RayGuard
ดู Blog ทั้งหมด

เพลงรักแห่งสายลม

เขียนโดย RayGuard

เพลงรักแห่งสายลม

ช่วงเวลา : ปีสามตอนปลายๆ  หลังหมากกระดานเกียรติยศ



อาทิตย์ยามเช้าสาดส่องต้องกระทบดอกชาเร็คหกกลีบสีม่วงสดที่ผลิกลีบแย้มบานรับตะวันแห่งวันใหม่  แสงทองแห่งวันที่สดใสประสานขับกล่อมสอดคล้องไปกับเสียงนกน้อยที่ต่างกู่ร้องขานรับกันไปมาพลางโผบินจากต้นโน้นสู่ต้นนี้อย่างรื่นเริงน่าเอ็นดู 

ไม่ใกล้ไม่ไกลกันนักที่ใต้ต้นไม้สูงใหญ่ซึ่งขึ้นตระหง่านอยู่ต้นเดียว ณ สวนกว้างกลับปรากฏร่างอรชรบอบบางของหญิงสาวนางหนึ่ง  เรือนผมสีน้ำตาลยาวพัดพลิ้วเมื่อต้องแรงลมอ่อนๆ ที่โบกโชยพากลิ่นหอมของเหล่าพฤกษาต้องนาสิก  มือบางซีดขาวเย็นเหยียบกับอากาศหนาวเย็นของเดือนสุดท้ายแห่งปียกขึ้นจับกระชับผ้าคลุมสีชมพูอ่อนให้แน่นขึ้นเพื่อขับไล่ความหนาวออกจากร่างแม้มันจะช่วยไม่ได้มากนัก  ใบหน้าหวานซึ้งยังคงคลี่ยิ้มน้อยๆ  ดวงตาสีน้ำตาลใสจับจ้องอยู่ที่ท้องฟ้าเบื้องหน้า 

"เรเน่  เรเน่"  เสียงตะโกนอย่างร่าเริงของใครคนหนึ่งดังขึ้นมาแต่ไกลเรียกให้หญิงสาวเจ้าของนามหันไปมอง  และภาพที่เธอเห็นก็ส่งให้ใบหน้างามแย้มยิ้มมากขึ้น

เขา.. ผู้มีใบหน้าสวยจนออกหวานแต่ก็เป็นในแบบของเด็กหนุ่มหน้าตาดีกำลังวิ่งตรงเข้ามาหาเธอพร้อมกับโบกไม้โบกมือไปมาส่งให้เรือนผมสีน้ำตาลสั้นโบกสะบัดตามแรงลมและเพียงไม่ถึงอึดใจร่างที่ของเด็กหนุ่มที่สูงกว่าเธอเพียงเล็กน้อยก็วิ่งเข้ามาถึง 

เด็กหนุ่มหอบเล็กน้อยจากการวิ่งแต่ใบหน้าที่มีเหงื่อพุดพรายกลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มเช่นเดียวกับเนตรสีเปลือกไม้ที่มองตรงไปยังดวงหน้าของหญิงสาว

"ขอโทษที่ทำให้รอนะ"  เสียงทุ้มเอ่ย  หญิงสาวยิ้มให้อย่างอ่อนโยน  ริมฝีปากบางได้รูปขยับเอื้อนเอ่ยน้ำเสียงหวานไพเราะดังสกุณา

"ไม่เป็นไรจ้ะ  เฟริน"

……………

…….ริน

….ฟริน

"เฟริน"

หือ..  เปลือกตาบางปรือเปิดขึ้นก่อนจะปิดลงทันทีเมื่อแสงอาทิตย์แยงเข้าสู่นัยน์ตา  ร่างบางตวัดพลิกตัวไปอีกทางพลางขยับผ้าห่มคลุมกระชับร่างตนมากขึ้นกันลมหนาวส่งให้คนปลุกมองตามอย่างอ่อนใจ

นี่ถ้าไม่ใช่หมอนั่นมาปลุกเองจะไม่ยอมตื่นง่ายๆ เลยใช่มั้ยเนี่ย..  คิดแล้วเจ้าตัวก็ได้แต่ถอนใจอีกครั้งก่อนจะลงมือปลุกเจ้าตัวยุ่งใหม่ 

ถ้าไม่ใช่หมอนั่นต้องรีบไปประชุมแต่เช้าล่ะก็  เขาคงไม่ต้องมาลำบากปลุกคนขี้เซาแบบนี้หรอก  พอนึกถึงเมื่อเช้าเสียงถอนหายใจของทายาทนักฆ่าก็ดังออกมาอีกเป็นรอบที่สองของวัน

"ฉันจะไปประชุม  นายช่วยปลุกหมอนั่นด้วยละกัน"  คำสั่งจากคนมาดมากก่อนจะออกจากห้องอย่างรวดเร็วทิ้งให้นักฆ่าที่พึ่งตื่นมองตามตาปริบๆ

เฮ้อ..

"เฟริน  ถ้านายไม่รีบตื่นไม่ได้กินข้าวเช้าไม่รู้ด้วยนะ"

เปลือกตาบางขยับเปิดขึ้นอีกครั้ง

เออ.. ได้ผลแฮะ 

ชายหนุ่มคิดอย่างดีใจ  นัยน์ตาสีม่วงเป็นประกาย  ก็เขาใช้เวลาปลุกแม่ตัวดีมาสิบกว่านาทีแล้วนี่แต่ดูท่ายัยจอมยุ่งจะไม่ยอมเปิดตามาดูโลกกับเขาเลย  ให้ตายสิ..

"ข้าวเช้า"  นั่น.. คำแรกที่เจ้าหล่อนเอ่ย

"อือ.. ถ้านายไม่รีบไป  โรงอาหารดราก้อนมันจะปิดซะก่อนนะ"  ชายหนุ่มพูดอย่างมีความหวังว่าคนตรงหน้าจะลุก  ก็เรื่องกินสำหรับมันน่ะเรื่องใหญ่นิ..

"นายหิวก็ไปก่อนเถอะคิล"  เฟรินพูดออกมาอีกครั้งพลางทำท่าจะนอนต่อ 

เฮ้ย.. ไหงงั้น  คิลคิดอย่างแปลกใจก่อนจะต้องถามด้วยความความเป็นห่วง ( ก็อย่างที่บอกล่ะนะสำหรับหัวขโมยเรื่องกินเรื่องใหญ่ : คิล  _ _^ ) 

"นายไม่สบายรึเปล่า"  คิลถามพร้อมกับเอามือจับที่หน้าผากของเพื่อนสาว

อุ่นๆ แหะ..

"ถ้านายไม่ไหวฉันเอาข้าวขึ้นมาให้เอามั้ย"  แต่ยังไม่ทันได้คำตอบเสียงเคาะประตูกลับดังขึ้นเสียก่อน  คิลจึงผละออกจากเตียงของเพื่อนสาว ( เตียงกลางค่ะ  ตอนนี้ยังนอนกันสามคนอยู่ )  ก่อนจะสาวเท้าตรงไปยังประตู  มือขาวเอื้อมขึ้นจับลูกบิดพร้อมกับเปิดประตูออกและคนที่อยู่ตรงหน้า..

"มีอะไร"  คิลถามพร้อมมองอย่างสงสัยที่นายขอทานกำมะลอมาหาแต่เช้า

โรยิ้มบางอย่างเป็นเอกลักษณ์  ตาสีเขียวกวาดมองเข้ามาในห้องก่อนจะหยุดลงที่ร่างบนเตียงกลาง 

"เฟรินยังไม่ตื่นเหรอ"

"นายเห็นว่าตื่นรึยังล่ะ"  นายขอทานยิ้มรับคำย้อนพลางถือวิสาสะเข้ามาในห้อง  หนำซ้ำยังมุ่งตรงไปหาร่างบางบนเตียงอย่างไม่กลัวกับพายุน้ำแข็งแม้แต่น้อย  ( ก็มันไม่อยู่นิ  หรือถึงอยู่ก็ไม่กลัว : โร / ประโยคหลังแค่คิดในใจพร้อมกับยิ้มท้าทาย )

ใบหน้าสลักโน้มลงใกล้จนสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมอ่อนๆจากกายหญิงสาว  โรพูดกระซิบอะไรบางอย่างไม่นานนักร่างเล็กที่หลับตาพริ้มก็กลับเปิดตาขึ้น 

"ก็ได้ๆ ฉันลุกแล้ว"  เฟรินพูดเสียงงัวเงียพลางขยี้ตาก่อนจะลุกขึ้นเดินเข้าห้องน้ำไปโดยมีเนตรสีเขียวมองตามอย่างเอ็นดู  และแน่นอนการกระทำดังกล่าวไม่หลุดลอดออกจากสายตาของนายนักฆ่า 

"นายมาทำไม  คงไม่ได้ตั้งใจจะมาปลุกเฟรินหรอกนะ"  คิลถามขึ้นอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่ที่คนตรงหน้าเที่ยวเดินไปเดินมาในห้องโดยไม่ขออนุญาติ

"ก็ไม่เชิง"  โรตอบน้ำเสียงท้าทาย 

"ก็แค่.. คาโลเรียกประชุม"


//////////////////////////////////////////////////////////////


ทันทีที่คิล  เฟริน  และโรเปิดประตูก้าวเข้ามาในห้องนั่งเล่นของนักเรียนชั้นปีที่สาม  เสียงเซ็งแซ่ของเหล่าเพื่อนพ้องตัวแสบที่กำลังจับกลุ่มคุยกันอยู่ก็ดังมาเข้าหู

"ไม่รู้จะเรียกมาทำไมกันแต่เช้า"  เสียงบ่นแรกดังมาจากนายนักรบตาเดียวครี้ด  ธันเดอร์

"นั่นดิ  วันหยุดทั้งทีแทนที่จะได้ตื่นสายๆ"  เจค  สวอน  เดอะไพเรท  ออฟไนท์รีบสำทับ

"อาจจะเกี่ยวกับวันสิ้นปีที่จะถึงนี่ก็ได้นะครับ"    ( อีกอย่างนี่มันเที่ยงแล้วด้วยไม่ใช่เช้านะครับ  ครี้ด  เจค : เสียงที่ดังแค่ในใจ )  ซีบิลออกความเห็นขึ้นมาบ้างด้วยน้ำเสียงตามแบบฉบับหนุ่มน้อยผู้แสนสุภาพเรียกให้ทุกสายตาหันไปมองอย่างฉงนว่ามันเกี่ยวอะไรกับวันที่ว่าแต่คนเฉลยกลับไม่ใช่นักบวชหนุ่มจากบารามอส  กลับเป็นนายขอทานกิตติมศักดิ์ที่พึ่งจะหย่อนตัวลงบนเก้าอี้ตัวโปรดข้างหลังหัวขโมยสาวเป็นผู้เอ่ยขึ้นแทน  ตอบคำถามเหล่าทโมนประจำป้อมอย่างรู้ใจ

"ทุกสิ้นปี"  เสียงเรียบๆจากโรที่ดึงทุกสายตาแต่นายขอทานยังคงไม่ยอมพูดกลับจิบชาอย่างสบายอารมณ์พลางมองเพื่อนฝูงที่นั่งหยุกหยิกรอฟังด้วยรอยยิ้มกริ่ม  เมื่อเห็นว่าเหล่าคนตรงหน้าทำท่าจะทนไม่ไหวจะเข้ามาวางมวยกับตนแล้วนั่นล่ะริมฝีปากจึงได้ขยับขยายความต่อ

"ป้อมอัศวินจะจัดงานฉลองรับปีใหม่ทุกๆสิ้นปี  มันเป็นทำเนียมปฏิบัติมาตั้งแต่สมัยก่อน  ที่เรียกประชุมก็คงจะเป็นเรื่องการวางแผนงานที่โรเวนมอบมาให้นั่นล่ะ" 

ข้อไขความกระจ่างจากห้องสมุดเคลื่อนที่ที่ไม่เคยทำให้เพื่อนๆต้องผิดหวังแต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังคงเป็นความกระจ่างที่ไม่กระจ่างเมื่อคนตรงหน้าไม่คิดจะแถลงความให้หมดและมันก็เรียกให้นิกส์ต้องถามต่อ

"นายว่าไอ้งานนี่มันต้องจัดทุกปีใช่มะ  งั้นทำไมเมื่อปีที่แล้วกับปีก่อนหน้านั้นไม่เห็นมีเลยล่ะ"  คำถามที่ตรงกับใจหลายๆคน  ก็แหม.. งานสนุกๆใช่จะหากันได้ง่ายๆ  ยิ่งกับป้อมอัศวินที่ขึ้นชื่อเรื่องความโทรม + จน  จนต้องประหยัดงบประมาณด้วยแล้วพวกงานรื่นเริงที่สิ้นเปลืองน่ะตัดออกไปได้เลย  

แต่ก่อนที่โรจะได้ตอบคำต่อเสียงเปิดประตูห้องก็ดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับร่างสูงของบุรุษผมเงินก้าวเข้ามาส่งให้เสียงพูดคุยอื้ออึงเงียบลงทันใด

คาโลเดินขึ้นไปยืนหน้าห้อง  เนตรสีฟ้ากวาดมองไปรอบๆก่อนจะหยุดลงที่ใบหน้าหวานของตัวแสบประจำป้อมที่ดูเงียบผิดปกติ  ซ้ำนัยน์ตาที่สดใสอยู่เสมอกับดูเหม่อลอย  ชายหนุ่มจึงหันไปสบตากับเพื่อนซี้อีกคนที่นั่งอยู่ข้างๆกับสาวเจ้าปัญหาก่อนจะใช้สายตาสื่อภาษาใจถามอาการเพื่อนสาว  ( หรือว่าที่พระคู่หมั้น )  แต่คิลก็เพียงแค่ยักไหล่ให้เพราะเจ้าตัวก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคนข้างๆเป็นอะไร

คาโลเมื่อเห็นดังนั้นจึงได้แต่ลอบถอนใจก่อนจะตัดสินใจหันมาจัดงานประชุมตรงหน้าให้เสร็จโดยเร็ว  ( จะได้รีบไปหาเฟริน : คาโลคิด ) 

"อย่างที่ทุกคนคงจะรู้กันอยู่แล้วเรื่องทำเนียมการจัดงานฉลองสิ้นปีของป้อมเรา"  เสียงทุ้มกังวานที่สามารถสะกดคนฟังได้ชะงัดดังขึ้น  เหล่าสมาชิกป้อมต่างพากันพยักหน้ารับพร้อมเพียงเหมือนรู้มานานแล้วทั้งที่พึ่งเคยได้ยินครั้งแรกจากปากนายขอทานกำมะลอเมื่อครู่สดๆร้อนๆ

"จากเมื่อปีที่แล้วที่มีสงครามเข้ามาเลยทำให้การจัดถูกยกเลิก  รวมไปถึงเรื่องยุ่งๆในงานมอบตราพระราชาเมื่อปีก่อนหน้านั้นนั่นก็ด้วย  ดังนั้นโรเวนเลยให้จัดงานรวบยอดเอาในปีนี้และแน่นอนว่างานจะต้องใหญ่กว่าทุกครั้งเพราะถือเป็นการเลี้ยงส่งรุ่นพี่ปีเจ็ดหรืออีกนัยก็คือเหล่าสภาสูงส่วนใหญ่ที่จะจบออกไปในปีนี้.."

เสียงฮือฮาดังขึ้นทันทีเมื่อได้ยินว่าจะมีงานเลี้ยงฉลองใหญ่  ต่างคนต่างก็พูดคุยกันเองอย่างเมามันส์  คงจะมีเพียงหนึ่งที่นั่งนิ่งจมอยู่กับความคิดของตัวเอง

ความฝันเมื่อเช้ามันอะไรกัน  ทั้งๆที่ไม่อยากจะนึกถึง  ทั้งๆที่อุตส่าห์ลืมไปได้ตั้งนานแล้วแท้ๆ..

แต่ว่า..

"เฟริน"  เสียงหวานอ่อนโยนแว่วเข้าโสตก่อนแสงสว่างจ้าบาดตาจะวาบขึ้นตรงหน้า  พร้อมๆกับความรู้สึกเหมือนถูกฉุดลงสู่อีกห้วงเวลาอย่างไม่ทันตั้งตัวและโดยไม่คาดคิดรอบด้านกลับเต็มไปด้วยดอกชาเร็คสีม่วงโบกพลิ้วล้อสายลม

"ขอโทษที่ทำให้รอนะ"

"ไม่เป็นไรจ้ะ  เฟริน"

"ว่าแต่เรเน่เรียกผมมามีอะไรหรอ"  เฟรินวัยสิบขวบเอ่ยถามหญิงสาว  เธอส่งยิ้มเอ็นดูมาให้

"ไม่มีอะไรหรอกจ้ะฉันแค่อยากจะเห็นหน้าเธอเท่านั้นเอง"  คำตอบที่เรียกรอยยิ้มกว้างบนดวงหน้าอ่อนเยาว์พร้อมๆกับสีเรื่อบนใบหน้าของเด็กหนุ่ม 

เฟรินแสร้งช้อนสายตามองหญิงสาวพลางสบเข้ากับดวงเนตรสีเดียวกัน  ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่างกับสายตาอ่อนโยนเมตตาที่หญิงสาวมีให้  ใบหน้าที่ละม้ายคล้ายคลึงสร้างความผูกพันอย่างหน้าประหลาดแก่บุคคลทั้งสอง  ใบหน้าที่ถ้าเป็นคนนอกมาเห็นคงจะคิดว่าทั้งสองเป็นแม่ลูกกันได้ไม่ยากแต่ด้วยอายุของฝ่ายหญิงที่มากกว่าเพียงแค่สองปีเท่านั้นเลยทำให้เหมือนเป็นพี่สาวมากกว่า 

เรเน่ยิ้มรับท่าทางเขินๆของเด็กหนุ่มก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้มากขึ้นอีกนิด 

"ฉันได้ยินว่าเธอจะออกเดินทางพรุ่งนี้เช้าเลยอยากพบเธออีกสักครั้งก่อนจะไม่มีโอกาส"  คำพูดที่ทำให้รอยยิ้มของเฟรินหุบฉับ 

เรเน่รู้เรื่องเขาจะออกเดินทางไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะเธอเป็นนักทำนายแถมยังมีเวทที่สามารถย้ายจิตได้อีก ( เวทย้ายจิตเป็นการย้ายจิตออกจากร่างไปยังสถานที่ต่างๆเป็นวิธีการสื่อสารที่รวดเร็วและสะดวกตรงที่ถ้าเจ้าของเวทมีพลังกล้าแข็งร่างจิตนั้นก็จะปรากฏเป็นรูปร่าง  สามารถสัมผัสได้  มีความรู้สึกได้เช่นมนุษย์ ) แต่เพราะร่างกายอ่อนแอเลยทำให้เธอต้องขลุกอยู่กับบ้านไม่ค่อยได้ออกมาภายนอก  ซ้ำยิ่งถ้าเธอใช้เวทอาการก็จะยิ่งทรุดแต่ดูเหมือนเธอจะไม่ใส่ใจซึ่งเฟรินก็ไม่ได้คิดอะไรมากในเมื่อเจ้าตัวยืนกรานที่จะทำเด็กหนุ่มก็สุดจะห้ามได้แต่เก็บความเป็นห่วงไว้ในใจเท่านั้น 

แต่กับประโยคสุดท้ายของเธอนี่สิ..

พูดอย่างกับว่า..

"เรเน่พูดอะไรกันฮะ"  เฟรินถามพยายามรักษารอยยิ้มบนใบหน้าแม้ว่ามันจะดูจืดจางเต็มที  "ผมก็เดินทางไปเรื่อยแบบนี้ประจำอยู่แล้วนี่นา  แต่ผมเป็นเดอะทีฟ  ออฟบารามอสนะฮะยังไงก็ต้องกลับมาที่นี่อีกอยู่แล้วเหมือนกับทุกทีนั่นล่ะ"  ก่อนจะเอ่ยต่อไปเรื่องอื่น 

"ว่าแต่คราวนี้เรเน่อยากได้อะไรฮะผมจะเอามาฝาก"

หญิงสาวยังคงรอยยิ้มราวดอกไม้แรกแย้มไว้  มือบางเอื้อมขึ้นสัมผัสเส้นผมสีน้ำตาลไหม้อย่างเบามือก่อนจะใช้มืออีกข้างดึงกระชับร่างเด็กหนุ่มมากอดไว้แน่น

"ถ้าเป็นไปได้"  เรเน่พูดขึ้น  "ฉันอยากจะเห็นดอกเกล็ดหิมะซักครั้ง  ได้ยินว่ามันสวยนัก  และจะงดงามที่สุดเมื่ออากาศหนาวเย็น"

"ดอกเกล็ดหิมะหรือฮะ"  เฟรินเอ่ยถามหลังจากผละออกจากอ้อมกอดอุ่น  หญิงสาวพยักหน้ารับ  "อืม.. แต่อากาศหนาวไม่ดีต่อสุขภาพจะพาเรเน่ไปเลยคงไม่ดี  เอางี้ไว้ผมกลับมาจะเด็ดมาฝากนะ"

"ถ้าเป็นไปได้  ฉัน.. อยากจะอยู่ให้ถึงวันนั้นจริงๆ"  หญิงสาวพูดทั้งที่ยังยิ้มราวกับความตายเป็นเรื่องธรรมดากลับเป็นเฟรินที่หัวใจเต้นแรงอย่างหวาดกลัวกับความคิดที่อาจจะเกิดขึ้น

"พูดอะไรแบบนั้นฮะต้องอยู่ถึงอยู่แล้วสิ"  สายลมหนาวพัดมาส่งให้ร่างบางสั่นสะท้าน  เฟรินรีบถอดเสื้อคลุมของตัวสวมทับให้หญิงสาวอย่างรวดเร็ว 

"ลมชักแรงแล้วเรเน่กลับไปก่อนดีกว่าฮะเดี๋ยวผมไปส่ง"  เฟรินบอกด้วยความเป็นห่วงแต่เรเน่กลับส่ายหน้า

"ไม่เป็นไรฉันกลับเองได้จ้ะ"  เธอเงียบไปพักก่อนเอ่ยต่อ  "ฉันขอให้เธอโชคดีนะเฟริน  จำไว้.. ไม่ว่าเมื่อไหร่  ฉันจะอยู่ข้างๆเธอเสมอ"  รอยยิ้มแย้มหวานมากขึ้นพร้อมกับเงาร่างที่ค่อยเรือนหาย  เฟรินไม่ได้ตกใจเขารู้..เธอใช้เวทย้ายจิตอีกแล้ว 

"ลาก่อนจ้ะ  เฟริน"

…………

….ริน

"เฟริน"  เสียงทุ้มพร้อมกับแรงเขย่าที่ไหล่เบาๆเรียกให้ร่างบางตื่นจากภวังค์  เฟรินเงยหน้าขึ้นสบตากับเจ้าของเนตรสีฟ้าที่ทอดกระแสเป็นห่วงออกมาชัด

"ไม่เป็นไรนะ"  คาโลถามต่ออย่างนึกเป็นห่วงแม่ตัวยุ่งนักเช่นเดียวกับเจ้าของนัยน์ตาสีม่วงกับเนตรสีมรกตและคนอื่นๆในห้องโดยเฉพาะแม่สาวหนึ่งในสามนางฟ้า 

แองเจลีน่า  โรมานอฟ

"นายเป็นอะไรรึเปล่า"  แองจี้ถามบ้าง  หล่อนเป็นหนึ่งในสองคนแรกที่ปราดเข้ามาดูเมื่อเห็นเพื่อนสาวมีท่าทางผิดปกติ ( อีกคนไม่ต้องบอกก็คงรู้นะคะ ^o^  คาโลนั่นล่ะค่ะ )

เฟรินดูจะมีท่าทางมึนงงเล็กน้อยกับการล้อมหน้าล้อมหลังของเพื่อนร่วมป้อม  ใบหน้าหวานที่เริ่มซีดฝืนยิ้มก่อนจะเอ่ยเสียงใส

"ฉันไม่เป็นไร  แค่.."  เฟรินยิ้มเจื่อน  "หลับในน่ะ  ฮะฮะ"  หัวเราะกลบเกลื่อนสถานการณ์แต่ไม่ได้ผลก็ในเมื่อสีหน้าเธอมันฟ้องชัดอยู่แล้วว่าไม่ปกติแน่

"ยังจะมาทำเป็นพูดดี  หน้าซีดออกขนาดนี้ยังจะว่าไม่เป็นไร"  แองจี้แหวใส่แต่ทุกคนก็ยังสัมผัสได้ถึงความห่วงใยที่แฝงในน้ำเสียงทว่าเจ้าตัวดีกลับแย้มยิ้มกวนประสาท

"แหมๆ  ได้สาวงามมาเป็นห่วงเนี่ยไม่หายยังไงก็ต้องหายแล้วล่ะนะ  ว่ามะครี้ด"  คนถูกดึงเข้ามามีเอี่ยวพยักหน้าหงึกหงักเห็นดีเห็นงามให้คนอื่นๆหัวเราะร่วน  ตรงข้ามกับท่านเจ้าชายที่ส่งสายตาดุๆมาปรามแต่ไม่ได้ผลกับเจ้าตัวดีที่ยิ่งนานวันความเกรงเขาจะน้อยลงทุกทีๆ  กับอีกหนึ่งสาวเจ้าหัวข้อสนทนาที่บัดนี้ใบหน้าน่ารักแดงก่ำอย่างไม่รู้ว่าอายหรือโกรธ  รู้แต่ว่าถ้าไม่ใช่เพราะใบหน้าซีดๆของเจ้าตัวแสบนั่น  เจ้าของคำพูดเป็นต้องเจอฤทธิ์คทาอาญาสิทธิ์เป็นแน่

"ว่าแต่เมื่อกี้ประชุมอะไรกันหรอ"  เจ้าตัวดียังไม่วายก่อกวน  ( ว่าก่อกวนได้ไงก็คนมันหลับไม่รู้เรื่องนิก็ต้องถามสิจริงมะ : เฟริน ( ตอนหลังหันไปถามความเห็นจากสามเพื่อนซี้ซึ่งก็ได้รับการพยักหน้าสนับสนุนทันทีจากคาโล  รอยยิ้มน้อยๆจากโรตามด้วยการพยักหน้าเห็นชอบ  และเสียงหัวเราะขบขันจากคิล  /  จ้าๆ  อัลผิดเอง : อัล ~_~ )

"จัดงานปีใหม่น่ะ"  เสียงเฉลยจากโร 

"ปีใหม่?"

"ใช่  จัดกันทุกปี  แล้วปีนี้ก็จะจัดในอีกสองวันข้างหน้า  โรเวนให้พวกเราปีสามดูแลสถานที่กับตกแต่งป้อมน่ะ"  โรสรุปสิ่งที่ฟังมาจากคาโลให้เฟรินฟัง 

"แล้วเราก็จะเริ่มทำกันตั้งแต่พรุ่งนี้"


//////////////////////////////////////////////////////////////


คืนวันที่  30  ธันวาคม

หลังจากเตรียมการจัดหาอุปกรณ์กันตลอดเช้าในที่สุดข้าวของต่างๆก็พร้อมสำหรับการจัดงาน  เหล่าทะโมนปีสามช่วยกันทำงานอย่างแข็งขันโดยมีรุ่นพี่หนึ่งในสี่ผู้คุ้มกฎนักบวชประจำป้อมอัศวิน  ลอเรนซ์  ดอร์น  เป็นคนคุมเผื่อฉุกเฉินสำหรับเวลาที่เหล่ารุ่นน้องจะขอออกไปซื้ออุปกรณ์ข้างนอก

เหตุผลสวยหรูแต่ความจริงแล้วโรเวนแค่คิดจะจับแยกลอเรนซ์กับลูคัสออกจากกันเท่านั้น  เพราะลอเรนซ์ก็มัวแต่ปามีดเล่นส่วนลูคัสก็ช่างกระเซ้าเย้าแหย่คู่หูนักบวชได้ตลอดเวลาทำให้งานไม่เดินซักทีจึงต้องอัปเปหิใครคนใดคนหนึ่งออกมาซึ่งทุกคนก็ลงความเห็นให้เป็นลอเรนซ์เพราะเรื่องจัดงานลูคัสพึ่งได้มากกว่าเยอะ  ส่งผลให้บัดนี้นักบวชหน้าบูดต้องมานั่งหน้าหงิกอยู่กับเหล่ารุ่นน้องให้ต่างคนต่างเสียวกันเล่นๆว่าพี่แก่จะนึกฉุนขาดปามีดขึ้นมาเมื่อไหร่  จึงทำให้ต่างคนต่างยิ่งขยันทำงานกันมากขึ้นเป็นเท่าตัวเพื่อเอาใจรุ่นพี่ที่รักหรือไม่แน่นี่อาจจะเป็นจุดประสงค์ตั้งแต่แรกของโรเวนก็เป็นได้  ( เอาไม้ตีหมามาวางกันรุ่นน้องอู้ โฮะโฮะ : อัล )

คงจะมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ได้รับการยกเว้นให้นอนพักอยู่ในห้อง  แต่ห้องหัวหน้าชั้นปีที่ควรจะมีร่างสาวน้อยหนึ่งเดียวที่ค้านหัวชนฝาไม่ว่ายังไงก็ไม่ยอมย้ายออกไปอยู่อีกห้องหนึ่งที่จัดไว้ให้เป็นพิเศษสำหรับหัวหน้าชั้นปีอย่างเธอเพราะเหตุผลที่ว่า เหงา!! ( ก็นอนกับเจ้าพวกนี้มาตั้งสองปีนี่นะ  ยังไม่ทันเตรียมใจเลย : เฟรินพูดพร้อมทำหน้าสงสารแต่ชวนถีบ ) พอเสนอให้ไปนอนห้องเดียวกับสามสาวก็บอกปัดอีก  ด้วยว่า  'มันเบียด'  และก็  'อยู่กับเจ้าพวกนี้มาตั้งนาน ( หมายถึงคิลกับคาโล )  ก็ไม่เห็นจะมีอะไร  หรือพวกนาย ( เธอ ) กลัวพวกมันจะหน้ามืดทำอะไรฉัน'  คำพูดน่าปวดหัวของแม่ตัวดีที่พวกเขาต้องยอมโอนอ่อนปล่อยมันไปอีกปีโดยมีเงื่อนไขว่าปีหน้าต้องย้าย  และเก็บเอาเรื่องที่เฟรินไม่ยอมย้ายห้องไว้เป็นความลับรู้กันเฉพาะวงใน

ร่างของเฟรินที่ควรจะอยู่บนเตียงอย่างที่เมื่อดูตามนิสัยของเจ้าตัวที่ถ้ามีโอกาสอู้ล่ะก็คงไม่พลาดแต่บัดนี้กับไร้วี่แวว..

………………..

………

"วันนี้พอแค่นี้ล่ะ"  ลอเรนซ์พูดขึ้นหลังจากดูเวลาเป็นรอบที่เจ็ดสิบสี่และเห็นว่างานเหลืออีกไม่มากถ้าทำต่อตอนเช้าตอนก่อนเที่ยงวันคงจะเสร็จได้สบาย  ว่าพลางก็พาร่างตัวเองเดินกลับห้องไปทันทีทิ้งรุ่นน้องที่นั่งหมดแรงให้เดินขึ้นหอไปเองตามเวรตามเกิด  ( งานจัดที่ลานกว้างหน้าป้อมเลยไปถึงลานตะวันค่ะ ) 

"โหยเหนื่อยฉะมัด"  เอ็ดเวิร์ดบ่นขึ้นเป็นคนแรพลางทิ้งตัวลงนั่งอย่างหมดแรงเช่นเดียวกับคนอื่นๆ

"นั่นสิคะ"  เรนอนว่าบ้าง

"พี่เขาไม่คิดจะช่วยแถมยังมานั่งจ้องให้เราเครียดกันอีก"  คราวนี้เป็นทิวดอร์แต่ยังคงมีอีกคนที่ดูจะไม่มีทีท่าเหน็ดเหนื่อยให้เห็นแม้แต่น้อยกลับออกเดินมุ่งหน้าไปที่ประตูทางเข้าลานตะวันฝั่งที่ติดกับตัวป้อมทันทีที่รุ่นพี่สั่งเลิก

"อ้าว.. นั่นนายจะรีบไปไหนน่ะ"  ครี้ดทักเมื่อคาโลเดินผ่านหน้าของตนแต่คำตอบไม่ได้มาจากเจ้าชายมาดมากกลับเป็นขอทานที่นั่งอยู่ใกล้ๆ

"คงจะรีบไปหาเจ้าหญิงน่ะสิ"  คำตอบที่ไม่เบานักจากนายขอทานเรียกให้ฝีเท้าที่รีบเร่งพลันชะงัก  เนตรสีฟ้าปลายมามองด้วยสายตาเย็นชาแต่คนอยากลองดีกลับยิ้มรับหน้าชื่นตาบาน  คาโลที่ไม่อยากต่อความถึงได้หันหลังกลับแล้วเดินต่อจึงไม่ทันได้เห็นแวววูบไหวแปลกๆในนัยน์ตามรกต ( ทำไมถึงต้องแต่งให้ฉันแห้วทุกทีเลยล่ะคนเจอเฟรินก่อนคือฉันนะ :  โร / เอาไว้เรื่องหน้าแล้วกันจะจัดให้ได้สวีทหวานหยดกับเฟ.. เอ๊.. : อัล เงียบไปเพราะรู้สึกถึงรังสีอำมหิตจากข้างหลัง ) 

คาโลรีบเดินกลับขึ้นห้องใจก็นึกเป็นห่วงเพื่อนสาว ( แฟน : คาโล ) วันนี้ยุ่งๆทั้งวันจนเขาไม่มีเวลาขึ้นมาดูเลยนอกจากอาหารสามมื้อที่ขึ้นมาเสิร์ฟให้ถึงที่

ทันทีที่ร่างสูงก้าวเข้ามาถึงประตูห้องมือแกร่งก็เอื้อมขึ้นบิดกลอนประตูพร้อมกับเปิดออก  อย่างรวดเร็วแต่ตรงหน้ากลับเป็นห้องที่ว่างเปล่า  คาโลตัดสินใจหันหลังกลับเพื่อออกตามหาสาวน้อยโดยไม่ต้องเสียเวลาหยุดคิด


//////////////////////////////////////////////////


ดารากระจ่างบนฟากฟ้าทอแสงนวลล้อมกรอบราชินีแห่งนภายามราตรี  ความงามจับตาแต่หาได้ทำให้ใจที่บัดนี้เต็มไปด้วยความว้าวุ่นสงบลงไม่ 

เฟรินยืนนิ่งอยู่ริมช่องหน้าต่างบนยอดหอคอยป้อมตามลำพัง  ความเงียบสงัดรอบด้านกลับพาให้สมองเติมเต็มไปด้วยภาพเรื่องราวครั้งยังเยาว์ที่เจ้าตัวคิดว่าลืมไปได้แล้วโลดแล่นอย่างแจ่มชัดซ้ำไปซ้ำมาราวกับเป็นเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

วันพรุ่งนี้แล้วสินะ..

.................................................

.....................

เจ็ดปีก่อน  ณ  ชายแดนบารามอส

"พ่อๆ"  เสียงหนุ่มน้อยเฟรินตะโกนเรียกผู้มากวัยกว่าให้หันมามองอย่างหงุดหงิดแต่ไม่ยอมหยุดเดิน

"อะไรล่ะ"

"ไปคราวนี้อีกนานมั้ยกว่าจะกลับมาอีก"  เฟรินถามพลางวิ่งขึ้นมาดักหน้าชายสูงวัยที่ตนเรียกว่าพ่อ

มาดัสมองอย่างงงๆกับเจ้าตัวแสบที่วันนี้มาแปลกเพราะปกติเฟรินจะกระตือรือร้นเป็นพิเศษในเวลาที่จะได้ออกท่องเที่ยวแต่นี่เดินทางไม่ถึงครึ่งวันมันกลับถามคำถามประมาณนี้เป็นครั้งที่ห้าแล้ว  นี่ยังไม่รวมอีกคำถาม..

"พ่อๆแล้วขากลับเราแวะสโนวแลนด์ด้วยได้รึเปล่า"

แหนะ.. ไม่ทันขาดคำ

"แกจะถามไปทำไมนักหนาห๊ะ  ปกติเวลาไม่ไปก็ชอบตื้อจะให้ไป  นี่อะไรพูดแต่เรื่องกลับๆอยู่นั่น"  มาดัสเอ็ดเข้าให้ก่อนเสริมต่อ  "แล้วก็  ทำไมแกไม่คิดบ้างห๊ะว่าถ้าไปไอ้สโนวแลนด์อะไรนั่นแล้วแกจะอยู่ได้ยังไงวะ  คงไม่บอกให้ข้าไปขโมยของจากราชินีของสโนวแลนด์หรอกนะ"  ย้อนถามอย่างหงุดหงิด

"ก็ไม่เลวนะพ่อ"  ยังไม่ทันสิ้นเสียงกำปั้นใหญ่ของผู้เป็นพ่อก็หวดเข้าให้ที่หัว

โป๊ก!!

"โอ้ย!  พ่อทำอะไรของพ่อน่ะฉันเจ็บนะ"  เฟรินร้องถามน้ำตาเล็ด  มือสองข้างยังกุมที่ศีรษะ

"ก็เขกให้เจ็บน่ะสิ  พูดออกมาได้ขโมยของจากราชินีสโนว์แลนด์  ท่าจะบ้า  ไม่รู้ไปได้เชื้อโง่มาจากใครสิ"  มาดัสบ่นขรมแต่เจ้าตัวดีกลับยิ้มร่าก่อนคนปากดีๆจะเอ่ยตามน้ำ

"ก็เชื้อพ่อน่ะสิฉันมันลูกพ่อนิ"  เฟรินพูดพร้อมรอยยิ้มกริ่มก่อนจะออกวิ่งตามผู้เป็นพ่อที่เดินหนีไปแล้วด้วยความหัวเสียสุดๆ

……………….

พอคิดถึงตรงนี้ใบหน้างามก็ประดับรอยยิ้มก่อนจะหมองลงทันใดเมื่ออีกความคิดหนึ่งเข้าแทรกแซงในสมองอย่างรวดเร็ว 

ตอนนั้นเป็นตอนสายของอีกวันถัดมา  วันที่ตรงกับวันนี้พอดีแค่คนละปีเท่านั้น.. 

วันที่  30  ธันวา..

………………

พระอาทิตย์ย้ายจากตะวันออกมาตะวันตกและใกล้จะลับขอบฟ้าเต็มที  เฟรินกำลังเดินเตร่อยู่ในซอยๆหนึ่งในเมืองโคมิเน่เมืองเล็กๆติดกับทางเหนือของบารามอส  ใบหน้าอ่อนเยาว์ของเด็กหนุ่มฉายแววแห่งความสนุก  มือเล็กๆโยนกระเป๋าสตางค์ใบใหญ่สองใบขึ้นลงไปมา 

กระเป๋าที่แสดงถึงผลงานแห่งความสำเร็จเมื่อตอนกลางวันจากชายร่างใหญ่สองคนที่เข้ามาหาเรื่องเขา  เด็กหนุ่มเลยจัดการสั่งสอนด้วยวิชาชีพเก่าก่อนจะชิ่งหนีด้วยความเร็วเฉพาะตัว  เฟรินเดินตรงเข้าตรอกนั้นมาเรื่อยๆเพื่อไปยังบ้านร้างท้ายตรอกสถานที่นัดพบกับมาดัสที่ป่านนี้คงไปเข้าบ่อนเล่นพนันที่ไหนสักแห่งแต่ยังไม่ทันที่เท้าจะก้าวไปถึงหน้าบ้านหลังนั้นดี

เฟริน..

เอ๊..ใครเรียกหว่า  เฟรินหันซ้ายหันขวามองไปรอบๆ  นอกจากหน้าต่างของแต่ละบ้านที่ปิดสนิทแล้วก็ไม่เห็นมีใคร

สงสัยคิดไปเอง..

เฟริน..

เฟรินสะดุ้งเฮือกเมื่อเสียงที่เจ้าตัวคิดว่าคิดไปเองกลับแจ่มชัดและดังราวกับอยู่ใกล้ๆ  ใบหน้าของเด็กหนุ่มซีดเผือดกับความกลัวจับใจที่แล่นวาบขึ้นสมอง

มีแต่เสียงไม่เห็นตัว  คงไม่ใช่..หรอกนะ 

เฟรินกลืนน้ำลายเอื้อก  ใจเริ่มสวดภวนาถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์พลางแผ่ส่วนกุศลที่มีอยู่น้อยนิดหวังไม่ให้เป็นอย่างที่คิด

เฟริน..

"พ่อแก้วแม่แก้วช่วยลูกด้วย"  เฟรินสะดุ้งสุดตัวมือยกขึ้นพนมอย่างเร็วปากก็พึมพำไม่ได้ศัพท์  เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มตัว

เฟริน..ได้ยินฉันมั้ย

เอ๊.. รู้สึกเสียงคุ้นๆแฮะ

ทันทีที่ความคิดนั้นวิ่งเข้าสู่สมอง  รอยความทรงจำบางอย่างก็พลันแจ่มชัด  เด็กหนุ่มถึงได้อ้าปากตะโกนออกไปด้วยเสียงอันดังเพราะความดีใจโดยไม่ได้สังวรถึงชาวบ้านชาวช่องที่จะเปิดประตูออกมาด่าข้อหารบกวนความสงบยามวิกาลเลยแม้แต่น้อย

"เรเน่หรอ!!"  แต่คงเป็นโชคดีของเจ้าตัวแสบที่ดูเหมือนผู้คนจะจมตัวกันอยู่ในฝันหวานของวันก่อนวันสิ้นปีกันหมด

เฟริน..  ดีใจจริง  เธอ.. ได้ยินเสียงของฉันแล้วสินะ..  เสียงที่ตอบกลับมานั้นดูแผ่วเบาและเหนื่อยหอบจนน่าใจหายทำให้เฟรินผู้เป็นคนฟังใจแป้ว

"เธอเป็นอะไรไปน่ะเรเน่ทำไมไม่ปรากฏตัวออกมาล่ะ  ตอนนี้เธออยู่ไหน"  เฟรินร้องถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน

ไม่มีเวลาแล้ว..  เฟริน  ฉันอยากพบเธออีกสักครั้ง..

อยากพบ..ก่อนเปลวไฟของฉันจะมอดลง..

"เธอพูดอะไรเรเน่  ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน"  เฟรินตะโกนถามต่อ  สายตาก็กวาดมองไปรอบๆ อย่างหวังว่าสิ่งที่ได้ยินจะเป็นแค่เรื่องโกหก  หวังจะได้เห็นหญิงสาวเจ้าของคำพูดเผยตัวออกมาแล้วบอกว่าเรื่องทั้งหมดเป็นแค่เรื่องล้อเล่น

มาหาฉัน  มาในที่ๆเราพบกันครั้งแรก.. 

มาให้ได้นะ  เฟริน..

ความรู้สึกเหมือนมีสายลมพัดผ่านร่างวูบหนึ่ง  ความรู้สึกที่เด็กหนุ่มรู้ดีว่าเจ้าของเสียงฝ่ายตรงข้ามได้ตัดการติดต่อไปแล้ว

"เรเน่  เดี๋ยว!!  โธ่เว้ย"

เสียงสบถดังขึ้นอย่างขัดใจก่อนที่ร่างของเด็กหนุ่มจะวิ่งหายไปดั่งสายลมด้วยความร้อนใจยิ่ง

รอฉัน  รอฉันก่อน  เรเน่!!

……………………

ทางด้านคาโลที่ออกตามหาเฟรินจนทั่วแต่กลับไม่พบจึงตัดสินใจเดินไปในที่สุดท้าย 

ยอดหอคอย..

………………….

รุ่นพี่ดันลืมมีดไว้ซะได้  แบบนี้คงมีแต่ต้องเอาขึ้นไปให้เท่านั้นสินะ..  เรนอนคิดขณะเดินขึ้นไปตามบันไดทางเดินสู่ชั้นแปดแต่ตอนนั้นเองที่ดวงตาคู่งามได้สังเกตเห็นร่างสูงของบุรุษผู้คุ้นเคยเดินผ่านหัวโค้งไปอย่างรีบเร่งและดูท่าเนตรสีฟ้านั่นจะไม่ได้ทันเห็นหล่อนเลยด้วยซ้ำ

คาโล.. 

และโดยไม่ต้องคิดสองเท้าก็พาร่างเจ้าของเดินตามชายหนุ่มตรงหน้าไปทันที 

………………….

เฮ้อ..ไอ้สองคนนั่นชอบหายกันไปอยู่เรื่อย   คิลคิดไปพลางก็สาวเท้าเดินขึ้นหน้าไปพลาง 

เมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนทันทีที่หนุ่มน้อยนักฆ่ากลับมาถึงห้องก็พบแต่ความว่างเปล่าไม่เห็นแม้แต่เงาของหนึ่งสาวคนป่วยและร่างของเจ้าชายที่เดินกลับมาก่อนเขาเป็นนานสองนาน  คงไม่ต้องให้เดาเลยว่าคาโลหายไปไหนนอกจากจะออกไปตามหาเฟริน 

ความจริงเขาก็ว่าจะไม่ไปยุ่งแล้วล่ะนะเพราะทุกทีที่สองคนนั่นหากันเจอก็จะจบท้ายด้วยการสวีทกันทุกครั้ง  ซึ่งเขาก็ไม่อยากจะเสนอหน้าเข้าไปขัดนักถ้าไม่ติดว่าคราวนี้มันต่างกันเพราะยัยตัวแสบดันป่วยซะนี่  ถ้าไม่รีบช่วยกันตามหาก็ไม่รู้ว่ามันจะไปเป็นลมเป็นแล้งไปที่ไหนน่ะสิ 

ไอ้เรามันก็เป็นเพื่อนที่ดีซะด้วย..

ว่าแต่จะไปตามที่ไหนดีล่ะ..

และเหมือนกับสวรรค์จะช่วยตอบคำถามในใจให้  เมื่อดวงตาของนักฆ่าไปสบเข้ากับร่างสูงของเพื่อนมาดมากเข้าพอดีแต่ยังไม่ทันจะทักร่างบางที่ตามมาข้างหลังก็ส่งให้คำพูดกลืนหายลงคอไปได้ชะงัด

เรนอน..

………………….

ทำไมคนอื่นได้พักแต่เราต้องไปเป็นเวรกันนะ..  คำบ่นในใจอย่างหาได้ยากจากโร  เซวาเรส  ก่อนเจ้าตัวจะออกเดินอย่างไม่เร่งรีบพลางคิดอยากโดดเวรอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนแต่ด้วยหน้าที่สองเท้าจึงได้ก้าวเดินต่อไป

ยังยอดหอคอย..

…………………. 

คืนวันที่  31  ธันวา.. 

เฟรินที่วิ่งกระหืดกระหอบมาตลอดคืน  ในที่สุดเด็กหนุ่มก็มาถึงกระท่อมเล็กๆหลังหนึ่งในป่าติดชายแดนบารามอส  สถานที่ที่เขาได้เจอกับหญิงสาวผู้นี้เป็นครั้งแรก 

ในตอนนั้นเขาอายุได้หกขวบเด็กหนุ่มกำลังออกเก็บแอปเปิ้ลป่าของโปรดกะไว้เป็นเสบียงระหว่างเดินทางพลันสายตาก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนจะถูกห่อด้วยผ้าผืนใหญ่สีแดง  เด็กหนุ่มจึงได้เดินเข้าไปดูด้วยนิสัยเสียเฉพาะตัวแต่สิ่งที่คิดว่าเป็นห่อผ้ากลับกลายเป็นหญิงสาวร่างบางในอาภรณ์สีขาวที่ถูกย้อมเป็นสีแดงสดด้วยเลือดจากกายของเจ้าหล่อนเอง

เฟรินที่ทนดูไม่ไหวจึงได้พาหล่อนที่นอนสลบอยู่หน้ากระท่อมนั้นเข้าไปรักษา 

ทันทีที่เด็กหนุ่มจัดการกับบาดแผลฉกรรจ์หลายแห่งกับคราบเลือดบนตัวหล่อนเสร็จ  ใบหน้าของหญิงสาวที่ปรากฏแก่สายตาก็เล่นเอาหัวใจของเด็กหนุ่มเต้นแรงไม่เป็นส่ำ 

ไม่ใช่เพราะใบหน้านั้นสวยราวนางฟ้าหรือขี้เหล่มากจนถึงขนาดทำให้หนุ่มน้อยต้องตกใจ  แต่กลับเป็นเพราะใบหน้าของเธอที่ดูละม้ายคล้ายกับตัวของเขาเองอย่างประหลาดและทั้งๆที่เด็กหนุ่มแน่ใจว่าเขาและเธอเพิ่งจะพบกันครั้งนี้เป็นคราแรกแต่หัวใจกลับร้องเรียกและโหยหาใบหน้าหวานตรงหน้าราวกับรู้จักกันมาเป็นแรมปี  ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่างราวกับได้พบญาติสนิทที่จากลากันมานานและตั้งแต่ตอนนั้นเองที่ราวกับเป็นการพบกันแห่งโชคชะตา  เด็กหนุ่มและหญิงสาวจึงได้รู้จักและเพาะปลูกสายสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นขึ้น 

สายสัมพันธ์ที่ยิ่งกว่าสายเลือด..

"เรเน่!!"  เสียงร้องตะโกนของเฟรินดังขึ้นด้านหน้ากระท่อมก่อนที่ประตูจะถูกเปิดพรวดเข้ามาอย่างแรงพร้อมๆกับร่างของเขาแต่ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าก็แทบทำเอาขาทั้งสองข้างที่ล้าอยู่แล้วจากการวิ่งเกือบจะทรุดลงกับพื้น  หัวใจที่เต้นถี่รัวกระตุกวูบและนัยน์ตาสีน้ำตาลใสเบิกกว้างอย่างตกใจสุดขีด

"เรเน่"  เฟรินร้องเสียงหลงขณะถลาเข้าไปประคองร่างของหญิงสาวที่นอนจมกองเลือดอยู่ที่พื้นขึ้นมาในอ้อมแขน 

"เรเน่  มันเกิดอะไรขึ้น"  เสียงที่เอ่ยสั่นพร่าอย่างระงับอารมณ์  มือก็เพียรพยายามห้ามเลือดที่ไหลทะลักออกจากแผลขนาดใหญ่ที่ท้องที่ดูท่าจะไม่ยอมหยุดง่ายๆ

"เฟริน.."  เรเน่ปรือเปิดตาขึ้นช้าๆพยายามซึมซับภาพของเด็กตรงหน้าให้นานที่สุด  "เธอ.. จริงๆสินะ.."

"ใช่  ฉันเองเรเน่  ฉันเอง"  เสียงสั่นพร่าอย่างระงับไม่อยู่  "นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน  ใครทำอะไรเธอ"  น้ำใสๆเริ่มเอ่อทนที่ดวงเนตร  มือก็สาละวนอยู่กับการห้ามเลือดที่ดูเหมือนจะไร้ประโยชน์เต็มทีด้วยบาดแผลที่หญิงสาวได้รับนั้นมันสาหัสขนาดที่ว่าถ้าเธอจะจากไปในวินาทีใดวินาทีหนึ่งนับจากนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก 

บาดแผลฉกรรจ์ที่ท้องมันไม่ใช่บาดแผลธรรมดาหากแต่ว่าตรงส่วนที่ควรจะเป็นท้องนั้นกลับกลวงโบ๋ไปกว่าครึ่งราวกับถูกตัดคว้านออกไปมากกว่าที่จะเรียกว่าถูกแทง

"ไม่มีประโยชน์"  เสียงหวานแผ่วเบาดังขึ้นอีกครั้ง  มือเรียวซีดขาวเลื่อนขึ้นจับเข้าที่มือของเฟรินที่เพียรพยายามจะห้ามเลือดให้ได้อย่างเอาเป็นเอาตายจนมือนั้นเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดสีเข้ม

"ฉันรู้ตัวเองดี.. มันไม่ทันแล้วล่ะ"  เรเน่พูดเสียงนุ่มอย่างปลอบประโลมแม้จะโรยแรงเต็มที

"อย่าพูดนะ  เธอไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น"  เฟรินร้องขึ้นเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าทำท่าจะตัดใจง่ายๆ  "ฉันจะรักษาเธอเอง  เธอจะต้องหาย  ได้ยินมั้ย  ฉันจะไม่ให้เธอเป็นอะไร..  เธอบอกฉันนี่นาว่าอยากเห็นดอกเกล็ดหิมะน่ะ  เธอยังไม่ได้เห็นเลยนะจะชิงหนีกันไปก่อนแบบนี้ได้ยังไง.."  น้ำใสไหลอาบดวงหน้าอย่างห้ามไม่อยู่แม้พ่อจะบอกเสมอว่าลูกผู้ชายห้ามร้องไห้  แต่ตอนนี้..

"อย่าร้องไห้.."  เรเน่ส่งยิ้มอ่อนโยนให้  มือบางเอื้อมขึ้นสัมผัสยังดวงหน้าของเฟรินพลางไล่นิ้วเรียวเช็ดธารน้ำตาที่ไหลรินออกจากเนตรสีน้ำตาลคู่งาม  "เธอเคยถามฉันสินะเมื่อคราวแรกที่เราเจอกันว่าทำไมฉันถึงได้บาดเจ็บ"  เฟรินพยักหน้ารับก่อนจะใช้มือที่ชุ่มไปด้วยเลือดประคองมือบางไว้แนบกับใบหน้าปล่อยให้น้ำตาไหลรินอย่างไม่คิดจะห้ามอีกต่อไป 

"ตอนนั้นกับตอนนี้มันก็เพราะเหตุเดียวกัน  เพียงแค่ตอนนั้นฉันโชคดีกว่านี้เท่านั้น"  เรเน่พูดพร้อมกับหยิบแก้วกลมๆสีดำร้อยเชือกที่มัดอยู่ที่เรือนผมของเธอออกมาแล้วยื่นมันให้กับเฟริน

"สิ่งนี้ฉันอยากให้เธอเก็บมันเอาไว้"  เธอพูดขณะที่ลมหายใจดูจะแผ่วเบาลงเรื่อยๆ  "เธอคงรู้สินะว่าฉันสามารถมองเห็นอนาคตได้  อนาคตของทุกคนที่ฉันเคยเห็น  เคยได้พูดคุย  เคยได้สัมผัส  รวมไปถึงตัวของฉันเอง" 

และที่สำคัญ  อนาคตของเธอ..

"ที่จริงเรื่องที่จะเกิดขึ้นในวันนี้.. ฉัน.. ก็รู้ดีอยู่แล้ว  เธอคงคิดสินะว่าทำไมเมื่อรู้แล้วฉันถึงไม่ป้องกัน  เมื่อรู้แล้วทำไมฉันถึงไม่พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงมัน"  เฟรินไม่พูดอะไรเพียงแต่คอยฟังสิ่งที่เธอ..  เรเน่จะพูดต่อไปเท่านั้น 

"บางสิ่งบางอย่างก็ใช่ว่าถ้าเรารู้ก่อนแล้วจะแก้ไขมันได้  และเรื่องนี้ก็เช่นกัน  ทางเดินของฉันมันถูกขีดเอาไว้ให้ยาวเพียงเท่านี้..  แต่สำหรับเธอ  อนาคตของเธอแม้จะมีอุปสรรค  แม้จะยากลำบาก  แม้จะต้องเจ็บปวดสักกี่ครั้งก็ขอให้เธอคิดเสมอถึงการมีชีวิต  ขอแค่มีชีวิต.."  พูดถึงตรงนี้เลือดสีสดก็ทะลักออกจากปาก

"เรเน่.."  เฟรินร้องอย่างตกใจแต่หญิงสาวยังคงยิ้มให้  "เพราะเรื่องนี้สินะ  เพราะเธอมองเห็นอนาคตได้คนพวกนั้นถึงต้องการเธอ  พอเธอไม่ยอมไปกับมันมันเลยทำร้ายเธอ  ใช่มั้ย"

"มันไม่ใช่เพราะเรื่องนั้นทั้งหมดหรอกนะ..  สิ่งที่มันต้องการคือไข่มุกดำต่างหาก"

"ไข่มุกดำ  หรือว่า.."  เนตรสีน้ำตาลจ้องไปที่ลูกแก้วสีดำในมือก่อนจะเบือนไปสบกับตาสีเดียวกันที่มองมาอย่างอ่อนโยนยิ่ง

"ฉันหลอกพวกนั้นว่าไข่มุกนั่นฉันกินมันลงไปแล้วและในความจริงก็เป็นเช่นนั้น..  เพียงแค่มันไม่ใช่ไข่มุกจริงเท่านั้นล่ะ"  หญิงสาวพูดพร้อมกับยิ้มบาง

"งั้นที่มันทำร้ายเธอ.." 

แล้วก็แผลที่ท้องนี่..  เฟรินคิดอย่างเคียดแค้นแต่ตอนนั้นเอง..

"อย่าให้ความโกรธแค้นเข้าครอบงำเธอได้เฟริน"  เรเน่เอ่ยเสียงแผ่วแต่สีหน้าจริงจัง  ดึงให้เฟรินกลับมายังความเป็นจริงตรงหน้า  "ความแค้นรังแต่จะสร้างความแค้นครั้งใหม่ขึ้นมาเท่านั้น"  เธอเผยรอยยิ้มอีกครั้งก่อนประโยคที่เอ่ยต่อมาจะสร้างความงุนงงให้เด็กหนุ่ม 

"เฟรินช่วยเปิดเสื้อออกหน่อยสิ"  เรเน่พูดพลางขยับตัวลุกอย่างยากลำบากโดยมีเฟรินช่วยประคองให้  มือก็รับไข่มุกดำคืนมาขณะรอให้เฟรินที่มีสีหน้างุนงงแหวกอกเสื้อออกและโดยไม่คาดคิดหญิงสาวก็จัดการฝังไข่มุกเม็ดนั้นลงที่กลางอกของเด็กหนุ่ม  เฟรินเบิกตาอย่างตกใจเมื่อเห็นไข่มุกจมหายไปในตัว  นัยน์ตาสีเปลือกไม้ถึงได้ตวัดมองหญิงสาวอย่างรวดเร็ว

"แม้ฉันจะเปลี่ยนแปลงความตายไม่ได้แต่อนาคตของเธอ.. ฉัน..จะปกป้องไว้ให้ได้"  หญิงสาวพูดพร้อมรอยยิ้มที่ชวนให้อบอุ่นใจก่อนจะโอบกอดเฟรินไว้ในอ้อมแขนราวกับแม่ที่โอบกอดลูกน้อยไว้ก็ไม่ปาน 

"ฉันรักเธอนะเฟริน  รักมาก.." 

สิ้นคำมือบางที่กอดเด็กหนุ่มไว้พลันตกลงสู่พื้น  เปลือกตาบางปรือปิดลงอีกครั้งอย่างไม่มีวันจะได้เปิดขึ้นมาอีก  ใบหน้าที่ไม่ว่าเวลาใดแต่สำหรับเด็กหนุ่มแล้วมันยังคงงดงามเสมอ  แม้ในตอนที่ร่างนั้นจะไร้ซึ่งวิญญาณหล่อเลี้ยงแต่กระนั้นก็ยังคงรอยยิ้มน้อยๆไว้บนใบหน้า  รอยยิ้มที่มักจะมอบให้เขาเสมอ

เฟรินไม่พูดอะไร  ไม่มีเสียงสะอื้นไห้  ไม่มีแม้แต่น้ำตาจะหลั่งริน  มีเพียงอ้อมกอดที่กระชับแน่นราวกับจะถ่ายทอดไออุ่นให้ร่างบางตรงหน้าเท่านั้นที่เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเขายังคงมีชีวิตแต่ถึงแม้จะไม่มีการร่ำไห้หรือหยาดน้ำตาแต่ความเจ็บปวดที่ถาโถมนั้นกลับสุดระงับ  มันเจ็บปวดยิ่งว่าการปล่อยให้สายน้ำหลั่งไหลออกจากดวงเนตรหรือพร่ำพรรณนาบทโศกออกมาเสียอีกเพราะต่อจากนี้คงไม่มีอีกแล้วรอยยิ้มงดงามที่เป็นแสงสว่างแห่งใจ  ไม่มีอีกแล้วคนที่จะมอบความอบอุ่น  ไม่มีอีกแล้วซึ่งเสียงหวานที่คอยเรียกชื่อคอยปลอบประโลมยามเหงา  ไม่มีอีกแล้วกับหญิงสาวที่มีชื่อว่า

เรเน่..

………………


ธารน้ำใสไหลรินออกจากดวงตาสีเปลือกไม้อย่างที่เจ้าตัวไม่คิดจะห้าม  ความคิดทั้งมวลหยุดชะงักอยู่แค่ภาพนั้น..  ภาพการตายของบุคคลอันเป็นที่รักก่อนเรื่องราวจะฉายย้อนซ้ำไปมาอีกครั้งในห้วงคิดอย่างอยากจะตอกย้ำความจริงลงในใจของหญิงสาว

เมื่อก่อนตอนที่เธอต้องรับรู้ถึงการตายของเรเน่ใจเธอราวกับแตกสลายเพราะต้องสูญเสียหญิงสาวผู้เป็นที่รักยิ่ง  บุคคลที่เป็นราวกับคนในครอบครัวและในตอนนี้ความเจ็บปวดนั้นกลับทบเท่าพันทวีเมื่อหนึ่งในห้วงความทรงจำอีกเรื่องครั้งยังเยาว์กลับปรากฏชัดในห้วงคำนึง

ภาพบุคคลสองคนที่ทับซ้อนกันราวกับเป็นคนๆเดียว

เรเน่  กับ..

เจ้าหญิงอลิเซีย

"ท่านแม่"  เสียงหวานสั่นเครือเอ่ยแผ่วเบา  น้ำตายังคงไม่หยุดไหลและไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

แม้เธอจะเข้มแข็งเพียงไร  แม้ว่าเรื่องทั้งหมดมันจะผ่านมาแล้วหลายปีแต่เมื่อผู้ที่ตนโหยหามาตลอดกลับต้องมาพรากจากเธอไปต่อหน้าต่อตาทั้งสองคน..อีกครั้ง 

ใช่..สองคน  น่าแปลกที่ภาพเหตุการณ์ในวันฉลองเดือนของเธอ  วันที่เธอพึ่งอายุได้เพียงเดือนเดียวเท่านั้น  ทั้งที่เด็กขนาดนั้นแท้ๆแต่อยู่ๆเรื่องราวที่เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองจะจำได้กลับผุดขึ้นมาในสมองซ้อนทับไปมากับเหตุการณ์เมื่อเจ็ดปีก่อน

ภาพที่เธออยากจะลบเลือนแต่มันกลับไม่จางหาย

ด้วยความโศกเศร้าที่ถาโถมทำให้เฟรินไม่ได้ทันรู้ตัวเลยแม้แต่น้อยถึงเสียงฝีเท้าของใครคนหนึ่งที่เดินเข้ามาใกล้  ร่างบางยังคงสั่นสะท้านจากแรงสะอื้น  อาการที่ทำให้ร่างสูงของชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลังเข้าใจผิดคิดว่าคงจะเป็นเพราะอากาศที่หนาวเย็นของยามค่ำคืน  เสื้อคลุมตัวยาวของเขาถึงได้ตวัดคลุมลงยังร่างของหญิงสาวอย่างรวดเร็วพร้อมกับคำถามเสียงดุที่มักจะแสดงถึงความห่วงใยเสมอส่งมาให้ 

"ทำไมไม่นอน"  เสียงเย็นที่คุ้นเคยกับสัมผัสอุ่นที่ไหล่ส่งในเฟรินสะดุ้งตกใจก่อนจะหันขวับกลับไปมอง

เนตรสีฟ้าเบิกขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวกับดวงหน้างามที่อาบด้วยน้ำตาของหญิงสาว  เช่นเดียวกับเฟรินที่ตกใจไม่แพ้กัน

"คาโล"

"นายร้องไห้"  คำทักที่ทำให้เฟรินต้องยกมือขึ้นปาดน้ำตาออกไปโดยเร็วก่อนจะแย้มยิ้มที่ดูฝืนเต็มทนให้ชายหนุ่มพร้อมกับคำแก้ตัวรัวเร็วที่ไม่ได้น่าเชื่อถือเลยซักนิด 

"ใครว่าฉันร้องไห้  ฝุ่นมันเข้าตาต่างหากล่ะ  อ้อ.. ถ้านายอยากจะดูดาวก็ดูไปนะฉันจะกลับไปนอนแล้ว"  พูดเสร็จเฟรินก็รีบเดินหนีออกไปทันทีแต่ไม่สำเร็จเมื่อมือแกร่งยึดจับไว้ที่ต้นแขน

"เกิดอะไรขึ้นเฟริน"  คาโลเอ่ยถามเสียงหนักแต่ก็ยังคงกระแสความเป็นห่วงให้ร่างบางสัมผัสได้ไม่ยาก  กระแสความห่วงใยที่ทำให้ความอบอุ่นแผ่ซ่านในหัวใจแต่ครั้นพอหวนนึกถึงคำตอบของคำถามนั้นทำนบน้ำตาที่เพียรพยายามกั้นไว้กลับพังทลายลงมาอีกครั้ง

และโดยไม่ทันคิดเมื่อหัวใจสั่งงานไปก่อนสมอง  ร่างบางจึงได้โผเข้าหาก่อนจะกอดชายหนุ่มแน่นราวกับต้องการหลักยึดพร้อมกับปลดปล่อยน้ำตาออกมาอย่างไม่คิดจะห้ามอีกต่อไป

คาโลไม่พูดอะไรอีกมือแกร่งเอื้อมขึ้นกอดกระชับร่างบางเข้าแนบแน่นพลางลูบไล้เส้นผมสีน้ำตาลไหม้อย่างเบามือราวกับจะปลอบประโลม


ทั้งๆที่รู้อยู่แล้ว..  แต่ทำไมพอได้เห็นมันถึงได้เจ็บปวดเพียงนี้..  ความคิดที่ร่ำร้องได้เพียงแค่ในใจ  นัยน์ตาสีมรกตเบือนออกจากภาพบาดตาตรงหน้าพลางแนบแผ่นหลังกับกำแพงหินอันเย็นเหยียบก่อนจะกระตุกรอยยิ้มน้อยๆที่เรียวปาก

เขารู้คำตอบมาตั้งแต่แรกแต่ก็ยังหวังโอกาสแม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตามแต่ดูเหมือนว่าเธอกลับไม่คิดที่จะเปิดมันให้ใครอื่นอีกนอกจากคนๆนั้น

และเขาก็ได้รับคำยืนยันนั้นจากปากของเธอเองเมื่อปีก่อน

'คนเป็นไม่อาจเอาชนะคนตายได้เพราะเวลาของคนเป็นมีจำกัดในขณะที่เวลาของคนตายเป็นนิรันดร์..' 

ใช่..เป็นนิรันดร์  เพราะว่าเงาร่างของคนๆนั้นได้หยั่งรากฝังลึกลงในจิตใจของเธอไปแล้วสินะ.. เฟริน           

โรผละตัวออกมาจากที่ตรงนั้นก่อนจะเดินย้อนกลับไปยังทางเดิมและในทันทีที่เท้าสัมผัสกับบันไดขั้นสุดท้ายนัยน์ตาสีมรกตก็ประสานเข้ากับตวงเนตรสีเดียวกันของหญิงสาวอีกนางหนึ่ง

"มาทิลด้า"

"โร"

………………..

คาโล..  คุณเฟริน..  เรนอนร่ำร้องขึ้นในใจขณะที่มือบางทั้งสองข้างก็เอื้อมขึ้นปิดริมฝีปากที่สั่นระริก  เนตรสีม่วงสวยคลอด้วยหยาดน้ำตาเมื่อภาพที่เห็นตรงหน้ามันตรงเข้ากรีดลึกยังกลางใจเธอเข้าอย่างจัง 

ภาพของชายหนุ่มหญิงสาวที่กอดกันอย่างแนบแน่นจนแทบจะไม่มีช่องว่างสำหรับเธอให้เข้าไปแทรกได้และโดยเฉพาะตาสีฟ้าคู่นั้น  แววตาที่แสดงออกถึงความอ่อนโยนแบบที่ไม่เคยมีใครได้รับมาก่อนจากบุรุษที่ได้ชื่อว่าเจ้าชายคาโลแห่งคาโนวาล  อีกทั้งแววความเจ็บปวดที่ราวกับอยากจะรับบาดแผลและหยาดน้ำตาของหญิงสาวตรงหน้าไว้เองคนเดียว  แววตาที่เธออยากจะให้เขาใช้มองเธอบ้างซักครั้งแต่ที่ได้กลับไม่เคยเกินไปกว่าคำว่าญาติ..

ทำไม..

ทั้งๆที่มาทิลด้าเคยเตือนไว้แล้ว  ทั้งๆที่เรื่องนี้เธอก็รู้ดีอยู่แก่ใจแต่ก็ยังหลอกตัวเองว่ายังพอมีโอกาส  ตราบเท่าที่เธอไม่ได้เห็นกับตา  ยังคงมีโอกาส..  ทว่า..

ฉันรู้แล้วค่ะ  คาโล  ฉัน.. ไม่สามารถเข้าไปยืนแทนที่คนคนนั้นได้จริงๆ 

เรนอนหันหลังกลับและออกวิ่งไปโดยไม่คิดที่จะหันหน้ากลับมาอีกโดยมีสายตาของคิล มองส่งไปจนรับตา

เรนอน..

……………….

"เธอมาทำอะไรที่นี่มาทิลด้า  น่าจะรู้นะว่าเขาห้ามออกมาเดินเตร่ตามระเบียงหลังสองทุ่ม"  โรเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงเป็นปกติที่สุดพร้อมกับรอยยิ้มตามแบบฉบับเมื่อเห็นชัดแล้วว่าคนตรงหน้าเป็นใคร

"ฉันมาตามเรนอน  เธอว่าจะเอามีดมาคืนพี่ลอเลนซ์แต่นี่ไปนานมากแล้วยังไม่กลับซะที  ฉันกับแองจี้เลยแยกกันตามหา"  มาทิลด้าตอบแต่ตายังคงจับจ้องไม่ละไปจากเนตรสีเดียวกันตรงหน้า

"งั้นหรือ  งั้นก็ไม่เป็นไรแต่เร็วหน่อยแล้วกันนะพี่ลูคัสจะมาเปลี่ยนเวรตอนตีสอง"  ว่าแล้วเจ้าตัวก็เดินต่อไปทันที  มาทิลด้ามองตามอย่างชั่งใจก่อนที่จะ..

"เดี๋ยว"  ฝีเท้าที่เดินอยู่ชะงักลง  โรหันกลับมามองตามเสียงเรียก

"มีอะไร" 

"นายเป็นอะไรรึเปล่า"  โรมองอย่างแปลกใจกับคำถาม  

"ไม่นี่"  ตอบเสร็จก็หันหลังเดินต่อแต่แล้วก็ต้องหยุดลงอีกครั้งกับประโยคต่อมาของหญิงสาว

"เกี่ยวกับเฟรินสินะ"

"เธอพูดอะไร"

"ถึงสีหน้านายจะไม่แสดงออกมาแต่นายกลบความรู้สึกที่มันออกมาจากแววตาไม่ได้หรอกนะ  อย่าหลอกตัวเองอีกเลยโร  เซวาเรส"  คำเรียกชื่อเต็มยศที่เจ้าตัวยิ้มรับก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับหญิงแกร่งประจำป้อม

"ฉันไม่เคยหลอกอะไรตัวเองเลยสักครั้ง  มาทิลด้า"

"แต่นายชอบเฟริน.. ใช่มั้ยล่ะ"  มาทิลด้าสวนกลับทันควัน  โรอึ้งไปนิดกับคำที่ได้ยินก่อนจะยิ้มอ่อนโยน

"ใช่"  คำตอบรับที่ส่งให้หัวใจของสาวเจ้าไหววูบราวกับมีอะไรบางอย่างจุกอยู่ที่ในอก  "ก็.. แล้วไงล่ะ"  แต่โรก็ยังคงเอ่ยต่อด้วยรอยยิ้มแบบเดิม

"นายก็รู้ว่าเฟรินกับคาโล.."  มาทิลด้าพูดต่อแม้จะรู้ว่าน้ำเสียงไม่มั่นคงดังเดิม

"รู้สิ.. ก็แล้วไงล่ะ"

"งั้นนายยังจะ.."  คำเถียงกลืนหายไปในลำคอเมื่อเจ้าตัวรู้สึกถึงความสั่นไหวภายในที่ไม่อาจควบคุมแม้นัยน์ตาของทั้งคู่ยังคงจ้องสบกันแต่กลับไม่มีคำพูดใดเอ่ยออกมา  จนในที่สุด..

"บางครั้ง..ความรักก็ไม่จำเป็นต้องใช้กายเข้าสัมผัสมันเสมอไป"  โรเอ่ยขึ้นพลางเบนสายตาไปยังช่องหน้าต่างทางระเบียงที่เปิดกว้าง  "ขอเพียงแค่คนที่เรารักมีความสุข  ไม่ว่าคนที่ยืนเคียงข้างเขาจะเป็นใครก็ตาม  แค่นั้นก็เพียงพอ.."  โรหันกลับมาสบตากับมาทิลด้าอีกครั้ง

"ถ้าเธอไม่มีอะไรแล้วฉันขอตัว"  โรพูดพร้อมกับหันหลังให้แต่ก็ต้องหยุดลงอีกครั้งกับเสียงที่ดังขึ้น

"ความรักที่ไม่อาจสัมผัส  มันไม่เจ็บปวดหรอ"  มาทิลด้าพูดเสียงสั่นแผ่วเบา  "ถ้าหากรักมากทำไมถึงไม่ไขว่คว้า"  และคำพูดที่เอ่ยออกราวกับจะบอกตัวเองมากกว่า 

"เธอเนี่ยถ้าจะสับสนในตัวเองนะ"  โรพูดขึ้นบ้างแม้จะยังไม่หันมามอง  "ตอนแรกพูดเหมือนอยากให้ฉันตัดใจ  พอมาตอนนี้กลับพูดหยั่งกับจะให้ฉันไปแย่งเฟรินมางั้นล่ะ"

"สำหรับยัยนั่น.. ฐานะของฉันคงไม่มากไปกว่าคำว่าเพื่อนที่เธอยอมแม้แต่จะแลกชีวิตถ้าหากฉันกำลังมีภัย..  ฉันน่ะไม่สามารถที่จะก้าวข้ามเข้าไปยืนอยู่เคียงข้างเธอในฐานะอื่นนอกจากนี้ได้อีกแล้ว..  เพราะประตูบานนั้นได้ถูกปิดตายไว้สำหรับคนๆนั้นเพียงผู้เดียว.."

นายเองก็เหมือนกันไม่ใช่รึไง..  โร
 
"แต่แค่นี้ก็พอแล้วล่ะ.."  โรพูดพร้อมกับออกเดินอีกครั้ง  "ฉันยินดีและเต็มใจที่จะอยู่ในฐานะผู้เฝ้ามองอยู่ห่างๆ  ขอแค่เธอคนนั้นจะมีความสุข.. เท่านั้นก็พอ"

……………..

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใดแล้วกว่าเฟรินจะรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป  ใบหน้านวลถึงได้แดงซ่านขณะผละตัวออกจากอ้อมกอดอุ่น  น้ำตาที่เมื่อครู่ยังคงไหลพรากอาบสองข้างแก้มเริ่มเหือดแห้งไปทันตาเมื่อความกระดากอายเข้ามาแทนที่ก่อนเจ้าตัวจะส่งยิ้มหวานแก้เก้อ

ท่าทีขัดเขินของสาวน้อยที่นานๆจะทำตัวได้สมหญิงเรียกรอยเอ็นดูให้ฉาบบนดวงหน้าสลัก  ตาสีฟ้าไหวระริกขบขันขณะเรียวปากก็ขยับถามเรื่องที่สงสัย

"ทีนี้นายจะบอกฉันได้รึยังว่านายเป็นอะไร"  คาโลพูดขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นว่าร่างบางในอ้อมแขนหยุดร้องไห้แล้ว  เฟรินชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าแล้วเริ่มเล่าเรื่องทั้งหมดให้ชายหนุ่มฟัง

…………………….

………..

"แล้วตั้งแต่นั้นมาฉันก็ไม่เคยกลับไปที่นั้นอีกเลยไม่รู้ป่านนี้จะเป็นไงบ้างนะ"  แม้คนเล่าจะทำน้ำเสียงร่าเริงแต่แวววูบไหวในดวงตากลับไม่อาจเล็ดลอดสายตาของเขาไปได้ 

"ช่างเถอะพูดไปก็ไม่มีประโยชน์ยังไงเสียจะออกไปตอนนี้ก็ไม่ได้อยู่แล้ว  ก็นี่มันยังไม่ปิดเทอมนี่นะ  ว่าแต่..ง่วงแล้วล่ะ  เราลงไปกันดีกว่า"  ว่าแล้วเจ้าตัวก็กระโดดลงมาจากขอบหน้าต่างที่ตนนั่งอยู่กลับมายืนที่พื้นพลางหันหลังเดินไปอย่างที่ว่าแต่เสียงทุ้มที่ดังตามมาก็เรียกให้เธอต้องหันกลับมาอีกครั้ง

"ถ้าหากไปได้นายจะยอมไปจริงๆน่ะหรือเฟริน  ไปที่หลุมศพของเธอคนนั้น"  เฟรินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถามก่อนจะพูดยิ้มๆเหมือนไม่ใส่ใจ

"นายพูดอะไรน่ะยังไงก็ไปไม่ได้อยู่แล้วนี่นา"

"แล้วถ้าหากฉันมีวิธีทำให้นายออกไปได้ล่ะนายจะไปรึเปล่า"  เฟรินนิ่งเงียบไม่ตอบคำ  รอยยิ้มที่มีเจื่อนลงไปถนัดและนั่นทำให้คาโลตัดสินใจเอ่ยประโยคต่อมา

"กลัวสินะ"  คาโลพูดเสียงเรียบ  ขยับตัวสาวเท้าเข้าไปหา
 
"ฉันนี่นะกลัว  กลัวอะไรล่ะไม่เห็นมีอะไรที่จะต้อง.."  คำพูดกลืนหายไปในคอเมื่อคาโลยืนประชิดอยู่ตรงหน้าพร้อมกับเอ่ยแทรก

"นายกลัวที่จะต้องยอมรับความตายของเรเน่  ใช่มั้ยล่ะ" 

"ฉัน.."  เฟรินจำต้องเงียบเสียงลงอีกครั้ง  ไม่รู้จะโต้ตอบบุคคลตรงหน้าเช่นไรเมื่อคำพูดนั่นมันกระแทกเข้ากับความรู้สึกของหล่อนเข้าอย่างจัง 

คาโลมองจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลคู่งามที่เริ่มมีหยาดน้ำคลออีกครั้งก่อนเจ้าตัวจะยกแขนปาดมันออกไปรวกๆอย่างไม่อยากให้มันไหลออกมาอีกพลางสมองก็นึกโทษร่างบ้าๆที่ไม่รู้เป็นอะไรวันนี้ถึงได้บ่อน้ำตาตื้นนักหรืออาจจะเกี่ยวกับพิษไข้ก็ได้ที่ทำให้เธอรู้สึกว่าวันนี้อารมณ์เธอออกจะอ่อนไหวเป็นพิเศษ

แต่ก่อนที่หญิงสาวจะได้คิดอะไรต่อ  ร่างสูงตรงหน้าก็สาวเท้าเข้ามาใกล้  เฟรินถึงได้เงยหน้าขึ้นมองและสบเข้ากับเนตรสีฟ้าที่ทอดมองอยู่ก่อนพอดี

ดวงตาที่ฉายประกายอ่อนโยน  ห่วงหา  และอบอุ่น..  ก่อนเสียงทุ้มต่ำจะเอ่ยออกอย่างนุ่มหูนัก

"ความทรงจำ..  ถึงแม้ว่ามันจะเจ็บปวดแต่มันก็คือสิ่งที่ทำให้คนเราเติบโตเพราะแบบนั้นมันถึงเป็นสิ่งที่มีค่าเสมอ"  มือแกร่งเอื้อมขึ้นก่อนจะกอดกระชับร่างบางตรงหน้าเข้าหาตัวอีกครั้ง  น่าแปลกที่หญิงสาวในอ้อมแขนไม่ขัดขืนเช่นทุกที  แต่นั่น..ก็ดีแล้วล่ะ

คาโลยิ้มให้กับตัวเองเล็กน้อยก่อนริมฝีปากจะขยับเอ่ยคำต่อ

"เรเน่ไม่ได้จากนายไปไหนเฟริน  เธอยังคงอยู่กับนายแม้แต่ตอนนี้..  ขอเพียงแค่นายไม่ลืมเธอ  เธอจะยังคงมีชีวิตอยู่ในใจนายตลอดไป..  ใช่มั้ยล่ะ.. เฟริน" 

เฟรินยิ้มรับพลางซบหน้าลงกับแผ่นอกของคนตรงหน้า  ชายหนุ่มผู้เป็นที่พักพิงให้เธอเสมอมาก่อนสายน้ำจะหลั่งไหลออกจากดวงตาอีกครั้งแต่ครานี้ต่างออกไป..  มันเต็มไปด้วยความสุขและตอบรับความอบอุ่นอ่อนโยนที่เขา.. ผู้เป็นหนึ่งในดวงใจมอบให้

คาโลยิ้มอ่อนโยนพลางผละตัวหญิงสาวออกห่างก่อนจะจ้องสบดวงหน้านั้นด้วยสายตารักยิ่ง

"ความทรงจำของนาย.. ความรู้สึกของนาย.. ฉันไม่อยากให้นายลืมเลือนหรือทิ้งมันไปเพียงเพราะหวาดกลัวต่อความเจ็บปวด  แต่ว่า.. แต่ถ้าหากการแบกมันไว้ทำให้นายเหนื่อยนักล่ะก็  ฉัน.. จะขอเป็นคนแบกรับแทนนายเอง"

"คาโล.."  เฟรินร้องขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน  ดวงหน้าน่ารักขึ้นสีเรื่อ  นัยน์ตาเบิกขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นหน้าคมคายโน้มลงมาใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆกับเสียงทุ้มนุ่มที่แผ่วเบาราวกระซิบ

"เพราะทุกอย่างที่เป็นนาย  คือสิ่งมีค่าสำหรับฉัน.."  และแล้วสรรพเสียงทุกอย่างก็เลือนลางไปคงเหลือแต่ความหวานจากรสสัมผัสเนิ่นนาน.. ราวกับนิจนิรันดร์


////////////////////////////////////////////////////


เช้าวันที่  31  ธันวาคม

เหล่าชาวป้อมอัศวินปีสามที่จำใจต้องลุกจากที่นอนนุ่มๆกับผ้าห่มอุ่นๆของตัวเองลงมาโต้ลมหนาวส่งท้ายปีเก่าตั้งแต่เช้ามืดที่แม้แต่พระอาทิตย์ก็ยังไม่ทันที่จะโผล่พ้นขึ้นมาจากขอบฟ้าเลยด้วยซ้ำด้วยฤทธิ์เดชมีดสั้นของท่านนักบวชหน้าบูดประจำป้อมที่อุตส่าห์ลงทุนเข้ามาปลุกเหล่าทะโมนด้วยตัวเองต่างก็กำลังขะมักเขม้นกับการจัดสถานที่ต่อจากเมื่อคืนวานที่ทำค้างไว้โดยมีรุ่นพี่ผู้น่ารักเป็นคนคุมเหมือนเดิม 

การจัดเตรียมงานฉลองคืนนี้ที่มีแววว่าจะจัดเลี้ยงกันโต้รุ่งเพื่อรับปีใหม่ที่จะมาถึงต่างดำเนินไปได้อย่างราบรื่นในทุกๆฝ่าย  ทั้งรุ่นน้องปีสองและสี่ที่ช่วยกันจัดการในด้านการแสดงสร้างความบันเทิงแก่เหล่าชาวป้อม  เหล่าปีห้ากับปีหกที่รับหน้าที่ในส่วนของอาหารการกิน  รุ่นพี่ปีเจ็ดปีสุดท้ายจัดการเรื่องความเรียบร้อยโดยรวมและพวกเขาเหล่านักเรียนชั้นปีสามร่วมกับพวกทโมนปีหนึ่งที่ได้รับมอบหมายเรื่องงานสถานที่ที่ในตอนนี้เหลือการตกแต่งอีกนิดหน่อยเท่านั้น

จากท้องฟ้าสีเทาหม่นเริ่มแปรเป็นส้มอ่อนๆก่อนจะสว่างจ้าด้วยแสงตะวันและตอนนั้นเองถึงได้มีคนสังเกตเห็นว่ามีใครคนหนึ่งหายไป..

"เอ.. นี่คาโลหายไปไหนน่ะ"  เอ็ดเวิร์ดถามขึ้นขณะยื่นส่งสายโซ่ริบบิ้นสีรุ้งให้กับโคลว์ที่รับไปติดบนกำแพงต่อในทันทีพร้อมๆกับส่งเสียงถามสนับสนุน

"นั่นสิ  รู้สึกจะไม่เห็นมาตั้งแต่เช้าแล้วนะ" 

พอหนุ่มน้อยแสนซื่อพูดจบคนอื่นๆก็เหมือนกับเริ่มที่จะสังเกตเห็นเช่นกัน  เสียงพูดคุยด้วยความสงสัยดังขึ้นไม่เว้นแม้แต่รุ่นน้องที่ทำงานอยู่ใกล้ๆและได้ยินบทสนทนาแต่ถึงปากจะพูดแค่ไหนมือก็ยังคงทำงานตามหน้าที่ของตนต่อไม่ได้หยุดเพราะสายตาพิฆาตจากลอเรนซ์ที่นั่งอยู่ด้านหลังส่งมาให้หนาวๆร้อนๆตลอดเวลา

"ไม่เฉพาะแค่คาโลหรอกที่หายไป"  โรพูดขึ้นตัดความคิดของทุกคนและนั่นก็ดึงความสนใจของทุกคนไปที่ชายหนุ่มจนหมดแต่นายขอทานแห่งทริสทอร์กลับนั่งร้อยริบบิ้นต่อไปไม่สนใจที่จะต่อความคำพูดของตนให้มันกระจ่างกว่านี้เลยแม้แต่น้อยจนทิวดอร์อดไม่ได้ต้องถามกลับ

"แล้วใครหายไปอีกวะโร  นี่ก็อยู่กันครบนี่" 

"หรือจะเป็นเฟรินครับ"  เสียงออกความเห็นจากซีบิล  ทุกคนเริ่มคิดตามและเห็นด้วยเพราะเป็นอีกคนที่ไม่ได้อยู่ที่ลานตะวันในตอนนี้  "ว่าแต่พวกเขาหายไปไหนกันนะ"

คำถามลอยๆที่เรียกร้อยยิ้มน้อยๆไม่บ่งความนัยจากโรที่มีมาทิลด้าคอยมองดูเงียบๆและอาการสะดุ้งจากเรนอนที่ไม่มีใครทันสังเกตแต่นั่นอาจต้องยกเว้น.. ใครบางคน

"หรือว่า.."  ครี้ดเปรย  คราวนี้ทุกคนหันไปมองนักรบตาเดียวบ้างแม้แต่โรกับคิล  ครี้ดยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนพูดต่อ

"สองคนนั่นแอบดอดไปสวีทชมจันทร์ที่ไหนกันสองค.."

โป๊ก!!  โอ้ย!!

"เจ็บนะยัยแองจี้"  ครี้ดโวยทันทีที่คทาของสาวเจ้าประเคนลงบนหัวทั้งที่ยังพูดไม่จบ 

"บ้า"  แองจี้แหวใส่ไม่เกรงกับนัยน์ตาเขียวปั้ดของครี้ดแม้แต่น้อย  "นายใช้สมองส่วนไหนคิดกันนายครี้ด  พูดออกมาได้"

"เอ้า.. ก็หรือไม่จริง  ไม่งั้นสองคนนั่นหายไปไหนล่ะ"  ครี้ดเถียงอย่างหงุดหงิดหน่อยๆพลางลูบหัวปอยๆท่ามกลางเสียงฮือฮาของเหล่ารุ่นน้องกับข่าวใหม่ 

แองจี้มองครี้ดตาเขียวแต่ยังไม่ทันได้ต่อปากต่อคำกันต่อเสียงของมาทิลด้าก็ดังขึ้นทันห้ามทัพเอาไว้ได้ก่อนที่จะโดนดีกันหมดด้วยมีดสั้นของใครบางคนที่นั่งอยู่ทางด้านหลังซึ่งดูท่าว่าจะเริ่มหมดความอดทนเต็มที

"สองคนนั่นหายไปไหนกัน คิล"  มาทิลด้าหันไปถามคิลที่น่าจะรู้ดีที่สุดเพราะอยู่ห้องเดียวกับสองคนต้นเรื่อง 

คิลละสายตาจากแผ่นป้ายแขวนอันเล็กที่ถืออยู่ขึ้นมองไปที่เจ้าของเสียงก่อนกวาดไปรอบห้องและสบเข้ากับสายตาของทุกคนที่ดูเหมือนจะหันมาสนใจเขาเป็นตาเดียวหรือพูดให้ถูกสนใจกับคำตอบของเขามากกว่า

คิลขยับยิ้มเล็กน้อยก่อนตอบ

"ธุระ.. แต่ไม่ต้องถามหรอกนะว่าธุระอะไรเพราะฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันแต่ที่รู้อยู่อย่าง.. มันไม่ใช่อย่างที่นายว่ามาแน่ ครี้ด" 

เสียงพูดคุยดังเซ็งแซ่อีกครั้งเมื่อคิลพูดจบเพราะขนาดคนที่สนิทกับทั้งคู่ที่สุดยังไม่รู้ก็มีแต่ต้องถามเจ้าตัวเท่านั้น

"เอาเป็นว่า"  มาทิลด้าพูดขึ้นอีกครั้ง  "ใครอยากรู้อะไรก็ไปถามเจ้าตัวเอาเอง  ไม่ต้องมาเดากันให้มั่ว  แล้วก็กลับไปทำงานได้แล้ว"  สิ้นเสียงทุกคนก็ต้องแยกกันไปทำงานต่ออย่างช่วยไม่ได้  แม้ปากยังขมุบขมิบพึมพำกันอยู่ก็เถอะ

คิลมองภาพตรงหน้าอย่างขำๆพลางก็นึกไปถึงเมื่อคืนตอนใกล้จะเช้าที่อยู่ดีๆก็ถูกคาโลปลุกขึ้นมาแล้วพูดแค่ว่าจะออกไปข้างนอกจากนั้นก็จูงมือเฟรินออกไปทันทีไม่ปล่อยเวลาให้เขาได้ถามอะไรสักนิด

แต่ไม่ต้องเดาก็รู้  คงเกี่ยวกับเรื่องบนหอคอยป้อมนั่นล่ะ  ตอนนั้นเห็นเฟรินร้องไห้เสียยกใหญ่..  พลันพอคิดถึงตรงนี้ภาพหน้าของหญิงสาวอีกคนก็ผุดขึ้นในสมอง  ดวงหน้าหวานซึ้งเศร้าสร้อยที่ลบไม่หายไปจากใจ

คิลสะบัดหัวไล่ความคิดก่อนจะหันไปมองหญิงสาวหนึ่งเดียวในดวงใจ

เรนอน..


////////////////////////////////////////////


กุบกับ  กุบกับ  กุบกับ

เสียงกีบเท้าม้ากระทบพื้นแผ่วเบาเป็นจังหวะ  เงาร่างกำยำเยี่ยงม้าศึกเจนสนามสองร่างควบตะบึงรวดเร็วราวสายลมจนเห็นเป็นเพียงเงาลางๆสีขาวกับดำเท่านั้นที่เคลื่อนผ่านไปตามแมกไม้ในป่าติดชายแดนบารามอส

กึก!!

ฝีเท้าม้าที่ควบติดต่อกันมานานตั้งแต่ตะวันยังไม่ขึ้นจนบัดนี้เคลื่อนคล้อยจวนจะลับขอบฟ้าเต็มทีแล้วในที่สุดก็หยุดลง ณ ผืนป่าโล่งกว้างแห่งหนึ่ง

"ที่นี่ล่ะ"  เสียงใสดังขึ้นพร้อมกับร่างเล็กของเฟรินเหวี่ยงตัวลงมาจากหลังม้าสีขาวพลางออกเดินตรงไปทางกระท่อมหลังเล็กหลังเดียวที่ตั้งตระหง่านอยู่ก่อนร่างของคาโลจะเหวี่ยงตัวลงจากหลังม้าแล้วเดินตามเธอไป

ทั้งสองเดินเลี้ยวอ้อมมุมบ้านมุ่งไปยังลานทางด้านหลัง  และที่นั่น..

ป้ายหินหลุมศพสีเทาเล็กๆไร้รอยสลักชื่อใดๆดังที่ควรจะเป็นตั้งอยู่..

เฟรินเดินตรงเข้าไปทางด้านหน้าแผ่นป้ายนั่นก่อนจะคุกเข่าลง  มือบางเอื้อมสัมผัสยังแผ่นหินเย็นเฉียบแผ่วเบา

"ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ  เรเน่"


/////////////////////////////////////////////////


คืนวันที่  31  ธันวาคม

"ขอบใจทุกๆคนมากที่ให้ความร่วมมือกันมาด้วยดีตลอดสองวัน  ไม่เช่นนั้นงานฉลองในคราวนี้ของพวกเราคงจะมีขึ้นมาไม่ได้"  เสียงของซาดัส  เอเวอรัส  เดอะวอริเออร์  ออฟวิทช์  หัวหน้าป้อมอัศวินที่ปีนี้ก็เป็นปีสุดท้ายของเขาในโรงเรียนพระราชาด้วยเช่นกันดังขึ้นจากเวทีด้านหน้าลานตะวันท่ามกลางเสียงเฮรับส่งของสมาชิกป้อมที่ต่างมีสีหน้าแสดงความยินดีกันทั่วหน้า

"ตลอดสองปีที่ผ่านมาที่ฉันได้ดำรงตำแหน่งนี้คงจะต้องขอบอกทุกคนว่าฉันรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติ์มากที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของป้อมอัศวินแห่งนี้"  เสียงเฮดังขึ้นอีกครั้ง  ก่อนจะเงียบลงเมื่อซาดัสยกมือขึ้น

"ป้อมอัศวิน.. ที่ๆให้อะไรหลายๆอย่างกับพวกเรา  สิ่งที่ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้  ไม่ใช่แค่อะไรที่สามารถสัมผัสได้ด้วยมือแต่จะต้องใช้ใจเข้าสัมผัส  อย่างที่ฉันไม่เคยคิดว่าจะได้รับจากที่ใดมาก่อน  ทั้งความอบอุ่น  ความกล้าหาญ  และมิตรภาพอย่างที่จะหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วและฉันก็อยากจะให้ทุกคนรักษาสิ่งเหล่านี้เอาไว้  เพราะนั่น.. คือสิ่งที่หลอมรวมพวกเราไว้เป็นหนึ่งเดียว..  เป็นป้อมอัศวิน"

"นักรบแห่งเอดินเบิร์ก"  ทุกคนตะโกนร้องรับอย่างภาคภูมิแม้คำพูดที่ออกมาของซาดัสจะธรรมดา  แม้ว่ามันจะไม่ได้ไพเราะสวยหรูแต่คำพูดที่กลั่นออกมาจากใจจริงล้วนๆก็แทรกซึมเข้าสู่ใจคนฟังเรียกความปลาบปลื้มเอ่อท้นจิตใจและตระหนักถึงมิตรภาพที่พวกตนได้สัมผัสด้วยตัวเอง 

ซาดัสยิ้มรับคำตอบรับจากทุกคนก่อนจะส่งช่วงต่อให้กับโรเวนที่ก้าวขึ้นมาบนเวทีพร้อมกับไธนอสโดยมีสภาสูงคนอื่นๆยืนเรียงอยู่ด้านหลัง

"สิ่งที่ฉันอยากจะพูดไม่มีอะไรมากไปกว่า.."  โรเวนขยับยิ้มละไม  "ขอให้ทุกคนคือนักรบที่สมกับเป็นนักรบแห่งเอดินเบิร์ก.."  ทันทีที่พูดจบเสียงของไธนอสก็ดังขึ้น

เพื่อแผ่นดินข้าจะขอห้าวหาญ

ตามมาด้วยเสียงร้องของเหล่าสมาชิกสภาสูงที่ยืนอยู่ด้านหลัง

มุ่งสืบสานปณิธานแห่งความหวัง

ก่อนจะตามมาด้วยเสียงกึกก้องภาคภูมิของทุกคนที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว

โบกธงทองลั่นกลองรบก้องดัง

แสดงพลังนักรบราชา..

เสียงประสานขับลำนำเพลงเอดินเบิร์กดังกึกก้องซึมซับเข้าสู่ใจของทุกคนให้รู้สึกฮึกเหิม  และเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะสืบสานและดำรงซึ่งเกียรติยศแห่งป้อมอัศวิน  สถานที่รวมใจของทุกคน

……………………………….

…………………

………

งานเลี้ยงฉลองรื่นเริงยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆแต่ดูท่ามันจะไม่ได้แทรกผ่านเข้าสู่ห้วงคำนึงของใครคนนึงเลยแม้แต่น้อย

เรนอนที่ตอนนี้ผละตัวออกมาจากงานเลี้ยงเงียบๆกำลังนั่งอยู่คนเดียวในสวนหลังป้อมที่เงียบสงัดชวนให้รู้สึกวังเวงนักแม้จะมีเสียงคลอของดนตรีแผ่วเบาดังแว่วมาจากในงานก็ตาม

ดวงตาของหญิงสาวจับจ้องดวงจันทร์บนฟ้าอย่างเหม่อลอย  เรือนผมยาวสยายโบกพัดน้อยๆตามแรงลมที่พัดผ่าน  สายลมเย็นที่ทำให้หัวใจอันเปลี่ยวเหงากลับเย็นเหยียบมากขึ้น

"มาทำอะไรที่นี่  ไม่ไปสนุกกับทุกคนล่ะ"  เสียงทุ้มที่คุ้นเคยดังตัดความเงียบส่งให้ร่างบางสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันขวับกลับมา

"คุณคิล.."  เรนอนร้องทักพลางมองคิลที่เดินมาทิ้งตัวลงนั่งข้างๆเธอก่อนจะส่งยิ้มให้พร้อมกับตอบคำถาม  "ไม่ล่ะค่ะ  ฉันอยากอยู่เงียบๆมากกว่าแล้วคุณคิลล่ะค่ะ"

"ฉันก็เหมือนกัน"

ความเงียบโรยตัวเข้าครอบงำเมื่อคิลพูดจบ  ทั้งคู่เบนสายตาขึ้นมองท้องฟ้าอีกครั้ง  จนกระทั่ง..

"ดาวสวยนะ"  คิลพูดขึ้น  ตายังไม่ละจากท้องฟ้าที่ประดับดวงดาราระยิบระยับจับตา

"ค่ะ.. แต่ถึงมันจะสวยเพียงไรก็งดงามสู้แสงจันทราเต็มดวงไม่ได้.."  เรนอนพูดอย่างเหม่อลอย  "ไม่ได้เลย.."  คำพูดที่ทำให้คิลต้องเบนสายตามาจับจ้องยังหญิงสาวแทน

"คุณคิลว่ามั้ยค่ะ  ถ้าหากคุณเฟรินเปรียบได้กับดวงจันทร์  ฉันก็คงจะเป็นได้เพียงแค่ดวงดาวดวงเล็กๆพวกนั้น"  เรนอนพูดพลางชี้นิ้วไปบนฟ้าก่อนจะค่อยๆลดมือลง 

ดวงดาวที่มีอยู่กลาดเกลื่อนและไม่เคยอยู่ในสายตาของเขา

"อ๊ะ.."  เรนอนที่ดูเหมือนจะเพิ่งรู้สึกตัวว่าพูดอะไรออกไปร้องขึ้นอย่างตกใจ  ใบหน้างามขึ้นสีเรื่อน่าพิศก่อนจะหันมองไปด้านตรงข้ามกับทางที่คิลนั่งพลางเอ่ยตะกุกตะกัก  "ฉะ  ฉันเนี่ยพูดอะไรก็ไม่รู้  ลืมๆไปก็แล้วกันนะคะ คุณคิล"

คิลมองหล่อนอยู่ชั่วครู่ด้วยนัยน์ตาที่ทอประกายอ่อนโยนแม้ว่าหญิงสาวจะไม่ทันได้เห็นก็ตามก่อนจะเสกลับขึ้นมองท้องฟ้าใหม่พลางเอ่ยคำที่ทำให้เรนอนต้องหันมามอง

"ผู้คนในโลกมีมากมาย.. ต่างคนก็ต่างความคิด  บางคนอาจจะเห็นว่าดวงจันทร์สวยเด่นค้ำฟ้า  ดวงดาวกลับไร้ค่า..  แต่สำหรับบางคน  ไม่ว่าแสงจันทร์จะจับตาแค่ไหนก็งดงามและส่องสว่างสู้แสงดาวที่มีเพียงน้อยนิดนี้ไม่ได้.." 

คิลเบนสายตากลับมาจับจ้องยังดวงหน้าของหญิงสาวข้างกายอีกครั้ง  แววตาทอกระแสแห่งอารมณ์หลากหลายที่หญิงสาวไม่เคยเห็นหรือเคยรับรู้จากคนตรงหน้ามาก่อน  มันถึงกับทำให้ใจของหล่อนเต้นไม่เป็นส่ำ  ใบหน้าหวานแดงซ่านมากกว่าเดิม

"ถึงเธอจะเป็นแค่ดาวดวงเล็กๆ เรนอน  แต่สำหรับฉัน.. เธอคือดาวเหนือ  ดวงดาวที่จะคอยส่องแสงนำทางผู้คนไม่ให้หลงทาง..  รวมทั้งฉันด้วย"

"คุณคิล!!"  เรนอนร้องเสียงแผ่วเบาอย่างตกใจแต่คิลเพียงแค่ขยับยิ้มอ่อนโยนให้เท่านั้น

"ฉันคิดแบบนั้น.. จริงๆนะ" 


//////////////////////////////////////////////


"ตกใจรึเปล่าที่เห็นฉันในสภาพนี้"  เฟรินยิ้มร่าเริงขณะพูด  มือยังคงลูบไล้เบาๆบนแผ่นหิน  "ฉันเฟรินเองนะแต่เธออาจจะรู้อยู่แล้วล่ะมั้ง.. ตั้งแต่วันนั้นก็เกิดเรื่องมากมายจนฉันมีสภาพอย่างที่เห็นนี่ล่ะ  ฮะฮะ  น่าขำชะมัดอยู่ดีๆก็กลายเป็นผู้หญิงไปซะได้" 

เฟรินหัวเราะเสียงใสก่อนแววตาจะกลับมาเศร้าเหมือนเดิม  อาการที่ทำให้คาโลต้องเดินเข้ามาหา  มือแกร่งวางลงบนไหล่บางให้รู้สึกอบอุ่นไปถึงหัวใจ 

เฟรินผินหน้าขึ้นมองเจ้าของดวงตาสีฟ้าสวยพลางส่งยิ้มให้ก่อนจะหันกลับไปที่แผ่นหินอีกครั้ง

"ฉันจะแนะนำให้รู้จักนะเรเน่  นี่คาโลเพื่อนซี้ของฉันเอง"  เฟรินพูดพร้อมกับเอื้อมมือสัมผัสเบาๆไปที่มือของชายหนุ่มที่วางอยู่บนไหล่  "นอกนั้นนะก็มี  คิล  โร  แองจี้  แล้วก็เพื่อนร่วมป้อมอีกเยอะแยะ  อยู่กับเจ้าพวกนี้ถึงจะมีเรื่องให้ใจหายใจคว่ำตลอดแต่ก็สนุกดี  เธอไม่ต้องห่วงนะ.."

"ฉันมีเรื่องอยากจะพูดกับเธอเยอะแยะแต่เธอคงจะรู้อยู่แล้วสินะ  ก็เธอน่ะ..อยู่กับฉันตลอดเวลานี่นา"  เฟรินพูดขึ้นหลังจากเงียบไปพัก  มือก็วางทาบลงตรงตำแหน่งหัวใจพร้อมกับหลับตาลง  สัมผัสเสียงแห่งการมีชีวิต

ความคิดเห็น

freyachan
freyachan 6 ส.ค. 49 / 00:51
หวานกันจริงๆนะนี่ (น่าอิจฉาๆ)

ปล. ตัวหนังสือสีฟ้า อ่านยากไปนิดนะคะ
PukuJung
PukuJung 6 ส.ค. 49 / 10:23

ตอนพิเศษ หวานเหมือนเดิมเลยค่ะ

RayGuard
RayGuard 6 ส.ค. 49 / 10:28

เราเปลี่ยนสีให้มันเข้มขึ้นแล้วนะคะ  ดีขึ้นมั้ย

ความคิดเห็นที่ 4

ลงใหม่ตั้งแต่แรกเลยเหรอ...
แต่ขอบอก อ่านอีกรอบก็ยังสนุกเหมือนเดิม
ที่ถามว่าลงตอนพิเศษตอนชิงตำแหน่ง อยากอ่านไหม..
ขอบอก ลงเถอะ ทุกตอนที่ลงเราจะตามอ่าน
เป้นกำลังใจให้นะ

sphynx
sphynx 7 ส.ค. 49 / 12:46
ซึ้งสุดๆเลยอัลจัง
namey2003
namey2003 10 ส.ค. 49 / 00:55

อ๊ากกก..อิจฉาเฟรินกะคาโลเจงๆ>_< เค้ายังมีมีเรยง่า แล้วจะรออ่านตอนต่อไปเรื่อยๆเรยจ้า ลงเยอะๆน๊าอิอิ ไปละ

ความคิดเห็นที่ 7

หวานได้ใจที่สุด เฮ้อ!! ขอให้ชีวิตนี้ แม้มีทุกข์เข้ามา ก็ขอให้ความสุข ค่อยๆปลอบ
ประโลมให้ผ่านไปได้ละกันเนอะ

zaruman
zaruman 11 ส.ค. 49 / 14:55

น่าอิจฉาแฮะ  คาโลกะเฟรินหวานกันจิงๆ  อิอิ

ความคิดเห็นที่ 9
หนุกมากๆคร่า ลงอีกสิคะ มันค้างคะ ได้โปรดอย่าดองกินปาย.... -3-