บทเพลงที่ 23 ก้าวย่าง..แดนศัตรู
สายลมเอื่อยโบกพัดเรือนผมสีน้ำตาลสลวยของหญิงสาวนางหนึ่งพลิ้วไสว ใบไม้ปลิดปลิวร่วงหล่นจากต้นกระทบพื้นดินเป็นระรอก ดอกไม้ในสวนหน้าตำหนักยามนี้ดูงดงามนักแม้จะไม่เท่าในสวนสมเด็จแต่ดูเหมือนเจ้าของร่างแบบบางที่นั่งอยู่ภายในจะไม่ได้สนใจมันนัก เจ้าหล่อนกำลังเล่นอยู่กับหมาน้อยตัวโปรดกลางสวนอย่างสนุกสนาน นั่งแปลงขนให้มันแบบสนุกมือโดยไม่ได้สนใจว่าพื้นที่ตนนั่งจะทำให้เสื้อผ้าสวยๆเลอะหรือไม่ ทางด้านเจ้าสุนัขน้อยลาบาดอร์ก็นอนกระดิกหางระริกระรี้อย่างน่ารักดูท่าทางมันเองก็จะชอบแบบนี้เหมือนกันทว่าเวลาดูจะกลั่นแกล้งเมื่อเสียงฝีเท้าที่เสมือนนาฬิกาปลุกดังเข้าใกล้
มือบางชะงักส่งให้นัยน์ตากลมแป้วสีดำสนิทของเจ้าลูกหมาปรือขึ้นอย่างขัดใจ เจ้าตัวเล็กผงกหัวขึ้นสะบัดหน้าไปมองคนที่บังอาจเข้ามากวนความสุขและเมื่อเห็นแล้วว่าชายที่อยู่ต่อหน้าเป็นใครเขี้ยวขาววาววับก็แยกออก เสียงคำรามน่ากลัวดังขึ้นผิดกับขนาดตัวเล็กน่ารักของมัน
“นิ่งไว้ นีโอ” เสียงหวานของนายสาวเอ่ยปรามเจ้าลูกสุนัข มือบางวางลงบนหัวของมันอย่างนุ่มนวลทำให้เสียงคำรามหยุดไปแต่ตาสีดำแข็งกร้าวยังจ้องผู้มาใหม่ไม่ลดละ
หญิงสาวหยัดกายตรงเต็มความสูงเมื่อเห็นสัตว์เลี้ยงของเธอสงบลงก่อนจะหันไปมองชายตรงหน้าด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแบบคนอารมณ์ดี
“ท่านอามีธุระอะไรหรือถึงได้มาที่นี่ได้” เสียงหวานถามไปอัตโนมัติ และผู้ถูกถามก็ยิ้มรับตอบกลับไปแบบไม่คิดจะทำความเคารพหญิงที่สูงศักดิ์กว่าให้ถูกต้องตามธรรมเนียมแต่หญิงสาวก็ไม่ได้ใส่ใจ
“ข้าพระองค์แค่มาเยี่ยมเยียน เห็นว่าฝ่าบาททรงประทับอยู่องค์เดียวมาร่วมเดือนอาจจะทรงเหงา” คำพูดเหมือนจะแฝงนัยบางอย่างเรียกเสียงหัวเราะน้อยๆอย่างมีเชิงจากหญิงสาว..หาได้เขินอายทำตัวไม่ถูกแบบผู้หญิงคนอื่นไม่
“แล้วท่านอาคิดจะคลายเหงาให้เราเช่นไรหรือ” เฟรินนึกสนุกจึงถามต่อราวกับจะสานไยเรียกรอยยิ้มจากอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี
“นั่นก็ต้องแล้วแต่ฝ่าบาทว่าทรงอยากให้หม่อมฉันทำเช่นไร” เฟรเดอริกว่าพลางมองร่างบอบบางอย่างมีความหมายแต่เฟรินก็หยุดเล่นด้วยเสียอย่างนั้น
“หึหึ เกรงว่าเราคงไม่ต้องให้ท่านช่วยหรอกท่านอา” เฟรินพูดพร้อมกับย่อตัวลงไปอุ้มนีโอขึ้นจากพื้นมากอดไว้แนบอก “เพราะเราอยู่กับเจ้าตัวเล็กนี่ก็มีความสุขดี..ไม่เหงาเลยสักนิด”
คำตอบของเฟรินดูจะสร้างความพอใจให้ลูกหมาในอ้อมแขนได้มากโขจนมันนึกอยากมีเสียงพูดเหมือนมนุษย์จะได้เยาะเย้ยไอ้ผู้ชายอวดดีตรงหน้าได้บ้างแต่ในเมื่อทำไม่ได้จึงมีแต่เสียงเห่าชอบใจพร้อมกับยืดตัวขึ้นไปเลียแก้มนิ่มๆของนายสาวราวกับจะให้รางวัล
ภาพทั้งหมดที่เข้าสู่สายตาเรียกเสียงหัวเราะเบาๆจากผู้มาใหม่อีกรายได้ชะงัด สองคนกับอีกหนึ่งตัวที่ยืนอยู่ก่อนถึงได้หันไปมองและเห็นชายหนุ่มเรือนผมสีทองนัยน์ตาสีฟ้ายืนห่างออกไปจากพวกตนไม่ไกลนัก มือข้างซ้ายของเขาถือห่อผ้ายาวๆสีเหลืองอ่อนเอาไว้ด้วย
“พี่โดรินมาพอดี” เฟรินพูดขึ้น ชายหนุ่มเมื่อได้ยินแบบนั้นจึงก้มหัวให้ทำความเคารพแบบไม่เต็มรูปแบบก่อนจะสาวเท้าเข้าไปใกล้ทั้งสาม
“ตามสบายเถอะค่ะพี่ อย่ามากพิธีเลย” เฟรินเอ่ยอนุญาต โดรินจึงยิ้มรับก่อนจะหันไปคุยกับชายอีกคนที่ดูท่าจะไม่สบอารมณ์เท่าไหร่แม้จะพยายามเก็บอาการไว้ไม่แสดงออกก็ตาม
“ลมอะไรหอบท่านมาถึงนี่ล่ะเนี่ย ท่านเสนา” โดรินถามเสียงกลั้วหัวเราะ เฟรเดอริกมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มสุภาพแบบคุมเชิงพลางตอบกลับ
“เราก็มาเยี่ยมเยียนหลานของเราตามภาษา ว่าแต่เจ้าเถอะมาทำไม”
“โถ่ๆ ท่านอา..อย่างไรเสียเราเองก็มีศักดิ์เป็นหลานของท่านเช่นกันอย่าได้พูดจาตัดเยื่อไยเช่นนั้นสิ” พูดเสร็จก็ไม่รอฟังว่าคนที่โดนสวนกลับจะว่าอะไรเจ้าตัวก็หันไปหาหญิงนางเดียวที่ยืนอยู่ตรงนั้นพลางยื่นห่อผ้าในมือส่งให้
“เอ้า!! เฟริโอน่า ของที่เธอฝากพี่หา” เฟรินเอ่ยขอบคุณ มือบางรับห่อผ้ามาโดยไม่สนใจสีหน้าอยากรู้ของเฟรเดอริกก่อนจะแกะห่อผ้าออก
เมื่อผ้าสีเหลืองอ่อนหลุดไป ในมือข้างขวาของเฟรินก็ปรากฏกล่องกำมะหยี่เรียวยาวสีดำ หญิงสาวไม่รอช้าใช้มืออีกข้างเปิดฝากล่องขึ้น
ดาบเรียวคมกริบ กั่นดาบสลักเป็นลวดลายสวยงามไม่แพ้ด้ามจับปรากฏขึ้นสู่สายตา ดาบเล่มนั้นวางตัวนิ่งสงบอยู่ในเนื้อผ้ากำมะหยี่สีน้ำเงินที่บุอยู่โดยรอบยิ่งทำให้ดาบที่เป็นสีขาวล้วนดั่งมุกทั้งเล่มนี้ดูงดงามนักผิดกับผ่าปฐพีริบลับ
“ว้าว..” เฟรินร้องออกมาแบบถูกใจ
“ดาบนี่ไม่ใช่ดาบมีชื่อเหมือนผ่าปฐพีก็จริงแต่ก็ตีมาเพื่อเราโดยเฉพาะ หวังว่าจะถูกใจนะ”
“น้อยไปสิคะ..นี่น่ะเยี่ยมที่สุดเลยล่ะ ดูท่าจะคมมากเสียด้วย..ขอบคุณนะคะพี่” เฟรินพูดด้วยรอยยิ้มสดใส โดรินเองก็รับคำขอบคุณด้วยรอยยิ้มบางตามแบบฉบับ สำหรับผู้ให้แล้วคงไม่มีเรื่องใดน่ายินดีเท่ากับความรู้สึกดีใจของผู้รับแล้วล่ะ
และแล้วเมื่อเฟรินลองแกว่งดาบดูจนสมใจแล้วเสียงของคนที่ดูเหมือนจะถูกลืมก็ดังขึ้น
“เป็นดาบที่สวยดีแต่ความจริงถ้าเราอยากได้ดาบก็น่าจะบอกอานะ ฉันสามารถหาดาบในตำนานมาให้เธอเลือกได้มากมาย” เฟรเดอริกพูดขึ้นบ้างเหมือนจะเอาใจแต่เฟรินแค่ขอบคุณรับ
“ไม่ต้องลำบากท่านหรอกคะ ดาบเล่มนี้แหละดีแล้ว” สิ้นประโยคนั้นนางกำนันเลเลียก็เดินเข้ามาพอดีทำให้สายตาของทั้งสามเบือนไปทางนั้นแทน
“ฝ่าบาทเพคะโต๊ะเสวยจัดไว้เรียบร้อยแล้วเพคะ” เลเลียบอกทันทีที่มาถึง เฟรินฟังจบก็หันไปชวนชายหนุ่มสองคนที่ยืนอยู่ให้ไปทานข้าวด้วยกัน แต่โดรินปฏิเสธว่ายังมีธุระแถมยังเอ่ยแทรกดักโอกาสงามๆที่เฟรเดอริกจะได้ใกล้ชิดร่างบางแบบรู้ทันอีกด้วย ทำให้เฟรเดอริกจำใจต้องเอ่ยปฏิเสธบ้างเพราะยังไม่อยากทำให้ไก่ตื่น เฟรินเห็นแบบนั้นจึงได้เอ่ยลาทั้งคู่แบบสุภาพไม่คิดจะเหนี่ยวรั้งโดยไม่ลืมที่จะขอบคุณโดรินทิ้งท้ายเรื่องดาบใหม่อีกรอบก่อนเดินไปปล่อยให้ทั้งสองเขม่นกันเองทางสายตา
เมื่อเฟรินเดินห่างมาจากที่ตรงนั้นพอสมควรก็หยุดเดินก่อนจะหันไปหานางกำนัลคนสนิท
“ฝากนีโอด้วยนะพี่เลเลีย” เฟรินว่าพร้อมกับส่งสุนัขน้อยที่ดูจะไม่อยากผละจากอ้อมกอดของเธอให้ “ฉันจะไปอาบน้ำก่อนเพราะฉะนั้นอย่าให้ใครเข้าไปในห้องฉันจนกว่าจะเรียกนะ”
“เพคะ” เลเลียรับคำพลางรับเจ้าหมาน้อยมา เฟรินเอื้อมมือไปลูบหัวนีโอที่ครางหงิงๆอีกครั้งอย่างเอ็นดูก่อนจะเดินไป
ทันทีที่มาถึงห้อง มือบางก็คว้าหยิบเสื้อคลุมอาบน้ำเดินเข้าห้องน้ำด้านในทันที
ห้องน้ำกว้างเต็มไปด้วยหมอกจากไอร้อนของสระน้ำขนาดย่อมกลางห้อง เฟรินพาดเสื้อคลุมลงกับราวแขวน ก่อนจะก้าวไปนั่งลงใกล้ๆกับขอบสระ มือบางเปิดฝากล่องดาบที่ถือติดเข้ามาด้วยอีกครั้ง หยิบดาบสีขาวมุกออกมาวางข้างๆตัวก่อนจะจัดการเลาะกำมะหยี่ที่บุอยู่ด้านในออกมาเผยให้เห็นข้อความหวัดๆด้วยรายมือของโดรินยาวเป็นพรืดอยู่บนก้นกล่องทางด้านใน
เฟรินไล่สายตาอ่านทันที
เฟลิโอน่า.. เมื่อสองวันก่อนวาลีนไปหาเฟรเดอริกที่ปราสาทจันทรา สองคนนั่นคุยเกี่ยวกับพิธีกรรมอะไรบางอย่างแต่พี่ได้ยินไม่ค่อยชัดเพราะเฟรเดอริกร่ายเวทกันการสอดแนมเอาไว้ พี่ไม่อย่างเสี่ยงแทรกแซงมากจนสองคนนั่นรู้ตัวเลยยังสรุปไม่ได้ว่าพวกมันคิดจะทำอะไรกันแน่แต่ที่รู้คือต้องไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน อีกอย่าง..พอสองคนนั้นคุยกันเสร็จก็พากันหายเข้าห้องลับทางปีกตะวันออกของปราสาท พี่พยายามหาทางเข้าไปแล้วแต่ไม่เจอ เฟลิโอน่า..เธอจะให้พี่ทำอะไรต่อไป
เฟรินอ่านข้อความที่โดรินแอบส่งให้เธอลับๆ หลังจากที่เธอไหว้วานให้เขาช่วยจับตาดูวาลีนให้เพราะเห็นว่ารายนั้นอยู่ใกล้กับเหยื่อที่สุดและไว้ใจได้
คิ้วเรียวขมวดเข้าด้วยกันเมื่ออ่านจบ “พิธีอะไรนะ น่าสงสัยจริง..แล้วก็ห้องลับนั่นด้วย” มือบางทิ้งกล่องใส่ดาบลงสระ น้ำร้อนที่ส่งควันฉุยนั้นช่วยชะล้างข้อความทั้งหมดไปกับไอน้ำทันที หญิงสาวนั่งนิ่ง ยกมือขึ้นกุมคางครุ่นคิดแต่แล้วคิ้วที่ขมวดมุ่นก็คลายออก “หึ ท่าจะมีเรื่องน่าสนุกให้ทำอีกแล้วสินะ” รอยยิ้มหัวขโมยปรากฏขึ้น “จะว่าไปแล้ว..เราไม่ได้ดอดเข้าบ้านคนมานานเท่าไหร่แล้วนะเนี่ย” ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะ หึหึ น่าสยองดังสะท้อนไปทั่วห้องพร้อมกับแผนการบางอย่างผุดพรายขึ้นในหัว
////////////////////////////////////////////////////////
ทางด้านชายแดนโฮรัน
การปะทะกันระหว่างเอลลิคกับเทรซยังคงเป็นไปอย่างดุเดือดแต่ดูท่าทางฝ่ายเอลลิคเองจะตกเป็นรองอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเวลาผ่านไป เนื่องจากเลือดที่ยังคงไหลไม่หยุดและพลังเวทที่ทุ่มไปกับคาถาต่อสู้อย่างต่อเนื่อง และแล้วความคิดแบบกะแรกชีวิตก็ผลุดขึ้นมาในวินาทีนั้น คทาที่สร้างจากเลือดของตัวเองที่เขาไม่คิดว่าจะมีวันได้ใช้แต่ในเมื่อชักมันออกมาแล้วก็ไม่มีอะไรต้องเสียอีกต่อไป
บัดนี้..ชัยชนะจะต้องเป็นของเขาเท่านั้น!!
ร่างกายซวนเซหยัดตรง สายตาแน่วแน่มั่นคงนัก การคำนวณถึงผลได้ผลเสียไม่ได้อยู่ในสมองของชายหนุ่ม ที่เขารู้มีเพียงอย่างเดียวคือการฝังร่างเด็กตรงหน้าไว้ที่นี่ก่อนที่มันจะมุ่งไปทำอันตรายคนที่เขาคิดจะปกป้อง
จริงอยู่ที่มนุษย์ไม่อาจเอาชนะปีศาจทว่าสำหรับคทานี่เท่านั้น บทเวทที่มีแต่คทาเลือดจะรับไหว
เขาจะร่ายมัน!!
สิ้นความคิดท่วงทำนองทำลายล้างก็เริ่มขึ้น หยดเลือดของเอลลิคที่เจ้าตัวจงใจทำให้มันกระจายอยู่รอบตัวของครึ่งปีศาจเผ่ามายาส่องแสงสว่างจ้าก่อนจะเคลื่อนไหวตัวเองกลายเป็นกงล้อเวทมนตร์ขนาดยักษ์โอบล้อมคนทั้งคู่ไว้
เลือดแดงสดเรืองแสงกลายเป็นสีดำสนิทพร้อมกับกลิ่นอายแห่งความตายแผ่ปกคลุมไปทั่วทว่าร่างที่กำลังจะถูกบูชายันต์กลับคงยืนนิ่งมองสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวอย่างสนใจจวบจนกระทั่งเลือดเปลี่ยนสีจากดำเป็นทองแล้วนั่นล่ะ..เทรซซึ่งบัดนี้ถูกเลือดปีศาจของตัวเองเข้าครอบงำถึงได้เริ่มรู้สึกว่าอันตรายกำลังมาเยือน หากแต่ตอนที่เจ้าตัวกำลังคิดจะหนีออกจากกรอบเวทจู่ๆตัวอักษรที่ประดับอยู่ด้านในกลับแปรเปลี่ยนเป็นโซ่พุ่งขึ้นมัดตรึงเขาไว้ทั้งแขนและขาจนเจ้าตัวไม่อาจขยับกาย
ปีศาจน้อยกระชากโซ่อย่างบ้าคลั่งเมื่อความร้อนมหาศาลไล่ลามขึ้นจากเบื้องล่าง เสียงคำรามด้วยความเจ็บปวดสะท้อนก้อง คลื่นพลังแห่งความมืดหมุนวนออกจากกายจนโซ่ที่ตรึงอยู่ถึงกับสั่นสะเทือนพร้อมๆกับเวทสอดแนมที่โอบล้อมหมู่บ้านอยู่ตั้งแต่แรกเริ่มปริร้าว..
เพล้ง!!
///////////////////////////////////////////////////////
เพล้ง!!
โอ่งหินกลางห้องโถงแตกกระจายเมื่อไม่อาจทานทนพลังผันผวนของครึ่งปีศาจ น้ำจำนวนมากเจิ่งนองไปทั่วพื้นตัดภาพการต่อสู้ที่หมู่บ้านหายไปในพริบตาจนมาคอนที่กำลังชื่นชมการปะทะอย่างเมามันต้องเลิกคิ้วก่อนแสดงสีหน้าไม่พอใจเมื่อตนอดดูบทสรุป
“เซ็งจริง” หัวหน้าโจรว่าแบบเบื่อๆก่อนจะหมุนตัวเดินไปนั่งจิบเหล้าที่เก้าอี้ตัวสูงที่ตนนั่งมาตั้งแต่เมื่อวานทิ้งให้อิเรียสยืนมองน้ำที่เจิ่งนองนิ่งงันอยู่ผู้เดียว
/////////////////////////////////////////////////////
เอลลิคยิ่งเร่งไอเวทเมื่อเห็นว่าพลังของเทรซกำลังเพิ่มขึ้น ชายหนุ่มเค้นพลังกายทุกหยาดหยด ใช้เลือดที่ไหลรินทุกสายสร้างกรอบเวทพิสดารทบทับกันหลายชั้นจนโซ่เหล็กที่เกือบจะปริแตกกลับแข็ง..ใหญ่..และแน่นขึ้นกว่าเดิม
แค่ก..แค่ก..
เจ้าตัวไอออกมาเป็นเลือดเมื่อร่างกายอ่อนล้าเริ่มจะทนไม่ไหว เข่าข้างหนึ่งทรุดลงแต่มือที่จับคทายังไม่คลาย ริมฝีปากยังร่ายคาถาไม่หยุดและแล้วเมื่ออักขระในกรอบหมุนวน มุมปากซีดเซียวจึงยกขึ้น
“ทีนี้ ก็หนีไม่ได้แล้ว”
คำพูดแผ่วเบานั้นไม่ใช่จะเยาะเย้ยแต่เป็นความยินดีในความสำเร็จ ตอนนี้ก็เหลือเพียงขั้นสุดท้าย..
อัญเชิญ!!
ใช่แล้วล่ะ.. คาถาที่เอลลิคใช้คือคาถาอัญเชิญทูตนรกผู้ทำหน้าที่ส่งวิญญาณไม่ว่านั่นจะเป็นวิญญาณของสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์ไหนก็ตาม คาถาอัญเชิญบทนี้เป็นคาถาต้องห้ามเพราะมันมาจากการสังเวยเลือดและเนื้อของผู้ร่ายแต่ถึงมันจะไม่ได้ถูกบัญญัติห้ามไว้ก็ตาม..การจะหาคนร่ายมันได้ในโลกนี้ก็มีน้อยเต็มทน
และในตอนนี้เอลลิคก็ทำสำเร็จไปมากกว่าครึ่ง ชายหนุ่มใช้พรสวรรค์ที่มีในการร่ายเวท ใช้เลือดในกายเกือบทั้งหมดเพื่อสร้างกรอบอาคมและกำลังจะใช้กายเนื้อของตนสังเวยเพื่อทำการอัญเชิญยมทูต!!
บทเวทท่อนสุดท้ายถูกร่ายอย่างรวดเร็ว
“หากชีวิตหม่อมฉันสามารถแลกกับความปลอดภัยของพระองค์ได้..” นัยน์ตาสีน้ำเงินทอแสงวาบด้วยความมุ่งมั่น “กระหม่อมก็ยินดีจะให้!!”
ท้องฟ้าดำมืดเบื้องบนวงเวทบิดม้วน สายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงพื้นเสียงดังสนั่นก่อนเมฆที่กระจุกตัวจะแยกออกจากกันไปคนละทาง
“ออกมาสิ!! ด้วยเลือดและเนื้อนี่..เราขออัญเชิญ!!”
สิ้นคำมือสีดำสนิทก็ค่อยๆแทรกผ่านม่านเมฆออกมา เล็บดำคมกริบกางออกคล้ายกรงเล็บเหยี่ยวตอนขย่ำเหยื่อ กลิ่นของซากศพและความตายคละคลุ้งจนน่าสะอิดสะเอียน อุ้งมือยมทูตค่อยเคลื่อนลงต่ำหาร่างของนักเวทแห่งราชสำนัก
ชายหนุ่มที่คิดเอาตัวเองเป็นเครื่องสังเวยเพื่อปลดปล่อยยมฑูตใช้คทาเลือดในมือดันตัวขึ้น เมื่อร่างสูงลุกยืนได้ถนัดคทาในมือก็ละลายกลายเป็นส่วนหนึ่งของวงเวททันที
“รีบๆเข้าแล้วจัดการเจ้านั่นซะ” ชายหนุ่มได้แต่พึมพำแผ่วเบาแทบไร้เสียงหากแต่ใบหน้าของคนที่รู้ตัวว่ากำลังจะตายในอีกไม่กี่นาทีนั้นกลับไม่มีแววเศร้าหรือหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย มีเพียงรอยยิ้มเป็นสุขที่ฉาบสีหน้าซีดขาวราวกระดาษเท่านั้น
ภาพความทรงจำในอดีตผุดขึ้นทีละภาพๆขณะที่ฝ่ามือยมทูตเคลื่อนเข้าใกล้ มันเป็นความทรงจำเก่าๆที่เขามีร่วมกับเจ้าชายตัวน้อย เวลาแห่งความสุขในตอนนั้นช่างผ่านไปเร็วนักจวบจนเขาอายุครบสิบแปด แทบไม่น่าเชื่อว่าเขาจะดูแลเด็กคนนั้นมาได้สองปีแล้ว
เจ้าชายน้อยวัยห้าขวบหลังจากต้องห่างจากพระมารดาความสดใสร่าเริงที่แทบจะไม่แสดงออกก็หายไปจนเขาร้อนใจหวังจะหาทางให้พระองค์กลับมาเป็นเหมือนเดิม ในตอนนั้นเองที่ชายหนุ่มได้ไปขออนุญาตกับเจ้าชายบาโรเพื่อพาเด็กคนนั้นออกไปภายนอกและแล้วการหว่านล้อมของเขาก็สำเร็จ..
การเสด็จออกประพาสครั้งแรกดำเนินไปด้วยดีโดยมีเพียงเขากับเมราสเท่านั้นที่ตามเสด็จไปและความพยายามของเขาก็ส่งผลเมื่อโลกภายนอกอันน่าตื่นตาเรียกความสนใจของเด็กหนุ่มผู้สูงศักดิ์ได้มากโขจนเจ้าตัวเกือบจะลืมเรื่องโศกเศร้าหากแต่ความพยายามของสององครักษ์ก็ต้องทลายลงเมื่อเหตุไม่คาดคิดดันเกิดขึ้น
ในยามค่ำของวันนั้นพวกเขาถูกจู่โจมด้วยกลุ่มยอดฝีมือกลุ่มหนึ่ง ขนาดพวกเขาปิดบังฐานะกันไว้แล้วแต่ก็ไม่วายเจอดักซุ่ม การต่อสู้เริ่มขึ้น เอลลิครู้สึกดีใจนิดๆที่เจ้าชายของเขาดูแลตัวเองได้ดีแต่ฝีมือของฝ่ายตรงข้ามสูงนักด้วยคงเพราะเป็นนักฆ่ามีชื่อจากที่ไหนสักแห่ง จนในที่สุดด้วยกำลังที่น้อยกว่าบวกกับความที่เอลลิคไม่อาจฆ่าคน..ไม่รู้ว่าด้วยเรื่องฝังใจแต่เด็กหรือเหตุผลใดๆก็ตามแม้จิตใจของเขาจะร้องบอกให้ฆ่าหากแต่ร่างกายกลับไม่ยอมทำตาม มันจะชะงักทุกครั้งทำให้ศัตรูไม่ถึงตายดังนั้นลำพังกำลังของเมราสคนเดียวการเผด็จศึกจึงเป็นไปอย่างยากลำบาก
ศัตรูจำนวนมากที่รายล้อมหน้าหลังทำให้สองราชองครักษ์หนุ่มหลังชนกันบดบังเจ้าชีวิตไว้ตรงกลางพยายามป้องกันไม่ให้อันตรายกล้ำกลายได้แม้ปลายเส้นผม แต่ด้วยความที่ศัตรูหาใช่ด้อยฝีมือในที่สุดทางด้านของนักเวทก็เปิดช่อง
เจ้าชายที่ถึงแม้จะเด็กนักแต่ความกล้าหาญกลับมีเกินร้อย ร่างเล็กถลาพุ่งเข้ามาผลักเอลลิกออกจากวิถีดาบแต่กลับกลายเป็นว่าตัวเองดันยืนเป็นเป้าล่อให้กับอาวุธพิฆาตแทน ด้วยอารามตระหนกและความโกรธแค้นเมื่อคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นจิตใจที่คิดต่อต้านร่างกายในคราแรกจึงหายไปในบัดดล
คทาสีเงินสว่างจ้าพร้อมๆกับเสียงดาบนับสิบๆเล่มพุ่งขึ้นจากพื้นฟาดฟันเหล่าอริจนแตกดับ ทุกอย่างเกิดขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็วเหลือเพียงร่างเนื้อแหลกเหลวกับสายฝนเลือดที่ล่วงหล่น
คทาหลุดจากฝ่ามือแทบจะทันทีที่ดวงตาเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ภาพความทรงจำเลือนรางที่บ้านเกิดฉายซ้อนทับจนร่างกายมิอาจฟังคำสั่ง ชายหนุ่มทรุดตัวลงมือยันพื้น ใบหน้าซีดเซียวอย่างสะกดกั้นไม่ให้อาเจียน จนร่างเล็กๆที่ยืนอยู่ใกล้ๆตกใจต้องวิ่งถลาเข้ามาดูอาการพร้อมกับร่ายเวทรักษาบาดแผลตามร่างให้ด้วยสีหน้ากังวน
‘ไม่เป็นไรใช่มั้ย’
‘กระหม่อม..’
สิ้นคำของเขาดูเหมือนแววตาของเด็กข้างตัวจะหมองลง..แม้จะเพียงเล็กน้อยแต่นั่นก็ไม่อาจรอดพ้นจากสายตาของเขาไปได้
‘ฝ่าบาท..’
‘เอลลิค’ เด็กคนนั้นเรียกเขาอีกครั้ง
‘พ่ะย่ะค่ะ..’
‘เราขอโทษ’
คำขอโทษของนายตัวน้อยทำให้เอลลิคงงงวยนัก
‘ฝ่าบาทจะทรงขอโทษกระหม่อมทำไมกัน’
แต่แล้วยามเมื่อนายน้อยเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา ภาพสะท้อนใบหน้าของเด็กหนุ่มวัยสิบแปดปีที่ฉายชัดอยู่ในดวงตาสีฟ้าคู่งามนั้นก็ทำให้เอลลิคชะงักไป
เพราะนั่นคือใบหน้าของเขาที่ทั้งซีดเซียวและเจ็บปวด..
‘นี่เรากำลังทำหน้าแบบนี้อยู่หรือ..
เพราะอะไรกัน..
เจ้าพวกนั้นคิดจะทำร้ายพระองค์..เลยต้องฆ่า
ทั้งๆแบบนั้นแล้วทำไม สีหน้าแบบนี้ถึงออกมาได้..
เพราะเสียใจ..งั้นหรือ
ทำไมกันนะ..’
‘เราขอโทษเอลลิค’
เสียงเล็กๆที่ดังขึ้นข้างตัวตัดความคิดของเขาทั้งหมด
‘นายน่ะเป็นคนใจดี..... เพราะใจดีถึงได้เศร้า’
เจ้าชายของเขาพูดต่อพร้อมกับมองหน้าเขาแน่วแน่อย่างประหลาดจนเขาไม่อาจถอนสายตา
‘นับแต่นี้ไปเราขอสั่งเจ้า..อย่าได้ฝืนฆ่าคนเพราะเราอีกเลย’
คำสั่งนั้นช่างเต็มไปด้วยความห่วงใยจนเขารู้สึกแช่มชื่นถึงขั้วหัวใจยิ่งนัก..
ตั้งแต่นั้นมาเจ้าชายคาโลก็ไม่เคยออกไปไหนมาไหนตามลำพังกับพวกเขาอีก เจ้าชายน้อยจะต้องสั่งให้พาทหารติดตามไปด้วยทุกครั้งแต่เขาก็เข้าใจดีว่าเป็นเพราะอะไร
กาลเวลาผ่านไปหากแต่น้ำพระทัยยังคงไม่เปลี่ยน จนเมื่ออายุสิบห้าที่พระองค์ต้องสอบเข้าโรงเรียนพระราชาทำให้พวกเขาใจหายเพราะนั่นหมายความว่าพวกเขาทั้งสองจะไม่ได้อยู่รับใช้ใกล้ชิด อีกทั้งเจ้าชายคาโลยังทรงกำชับไม่ให้พวกเขาไปส่งดังนั้นจึงได้แต่รอเวลาสิ้นเทอมที่พวกเขาจะมีโอกาสได้ไปรับ
ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเรียบง่ายจนกระทั่งจบปีหนึ่งและแล้วพวกเขาก็ต้องร้อนรนกันขึ้นมาอีกเมื่อมีคำสั่งให้เจ้าชายคาโลเดินทางร่วมคณะของเจ้าชายโรเวนไปเดมอส เรื่องนี้คนรู้กันน้อยนักแต่สำหรับเขาทั้งสองคนที่ถือเป็นคนสนิทเลยได้รู้เอาไว้ การเดินทางที่ไร้คนคุ้มกันไม่รู้ว่าจะเป็นเช่นไรแต่เจ้าชายของเขาก็รอดกลับมาได้โดยสวัสดิภาพทว่าพวกเขาก็โล่งใจได้ไม่นานนักเมื่อเหตุการณ์ฝนเลือดที่ทำให้เอเดนต้องวุ่นวายมาถึง
สถานการณ์เริ่มเลวร้ายเมื่อกลางลานประลองชิงแหวนแห่งปราชญ์กลับปรากฏว่าเพื่อนสนิทของเจ้าชายกลายเป็นธิดาแห่งความมืดซ้ำเจ้าชายยังทรงพาหญิงคนนั้นหนีไปด้วยเสียนี่
ทันทีที่เห็นแบบนั้นในความคิดของพวกเขาก็มีแต่การตามไปอารักขาไม่ใช่คิดล่าเหมือนคนอื่นๆและด้วยความคิดที่สวนทางนี่กระมังที่ทำให้ทั้งสองคนถูกกษัตริย์บาโรจับควบคุมตัวไว้ทันที โชคยังดีที่เหตุการณ์ทุกอย่างก็ดำเนินผ่านไปได้และเขาได้กลับมารับใช้ใกล้ชิดอีกครั้งจนกระทั่งตอนนี้..
หึ
‘คงได้ถึงแค่ตอนนี้เท่านั้นสินะ.......
ขออภัยฝ่าบาทที่กระหม่อมไม่อาจกลับไปดูแลพระองค์ได้อีกแล้ว.. แต่ว่า..’
ใบหน้าที่แหงนมองมือยมทูตหลับตาลง
“ถึงกระหม่อมจะตายก็ไม่เสียใจ ขอแค่พระองค์ทรงปลอดภัยก็พอ..”
“หากเจ้าคิดแบบนั้นจริงเราจะลงโทษเจ้า” เสียงที่ดังขึ้นตัดประโยคของเขาเรียกสีหน้าตกใจจากใบหน้าคม เอลลิคสะบัดหน้าไปมองอย่างรวดเร็วก่อนจะต้องเบิกตาค้างเมื่อเห็นบุคคลที่ไม่คาดคิดยืนทรงคทาอยู่ห่างจากกรอบเวทไปไม่กี่ก้าว
“ฝ่า..บาท..”
จู่ๆสายลมแรงก็ฉุดกระชากเอลลิคออกจากวงเวทแบบไม่ทันตั้งตัวแต่แทนที่ร่างสูงจะปลิวกระเด็นไปตามลมร่างของเขากลับลอยออกมาอย่างนุ่มนวลกว่าที่คิดจนกระทั่งหยุดลงโดยมีชายอีกคนคอยรับเอาไว้
“เมราส” เอลลิคพูดเสียงเบาเมื่อเห็นชัดว่าคนที่รับตัวเองไว้เป็นใคร เมราสไม่พูดว่าอะไรเขาเข้าใจความรู้สึกของเพื่อนคนนี้ดีเพราะถ้าเป็นเขาก็คงตัดสินใจไม่ต่างกันจึงได้แต่พยักหน้าให้เงียบๆ
ทางด้านคาโลที่จัดการดึงคนของตัวเองออกจากวงเวทได้สำเร็จก็กำลังแหงนมองตรงไปยังมือใหญ่ยักษ์ที่เริ่มเบนทิศเหมือนจะตามล่าเหยื่อผู้อัญเชิญตนมาแต่มีหรือที่กษัตริย์หนุ่มจะปล่อยให้มันทำได้
คทาพิพากษาในมือทอแสงสว่างวาบตอบรับไอเวทก่อนพื้นดินจะสั่นไหว
เอลลิคที่รู้ว่าคาโลจะทำอะไรจึงรีบร้องห้ามขึ้น
“อย่ากระหม่อม!!”
แต่คาโลไม่ฟังเสียง ชายหนุ่มกำลังมุ่งมั่นที่จะทำลายเวทต้องห้ามเพื่อช่วยคนสนิทคนสำคัญ
เสียงทุ้มบริกรรมคาถา ทั้งรวดเร็ว ทั้งมีอำนาจก่อนแผ่นดินจะปริแตกแยกออกจากกันตั้งแต่ตรงที่ปลายคทาปักลามเรื่อยไปจนถึงวงแหวนเวทสีทองอร่าม จัดการผ่ากรอบเวทแยกออกจากกันไปคนละทาง
เสียงบนท้องฟ้ากรีดร้องดังสนั่นเมื่อกรอบเวทสีทองถูกตัดขาด มือยักษ์บิดเกร็งเคลื่อนตัวกลับราวกับเจ็บปวดสาหัสก่อนจะเลือนหายไปเหลือแต่ท้องฟ้าโปร่งไร้เมฆไว้แทน
“โอเดล” หมอเทวดาลอยออกมาจากคทาพร้อมกับเคลื่อนตัวมาหาเอลลิคอย่างรู้หน้าที่
“พวกเจ้ารออยู่นี่” สั่งเสร็จก็ออกเดินเข้าไปหาเทรซที่ทรุดหอบหายใจตรงหน้า
“อย่าเข้าไปพ่ะย่ะค่ะ!!” เอลลิคร้องห้ามพร้อมกับยันตัวขึ้นแต่เมราสก็รั้งไว้ ชายหนุ่มจึงหันไปตั้งใจจะต่อว่าหากแต่นัยน์ตาสีเขียวที่ส่งกระแสเครียดเขม็งมองไปยังร่างของนายกับเด็กหนุ่มแปลกหน้านั้นก็ทำให้เสียงของเอลลิคจำต้องกลืนลงคอไป
เมราสดันตัวเพื่อนซี้ลงนอนเหมือนเดิมเพื่อให้โอเดลรักษาได้ถนัดก่อนตัวเองจะรีบลุกขึ้นชักดาบออกจากฝักเตรียมพร้อม
ทางด้านเทรซที่รู้สึกว่ามีบางอย่างกำลังเข้ามาใกล้ก็โต้ตอบตามสัญชาตญาณราวกับสัตว์ป่า
กงเล็บแหลมคมกางออกพุ่งตรงเข้าตะปบ คาโลรีบเรียกกำแพงน้ำแข็งขึ้นกันทำให้กงเล็บคมเสียบทะลุอยู่บนกำแพงเย็น ตอนนั้นเองที่คาโลได้มีโอกาสพินิจคนตรงหน้าถนัดชัด ดวงตาสีเลือดนั้นเต็มไปด้วยแรงอาฆาตและความเดือดดาล ตามตัวมีบาดแผลฉกรรจ์หลายแห่งที่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่สนใจราวกับมันไม่เจ็บปวด
‘ถูกสายเลือดปีศาจครอบงำงั้นรึ’
“โอเดล” เสียงทุ้มเรียกหมอเทวดา โอเดลเงยหน้ามองชั่วครู่ก่อนพูดขึ้นอย่างรู้ใจในสิ่งที่นายตนคิดจะถาม
“เรียนนายท่าน ดูเหมือนเด็กหนุ่มผู้นั้นจะเสียการควบคุมตัวเองจากการถูกกระตุ้นสัญชาตญาณเอาชีวิตรอดอย่างรุนแรง การจะทำให้กลับมาเป็นดังเดิมคงต้องกระตุ้นสัญชาตญาณนั่นอีกสักครั้ง”
คาโลพยักหน้ารับคำบอกของโอเดลน้อยๆท่ามกลางความแปลกใจของสองบุรุษที่เหลือที่พอจะจับความได้ลางๆว่านายเหนือหัวกำลังจะช่วยศัตรู
“อย่างที่เจ้าได้ยิน” คาโลพูดกับเทรซเรียบๆ “คงต้องให้เจ้าเจ็บตัวอีกหน”
กำแพงน้ำแข็งทลายลง คาโลกระโดดหลบกรงเล็บที่พุ่งมาอย่างเร็ว
“ฮีลซ็อต” นักดาบในตำนานพุ่งออกมารับมือเทรซในพริบตาที่สิ้นเสียง คาโลจึงใช้ช่วงเวลานั้นบริกรรมคาถาเตรียมร่ายเวทพิฆาต
หิมะโปรยปราย สีขาวฉาบทั่วพื้นกลบเศษซากความเสียหายทั้งหมดเพียงแค่อึดใจก่อนแปรเปลี่ยนเป็นพายุซัดโหมกระหน่ำ
เทรซที่รับรู้ได้ถึงอันตรายจึงปลดปล่อยเวทลมของตัวอย่างบ้าคลั่ง แต่สายลมนั้นก็ไม่อาจกล่ำกลายร่างสูงผู้ทรงคทาแห่งความยุติธรรมได้เมื่อหนึ่งในทาสทั้งสามผู้จงรักเคลื่อนตัวออกจากด้ามคทาสีดำโดยนายไม่ต้องสั่ง ผีสาวแม่มดรีบร่ายเวทสร้างเกราะแก้วขึ้นกันกระแสลมปั่นป่วนนั่นไว้
///////////////////////////////////////////////////////////
“เทรซ” ทริเซียครางแผ่วเมื่อภาพที่เห็นคือกษัตริย์ของตนกำลังจะฆ่าพี่ชายร่วมสายเลือด หญิงสาวคิดจะวิ่งเข้าไปช่วยพี่ชายฝาแฝดหากแต่ติดมือแกร่งที่ล็อกตัวเธอเอาไว้แน่นแถมยังปิดปากเธอไม่ให้ส่งเสียงร้องอีกด้วย
“ใจเย็นๆ คาโลมันไม่ฆ่าพี่เธอหรอก” เสียงทุ้มด้านหลังกระซิบเครียด มือก็พยายามฉุดตัวหญิงสาวที่เด็กกว่าราวห้าปีเอาไว้
ทริเซียหยุดดิ้นแต่ยังไม่ปักใจเชื่อ ชายด้านหลังเห็นเธอยอมสงบลงบ้างเลยพูดต่อ “เจ้านั่นมันกำลังช่วยพี่เธอ ถ้าไม่อยากให้อะไรๆมันยุ่งยากขึ้นก็ดูอยู่เฉยๆซะ”
น้ำเสียงเชิงออกคำสั่งด้านหลังทำให้ทริเซียไม่ค่อยชอบใจนักแต่เมื่อเทียบความสัมพันธ์ระหว่างคนพูดกับกษัตริย์ของเธอแล้วดูท่าคงจะเชื่อถือได้กระมัง
“ท่านแน่ใจว่าฝ่าบาทจะไม่ฆ่าเทรซ” ทริเซียได้เอ่ยปากขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อเธอถูกปล่อย
ชายด้านหลังเธอหัวเราะเบาๆทำให้หญิงสาวที่กำลังร้อนรนเป็นห่วงพี่ชายตวัดสายตาไปมองอย่างไม่พอใจแต่ก็พบกลับแววตาสีม่วงขี้เล่นตอบกลับมา
“แน่ใจสิ เพราะหมอนั่นไม่เคยตัดใจฆ่าใครกับมือได้ลงจริงๆสักที” น้ำเสียงอบอุ่นเมื่อพูดถึงเพื่อนที่ว่านั้นทำให้หญิงสาวรู้สึกอยากจะเชื่อคนตรงหน้าขึ้นมาบ้าง
ทริเซียไม่เอ่ยอะไรอีก เธอถอนหายใจก่อนจะเบนสายตามองไปยังพื้นที่ตรงหน้าที่กำลังถูกเนรมิตเป็นเวทีประลองสีขาวบริสุทธิ์
เธอจะลองเชื่อดูสักครั้ง..
เชื่อในคำพูดของนักฆ่าที่อาจหาญเป็นเพื่อนกับกษัตริย์!!
///////////////////////////////////////////////////////////
คทาพิพากษาเรืองแสงถึงขีดสุด พายุหิมะโหมกระหน่ำขณะที่หมาป่าน้ำแข็งที่ผลุดขึ้นมารอบกายกำลังกระโดดเข้าขย้ำเทรซที่ยังคงห้ำหันอยู่กับฮีลซ็อตอย่างดุเดือด หากแต่ทันทีที่เขี้ยวแหลมกำลังจะสัมผัสถูกผิวเนื้อแรงระเบิดมหาศาลก็จุดขึ้นตรงตำแหน่งที่เทรซยืนอยู่พอดีส่งให้หมาป่าน้ำแข็งระเบิดหายไปหมดรวมไปถึงฮีลซ็อตด้วย คาโลที่อยู่ในรัศมีระเบิดเองยังต้องรีบเรียกกำแพงน้ำแข็งขึ้นมากันโดยไว
เมื่อกลุ่มควันจางลงภาพที่เข้าสู่นัยน์ตาสีฟ้าสวยสงบนิ่งคือแผ่นหลังของเมราสที่ชักดาบขึ้นบังตรงหน้า ผีสาวคทาที่ลอยอยู่ข้างๆ และที่ๆควรจะมีเทรซอยู่เพียงคนเดียวกลับปรากฏร่างของเด็กหนุ่มอีกคน
เด็กชายร่างเล็กผิวคล้ำ ดูจากหน้าตาแล้วคงอายุไม่เกินสิบห้า ผมสีน้ำตาลเข้มตัดสั้นยุ่งเหยิงแบบไม่ใส่ใจ ดวงตาสีเดียวกับผมฉายแววล้ำลึกและเต็มไปด้วยพลัง เด็กคนนั้นฉีกยิ้มแบบที่ตาไม่ยิ้มไปด้วยทำให้ดูน่าขนลุก ดวงตานั้นจับจ้องไปยังคาโลไม่กระพริบที่บ่าขวาของเขามีเทรซที่นอนไม่ได้สติพาดอยู่
คนๆนี้เป็นใครกัน
คำถามที่ผุดขึ้นมาราวกับนัดไว้ของทุกชีวิต ตาสีฟ้าสดมองประเมินเด็กหนุ่มตรงหน้าที่สามารถสกัดกั้นคาถาของเขาได้อย่างง่ายดายอีกทั้งทำให้เทรซที่กำลังคลั่งสลบลงได้ในพริบตา
เด็กหนุ่มที่เป็นเป้าสายตาของทุกคนฉีกยิ้มเย็นเฉียบก่อนเอ่ย
“ขออภัยที่ไม่อาจถวายพระพร” อิเรียสพูดเสียงสุภาพแต่คนฟังจับได้ถึงน้ำคำเสียดสีที่แฝงอยู่
“วันนี้พระองค์ทรงเล่นกับคนของเราแรงนัก ไว้คราวหน้าหม่อมฉันจะตอบแทนให้” สิ้นคำอิเรียสก็หายตัวไปราวกับหมอกควันเหลือไว้แต่เพลิงไฟที่เริ่มลุกลามไปทั่วอีกครั้ง
“ฝ่าบาททรงรีบออกจากที่นี่เถอะพ่ะย่ะค่ะ” เมราสรีบบอกเมื่อเห็นเปลวไฟที่อิเรียสฝากไว้เริ่มจะลุกลามใหญ่โตขึ้นทว่าแทนที่คาโลจะรีบหนีตามคำบอกชายหนุ่มเขากลับปักคทาลงบนพื้นแทน
นัยน์ตาสีฟ้าปรือลง เสียงบริกรรมคาถาไพเราะราวท่วงทำนองเพลงดังแว่วขึ้น สายลมสงบพัดโบกเสมือนจะขานรับลำนำแห่งมนตราของชายหนุ่มก่อนเกลียวคลื่นอบอุ่นจะแผ่วูบจากหัวคทาวิ่งวนโอบรอบตัวของคาโล
ไม่นานวงแหวนอาคมสีเงินพิสุทธิ์ก็แผ่พุ่งจากใต้ฝ่าเท้าของผู้ทรงคทาขยายวงกว้างออกไปโดยมีชายหนุ่มเป็นศูนย์กลาง จวบจนกระทั่งบทเพลงเวทจบลงวงแหวนสีเงินก็แผ่ขยายรอบหมู่บ้านทั้งหมดพอดี
ดวงตาปรือเปิดขึ้นอีกครั้งและตอนนั้นเองที่แสงสีเงินจากตัวอักขระนับพันๆตัวในวงเวทส่งประกายขึ้นสู่ฟ้าทีละลำ ทีละลำ..จนดูราวกับเป็นเสาแสงศักดิ์สิทธิ์ ก่อนสายฝนเวทเย็นฉ่ำจะโปรยปรายดับเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำให้มอดลง น่าแปลกที่สายน้ำสีฟ้าใสที่ดับเพลิงการได้นั้นกลับไม่ทำให้พวกเขาเปียกปอนกันเลยแม้แต่นิด
คาโลหันกลับมามองคนข้างตัวอีกครั้งหลังจากเม็ดฝนหยดสุดท้ายหายไป “กลับ” ว่าพลางออกเดินไปยังที่ที่เอลลิคนอนอยู่ ร่างสูงก้มลงดูใบหน้าซีดขาวของคนสนิทก่อนเอ่ยถามอาการกับหมอเทวดา
“เป็นไง”
โอเดลเงยหน้าขึ้นมองนายท่านของตนก่อนว่า “ตอนนี้ไม่น่าเป็นห่วงแล้วล่ะขอรับเพียงแต่ต้องให้พักมากๆเท่านั้น”
เมื่อได้ยินหมอเทวดาว่าแบบนั้นชายหนุ่มก็ลอบถอนใจโล่งอก ตาสีฟ้าปรายไปมองยังป่าข้างทางแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับไปร่ายเวทอีกครั้งเพื่อส่งทุกคนรวมทั้งตนเองกลับค่าย
เฮ้อ.. ดูท่าจะรู้ตัวจนได้แฮะ ชายหนุ่มเจ้าของนัยน์ตาสีม่วงรำพึงในใจเมื่อเห็นสายตาคมกริบของเพื่อนร่วมรุ่นปลายตามองมายังป่าที่เขาและทริเซียซ่อนตัวอยู่แวบหนึ่ง
“อุตส่าห์หลบอย่างดีแล้วเชียวนะ” เสียงพำพึมของนักฆ่าชื่อดังทำให้ทริเซียหันไปมองอย่างสงสัย แต่ดูเหมือนคนที่บ่นกับตัวเองยังคงอยู่ในโลกส่วนตัวไม่สนใจตาสีนิลของเธอที่มองจ้องเขาอยู่
“เดี๋ยวยัยนั่นได้บ่นจนหูชาแน่” พูดเองก็ถอนหายใจเองก่อนจะยันตัวลุกขึ้นจากก้อนหินที่ใช้ต่างเก้าอี้เมื่อครู่ ตาสีสดปรายมองหญิงสาวตรงหน้า
“งั้นแยกทางกันตรงนี้เลยก็แล้วกัน” พูดเสร็จโดยไม่รอคำตอบร่างสูงของนักฆ่าจากซาเรสก็ผลุบหายไปจากสายตาราวกับวิญญาณ ปล่อยให้ดวงตาสีสวยของหญิงสาวมองตามอย่างงงๆกับคนที่มาเร็วและไปเร็วราวกับสายลม
“ให้ตายสิ!! นึกจะไปก็ไป.. คิลมัส ฟิลมัส” พูดเสร็จก็ผ่อนลมหายใจหนักๆแบบเหนื่อยใจ นึกไปถึงการพบกันโดยบังเอิญของพวกตน แถมยังเข้าใจผิดจนต้องประมือกันแต่สุดท้ายก็กลับมานั่งจับเข่าคุยกันจนรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ศัตรู จนกระทั่งเกิดเรื่องขึ้นกับเทรซนั่นล่ะ เมื่อคิดเสร็จทริเซียก็ต้องถอนหายใจอีกรอบ เบนสายตาไปยังทิศทางของป้อมปราการบนภูเขา.. เมื่อหลวงเก่า ที่ที่เทรซน่าจะอยู่..
////////////////////////////////////////////////////////
ยามเที่ยงคืนดึกสงัด เสียงสรรพสิ่งเงียบเชียบวังเวงมีเพียงเสียงใบไม้ไหวเสียดสีเมื่อต้องลมเท่านั้นที่ยังคงบรรเลงบทเพลงกล่อมราตรี แม้แต่ดวงจันทร์ที่น่าจะสุกสว่างก็กลับถูกกลืนหายด้วยหมู่เมฆราวกับจะเป็นใจแก่เหล่าแมวขโมยยิ่งนัก
โดยเฉพาะ..แมวตัวฉกาจจากบารามอส!!
ณ เขตวังหลวง บริเวณปราสาทจันทรา
ร่างเล็กบางในชุดสีดำสนิทรัดกุมเคลื่อนไหวเงียบกิบว่องไวเล็ดลอดหูตาของเหล่าทหารไปได้อย่างง่ายดายมุ่งเข้าใกล้เป้าหมายใหญ่โตตรงหน้าอย่างรวดเร็ว
ร่างบอบบางผลุบหายเข้าหลบหลังต้นไม้ใกล้ตัวปราสาทต้นหนึ่งเมื่อเห็นทหารห้าคนเดินผ่าน เจ้าตัวรออยู่ชั่วครู่ เมื่อเห็นว่าคนกลุ่มนั้นเดินผ่านไปแบบไม่ทันสังเกตอะไรจึงเดินออกมาจากเงาไม้
ใบหน้าขาวภายใต้ผ้าปิดหน้าสีดำเงยขึ้นมองหน้าต่างที่เปิดอ้าอยู่บนชั้นสองอย่างหมายมาด เจ้าตัวยิ้มกริ่มก่อนตัดสินใจกระโดดขึ้นไปยืนบนกิ่งไม้กิ่งที่เตี้ยที่สุดอย่างชำนาญจนแม้แต่ใบไม้ก็ยังไหวเพียงแค่เล็กน้อย
ขาสองข้างย่อลงเล็กน้อยก่อนดีดตัวส่งร่างเล็กลอยสูงขึ้นจากกิ่งหนึ่งสู่อีกกิ่ง การเคลื่อนไหวที่เงียบกริบและว่องไวส่งให้ร่างสีดำดูราวกับแมว เจ้าตัวขึ้นไปอยู่บนกิ่งไม้ที่วางตัวอยู่ใกล้ระดับของหน้าต่างบนชั้นสอง ก่อนจะย่อตัวลงมองสังเกตการเคลื่อนไหวภายในห้องที่เปิดอ้าเงียบๆ
ทันทีที่มั่นใจว่าห้องนั้นปราศจากคน ร่างสีดำก็กระโดดออกจากกิ่งไม้ที่ยืนอยู่ ปลายเท้าสัมผัสกรอบหน้าต่างแผ่วเบาก่อนเจ้าของร่างจะหย่อนตัวลงเหยียบพื้นห้องเงียบๆ ตาสีน้ำตาลเป็นประกายในความมืด ซึมซับบรรยากาศแสนคุ้นเคยที่ห่างหายไปนาน ความตื่นเต้นราวกับการออกทำงานครั้งแรกแทรกอยู่ตามอณูขน เฟรินไม่รอช้าเธอเร่งออกเดินไปยังจุดหมายทางปีกตะวันออกของปราสาทจันทราทันที
RayGuard
24/3/2007
ความคิดเห็น
มันเริ่มส่งกลิ่นแล้วนา กลิ่นอะไรหนอ??
ก็กลิ่น เหม็นๆอ่า เหมือนของค้างคืน ไม่ใช่สิหลายๆคืน(เป็นเดือนเลย)ตะหาก
พี่เจี๊ยบที่รักจ๋า โปรดมาอัพซักทีเถอะน้า ซักนิดก็ยังดี
ข้าพเจ้ามาดูทุกครั้งที่เปิดคอม แต่ก็เหมือนเดิมทุกทีเลยอ่า
จะร้องเพลงให้ฟังๆๆ
ฉันต้องรอเธออีกนานมั๊ย ต้องรอเธออีกนานมั๊ย ลัลล้าๆๆ
ง่า.. รู้ว่ายุ่งๆแต่ก็นะ อยากอ่านอ่า รออยู่นะ สู้ๆเป็นกำลังใจให้น้า จุฟๆๆ
อ๊ากกกกก
เค็มแร้วๆๆๆๆ
กลิ่นออกเรย มาอัพต่อเร็วๆๆๆจิ