นล่ะ” คำอธิบายสั้นง่ายเช่นเคยแต่ก็เรียกสีหน้าตกใจของเฟรินได้ไม่น้อยเพราะนั่นก็หมายความว่าหากเธอไม่ควบคุมความคิดของตัวเองให้ดีแล้วล่ะก็ ไม่ว่าอะไรต่อมิอะไรคงได้พล่ามออกมาจนหมด
“นายเล่นอะไรของนายคาโล” เสียงหวานเอ่ยเข้มอย่างคาดคั้นแต่จากสายตาของชายหนุ่มมันไม่ได้น่ากลัวเลยสักนิดกลับน่ารักเสียมากกว่า
“แล้วนายไม่อยากรู้หรือว่าใครกันที่ไม่ว่าจะทำยังไงก็คงจะลืมนายไปจากใจไม่ได้”
“อยากรู้สิ” พูดเสร็จก็แทบจะตะครุบปิดปากตัวเองไม่ทัน คาโลหัวเราะเบาๆกับท่าทางที่เห็นก่อนจะเอื้อมมือออกราวกับจะโอบกอดเธอเอาไว้ เฟรินได้แต่ปิดเปลือกตาลงรอรับสัมผัสพลางนึกโทษร่างบ้าๆของตัวเองที่ไม่เคยขัดขืนคนตรงหน้าได้ซักที
แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งอ้อมแขนที่อบอุ่นหรือจุมพิตที่แสนหวาน..
ที่ได้รับกลับเป็นสัมผัสแผ่วเบารอบลำคอระหงเท่านั้น..
เฟรินลืมตาขึ้นก้มมองบางสิ่งที่ห้อยอยู่ที่ลำคอของตัวเอง สัมผัสเย็นวาบจากสายสร้อยใสสีเงินแต่กลับอบอุ่นในหัวใจอย่างประหลาด มือบางเอื้อมขึ้นสัมผัสตัวจี้ที่ใสราวคริสตัล เป็นประกายเรืองราวแสงจันทร์ สลักลายสุริยาเคียงคู่จันทราเปล่งรัศมีงดงามนัก
เฟรินช้อนสายตาขึ้นมองคาโลที่กำลังแย้มยิ้มยินดีส่งให้ใบหน้าสลักที่แสนเรียบเฉยดูอ่อนโยนและอบอุ่น
“ผงไข่มุกแสงจันทร์ผสมกับกลีบดอกเกล็ดหิมะและหยาดน้ำค้างพันดารา ( ส่วนประกอบของสร้อยค่ะ ) ถือซะว่าใช้แทนไข่มุกแสงจันทร์เส้นเก่าก็แล้วกัน” เฟรินมองคนตรงหน้าอย่างอึ้ง ๆ พลางตั้งใจฟังว่าเขาคนนั้นจะพูดอะไรต่อไป
“เธอ.. จะมาเป็นราชินีให้คาโนวาลจะได้มั้ย เฟริน " คำเรียกแทนจาก ‘นาย’ เปลี่ยนเป็น ‘เธอ’ ทำให้เฟรินใจเต้นไม่เป็นส่ำพร้อมกับความหวานที่แล่นขึ้นในอก
คาโลมองใบหน้าของหญิงสาวที่ไม่มีท่าทีจะขัดขืนด้วยสายตาลึกซึ้ง ยกมือขึ้นประครองมือบางไว้อย่างทะนุถนอมก่อนจะเอ่ยต่อ
“ฉันสัญญา.. ฉันจะดูแลและปกป้องเธอตราบจนชั่วชีวิต แม้กายเนื้อจะสาบสูญแต่จิตใจและวิญญาณของฉันจะคอยคุ้มครองเธอตลอดไป”
“...........”
“แต่งงานกับฉันนะเฟริน”
เฟรินนิ่งอึ้ง ใบหน้าหวานแดงซ่านดุจกลีบกุหลาบแรกแย้มกับคำบอกรักแสนหวานที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้ยินและที่เหนือสิ่งอื่นใดคือจากปากของชายตรงหน้าที่เธอไม่เคยคิดว่าเขาจะกล้าพูดคำๆนี้ออกมา..
หัวใจพองฟูเต็มอิ่มกับคำฝากรักที่เธอสามารถรับรู้ได้ด้วยใจว่าคนตรงหน้าไม่ได้โกหก และจะไม่มีวันโกหกเธอเป็นแน่ และสิ่งสุดท้ายที่สติของหญิงสาวจะได้ไตร่ตรองก็ส่งให้มือบางโอบล้อมรอบลำคอของชายหนุ่ม ริมฝีปากกลีบกุหลาบแย้มยิ้มก่อนจะเอื้อนเอ่ยเสียงหวานใสดุจลำนำเพลง
“ กายนี้จะพิทักษ์.. วิญญาณจะรักษา.. หัวใจจะนำพา.. ธำรงรักสองเรา.. ชั่วนิรันดร์.. ” รอยยิ้มหวานแย้มกว้างขณะขยับใบหน้าเข้าไปใกล้ชายหนุ่มยิ่งขึ้น
“อย่างที่ฉันเคยบอกไว้ ฉันจะไม่มีวันทำให้นายเสียใจ.. คาโล นับแต่นี้และตลอดไป” เสียงกระซิบหวานแผ่วเบาแต่กลับแจ่มชัดดังก้องในหัวใจ
“ฉันรักนาย”
คาโลกระชับอ้อมกอดแน่นรับคำตอบรับของหญิงสาว
คำตอบที่แสนน่ารักไม่ต่างไปจากครั้งแรกที่เคยได้ยิน..
ร่างบางนุ่มละมุนในอ้อมแขนให้ความรู้สึกดีเสมอแต่ ณ เวลานี้มันต่างออกไปด้วยความรู้สึกเติมเต็มอย่างที่โหยหามาตลอดหกปีจากหญิงตรงหน้า คนที่เขาไม่คิดว่าจะรักและห่วงหาได้มากถึงเพียงนี้ หญิงสาวที่เขาอยากจะเก็บไว้เพียงคนเดียวไม่ต้องการให้ชายใดได้เห็น ผู้หญิงเพียงหนึ่งเดียวที่จะมาเป็นทุกอย่างของชีวิตเขาอย่างที่ไม่มีใครจะแทนที่ได้
ใบหน้านวลไร้เครื่องประทินผิวแต่กับดูงดงามยิ่งกว่าหญิงใดในหล้า กลิ่นกายหอมหวานที่ไม่เหมือนหญิงใดกรุ่นกำจายกระทบจมูก..
ดอกไม้งามจากเดมอสที่เติบโตเพื่อเขาและจะมีเพียงเขาเท่านั้นที่มีสิทธิจะเชยชม
คาโลดันร่างบางออกแผ่วเบาก่อนจะโน้มดวงหน้าสลักลงประทับรอยจุมพิตบางเบาที่หน้าผากมนพลางลากไล้ลงมายังเปลือกตาบางที่หลับพริ้มรอรับสัมผัสและแนบสนิทที่ริมฝีปากกลีบกุหลาบ
รสสัมผัสนุ่มนวลเนิ่นนานแปรเปลี่ยนเป็นหนักหน่วงแต่ยังคงความอ่อนโยนไว้เต็มเปี่ยม
เฟรินที่ราวกับเรี่ยวแรงที่มีจะเหือดหายไปจนหมดได้แต่โอบกอดรอบคอร่างสูงไว้เป็นหลัก คาโลเองก็กอดกระชับร่างบางไว้แนบแน่นเช่นเดียวกันก่อนจะประทับจุมพิตเข้าที่เรียวปากบางอีกครั้ง
รสสัมผัสหวานล้ำที่จะเป็นของเขาเพียงผู้เดียว..
........................
...........
คาโลยังนั่งกุมมือของหญิงสาวอยู่ข้างเตียง นัยน์ตาสีฟ้าคู่งามมองจ้องใบหน้านวลด้วยสายตาห่วงหาเป็นที่สุด พลันประโยคฟากรักที่นางผู้เป็นดวงใจก็ดังแว่วในห้วงคะนึง เสียงหวานใสไม่ต่างจากวันวานล่องลอยคลอเคลียมากับสายลมราวกับจะช่วยปลอบประโลมหัวใจอันแห้งผากของเขาให้ชุ่มชื้น..
ไม่นานริมฝีปากหยักได้รูปของชายหนุ่มก็ขยับเอื้อนเอ่ยถึงแม้วาจาที่ได้ฟังจะคล้ายคลึงกันกับที่หญิงสาวเคยให้ไว้กับเขาแต่ตอนนี้..เขาอยากจะให้นางผู้เป็นเสมือนดวงใจได้ตื่นขึ้นมาฟังเป็นที่สุด
คำ.. ที่ถูกกลั่นมาจาส่วนลึกในจิตใจ
บทเพลงแห่งอดีตในห้วงคำนึง
กายฉันจะพิทักษ์..
วิญญาณจะรักษา..
หัวใจจะนำพา..
รักของสองเรา.. ชั่วนิรันดร์..
“เฟริน..”
ความคิดเห็น
อิอิ แจ่งอย่างสนุกสนาน รู้สึกภาษาเจ๋งขึ้นนะค่ะ อ่านแล้วคนลุกซู่..... ซึ่งงะซึ้ง
ยาวเกิดความจำจะรับ ขอเม้นเฉยๆ นะ
มาเยี่ยมน่ะ
ยังคงไว้ซึ่งความประทับใจเหมือนเดิม
ฉากขอแต่งงาน หวานสุด ๆ ประทับใจมาก ๆ
ประทับใจมากๆๆๆๆๆ
ในที่สุดก็นำเรื่องนี้มาลงอีกครั้งจนได้นะครับเรจัง แล้วผมจะรออ่านตอนใหม่นะครับ
เมี้ยววว อ่านกี่ครั้งๆก็ยังหนุกมากมายเช่นเคยค่ะ ทำใมถึงแต่งได้หนุกขนาดนี้คะ พี่อัล
http://my.dek-d.com/carna_chan/story/view.php?id=170925 ขอฉากหวานๆด้วยนะคะ อยากอ่าน ฮุฮิ ไปอ่านของหนูบ้างนะคะ ทำลิ้งค์ให้แล้ว แล้วก็ไปเยี่ยมหนูบ่อยๆน้าค้า บายๆค่า
ไม่รู้สินะอธิบายไม่ถุกแต่ก้อืมดีนะ
PS. คงจะเศร้าที่สุดหากทำทุกอย่างเพื่อความรักแล้ว แต่คนที่ตนเองรักที่สุดกลับไม่เคยมองเหน..`