RayGuard
ดู Blog ทั้งหมด

บทเพลงที่ 25 พบกันอีกครั้ง

เขียนโดย RayGuard

หวัดดีทุกท่านค่ะ เรากลับมาแล้ว~~~

แหมเรายังไม่ได้ม้วยมรณาหรอกนะคะ เอ็ดจัง TOT แต่ก็เกือบแย้ว

อย่างที่เคยบอกเมื่อนานมาแล้วว่า ฝึกงานหนักมาก แถมยังเข้า control panel ไม่ได้อีก

พอโมโหมากๆเลยไม่เข้ามันซะเลย หุหุ

และสุดท้ายกรรมก็ตามสนองโทษฐานให้ทุกท่านคอยนาน T^T

เพราะเมื่อวันพุธนี่เอง พระเจ้าลงโทษให้ข้าน้อยเอ็นข้อเท้าฉีก TOT โฮ~~~~~

พอเอ็นฉีกเลยไม่ได้ไปไหน ฝึกงานก็ไม่ไป แล้วพอไม่มีอะไรทำเลยมาเปิดดูหน่อยซิ ฟิคเดาแค่ไหนแล้ว

แล้วก็ โอ้ววววววววววววว มันเนาได้ใจจริง หึหึ

ด้วยเหตุนี้เองตอนใหม่ชนโลง เอ้ย.. โรง เลยได้คลอดซะที

หวังว่าทุกคนยังจำเนื้อเรื่องได้ และหวังว่าจะยังสนุกกับการอ่านนะคะ



//////////////////////////////////////////////////////////



บทเพลงที่  25  พบกันอีกครั้ง






สองเดือน...

ฉันกับนายไม่ได้เจอกันมาเกือบสองเดือนเชียวนะ

นึกว่าพอเห็นหน้าอีกครั้ง จะได้ยินอะไรที่มันหวานๆ ให้ชื่นใจ

แต่ที่ไหนได้!!

นายกลับ!!

“งี่เง่า” นั่นเป็นคำทักทายแรกหลังจากที่ฉันเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้น้ำแข็งตายซากนั่นฟัง

“นายว่าไงนะ” ฉันถามกลับไปอย่างไม่เชื่อหู นี่หรือคำปลอบใจภรรยาตัวเอง หลังจากที่เพิ่งรอดจากเหตุการณ์เลวร้ายมาหมาดๆ

ทว่าคาโลยังคงยืนยันคำเดิม แถมย้ำคำที่เลวร้ายยิ่งกว่าเดิมเสียนี่

“ฉันว่างี่เง่า” คาโลย้ำคำ ‘งี่เง่า’ เป็นพิเศษ “ทำอะไรไม่รู้จักคิด ไม่รู้รึไงว่าบุกเข้าไปแบบนั้นมันอันตรายแค่ไหน หากถูกฆ่าไปจะทำยังไง”

ดูมันสิ!! พอคิดจะร่ายยาว ก็ด่าเอา ด่าเอา

มันน่านัก!!

นี่ฉันคงหวังมากไปสินะ ที่จะให้นายพูดอะไรที่มันดีกว่านี้น่ะ!!

เฟรินหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ อารมณ์ซึ้งในตอนแรกหายวับ

“ถ้าไม่ใช่เพราะคิดดีแล้ว ฉันก็ไม่บุกเข้าไปหรอกน่ะ แต่นี่ เพราะฉันมั่นใจว่าจะได้หลักฐานแน่ๆถึงได้เข้าไปไงเล่า”

“แล้วได้ไหมล่ะ” แม้คาโลจะถามกลับมาเรียบๆ แต่สำหรับเฟรินในตอนนี้ คำพูดประโยคนั้นมันดูกวนประสาทชะมัด

“ถึงได้ ฉันก็ไม่บอกนายหรอก” คาโลได้ฟังแบบนั้นก็คิ้วกระตุก แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะมีปากเสียงกันต่อ คิลก็ขัดขึ้น

“เอาน่าพวกนาย ทีตอนไม่ได้เจอกันก็เป็นห่วงจะเป็นจะตาย แล้วตอนนี้อะไร ได้เจอกันแล้ว ดันกัดกันอยู่ได้...” ทว่าคิลยังพูดไม่ทันจบ คู่กรณีที่ถูกหาว่าเป็นหมาก็ตวาดขึ้นพร้อมกัน

“อย่ายุ่ง” เสียงร้องประสานของสองคน ถ้าเป็นเวลาปกติเขาคงหัวเราะ แต่เมื่อยามนี้ที่สายตาจิกกัดทั้งหมดพุ่งมาหาเขา แม้ทางฝั่งเฟรินเขาจะไม่ได้เห็นโดยตรงเพราะเขาเป็นคนถือกระจกให้หันหน้าไปทางคาโลก็เถอะ แต่ไอร้อนๆที่แผ่ออกมาจากในนั้น ทำให้นักฆ่าเซ็นซ์ไว พอจะเดาสีหน้าของคนจากอีกฟากกระจกได้

“ให้ตายสิ” คิลถอนใจก่อนเปรยกับตัวเบาๆ ปล่อยให้สามีภรรยาเคลียกันเอง

เงียบกันไปนาน...

เฟรินที่งอนไม่เลิกก็ยังคงใช้สองมือถือกระจกวางบนตัก ขณะที่สะบัดหน้าหันไปมองทางอื่น ปล่อยให้คาโลมองผ่านกระจกมาหาตนเขม็ง และคิลนั่งถอนใจเป็นรอบที่สาม พลางคิดว่า ทำไมเขาต้องมาคอยอยู่ตรงกลางเวลาพวกมันทะเลาะกันทุกที ส่วนรันน่ะหรือ หายออกไปนอกห้องตั้งแต่เห็นเจ้านายเริ่มกัดกันแล้วล่ะ

เวลาผ่านไปอีกสักพัก และคิลถอนใจเป็นรอบที่ห้า คาโลที่เริ่มปลงตกก็เอ่ยปากขึ้น

“เฟริน” คาโลเรียกเฟรินด้วยเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย ขอย้ำว่าเล็กน้อย

“อะไร” เฟรินสะบัดเสียงตอบ ยังไม่ยอมหันมามอง เมื่อคาโลเห็นแบบนั้นก็ถอนหายใจ

เขา..แพ้อีกตามเคย

“ขอโทษ” แค่คำสั้นๆ แต่ก็ได้ผลเหมือนทุกครั้ง เฟรินยอมหันมา แม้จะยังเก๊กท่างอนอยู่ แต่ประกายตาวิบวับแบบนั้น ทำให้เขารู้ได้ไม่ยาก ว่าเจ้าหล่อน หายโกรธแล้ว

“พูดแบบนี้แต่แรกก็สิ้นเรื่อง” เฟรินเมื่อได้ทีก็พูดข่ม เจ้าหล่อนแย้มรอยยิ้มกว้างแบบหมดมาดคนป่วย ก่อนว่าต่อ “นายน่ะต้องหัดใจดีกับฉันให้มากๆหน่อย ฉันรู้ว่านายเป็นห่วงแต่พูดกันดีๆก็ได้ ไม่ใช่มาว่ากันแบบนี้ ถ้ามีครั้งหน้า...ฉันจะหนีกลับเดมอสให้รู้แล้วรู้ลอดเลยคอยดูสิ”

“ลองดูสิ ฉันจะไปจับนายกลับมา” คาโลพูดเสียงจริงจัง ใบหน้าของเขาเครียดขึ้นมาทันที

“นี่นาย” เฟรินที่ตอนแรกคิดจะเถียงก็ตัดใจ เมื่อเห็นความดื้อดึงในแววตาสีฟ้านั่นไม่ใช่ล้อเล่น “ช่างเถอะ ฉันไม่อยากทะเลาะด้วยแล้ว เรามาคุยเรื่องงานกันดีกว่า”

คราวนี้คิลที่เมื่อครู่ยังทำหน้าเซ็งๆอยู่ก็เริ่มสนใจและหันมาฟัง เฟรินกระแอ้มเรียกเสียงเล็กน้อยก่อนพูดว่า

“เมื่อกี้ ฉันยังไม่ได้บอกนายว่าเห็นอะไรในห้องลับนั่นสินะ...”




////////////////////////////////////////////////////////////////




ภายในห้องๆเดิม บัลลังก์ตัวเดิม มาคอนกำลังนั่งชันเข่าข้างหนึ่งพลางกระดกเหล้าในมือเข้าปากแบบไม่กลัวเมา ดูคล้ายกับกำลังรออะไรบางอย่างอยู่ และเพิ่งไม่กี่อึดใจหลังจากเขากระดกแก้วที่สิบเอ็ดเข้าปาก สิ่งที่รอคอยก็มาถึง

“ว่ายังไง” มาคอนถามอิเรียสที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามาในห้อง มือข้างขวาแกว่งแก้วเหล้าที่ทำจากทองเหลืองไปมาก่อนจะยกดื่มอีกแก้ว

“เป็นอย่างที่ท่านคิด” อิเรียสตอบเรียบๆ

มาคอนหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมกระตุกขึ้น เขาวางแก้วเหล้าลง แล้วยันตัวขึ้นยืน ก่อนจะเดินไปหยุดอยู่ข้างอิเรียสในลักษณะที่ต่างคนต่างหันไปคนละทาง

“มันอยู่ห้องจองจำแล้วใช่ไหม”

อิเรียสไม่ได้ตอบแต่กลับถามไปอีกเรื่อง “ท่านจะทำอย่างไรกับเทรซรึ”

“ยังไงดีล่ะ” มาคอนเริ่มเดินอีกครั้งจนไปถึงประตูห้อง เขายกมือจับกลอนประตูก่อนจะพูดต่อ “คงต้องดู ว่ามันมีท่าทียังไง” ใบหน้านั้นหันกลับมามองผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นมือซ้ายของตน “หรือเจ้าเป็นห่วงมัน?”

“อะไรทำให้ท่านคิดเช่นนั้น” เสียงของอิเรียสยังคงความสงบได้เช่นเดิม แม้แต่ภายในจิตใจของเขาก็ราบเรียบดุจน้ำนิ่ง

“ถึงข้าจะไม่ได้มีเวทมนต์แก่กล้าเช่นเจ้า แต่สัญชาติญาณของข้ามันฟ้อง ว่าเจ้ากับมัน มีกลิ่นเดียวกัน”

“ท่านสงสัยในตัวข้ารึ”

“นั่นก็อยู่ที่ตัวเจ้า... หึ วางใจเถอะ อย่างไรเสียเจ้าก็เป็นคนที่ตาแก่ลูคแนะนำมา ข้าไม่ทำอะไรเจ้าหรอก” เขาหันกลับไปยังประตู พร้อมกับเปิดมันออก “จะไปด้วยกันไหมล่ะอิเรียส”

อิเรียสใช้การกระทำเป็นคำตอบ เขาหมุนตัวกลับไปยังทางที่เข้ามา แล้วเดินตามมาคอนออกไป

“อยากรู้จริง ว่าเจ้าหนูนั่นจะว่ายังไง เมื่อตื่นขึ้นมารู้ว่าเจ้าได้ทำอะไรกับมันบ้าง หึหึ น่าสนุกจริงๆ” เสียงหัวเราะตบท้ายของมาคอนสะท้อนไปทั่วทางเดินเงียบสงัด ไม่มีใครรู้ว่าเขาคิดจะทำอะไร เช่นเดียวกับอิเรียสที่ไม่มีใครคาดเดาการกระทำของตัวเขาได้




//////////////////////////////////////////////////////////




“ลูกของท่านอาเบลีเนีย?” คาโลทวนคำพูดที่ได้ยิน เมื่อเฟรินบอกเขาว่าคนที่อยู่ภายในห้องลับนั่นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นผู้มีศักดิ์เป็นญาติของเขาเอง บุตรชายเพียงคนเดียวของเฟรเดอริกกับอาหญิงของเขา เบลีเนีย วาเนบลี

อาเวน เกรเฮเดส เจ้าชายแห่งคาโนวาล

“ใช่” เฟรินพยักหน้ารับ น้ำเสียงของเธอจริงจังขึ้นเมื่อเล่าต่อ “ตอนที่ฉันเข้าไป ดูเหมือนอาเวนจะไม่ได้สติ เขานอนอยู่บนแท่นหินอย่างกับจะโดนบูชายันต์อย่างนั้นแหละ ไม่ใช่แค่นั้นนะ นอกจากอาเวนแล้ว ฉันยังเห็นวงเวทอะไรก็ไม่รู้ด้วย มันเขียนเต็มไปหมดบนกำแพงทั้งหกด้านเลย”

คาโลตีหน้าเคร่งขึ้น เขาว่า “มันเป็นยังไง”

เฟรินเลิกคิ้ว “หือ...หมายถึงวงเวทน่ะหรอ เอ่อ...คือตอนนั้นฉันก็เห็นไม่ชัด รู้สึกว่ามันจะเป็นตัวหนังสือเขียนต่อกันเป็นวงกลมสองวงซ้อนกัน แล้วก็มีรูปอะไรก็ไม่รู้อย่างกับปีศาจอยู่ตรงกลาง แล้วพื้นที่รอบๆก็เขียนตัวหนังสือที่อ่านไม่ออกเต็มไปหมด”

“รูปปีศาจในวงเวททั้งหกวงนั่น...เหมือนกันรึเปล่า” คาโลยังคงยิงคำถามต่อ

เฟรินใช้มือขวาจับที่คาง พยายามเค้นความจำอย่างหนัก “รู้สึก...จะไม่เหมือนนะ”

เท่านั้นเองสีหน้าของคาโลก็เครียดขึ้นทันที จนคิลที่มองอยู่แล้วต้องเอ่ยปากถามด้วยความสงสัย

“วงเวทนั่น มันคืออะไรงั้นหรือ”

คาโลมองข้ามกระจกไปสบตาคิลก่อนตอบว่า “มันเป็นเวทนอกรีตอย่างหนึ่ง พวกสายมนต์ดำมักใช้ในการเปลี่ยนร่างเพื่อความเป็นอมตะ”

คาโลได้ยินเสียงเฟรินอุทานออกมาแต่เขาไม่ได้สนใจ เขาอธิบายต่อไปว่า “พิธีกรรมจะสำเร็จ ต้องมีร่างที่จะใช้เป็นภาชนะสำหรับเปลี่ยนร่าง และเลือดของมารดาผู้ให้กำเนิดร่างภาชนะ ไว้สำหรับเขียนสัญลักษณ์เวท หรือก็คือวงเวทที่เฟรินเห็นรอบห้องนั่นล่ะ...”

“เดี๋ยวสิ” เฟรินร้องขัดขึ้น “นายบอกว่าใช้ร่างของคนอื่นเป็นภาชนะ แล้วแบบนี้เจ้าของร่างล่ะ คงไม่ใช่...”

“เมื่อไม่มีร่างให้อยู่ เจ้าของร่างเดิมก็ต้องตาย” คิลเป็นคนตอบให้แทน “สินะ...”

“ไม่จริงน่า” เฟรินร้องออกมาแบบไม่อยากเชื่อ “ก็นั่นน่ะ ลูกชายของเขาเองนะ”

“ยังไม่หมดแค่นั้น” คาโลยังคงพูดต่อไป เฟรินและคิลจึงหันมาสนใจเขาอีกครั้ง “พิธีกรรมนี้จะต้องสังเวยชีวิตจำนวนมากเป็นอาหารให้แก่หกซาตาน เพื่อให้ได้พลังในการย้ายร่างมา”

คิลได้ยินดังนั้น จึงกล่าวเสริมสิ่งที่ตัวกำลังคิด “และถ้าจะสังเวยคนจำนวนมากโดยไม่ให้สะดุดตา การทำให้เกิดสงครามจึงเป็นวิธีที่แนบเนียนที่สุด...เข้าใจคิดดีแฮะ”

“หมายความว่า เฟรเดอริกคิดใช้พวกเรากับโจรพวกนั้น และชาวบ้านในแถบนี้เป็นเครื่องสังเวยงั้นหรือ” เฟรินถาม รู้สึกขนลุกขึ้นมาเมื่อคิดว่าคนจำนวนมากต้องตายไปเพื่อให้คนๆเดียวได้สิ่งที่ต้องการ “แต่ว่าเขาอยากจะย้ายร่างไปทำไมกัน”

“นั่นคงต้องไปถามเจ้าตัว” คาโลพูดเรียบๆ แต่เฟรินเห็น ในประกายตาสีฟ้าที่มักเย็นชาดุจน้ำแข็งนั้น บัดนี้กลับวาวโรจราวกับเปลวเพลิง

“ตอนนี้ที่น่าเป็นห่วงคือท่านอา” คาโลพูดต่อ เฟรินพอได้ฟังก็นึกได้ว่าเธอไม่ได้เห็นองค์หญิงเบลีเนียมาเกือบครึ่งปีแล้ว พอคิดไปถึงคนแม่ก็ไพร่คิดต่อไปยังคนลูก สำหรับเจ้าชายอาเวนนั้นเธอเองไม่ค่อยได้คุยอะไรกับเขามากนัก แต่เธอรู้ดีว่าเด็กคนนั้นได้เชื้อแม่มาเต็มๆ ไม่ว่าจะเป็นใบหน้า หรือลักษณะนิสัยที่เต็มไปด้วยความโอบอ้อม ทั้งยังเป็นที่รักใคร่เอ็นดูของพวกตาแก่ในสภา แม้พ่อของเขาจะเป็นแบบนั้น แต่ลูกชายคนนี้ไม่เคยโอนอ่อนไปตามพ่อเขาแม้แต่น้อย ด้วยนิสัยนักรบแห่งคาโนวาลที่เขารับสืบทอดมาตามสายเลือดนั้น ทำให้หากคาโนวาลไม่ได้สืบทอดบัลลังก์โดยการประลองแล้ว จะบอกว่าอาเวนมีภาษีดีที่สุดในบรรดาเจ้าชายทั้งหมดในตอนนี้เลยก็ว่าได้ แถมได้ข่าวว่าปีนี้อาเวนได้รับตำแหน่งสี่ผู้คุ้มกฎแห่งป้อมอัศวินด้วย แสดงว่าเขาคงจะมีฝีมือไม่น้อยเหมือนกัน

“เฟรเดอริกคงจะส่งจดหมายเรียกตัวอาเวนกลับมาโดยไม่ให้ใครรู้ และจับเขาขังเอาไว้รอวันทำพิธี แต่องค์หญิงเบลีเนียล่ะ จะเป็นไงบ้างก็ไม่รู้” เฟรินบ่นเบาๆ “ถ้าฉันรู้ก่อนคงลองหาดูในวังนั่นไปแล้ว...”

“อย่าคิดทำอะไรบ้าๆอีกล่ะ” คาโลเอ่ยขัด เฟรินมองอย่างไม่พอใจ แต่เธอไม่ได้เถียงเพราะสภาพตอนนี้อย่าว่าแต่จะไปช่วยเหลือใครเลยแค่เอาตัวเองให้รอดได้ยังลำบาก นี่กว่าจะหนีออกจากวังมาได้ยังต้องลำบากให้คนอื่นเข้าไปช่วย

พอพูดถึงคนอื่น ก็นึกขึ้นได้

“จริงสิ ฉันออกมาแบบนี้ หากเฟรเดอริกฉุกใจขึ้นมาแล้วไปหาฉันแต่ไม่เจอ เขาก็รู้กันพอดีสิว่าคนที่ลอบเข้าไปเมื่อกี้คือฉันน่ะ จะทำยังไงดี” เฟรินพูดอย่างร้อนรน แต่ก็ไม่นานนักเมื่อหญิงสาวคนเดียวกับที่เธอเห็นตอนที่เพิ่งฟื้นเดินเข้ามาหา

รันได้ยินเรื่องทุกอย่างจากการแอบฟังทางด้านนอกแล้ว ความจริงจะว่าแอบฟังก็ไม่ถูกเพราะความสามารถของเธอคือหูที่สามารถได้ยินเสียงจากที่ไกลๆ แม้เสียงนั้นจะเป็นเสียงกระซิบก็ตาม นับเป็นความสามารถที่น่าตื่นตายิ่งสำหรับเฟริน แต่แน่นอนเรื่องนี้เฟรินไม่รู้

“เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ พวกเราได้ให้อีวาปลอมเป็นนายหญิงเรียบร้อยแล้ว คิดว่าคงตบตาไปได้สักพัก” รันพูดยิ้มๆเมื่อเดินมาถึงข้างเตียง เฟรินที่เห็นผู้มีบุญคุณช่วยชีวิตเข้ามาหาจึงรีบแนะนำให้คาโลรู้จัก

กระจกเวทถูกหันไปยังรัน เพื่อให้คาโลเห็นหน้าค่าตา คิลเองก็ชะเง้อคอมองด้วยความสนใจเช่นกัน

“ผู้หญิงคนนี้ชื่อรัน รูน เธอบอกว่าเป็นคนของอนาคิน และก็เธอนี่แหละที่ช่วยฉันออกมา” เสียงเฟรินดังคลอไปกับภาพของหญิงสาวผิวซีดที่กำลังคำนับคาโลตามแบบเผ่าของเธอ

“ถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ” เสียงของเธอตอนพูดประโยคนี้เบายิ่งเฉกเช่นตอนที่ทำกับเฟริน แต่คนถูกเคารพก็ได้ยิน คาโลตอบรับกลับไปสั้นๆพร้อมกับบอกให้เธอทำตัวตามสบาย รันจึงถือโอกาสนั้นนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียงที่เธอลากมาตั้งแต่แรก ก่อนที่คาโลจะยิงคำถามต่อไป

“เจ้าบอกว่า คนชื่ออีวาปลอมตัวเป็นเฟรินหรือ”

“คะ อีวาก็เป็นหนึ่งในพวกเรา เธอเชี่ยวชาญด้านการปลอมตัว รวมไปถึงนิสัย เพราะฉะนั้นน่าจะถ่วงเวลาไปได้สักพักจนกว่านายหญิงจะดีขึ้น และพวกเราหาทางส่งนายหญิงกลับเข้าวังได้โดยไม่ถูกพบเห็น” คาโลพยักหน้าเข้าใจ รันจึงกราบทูลต่อไปว่า “และตอนนี้ทางด้านนอกยังมีคนของเราอีกคน ดังนั้นนายท่านไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของนายหญิง อีกทั้งเรายังติดต่อท่านเลตัสได้แล้ว และกำลังส่งคนไปหาท่านโดรินด้วย...”

เป็นอย่างที่คิลบอกไว้ เฟรินได้รับความคุ้มครองมากกว่าที่เขาคิด คาโลเบนสายตาไปมองคิลที่ยิ้มกริ่ม

คิลรู้อยู่แล้วเรื่องที่มีกลุ่มคนคอยตามคุ้มครองเฟรินอย่างลับๆ เพราะตอนที่เขากลับออกมาจากตำหนักของเฟริน เขาได้เจอคนพวกนี้โดยบังเอิญ แต่จะว่าเจอก็ไม่ถูกต้องนักเพราะตอนนั้นทั้งเขาและฝ่ายนั้นไม่ได้ออกมาประเชิญหน้ากันโดยตรง แค่รับรู้ถึงตัวตนของอีกฝ่าย และได้พูดคุยกันเล็กน้อยก่อนจะจากมา

ในตอนนั้น...

คิลที่ทิ้งร่างลงมาจากหน้าต่างห้องเฟริน ก็รีบกระโดดขึ้นไปบนต้นไม้ใกล้ๆ และขณะที่เขาโดดจากกิ่งหนึ่งไปสู่อีกกิ่งโดยหลบหลีกพวกทหารลาดตระเวนไปด้วย เขาก็จับสัมผัสของคนกลุ่มหนึ่งที่กระจายอยู่รอบตำหนักของเฟรินได้ ตอนแรกคิลนึกว่าเป็นคนร้าย และกำลังวางแผนว่าจะทำอย่างไรกับคนกลุ่มนี้ดี เสียงของคนๆหนึ่งก็ดังขึ้นมา และไม่ได้ดังแบบให้เขาใช้หูจับเสียง แต่มันกลับดังอยู่ในสมองเขาโดยตรง เสียงนั้นบอกเขาว่า พวกตนไม่ใช่คนร้าย แต่เป็นองครักษ์ของเฟรินที่ท่านเจราส ลุงของคาโลส่งมา ตอนแรกคิลไม่เชื่อ แต่ขณะที่กำลังสองจิตสองใจเพราะฝ่ายนั้นไม่ได้ปล่อยรังสีสังหารออกมาเลย เสียงผู้หญิงอีกคนก็ดังขึ้นมา มันเป็นเสียงกระซิบแผ่วๆแต่เขาได้ยินชัดเต็มสองหู เสียงนั้นบอกเขาว่ามีทหารลาดตระเวนกำลังมาทางนี้ ให้เขารีบไป และไม่ทันที่เขาจะขยับ ทหารพวกนั้นก็โผล่มาให้เห็นแต่ไกลจริงๆ คิลจึงตัดสินใจหนีออกมา โดยทิ้งประโยคประโยคหนึ่งเอาไว้ด้วย

“วันนี้ฉันจะเชื่อพวกนาย แต่หากเฟรินเป็นอะไรไป ถึงฉันจะไม่เคยเห็นหน้า แต่อย่าหวังว่าจะหนีนักฆ่าจากตระกูลฟีลมัสพ้น” น้ำเสียงตอนนั้นเหี้ยมโหด เต็มไปด้วยไอสังหาร แต่เพียงแค่วูบเดียวเท่านั้น ทุกอย่างก็หายไปราวกับเรื่องโกหกพร้อมๆกับจิตของคิลที่เล็ดรอดออกจากกำแพงวังไปแล้ว

ทางด้านคิลที่ออกจากวังคาโนวาลได้อย่างง่ายดายไม่ใช่เพราะการป้องกันที่หละหลวม เพราะแค่เวทของคาโลที่คลุมวังอยู่หลายสิบชั้นนั้น หากเป็นคนธรรมดา คงได้ตายตั้งแต่ตอนที่คิดจะกระโดดข้ามกำแพงวังแล้วด้วยซ้ำ แต่ทว่าเพราะคนๆนั้นคือคิลต่างหาก คนที่ได้สิทธิเข้าออกวังได้ทุกเมื่อหากไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อพวกเขา ด้วยเวทพิเศษที่คาโลร่ายให้คิลโดยเฉพาะ แต่ตอนที่เฟรินรู้เรื่องนี้ หล่อนกลับบอกว่า คิลโดนคาโลสาปเสียมากกว่า แต่ก็นั่นอีก เจ้าตัวคนโดนสาปกลับหัวเราะร่า บอกแต่เพียงว่า

‘ดีแล้ว...’

เพียงเท่านั้น




/////////////////////////////////////////////////////////////




ทางด้านวังหลวงก็เป็นไปดังคาด เมื่อเฟรเดอริกหาเรื่องมาเข้าเฝ้าเฟรินจริงๆ แม้มันจะเป็นในยามวิกาลเช่นนี้ก็ตาม

เจ้าตัวอ้างว่ามีคนร้ายบุกเข้ามาในวัง และตามมันมาจนถึงนี่ อีกทั้งยังพยายามอย่างยิ่งที่จะขอเข้าพบเฟริน ทั้งที่คาเดียและเลเลียต่างห้ามปรามเสียงแข็งเพราะเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง แต่ เฟรเดอริกกลับไม่ฟังเสียงใคร

“หากฝ่าบาททรงเป็นอะไรไป พวกเจ้าจะรับผิดชอบไหวหรือไม่” สิ้นคำนั้นเฟรเดอริกก็ผลักประตูเข้าไปในห้อง เดินผ่านประตูบานน้อยตรงเข้าสู่ที่บรรทมในทันทีโดยมีทหารของเขาตามเข้ามาอีกเป็นขบวน พร้อมกับสองนางกำนัลที่วิ่งตามเข้ามาพร้อมกับร้องเสียงตกใจ

เฟรเดอริกยกมือขึ้นแหวกม่านเตียงสีขาวบางเบานั้นอย่างถือวิสาสะ เป็นเวลาเดียวกับอีวาในร่างของเฟรินที่ผลุดลุกขึ้นนั่ง

เรือนร่างบอบบางที่ต้องกับแสงจันทร์ดูผุดผาด เส้นผมสีน้ำตาลดูจะเปลี่ยนเป็นสีทองได้อย่างอัศจรรย์ในคืนจันทร์เต็มดวงเช่นนี้ ไม่เพียงแค่เฟรเดอริกเท่านั้นแต่เหล่าทหารที่พากันดาหน้าเข้ามาและเห็นภาพอันงดงามนั้นต่างก็ตกอยู่ในอาการเดียวกัน ไม่มีใครเคลื่อนไหว ไม่มีเสียงใดๆเล็ดลอดออกจากริมฝีปาก ราวกับทุกคนถูกสะกดด้วยอำนาจของภูตพรายก็ไม่ปราน

“พวกเจ้าบังอาจเกินไปแล้ว ยังไม่รีบคุกเข่า” คาเดียตวาดเสียงหลง เธอไม่เคยเจอใครที่บังอาจเหิมเกริมเช่นนี้มาก่อน ถ้าตอนนี้องค์กษัตริย์ประทับอยู่ด้วย พวกมันทั้งสิบเจ็ดชีวิตในที่นี้คงโดนเพลิงพิโรจเด็ดหัวจนหมดสิ้น

พวกทหารที่ได้สติต่างตกใจ รนราน และคุกเข่าลงขอประทานอภัย เว้นแต่เฟรเดอริก เขารูดม่านออกให้เห็นเฟรินชัด ก่อนจะถอยออกมาครึ่งก้าว แล้วคุกเข่าลงถวายความเคารพพร้อมกับชี้แจงสาเหตุที่เขาต้องบุกเข้ามาในยาววิกาลโดยไม่มีคำขอโทษหลุดออกมาแต่อย่างใด แต่ด้วยความที่ว่าตัวอีวาเองก็ศึกษานิสัยของเฟรินมามากพอสมควร แม้เธอจะโกรธที่คนพวกนี้ทำการอันไม่เหมาะสม แต่เมื่อใส่หน้ากากที่ชื่อว่าเฟรินแล้ว เจ้าตัวจึงแค่ยิ้มและกล่าวอย่างไม่ถือสา

คาเดียรีบเอาเสื้อมาคลุมไหล่ให้เฟริน ขณะที่เจ้าตัวกำลังจะหย่อนขาลงข้างเตียงเพื่อให้คุยได้สะดวก

“ท่านว่าคนร้ายบุกเข้ามาในห้องเรา แล้วตอนนี้พบคนร้ายหรือไม่” อีวาพยายามดัดให้เสียงราบเรียบ

“ไม่ กระหม่อม”

“เราก็คิดเช่นนั้น เพราะเราเองก็อยู่ในนี้มาตลอดตั้งแต่เย็น ยังไม่เห็นใครน่าสงสัยเข้ามา”

“กระหม่อมก็แค่ทำตามหน้าที่ เกรงว่าพระองค์จะทรงเป็นอันตราย”

“แล้วท่านเห็นว่าเราได้รับอันตรายใดๆหรือไม่ ท่านอา”

เฟรเดอริกมองสำรวจเฟรินตั้งแต่หัวจรดเท้า และมันเป็นการไม่บังควรอย่างยิ่งในสายตาของนางกำนัลทั้งสอง แต่เพราะเฟรินยกมือห้ามไว้ทั้งสองคนจึงเงียบ ขณะที่เฟรเดอริกยิ้มกริ่ม

“ไม่ กระหม่อม หม่อมฉันเห็นว่าฝ่าบาทยังคงงดงามและไร้ซึ่งมลทินใดๆอยู่เช่นเดิม”

“เช่นนั้นท่านคงวางใจแล้ว บอกให้คนของท่านออกไปเถิด เราเองก็อยากพักผ่อนเช่นกัน”

เฟรเดอริกและพวกทหารเอ่ยทูลลาและพากันกลับไป ไม่มีใครเข้าใจรอยยิ้มของเฟรเดริก ยกเว้นคนที่ได้รับโดยตรงอย่าอีวา เธอชักเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า การพาราชินีกลับมาในตอนนี้ ตอนที่งูพิษตัวนั้นยังอยู่ จะเป็นการปลอดภัยต่อสวัสดิภาพของนายเธอจริงหรือไม่ แต่หากไม่ให้ราชินีกลับมา การให้เธอขึ้นว่าราชการแทนก็อันตรายไม่น้อยไปกว่าเช่นกัน

แบบนี้แล้ว เธอ...จะทำอย่างไรดี




///////////////////////////////////////////////////////////




ในห้องคุมขังที่มืดมิด กลิ่นอับชื้นฉุนแตะจมูก เสียงโซ่กระทบกันยามเขาขยับตัวดังเบาๆ แม้สติยังเรือนลาง แต่เขารู้ดี ตอนนี้ตัวเขาคุกเข่าอยู่บนพื้นหินเย็นเฉียบ มือเท้าถูกจองจำด้วยโซ่ และสถานะของเขาในตอนนี้ไม่สวยหรูนัก

มันเกิดอะไรขึ้นขณะที่เขาสลบอยู่กัน

เทรซใช้สติที่เหลือน้อยนิดขบปัญหา แต่ไม่ว่าพยายามนึกอย่างไรก็นึกไม่ออก ความปวดแล่นจี๊ดอยู่ในหัว ตัวของเขาเองก็ร้อนรุ่มราวจับไข้

เขาจำได้ลางๆว่าออกไปสู้กับองครักษ์ของฝ่าบาท รู้สึกว่าเกือบจะต้องตายอยู่แล้ว ตอนนั้นอยู่ๆหัวสมองก็ขาวโผลนไปหมด รู้สึกเหมือนจะเห็นฝ่าบาทอยู่ตรงหน้า แต่ก็เพียงครู่เดียวก่อนสติทั้งหมดจะดับไป และพอตื่นมาอีกครั้ง ก็มาอยู่ในสภาพนี้

นี่มัน...เกิดอะไรขึ้นกับเขากัน

แทนคำตอบ ประตูห้องขังเปิดออก แสงสว่างด้านนอกส่องเข้ามาเล็กน้อยแต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เห็นว่าสองคนที่เข้ามาไม่ใช่ใครอื่น

“มาคอน” เสียงของเทรซแหบแห้งเหมือนคนขาดน้ำ ตาของเขาเหลือบไปมองเด็กอีกคนที่เดินตามมาด้านหลัง
 
อิเรียส!!

หรือว่า...

แม้ในใจจะตระหนก ด้วยสังหรณ์ใจว่าความลับเรื่องเขาคงแตกละเอียดแล้ว แต่สีหน้าที่แสดงออกภายนอกยังคงเก็บอาการได้ดีไม่เสียชื่อ

“พวกนายเล่นอะไรกันเนี่ย” เทรซถามไป รอยยิ้มยังคงฉาบริมฝีปากไม่มีหลุด

มาคอนหัวเราะ “นั่นสิ ข้าจะเล่นอะไรกับเจ้าดี เจ้าหนูราชสำนัก”

เทรซยิ้มขำ “นั่นมุขหรือ”

มาคอนเดินเข้ามาใกล้ รอยยิ้มของเขาไม่ต่างจากคนโรคจิตนัก

“ปากแข็งดีใช้ได้” พูดเสร็จก็ยกมือขึ้นจิกผมเทรซให้แหงนหน้าสบตากับเขาในระยะประชิด

“ข้าจะทำอะไรกับเจ้าดีนะ...เจ้าคิดว่าไงอิเรียส” ประโยคหลังจงใจส่งไปให้อีกคนที่เงียบตั้งแต่เดินเข้ามาแล้ว แต่ก็เหมือนเดิมไม่มีเสียงจากเป้าหมายตอบกลับมา

“แล้วเจ้าล่ะอยากให้ข้าทำอย่างไรกับเจ้าดี” คราวนี้มาคอนหันมาพูดกับเทรซบ้าง

ส่วนเทรซกำลังคิดหนัก ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายรู้เรื่องของเขามากน้อยแค่ไหน และที่สำคัญอาการปวดตุบไปทั้งหัวของเขาในตอนนี้ ไม่เหมาะที่จะใช้มันเค้นหาทางออกเอาเสียเลย

“ว่าไง ถึงกับพูดไม่ออกเลยหรือ”

“ไม่ใช่พูดไม่ออก แต่ฉันกำลังสงสัยว่านายพูดเรื่องอะไรต่างหาก” เทรซตัดสินใจทำเป็นไม่รู้เรื่องไปก่อน ตอนนี้ที่เขาต้องรู้คือ เขาอยู่ในสถานะไหน และคนตรงหน้ารู้เรื่องมากเพียงไร

“ไม่ต้องทำเป็นไขสือ” มาคอนปล่อยมือจากเส้นผมของเทรซ เขายืดตัวขึ้นเต็มความสูงและเหยียดสายตามอง หากเป็นคนอื่นคงขวัญหนีไม่เป็นขบวน แต่ไม่ใช่สำหรับเทรซ

“ข้าจะบอกให้เอาบุญก็แล้วกัน เพราะสภาพของเจ้าในตอนนี้ ถึงรู้อะไรไป ก็ทำอะไรไม่ได้” มาคอนเดินไปทางด้านขวามือของเขา ตรงไปยังกำแพง เทรซมองตามไป และตอนนั้นเองที่เขาเพิ่งเห็นว่าห้องนี้ไม่ใช่ห้องขังธรรมดา แต่มันเต็มไปด้วยเครื่องทรมานหลากชนิดจนยากจะจินตนาการ

มาคอนมองไปยังเหล็กแหลมรูปร่างต่างๆที่แขวนอยู่เป็นตับ เขาใช้มือขวาค่อยๆไล่ปลายนิ้วแตะมันไปทีละอัน เหมือนกับจะเลือกว่าอันไหนดูดีที่สุดในการทำโทษผู้ที่บังอาจแฝงตัวมาเป็นไส้ศึก จนกระทั่งหยุดลงที่ตะขอเหล็กธรรมดาๆอันหนึ่ง แต่ทว่าปลายแหลมของมัน คมกริบ

“รู้รึเปล่าว่า ตอนที่เจ้าไม่ได้สติ อิเรียสทำอะไรกับเจ้า” เขาหัวเราะในลำคอ พร้อมกับหยิบตะขอเหล็กออกมาและเดินมาหยุดตรงหน้าเทรซอีกครั้ง

มาคอนใช้ส่วนโค้งของตะขอช้อนคางของเทรซ บังคับให้เขาเงยหน้าขึ้น “เจ้าเคยถามสินะว่าอิเรียสอ่านใจได้หรือไม่” มาคอนยื่นหน้าเข้าไปใกล้ ก่อนหรี่ตามองเทรซที่สีหน้ายังไม่เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย “คำตอบคือไม่ใช่แค่อ่าน แต่อิเรียสสามารถสาวตัวตนของใครก็ตามที่มันต้องการจะรู้ เพียงแค่สัมผัส...แบบนี้” มาคอนใช้มืออีกข้างทาบไปบนหน้าผากของเทรซ “และยิ่งหากเป้าหมายไม่มีสติ ก็ยิ่งง่าย ไม่ว่าเรื่องอะไรที่คนๆนั้นรู้ อิเรียสก็จะรู้ด้วยเช่นกัน อย่างเช่น...”

มาคอนละมือทั้งสองข้างออกจากเทรซ “เรื่องที่เจ้าหนูคาโลสั่งเจ้ามา เรื่องแผนการทั้งหมดของเจ้า เรื่องที่เจ้าเป็นลูกครึ่งเผ่ามายา และเรื่องที่เจ้า ยังมีน้องสาวอีกคน...อยู่ใกล้ๆนี่”

แม้สีหน้าของเทรซขณะได้ฟังเรื่องทั้งหมดจะยังคงเดิม ไม่แปรไปเลยแม้แต่นิ้วเดียว แต่ในใจของเขาตอนนี้กำลังเต้นรัวแรงจนเจ้าตัวภาวนาไม่ให้มันดังมากไปกว่านี้ อย่างน้อยก็ขอให้ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ยิน

เป็นความผิดของเขาเอง เขาเองที่ประมาทมากไป เขาเองที่เชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไป และเขาเองที่ไม่รู้จักสืบให้ดีกว่านี้ ว่ามาคอนมีคนที่มีความสามารถราวกับปีศาจอยู่ข้างกาย

พอนึกถึงปีศาจ เทรซก็ขยับสายตาไปทางอิเรียสที่ยังคงสงบนิ่งเช่นเดิม พลางคิดในใจว่า

นายเป็นใครกันแน่ อิเรียส

เหมือนอิเรียสจะได้ยินเสียงในใจของเทรซ เจ้าตัวสบตากลับมาหลังจากยืนเหม่ออยู่นาน

“เป็นไง พูดไม่ออกแล้วสิ” ตอนนั้นเองที่แสงจากต่างหูทองส่องประกายขึ้น มันเป็นแค่แสงเรืองน้อยๆแบบที่ไม่น่าจะมีใครสังเกตเห็นหากพวกเขาทั้งหมดไม่ได้มาอยู่ในห้องที่มืดมิดเช่นนี้ และนั่นทำให้เทรซแสดงสีหน้าตกใจออกมาเป็นครั้งแรก

“จริงสิ” มาคอนเปรย รอยยิ้มไม่น่าไว้ใจฉาบเต็มใบหน้า เขาเอื้อมมือมาที่ใบหูของเทรซ ลูบที่ต่างหูเบาๆ ก่อนจะกระชากมันออกมาเต็มแรง เทรซนิ่วหน้า เลือดสดๆไหลลงมาตามบาดแผลหยดลงบนเสื้อ มาคอนโยนมันต่อไปให้อิเรียส และดูเหมือนว่าคนรับจะรู้ว่าควรทำอย่างไร เขาถือมันไว้และกำหนดจิตตอบกลับ

“ฝ่าบาท” อิเรียสจงใจพูดออกมาให้เทรซได้ยิน และที่น่าตกใจยิ่งกว่าการรู้ว่าฝ่ายที่ติดต่อมาเป็นใคร คือเสียงของอิเรียสที่เปลี่ยนมาเป็นเสียงเขา

อิเรียสกำลังใช้เสียงของเขาคุยกับฝ่าบาท เขากำลังจะทำให้ฝ่าบาทต้องติดกับคนเหล่านี้

เทรซกำลังจะตะโกนเตือนคาโล เพราะอย่างน้อยหากเสียงของเขาเข้าหัวอิเรียส มันก็ดังไปถึงอีกฝั่งด้วย แต่แล้วมาคอนกลับใช้มือตะปบเข้าที่คอของเขา ก่อนจะอัดเข้ากับกำแพงดัง ‘ปึ้ง’ บีบแน่นจนเขาหายใจไม่ออก และไม่อาจเปล่งเสียงได้

‘นั่นเสียงอะไร’ คาโลถามกลับมา

อิเรียสมองมาทางเทรซกับมาคอนด้วยสายตาไร้ความหมายขณะคุยโต้ตอบกับคาโลอย่างลื่นไหล

“พวกโจรมันทะเลาะกันเองพ่ะย่ะค่ะ”

เสียงอือจากคาโลทำให้อิเรียสเดาว่าอีกฝ่ายเข้าใจตามนั้นจึงเริ่มคุยเรื่องอื่นต่อ

เทรซที่กำลังมองทุกอย่างที่ผิดพลาด ผ่านสายตาอันพล่ามัว ก็ได้แต่โทษความไร้กำลังของตัวเองอย่างเจ็บใจ เขาไม่รู้ว่าที่ตัวเองสิ้นแรงถึงเพียงนี้มาจากการที่เขากลายร่างเป็นปีศาจ เพราะสิ่งนั้นทำให้เขาไม่แค่เสียแรงกายไปมากมาย แต่ยังสูญเสียพลังเวทไปมหาศาล จนตัวเขาในตอนนี้ไม่ได้ต่างอะไรไปจากเด็กเล็กๆคนหนึ่ง

“พ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันรู้แน่ชัดแล้ว ว่าพวกชาวบ้านถูกขังอยู่ที่ไหน”

อิเรียสรายงานไปว่าพวกชาวบ้านอยู่ที่หอคอยเหนือจริงๆ และบอกต่อว่าต้องเปิดทางลับจากพื้นหอคอยลงไปด้านล่าง โดยการเคลื่อนรูปปั้นนักรบถือคทาตะวัน แต่ถึงจะรู้ก็ไม่สามารถอพยพคนจากในนั้นออกมาได้ เพราะทางเข้านั้นแคบ เข้าออกได้ทีละสามคน หากไม่ถูกพบเห็นก่อนระหว่างทำการลำเลียงพลเมือง ก็ไม่รู้ว่าเมื่อพาคนเหล่านั้นออกมาได้แล้ว จะลอดพ้นหูตาของพวกโจร หนีไปได้อย่างไร”

คาโลนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับมา

‘เจ้าจำที่เราบอกให้เปิดตานักรบที่ถือคทาตะวันได้หรือไหม’

อิเรียสนิ่งไปครู่หนึ่ง

ตอนที่เขาสำรวจความจำของเทรซ เขาคงพลาดเรื่องนี้ไป

“จำได้กระหม่อม” อิเรียสตัดสินใจตามน้ำไปก่อน

‘เราจะบอกวิธีเปิดให้ ให้เจ้าพาเคฟกับชาวบ้านหนีออกมาทางนั้น ทางเราเองก็จะยกกำลังบุกเข้าไปทางนั้นเช่นกัน’

หลังจากนั้นคาโลก็เริ่มอธิบายว่าการเลื่อนรูปปั้นแบบที่อิเรียสว่าไปเมื่อครู่เป็นแค่การเปิดประตูที่อยู่ในหอคอย ไม่ใช่การเปิดประตูออกไปภายนอก ทางลับที่อยู่ในหอคอยเหนือถูกสร้างขึ้นเพื่ออพยพออกจากเมือง เป็นการสลัดฐานที่มั่น จึงได้ทำกลไกลวงไว้ คนที่ไม่รู้ก็จะนึกว่ามันเป็นแค่ห้องลับเอาไว้ซ่อนตัวธรรมดา แต่หากเปิดอย่างถูกวิธีแล้ว ประตูบานที่สองจากในห้องลับจะเปิดออกด้วยและสามารถออกไปภายนอกได้ ส่วนที่ปิดประตูลับก็คือสลักที่ซ่อนอยู่ทางด้านนอก หากออกมาได้แล้ว เพียงดึงสลักลง ประตูก็จะปิดตามเดิม

“แล้ววิธีเปิดตารูปปั้นล่ะกระหม่อม” เมื่อแน่ใจว่าคาโลไม่เคยบอกวิธีให้เทรซรู้ อิเรียสจึงเอ่ยปากถาม

‘รูปปั้นนั้นกำกับเวทเอาไว้ แค่หยดเลือดไปที่หัวคทา ตารูปปั้นจะเปิด’

หลังจากนั้นคาโลก็เริ่มนัดเวลาที่จะเริ่มแผนการ อิเรียสเพียงรับคำตามไปเรียบๆ จนกระทั่งคาโลตบท้ายให้ระวังตัว และตัดการติดต่อไป

มาคอนค่อยๆปล่อยมือออกจากคอของเทรซ ทำให้เขาทรุดฮวบลงทันที โชคดีที่ได้โซ่ช่วยรั้งตัวเอาไว้ ทำให้เขาไม่ต้องถึงขนาดหมอบราบไปกับพื้น แต่ถ้าให้เลือกระหว่างสายโซ่ที่รั้งอยู่กับการปล่อยให้เขาฟุบไปบนพื้นเลย เทรซอาจเต็มใจเลือกอย่างหลัง เพราะถ้ามือเท้าเป็นอิสระ เขาจะเคลื่อนไหวอะไรได้ง่ายกว่า อย่างน้อยก็แก้ไขสถานการณ์ที่เป็นอยู่แม้สักนิดก็ยังดี ทว่าสิ่งที่ตอนนี้เจ้าตัวทำได้ มีเพียงการเก็บอากาศเข้าปอดให้ได้มากที่สุด แม้จะรู้สึกเจ็บเสียดมากแค่ไหนก็ตาม

“เจ้าหนูนั่นจะบุกเข้ามาเมื่อไหร่” มาคอนเดินไปถามอิเรียส ขณะที่เขาเก็บต่างหูเข้าไปในอกเสื้อ

“อีกสิบห้าวัน ตอนเที่ยงยามไร้จันทร์” อิเรียสตอบกลับไปเสียงไร้อารมณ์เช่นเดิม

“ดี” มาคอนว่า ก่อนจะหันไปมองเทรซที่ยังคงก้มหน้า หอบจนตัวโยน และมีโซ่รั้งตัวไว้ไม่ให้ล้มเหมือนคนหมดแรงเต็มทน

“ข้าจะปล่อยเจ้าให้รอดไปจนกว่าจะถึงวันนั้น เจ้าจะได้เห็นวาระสุดท้ายของนายเจ้า หึหึ ถือเป็นของขวัญจากข้าแล้วกัน” พูดเสร็จมาคอนก็หัวเราะลั่นอย่างสมใจ ก่อนจะเดินออกไปโดยมีอิเรียสตามหลัง และไม่ทันได้ยินประโยคสุดท้ายจากปากของเทรซ

“แล้วเจ้าจะเสียใจ” คำพูดนั้นแผ่วเบาราวกระซิบ รอยยิ้มน้อยๆฉาบยังริมฝีปาก ไม่มีใครรู้ว่ามันเป็นรอยยิ้มจากความสมเพชตัวเอง หรือมีความหมายอื่นใดแอบแฝงกันแน่




RayGuard
17/11/2007

ความคิดเห็น

nazezus
nazezus 17 พ.ย. 50 / 20:14

ตามมาอ่านค่ะ กำลังสนุกแบบสุด ๆ เลย

สรุปว่าเฟรินท้องแล้วใช่หรือเปล่า หวังว่าคงจะไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้นซะก่อนนะ


คาโลจะตกหลุมพลางหรือเปล่าน้า น่าเป็นห่วงจริง ๆ

สรุปแล้วคิลมาทำหน้าที่เป็นโทรศัพท์สินะเนี้ย คิก ๆ


แล้วจะรออ่านต่อนะคะ

ปล.ขอให้หายไว ๆ นะคะ

freyachan
freyachan 17 พ.ย. 50 / 22:44
อัพแ้ล้วๆ ไม่น่าเืชื่อ

ทำไมเรื่องมันกลับตาลปัตรขนาดนี้ได้ล่ะเนี่ย เทรซถูกจับ คาโลหลงกลอีกง่า

กำลังอ่านสนุกๆก็จบซะแล้ว ฮือๆ รีบๆเอาตอนต่อไปมาอัพเร็วๆนะท่านอัล 

ส่วนเรื่องฝึกงานพยายามเข้านะคะ ถ้าทำงานดี บริษัทจะได้จีบไปเตรียมทำงานเลยไง อิอิ
key-j
key-j 17 พ.ย. 50 / 22:52

โอ้........อัพได้ซักทีเน้อ โล่งไปที นึกว่าจะหายไปซะแล้ว ตอนนี้ก็งงอ่ะน่ะ แต่ก็หนุก พยายามจะปรับความเข้าใจกับเรื่องอยู่ ไม่ได้อ่านาน ลืมไปบ้างอ่ะ


PS.  ฮัลโหล234 วันทูทรี อัพเอ็นท์ดาวน์ แวะเข้ามาในไอดีกระผมด้วยน่ะคร้าบบบบ จะว่างอยู่แล้ว
cupcake_JA
cupcake_JA 17 พ.ย. 50 / 23:42

อัพอีก ให้สมกับที่รอคอยมาเป็นเวลานาย.... เอาซักพันเปอร์เซ็นต์ไปเลย แล้วหลายๆ ตอน

หนุกจริงๆ ท่านเรย์ มาอัพไวๆ นะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 5
หายไปนานเลยนะจ๊ะเรย์จัง
สนุกจริงๆ แต่บอกตรงๆว่าคิดถึงฉากหวานๆของคาโลกับเฟรินจังเลย
Ankle sprain ซะแล้วหรือเนี่ยไปทำท่าไหนเข้าล่ะ ดูแลตัวเองดีๆนะจ๊ะ
ใกล้จะจบแล้ว สู้ๆนะจ๊ะ
redkop
redkop 19 พ.ย. 50 / 00:41

กรี๊ดดด อัพแล้วว ยอมรับว่าลืมเนื้อเรื่องไปบ้าง อิๆๆๆ
แต่ก็ยังสนุก น่าลุ้นเช่นเดิม

อีตาเฟรเดอริกนี่ช่างกล้าจริงๆๆ หมั่นไส้ แล้วงี้คาโลจะรอดมั๊ยยยยย

อีกนานเท่าไหร่ถึงจะได้อ่านต่อง่า

ความคิดเห็นที่ 7
หายไปนานมาก ๆ เลย  จนเราคิดว่าจะทิ้งเรื่องนี้แล้วเหรอ ...
ถ้าทิ้งก็จะน่าเสียดายมาก ๆ เพราะเรื่องสนุกมากมาย
แต่ก็เข้าใจนะว่างานคงยุ่งมาก  พอเห็นว่าอัพแล้ว ก็รีบเข้ามาอ่านเลย
ยังสนุกไม่เปลี่ยน เรื่องเริ่มมีปมใหม่มาให้คิดต่ออีก รอลุ้นนะ ว่าคาโลจะหลงกลหรือเปล่า
เฟรินจะท้องไหม  สรุป จะปราบกบฏได้สำเร็จยังไง...
misuno
misuno 2 ธ.ค. 50 / 20:14
เย้ๆๆๆพี่เจี๊ยบอัพแล้ว

หายไปซะนานเลยค่ะ +555

ตอนนี้ก็หนุกมากๆ

เริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆแล้ววว
PS.  ...รักแท้คือแย่งชิง รักไม่จริงคือเสียสละ รักอมตะคือรักข้างเดียว....Mi$Uno....
ความคิดเห็นที่ 9
สนุกมากเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ
http://www.theclipvdo.com
key-j
key-j 22 ธ.ค. 50 / 00:05
รอคอย เธอมาแสนนาน ..... ยังไม่มาอัพอีกเรอะ
PS.  ฮัลโหล234 วันทูทรี อัพเอ็นท์ดาวน์ แวะเข้ามาในไอดีกระผมด้วยน่ะคร้าบบบบ จะว่างอยู่แล้ว
tomako
tomako 11 ก.ค. 51 / 22:45
ดีใจจริงๆที่กลับมาอัพแล้ว อ่านแล้วชอบสำนวนมากๆเลยค่ะ +นิสัยตัวละครก็ให้ความรู้สึกว่าเป็นคาโล เฟริน คิล ตอนโตจริงๆ เพิ่งตามเข้ามาอ่านใน MY ID ครั้งแรก แต่เดิมรออ่านที่ BLOCK WRITERตลอด แล้วอย่าหายไปเลยอีกน้าค้า.........