RayGuard
ดู Blog ทั้งหมด

บทเพลงที่ 26 กับดัก

เขียนโดย RayGuard

บทเพลงที่  26  กับดัก





ทางด้านคาโลที่เพิ่งตัดการติดต่อไปก็หันกลับมายังคิลที่ถือกระจกบานเดิมอยู่

“ติดต่อเฟริน” คาโลสั่งการ และคิลก็ทำให้ทันทีแบบไม่มีอิดออด เพราะเขาชินกับท่าทางแบบนี้ของคนตรงหน้าตั้งแต่อยู่ปีหนึ่งแล้ว

หลังจากตอบรับแบบทีเล่นทีจริง คิลก็ส่งเสียงเรียกผ่านกระจกไป  คราวนี้หน้าของเฟรินฉายกลับมาเร็วกว่าครั้งก่อน เหมือนเจ้าหล่อนก็กำลังรอการติดต่อกลับไปอยู่

“ไง คุยธุระเสร็จแล้วหรอ” เฟรินถามมาอย่างอารมณ์ดี คราบคนป่วยหายไปหมด หากไม่ติดใบหน้าที่ดูจะซีดเซียวไปเสียหน่อย

คาโลไม่ได้ตอบคำถาม แต่สั่งการกลับมาแทน “ฉันอยากให้เธอรีบกลับเข้าวังให้เร็วที่สุด”

เฟรินเลิกคิ้วสูง ไม่เข้าใจเหตุผล “ทำไมล่ะ ยังไงก็มีคนปลอมตัวเป็นฉันอยู่แล้ว ถึงจะอยู่ข้างนอกนานหน่อยก็ไม่เห็นเป็นไรนี่”

“แต่เธอมีหน้าที่ต้องทำ” เฟรินมุ่ยหน้าไม่ชอบใจ คำว่าประชุม กับตรวจฎีกา ลอยขึ้นมาในหัวเธอทันทีเมื่อคำว่าหน้าที่หลุดจากปากคาโล

คิลหัวเราะเมื่อจินตนาการหน้าเพื่อนซี้ตอนได้ยินประโยคเมื่อครู่ แม้เขาจะไม่เห็น แต่รู้ดีว่าเฟรินจะทำหน้ายังไง เพราะเขาเห็นมันมาตลอดเจ็ดปีที่อยู่ด้วยกันในเอดินเบิร์ก “ก็นะ ถึงคนชื่ออีวานั่นจะปลอมตัวได้เหมือนยังไง แต่เรื่องของบ้านเมืองจะให้คนอื่นจัดการให้ได้อย่างไรกัน” เฟรินได้ยินเสียงคิลหัวเราะ และดูท่ามันเป็นการหัวเราะเยาะเสียด้วย ก่อนเขาจะพูดต่อไปว่า “คิดจะเลี่ยงประชุมวันสองวันน่ะได้ แต่จะพลัดไปเรื่อยๆไม่ได้หรอกนะเฟริน”

“ฉันรู้หรอกน่า” เฟรินตอบ หน้าบึ้ง “แต่จะให้ทำไงเล่า นายก็เห็นว่าตอนเนี๊ยฉันเป็นไง ออกจะอ่อนแอ บอบบางขนาดนี้ ฉันเองก็เป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งนะ”

คำพูดของเฟรินทำให้คิลขนลุก อย่าว่าแต่คิล เจ้าตัวเองก็เหมือนกัน แต่ที่พูดแบบนี้เพราะอยากจะแกล้งใครบางคน

ทว่าดูเหมือนจะไม่สำเร็จเมื่อใครคนนั้นดันพูดว่า “รู้ตัวก็ดี วันหลังจะทำอะไร ก็หัดพึงสังวรไว้ด้วยว่าตัวเองเป็นผู้หญิง” เท่านั้นแหละคนเป็นหญิงก็หน้าบูดสนิท บ่นหงุงหงิงพึมพำไม่พอใจ แต่โชคดีที่รันซึ่งนั่งอยู่ด้วยช่วยคลี่คลายสถานการณ์ให้

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงค่ะ พวกเราจะรีบส่งนายหญิงกลับวังให้เร็วที่สุด นายท่านโปรดวางใจ และทุ่มเทให้กับทางนั้นให้เต็มที่ได้เลย”

คาโลได้ยินแบบนั้นก็คลายความกังวลไปเล็กน้อย แต่ไม่ทั้งหมด เขาบอกว่าฝากให้เป็นหน้าที่ของพวกรันแล้วกันและตัดการติดต่อไป แต่ไม่วายยังกำชับเฟรินให้รู้จักสงบเสงี่ยมอยู่เฉยๆบ้าง  ทำให้เจ้าตัวรู้สึกฮึดฮัดไม่หาย จนรันต้องเอ่ยกลั้วหัวเราะ

“นายท่านเตือนเพราะเป็นห่วง นายหญิงก็อย่าโกรธไปเลยค่ะ”

เฟรินถอนหายใจ สีหน้าของเธอดูกังวลอย่างหาได้ยาก “ฉันรู้ แต่ทำไงได้ล่ะ” พอพูดเสร็จเจ้าตัวก็เหม่อมองดวงจันทร์เต็มดวงด้านนอก

รันได้แต่อมยิ้มเอ็นดู รู้สึกเหมือนได้น้องสาวมาคนหนึ่ง ตอนนั้นเองที่เธอนึกได้ว่ายังไม่ได้บอกเรื่องสำคัญกับหญิงสาวสูงศักดิ์ตรงหน้า จึงได้พูดขึ้นว่า

“อีกอย่าง...นายหญิงก็ไม่ใช่ตัวคนเดียวแล้วนะคะ”

เฟรินหันมามองด้วยความฉงน “หมายความว่าไงหรือ พี่สาว”

คำเรียกแบบไม่ถือตัวยิ่งเรียกรอยยิ้มของรัน เธอเอื้อมมือมาลูบท้องของเฟรินเบาๆอย่างทะนุถนอม ประกายตาที่ส่งมาให้ช่างอ่อนโยน และโดยไม่ต้องพูดอะไร เฟรินเข้าใจความหมายของเธอ...

ดวงตาสีน้ำตาลเบิกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะแปรเป็นอ่อนโยนอย่างที่ไม่มีใครเคยเห็น

คนที่รู้ตัวว่ากำลังได้รับภาระอันยิ่งใหญ่ แย้มยิ้ม ขณะยกมือทั้งสองข้างประคองกอดสิ่งมีชีวิตน้อยๆในท้องของตนอย่างนุ่มนวลที่สุด

“ยินดีด้วยนะคะ” เสียงของรันดังคลอมาเบาๆ เฉกเช่นแสงของจันทร์ในคืนนี้ ในขณะที่คนกำลังจะเป็นแม่ รู้สึกอิ่มเอมเป็นที่สุด


////////////////////////////////////////////////////////

 
ระยะเวลาสองวันที่อยู่ในกระท่อมร้างแห่งนี้ทำให้เฟรินได้รู้จักคนเพิ่มขึ้นอีกหลายคน คนแรกคือนูรัส ผู้ชายที่ชอบหลับตาอยู่เป็นนิจ จนเธออดคิดไม่ได้ว่าเขาตาบอดจริงๆ แต่แล้วการกระทำของเขาทำให้เธอไม่แน่ใจ นูรัสรู้ทุกอย่างที่เข้ามาใกล้ตัว ทักเธอได้ทุกครั้งที่พยายามจะเดินเข้าไปหา และเตือนเธอทันเสมอเมื่อกำลังจะทำอะไรไม่ระวัง ราวกับเขามองเห็น

นูรัสจะคอยเฝ้าอยู่หน้าประตูห้องของเธอตลอด ยิ่งเวลาที่รันออกไปหาเสบียงข้างนอก เขายิ่งไม่กระดิกไปจากเก้าอี้ตัวนั้น ถ้าไม่ใช่ว่าเขายังหายใจอยู่ เฟรินคงเผลอนึกว่าเขาเป็นแค่รูปปั้นประดับเท่านั้นเอง

อีกคนที่คอยแวะเวียนมาเสมอทุกเย็นคงไม่พ้นหมออากัส ซึ่งเธอเพิ่งจะมารู้ทีหลังว่าเขาเป็นแพทย์ทหารที่ตามรองแม่ทัพเลตัสมา และคนสุดท้าย กิล ชายตาเดียวที่มองเผินๆช่างให้ความรู้สึกเหมือนครี้ดตอนมีอายุไม่มีผิด

เธอเพิ่งจะรู้จักกิลในเช้านี้เอง เขากลับมาพร้อมข่าวจากโดริน

“อีกสามอาทิตย์ท่านโดรินจะนำของไปถวายแก่ราชินี” เป็นที่รู้กันในพวกเขาทั้งสี่คนว่าราชินีที่พูดถึงคืออีวาที่ปลอมตัวไป

กิลว่าต่อ “ท่านโดรินอยากให้นายหญิงปลอมตัวเป็นเด็กขนของตามท่านเข้าไป และเพื่อไม่ให้ผิดสังเกต ท่านบอกให้นายหญิงปลอมเป็นชาย... เมื่อถึงเวลาเขาจะมารับท่านที่นี่”

“แล้วพวกนายล่ะ” เฟรินถาม อยากรู้ว่าพวกเขาทั้งสามจะไปกับเธอไหม

คราวนี้รันเป็นคนตอบให้ “นายหญิงไม่ต้องกังวล ฉันจะไปกับนายหญิงด้วยค่ะ แล้วพอไปถึงแล้วก็ยังมีอีวากับคนอื่นๆอีก”

“คนอื่นๆ” ใบหน้าของเฟรินบอกชัดว่าสงสัย รันจึงอธิบายต่อ

“พวกเราอนาคินมีทั้งหมดสิบสองคนค่ะ ถ้าไม่รวมเมราส เอลลิค และพวกเราที่อยู่นี่ ซึ่งนายหญิงรู้จักดีแล้ว ก็ยังเหลือ อีวา เด็กแฝด กับ สี่พี่น้องตระกูลลี” รันยิ้มน้อยๆเมื่อเห็นเฟรินทำตาปริบๆ

“แต่สำหรับเด็กแฝดคู่นั้น ตอนนี้พวกเขาออกไปทำงานให้นายท่าน คิดว่านายหญิงคงยังไม่ได้เจอพวกเขาในเร็ววันนี้หรอกค่ะ”

เฟรินพยักหน้ารับ ยังไงมีคนเยอะๆก็อุ่นใจกว่า “เอ่อ...แล้วพวกนายสองคน ทำไมไม่ไปด้วยกันล่ะ”

คราวนี้นูรัสเป็นคนตอบบ้าง “หากพวกเราไปด้วยจะเป็นที่ผิดสังเกต” เฟรินจ้องมองทั้งสอง และเริ่มจะเข้าใจ “อย่างที่ท่านเห็น ตัวข้าตาบอด ส่วนกิลก็มีแผลฉกรรจ์บนใบหน้า ทางที่ดี ให้พวกเราคอยประสานจากภายนอกจะเหมาะกว่า”

แต่ถึงจะฟังแผนเข้าใจดีแล้วก็ตาม เฟรินก็ยังอดสงสัยไม่ได้ ว่าเหตุใดต้องทำให้มันยุ่งยาก หากให้พวกเธอทั้งสี่คนลอบเข้าไปเองจะไม่ง่ายกว่าหรือ ยังไงเสียการกระโดดข้ามกำแพงสูงสี่เมตรก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องใหญ่อะไร และเมื่อเฟรินเสนอความคิดนั้นไป นูรัสก็ให้ความกระจ่างกลับมาในทันที

“คิดว่านายหญิงคงลืมไปแล้ว บุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาตจากฝ่าบาทเช่นท่านคิล ไม่สามารถเข้าออกทางอื่นได้นอกจากประตูวังเพียงทางเดียว เพราะเขตอาคมโบราณที่ฝ่าบาททรงร่ายทับไว้ นายหญิงอาจไม่มีปัญหาในการเข้าไปแบบนั้น แต่สำหรับพวกหม่อมฉันแล้ว แม้ไม่ตาย ก็คงบาดเจ็บสาหัส และหากเป็นเช่นนั้น การจะคุ้มครองท่านก็จะยิ่งลำบาก”

“แล้วทำไมตอนแรกพวกนายยังเข้าไปได้กันล่ะ” เฟรินยังคงแย้งอยู่ นูรัสจึงอธิบายต่อไปอย่างใจเย็น

“นั่นเพราะท่านเจราสพาพวกเราผ่านประตูวังเข้ามาตั้งแต่แรก แต่สถานการณ์ตอนนี้มันต่างกัน”

“อีกอย่างนะคะนายหญิง” รันรีบสำทับ “ที่ท่านโดรินวางแผนแบบนี้เพราะตอนที่พวกเราพาท่านออกมาต้องทำร้ายทหารยามหน้าประตู ทำให้ตอนนี้การเฝ้ายามแน่นหนาขึ้น คงจะลอบเข้าไปตรงๆไม่ได้ หรือถึงแม้จะไม่มียามและอาคมของฝ่าบาทกันเอาไว้ แต่การจะให้คนท้องโดดขึ้นโดดลงกำแพงสูงๆแบบนั้นก็ไม่เป็นการดีเลย ยิ่งหลังจากที่ท่านเพิ่งจะได้รับบาดเจ็บมามาดๆด้วยแล้ว”

เฟรินได้แต่ก้มหน้ายอมรับโดยสดุดี แม้เธออยากจะแย้งว่าเรื่องท้องไม่ใช่อุปสรรค แต่สายตาดุๆของรันที่ส่งมา ดูคล้ายพี่ผีสาวอย่างประหลาด จนเธอไม่อยากหือด้วย ในที่สุด จึงได้แต่พยักหน้ารับอย่างไม่เต็มใจนัก


////////////////////////////////////////////////////////


วันเวลาผ่านไป...ไว ราวกับโกหก เมื่อคืนเดือนมืดมาถึง ณ ป่าดิบแสนเงียบเชียบจนได้ยินแม้เสียงร้องของสรรพสัตว์ตัวน้อยในยามค่ำ พวกคาโลที่จัดทัพเรียบร้อยก็เคลื่อนพลไปประจำยังปากทางออกของช่องทางลับ ซึ่งต่อมาจากหอคอยเหนือ มันเป็นเพียงแค่กองหินก้อนใหญ่ๆซ้อนกัน และมีตะไคร่สีเขียวออกดำขึ้นจับหนา ดูกลืนไปกับสภาพแวดล้อม

ท่ามกลางกองทหารเพียงร้อยนาย คาโลซึ่งคราวนี้สวมบทเป็นผู้นำทัพก็กำลังยืนมองทางออกด้วยใจจดจ่อ โดยมีสองคนสนิทยืนกระหนาบอยู่ด้านหลัง พวกเขารอเวลาที่ช่องทางลับจะเปิด และกำลังตื่นเต้นที่จะได้ลอบเข้าปราการซึ่งถูกกล่าวขวัญถึงกันหนักหนา

แผนในคราวนี้ไม่มีอะไรมาก เพียงใช้วิธีบุกแบบสายฟ้าแลบ ด้วยเส้นทางที่ไม่มีใครคาดถึง ประชิดตัวหัวหน้าของพวกมันให้เร็วที่สุด และจับไว้ให้ได้ แม้จำนวนคนของพวกเขาจะน้อยนักเมื่อเทียบกับกำลังทั้งหมดที่เตรียมมาจากเมืองหลวง แต่หากนับฝีมือเป็นรายคนแล้ว นับว่าจัดอยู่ในชั้นแนวหน้าด้วยกันทั้งนั้น และหากจับตัวบงการได้สำเร็จ เมื่องูไร้หัว ตัวจะเดินได้อย่างไร
 
ขณะที่เมราสกำลังทวนคำที่คาโลกล่าวเอาไว้ตอนเรียกประชุมแผนการ หางตาของเขาก็เหลือบไปเห็นท่าทางแปลกๆของคนข้างๆเข้า จึงได้หันไปมอง และเห็นชัดแล้วว่าเอลลิคกำลังมองซ้ายมองขวาเหมือนหาอะไรบางอย่างอยู่

“มองอะไรของนาย” เมราสที่อดไม่ไหว กระซิบถาม

เอลลิคที่เพิ่งจะอาการดีขึ้นเมื่อสองวันก่อน และขอตามมาด้วย จึงได้หันกลับมาสบตาคนถาม  แล้วกระซิบถามกลับไปแทนคำตอบ

“ฉันไม่เห็นท่านคิลตั้งแต่เช้าแล้ว รู้รึเปล่าว่าเขาไปไหน”

เป็นคำถามที่ตรงกับใจเขา ความจริงเมราสเองก็รู้สึกสงสัยเรื่องนี้อยู่เช่นกัน แต่เมื่อเห็นนายตัวเองไม่พูดถึง เลยไม่ได้เอ่ยปาก แต่จะว่าไปก็แปลก เพราะตั้งแต่ครั้งแรกที่คิลปรากฏตัว เขาก็จะอยู่ใกล้ๆกับคาโลตลอด จะหายหน้าไปก็ตอนเช้าวันนี้เอง แถมไม่ได้บอกอะไรใครไว้ด้วย

“ไม่รู้สิ” เมราสตอบเสียงเบา พลางมองไปยังคนที่อาจจะรู้ ราวกับจะบอกว่า ถ้าอยากรู้นักก็ไปถามฝ่าบาทเอาเอง

เอลลิคมองตามสายตาของเพื่อน ก่อนกระซิบต่อ “นายว่า...ฝ่าบาทจะรู้ไหม”

เมราสไม่ได้ตอบ แต่ถึงอยากตอบก็ไม่มีเวลาแล้ว เมื่อหินใหญ่ตรงหน้าเริ่มขยับเปิด

สายตาของเหล่าทหารจับจ้องไปที่จุดเดียวกัน ต่างคนต่างรู้สึกตื่นตัวเต็มที่เมื่อโพรงดำมืดหลังก้อนหินเปิดกว้างมากขึ้น

คาโลยกมือเป็นสัญญาณให้ทุกคนเตรียมพร้อม ทหารทุกนายจึงเอามือจับดาบข้างเอวไว้ เอลลิคเรียกคทาอันใหม่ที่เพิ่งได้จากคลังอาวุธของเมืองมิลเลียออกมา ส่วนเมราสก็ขยับตัวเข้าไปใกล้คาโลยิ่งขึ้นเพื่อให้ง่ายต่อการอารักขา

ขณะที่ทุกคนกำลังลุ้นระทึก แสงนวลๆก็เรืองขึ้นน้อยๆจากจี้รูปสามเหลี่ยมสีทองที่เขาสวมอยู่ คาโลก้มมองมัน เป็นเวลาเดียวกับที่เสียงของเทรซลอยเข้ามาในหัว 

‘ฝ่าบาท ทรงได้ยินหม่อมฉันไหมพ่ะย่ะค่ะ’

คาโลตอบกลับไป เสียงที่เขาคิดว่าเป็นเสียงของเทรซจึงพูดต่อไปว่า

‘ทางนี้เกิดเรื่องยุ่งยากนิดหน่อยกระหม่อม’

คาโลขมวดคิ้วเล็กน้อย ‘เกิดอะไรขึ้นรึ’

‘ฝ่าบาทอย่าเพิ่งกังวล ตอนนี้หม่อมฉันได้ลำเลียงชาวบ้านออกไปแล้ว คิดว่าอีกไม่นานคงจะถึงปากทาง’ เสียงนั้นเว้นช่วงไปก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้ง ‘เพียงแต่ท่านเจ้าเมือง’

‘เคฟเป็นอะไร’ เสียงของคาโลเครียดขึ้นเล็กน้อย

‘ยังอยู่ดีกระหม่อม เพียงแต่หม่อมฉันยังช่วยออกมาไม่ได้เท่านั้น แต่ฝ่าบาททรงวางพระทัย หม่อมฉันจะรีบไปช่วยเขาออกมาโดยเร็ว’

‘เช่นนั้น ฝากเคฟไว้กับเจ้าด้วย ทางเราก็จะดำเนินการตามแผนเดิม’

‘รับด้วยเกล้ากระหม่อม’

เมื่อสัญญาณตัดไป ทางด้านคาโลก็เริ่มเห็นเงาคนจางๆ

จากหนึ่งเป็นสอง... สองเป็นสาม... และเสียงฝีเท้าหลายเสียงดังตามมาเป็นจังหวะ จนกระทั่งคนที่เดินนำมาหน้าสุดออกมาพ้นปากถ้ำ

เขาคนนั้นเป็นชายรูปร่างเล็ก สวมเสื้อผ้าเก่าขาด ตามตัวมีริ้วรอยบาดแผด ทั้งเก่า ทั้งใหม่ เหมือนกับถูกทรมานมาอย่างหนัก เมื่อชายคนนั้นเห็นคนจำนวนมากรออยู่ที่ปากทาง เขาก็ผวาเฮือก สีหน้าตระหนกตกใจ จากนั้นเพียงไม่กี่วินาทีชายหญิงต่างวัยอีกหลายคนก็ตามมา พวกเขามีทีท่าไม่ต่างกันนัก หลายคนหามคนเจ็บออกมาด้วย ช่างเป็นภาพที่น่าเวทนา จนคาโลต้องสั่งให้เอลลิคออกไปชี้แจงเพื่อปลอบขวัญคนเหล่านั้น

เอลลิคค้อมศีรษะเล็กน้อยก่อนจะเดินออกไปยืนประจันหน้ากับชาวบ้านทั้งหลาย เขากวาดตามองไปทั่วๆอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดว่า

“พวกเจ้าไม่ต้องตกใจไป พวกเราเป็นคนของทางการ และได้รับสั่งให้ตามเสด็จองค์กษัตริย์มาเพื่อช่วยเหลือพวกเจ้า”

เมื่อได้ยินคำว่ากษัตริย์ ชาวบ้านจึงกวาดตามอง หวังจะได้เห็นบารมีสักครั้ง และก็ไม่ผิดหวัง เมื่อได้เห็นคนๆหนึ่งที่มีประกายผมสีเงินสะดุดตากับนัยน์ตาสีฟ้าทรงอำนาจ ต่างคนต่างพร้อมใจกันคุกเข่าลงถวายพระพร แต่ถูกคาโลห้ามไว้ พร้อมกับบอกให้ทุกคนอยู่ในความสงบ ก่อนเขาจะหันกลับไปสั่งการแม่ทัพหนึ่งในสองที่ตามเขามาด้วยให้จัดคนลำเลียงชาวบ้านออกไป แม่ทัพคนนั้นรีบดำเนินการตามสั่งทันที

ทหารห้านายเดินออกมาทำหน้าที่ ทว่าขณะที่ถูกลำเลียงไปนั้นท่าทีหวาดกลัวของพวกชาวบ้านยังไม่หายไป อีกทั้งกลับมีบางคนที่ดูตื่นกลัวมากขึ้นด้วยซ้ำ โดยเฉพาะหญิงสาวนางหนึ่งที่กำลังเดินผ่านหน้าคาโลไปในตอนนี้ หล่อนหน้าซีดเซียว ซ้ำยังเหลือบมองคาโลบ่อยครั้ง ริมฝีปากของนางขยับ เหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ไม่กล้า คาโลเห็นเช่นนั้นก็คิดจะเรียกมาถาม แต่แล้วอยู่ๆชายที่เดินตามหลังเธอมาก็ล้มลงชนเธอจนคะมำหงาย เสียงอุทานของเธอดังเพียงแผ่วเบา ก่อนถูกกลบด้วยเสียงขอโทษขอโพยของชายคนนั้นขณะที่เขาพยุงเธอขึ้น และกึ่งพยุงกึ่งลากเธอไป

คาโลมองตามด้วยความสงสัย เช่นเดียวกับคนสนิททั้งสอง

“ฝ่าบาท” เอลลิคเดินเข้ามากระซิบข้างหู “ชายผู้นั้น...” เขาหยุดคำพูดเอาไว้เพียงเท่านั้น เพราะนัยน์ตาของคนตรงหน้าบอกเขาว่า เจ้าตัวก็รู้แล้วเช่นกัน

“จะให้กระหม่อมตามไปไหมพ่ะย่ะค่ะ” เอลลิคถามขึ้นมาอีก เมื่อเห็นคาโลมองตามชายคนนั้นไม่วางตา

ความเงียบเป็นคำตอบอยู่ชั่วครู่ ก่อนเสียงนุ่มๆของคาโลจะดังตอบมา “ไม่จำเป็น” เขาละสายตาออกจากชาวบ้านแล้วเดินตรงไปยังปากทางที่เปิดอยู่ “เราจะทำตามแผนเดิม” พูดเสร็จก็สั่งให้ทหารที่เหลือตามเขาเข้าสู่หนทางดำมืด และหนาวเหน็บ

พอทหารคนสุดท้ายผลุบหายเข้าไปในความมืดของอุโมงค์ลับ ชายคนหนึ่งที่เดินคู้ตัวอยู่หลังสุดในกลุ่มชาวบ้านก็ค่อยๆผ่อนฝีเท้าลงจนหยุดนิ่ง รอให้กลุ่มคนด้านหน้าเดินนำห่างไปไกลแล้วจึงได้เงยหน้า ยืดตัวขึ้น สลัดคราบคนเจ็บผู้น่าสงสารก่อนหน้านี้ไปแทบจะทันที

เขาหมุนตัวกลับไปยังปากทางออก เอื้อมมือลงไปควานในกอหญ้าข้างกองหินเหล่านั้น หาอยู่พักเดียวเขาก็เจอ โดยไม่รอช้า สองมือหยาบกร้านช่วยกันกดลงไปบนสลักหินที่ซ่อนอยู่บนพื้น เมื่อดันมันจนมิด ก้อนหินหนาหนักก็เคลื่อนปิดทางออกจนหมดสิ้น ใบหน้าอัปลักษณ์แสยะยิ้มเมื่องานของตัวเองสำเร็จ ก่อนจะออกวิ่งไปสมทบกับคนอื่นๆในกลุ่มชาวบ้านที่เดินนำไปก่อน
 

//////////////////////////////////////////////////////


เสียงครืดคราด เหมือนของหนักถูกลาก ดังมาจนถึงด้านใน ไม่ใช่เพียงเสียงจากด้านหลัง แต่ดูเหมือนมันจะมาจากด้านหน้าพวกเขาด้วย  ทำให้ไม่แน่ใจนักว่าเป็นเพราะเสียงสะท้อนของอุโมงค์หรือไม่ เพียงไม่นาน เสียงครืดคราดเหมือนครั้งแรกก็ดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ดูเหมือนจะดังมาจากด้านหน้าเพียงอย่างเดียว ทำให้นายทหารมองหน้ากันเลิกลัก กระซิบถามกันไปมาว่าเสียงอะไร แม้ตั้งใจจะให้เบา แต่เมื่ออยู่ในอุโมงค์แคบๆ ที่เดินเรียงหน้ากระดานได้เพียงแค่สามคนแบบนี้ มันก็สะท้อนไปมาจนเป็นเสียงดังได้เช่นกัน

เอลลิคและเมราสเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเดินประกบคาโลทันที โดยพยายามเอาตัวเองขวางหน้าไว้ สายตาของทั้งสองสอดส่าย ระแวดระวังในความมืด จนกระทั่งสุดทาง แสงสลัวด้านบนที่ลอดลงมาก็ส่องให้เห็นบันไดหินลาดชัน ทอดยาวขึ้นสู่เบื้องบน

เมราสอาสาขึ้นไปดูก่อน เพราะไม่ไว้ใจเสียงที่ได้ยินก่อนหน้า คาโลอนุญาต เขาจึงชักดาบคู่ออกจากฝัก และเดินขึ้นบันไดไป ทันทีที่โผล่ขึ้นมาสู่ด้านบน ภาพหอคอยร้างซึ่งมียอดหอคอยสูงจากพื้นที่เขาโผล่ขึ้นมาร่วมสี่เมตรก็ปรากฏแก่สายตา

เมราสกวาดตามองไปทั่วๆ รูปปั้นนักรบในอิริยาบถแตกต่างกันถูกวางกระจายไปทั่วหอคอย ให้ความรู้สึกกดดันประหลาด เมราสสัมผัสได้ถึงบรรยากาศหนักๆรอบกาย เขาตัดสินใจตวัดตัวขึ้นมายืนด้านบน เพ่งสมาธิเพื่อจับการเคลื่อนไหว แต่ไม่มีจิตสังหารเล็ดลอดเข้ามาแต่อย่างใด หลังจากลองอยู่หลายครั้งจนแน่ใจ เขาจึงย่อตัวลงคุกเข่าหน้าปากทาง ส่งเสียงบอกคนด้านล่างให้ขึ้นมา

ฉับพลันนั้นเอง ความรู้สึกเข่นฆ่ารุนแรงก็พุ่งเข้ามาหาเขาจากข้างหลัง  โดยไม่รอช้าเขารีบตะโกนบอกคนด้านล่างอีกครั้ง

“อย่าขึ้นมาพ่ะย่ะค่ะ! กลับลงไป!!” พร้อมๆกับเสียงนั้น มือทั้งสองข้างรีบตวัดดาบคู่รับศาตราที่พุ่งเข้าหาด้วยความไว เสียงกระทบกันของโลหะเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีถึงสิ่งที่เกิดขึ้นข้างบน

ทุกคนในอุโมงค์ชะงัก ทว่าดูเหมือนเวลาจะให้ตัดสินใจก็ไม่มี เพราะอยู่ๆก็เกิดเสียงระเบิดกึงก้องขึ้น พร้อมกับการสั่นไหวรุนแรงของอุโมงค์ดังไล่หลัง  ราวกับจะถล่มลงมา

เสียงระเบิดดังสนั่นจนขึ้นมาถึงด้านบน เมราสที่กำลังถูกโจรห้าคนรุมกระหน่ำอาวุธใส่ ต้องเบิกตากว้าง สมาธิทั้งหมดพุ่งไปที่ปากทางออกทันที

“ฝ่าบาท” เขาตะโกน พร้อมกับพยายามฝ่าเข้าไป แต่โจรห้าคนที่ล้อมไว้ ก็คอยสกัดไม่ให้เขาได้ทำตามใจปรารถนา...


///////////////////////////////////////////////////////////


เฮือก...

ท่ามกลางความมืด  เฟรินสะดุ้งตกใจตื่น  เหงื่อเม็ดใหญ่เกาะพราวเต็มหน้า  หัวใจเต้นระรัว  ไม่เป็นจังหวะ  มือและเท้าเย็นเฉียบ 

เมื่อครู่เธอฝัน  เป็นฝันที่น่ากลัว  แต่พอลืมตา  กลับจำเรื่องราวของมันไม่ได้  สิ่งที่หลงเหลือ  มีเพียงอาการแน่นหน้าอก  และลมหายใจหอบแรงเท่านั้น  เฟรินค่อยๆปรือตาลง  ปรับระดับการหายใจให้เป็นปกติ  ก่อนจะล้มตัวลง  ตั้งใจจะนอนต่อ  เสียแต่เวลาไม่อำนวยนักเมื่อรันเคาะประตูและขออนุญาตเข้ามาพอดี

“เป็นอะไรรึเปล่าคะ” รันถาม  เมื่อแสงจากตะเกียงส่องให้เห็นใบหน้าเผือดสีของนายตน

เฟรินคลี่ยิ้ม  บอกปฏิเสธเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายกังวลใจ  ก่อนถามไปว่า

“แล้วพี่สาวมีอะไรหรือ”

รันก้าวเข้ามาในห้อง  ใช้มือข้างว่างเลื่อนประตูปิด “ท่านโดรินมารับแล้วค่ะ  ฉันเลยจะเข้ามาช่วยนายหญิงเตรียมตัว”

เฟรินเลิกคิ้วแปลกใจ “อ้าว! ไหนว่าอีกสามวัน”

“ค่ะ ความจริงควรจะเป็นแบบนั้น แต่ดูเหมือนจะเกิดเรื่องขึ้นนิดหน่อย... อย่าเพิ่งถามอะไรเลยค่ะ รีบเตรียมตัวเถอะ” สีหน้าของรันขณะพูดดูไม่ค่อยจะสู้ดีนัก  เฟรินจึงไม่ได้ถามเซ้าซี้ตามวิสัย  แต่รีบลุกขึ้นแต่งตัวทันที  ตั้งใจไว้ว่า  ถ้าเธอพบโดรินเมื่อไหร่  ต้องเค้นคอถามอีกฝ่ายให้รู้เรื่อง


//////////////////////////////////////////////////////////////////


ภายในห้องรับรองส่วนหน้าของกระท่อมร้าง  นูรัส กิล และโดรินกำลังปรึกษาหารือกันอย่างเคร่งเครียด

“ข่าวนี้จริงแท้แค่ไหนกัน” กิลหันไปถามโดริน เมื่ออีกฝ่ายเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวังให้ฟังจบ

“ฉันเองก็ไม่แน่ใจ อาจจะเป็นแผนของพวกมันที่คิดจะสร้างความปั่นป่วนก็ได้” โดรินตอบ มีความลังเลแฝงอยู่ในน้ำเสียง

“แต่ฉันว่าไม่น่าจะผิด เพราะก่อนคนส่งข่าวจะมาถึงตอนเช้าวันนี้ ทริเซียเองก็ส่งสารด่วนมาเหมือนกัน เธอไม่ได้เล่าว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เรียกพี่น้องตระกูลลีให้ไปทางนั้นด่วน” นูรัสออกความเห็นเมื่อวิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้กับสารจากทริเซียเมื่อสี่วันก่อน (พวกอนาคินมีวิธีติดต่อกันโดยไม่ให้คนนอกรู้ได้)

“ถ้าแบบนั้น การที่เราส่งตัวนายหญิงกลับวัง จะไม่ยิ่งอันตรายหรอกรึ” กิลรีบพูดแทรกขึ้น

“แต่หากเราไม่ทำ เหตุการณ์อาจจะยิ่งเลวร้ายก็ได้” นูรัสยังคงให้เหตุผลอย่างใจเย็น

โดรินเองก็พยักหน้าเห็นด้วย พร้อมกับพูดว่า “ใช่แล้วล่ะ เพราะถ้าคนพวกนั้นรู้ว่าคนที่อยู่ในวังเป็นตัวปลอม นอกจากอีวาอาจจะตายเปล่า อำนาจในวังก็จะถูกยึดไปโดยปริยาย”

“แต่ฉันไม่เชื่อว่านายท่านจะเสียทีพวกมันง่ายๆแบบนี้หรอกนะ” กิลยังคงค้านต่อ

“ฉันเองก็ไม่อยากเชื่อ เพราะพูดตามเหตุผลแล้ว ไม่น่าจะมีมนุษย์คนใดเอาชนะพลังเวทของนายท่านได้ นอกจากผู้สืบสายเลือดของปีศาจ แต่ถึงจะเป็นปีศาจก็ตาม การจะหาผู้มีพลังสูสีกับนายท่านจริงๆยังน้อย แต่นี่...”

“พวกมันอาจใช้ชาวบ้านเป็นตัวประกัน ไม่ให้คาโลตอบโต้ก็ได้”

กิลใช้กำปั้นทุบโต๊ะเสียงดังปึง จนนูรัสต้องหันมาปราม แต่กิลไม่สนใจ “เจ็บใจนัก แบบนี้ก็เหมือนเราไม่มีทางเลือกน่ะสิ”

“ทางเลือกน่ะมี แต่เราต้องเดินหมากแต่ละตาให้รอบคอบขึ้น ตอนนี้...คนที่จะคุ้มกันนายหญิงในวังได้มีเพียงรันคนเดียว  หากเกิดการปะทะขึ้นจริง  เราคงหวังพึ่งอีวาได้ไม่มาก  คงต้องหาแผนสำรองไว้ก่อน”

“ถ้าเป็นเรื่องนั้น  ฉัน...” โดรินกำลังจะพูดอะไรบางอย่างกับนูรัส  แต่ตอนนั้นเอง เฟรินที่ยืนฟังพวกเขาคุยกันมาได้พักใหญ่แล้วก็พูดแทรกขึ้น

“เรื่องที่พูดน่ะ จริงรึเปล่า”

ทุกคนในห้องรีบสะบัดหน้ากลับไปมองยังประตูห้องทันที

“เฟริโอน่า” โดรินเรียกด้วยน้ำเสียงหนักใจ  เขาไม่ทันสังเกตว่าเฟรินออกมาจากห้องเมื่อไหร่  และได้ยินอะไรไปบ้าง   

เฟรินเห็นสีหน้าของทั้งสามคนก็พอจะเดาเหตุการณ์ได้  เธอจึงรีบย้ำคำหนักแน่น “ฉันต้องการแต่ความจริง  ห้ามพี่โกหกแม้แต่คำเดียวนะ  พี่โดริน”

โดรินทำได้เพียงถอนหายใจและเริ่มเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น...

เช้าวันนี้เอง  ขณะที่พวกชนชั้นขุนนางและอีวาในคราบของราชินีกำลังประชุมราชกิจ  อยู่ๆนายทหารผู้นำสารจากเมืองโฮรันก็พุ่งเข้ามาด้วยอารามรีบร้อนและขวัญเสีย  แต่ข่าวที่เขานำมานั้นสร้างความตกใจให้คนในโถงประชุมได้มากกว่านัก

ภายในสารนั้นเป็นลายมือหวัดๆของหัวหน้ากลุ่มโจร  มันบอกว่ากษัตริย์แห่งคาโนวาลอยู่ในมือมัน  หากไม่อยากให้คาโลตาย  ต้องยกบัลลังก์ให้มันเสีย  พร้อมกับส่งหลักฐานเป็นคทาพิพากษามาได้ดูอีกด้วย  เพียงเท่านั้นเองท้องพระโรงก็ปั่นป่วนไปหมด  จวบจนป่านนี้ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้...

พอฟังโดรินเล่าจบ เฟรินก็ตีหน้าครุ่นคิด 

“แน่ใจว่านั่นเป็นคทาพิพากษาจริงๆ...” เธอเปรยออกมา

“หมายความว่าไง” โดรินถามอย่างไม่เข้าใจ

เฟรินไม่ตอบ  เธอรีบหยิบกระจกออกจากอกเสื้อ  ก่อนจะเรียกชื่อคิล  กระจกส่องแสงวาบเหมือนกับอีกฝ่ายจะตอบรับ  แต่แล้วแสงกลับหายไป  กลายเป็นกระจกใสที่สะท้อนใบหน้าของเธอดังเดิม

เฟรินขมวดคิ้วเข้าหากันแน่นกว่าเดิม

“เกิดอะไรขึ้นรึ  แล้วกระจกนั่นคือ...”

เฟรินเงยหน้ามองโดริน  ก่อนพูด  “แปลก...ทำไมคิลถึงตัดการติดต่อ”

“เธอหมายความว่าไง”

เฟรินเก็บกระจกกลับเข้าในสาบเสื้อ  เธอเดินไปนั่งยังเก้าอี้ว่างที่เหลืออยู่ตัวเดียว  ก่อนจะเริ่มเล่า “คือว่า...หลังจากที่คาโลออกเดินทางไปไม่เท่าไหร่  ฉันก็วานให้คิลตามไปด้วย  เผื่อว่าเกิดอะไรขึ้นจะได้ส่งข่าวผ่านทางกระจกเมื่อครู่ได้  และก่อนหน้านี้ไม่กี่วันฉันยังเห็นคิลกับหมอนั่นอยู่ด้วยกัน  หากมีอะไรเกิดขึ้นจริง  คิลน่าจะติดต่อกลับมา  แต่นี่...นอกจากจะไม่ส่งข่าวมาบอกแล้ว  เมื่อครู่พอฉันติดต่อไป  ก็ดันตัดสัญญาณไปอีก  เพราะอะไรกันนะ...”

“หรือคิลเองก็โดนจับไปด้วย  เมื่อกี้ อาจเป็นเพราะพวกมันจับได้ว่ามีคนติดต่อไป  มันเลยตัดการติดต่อของเธอรึเปล่า”

เฟรินส่ายหน้า “ทำแบบนั้นไม่ได้หรอกพี่  เพราะกระจกคู่แฝดนี่ต้องเป็นคนที่ทำพันธะกันเท่านั้นจึงจะใช้ได้  และแน่นอน  คนที่จะรับหรือตัดการติดต่อจากกระจกได้  มีเพียงฉันกับคิลเท่านั้น  และพี่ก็รู้ดี... หากไม่ใช่ความต้องการของเขา  ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถบังคับนักฆ่าแห่งซาเรสให้ทำตามได้”

“เช่นนั้นเหตุที่ทำให้ท่านคิลตัดการติดต่อไปเองก็คือ...” นูรัสเปรยขึ้นมา  และเฟรินที่กำลังคิดเรื่องนั้นอยู่จึงพูดขึ้นบ้างว่า

“ฉันก็คิดแบบนั้น” ลูกรับของเฟรินขณะที่เจ้าหล่อนสบตาสื่อความเข้าใจกับนูรัสเพียงสองคน ทำให้อีกสามชีวิตในห้องได้แต่มองตามด้วยความสงสัย   


//////////////////////////////////////////////////////////


ภายใต้ความมืดมิดของที่แห่งหนึ่ง ใบหน้าสลัวรางของใครบางคนหันขวับ ราวกับเขาได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง

เสียงโลหะกระทบกันลั่นเบาๆชั่วครู่ตอนเขาขยับตัว นัยน์ตาสีฟ้าเป็นประกายแม้ในที่มืดจ้องไปยังทางของเสียงนั้น ก่อนจะขยับปากโดยไม่มีเสียงเล็ดรอดเป็นคำว่า

ได้เวลาแล้ว...


//////////////////////////////////////////////////////////////


เฟริน รัน และโดรินมาถึงหน้าประตูวังในยามที่ดวงจันทร์ถูกเมฆเคลื่อนบังพอดี  โดรินอาศัยเกวียนใหญ่ช่วยบังตัวของสองสาวในคราบชายเอาไว้  โดยให้พวกเธอช่วยกันดันเกวียนจากด้านหลัง  มีชายฉกรรจ์ในชุดเปื้อนฝุ่นพันผ้าโพกหัวสีหม่นเป็นผู้ลากเกวียนเล่มใหญ่จากด้านหน้า  ส่วนตัวเขาเดินไปคุยกับทหารยามหน้าวังอยู่สองสามคำพร้อมกับหยิบป้ายคำสั่งสีทองให้ดู  ไม่ช้าทั้งคณะก็เคลื่อนเข้ารั้ววังได้สำเร็จ

พวกเฟรินเลือกที่จะอ้อมไปด้านหลังตำหนักในเพื่อสะดวกต่อการลักลอบขึ้นห้องของตัวเองโดยไม่ให้ใครจับได้  เมื่อมาถึงโดรินก็จัดการสั่งให้ชายที่มาด้วยไปเสียพร้อมกับยื่นซองใส่เงินสีน้ำตาลให้  พอชายคนนั้นรับซองไปก็รีบปลีกตัวจากไปทันที  เมื่อเหลือกันอยู่เพียงสามคน  โดรินก็บอกให้เฟรินรีบมุดเข้าทางลับเพื่อสลับตัวกับอีวาโดยเร็ว  เฟรินเอ่ยลาโดรินสั้นๆ  ก่อนจะมุดหายไปในช่องกำแพงซึ่งถูกซ่อนอยู่หลังเถาไม้ดก

ท่ามกลางความมืด  เฟรินคลานไปตามทางอย่างชำนาญ  มีรันคอยระวังหลังให้  ทั้งสองไม่พูดอะไรกัน  และมุ่งประสาทรับรู้ทั้งหมดไปรอบตัว  หลังจากผ่านทางชัน  เลี้ยวไปทางขวา  สลับไปทางซ้าย...  ขวา...  ซ้าย...  และขึ้นทางชันอีกสามครั้ง  ในที่สุดพวกเธอก็มาสุดทางที่หมาย  เฟรินแนบหูกับกำแพง  ฟังเสียงจากอีกฟาก  เมื่อแน่ใจว่าห้องของเธอเงียบสนิท  จึงเริ่มคลำมือไปตามกำแพงด้านข้างทางขวามือ  ปลายนิ้วไล่สัมผัสช้าๆ  ไม่นานเธอก็เจอแผ่นสลัก  เฟรินออกแรงเพียงเล็กน้อยดันมันให้ยุบลงไป  เกิดเสียงครืดคราดผะแผ่วลอดออกมา 

เฟรินค่อยๆแทรกตัวคลานออกจากช่องว่างระหว่างชั้นหนังสือในห้องทำงานที่แบ่งออกมาจากห้องนอน  ทุกอากัปกิริยาเงียบกริบ  ก่อนจะย่างเท้าแผ่วเบาไปยังส่วนของห้องนอน  หน้าต่างของห้องบริเวณนี้ถูกปิดไว้หมดจนมืดสนิท  แต่ระดับสายตาอันเฉียบคมแม้ในที่มืดของเฟรินทำให้เธอมองเห็นเตียงสี่เสาขนาดคิงไซส์ถูกปิดด้วยม่านสองชั้นจนมิดทั้งสี่ด้าน

“นั้นใคร...” เสียงผู้หญิงแปลกหูดังผะแผ่วออกมาจากม่าน  เฟรินยืนนิ่งเธอล้มเลิกความตั้งใจที่จะเดินเข้าไปเลิกม่านดูดังที่คิดไว้ตอนแรก  ตอนนั้นเองที่รินตามมาสมทบพอดี  เธอได้ยินเสียงนั้นและแน่ใจว่าเป็นเสียงของอีวา...เสียงจริงๆของอีวา!

รินรีบแทรกเข้าไปขวางหน้าเฟริน  ใบหน้าเธอเคร่งเครียด  มือขวาตวัดจับด้ามมีดสั้นที่ซ่อนมาในชายเสื้อ  พร้อมกับเพ่งตามองหวังจะเห็นการเคลื่อนไหวหลังม่าน

“ระวังตัวค่ะนายหญิง”  รินกระซิบบอก  แม้จะงงงวยแต่เฟรินก็ทำตามคำเตือนโดยดี

บรรยากาศตึงเครียดลอยอวลเหนือห้อง  ไม่มีใครขยับเคลื่อนไหว  จนกระทั่งลมกรรโชกแรงกระชากหน้าต่างเปิดออก  ท้องฟ้ากรีดร้องสนั่น  น้ำหยดน้อยค่อยรินลงชโลมพื้น  แรงขึ้น  หนักขึ้น  จนกลายเป็นพายุฝนกระหน่ำ  สายฟ้าฟาดผ่านอีกระรอกและคราวนี้แสงของมันสาดกระจายให้ห้องสว่างวูบ  ช่วยให้พวกเธอมองเห็นเงาคนสองคนบนเตียง  และปลายเท้าของใครอีกคนบนพื้นข้างเตียง

ลมแรงจากด้านนอกสาดน้ำฝนเข้ามาจนพื้นข้างหน้าต่างเปียกชุ่ม  อีกทั้งช่วยตอบข้อสงสัยของเฟรินให้กระจ่างขึ้น  เมื่อม่านรอบเตียงปลิวสะบัดเปิดตามแรงของมัน

ภาพที่เห็นทำให้เฟรินและรันเบิกตาค้าง  เพราะมันคือฉากเฟรเดอริคนั่งสบายๆพิงหัวเตียงในมือของเขาถือดาบเงาวาบวับคมกริบ  ปลายของดาบจอแนบคอของหญิงอีกคนซึ่งถูกพันธการด้วยเชือกแน่นหนาทั้งแขนและขา  นอนหมอบใกล้สิ้นสติอยู่บนเตียง  ใบหน้าของหล่อนซีดขาวฟกช้ำ  มีเลือดไหลรินกลบปาก  แม้ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าหญิงผู้นั้นคืออีวาเพราะเธอใส่ชุดกระโปรงของเฟรินตอนเป็นราชินี  และยิ่งไม่ต้องสงสัยว่าทำไมจึงบังเกิดภาพในขณะนี้ได้หากไม่ใช่ว่าความลับเรื่องอีวาปลอมตัวเป็นเธอมันแตกเสียแล้ว
 
เฟรเดอริกรับสีหน้าตกตะลึงของเฟรินด้วยรอยยิ้ม  เป็นยิ้มไม่จริงใจจนสุดขั้ว  ก่อนจะพูดทำลายความเงียบว่า

“ยินดีต้อนรับกลับวัง  ราชินีที่รัก”

เฟรินยังคงอึ้งไม่หายจึงไม่ได้ตอบโต้วาจากลับไป  เปิดโอกาสให้เฟรเดอริคได้พูดเรื่องของเขาต่อ “พระองค์ปล่อยให้หม่อมฉันตามหาเสียแทบแย่  รู้รึเปล่าว่าตอนนี้ทั้งวังวุ่นวายกันขนาดไหน”

เฟรินเริ่มเรียกสติกลับมาได้แล้ว  จึงโต้กลับไปว่า “ทั้งหมดมันเป็นเพราะนายไม่ใช่รึ”

เฟรเดอริกหัวเราะ “เปล่าเลย  เป็นเพราะฝ่าบาทซุกซน  ย่องเข้าบ้านคนอื่น  เห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น  แถมยังเลินเล่อจนถูกจับได้  อีกทั้งยังทำให้ตัวเองบาดเจ็บต้องหนีหัวซุกหัวซุน  แถมเจ็บแล้วไม่จำยังลนกลับมาหาเรื่องถึงที่อีกต่างหาก”

“ฉันไม่เข้าใจที่แกพูด”  เฟรินเริ่มเห็นสัญญาณอันตรายจึงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น

“อย่าทำเป็นไร้เดียงสาไปหน่อยเลยเฟลิโอน่า  หรือว่าหลักฐานแค่นี้ไม่เพียงพอ”  ไม่ว่าเปล่าใบดาบกดเข้าไปในลำคอของอีวาลึกขึ้นจนเลือดไหลเป็นทาง

“หยุดนะ!” เฟรินรีบร้องห้าม “หากทำอะไรบ้าๆ อย่าหาว่าฉันไม่เตือน”

คำขู่ของเฟรินไม่เป็นผล  เฟรเดอริกหัวเราะก้องสะท้อนไปกับเสียงฟ้าคำราม

“สภาพการณ์เช่นนี้ยังคิดว่าจะทำอะไรฉันได้อีกหรือ  ตอนนี้ขอแค่ฆ่าเธอซะ  แล้วจับนางคนนี้ไปรับโทษ  คิดว่าผลมันจะเป็นยังไงล่ะหือ  เฟลิโอน่า”

เฟรินกัดฟันกรอด  ความจริงเรื่องมันง่ายนิดเดียว   หากเธอยอมเสียสละอีวา  แล้วเข้าจับกุมเฟรเดอริกเสีย  หลังจากนั้นไม่ว่าเธอจะสู้ชายคนนี้ได้หรือไม่  ขอเพียงสามารถหาวิธีเรียกทหาร  หรือใครก็ตามมาช่วยได้  เรื่องมันก็จะจบ  แม้จะรวบตัวมันในฐานะกบฏอย่างที่เธอคิดไม่ได้  แต่สามารถประหารชายผู้นี้ในข้อหาละเมิดเบื้องสูงได้แน่ๆ  ทว่าเฟรินกลับไม่ทำเช่นนั้น  เธอเลือกทางที่ยากกว่า  และอันตรายกว่า  เพราะไม่อยากสูญเสียใครไป  แม้จะเป็นอีวา  หญิงที่เพิ่งรู้จักเพียงไม่กี่นาทีคนนี้ก็ตาม  และเฟรเดอริกก็อ่านความคิดเช่นนี้ของเฟรินออก  แถมจับจุดอ่อนเฟรินได้อยู่หมัด

“ไงล่ะ  ไม่เถียงกลับมาบ้างหรือ  ปกติเธอไม่ใช่คนยอมใครง่ายๆนี่เฟลิโอน่า” เฟรเดริกยิ้มยั่ว  ขยับดาบเฉือนเนื้ออีวาลึกขึ้นอีกเป็นการเตือนไม่ให้เฟรินทำอะไรกระโตกกระตาก

รันเห็นเพื่อนถูกทำร้ายก็ทนไม่ไหว  เธอชักมีดสั้นออกมาเตรียมพุ่งเข้าใส่  แต่เฟรินยื้อแขนเธอไว้มั่น

“อย่า!รัน!”

รันหยุดการเคลื่อนไหว  แต่มือทั้งสองของเธอกำแน่นบ่งบอกโทสะที่ยังไม่คลาย 

เฟรินตวัดสายตาจ้องเฟรเดอริกอีกครั้ง  “ขอถามอะไรสักสามข้อได้มั้ย”

“หึหึ ลองว่ามาสิ”

เฟรินขมวดคิ้วแน่น “ทำแบบนี้แล้วแกจะได้อะไร  คงไม่คิดจะแบ่งบัลลังก์กับพวกดีมันคนละครึ่งหรอกใช่มั้ย”

“นั่นสินะ  คงมีแต่คนโง่ที่คิดแบบนั้น”

“ถ้าแบบนั้นแล้ว  คิดว่าพวกดีมันจะยกคาโนวาลให้ง่ายๆโดยไม่เรียกร้องอะไรเลยงั้นหรือ  ในเมื่อตอนนี้คาโลถูกจับ  และถ้าจะแรกตัวคืนต้องเอาบัลลังก์ให้พวกมัน  แกคิดจริงๆหรือว่าพอพวกมันได้ไปแล้วจะยอมยกให้แกง่ายๆน่ะ”

“แน่นอนว่าไม่!  และยิ่งไม่คิดด้วยว่าจะมีใครหน้าไหนยอมยกคาโนวาลให้โจรถ่อยไม่รู้หัวนอนปลายเท้าเพื่อแลกชีวิตกษัตริย์ไร้น้ำยาที่ปล่อยให้ตัวเองถูกพวกหมาในจับกินเสียด้วย”

“แก!!” รินคำราม  แต่เฟรินก็ยังห้ามเธอไว้เช่นเดิม

เฟรเดอริกพูดต่อไป “อีกอย่าง  ชั้นกับโจรชั้นต่ำพวกนั้นก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเสียด้วย”

“หมายความว่าไง”

“ถามเกินสามข้อแล้วนะเฟลิโอน่า”

เฟรินไม่สนใจ  เธอยังเร่งต่อ “ตอบมาสิ”

คราวนี้เฟรเดอริกขยับตัวมานั่งในท่าที่ถนัดขึ้น  แต่ใบดาบยังกดแนบคอของอีวาไม่คลายลง

“เธอคิดว่าตัวเองอยู่ในสถานะที่จะออกคำสั่งได้อย่างนั้นหรือ  แต่ฉันไม่คิดแบบนั้นหรอกนะ...  เอาเป็นว่า  ฉันมีทางให้เธอเลือกอยู่สองทาง  หนึ่งคือยอมตายเสีย  ปล่อยให้ฉันจะประกาศออกไปว่าเธอถูกหญิงผู้นี้กับพวกของมัน”  ตาของเฟรเดอริกมองไปทางริน “ลอบสั่งหาร  นางกำนัลคนสนิททั้งสองก็ไม่รอด  แล้วหลังจากนั้นเธอคงจะนึกภาพออกว่าในวังจะยุ่งเหยิงขนาดไหนพอไม่มีทั้งกษัตริย์และราชินีแบบนี้”

เฟรเดอริกมองสีหน้าหงุดหงิดของเฟรินอย่างพอใจ  ก่อนว่าต่อไป “ส่วนทางที่สอง  เธอแค่อยู่เงียบๆ  ทำตัวสงบเสงี่ยมไป  รอจนเรื่องทุกอย่างจบ  ก็เตรียมตัวรับตำแหน่งราชินีของฉันได้เลย  ว่าไงล่ะ  ข้อเสนอนี้ไม่เลวใช่มั้ย  เธอไม่ตาย  แถมยังเป็นราชินีเหมือนเดิม  ไม่มีอะไรจะดีไปกว่านี้อีกแล้ว  จริงมั้ย เฟลิโอน่า”

เฟรินหัวเราะเย้ยแทนคำตอบ  ปฏิกิริยาของเธอไม่ผิดจากที่เขาคาดไว้แต่ก็อดทำให้หงุดหงิดไม่ได้  เฟรเดอริกจึงหรี่ตาลงเล็กน้อยไม่ชอบใจแต่ยังสวมหน้ากากยิ้มละไมไว้ไม่ปล่อย

“พูดอะไรน่าขำเสียจริงท่านอา” เฟรินปรามาสเข้าให้ “ให้ทางเลือกงั้นหรือ หึ ข้อแรกตัดทิ้งได้เลย  เพราะฉันไม่คิดจะมาตายง่ายๆแบบนี้อยู่แล้ว  ส่วนข้อสอง... ความจริงก็น่าสนใจไม่หยอก  ฉันมีแต่ได้กับได้  เสียอยู่อย่างเดียว...” ใบหน้าของเฟรินจริงจังขึ้น  ดวงตาแน่วนิ่งเป็นประกาย  จนเฟรเดอริกยังอดสะท้านกับพลังอำนาจที่แผ่ออกมาจากตัวเธอไม่ได้ “หากจะให้แต่งกับแก  ฉันเลือกเจ้าลาบาดอร์เดอะเกรทยังดีเสียกว่า!”

ใบหน้าของเฟรเดอริกตึงทันที  เฟรินได้ยินเสียงคำรามแทรกผ่านสายฝน  เธอยิ้มยั่วสะใจ  ก่อนก้าวมายืนหน้ารัน  เอามือข้างซ้ายท้าวสะเอวไว้  อีกข้างทิ้งลงข้างลำตัว  แล้วประกาศก้อง “ฉันจะเลือกทางที่สาม!!”

เงาดำสายหนึ่งทะลึ่งพรวดจากหน้าต่างเข้าใส่เฟรเดอริกทันทีเมื่อสิ้นเสียง  เฟรเดอริกเพิ่งจะรู้สึกตัวเดี๋ยวนั้นเองว่ามีบุคคลอื่นอยู่ด้วย  แต่กว่าจะรู้ก็สายเสียแล้วเมื่อกงเล็บเหล็กแหลมคมมันปราบสะท้อนแสงสายฟ้าฟาดพุ่งเข้าประชิดเนื้อหนังของเขา  เฟรเดอริกสะบัดดาบป้องกันด้วยสัญชาตญาณ  อีวาจึงเป็นอิสระในทันใด  เธอใช้เรี่ยวแรงเพียงน้อยนิดที่เลือกถีบตัวเองออกจากรัศมีต่อสู้  เพื่อไม่ให้ตนเป็นตัวถ่วงเพื่อนพ้องที่เหลือ

เฟรินกับรันวิ่งไปดูอาการของเธอทันที  อีวารีบร่ายเวทรักษาให้  แม้จะไม่ดีนักแต่พอจะระงับความเจ็บปวดได้บ้าง  พอเฟรินเห็นเธอไม่เป็นอะไรมากแล้วจึงผละไปดูคนที่หมอบอยู่ข้างเตียงที่ตอนนี้ไม่ต้องเดาแล้วว่าเป็นใคร  เพราะคงหนีไม่พ้นคาเดียกับเลเลียแน่

ดวงตาของพวกเธอปิดสนิท  เฟรินจึงรีบตรวจชีพจรตรงซอกคอของทั้งสองด้วยความร้อนใจ  และแล้วเธอก็ได้หายใจหายคออย่างโล่งอกอีกครั้ง  เมื่อนิ้วของเธอสัมผัสชีวิตของทั้งคู่ได้

เฟรินยืนขึ้น  เพ่งสายตามองการต่อสู้ดุเดือดตรงหน้า  ภายใต้เสียงฝนและสายฟ้า  นูรัสกับเฟรเดอริกกำลังห่ำหันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย  ทว่าคนของเธอดูจะเสียเปรียบคู่ต่อสู้อยู่หลายส่วน  รันเองก็เล็งเห็นว่านูรัสกำลังจะเพลี่ยงพล้ำเช่นกันจึงรีบโดดเข้ามาร่วมวง  มีดสั้นสองเล่มในมือสะบัดรุกรับสอดประสานกับนูรัสราวกับร่ายรำ  คราวนี้เฟรเดอริกเริ่มตึงมือบ้างแล้ว  เฟรินจึงใช้จังหวะนั้นร้องเตือนไป

“ยอมจำนนเสียเถอะท่านอา  แม้ตอนนี้ท่านจะรับมือไหว  แต่หากบวกเราเข้าไปด้วย  ยังคิดว่าจะต้านได้อีกหรือ”

เฟรเดอริกเค่นยิ้ม  กล่าวเสียงหยัน “อย่าเพิ่งดีใจไป เฟลิโอน่า  คิดว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่แล้วตั้งแต่พวกเธอเข้ามา  เสียงในห้องก็ใช่จะเบา  ทำไมถึงไม่มีใครเข้ามาซักคนเล่า”

เฟรินยังคงใจเย็นอยู่ได้  ขณะโต้กลับไปว่า “ถึงท่านจะจัดการทหารยามด้านนอกไปหมด  แต่คิดจริงๆหรือว่าลำพังท่านคนเดียวจะสู้พวกเราสามคนได้น่ะ”

“รู้สึกเธอจะเข้าใจผิดไปหน่อยนะ” เฟรเดอริกตวัดเท้าแตะนูรัสจนกระเด็นไป  และสะบัดดาบปัดมีดของรัน  ก่อนจะกระโดดถอยไปด้านหลังเพื่อตั้งหลัก

“เข้าใจผิด!? อะไร!”

ไม่ต้องรอให้เฟรเดอริกเฉลย  คำตอบก็ถีบประตูกระเด็นแล้วกรูกันเข้ามาล้อมพวกเธอไว้พร้อมอาวุธครบมือ

“ว่าไงล่ะเฟลิโอน่า  ดูท่าโชคคงไม่เข้าข้างเธอเสียแล้วกระมัง”

ท่ามกลางดงศัตรูและคมดาบ  เฟรินได้แต่แค้นใจตัวเองที่เสียท่าให้เหล่ากบฏ  เธอไม่ทันคิดว่าทหารของตำหนักในก็อาจจะไปเข้าพวกกับมัน!!

RayGuard
29/4/2008



///////////////////////////////////////////////////////


หวัดดีค่ะ  ในที่สุดก็ได้เอามาลงต่อ  แอบปลื้มที่ยังมีคนติดตาม  วันนี้ได้ฤกษ์งามยามดี  พิมพ์สปีดนรก  แล้วลงทันที  เห็นมั้ยยังไฟลุกอยู่เลย

ปล.ตอนนี้เรียนจบแล้วค่ะพี่ออโรร่า  กำลังรอผลสออบอยู่ไม่รู้หัวก้อย TOT

ขอให้อ่านกันให้สนุกนะคะ

ความคิดเห็น

unju
unju 30 เม.ย. 51 / 10:16
ลุ้นระทึก มาต่อไวๆน้า คิดถึงฉากหวานๆอะ
cooouj
cooouj 30 เม.ย. 51 / 20:15
กรี้ด สนุกมากเลยค่ะ รีบๆมาแต่งต่อนะคะ
PS.  จอมโจรคือผู้รังสรรค์การขโมยอย่างวิจิดงดงาม นักสืบคือผู้ที่คอยติดตามดูผลงาม เป็นแค่นักวิจารณ์ธรรมดาๆเท่านั้น
ความคิดเห็นที่ 3
ตอนนี้มันจริงๆ ทหารของเฟรินกลายเป็นกบฏด้วยหรือเนี่ย คาโลกับคิลจะเป็นอะไรหรือเปล่า แล้วคาโลรู้เรื่องที่เฟรินท้องหรือยังน้าาาาา เรียนจบแล้วจะทำงานหรือเรียนต่อจ๊ะ พี่ขอแนะนำให้ทำงานตามโรงพยาบาลของกทม. งานไม่หนัก เงินดี ขอให้สอบผ่านนะจ๊ะ
piglet04
piglet04 1 พ.ค. 51 / 20:01
หนุกมากค่า หุหุ  ลุ้นสุดๆ  เฟรินจะรอดอย่างไงนะ^_^
key-j
key-j 8 พ.ค. 51 / 16:49
เย้ๆๆๆ เจ๊กลับมาแล้วหรอ .>>>>> เพิ่งจะรู้อ่ะ ---**---
PS.  kibum love donghae >>>>>kihae4ever *-*-*-*-*-* บ้าบอคอแตก หายไปไหนฟ้าาาา >.
freyachan
freyachan 11 พ.ค. 51 / 00:07
เย้ๆ กลับมาอัพต่อแล้ว (ฉลอง เฮฮฮ) แต่ไม่เห็นอัพในหน้าแรกเลยหนิคะ ว่ามีตอนใหม่ในไดแล้ว วันก่อนเข้ามาดูคิดว่าไม่มี ปีนี้เรียนจบแล้วเหรอคะ จบพร้อมกันเลย อิอิ ขอให้ผลสอบออกมาเป็นที่น่าพอใจนะคะ (สอบอะไรยังไม่รุเค้าเลย - -) เป็นกำลังใจให้ค่ะ
ความคิดเห็นที่ 7
เร็วสิคะ ข้างคะ อยากอ่านต่อ มิไหวแล้วคะ อย่าดองเกินได้หมายยย -*- *3* *.* *0*
ความคิดเห็นที่ 8
อัพไวๆนะค๊า อย่าให้รอนานจิ พลีสๆๆๆๆๆ อัพเถ้ออ
ความคิดเห็นที่ 9
อัพเถอะนะ อยากอ่านต่อแร้วว สนุกมากๆเลยย รอต่อไปคร่า
DARIAN
DARIAN 6 มิ.ย. 51 / 23:24
เร็วๆๆๆๆมาอัพต่อซิค่ะ จะตายอยู่แล้วค่าาาาาาาาาาาาาา เมื่อไหร่คาโลจะรู้ซักทีละว่าเฟรินท้องอะ ไอ้คาโลบ้า >_
ความคิดเห็นที่ 11
อัพต่อเหอะๆๆๆๆ สงสารคนรอเหอะน๊า
ความคิดเห็นที่ 12
ดีคะๆๆๆๆๆๆ อัพต่อเถอะนะคะ กำลังมันเลยอะ อย่าหยุดสิคร่า อัพเด๋วนี้!!!!!!!! ปล. สนุกมั่กๆๆคะ เปนกำลังใจให้นะคะ
tomako
tomako 20 ส.ค. 51 / 00:49
อยากอ่านต่อมากๆเลย กลับมาต่อนะค้า.......
ความคิดเห็นที่ 14
แงๆๆๆๆ

อยากอ่านต่ออย่างรุนแรง !!!!!!!

ลงแดงตายแน่ๆเลย T^T
prince_kalo
prince_kalo 11 ก.ย. 51 / 00:55
แงงง โหดร้าย ค้างมากค่ะ เรารอมาเกือบปีแล้วอ่ะ
namnm
namnm 2 ต.ค. 51 / 17:34
เร็วๆดิคะ อยากอ่านต่ออะ มันคั่งคาใจ รีบต่อน้า ขอร้อง อยากอ่านมากกกกกกกกกกกกกกกกกก Please เล่นจบไว้แบบคั่งคาใจแบนี้ ช่วงนี้ยิ่งติดฟิคซะด้วย ต่อเร็วๆนะ Please ถ้าไม่ได้อ่านต่อคงต้องขาดใจตายแน่ๆ
key-j
key-j 31 ต.ค. 51 / 19:33

ยังคงรอกันต่อไป.....แง้ๆๆ เมื่อไหร่จะมาอัพง่า...


ลืมเรื่องนี้ไปแล้วเหรอ -*-...*----*


PS.  kibum love donghae >>>>>kihae4ever *-*-*-*-*-* evil y stye...crazy บ้าบอบ้าบอบ้าบอบ้าบอ...
nanny_krap
nanny_krap 10 พ.ย. 51 / 15:28

ได้โปรดเถิดดดดดดด

อัพเถอะนะ

 เทอหายไปไหนอะ

หวังว้ายังจำเรื่องนี้ได้นะคะ


เปนกำลังใจให้เสมอ  แต่อัพหน่อยก้อดีนะคะ

DK-DarKness
DK-DarKness 19 มี.ค. 52 / 10:08

อ่า ๆ

เข้มข้น ... รออยู่ ....

killua39
killua39 9 พ.ค. 52 / 17:57
อัพเถอะนะ เราเพิ่งมาอ่านครั้งแรกก็ติดหนึบเลย

อย่าทำให้เราต้องรอนานเลยนะ ขอร้อง T^T
1 2 >