หวัดดีค่ะ หลังจากหายไป 4 เดือน ขอบคุณสำหรับคนที่ยังติดตามค่ะ
เอ่อ.. คือไม่รู้จะพูดยังไงแล้วเอาเป็นว่าไปอ่านกันเลยแล้วกันนะคะ
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
บทเพลงที่ 24 ถูกจับ!!..หนี!!
หลังจากที่เฟรินแอบลอบเข้ามาในปราสาทประจำตัวขององค์เบลีเนียได้สำเร็จเธอก็ออกเดินตรงไปในความมืดแบบไม่รู้ทางเพราะไม่เคยย่างกายเข้ามาในนี้มาก่อนจะอาศัยก็แต่การมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออก จนเวลาผ่านมาได้สักพักเจ้าตัวถึงได้เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันกับตัวเองที่ลืมถามโดรินว่าไอ้ห้องลับที่ว่ามันอยู่ตรงไหนก่อนจะต้องถอนหายใจเพราะเมื่อหลวมตัวมาถึงขนาดนี้แล้วก็คงได้แต่คลำทางเดามั่วเอาอย่างเดียว
ทางตรงหน้ามืดมิด อาศัยเพียงแสงจันทร์ที่ลอดช่องหน้าต่างเข้ามาทำให้พอเห็นภาพได้แบบเรือนรางแต่นั่นไม่ใช่อุปสรรค เฟรินยังคงอาศัยทักษะที่มีติดตัวตั้งแต่เด็กหลบหลีกทหารยามได้อย่างว่องไวจนเหมือนเป็นแค่สายลมหอบหนึ่งพัดผ่านคนเหล่านั้นไป จนกระทั่งต้องมาหยุดชะงักเอาก็ตรงหัวมุมทางเดินหนึ่งบนชั้นสอง
เฟรินรีบตวัดตัวหลบแนบไปกับผนังเมื่อหูแสนไวของหล่อนได้ยินเสียงฝีเท้าสองเสียง
เสียงหนึ่งนั้นยามวางก้าวแต่ละก้าวดูหนักแน่นทำให้เธอรู้ว่าน่าจะเป็นผู้ชาย ส่วนอีกเสียง..การเยื้องย่างแต่ละก้าวแผ่วเบาราวนางพญาเรียกความสนใจของเฟรินนักเพราะการเดินนั้นไม่เหมือนพวกทหารหรือสาวรับใช้ทั่วไป
เธอค่อยๆยื่นหน้าออกไปหวังจะดูว่าเป็นใครและไม่ต้องให้คอยนานเป้าหมายก็เดินเข้ามาในระยะมองเห็น เจ้าตัวถึงกับยิ้มกริ่มเมื่อ ‘เหยื่อ’ ออกมาหาเองถึงที่ โดยไม่ต้องเสียเวลาคิด เฟรินก็จัดการย่องตามร่างทั้งสองไปทันที
วิชาตีนแมวที่ศึกษามาเห็นจะมีประโยชน์เอาก็คราวนี้ เมื่อทั้งเฟรเดอริคและวาลีนที่เดินอยู่เบื้องหน้าดูจะไม่รู้สึกตัวถึงบุคคลที่สามอย่างเฟรินแม้แต่นิด ซ้ำยังคุยอะไรบางอย่างกันเบาๆอีกด้วย แต่ก็นั่นล่ะประโยคที่ทั้งคู่สนทนากันนั้นเบามากจนคนที่หูดีอย่างเฟรินยังไม่ได้ยิน หรือถ้าจะพูดให้ถูกคงต้องว่าสองคนนั่นแค่ขยับปากคุยกันโดยไม่ส่งเสียงเสียมากกว่า
เฟรินรีบวิ่งตามทั้งสองคนไปทันทีที่เห็นพวกเขาผลุบหายเข้าไปในห้องๆหนึ่งที่สุดทางเดินชั้นสาม มองซ้ายขวาเพื่อความแน่ใจว่าไม่มีใครผ่านมาก่อนจะจัดการแนบหูตัวเองลงกับประตู ทว่าไม่มีเสียงอะไรเล็ดลอดออกมา เมื่อรออยู่นานจนเจ้าตัวเริ่มหมดความอดทน เฟรินจึงตัดสินใจยกมือขวาขึ้นผลักประตูตรงหน้าเบาๆให้เคลื่อนออกเผยช่องว่างเพียงเล็กน้อยก่อนจะจัดการแนบหน้าลงใช้ตาที่มองเห็นได้ชัดแม้ในที่มืดเพิ่งเข้าไปด้านใน
ด้านในนั้นก็เป็นเพียงห้องรับรองแขกธรรมดา มีเตียงสี่เสาหรูหราตั้งกลางห้อง รอบๆก็เป็นเครื่องเรือนตกแต่งพองาม ทว่าร่างของสองคนที่เข้ามาก่อนหน้าหายไป
เฟรินตัดสินใจเดินเข้าไปในห้อง เจ้าตัวกวาดสายตาไปรอบๆ เพื่อหาเส้นทางที่หน้าจะเป็นทางลับ ก่อนจะเดินเข้าไปคลำๆตามกำแพงแต่จนแล้วจนลอดก็ไม่เจอทางที่ว่า แต่แล้วเหมือนกับเธอจะนึกอะไรได้ เฟรินจึงหันกลับไปมองตู้เสื้อผ้าที่ดูจะมีความลึกมากไปสักหน่อยถ้าเทียบกับตู้ปกติ แถมยังตั้งเสียชิดกำแพงอีกต่างหาก
หลังจากจดๆจ้องๆอยู่ครู่หนึ่ง เฟรินจึงเดินไปยังตู้เสื้อผ้าที่ตั้งติดกับกำแพงด้านตรงข้ามกับประตูทางเข้า จัดการเปิดประตูตู้ออกเพื่อพิสูจน์แต่กลับพบว่ามันล็อก ทว่าแค่นี้สำหรับเฟรินแล้วเป็นเรื่องเล็กนัก เจ้าตัวยิ้มเจ้าเล่ห์ขณะล้วงมือเข้าสาบเสื้อหยิบห่อผ้าสีดำห่อเล็กออกมา เฟรินก้มลงนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งที่พื้น วางห่อผ้าลงแล้วใช้มือขวาปัดมันให้กางออก เครื่องไม้เครื่องมือสำหรับสะเดาะกุญแจนาๆชนิดก็เรียงรายออกมาให้เห็น ทุกๆอันทำมาจากเหล็กอย่างดีสอดอยู่ตามซองผ้าที่ทำเอาไว้อย่างเหมาะเจาะในแทบผ้าสีดำยาวอันนั้น แสงสีเงินของพวกมันสะท้อนเป็นประกายในความมืด เฟรินมองรูกุญแจที่ตู้เสื้อผ้าก่อนจะก้มลงไล่นิ้วไปตามเครื่องมือหากินของเธอเพื่อเลือกอันที่เหมาะที่สุด จนกระทั่งถึงอันสุดท้าย เธอหยิบมันขึ้นมา สอดด้านที่มีลักษณะหยักไปมาเหมือนสายฟ้าเข้าไป จับบิดแล้วขยับขึ้นลงไปมาสองครั้งเสียงคลิกเบาๆก็ลอดออกมา
เฟรินเก็บกุญแจผีของตนเข้าที่เดิม ม้วนแทบผ้าเก็บเข้าเสื้อแล้วหยัดกายขึ้น สูดลมหายใจเข้าลึกเรียกกำลังใจก่อนจะจัดการแง้มมันออก
ภายในตู้เสื้อผ้าว่างเปล่า เธอจึงเดินเข้าไป แนบหูเข้ากับผนังตู้และเมื่อแน่ใจว่าไม่ได้ยินเสียงใด จึงเริ่มคลำหาดูเพื่อพิสูจน์ว่าผนังด้านนี้จะสามารถเปิดไปสู่ทางลับดังที่ตนสังหรณ์ได้หรือไม่
เฟรินคลำไปตามแผ่นไม้เนื้อละเอียดจนไปถึงขอบตู้ด้านขวามือ เพียงออกแรงกดเล็กน้อยผนังตู้ทั้งแผ่นก็บิดเหมือนประตูหมุน แสงสลัวด้านในส่องลอดออกมาทางช่องว่างเล็กๆ เฟรินจึงหยิบกระจกมาจ่อทำมุมเพื่อสังเกตสิ่งที่อยู่ภายใน
สิ่งที่สะท้อนเข้ามาในกระจกเป็นห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆขนาดความยาวของกำแพงแต่ละด้านไม่เกินสองเมตร แสงที่ส่องอยู่นั้นมาจากคบเพลิงที่เสียบอยู่ตามมุมกำแพงทั้งสี่ด้าน ทำให้เห็นเงาของอุปกรณ์บางอย่างที่แขวนไว้ตามผนัง แม้เจ้าตัวจะไม่อยากคิดแต่สิ่งที่คล้ายเครื่องมือชำแหละที่แขวนอยู่ทุกตารางนิ้วนั่นก็ทำให้เธออดนึกไปถึงโรงฆ่าสัตว์ไม่ได้
เฟรินผลักผนังตู้ให้เปิดกว้างขึ้นอีกนิดพร้อมกับสอดตัวเข้าไป ใช้ฝีเท้าที่เงียบกริบเดินเข้าไปด้านใน ห้องๆนี้ไม่มีคนอยู่เธอจึงคิดว่าทั้งเฟรเดอริกและวาลีนที่เดินหายเข้ามานั้นคงจะต้องเข้าประตูลับที่ไหนสักแห่งในห้องนี้ไปอีกทีเพราะไม่มีทางที่พวกเขาจะหายไปอย่างไร้ร่องรอยได้ เมื่อคิดแบบนั้นเธอจังตัดสินใจเริ่มเดินหาอะไรก็ตามที่จะพาเธอไปสู่ทางลับอีกสายหนึ่งนั้น
ระหว่างที่เฟรินกำลังหาอยู่เสียงครืดคราดเหมือนโซ่กระทบกันก็ดังออกมาเบาๆจากกำแพงด้านขวา จะว่าไปเมื่อเทียบขนาดห้องๆนี้กับห้องรับรองแขกข้างนอกแล้วดูมันจะเล็กกว่าอยู่เกือบๆสองเมตรเห็นจะได้ และเมื่อเป็นเช่นนั้นด้านหลังกำแพงด้านขวาที่หล่อนได้ยินเสียงลอดออกมาเมื่อครู่ก็คงจะมีห้องอีกห้องซ่อนอยู่เป็นแน่
เฟรินพยายามแนบหูเพื่อจับเสียงเบื้องหลังกำแพง ทว่ากำแพงนั้นอยู่ๆก็หมุนเปิดออกมาทำเอาเธอเสียหลักล้มเข้าไปด้านใน และสิ่งที่คอยเธออยู่ด้านหน้านั้นก็แทบทำเอาเฟรินลืมหายใจเลยที่เดียว...
/////////////////////////////////////////////////////////
ทางด้านคาโลเมื่อเขาจัดแจงเคลียเรื่องยุ่งๆทุกอย่างในวันนี้เป็นที่เรียบร้อย เขาก็สั่งให้ทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อนแต่ก็ให้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ตลอดเวลา ส่วนตัวเขาเองก็เดินกลับห้องพักไป
แม้ยามนี้จะเป็นกลางคืนที่ได้แต่อาศัยแสงไฟจากคบเพลิงแต่ร่างสูงของกษัตริย์แห่งคาโนวาลก็ยังก้าวไปยังทางหินด้วยช่วงก้าวสม่ำเสมอคงความสง่างามได้อยู่เป็นนิจโดยมีเมราสเดินตามอยู่เคียงข้างดังเช่นปกติจนกระทั่งมาถึงหน้ากระโจมที่ประทับ ทว่าทันทีที่มือของคาโลกำลังจะเลิกชายผ้าหนาที่กั้นเป็นประตูขึ้น..จู่ๆมือเรียวๆขององครักษ์คนสนิทก็ยื่นมากันไว้อย่างรวดเร็วทำเอาคาโลชะงักไปเล็กน้อย
เมราสมองสบตานายเหนือหัวคล้ายจะบอกให้ถอยไปก่อน เมื่อตนจับได้ถึงสัญญาณของสิ่งมีชีวิตอื่นในห้อง!!
คาโลไม่ได้ว่าอะไรเจ้าตัวก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวปล่อยให้องครักษ์ของตนได้ทำตามหน้าที่
เมราสเมื่อเห็นคาโลถอยออกมาแล้ว ชายหนุ่มจึงแทรกตัวไปยืนอยู่เบื้องหน้าแทน มือขวาจับด้ามดาบหนึ่งในสองที่สะพายไขว้อยู่กลางหลังไว้มั่น อีกมือก็คว้าจับที่ชายม่านกระโจม
เพียงเสียวนาทีที่มือสัมผัส ม่านกระโจมถูกสะบัดออกพร้อมกับร่างของนักดาบแห่งอนาคินพุ่งวูบเข้าไปยังห้องมืด..ตรงเข้าหาตำแหน่งเป้าหมายดุจลูกธนู
ดาบเรียวที่ลิ้มรสเลือดมาอย่างโชกโชนจ่อแนบอยู่ติดกับต้นคอขาวของฝ่ายตรงข้ามทว่าตัวของเมราสเองก็ถึงกับต้องชะงักและแอ่นคอตัวเองไปด้านหลังอย่างเร็วเมื่อปลายมีดสั้นคมกริมจากมือของผู้บุกรุกจี้อยู่ที่คอหอยของเขาจนเลือดซึมลงมา
“เกือบไป เกือบไป” เสียงทุ้มคุ้นหูของชายที่บังอาจบุกรุกห้องกษัตริย์ดังขึ้น “นี่นายคิดจะสั่งลูกน้องให้มาฆ่าฉันจริงๆเลยรึไงกัน คาโล”
เมื่อสิ้นคำห้องทั้งห้องก็ถูกจุดให้สว่างด้วยไฟเวทซึ่งบัดนี้กำลังเต้นระริกอยู่บนเชิงเทินด้วยฤทธิ์ของผู้มากศักดิ์ที่ดูเหมือนว่าจะเดินตามหลังลูกน้องคนสำคัญเข้ามาทันทีที่ร่างของเมราสลับสายตา
คาโลแค่ปรายตามองคิลที่นั่งจ่อมีดจิ้มคอเมราสอยู่ที่โต๊ะน้ำชาแวบหนึ่งก่อนจะเดินเลยไปยังราวแขวนเสื้อทรงสูงสีดำที่วางอยู่ข้างเตียงเหมือนไม่คิดจะใส่ใจภาพหวาดเสียวตรงหน้า
เมราสเมื่อเห็นว่าคาโลจะทำอะไรก็รีบลดดาบลงจากคอของคิลแล้วเดินตรงไปยังที่ที่คาโลยืนอยู่โดยไม่สนใจแผลเลือดซิบที่คอของตน มือของราชองครักษ์ยื่นไปเตรียมรอรับเสื้อคลุมของคาโลเพื่อเตรียมจะแขวนให้ คาโลจึงส่งเสื้อนอกของตนไปให้แบบไม่คิดจะขัดก่อนจะพูดเสียงเบาเชิงสั่งให้องครักษ์ตัวดีไปทำแผล เมราสมองไปทางคิลครู่หนึ่งเหมือนจะชั่งใจแต่แล้วก็กลับมาก้มหัวเอ่ยถวายบังคมลาแล้วเดินออกจากกระโจม
เมื่อเหลือกันอยู่แค่สองคนความเงียบจึงเข้าครอบงำห้องพักชั่วคราวแห่งนี้อีกครั้ง คิลที่ทนไม่ไหวจึงกระแอ้มไอเรียกเสียงคล้ายจะเริ่มบทสนทนาแต่คาโลที่นั่งอยู่ที่เตียงกลับโบกมือขึ้นวูบหนึ่งสร้างเวทกักเสียงแล้วเอ่ยขึ้นแทน
“เฟรินใช้ให้มา?” ถามเสียงเรียบแต่คนฟังชักคิ้วกระตุกหน่อยๆกับคำว่า ‘ใช้’ จึงรีบกล่าวแก้
“เรียกว่า ‘วาน’ ให้มาจะน่าฟังกว่านะ” พูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแต่อีกฝ่ายก็ยังคงนิ่งแล้วถามต่อ
“แล้วไง”
“อะไรแล้วไง” คิลแกล้งยวนถามทั้งที่รู้ความหมายอยู่แล้ว
คาโลที่ได้ยินแบบนั้นก็ต้องถอนใจพลางคิดว่านักฆ่าคงติดนิสัยจากขโมย
คิลเมื่อเห็นสีหน้าของเพื่อนซี้เลยยิ้มขำก่อนจะตอบคำถามให้ดีๆ
“ยัยนั่นแค่วานให้ฉันมาตามดูนายพร้อมกับรายงานความเป็นอยู่..คงกลัวนายว่างมากจะไปหลีสาวแถวชายแดนล่ะมั้ง” คำตอบที่เกือบจะดูมีสาระในตอนแรกพังคลืนลงด้วยประโยคสุดท้าย ตาสีฟ้าคมดุตวัดมองไม่พอใจแต่คิลหาได้สะทกสะท้านยังคงว่าต่อ
“อีกอย่างยัยนั่นยังฝากให้ฉันมาคอยคุ้มครองนายลับๆด้วย” รอยยิ้มฉาบที่ริมฝีปากมากขึ้น มือหนาลูบต้นคอที่เมื่อไม่กี่นาทีก่อนยังมีดาบเรียวของเมราสทาบอยู่เบาๆ “แต่เห็นทีคงไม่ต้องแล้วมั้ง” เมื่อคิลลดมือลง แสงไฟเวทในห้องจึงส่องให้เห็นรอยบาดจางๆจากคมดาบที่ต้นคอของคิล
“สมควร” น้ำคำเย็นชาตอกย้ำเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายดันเข้ามานั่งจิบชาในห้องเขามืดๆก็สมควรจะโดนอยู่แล้ว...ทำอะไรไม่เข้าท่า!!
คิลที่อ่านสายตาตำหนินั้นออกก็ได้แต่หัวเราะ หึหึ
ทั้งสองฝ่ายจ้องหน้ากันก่อนจะเป็นฝ่ายคาโลที่เริ่มบทสนทนา...
“เฟรินเป็นยังไงบ้าง”
////////////////////////////////////////////////////////////////
เฟรินได้แต่นั่งหน้าซีดเมื่อคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าตนดันเป็นบุคคลไม่พึงปรารถนาทั้งสอง
ตั้งแต่ต้นแล้วเธอไม่คิดจะหลวมตัวผลุบเข้ามาในห้องแคบๆนี่เลยจริงๆ เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าในนี้จะมีอะไรรออยู่ แต่ดูเหมือนสวรรค์จะไม่เข้าข้างเท่าไหร่ทำให้เจ้าของห้องต้องห้ามนึกอยากจะกลับออกมาเร็วเช่นนี้และยังเป็นฝ่ายเปิดทางลับออกมาเองเสียด้วย เลยทำให้เธอและพวกเขาต้องมาเผชิญหน้ากันแบบที่เฟรินไม่เต็มใจสุดๆ
“แกเป็นใคร” เฟรเดอริกตวาดถามเสียงดัง แต่มีหรือเฟรินของเราจะยอมตอบเจ้าตัวยิ้มให้กำลังใจตัวเองก่อนใช้เทคนิคเล็กๆน้อยๆทำให้ไฟในห้องดับพรึบ
เกิดความวุ่นวายกับสองผู้สูงศักดิ์เล็กน้อยเพราะสายตาปรับตามแสงไม่ทัน แต่นั่นไม่เป็นอุปสรรคกับเธอผู้นี้ สำหรับเฟรินแล้วความมืดคือมิตรแท้ และเธอก็อาศัยสหายเพื่อนยากตั้งแต่จำความได้นี้เล็ดลอดออกมาจากห้องนั้นพร้อมกับจัดการปิดประตูทางลับให้ด้วยอย่างคนรู้มารยาท เมื่อออกมาถึงห้องที่เฟรินให้นิยามว่าเป็นโรงฆ่าสัตว์ขนาดย่อม เจ้าตัวก็จัดการดีดลูกเหล็กไปที่ไส้เทียนทั้งสี่เพื่อดับไฟ ความมืดโรยตัวลงทันที เฟรินไม่รอช้าเผ่นแผล็วออกจากที่นั่นโดยเร็ว
//////////////////////////////////////////////////////////
“เฟรินเป็นยังไงบ้าง” นั่นเป็นสิ่งแรกที่คาโลถาม คิลมองหน้าอีกฝ่ายยิ้มๆ ก่อนตอบ
“ก็สุขสบายดี ถ้านั่นเป็นสิ่งที่นายอยากรู้ล่ะก็”
คาโลหลี่ตาลง “หมายความว่าไง”
คิลยักไหล่ “ก็หมายความตามนั้น ฉันเองก็ไม่ค่อยรู้อะไรเท่าไหร่ แต่ยัยนั่นมันว่าให้คนที่ชื่อโดรินหรือไงนี่เข้าไปสืบเรื่องของวาลีน ถ้าตอนนี้ไม่เอาคอเข้าไปยุ่งกับเรื่องที่มันเสี่ยงๆล่ะก็... โดยรวมแล้วยัยนั่นก็อยู่สุขสบายดี ไม่ต้องห่วง”
แต่ดูเหมือนประโยคแรกกับประโยคหลังของคิลจะไม่ค่อยสัมพันธ์กันเท่าไหร่คิ้วของคาโลในตอนนี้ถึงได้ขมวดกันจนแทบจะผูกเป็นโบ
“เอาน่า อย่าคิดมาก” คาโลตวัดตามองฉับ เหมือนจะต่อว่า แต่คิลหาได้สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
“อย่าเพิ่งกังวลกับเรื่องที่ยังไม่เกิด อีกอย่าง..ตัวเฟรินเองก็ได้รับการคุ้มครองมากกว่าที่นายคิดนะ” จบประโยค คิลก็กระตุกยิ้มอย่างมีเลศนัยเรียกสายตาของคาโลให้ต้องมองอย่างค้นหาความจริง
“ยัยนั่นน่ะ ปลอดภัยมากกว่าพวกเราเยอะ.. คาโล”
///////////////////////////////////////////////////////////////
“บ้าจริงๆ จะตามมาทำไมกันเยอะแยะนะ” เฟรินเริ่มบ่นกับตัวเอง เมื่อด้านหลังของเธอเต็มไปด้วยทหารตามกันมาเป็นพรวน เรื่องนี้ต้องย้อนไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อน หลังจากที่เธอกำลังย่ามใจว่าคงจะหนีพ้น เสียงของเฟรเดอริกก็ดังแว่วไกลๆว่ามีผู้บุกรุก แค่นั้นล่ะ ทหารที่ตอนแรกแทบไม่ค่อยเห็นในตัวปราสาทกลับยกกันมาอย่างกับกองทัพล้อมเธอทั้งหน้าทั้งหลัง เฟรินที่กะจะหนีออกทางที่เข้ามาจึงต้องเบี่ยงทิศและตอนนี้ก็ยังวิ่งวนไปมา ชักรู้สึกว่าตัวเองกำลังหลงอยู่ในปราสาทนี่อย่างไรชอบกล
เมื่อถึงทางสามแยกเฟรินวิ่งเลี้ยวเข้าซอกหลืบที่อยู่ทางซ้ายแต่แล้วก็ต้องหยุดอยู่กับที่มองหันซ้ายหันขวาเพราะเจอทางตัน พลางนึกก่นด่าความโชคดีของตัวเอง...
มีอย่างที่ไหน ทางให้เลือกมีตั้งสาม จะตรงไปก็ได้ หรือเลี้ยวขวาก็ยังดี แต่ผ่าดันมาเลือกทางตัน เมื่อไม่รู้จะทำอย่างไร จึงตัดสินใจใช้มือและเท้ายันกำแพงที่หักมุมชนกัน ไต่ขึ้นไปพักพิงบนขื่อด้านบนเหมือนจิ้งจกแบบหมดคราบราชินี
ทหารที่วิ่งมา หยุดมองเข้าไปยังซอกที่เธออยู่ โชคดีที่ทางนั้นมืดทำให้ไม่เห็นเธอที่เกาะขื่ออยู่ด้านบน เฟรินกลั้นหายใจขณะฟังทหารปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรต่อ
“มันวิ่งมาทางนี้แน่ๆ แยกย้ายกันไป ยังไงก็ต้องหาให้เจอ”
พวกทหารกลุ่มใหญ่นั้นแยกเป็นสองไปตามทางที่เหลือ เฟรินรอฟังจนเสียงฝีเท้าของทหารพวกนั้นไปไกลแล้วจึงกระโดดลงมา ทันทีที่เท้าแตะพื้นก็ออกวิ่ง ทว่าเมื่อพ้นหัวมุมความซวยก็มาเยือนเพราะทหารกลุ่มใหม่ผ่านมาทางนี้พอดี
“มันอยู่ทางนี้ จับมัน” เสียงตะโกนนั้นไม่เบาเลยและมันเรียกทหารจากทุกทิศเข้ามาล้อมเธอเอาไว้อย่างรวดเร็ว ทหารคนหนึ่งในนั้นเสือกดาบเข้ามา เฟรินที่ไร้อาวุธจึงพลิกตัวหลบอาศัยจังหวะที่มันพลาด ตะปบเข้าที่มือ ออกแรงบิดนิดหน่อย ดาบของทหารคนนั้นก็หลุด เฟรินรีบใช้มืออีกข้างไปรับไว้ การประดาบเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เฟรินใช้ดาบโค่นคู่ต่อสู้ไปพลางหาทางนี้ไปพลาง จนเจ้าตัวหลุดมาอยู่ที่ชั้นสามอีกครั้งตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบและนี่เองทำให้เธอต้องเจอกับคนที่ไม่อยากเจอ
ขณะที่เฟรินกำลังใช้สันดาบฟันทหารตัวโตคนหนึ่ง อยู่ๆก็มีดาบอีกเล่มฟันสวนมาจากด้านหลัง เฟรินก้มตัวหลบ แต่นั่นทำให้เธอเปิดช่องว่างทำให้เท้าเจ้าของดาบปริศนาถีบอักเข้าให้เต็มหลัง เฟรินล้มกลิ้งไปกับพื้นไม่เป็นท่า รู้สึกเจ็บระบมไปหมด อีกทั้งยังเหนื่อยแทบขาดใจ ที่สำคัญอาการปวดตุบที่ท้องน้อยนี่อีกที่ทำเอาเธอไม่มีสมาธิเสียเลย
เฟรินรู้สึกเหมือนตาพร่ามัวไปชั่วขณะเพราะอาการเจ็บที่ท้องน้อยซึ่งดูจะทวีคูณขึ้นเมื่อหล่อนยิ่งออกแรง และจากการกระแทกเพราะถูกถีบเข้าให้เมื่อครู่ก็ดูจะกระตุ้นให้อาการนั้นเป็นมากอย่างไม่น่าเชื่อ หล่อนได้แต่กัดฟันทนความเจ็บ ใช้วิถีดาบแห่งจิตฟันไปข้างหน้าเพื่อเปิดทาง ตอนนี้ก็ต้องแล้วแต่พวกคุณๆทหารแล้วว่าจะโชคดีเอาตัวรอดได้มากแค่ไหน เพราะเธอไม่คิดจะออมมือให้อีกแล้ว ทว่าวิถีดาบที่เฟรินภูมิใจนำเสนอกลับถูกหยุดอย่างง่ายดายด้วยดาบที่ตั้งขึ้นกันของเฟรเดอริก หรืออีกนัยก็เจ้าของเท้าที่ถีบเธอเมื่อครู่นั่นล่ะ เฟรินกัดฟันกรอด เจ็บใจก็เจ็บใจ แต่ตอนนี้คงไม่มีที่ไหนในร่างกายเธอที่เจ็บไปมากกว่าท้องน้อยนี่อีกแล้ว
นัยน์ตาพร่ามัวของเธอสอดส่ายหาทางออก หัวสมองเริ่มจะขาวโพลนไปหมด
‘ทำยังไงดี...
ฉันจะหนียังไง..คาโล’
ท่ามกลางเวลาที่เกือบจะสิ้นหวังของเฟริน อยู่ๆก็มีลูกเหล็กกลมๆกลิ้งออกมาจากไหนก็ไม่อาจทราบได้ ลูกเหล็กนั้นปล่อยควันฟุ้งออกมา ในมโนสติที่เกือบจะหลุดลอยของเฟรินเธอได้ยินเสียงความวุ่นวายรอบด้าน บ้างก็ร้องว่าระเบิด บ้างก็บอกให้อาลักขาเฟรเดอริก และก่อนที่สติสุดท้ายของเธอจะดับวูบ เธอได้เห็นเงาลางๆของวาลีนกำลังเตรียมร่ายคาถาอะไรบางอย่างอยู่ด้านหลังของเฟรเดอริกพอดี
‘ทำไมมีแต่คนที่ไม่อยากเจอนะ’ เฟรินคิดขำในใจด้วยความเหนื่อย สัมผัสสุดท้ายที่โอบตัวเธอไว้คืออ้อมแขนของใครบางคนที่ไม่รู้จัก
‘ฉันอยากเจอนายจัง.. คาโล..นายอยู่ที่ไหน’ พร้อมกับเปลือกตาที่ปิดสนิท
///////////////////////////////////////////////////////
ถึงแม้จะได้ยินคิลพูดเช่นนั้นแต่ความเป็นห่วงของคาโลเองใช่จะคลายลง แววตาที่สงบราบเรียบอยู่เป็นนิจจึงวูบไหวแม้เพียงน้อยนิดแต่คิลก็สังเกตเห็น
“ถ้านายไม่วางใจ” คิลเปรยขึ้นพร้อมล้วงมือเข้าอกเสื้อหยิบกระจกบานเดิมที่เฟรินให้ไว้ออกมา “จะลองติดต่อมันดูก็ได้”
คาโลมองกระจกในมือคิลอย่างพินิจ สัมผัสได้ถึงไอมนต์จากเดมอสลอยออกมาจางๆ คิลที่เห็นคาโลมองอยู่จึงกระตุกยิ้มแต่ไม่ยอมเฉลยสิ่งที่อีกฝ่ายสงสัย ปากก็พูดรหัสที่จะใช้ติดต่อ
“เฟลิโอน่า เกรเดเวล” กระจกทอแสงวาบขึ้นทันที
/////////////////////////////////////////////////////////
เวลาผ่านไปแต่คนข้างในก็ยังไม่ยอมเปิดประตูออกมาสร้างความกระวนกระวายแก่ผู้ที่รอฟังผลอยู่ด้านนอกยิ่งนัก
บุคคลสามคน.. สองชาย หนึ่งหญิง ในชุดสีดำรัดกุมต่างเดินวนเวียนไปมาหน้าประตูไม้ราวกับหนูติดจั่น เมื่อท่านหมอที่อุตส่าห์ไปลากออกมาจากบ้านอย่างเร่งด่วนจมหายไปในห้องตรงหน้าตั้งนานสองนานไม่ยอมออกมาเสียที
แอ๊ด...
เสียงเปิดประตูบ้านเบาๆ เรียกสายตาของทั้งสามให้ตวัดมอง และมือเห็นว่าเป็นใครมือที่จับอาวุธไว้จึงคลายออก
“มีคนตามมามั้ยคะ” ผู้หญิงคนเดียวในนั้นถามขึ้น เธอดูเหมือนหญิงชาวบ้านธรรมดา ใบหน้าไม่ได้งดงามโดดเด่นซ้ำยังผอมมากที่สำคัญผิวของเธอที่โผล่ลอดใต้เสื้อผ้าออกมายังขาวซีดอีก หากไม่ติดว่าเธอใส่ชุดดำทั้งตัวเหมือนพวกโจรแล้วล่ะก็คนอื่นๆจะคิดว่าหล่อนเป็นเพียงแค่ลูกสาวชาวบ้านที่ไม่ค่อยมีอันจะกินเท่าไหร่ก็ไม่แปลก
“ไม่มี... ข้างนอกปกติดีทุกอย่าง” ชายคนที่เข้ามาใหม่ตอบ ใบหน้าของเขาคล้ายแม่ทัพประจำกองธงที่สี่ผู้ดูแลเขตชายแดนทางทิศตะวันออกของคาโนวาล..แม่ทัพแอสต้าอย่างประหลาด
ชายคนนั้นหันมองไปยังประตูห้องที่ปิดสนิท “แล้วทางนี้ล่ะ”
คราวนี้เป็นชายหนึ่งในสองคนตอนแรกตอบแทน “ยังไม่ออกมาเลย” เสียงที่หลุดออกมานั้นเต็มไปด้วยความกังวล ใบหน้าของผู้พูดโผล่พ้นออกมาจากเงามืดเพียงครึ่ง และดวงตาที่เห็นเพียงข้างเดียวนั้นปิดสนิท
ทันทีที่ชายคนนั้นพูดจบประตูห้องที่พวกเขาคอยก็เปิดออก ทั้งสี่กรูกันไปดักหน้าท่านหมอทันที
“เป็นไงบ้างอากัส” ผู้ชายคนที่เข้ามาเป็นคนสุดท้ายนั้นเป็นคนถาม
อากัส หมอชราที่เข้าไปตรวจอาการคนด้านในจึงเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มที่ตัวสูงกว่าตนเกือบครึ่งและมีศักดิ์สูงกว่าตนหลายเท่าตรงหน้า
“เรียนท่านเลตัส นายหญิงปลอดภัยแล้วขอรับ” อากัสรายงานเสียงสุภาพ “แต่ข้ามีเรื่องต้องเตือนพวกท่านไว้ก่อนเกี่ยวกับสุขภาพของนายหญิง”
เลตัส ลูกชายของแม่ทัพแอสต้าที่เดินทางมาจากชายแดนตามคำสั่งลับของคาโลหลังจากที่เมราสไปส่งข่าว ยืนฟังคำบอกของแพทย์ทหารชราด้วยท่าทีสงบ แม้ในใจจะปีติยิ่งนักกับข่าวดีของคาโนวาล แต่สถานการณ์ไม่สงบเช่นนี้อย่างไรเสียก็ยังน่าเป็นห่วงมากกว่า
“ขอบใจท่านมาก” เลตัสพูดขึ้นหลังจากหมอชราเล่าจบพร้อมกับยื่นเสื้อคลุมให้ “ออกจากนี่ไปก็ทำตัวให้เหมือนปกติ เรายังต้องรอเวลา..”
“ขอรับ” อากัสทำท่าจะเดินออกไปแต่แล้วเขาก็หยุด “อย่าลืมนะท่านรอง” เลตัสหันมาฟังพร้อมกับอีกสามคนที่เหลือ “ตอนนี้อย่าให้นายหญิงออกแรงมากหรือได้รับความกระทบกระเทือนใดๆอีกเด็ดขาด” หมอชราตวัดเสื้อคลุมไหล่ของตน “ไม่เช่นนั้น..จากข่าวดีจะกลายเป็นร้ายแทน” จบคำอากัสก็เดินออกไป
ความเงียบโรยตัวภายในบ้านไม้เล็กๆนั่นและเป็นเลตัสที่ทำลายความเงียบขึ้น
“ฉันจะไปสืบความเคลื่อนไหวในวังหน่อย ฟากดูแลนายหญิงด้วย” ทั้งสามคนที่เหลือพยักหน้ารับ ก่อนชายที่เงียบมานานตั้งแต่ต้นจะเอ่ยเรียกเลตัสไว้
“ท่านรอง” เลตัสหันกลับมามองคนพูด ตอนนี้เองที่เขาได้เห็นคนตรงหน้าเต็มตา ชายคนนี้อายุประมาณสามสิบเศษ ผิวคล้ำกร้านแดด ใบหน้ามีลอยแผลเป็นพาดผ่านตาซ้ายทำให้มันบอดสนิท แต่ประกายตาสีดำขลับทางด้านขวาที่เหมือนกับเด็กนั้นกำลังส่อแววเป็นมิตร
ชายตาเดียวพูดต่อเมื่อเลตัสหันมา “พวกเราให้อีวาปลอมตัวเป็นนายหญิงอยู่ในตอนนี้ คิดว่า..ท่านควรจะรู้เอาไว้” เลตัสพยักหน้ารับรู้ก่อนจะเดินออกไปทำตามเป้าหมายเดิม
เมื่อเลตัสเดินออกไปทั้งสามจึงหันมาปรึกษากันเอง
“รัน เธอเข้าไปดูแลนายหญิง ข้างนอกพวกฉันจะจัดการเอง” ชายคนที่หลับตาตลอดพูด หญิงที่ผิวซีดคนนั้นรับคำสั้นๆก่อนจะเปิดประตูเดินเข้าห้องไป
“ส่วนนาย กิล” คราวนี้เขาหันมาพูดกับชายตาเดียวบ้าง “พยายามติดต่อท่านโดรินให้ได้”
“รู้แล้ว” ชายตาเดียวลุกขึ้น “ระวังตัวด้วยล่ะ” ก่อนจะเดินออกจากประตูไป
เมื่อเสียงปิดประตูบ้านดังขึ้นเบาๆ นูรัส.. ชายที่หลับตาอยู่ตลอดเวลาคนนั้นจึงพูดขึ้น “ใกล้จะถึงเวลานั้นแล้ว..สินะ”
///////////////////////////////////////////////////////////
“ทำไมไม่ตอบรับล่ะเนี่ย” คิลเปรย รู้สึกเป็นห่วงหน่อยๆเมื่อเขาส่งเสียงเรียกไปหลายครั้งแล้วแต่อีกฝ่ายไม่ตอบกลับมาเสียที ทางด้านคาโลเองก็ร้อนใจจนนั่งไม่ติด คิลปรายตามองเพื่อนรักที่ถึงแม้จะตีสีหน้าเฉยชาแต่แววตานั้นไปคนละเรื่องกันเลย
“อย่าเพิ่งใจร้อนไป คาโล” คิลพูดพร้อมกับเดินเข้าไปหาคาโลที่นั่งอยู่บนเตียง “ยัยนั่นอาจไม่ทันเห็นก็ได้ว่าฉันติดต่อไป” มือขวายกขึ้นวางบนไหล่คล้ายจะปลอบ “ทำใจให้สบายเถอะ อีกสักพักฉันจะติดต่อไปใหม่”
//////////////////////////////////////////////////////////////
ความรู้สึกปวดเมื่อยไปทั่วร่างเข้าจู่โจมทันทีที่สติเริ่มกลับมา เปลือกตาที่ปิดมาตลอดกระพริบไหวก่อนปรือเปิดขึ้น ความมืดคือสิ่งแรกที่สัมผัสได้ ต่อด้วยเค้าร่างเลือนรางของห้องนอนเล็กๆห้องหนึ่ง
เฟรินกวาดสายตามองซ้ายขวาสำรวจห้อง รับรู้ถึงสัมผัสของเตียงแข็งๆที่นอนอยู่ ในห้องนี้ไม่มีเครื่องเรือนมากนักนอกจากเตียงที่เธอนอน โต๊ะเล็กๆตั้งติดกับหัวเตียง มีเงาของเหยือกน้ำ แก้ว และตะเกียงตั้งอยู่บนนั้น ถัดออกไปนิดหน่อยมีโต๊ะไม้สี่เหลี่ยมขนาดกลางตั้งอยู่มุมห้องและเก้าอี้อีกสองตัวซึ่งหนึ่งในนั้นมีใครคนหนึ่งจับจองอยู่แล้ว
เฟรินขยับตัวลุกขึ้นแต่แล้วกลับต้องร้องครางออกมาเพราะความปวด ไม่ทันที่เธอจะทิ้งตัวล้มลงไปกับเตียงมือของคนที่เธอเห็นเมื่อครู่ก็เข้ามาช่วยประคองเธอไว้
“ระวังค่ะ” เสียงนั้นกระซิบแผ่ว “หิวน้ำหรือค่ะ” ไม่พูดเปล่า เจ้าของเสียงนั้นซึ่งเฟรินคิดว่าเป็นผู้หญิงก็ช่วยจัดหมอนพิงกำแพงหัวเตียงให้เธอนั่งสบายๆก่อนจะหันไปรินน้ำจากเหยือกที่วางอยู่บนโต๊ะมายื่นให้
เฟรินพึมพำขอบใจก่อนจะดื่มน้ำจนหมดแก้วด้วยความกระหาย หลังส่งแก้วคืนให้หญิงผู้นั้นแล้วคำถามแรกของเธอก็ตามมาทันที “ที่นี่ที่ไหน แล้วพี่สาวเป็นใครหรือ”
อีกฝ่ายหัวเราะน้อยๆ ในความมืดเฟรินเห็นรอยยิ้มอารีฉาบที่มุมปากของเธอ “เดี๋ยวดิฉันจะจุดไฟให้นายหญิงก่อนแล้วเราค่อยคุยกัน.. ดีหรือไม่ค่ะ” เฟรินพยักหน้าให้แบบงงๆกับสรรพนามที่อีกฝ่ายใช้เรียกเธอ ไม่นานนักห้องมืดๆก็สว่างขึ้นเล็กน้อยด้วยแสงจากตะเกียง ผู้หญิงคนนั้นเดินไปเลื่อนเก้าอี้มานั่งข้างๆเธอ ก่อนจะเอื้อมมือทั้งสองข้างมาประคองมือเฟรินขึ้น
เฟรินจ้องผิวหน้าสีซีดนั้นไม่วางตา
“ฉันขอแนะนำตัวก่อนแล้วกันนะคะ” เธอนำมือของเฟรินมาทาบเบาๆบนหน้าผาก การกระทำนั้นเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความเคารพสูงสุดในเผ่าของเธอแม้เฟรินจะไม่รู้ความหมายของมันแต่เธอก็สัมผัสได้ถึงความภักดีที่แฝงอยู่ในท่าทีสุภาพของหญิงผู้นั้น
เธอคนนั้นส่งเสียงพึมพำเบาๆ..เบามากจนแทบไม่ได้ยิน “หม่อมฉัน... รัน รูน เพคะ เป็นหนึ่งในอนาคิน กลุ่มองครักษ์เงาภายใต้การนำของท่านเจราส” รันเงยหน้าขึ้นพร้อมกับยิ้มให้
เฟรินเบิกตาขึ้นเล็กน้อย เธอเคยได้ยินชื่ออนาคินมาก่อนจากคาโลก่อนที่เขาจะไปปราบปรามกบฏ
“ตอนนี้เราอยู่นอกเขตวังค่ะ แต่นายหญิงไม่ต้องห่วง คนของเรากำลังปลอมตัวเป็นท่านอยู่ รับรองว่าไม่มีใครจับได้แน่” เฟรินได้แต่พยักหน้ารับ ในหัวหมุนจี๋เรียงลำดับเหตุการณ์
เธอจำได้ว่าแอบเข้าไปในวังจันทราเพื่อสืบเรื่องของเฟรเดอริก แต่แล้วด้วยความซวยจึงถูกจับได้ เธอสู้กับพวกทหาร และเพรี่ยงพร้ำให้เฟรเดอริก ก่อนจะสลบไปเธอรู้สึกว่ามีคนมาช่วยเธอเอาไว้ เฟรินมองหน้าอีกฝ่าย คงเป็นคนๆนี้ไม่ผิดแน่ แต่เดี๋ยวก่อน..ตอนนั้น ตอนที่เฟรเดอริกเปิดประตูห้องลับออกมาภายในห้องมืดนั่น เธอเห็น....
จู่ๆแสงสว่างจากกระจกที่วางอยู่บนโต๊ะมุมห้องก็วาบขึ้นมา เฟรินสะบัดหน้าไปมองแทบจะทันที
“ฉันหยิบให้เองค่ะ นายหญิง” รันบอกอย่างรู้ใจก่อนจะลุกไปหยิบกระจกบานเล็กนั้นมายื่นให้ ทันทีที่มันแตะมือเฟรินแสงสว่างก็จางลงเหลือแต่ควันขาวลอยวนไปมา
“คิลมัส ฟีลมัส” ควันสีขาวกระจายออกราวถูกลมพัด เผยให้เห็นใบหน้าอ่อนเยาว์ของนักฆ่าเพื่อนซี้
“ไง..กว่าจะตอบกลับมาได้นะ” เสียงกวนๆที่ส่งออกมาจากกระจกเรียกรอยยิ้มจากริมฝีปากของเฟรินได้ไม่ยาก ตาสีม่วงนั้นมองสำรวจใบหน้าซีดเซียวของเธอก่อนพูดต่อ “ดูเหมือน...จะไปเจออะไรๆมาเยอะเหมือนกันนี่”
เฟรินพยักหน้าให้พร้อมตอบกลับ “อือ.. จนฉันชักจะดีใจ ที่ไม่ลืมพกกระจกนี่ติดตัวตลอดเวลาเสียแล้ว” พูดเสร็จก็หัวเราะน้อยๆ และก็ต้องหยุดไปแทบจะทันทีเมื่อเสียงที่ไม่คิดว่าจะได้ยินดังผ่านมาจากกระจก
“เฟริน”
ขอบตาร้อนวูบ ยิ่งเมื่อได้เห็นใบหน้าที่คิดถึงมาแสนนาน น้ำตาที่พยายามกลั้นมาตลอดก็พานจะหลั่งออกมาให้ได้
เกือบสองเดือนแล้วสินะ ที่ฉัน..ไม่ได้เห็นนาย
“คาโล..”
RayGuard
29/7/2006
ความคิดเห็น
อิอิ กรี๊ด อัพแล้วววววววววววว
รอคอยมานาน อิอิ
รอมานานแสนนาน
ว่าแต่สอบเสร็จแล้วเหรอจ๊ะ ไปฝึกงานที่ไหนมาบ้างล่ะเนี่ย ท่าทางจะเจอแต่ที่โหดๆแน่เลยถึงไมมีเวลามาอัพ
ตอนนี้ก็สนุกอีกแล้วจ๊ะ
เฝ้ารออ่านตอนที่ 25 อยู่นะจ๊ะ
PS. ฮัลโหล234 วันทูทรี อัพเอ็นท์ดาวน์ แวะเข้ามาในไอดีกระผมด้วยน่ะคร้าบบบบ จะว่างอยู่แล้ว
ในที่สุดท่านเรย์ก็อัพซะที
อย่าหายไปนานอีกนะคะ
ตัดจบซะดื้อๆเลย อยากอ่าต่อง่า >w<
นอนเฝ้าตอนที่ 25 ต่อไป ....
PS. The Sixth Espada ... Grimmjow Jackerjack >< Love U ~*~ Ulquiorra Shuuhei Hollowichi Saber Archer Kikumaru Bunta Don't forget to visit me - - - Hola~~~
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด อัพแล้ววว เปิดมาดูเผื่อฟลุ๊ค ขอตัวไปอ่านก่อนนะคะ
PS. เบื่อชีวิต ตายแน่กรู อ๊ากกกกกก
PS. ฮัลโหล234 วันทูทรี อัพเอ็นท์ดาวน์ แวะเข้ามาในไอดีกระผมด้วยน่ะคร้าบบบบ จะว่างอยู่แล้ว
คิดถึงที่สุด
ในที่สุดก็มีเวลามาต่อจนได้นะ
ยิ่งอ่าน ยิ่งอยากให้ถึงบทสรุปเร็ว ๆ เพราะ ค้างตอนสำคัญทุกทีสิน่า
กำลังสนุก อ๊ากก ตัดจบซะงั้น เอาใจช่วยให้เขียนบทต่อไปเร็วๆนะคะ อิอิอิ
PS. แล้วมาใหม่นะค่ะ...
ไงบ้างท่าน!!
ดองจนได้ที่แล้วสินะ แต่ยังไงก้อได้อ่าแล้วๆ ดีใจๆๆๆๆๆ
ตอนแรกเปิดมาดูก้อคิดว่าคงยังไม่มาหรอก ขนาดปิดเทอมยังไม่มาเลย แล้วเปิดเทอมท่านจะว่างอัพหรอ??
พอเห็นมาอัพ นี่ก้อแบบ...อึ้งอ่ะ
แต่สนุกเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยน้า อยากอ่านอีกอ่ะ อัพไวๆหน่อยจิ เนอะๆๆๆ
สู้ๆๆๆๆ
รอมาตั้งนานแน่ะค่ะ พอเพื่อนมาบอกก็รีบเปิดอ่านเลย
สงสารเฟรินจังเลย
ว่าแต่....
เฟรินท้องรึเปล่าคะเนี่ย ข่าวดีมากกกกกกก >[]<!!!!
PS. ...รักแท้คือแย่งชิง รักไม่จริงคือเสียสละ รักอมตะคือรักข้างเดียว....Mi$Uno....
อัพตอนต่อไปไวๆๆนะ รออ่านอยู่นะจ้ะ
อัพช้าอีกแล้ว
อัพไวไวหน่อยสิคับ
PS. ฮัลโหล234 วันทูทรี อัพเอ็นท์ดาวน์ แวะเข้ามาในไอดีกระผมด้วยน่ะคร้าบบบบ จะว่างอยู่แล้ว
มาอัพหน่อยสิค่ะ อยากอ่านต่อแล้วอ่ะค่ะ
อัพ อัพ อัพ อัพ น้าาาาา
รอนานแล้วค่ะ
PS. คำคำนั้น คำคำนี่ ไม่สำคัญเท่า ฉันรักเธอ
อืม ขำคิล ยังคงต้องยุ่งยากเพราะเพื่อนเลิฟเหมือนเดิม อยาเจอโร อยากรู้ว่าโรเป้ฯไงบ้างในฟิตคเรื่องนี้ ไม่ทราบว่ามีโอกาสจะได้ออกไหมนะพ่อหนุ่มคนเนี่ย
ปล. ยังไงก็จะตามอ่านต่อไป
อัฟด่วน...Pleaseeeeeeeeeeeeeeeeee
อัฟค่ะ
กำลังมันส์