เพลงรักจากสองดวงใจ
ช่วงเวลา : หลังพิธีจบการศึกษา
ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง.. เจ็ดปีจะว่านานก็นานจะว่าสั้นมันก็เหมือนเป็นเหตุการณ์ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เท่านั้นแต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปสักเท่าไรเอดินเบิร์กก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงคงจะมีแต่พวกเธอเท่านั้นที่เปลี่ยนไป..
นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ทุกคนต่างโตขึ้นและเป็นผู้ใหญ่ ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆมากมายทั้งวิชาความรู้ในห้องเรียนรวมทั้งสิ่งที่ไม่สามารถหาเรียนได้จากที่ไหน.. นั่นคือ มิตรภาพ..
หลังเสร็จสิ้นงานเลี้ยงส่งเล็กๆที่พวกเขาช่วยกันจัดขึ้นภายในชั้นปีเมื่อคืน ในวันนี้ทุกคนต่างก็ร่ำลาและแยกย้ายกันไปตามวิถีทางของตนดังที่ได้คุยกันเอาไว้..
เริ่มจากโรและกัส.. ทั้งสองคนต่างก็เปิดเผยฐานะที่แท้จริงและเดินทางกลับบ้านเมืองของตนเองอย่างสมเกียรติเพื่อปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าชายรัชทายาท สามสาวนางฟ้าแห่งป้อมออกเดินทางไปท่องเที่ยวเมืองวิทช์ด้วยกันตามประสาก่อนจะแยกย้ายไปทำหน้าของตนเองเช่นกัน..
ส่วนครี้ด.. พวกเขาทั้งสิบคนตกลงใจว่าจะไปลงเรือท่องสมุทรของเจคก่อนเป็นอันดับแรกเรื่องอื่นๆค่อยว่ากันทีหลัง ทางด้านคิลนั้น.. รายนี้รีบกลับบ้านก่อนใครเพื่อเตรียมการไปสู่ขอเจ้าหญิงเรนอนคนงามตามที่ได้สัญญาเอาไว้กับเจ้าหล่อน.. ที่เหลืออยู่จึงมีเพียงเฟรินกับคาโล
ความจริงโกโดมนำมังกรดำมารับเฟรินแทบจะทันทีที่เธอก้าวเท้าออกมาจากป้อมแต่คาโลกลับลากเฟรินขึ้นเกวียนของตัวเขาแทนโดยไม่ยอมปริปากพูดอะไรทั้งสิ้นนอกจากสั่งให้คนสนิททั้งสองที่ทำหน้าที่กุมบังเหียนออกเกวียนเดินทางกลับคาโนวาลทันที โกโดมจึงต้องจำใจส่งข่าวบอกท่านจ้าวเรื่องที่เจ้าหญิงของเขาจะเลื่อนกำหนดกลับเดมอสออกไปและตัวโกโดมก็ติดตามอารักขาพระธิดาของเจ้านายเหนือหัวอยู่ห่างๆ ( คาโลไม่ให้เข้าไปในเกวียน )
เกวียนหลังใหญ่แล่นปุเลงๆออกมาจากเอดินเบิร์กได้สักพักแล้วและเวลานี้พระอาทิตย์ก็เคลื่อนคล้อยขึ้นตรงกลางศรีษะพอดีแต่พวกเขาก็มิได้หยุดพัก ท่ามกลางธรรมชาติแปลกตาสำหรับคนชาวเดมอสอย่างโกโดมทำให้องครักษ์ตัวน้อยออกอาการตื่นตาตื่นใจเป็นพิเศษจึงได้เอ่ยปากถามชวนสองคนสนิทของเจ้าชายแห่งคาโนวาลพูดคุยไม่หยุด ทางด้านเมราสและเอลลิคเองก็ให้ข่าวสารแก่คนต่างแดนตัวจิ๋วด้วยความเต็มใจดังนั้นการเดินทางร่วมหลายชั่วโมงนี้จึงได้มีเสียงของพวกเขาทั้งสามคลอตามไปตลอดทางผสานไปกับเสียงล้อเกวียนและกีบเท้าม้าบดลงพื้นถนน ทว่าบรรยากาศภายนอกที่แสนคึกคักช่างตัดกับอากาศภายในเกวียนของนายเหนือหัวทั้งสองของพวกเขายิ่งนัก
เฟรินนั่งหน้าบูดมาตลอดทางตั้งแต่ถูกฉุดกระชากขึ้นเกวียนมา เสียงขุ่นของเจ้าหล่อนดังขึ้นมาเป็นระยะตั้งแต่ออกเดินทางแม้กระทั่งตอนนี้
“นี่..อยู่ดีๆก็มาลากฉันขึ้นเกวียนแบบนี้เนี่ยมันหมายความว่าไงกัน” คำถามรอบที่สามสิบแปดจากเฟรินดังขึ้นแต่คนที่ควรจะตอบกลับยังคงเงียบยังความหงุดหงิดใจให้เจ้าหล่อนยิ่งนัก ตั้งแต่ออกจากเอดินเบิร์กมาเธอก็ถามคำถามนี้กับเขามาตลอดทางแต่อีกฝ่ายไม่ยอมตอบอะไรเลยแม้แต่คำเดียว ไม่มองหน้าเธอและไม่อ่านหนังสือฆ่าเวลาเหมือนทุกที ที่คาโลทำคือนั่งนิ่งและเงียบ สายตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างเกวียนตลอดเวลา..
ความน้อยใจเริ่มก่อตัวในจิตใจของเฟริน เมื่อไม่กี่เดือนก่อนชายหนุ่มเพิ่งจะออกปากขอเธอแต่งงานนี่ยังไม่ทันแต่งด้วยซ้ำกลับทำท่าทางเฉยเมยใส่เธอขนาดนี้ทว่าถึงแม้เฟรินจะน้อยใจอยู่บ้างแต่ด้วยรู้จักกันมานานทำให้เฟรินพอจะดูออกว่าอีกฝ่ายเหมือนมีอะไรบางอย่างอยู่ในใจและนี่เป็นนิสัยเสียอย่างหนึ่งของคาโลที่เวลามีเรื่องกลุ้มหรือกังวลเขามักจะเก็บเอาไว้คนเดียวไม่ยอมบอกใคร เฟรินรู้ดี.. และก็เพราะเหตุนี้เธอถึงได้น้อยใจชายหนุ่มนัก เธออยากให้เขามองเธอเป็นคนที่พึ่งพาได้ อยากให้เขาวางใจที่จะปรึกษาเรื่องไม่สบายใจกับเธอไม่ใช่เก็บเอามาคิดเองคนเดียวแบบนี้..
“ถ้านายไม่พูดฉันจะรู้มั้ยว่านายเป็นอะไร” เฟรินพยายามใหม่อีกครั้งแต่คาโลยังคงเฉย “นายอย่าทำตัวงี่เง่าแบบนี้จะได้มั้ย!!” พูดอย่างเหลืออดก่อนจะหันหน้าหนีไปทางอื่นและนั่งบ่นหงุงหงิงกับตัวเองอย่างหงุดหงิดใจเป็นที่สุด
ความเงียบน่าอึดอัดโรยตัวลงมาระหว่างคนทั้งคู่ นาน.. จนเฟรินเกือบจะหลับไปเพราะความเซ็งอยู่แล้วนั่นล่ะคนปากหนักถึงได้ยอมเปิดปากพูดออกมาเป็นครั้งแรก
“ขอโทษ” เฟรินหันขวับไปมองคาโลความง่วงเมื่อครู่หายเป็นปลิดทิ้งและเมื่อเห็นว่าตาสีฟ้านั่นมองมายังเธออย่างสำนึกผิดก็ถึงกลับทำให้เธออึ้ง
“ตกลงนายเป็นอะไร” เฟรินถามสืบไปทันทีเมื่อตั้งสติได้ คาโลเงียบไปนิดแต่ในที่สุดก็ยอมเปิดปากพูดออกมาด้วยเสียงเบาๆ
“ฉันแค่.. อยากอยู่กับเธอ” เฟรินเลิกคิ้วขึ้นอย่างฉงนในตอนแรกแต่เมื่อเห็นหน้าขาวๆของชายหนุ่มเริ่มจับสีเรื่อ เจ้าตัวถึงได้แย้มยิ้มกว้าง ดวงตาพราวระยับเป็นประกายให้อีกฝ่ายเริ่มไม่ไว้ใจในความคิดพิเรนทร์ๆที่สาวเจ้าอาจจะเอามาแกล้งเขา
“แค่นั้น..” เฟรินพูดกลั้วหัวเราะ ร่างเล็กๆเริ่มเบียดเข้าหาคนตัวโตให้อีกฝ่ายใจเต้นไม่เป็นส่ำ มือบางลูบไล้ต้นแขนซ้ายของชายหนุ่มเบาๆให้คาโลหน้าขึ้นสีมากกว่าเดิมพร้อมกับเสียงหวานๆที่เจ้าตัวจงใจส่งไปเพื่อยั่วอีกฝ่าย
“ที่แท้..เจ้าพี่ก็แค่อยากอยู่กับหญิงสองต่อสองหรือเพคะ”
คาโลมองเฟรินด้วยสายตายากอธิบายเป็นที่สุด มันทั้งพอใจและหงุดหงิดในเวลาเดียวกัน
ประโยคที่เจ้าหล่อนพูดกับเขาเมื่อครู่นั้นทั้งอ่อนหวานและน่ารักนักแล้วยังร่างนิ่มๆที่เบียดชิดนี่อีกมันทำให้เขาอดที่จะหวั่นไหวและใจเต้นแรงไปด้วยไม่ได้ แต่ก็นั่นล่ะ.. เขารู้ดีว่าหญิงสาวแค่คิดจะแกล้งเขาเท่านั้นดังนั้นไออารามดีใจที่ก่อตัวขึ้นมานิดๆเมื่อครู่เลยเปลี่ยนเป็นหงุดหงิดหน่อยๆแล้วความคิดอยากจะสั่งสอนคนตรงหน้าก็เริ่มผลุดขึ้นมาในสมอง
“ใช่” คาโลว่าเสียงห้วน แววตาเริ่มทอประกายดุๆส่งมาปรามหญิงสาวแต่เฟรินกลับหัวเราะคิกคักชอบใจที่ได้แกล้งคนตรงหน้า ตาสีน้ำตาลวาววับเป็นประกายสดใส
“ฮะฮะ ในที่สุดก็เปลี่ยนสีหน้าได้ซักที..” เฟรินพูดพร้อมรอยยิ้ม “พ่อเจ้าชายน้ำแข็ง ^_^”
แววความฉงนฉายวาบในประกายตาคาโลอยู่ครู่แต่ไม่ช้าเขาก็เข้าใจ ที่เฟรินแกล้งเขานั้นเพราะต้องการให้เขาหายเครียด ทว่าก่อนที่คาโลจะได้ตัดสินใจพูดอะไรเฟรินกลับเอื้อมมือขึ้นมาหาพร้อมกับออกแรงโน้มตัวเขาให้นอนลงหนุนตักนุ่มของเธอ
“ให้เป็นกรณีพิเศษนะ” เธอว่าขณะใช้มือลูบผมสีเงินของชายหนุ่มเบาๆ
“เฟริน..”
“ในเมื่อนายไม่อยากพูดฉันก็จะไม่เซ้าซี้แล้ว” เฟรินพูดขัดขึ้น เธอรู้ว่าเหตุผลที่อีกฝ่ายบอกเธอมาตอนแรกนั้นไม่ใช่เรื่องที่เขากำลังกลุ้มใจอยู่จริงๆแต่เธอก็ไม่อยากคาดคั้นให้เขาไม่สบายใจอีกเมื่อชายหนุ่มพร้อมเมื่อไหร่เขาคงจะบอกกับเธอเอง
“แต่นายต้องหลับตาแล้วนอนซะ เอาแต่นั่งคิดอะไรวุ่นวายอยู่คนเดียวตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ตอนนี้สมองนายน่ะมันล้าเต็มทนแล้วรู้ตัวมั้ย ถึงจะฝืนคิดไปให้สมองระเบิดตายก็คิดไม่ออกหรอก”
คาโลนอนมองเฟรินว่าตัวเองด้วยสายตารักใคร่ไม่ปิดบัง.. เธอเป็นห่วงเขา.. นี่คือสิ่งที่เขาสัมผัสได้และมันก็ทำให้เขามีความสุข
“นายน่ะต้องหัดปล่อยวางเสียบ้างรู้รึเปล่า เรื่องบางเรื่องก็ต้องปล่อยให้มันเป็นไปอย่างที่ควรเป็น มันอาจจะไม่เลวร้ายอย่างที่นายคิดก็ได้เพราะฉะนั้นเลิกคิดมากแล้วนอนซะ”
นั่นสินะ.. มันอาจจะไม่เลวร้ายอย่างที่คิด
รอยยิ้มน้อยๆเริ่มปรากฏขึ้นที่มุมปากของเจ้าชายแห่งคาโนวาล ตาสีฟ้าคู่สวยไม่ได้ละไปจากใบหน้าของเฟรินเลยแม้แต่น้อย มือแกร่งค่อยๆรวบจับมือน้อยของหญิงสาวเอาไว้อย่างทนุถนอมเป็นที่สุดก่อนจะมอบจุมพิศแผ่วเบาบนนิ้วมือนั้นอย่างอ่อนโยน
“เฟริน..” คาโลพึมพำเบาๆพร้อมกับหลับตาลง “ขอบใจ” และแล้วร่างของชายหนุ่มก็นอนหลับอย่างเป็นสุขบนตักของหญิงผู้เป็นที่รัก
///////////////////////////////////////////////////////////////
เป็นเวลาสี่ทุ่มเศษของวันที่สามหลังจากที่พวกเขาออกเดินทาง ในที่สุดเกวียนหลังใหญ่ก็หยุดลงจอดสนิทในเขตพระราชฐานหน้าประตูวังสีขาว พระราชวังหลวงแห่งคาโนวาล..
คาโลตัดสินใจพาเฟรินไปเข้าเฝ้ากษัตริย์บาโรผู้เป็นบิดาก่อนจะพาแฟนสาวไปที่พักโดยสั่งให้เมราสกับเอคลิคไปจัดการเรื่องห้องพักของเฟรินล่วงหน้าและให้นำโกโดมไปกับทั้งสองคนนั่นด้วย
แม้เวลาจะล่วงเลยมาจนดึกมากแล้วแต่โถงทางเดินภายในวังกลับยังไม่ร้างผู้คน สองข้างทางยังคงมีทหารเวรเดินกันขวักไขว่และเมื่อคนพวกนั้นเห็นคาโลเดินผ่านก็รีบก้มหัวลงทำความเคารพทันที
คาโลยังคงนำทางเฟรินเดินไปเรื่อยๆผ่านเสาสูงและโถงทางเดินมากมายจนในที่สุดชายหนุ่มจึงได้หยุดเดินหน้าประตูสีขาวบานใหญ่ ทหารเฝ้าประตูเมื่อเห็นคนทั้งสองก็กำลังจะทำความเคารพแต่คาโลยกมือห้ามไว้ก่อน
ชายหนุ่มยกมือขึ้นและใช้ข้อนิ้วเคาะไปเบาๆสามครั้งบนบานประตู ไม่นานเสียงทุ้มทรงอำนาจของผู้ที่ประทับอยู่ในห้องก็ดังออกมาเชิญพวกเขาเข้าไป
คาโลผลักบานประตูทั้งสองข้างให้อ้าออกพร้อมกับสาวท้าวเข้าไปภายในโดยมีเฟรินเดินตามอยู่ข้างหลัง เมื่อร่างสูงสง่าหลังโต๊ะทรงอักษรรับรู้ถึงการเข้ามาของใครบางคนแล้วจึงได้เงยพระพักตร์ขึ้น แววพระเนตรแสดงถึงความแปลกใจปรากฏขึ้นบนดวงเนตรของกษัตริย์บาโรเมื่อเห็นพระโอรสองค์เดียวกับเจ้าหญิงแห่งเดมอสถวายความเคารพอยู่เบื้องหน้า
“ไม่ต้องมากพิธี” กษัตริย์บาโรตรัส ทรงทอดพระเนตรคนทั้งสองอยู่ครู่ก่อนจะเอ่ยต่อ “การเดินทางเป็นเช่นไร”
“ราบรื่นดีกระหม่อมพวกหม่อมฉันเลยมาถึงเร็วกว่ากำหนด” คาโลตอบกลับ คิงบาโรพยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงรับรู้ก่อนจะหันมามองอีกสตรีที่อยู่ในห้อง
“เจ้าสบายดีหรือเฟลิโอน่า” เฟรินแย้มยิ้มสดใสพร้อมตอบรับอย่างอารมณ์ดี
“เพคะ”
ตั้งแต่เธอได้คุยกับคิงบาโรเมื่อคราวก่อนตอนช่วยกันปรุงยาให้พระเจ้าตาไฮคิงทำให้เธอรู้ว่าคนตรงหน้าไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดทั้งยังเป็นคนอบอุ่นแม้การแสดงออกภายนอกจะมองไม่ค่อยเห็นก็ตาม ดูไปก็เหมือนๆกับเจ้าชายมาดมากของเธอเหมือนกันดังนั้นความกลัวที่มีเมื่อก่อนเลยหายไปทำให้เธอกล้าคุยกับคิงบาโรอย่างสนิทใจแต่ก็ยังแฝงความเคารพและยำเกรงไว้อยู่ในที
เมื่อได้ยินเฟรินตอบแบบนั้นคิงบาโรจึงหันพักตร์ไปยังคาโลอีกครั้ง “เจ้าไม่เห็นบอก ว่าจะพาเฟลิโอน่ามาด้วย”
คาโลยังไม่ได้พูดอะไรแต่เฟรินกลับตอบแทนเสียก่อน
“หม่อมฉันเป็นคนขอตามมาเองเพคะ” พอเห็นกษัตริย์บาโรหันมาทางเธอเฟรินเลยรีบพูดต่อ “คือ..หม่อมฉันว่างๆไม่มีอะไรทำแล้วก็ยังไม่อยากกลับเดมอสเลยขอตามคาโล เอ้ย.. เจ้าชายคาโลมาเที่ยวคาโนวาลด้วยเพคะ”
คิงบาโรแย้มสรวลนิดๆก่อนจะดำรัสต่อราวกับล่วงรู้ความคิดของเฟริน “ฉันไม่ได้จะว่าอะไรคาโลหรอกแต่ถ้ารู้ว่าเราจะมาด้วยจะได้เตรียมการต้อนรับไว้” เฟรินยิ้มเขินๆก่อนจะพูดตอบกลับ
“ไม่ต้องลำบากหรอกเพคะที่ไหนๆก็อยู่ได้ทั้งนั้น” คาโลมองท่านพ่อของตนเองคุยกับหญิงคนรักอย่างถูกคอก็ให้โล่งใจ ดูเหมือนกษัตริย์บาโรจะเอ็นดูเฟรินอยู่ไม่น้อย
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะให้คนจัดห้องพักให้เจ้าก็แล้วกัน”
“ทูลท่านพ่อ..” คาโลรีบเอ่ยขัด “ให้เฟลิโอน่าอยู่ตำหนักเหนือก็ได้กระหม่อม หม่อมฉันสั่งให้คนจัดห้องไว้แล้ว” คิงบาโรมองลูกชายของตนครู่หนึ่งและดูเหมือนจะทรงนึกอะไรได้แววตาจึงเปลี่ยนเป็นอ่อนลง
“เอาแบบเจ้าว่าก็แล้วกัน พวกเจ้าเดินทางกันมาเหนื่อยๆรีบไปพักเถอะ”
เมื่อได้รับคำอนุญาตเฟรินกับคาโลจึงถวายคำนับอีกครั้งแล้วขอตัวเดินออกมาแต่พอคาโลจะก้าวออกจากห้องกษัตริย์บาโรกลับตรัสรั้งตัวไว้ก่อนคาโลจึงหันไปบอกให้เฟรินยืนรออยู่ด้านนอกส่วนตัวเขาเดินกลับเข้าห้องไปอีกครั้ง
“อาทิตย์หน้า..เจ้าพร้อมแล้วใช่มั้ย” คิงบาโรพูดเมื่อคาโลปิดประตูเรียบร้อยแล้ว
“พร้อมแล้วกระหม่อม” คาโลตอบและเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไรอีกจึงได้เอ่ยทูลลา
“ถ้าท่านพ่อไม่มีอะไรแล้วหม่อมฉันขอทูลลา” คาโลทำท่าจะเดินออกจากห้องแต่คิงบาโรก็รั้งเอาไว้อีกครั้ง
“เหลืออีกสี่วัน.. ระหว่างนี้เจ้าก็พาเฟลิโอน่าไปเที่ยวเล่นให้สบายใจก็แล้วกันและถ้าขาดเหลืออะไรก็มาบอกพ่อ” คิงบาโรพูดเสียงอ่อนกับลูกชายทำให้คาโลที่ได้ยินอึ้งไปนิดก่อนยิ้มรับ
“ครับท่านพ่อ”
“อีกอย่าง.. ดูแลน้องเขาให้ดี พ่อไม่ว่าที่เจ้าจะให้เฟลิโอน่าไปอยู่ที่ตำหนัก ( ตำหนักเหนือเป็นตำหนักของคาโลค่ะ ) แต่ยังไงเสียเฟลิโอน่าก็เป็นผู้หญิง..”
“ลูกทราบ” คาโลขัดขึ้น คิงบาโรทอดพระเนตรมองคาโลอยู่สักพักราวกับจะพูดอะไรสักอย่างแต่แล้วก็เปลี่ยนใจ พระองค์ทรงหันกลับไปที่งานตรงหน้าอีกครั้งก่อนดำรัส
“ไม่มีอะไรแล้วเจ้าไปนอนเถอะ” คาโลมองอย่างผิดหวังนิดๆก่อนจะกล่าวทูลลาและในขณะที่เขากำลังจะก้าวออกจากห้องชายหนุ่มก็ตัดสินใจหันกลับไปมองพ่อของตนอีกครั้งพร้อมกับเอ่ยคำพูดออกมาเบาๆเหมือนจะให้ได้ยินเพียงแค่ตนเองเท่านั้นแต่ด้วยความเงียบจึงทำให้คิงบาโรที่เริ่มสะสางงานต่อได้ยินคำนั้นอย่างชัดเจน..
“ราตรีสวัสดิ์ครับ..ท่านพ่อ” พูดเสร็จคาโลก็ก้าวออกมาจากห้องให้ผู้เป็นพ่อเงยหน้าขึ้นมองประตูที่ปิดตามหลังอย่างอบอุ่นและเจ็บแปลบหัวใจในเวลาเดียวกัน..
คำที่พ่อคิดจะพูดกับเจ้าสักครั้งแต่ไม่เคยพูดกลับเป็นเจ้าที่เป็นคนพูดมันออกมา.. คิงบาโรคิดอย่างปวดใจ
ขอโทษด้วยที่พ่อต้องทำเหมือนไม่รักเจ้าเพราะความคิดชั่ววูบในกาลก่อนทำให้พ่อผิดต่อเจ้านัก พ่อเคยลั่นวาจาไว้กับคนๆหนึ่งว่าจะไม่มีวันรักเด็กที่ไม่ได้เกิดจากอลิเซียและที่แต่งงานกับแม่ของเจ้าก็เพียงเพื่อจะสร้างนักรบปีศาจเท่านั้น..
ถึงแม้ว่าพ่อจะไม่ได้รักแม่ของเจ้าแต่พ่ออยากให้เจ้ารู้เอาไว้
พ่อรักเจ้ามาก..
แล้วก็..
“ราตรีสวัสดิ์นะ.. ลูกรัก”
//////////////////////////////////////////////////////////
ตลอดสามวันที่อยู่ที่นี่คาโลพาเฟรินไปเที่ยวตลอดตามที่เจ้าตัวขอ เขาพยายามเก็บเกี่ยวความสุขในช่วงเวลานี้ไว้ให้มากที่สุดเพราะคงจะอีกนาน.. กว่าเขาจะได้พบกับมัน
เช้าวันที่สี่..
วันนี้คาโลพาเฟรินเดินเที่ยวชมในวังแทนที่จะออกไปข้างนอก ภายในวังคาโนวาลเต็มไปด้วยของสวยงามมากมายอีกทั้งสถานที่ต่างๆก็ใหญ่โตงดงามดูอลังการไปหมดทั้งลานพิธี สนามฝึกซ้อม ลานประลอง หอสมุดขนาดใหญ่ที่ขนาดเฟรินผู้ไม่ชื่นชอบหนังสือยังอดที่จะตื่นตากับความงามและจำนวนหนังสือที่มากมายมหาศาลนี้ไม่ได้ นอกจากนี้ก็ยังมีสวนที่จัดแต่งไว้อย่างวิจิตรอีกมากมายหลายแห่งในวังและเมื่อทั้งสองเดินมาถึงสวนหลังตำหนักกลางเฟรินก็ต้องเบิกตาโตกับความงามของบึงกว้างขวางใสเหมือนกระจกตรงหน้า
“สวยจัง” เฟรินอุทานขณะเดินเข้าไปยืนอยู่ริมบึงและชะโงกหน้าลงไปมองปลาแปลกๆที่กำลังแหวกว่ายอยู่ในน้ำอย่างรื่นเริง
“คาโลปลาพวกนี้มันปลาอะไรหรอฉันไม่เคยเห็นมาก่อน”
คาโลเดินเข้ามาหาตามเสียงเรียกแต่เขาไม่ได้ตอบตาสีฟ้าจดจ้องอยู่ที่ใบหน้าของหญิงสาวที่กำลังแย้มยิ้มราวกับเด็กได้ของเล่นใหม่ส่วนสมองก็กำลังไพร่คิดไปถึงเรื่องสำคัญที่เขาจะต้องพูดกับหล่อน
ชายหนุ่มพยายามสรรหาคำพูดและวิธีการบอกที่ดีที่สุด เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากและเขาไม่อยากจะให้เกิดความผิดพลาดขึ้นด้วยความเข้าใจผิดอีกเหมือนครั้งก่อนๆที่เขากับเฟรินทะเลาะกันแต่คาโลเองก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหนจนกระทั่งเฟรินที่เหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้จึงพูดขึ้นทำลายความเงียบ
“จริงสิ.. ฉันได้ยินมาว่าพ่อนายจะสละราชสมบัติ” คำกล่าวของเฟรินทำให้คาโลสะดุ้งแต่เธอไม่เห็น “แบบนี้ก็ต้องมีการประลองใช่มั้ย.. แล้วจะเริ่มเมื่อไหร่หรอ”
“อีกสองเดือน” คาโลตอบแต่แล้วจู่ๆเขาก็คว้ามือเฟรินดึงเธอให้หันมามองเขา เฟรินแปลกใจกับการกระทำนั้นเธอมองจ้องเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่มและเห็นประกายร้อนรนอยู่ในนั้น
“นายเป็นอะไรคาโล”
“เฟริน” คาโลสูดหายใจเข้าลึกก่อนพูดต่อ “ตั้งแต่พรุ่งนี้ฉันต้องเข้ารับการฝึกพิเศษกับท่านพ่อเพื่อเตรียมตัวชิงตำแหน่ง”
“แล้วทำไม.. อ๋อ ไม่เป็นไรๆฉันไม่อยู่กวนนายหรอกงั้นเดี๋ยววันนี้ฉันกลับเลยล่ะกัน” เฟรินว่าซื่อๆเมื่อนึกได้ว่าถ้าอยู่จะเป็นการรบกวนคาโลฝึกซ้อมและเขาเองก็คงอยากจะบอกให้เธอกลับ แต่พอคาโลได้ยินแบบนั้นกลับตีหน้าเครียด
เธอกำลังเข้าใจผิดว่าเขาจะไล่เธอกลับ..
“ฉันไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้นเฟริน”
“อ้าว.. แล้วอะไรล่ะ”
“ที่ฉันจะพูดก็คือ..” แต่คาโลกลับหยุดพูดเอาดื้อๆ ตอนนั้นเองที่คนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินตรงมายังที่ที่ทั้งคู่ยืนอยู่
คิงบาโรที่เดินนำอยู่หน้าสุดส่งสัญญาณให้เหล่าเสนาและองครักษ์ที่เดินตามมาเงียบเสียงรวมไปถึงห้ามเมราสกับเอลลิคที่ทำท่าจะเข้าไปรายงานคาโลว่าพระองค์มาให้อยู่กับที่
“เอ้า..ว่ามาสิเอาแต่อ้ำอึ้งอยู่ได้” เฟรินที่ไม่รู้ว่ามีบุคคลที่สามที่สี่ยืนฟังอยู่ด้วยก็จัดการต่อว่าคาโลให้ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือก
“ตั้งแต่พรุ่งนี้จนกว่าจะถึงวันประลองฉันจะต้องเข้ารับการฝึกหนัก ส่วนการประลองกว่าจะเสร็จสิ้นก็คงกินเวลาอีกเป็นเดือน”
“เข้าใจ.. แล้วไงล่ะ”
“หลังจากนั้น ถ้าหากฉันชนะฉันจะต้องทำงานทุกอย่างร่วมกับท่านพ่อเพื่อเรียนรู้หน้าที่และงานต่างๆในฐานะกษัตริย์จนกว่าจะถึงกำหนดสละราชสมบัติและสถาปนากษัตริย์องค์ใหม่ตามที่ท่านพ่อประกาศเอาไว้” คาโลกำมือเฟรินแน่นขึ้นเมื่อพูดถึงตอนนี้
“ถ้าเป็นอย่างที่ฉันพูดเกือบปีเต็มที่เราจะไม่ได้เจอกัน ฉันอาจจะยุ่งมากจนไม่มีเวลาแม้แต่เขียนจดหมาย” คาโลหันมามองหน้าเฟรินมือทั้งสองตรงเข้าจับต้นแขนเธอเอาไว้แน่น
“รอฉันนะ” เขาจบประโยคในที่สุด
รอจนกว่าฉันจะไปรับ.. ขอร้องล่ะเฟริน ชายหนุ่มได้แต่ภาวนาในใจ หัวใจของเขาเต้นระทึกอย่างรอคอยคำตอบเขากลัวจริงๆว่าเวลาที่ยาวนานนั้นจะทำให้เธอเปลี่ยนไป ไม่มีใครจะรู้ได้ว่าความเหงาจากการเฝ้าคอยโดยไม่ได้พบหน้านั้นจะทำให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง เธออาจจะหมดรักเขาและไปคบหากับชายอื่น.. นั่นคือสิ่งที่เขากลัวที่สุด
เขาไม่อยากเสียเธอไป..
ความรู้สึกที่เขามีให้กับเธอนั้นถ้าจะให้พูดออกมาก็คงได้แค่คำว่า ‘รัก’ ‘รักมาก’ แต่มันก็แค่นั้น มันบรรยายสิ่งที่อยู่ในหัวใจของเขาออกมาได้ไม่ถึงเศษเสี้ยวด้วยซ้ำ
เขารักเธอมาก และ.. จะขาดเธอไม่ได้!!
เมื่อเห็นเฟรินไม่ตอบใจของเขาก็กระตุก คาโลจึงได้ถามย้ำ
“รอฉัน ได้มั้ย..” ประกายขอร้องในแววตานั้นทำให้เฟรินหวั่นไหว นี่หรือคือเรื่องที่คนตรงหน้ากังวลมาตลอดและนี่เองคือสาเหตุที่ทำให้เขาต้องพาเธอมาถึงคาโนวาล..
ความอบอุ่นแผ่ซ่านในหัวใจ คาโลยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองหลายอย่างเพราะเธอและตอนนี้สิ่งที่เขากังวลก็คือเรื่องของเธอเช่นกัน ทั้งๆที่เขาควรจะห่วงตัวเองก่อนเพราะการประลองนั่นถ้าพลาดก็หมายถึงชีวิต แต่นี่..
ทำไมนายถึงได้น่ารักแบบนี้นะ..
เฟรินคิดด้วยหัวใจที่พองโตแต่เธอก็เก็บท่าทีเอาไว้ก่อนจะยิ้มน้อยๆตอบรับ “เห็นแก่สร้อยที่นายให้..” เฟรินว่าพร้อมกับชี้สร้อยที่คอ “ฉันจะรอ” รอยยิ้มกว้างอย่างที่นานๆครั้งจะมีปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย
“แต่ว่านายต้องรับปากฉันเรื่องหนึ่ง” เฟรินว่าต่อรวดเร็ว “ไม่ว่าผลจะออกมายังไงนายต้องมาหาฉันถึงนายจะแพ้ก็ต้องมา.. ” ถึงตอนนี้หญิงสาวก็ขยับยิ้มเจ้าเล่ห์ “แล้วนายจะรู้ว่าตำแหน่งราชบุตรเขยของเดมอสน่ะเจ๋งแค่ไหน หึหึ ฉันจะเลี้ยงนายอย่างดีเลย คา.. อุ๊บ!!”
คาโลไม่รอให้สาวเจ้าพูดอะไรต่ออีกแล้วริมฝีปากของชายหนุ่มทำหน้าที่ของมันเองอย่างมีประสิทธิภาพเหมือนทุกครั้ง
“ด้วยสิ่งนี้..” คาโลพูดเบาๆขณะถอนริมฝีปากออกมาเล็กน้อย “ฉันจะไม่แพ้” ว่าเสร็จจูบร้อนก็ถูกประกบลงอีกครั้ง
“ฉันจะชนะ.. แล้วนำเกียรติสูงสุดที่ได้รับไปขอเธอที่เดมอส” เฟรินหน้าแดงจัดด้วยความเขินกับคำบอกรักกลายๆของชายหนุ่มก่อนจะหยิบสร้อยเส้นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเล็กๆที่อกเสื้อ
มันเป็นสร้อยเงินเกลี้ยงดูเรียบง่ายที่สายสร้อยมีจี้สีเงินออกโปร่งใสนิดๆห้อยอยู่ ตัวจี้ทำเป็นเส้นเงินเกี่ยวกวัดอย่างชดช้อยงดงามเป็นตัวอักษรนำหน้าชื่อของเฟรินเอง
ตัวงานที่แม้จะดูประณีตแต่คาโลก็พอดูออกว่ามันไม่ใช่ฝีมือของมืออาชีพ
เธออาจจะทำเอง.. เขาคิด
“ ความจริงฉันกะจะให้ในวันเกิดนายแต่คิดว่าพอถึงตอนนั้นนายคงจะยุ่งมากและฉันก็คงจะไม่สะดวกเอามาให้” เฟรินว่าจบก็เขย่งตัวขึ้นสวมมันเข้าที่คอของคาโล มือของเธอยังคงทาบอยู่ที่ตัวจี้ขณะมองหน้าของชายหนุ่มเหมือนจะจดจำภาพของเขาเอาไว้ก่อนที่เธอจะกลับไปในวันนี้ และก็คงจะอีกนานจริงๆกว่าเธอจะได้เห็นใบหน้าที่แสนคิดถึงนี่อีก
“พยายามเข้านะ” เฟรินพูดขึ้นแผ่วเบา เธอกำจี้เอาไว้หลวมๆพร้อมกับออกแรงดึงให้ใบหน้าของคาโลโน้มลงมาใกล้
“พร้อมๆกับ..พลังของฉัน”
จุมพิตนุ่มนวลอ่อนหวานที่สุดที่เขาเคยลิ้มลองทาบทับอย่างแผ่วเบาบนริมฝีปากของคาโล ชายหนุ่มกระชับร่างบอบบางแน่นขึ้นเก็บเกี่ยวความหอมหวานที่เธอมอบให้ด้วยความเต็มใจ
เขาจะถนอมความรักที่มีไว้อย่างดีที่สุด..
สายลมโชยแผ่วเบาผ่านร่างทั้งสองที่กอดกระชับกันแนบแน่นด้วยสายใยแห่งรักที่จะเป็นเสมือนสัญญาใจของหัวใจทั้งสองดวงที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวใต้แสงตะวันแรกของต้นฤดูหนาวทว่าสำหรับคนทั้งคู่มันคือความอบอุ่นแห่งหัวใจที่จะไม่มีวันจาง..
ความรักที่งดงามผลิบาน ณ ดินแดนแห่งนักรบ ผืนดินแห่งความรักที่อีกไม่นานเขาทั้งสองจะได้ใช้ชีวิตร่วมกัน สถานที่ที่พวกเขาจะเรียกมันว่า บ้าน
ท่ามกลางความยินดีของทุกคนที่เฝ้ามอง ชายหนุ่มและหญิงสาวต่างก็มอบคำสัญญาให้แก่กันและกันด้วยหัวใจ
เมื่อเวลานั้นมาถึง เราจะไม่พรากจากกันอีก..
นับจากนี้ และตลอดไป..
ความคิดเห็น
ว้าว !
กลับมาแต่งต่อแย้ว เย้ๆๆๆๆ
หรือว่าไปหาแม่ของคาโลที่สโนว์แลนด์
อ่านจบหมดแล้วจ้า พร้อมรอตอนใหม่ของท่านอย่างใจจอจ่อ
ปล. แอดเอ็มไปคุยกับเราบ้างน๊า applecom18@hotmail.com จ้า
ปล.ไอดีและรูปในแกลอรี่น่ารักมากค่ะ ><
ซาบซึ้ง ประทับใจเหมือนเดิม
อ่านอีกกี่รอบก็ยังสนุก สำนวนและภาษาที่ใช้ประดี
ขอบคุณนะที่ไม่เลิกเขียนไป
นั่งรออ่านตอนต่อไป
หัวใจกำลังพองโต 5...4..3..กำลังจะระเบิดประทุ ในไม่ช้า
2...
1...
ตู้ม!!!! ความรักมันแน่นอก จนสะกดไว้ไม่อยู่เจ้าค่ะ หุหุ
หึหึ อิจฉาเฟรินอ่ะ เมื่อไหร่จะมีคนมาพูดทำนองนี้กับเราบ้างนะ