สนทนาปราศรัย..
meya_jun/ โฮะๆ ขอเรียกเป็นหนุ่มน้อยไปแหละค่ะ เพราะนึกภาพคิลน้อยตอนโตไม่ออกจริงๆ เอาแบบนี้แหละน่ารักดี ฮิฮิ
Fanary/ อันนั้นต้องทำใจเพราะเรื่องไม่จบยังงั้ยยังไงเฟรินก็ไม่ให้กลับ ^_^
สาวผมเปีย/ ฮิฮิ ดีใจที่ชอบนะคะ
PaZaA/ คริคริ ถ้าตุ๊นคนไม่เก่งก็ไม่ใช่เฟรี่แล้ว โฮะๆๆ
Nix คุง/ เหอๆ TOT หวังว่าจะจบในเร็ววันสมพรปากนะคะนิค ฮือ..
พลพรรครักบารามอส/ แก้แล้วเน้อ.. อ้อเดี๋ยวก็มีบทสองหนุ่มคิงกับนักฆ่าออกมาโชว์ตัวพร้อมกันค่ะ อดใจรอนิดส์
zaruman/ บนนี้คาโลออกแล้วน้า ฮิฮิ แม้จะนิดนึงก็เถอะ
>///< & กาเซ่คุง & avedus/ มาต่อแล้วนะคะ
kaguya/ เราไปอ่านมาแล้วนะคะ หึหึ เป็นเรื่องของคิลซะด้วย แต่ยังไม่จบค่ะ ต้องใช้เวลานิดพักนี้นั่งจ้องคอมนานๆไม่ได้มันปวดตาอ่ะ อ้อ..แล้วก็ฝากบอกหนูปรุงด้วยนะคะว่าคิดถึง ฮิฮิ (คงไม่ต้องฝากแล้วมั้ง..เนอะ ^O^)
ฟ้ายังมีดาว/ กรี๊ดดดดด จะจับหนูคิลของเค้าไปปละ ปละ ปล้ำหรอค่ะ.. อ้าย~~ เดี๋ยวหนูน่อนรู้เข้าตาคิลได้แต่เตรียมฝาโลงสิเนี่ย หึหึ
หนูเนเน่/ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะเน่จังอยากบอกว่าคิดถึงนะ
m3uw/ ฮ่าฮ่า โทษทีค่ะมัวแต่เปลี่ยน BG ใหม่ แต่ตอนนี้ก็อัพให้แล้วน้า~~
//////////////////////////////////////////////////////////////////////
บทเพลงที่ 21 วิกฤต
หลายวันต่อมาหลังจากที่คิลออกเดินทางไปแล้ว เฟรินก็ได้ออกว่าราชการในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนคาโลตามปกติเช่นทุกวัน
ใช่.. มันเป็นการทำหน้าที่ของเธอดังเช่นปกติแต่การทำเช่นนั้นกลับทำให้ใครบางคนเริ่มร้อนรน
ณ ห้องท้องพระโรงใหญ่
เฟริน.. หรือเฟลิโอน่า วาเนบลีราชินีแห่งคาโนวาล ผู้สำเร็จราชการแทนกษัตริย์แห่งคาโนวาล หญิงสาวที่บัดนี้เป็นผู้ถือครองอำนาจสูงสุดแห่งดินแดนนักรบกำลังประทับอยู่บนบัลลังก์สูงสีทองอร่ามเหนือเหล่าข้าราชบริพารทั้งมวล
ใบหน้าสวยสงบนิ่งไม่ผิดแผกไปจากผู้เป็นพระสวามี รัศมีแห่งอำนาจที่แผ่กระจายจากเรือนร่างบอบบางนั้นส่งให้เธอดูสูงส่งดุจนางพญา จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดแต่อย่างใดที่เหล่าผู้จงรักและภักดีจะมองเธอด้วยสายตาชื่นชมแต่ทว่าในท้องพระโรงแห่งนี้หาได้มีเพียงแต่บุคคลที่จงรักไม่ ภายใต้ใบหน้าเคารพนบนอบที่พากันแสดงออกมานั้นได้มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เก็บซ่อนสีหน้าราวกับอสรพิษไว้ภายใน
อสรพิษร้าย..ที่หวังจะทำลายราชวงศ์
"เท่าที่เราฟังมาทั้งหมด.. นอกจากเรื่องที่มีฎีการ้องเรียนมาก่อนหน้านี้แล้วกับเรื่องที่ทัพหลวงขาดการติดต่อไป.. ดูเหมือนว่าทางด้านเมืองอื่นๆดูจะสงบสุขดีสินะ" เสียงเอ่ยเรียบๆของเฟรินดังขึ้นหลังจากที่เหล่าผู้ปกครองเมืองและเสนาฝ่ายต่างๆสรุปรายงานความรับผิดชอบของตนเองให้เธอฟังจนหมด
เหล่าเสนาและเจ้าเมืองต่างค้อมศีรษะลงเล็กน้อยพร้อมกับเอ่ยรับคำกันเป็นเสียงเดียว เสียงตอบรับที่สร้างรอยยิ้มจางๆบนริมฝีปากบางสีกุหลาบอย่างฉับพลัน
"ถ้าเช่นนั้นเราขอไขข้อข้องใจเรื่องทางเมืองโฮรันให้พวกท่านก่อน" คำเปรยของเฟรินทำให้เหล่าผู้ต่ำศักดิ์ต้องลอบมองหน้ากันเองอย่างสงสัยก่อนจะสำรวมอาการไว้แล้วพากันตั้งใจฟังสิ่งที่เฟรินจะพูดต่อ
"เรื่องทางทัพหลวงที่ไปปราบกบฏนั้นพวกท่านไม่ต้องวิตกไปเพราะยังไม่มีวี่แววว่าพวกโจรเหล่านั้นจะขยายดินแดนเพิ่มได้แสดงว่าทหารของฝ่ายเรายังคงยันไว้ได้อยู่และที่สำคัญเราเพิ่งได้รับข่าวมาเมื่อหกวันก่อนว่าทางทัพหลวงยังคงเรียบร้อยดีและน่าจะจับกุมกบฏเหล่านั้นได้ในเร็ววัน"
สิ้นคำเสียงฮือฮาของข้าราชบริพารก็ดังขึ้นด้วยแปลกใจนักที่พวกตนไม่ได้รู้ข่าวที่ว่ามาก่อนโดยเฉพาะฝ่ายที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการข่าวในคาโนวาลอย่างเสนาทาริสที่มองพระพักตร์ราชินีของตนอย่างแปลกใจเพราะทาริสเองแน่ใจว่าเขายังไม่เห็นคนสารหรือม้าเร็วที่ตนส่งไปกับทัพหลวงนั้นกลับมาอย่างแน่นอนและที่สำคัญก็คือหากม้าเร็วที่เขาส่งไปกลับมาจริงไยจึงไม่มารายงานเขาผู้มีหน้าที่ดูแลทางด้านนี้แม้แต่คำเดียวเล่า
แต่ทว่ายังไม่ทันที่ทาริสจะได้เอ่ยปากทูลถามสิ่งที่ข้องใจนัยน์ตาสีน้ำตาลคู่งามของหญิงสูงศักดิ์เบื้องหน้าก็หันมาสบเข้ากับเขาพอดีพร้อมกับเอ่ยคำราวกับล่วงรู้ในสิ่งที่เขาคิด
"ท่านไม่ต้องแปลกใจไปหรอกท่านเสนาทาริส.. ในเรื่องนี้เสนาบดีกลาโหมเฟรเดอริก เกรเฮเดสคงจะให้คำยืนยันแก่ท่านได้เพราะเขาเป็นผู้นำข้อความในสารที่ว่านั่นมาบอกต่อแก่เราเอง.. จริงหรือไม่ท่านเฟรเดอริก" ในประโยคหลังเฟรินจงใจหันกลับไปถามเฟรเดอริกด้วยรอยยิ้มจางๆ และได้คำตอบรับสั้นๆกลับมาจากเฟรเดอริกที่ยังมีท่าทีสงบนิ่งทันที
ทาริสมองตามสายตาเฟรินเขาไม่ค่อยเชื่อเรื่องที่เฟรเดอริกพูดนักแต่ก็เห็นด้วยกับองค์ราชินีที่ว่าเหล่าโจรไม่มีวี่แววว่าจะขยายดินแดนได้นั่นก็แสดงว่าทัพหลวงยังปลอดภัยดังนั้นเจ้าตัวจึงเลือกที่จะเงียบต่อไปแต่นี่ไม่ใช่กับคนอื่นและยิ่งฝ่ายที่มีแนวโน้มที่คิดก่อกบฏด้วยแล้วหากข่าวว่าทัพหลวงไม่ปลอดภัยแพร่ออกไปได้มันจะมีอะไรวิเศษไปกว่านี้เล่า
"เอาล่ะ.. ถือว่าเราจบเรื่องทางเมืองโฮรันไว้เท่านี้ก่อน" เฟรินว่าแบบตัดบทเมื่อเล็งเห็นแล้วว่ากำลังจะมีคนถามอะไรขึ้นมาอีก หลังจากนั้นเธอจึงเริ่มเบี่ยงประเด็นออกไปโดยเริ่มพูดไปถึงเรื่องต่างๆที่ร้องเรียนมาในฎีกาและจัดการมอบหมายหน้าที่ให้ผู้ที่มีอำนาจในการรับผิดชอบไปจัดการได้อย่างรวดเร็วสมกับที่เคยดำรงตำแหน่งเสธซ้ายของป้อมอัศวินมาถึงสามปี
"คราวนี้.. ทางเราก็มีเรื่องบางเรื่องที่อยากจะขอรบกวนพวกท่านบางคนให้ช่วยไขข้อข้องใจให้เราหน่อย"
"มิบังอาจพ่ะย่ะค่ะ" เหล่าข้าราชบริพารทูลขึ้นพร้อมกัน
"ถ้าเช่นนั้น.." เฟรินพูดขึ้นก่อนจะเบือนหน้าไปยังด้านขวามือของเธอแล้วมองตรงไปยังชายสูงวัยหน้าตอบผู้หนึ่ง
มือบางหยิบฎีกาหนึ่งในหลายๆฉบับขึ้นมาจากข้างตัวทั้งที่สายตายังจ้องจับอยู่กับคนผู้นั้นก่อนจะเปิดมันออกแล้วมองไล่ไปตามบรรทัดลายมือขยุกขยิกนั่นพลางว่า
"เรื่องเขื่อนในวานลัน.." เปรยขึ้นแค่นั้นชายที่เธอมองอยู่เมื่อครู่กลับสะดุ้งเฮือก หญิงสาวเผยรอยยิ้มน้อยๆก่อนว่าต่อ "ใช้เวลาการสร้างนานปีกว่าแล้วจนป่านนี้ก็ยังไม่เสร็จ ที่สำคัญ..ดูเหมือนงบประมาณในการสร้างเขื่อนดูมันจะสูงเกินไปนะท่านนาดิส"
เจ้าเมืองวานลันขยับตัวเล็กน้อยก่อนก้มกราบทูลละล่ำละลัก "ทูลฝ่าบาทเนื่องจากปีนี้ผลผลิตข้าวไม่ค่อยจะดีทำให้สิ่งของต่างๆแพงขึ้นมากดังนั้นงบประมาณในการสร้างเขื่อนจึงสูงขึ้นด้วยพระเจ้าค่ะ"
เฟรินแสร้งเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยพลางว่าน้ำเสียงนุ่มนวล "งั้นรึ.. แต่ท่านไม่เห็นได้รายงานเรามาก่อนหน้านี้เลยว่าปีนี้ผลผลิตของเมืองวานลันไม่ดี" เฟรินว่าต่อยิ้มๆแต่คนมองกลับเห็นมันเป็นรอยยิ้มของเพชฌฆาตไปแล้ว
"อะ..เอ่อ.. คือเรื่องนั้น.." ยังไม่ทันที่นาดิสจะได้แก้ตัวเฟรินก็หยิบเอกสารอีกปึกหนึ่งขึ้นมา เปิดๆดูอยู่สักพักก็พูดตัดขึ้นไปอีกเรื่อง
"เราได้ยินมาว่าเมื่อปีก่อนท่านเพิ่งจะปิดเมืองจัดงานเลี้ยงใหญ่รับขวัญเดือนลูกชายคนที่สิบแปดของท่านสินะ" เฟรินว่าพร้อมกับพลิกกระดาษไปอีกแผ่นไม่สนใจสีหน้าแตกตื่นของนาดิสแม้แต่น้อย
"หลังจากนั้นหนึ่งเดือนท่านก็สร้างคฤหาสน์หลังใหม่ให้บุตรสาวคนที่สิบเอ็ด" ว่าเสร็จก็พลิกกระดาษไปอีกแผ่น
ยิ่งเฟรินพลิกกระดาษไปมากหน้าเท่าไหร่และยิ่งเจ้าหล่อนพูดถึงรายจ่ายของนาดิสไปมากเพียงไรเจ้าของชื่อผู้กำลังจะต้องคดียักยอกเงินหลวงก็ยิ่งเหงื่อกาฬไหลอาบเสื้อผ้า ใบหน้าซูบๆนั่นก็ดูจะซีดเซียวลงเหลืออยู่เพียงไม่กี่นิ้ว จนในที่สุดก็มาถึงแผ่นสุดท้าย
"และเมื่อสามวันที่ผ่านมาท่านก็ได้สั่งให้มีการสร้างคฤหาสน์หลังใหม่ให้กับภรรยาคนที่ยี่สิบสองของท่านไป.."
เฟรินล่ะสายตาจากกระดาษใบสุดท้ายในมือแล้วมองตรงไปยังนาดิสที่ยืนหน้าซีดตัวสั่นดูราวกับจะเป็นลมลงไปได้ทุกเมื่อด้วยรอยยิ้ม
"ดูเหมือนว่าทรัพย์สินในคลังของท่านหลังจากการใช้จ่ายไปมากมายเพียงนี้ในปีเดียวมันจะไม่พร่องลงเลยแม้แต่น้อย เราเลยสงสัยนักว่ามันเป็นเพราะเหตุใดหรือท่านนาดิส" สิ้นคำโลกในสายตานาดิสก็ดูจะหมุนคว้างไปชั่วขณะ
"อะ..เอ่อ.. กระหม่อม.."
"หรือท่านจะบอกเราว่าเงินนั้นมันงอกออกมาจากสวนหลังบ้านท่านได้"
"กระ..กระหม่อมไม่.."
"หรือท่านจะว่านั่นเป็นเงินเก็บที่ท่านกับภรรยาทั้งสามสิบสี่คนร่วมกับบุตรอีกสิบแปดคนช่วยกันอดออมได้มาหรือ"
"พ่ะ..พ่ะย่ะค่ะ มันเป็นเช่นนั้น.."
"ทั้งๆที่เงินเดือนของท่านตลอดชีวิตรวมกับมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษยังไม่ถึงหนึ่งในสามที่ใช้จ่ายไปแบบนี้น่ะหรือ" รอยยิ้มหวานฉาบยาพิษถูกส่งไปให้นาดิสอีกครั้ง "และทั้งๆที่ทั้งบ้านมีเพียงรายรับจากเจ้าเมืองเช่นท่านอยู่เพียงคนเดียว เราอยากรู้จริงๆว่ารายได้ส่วนที่งอกงามออกมาโดยไม่ทราบที่มานั้นท่านทำได้อย่างไร..เจ้าเมืองวานลัน" วลีสุดท้ายเอ่ยออกด้วยน้ำเสียงเรียบสนิททั้งๆที่สีหน้ายังแย้มยิ้มไม่เปลี่ยนพาเอาหลายคนในห้องถึงกับหนาวเยือกดังเช่นสมาชิกป้อมอัศวินเคยโดนกันมาแล้วยามที่เสธซ้ายของพวกตนหงุดหงิดไม่ได้ดั่งใจ ดังนั้นจึงไม่ต้องพูดถึงนาดิสว่าตอนนี้จะมีสภาพเป็นเช่นไร
ร่างผอมๆของเจ้าเมืองวานลันทรุดฮวบ ศีรษะก้มต่ำติดพื้น น้ำเสียงสั่นเอ่ยวิงวอนขอความเมตตาเมื่อรู้ตัวแล้วว่าตนไม่อาจดิ้นหลุด
"ขอประทานอภัยด้วยฝ่าบาท.. ขอพระองค์โปรดทรงเมตตา.."
เฟรินมองนาดิสที่นั่งคุกเข่าร้องไห้ฟูมฟายอยู่ที่พื้นด้วยสายตาอ่านยากว่าเจ้าตัวคิดสิ่งใดและเพียงไม่นานหญิงสาวก็หันหน้าไปมองเสนาโอมานที่หันมาสบตากับเธอเข้าพอดิบพอดี
"เรื่องนี้คงต้องรบกวนท่านไต่สวนคดีด้วยแล้วกันท่านโอมาน" พอเฟรินพูดจบนาดิสก็ยิ่งโห่ร้องราวขาดใจ ใครๆก็รู้ว่าเสนาโอมาน (เสนาบดีกรมตุลาการ) นั้นขึ้นชื่อเรื่องรักความยุติธรรมขนาดไหน ผิดก็ว่าตามกันผิดแม้แต่ญาติก็ไม่มีเว้นแล้วนับประสาอะไรกับเขาเล่า
เสนาโอมานที่ได้ยินดังนั้นก็น้อมกายรับพระบัญชาก่อนจะเดินไปรับปึกกระดาษที่เฟรินอ่านเมื่อครู่มาจากราชเลขาที่รับส่งต่อจากมือเฟรินมาอีกทีและผู้ที่ได้ชื่อว่าเที่ยงธรรมนักก็หันไปร้องสั่งทหารทางด้านนอกให้มาลากตัวนาดิสออกไป..
ท้องพระโรงเงียบไปอึดใจหลังจากสิ้นเสียงครวญครางสุดท้ายของนาดิส
ในตอนนี้เหล่าผู้ต่ำศักดิ์กว่าทั้งหลายต่างมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความรู้สึกหลากหลาย บ้างก็เห็นเป็นเรื่องธรรมดาเพราะตอนคิงองค์ก่อนหรือตอนคิงคาโลก็มีให้เห็นมาบ้างแล้วจึงไม่ค่อยจะสนใจสักเท่าไร ส่วนบางคนก็แสดงสีหน้าสะใจแบบไม่ปกปิดแต่สำหรับคนที่มีฉะนักติดหลังเฉกเช่นนาดิสนั้นต่างก็พากันสั่นวาบไปถ้วนหน้าเนื่องด้วยไม่คิดว่าราชินีของตนก็ทำหน้าที่ได้ดีไม่แพ้องค์กษัตริย์..
เฟรินกวาดสายตามองสีหน้าหลากอารมณ์ของเหล่าผู้ใต้บัญชารอบห้องด้วยรอยยิ้ม
"พวกท่านมีใครมีเรื่องจะรายงานเราอีกหรือไม่" เอ่ยถามขึ้นตัดความเงียบทำให้ผู้ด้อยศักดิ์กว่าบางคนถึงกับสะดุ้งก่อนจะพร้อมใจกันตอบเป็นเสียงเดียว
เมื่อเสียงตอบรับพร้อมเพรียงว่า 'ไม่' ดังขึ้นเฟรินจึงสั่งให้เลิกประชุมก่อนจะลุกขึ้นและเดินออกไปจากห้องท้องพระโรงด้วยประตูด้านหลังที่ประทับ..
ทิ้งเหล่าข้าราชบริพารไว้กับความเงียบที่หล่อนสร้างขึ้น..
///////////////////////////////////////////////////////////////
ตึง..ตึง..ตึง..ตึง..ตึง..
ปั้ง!!
เสียงเดินลงส้นหนักๆติดต่อกันบ่งบอกอารมณ์อันไม่คงที่นักของเจ้าของก่อนประตูห้องบานสวยจะถูกผลักออกอย่างแรงแบบไม่ไยดีจนมันไปตีเข้ากับกำแพงเสียงดังสนั่นเรียกให้สายตาของหญิงสาวเจ้าของห้องที่ยืนทอดอารมณ์อยู่ริมระเบียงต้องหันมามอง
"เป็นอะไรไปค่ะท่านพ่อ" เจ้าของเรือนผมสีทองสลวยที่บัดนี้ถูกขมวดเป็นมวยสวยเข้ารูปรับใบหน้าถามขึ้น
"นี่มันหมายความว่ายังไงวาลีน" เสนาลูคผู้พ่อร้องถามขึ้น "ไหนเจ้าบอกว่ามีวิธีดีๆที่จะทำให้ราชินีเฟลิโอน่าออกจากวังไปไงล่ะ นี่ผ่านมาจะครบอาทิตย์อยู่แล้ว..ยังไม่เห็นนางจะไปไหนเลย"
"ทำไมต้องร้อนรนเช่นนั้นด้วยล่ะค่ะ..เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ" วาลีนถามแบบไม่ใคร่จะใส่ใจนัก หล่อนเดินกลับไปนั่งยังเก้าอี้ที่โต๊ะน้ำชากลางห้อง มือก็หยิบกาน้ำชามารินใส่ถ้วยสองใบพลางเชื้อเชิญให้บิดาตนมานั่งร่วมกัน
อิวาน ลูคได้แต่จำใจเดินไปนั่งร่วมโต๊ะกับลูกสาว ใบหน้ายังบ่งบอกว่าหงุดหงิดไม่หายก่อนผู้มีศักดิ์เป็นพ่อจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในท้องพระโรงให้บุตรีของตนฟังอย่างละเอียด
"ก็สมควรแล้วนี่ค่ะ" วาลีนพูดขึ้นบ้างเมื่ออิวานเล่าจบ "เจ้านั้นอยากโง่ให้จับได้เองใครจะช่วยอะไรได้"
อิวานมีสีหน้าตกใจเล็กน้อยก่อนร้องเสียงหลง "เจ้าพูดแบบนั้นได้อย่างไรวาลีน"
วาลีนเพียงปลายตามองพ่อของตนพลางจิบชาต่อ
"เจ้ารู้หรือไม่ว่าหากนาดิสพูดอะไรพล่อยๆไปแม้แต่คำเดียวเราก็จะโดนหางเลขไปด้วยนะ"
วาลีนหัวเราะเล็กน้อยแบบมีจริต "วางใจเถอะค่ะท่านพ่อ นาดิสไม่ได้มีหลักฐานอะไรที่จะลากท่านไปลงเหวด้วยได้นี่ค่ะและฟังจากที่ท่านเล่ามาองค์ราชินีเองก็ไม่มีหลักฐานสาวมาถึงท่านเหมือนกัน.. แต่ที่พระนางทำแบบนี้คงเพราะอยากจะเชือดไก่ให้ลิงดูเสียล่ะมั้ง..ยิ่งในยามที่เสาหลักแห่งคาโนวาลไม่อยู่แบบนี้ด้วยแล้วยังไงก็ต้องสร้างความน่าเกรงขามไว้ก่อน"
"แต่เฟรเดอริกว่าคาโลกำลังจะชนะศึกกลับมานี่" อิวานว่าต่อแบบกังวลและไม่พอใจ
"ไม่คิดว่าไอ้เจ้ามาคอนมันจะไร้น้ำยาขนาดนี้อุตส่าห์ส่งปีศาจไปให้แล้วแท้ๆยังทำงานพลาดอีก"
"ท่านพ่อแน่ใจได้อย่างไรค่ะว่ามาคอนทำงานพลาด.." วาลีนพูดดักด้วยรอยยิ้มเย้ย "แล้วแน่ใจได้อย่างไรว่าสิ่งที่องค์ราชินีทรงรับสั่งมาจะเป็นจริง"
อิวานชักสีหน้างงก่อนถาม "เจ้าหมายความว่าอย่างไรกัน"
"ท่านพ่อก็ลองคิดดูสิค่ะว่าตอนที่องค์ราชินีรับสั่งถึงเรื่องนี้นั้น เสนาทาริสมีปฏิกิริยาเช่นไร.."
อิวานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มออกมาได้ "จริงด้วยสินะตอนนั้นหน้าของทาริสมันบอกชัดเลยว่าไม่เคยรู้เรื่องมาก่อน ขนาดผู้ดูแลด้านการข่าวอย่างทาริสยังไม่รู้เรื่องแล้วเฟลิโอน่าจะเอาข่าวมาจากไหนถ้าไม่ใช่กุขึ้น"
อิวานหันกลับมามองลูกสาวตนอีกครั้งด้วยรอยยิ้มกว้าง "เจ้าช่างฉลาดจริงๆวาลีน ไม่เสียทีที่เป็นลูกข้า"
วาลีนเพียงยิ้มรับน้อยๆไม่ได้พูดอะไร
"หึหึ คาโลมันโง่เองที่ปฏิเสธการแต่งงานกับเจ้าแล้วไปแต่งกับลูกสาวปีศาจนั่น.." วาลีนชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินประโยคนั้นก่อนจะกลบเกลื่อนท่าทางด้วยการจิบชาต่อจนอิวานไม่ทันสังเกตเห็น
"จริงสิ.. เจ้าบอกว่ามีวิธีทำให้เฟลิโอน่าออกจากวังไปไม่ใช่หรือ แล้วเมื่อไหร่เจ้าจะทำล่ะ" อิวานพูดขึ้นเมื่อนึกได้
"ทำไปแล้วล่ะค่ะ" วาลีนตอบเรียบๆเรียกคิ้วหนาๆของผู้พ่อขมวดเข้าหากัน หญิงสาวเห็นดังนั้นจึงอธิบายเพิ่มให้
"ลูกส่งคนไปดักพวกม้าเร็วไม่ให้ส่งข่าวกลับมาทางนี้ได้และใช้คนของเราให้สวมลอยเป็นหน่วยข่าวคอยส่งข้อความจากทางนี้ตอบกลับไปเพื่อไม่ให้ทัพหลวงเอะใจ.. พอองค์ราชินีไม่ได้รับข่าวนานๆเข้าพระนางก็จะยิ่งร้อนรนและเมื่อทนไม่ไหวยังไงเสียพระนางก็จะต้องส่งคนไปดูหรือไม่หากมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นองค์ราชินีคงไม่อยู่เฉย..น่าจะทรงเสด็จไปด้วยพระองค์เองแน่"
"แล้วเหตุการณ์อะไรเล่าที่เจ้าว่าน่ะ"
วาลีนเงยหน้ามองพ่อของตนด้วยรอยยิ้มยะเยือกจนอิวานที่มองสบตาพอดีถึงกับตัวสั่นแบบไม่อาจควบคุม "หากทัพหลวงถูกล้อมเอาไว้ท่านพ่อคิดว่าราชินีเฟลิโอน่าจะทำเช่นไรล่ะค่ะ"
"นี่เจ้าหมายความว่า.."
วาลีนยิ้มหวานให้พ่อของตน "ค่ะ..ข้าได้ปล่อยข่าวลวงให้องค์ราชินีคิดว่าทัพหลวงถูกพวกกบฏล้อมไว้ที่ป่าโฮริสแล้ว"
อิวานที่ได้ฟังจบก็ชะงักไปครู่ก่อนจะหัวเราะขึ้น ใช้มือหยาบกระด้างตบไหล่ลูกสาวอย่างพอใจยิ่ง
"ดี.. ดีมาก.. สมแล้วที่เป็นลูกสาวข้า งั้นข้าจะรอฟังข่าวดีก็แล้วกันนะวาลีน ฮ่าฮ่าฮ่า~~" อิวานพูดพร้อมกับลุกขึ้น "ข้าไม่กวนเวลาเจ้าแล้วล่ะ หึหึ วันนี้ข้ามีความสุขจริงๆ.. เจ้าเองก็พักผ่อนต่อไปเถอะ ข้าไปล่ะ" ว่าแล้วก็เดินออกจากห้องของบุตรสาวไปด้วยเสียงหัวเราะพึงใจ
ทันทีที่คล้อยหลังสายตาของวาลีนที่มองตามหลังบิดาไปก็เปลี่ยนเป็นเยือกเย็นผิดกับเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง หล่อนลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วเดินไปยังระเบียงห้องอีกครั้ง ตาสีทองทอดมองไปไกลก่อนจะหลุดเสียงพูดออกมาเบาๆ
"หลังจากวันนั้นมาก็หกวันแล้วสินะ.. หึ การที่พระองค์ไม่ทรงเคลื่อนไหวใดๆแบบนี้หมายความว่าพระองค์ไม่เชื่อเฟรเดอริกหรือเพราะพระองค์ใจแข็งมากกันแน่นะ แล้วถ้าหาก.." ใบหน้าขาวยิ้มเยือก มือลดลงหยิบกำไลสีฟ้าสวยสลักลายสีขาวจางๆเป็นรูปเทือกเขาขึ้นมาจากสายผ้าคาดเอวพลางนำมันยกขึ้นส่องแสงอาทิตย์
"หากข้าทำให้เรื่องที่กุขึ้นเป็นจริง.. ท่านจะยังคงเยือกเย็นได้แบบนี้อีกรึเปล่าเพคะ..องค์ราชินีที่รัก หึหึ ฮ่าฮ่าฮ่า" เสียงหัวเราะเย้ยหยันของหญิงสาวที่เป็นดั่งอสรพิษยังคงดังต่อไปจนดวงตาสีทองเหลือบกลับเข้ามาในห้องและจ้องไปยังถ้วยน้ำชาหนึ่งในสองใบที่วางบนโต๊ะ..
ถ้วยน้ำชาที่อิวานดื่มอยู่เมื่อครู่..
"ท่านเองก็เหมือนกัน.. คงไม่เฉลียวใจเลยสินะว่าทำไมเฟรเดอริกถึงได้เป็นคนยืนยันการมีอยู่ของฝ่าบาททั้งๆที่หากปล่อยไว้แบบนั้นบ้านเมืองก็จะละส่ำละสายและท่านก็จะได้ฉวยผลประโยชน์นั้นได้โดยง่ายแท้ๆและทั้งๆที่เฟรเดอริกน่าจะอยู่ฝ่ายเดียวกับท่านแต่ทำไมเขากลับไปทำแบบนั้น" น้ำเสียงที่เอ่ยนั้นเย็นเยือก
"แต่ความจริงแล้วท่านก็ควรจะเฉลียวใจตั้งแต่แรกว่าเหตุใดผู้ที่มีตำแหน่งเป็นถึงเสนาบดีกลาโหมกลับยอมลดตัวลงมาอยู่ใต้อาณัติเสนาบดีกรมโยธาแบบท่านได้ แต่ท่านกลับไม่เอะใจอะไรเลยแม้แต่น้อย.." รอยยิ้มเหยียดหยันที่ริมฝีปากแย้มกว้าง สายตามีแต่รอยดูแคลนยามมองไปยังถ้วยชาใบนั้นราวกับจะให้มันเป็นตัวแทนของผู้ที่เพิ่งเดินจากไป
"ท่านเองก็โง่เง่าไม่ต่างจากนาดิสนักหรอกค่ะ.. ท่านพ่อ"
///////////////////////////////////////////////////////////
ทางด้านเทรซที่อยู่กับพวกโจรดีมันภายในประภาคารมาได้สิบกว่าวันก็กำลังพยายามสืบหาที่ซ่อนของตัวประกันอย่างลับๆไม่ให้พวกมาคอนสงสัยแต่การเคลื่อนไหวของเขากลับเป็นไปได้ยากยิ่งเมื่อมีตาสีน้ำตาลเข้มของอิเรียสคอยตามอยู่ตลอดเวลา
ณ ห้องๆหนึ่งชั้นบนสุดของประภาคาร
เทรซที่อยู่คนเดียวในห้องนอนไม่ใหญ่ไม่เล็กแต่ก็อยู่ได้อย่างสบายเป็นส่วนตัวกำลังนั่งพิงกรอบหน้าต่างเหม่อมองท้องฟ้าเบื้องนอกอย่างใจลอย.. แต่นี่เป็นเพียงภาพภายนอกที่คนอื่นเห็นทว่าในความเป็นจริงแล้วหัวสมองของชายหนุ่มยามนี้กำลังมีเสียงสองเสียงพูดคุยโต้ตอบกันไปมา
เสียงหนึ่งนั้นเป็นของเขาส่วนอีกเสียงเป็นเสียงเย็นๆของผู้ชายคนหนึ่งและถ้าสังเกตดีๆแล้วล่ะก็จะเห็นต่างหูสามเหลี่ยมสีทองที่เจ้าตัวใส่ไว้ที่หูซ้ายส่องแสงเรืองออกมาจางๆ
'แล้วตอนนี้เคฟเป็นอย่างไรบ้าง' เสียงชายผู้นั้นถามกลับมาอีกครั้ง
'ยังเหมือนเดิมพ่ะย่ะค่ะแต่ถ้าปล่อยเอาไว้แบบนี้นานๆเข้ากระหม่อมว่าเขาเองก็คงไม่ไหวเหมือนกัน'
'งั้นรึ..' เสียงนั้นเงียบไปพักก่อนจะดังกลับมาอีก 'แล้วเจ้ารู้ที่อยู่ของตัวประกันรึยัง'
'ขอประทานอภัย กระหม่อมยังหาไม่พบพ่ะย่ะค่ะ จากที่พวกลูกน้องของมาคอนว่ามาตัวประกันถูกขังอยู่ที่หอคอยเหนือแต่พอหม่อมฉันไปดูกลับไม่พบใคร'
หอคอยเหนือเป็นหอคอยทรงสูง จากประตูหน้าเข้าไปจะเป็นห้องกลม ไม่มีทางขึ้นไปด้านบนหรือบันไดวนลงไปใต้ดิน เมื่อยืนอยู่บนพื้นหินเก่าคร่ำคร่าภายในห้องแล้วมองขึ้นไปจะเห็นหลังคาของยอดหอคอยอยู่สูงขึ้นไปร่วมๆสี่เมตรพอดี
'หอคอยเหนืองั้นหรือ' เสียงของอีกฝ่ายที่ดังมาเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่จึงทำให้เทรซอดถามด้วยความสงสัยไม่ได้
'หอคอยเหนือมีอะไรเช่นนั้นหรือฝ่าบาท'
'เราจำได้ว่าหอคอยนั่นมีทางลับอยู่'
เทรซได้ยินแบบนั้นก็ผลุดลุกนั่งตัวตรงทันทีด้วยความตื่นเต้นเพราะมันเป็นอย่างที่เขาคิดไว้ไม่มีผิด 'ทางลับหรือกระหม่อม'
'อืม..' เสียงนั้นรับคำ 'ตอนที่เข้าไปในหอคอยเจ้าเห็นรูปปั้นนักรบสวมเกาะหรือไม่'
'พ่ะย่ะค่ะ มีรูปปั้นนักรบที่ว่ายืนถืออาวุธในท่าทางแตกต่างกันไปรอบๆห้อง.. กระหม่อมต้องทำอะไรกับรูปปั้นพวกนั้นหรือฝ่าบาท'
'.....ในนั้นน่าจะมีรูปปั้นนักรบถือคทาตะวันอยู่ จำได้ว่าหากเปิดตารูปปั้นนั้นได้ทางใต้ดินก็จะเปิด'
'เปิดตารูปปั้น?? ทำเช่นไรหรือฝ่าบาท'
'เรื่องนั้น..'
ปั้ง!!
ทว่ายังไม่ทันที่เทรซจะได้คำตอบประตูห้องของเขาก็ถูกผลักให้เปิดออกโดยแรง
"เฮ่..เทรซ หัวหน้าเรียกแหนะ" ชายคนที่ผลักประตูเข้ามาร้องบอก
"มีเรื่องอะไรงั้นรึ" เทรซถามกลับไป ตัวยังคงไม่ขยับจากที่
"หัวหน้าบอกมีอะไรอยากให้ดู ยังไงก็รีบๆลงไปก็แล้วกัน" พูดเสร็จชายคนนั้นก็เดินจากไปทันที
'เจ้ารีบไปเถอะ' เสียงนั้นดังขึ้นอีกเมื่อประตูห้องปิดลง
'แล้วเรื่องทางลับเล่ากระหม่อม?'
'เราจะบอกเจ้าอีกที' คำพูดตัดบททำให้เทรซลอบถอนใจอย่างเสียดาย
'รับพระบัญชา' จากนั้นเทรซก็ตัดการติดต่อไป ชายหนุ่มโดดลงจากกรอบหน้าต่าง มือขยับจัดเสื้อเล็กน้อยก่อนริมฝีปากจะแย้มยิ้ม
"มาดูสิว่านายมีอะไรมาฉันให้เล่นอีก มาคอน"
////////////////////////////////////////////////////////////
ทางด้านคาโลที่เพิ่งจะตัดการติดต่อจากเทรซไปก็ก้มลงมองแผนผังประภาคารที่ตนเพิ่งเค้นสมองวาดเสร็จเมื่อครู่
ภายในแผ่นหนังสีน้ำตาลอ่อนแผ่นใหญ่เต็มไปด้วยเส้นทางคดเคี้ยว ทางแยกแปลกๆและประตูลับต่างๆมากมายที่ใช้เข้าไปภายในประภาคารได้จากภายนอกโดยที่แผนผังของจริงไม่มีแสดงไว้เพราะเส้นทางเหล่านี้จะใช้บอกเพียงปากต่อปากจากกษัตริย์รุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นเท่านั้น ตาสีฟ้ากวาดมองแผ่นหนังคร่าวๆอีกครั้งสมองก็ประมวลถึงแผนการที่จะบุกเข้าไปยังประภาคารโดยที่เหล่าโจรไม่รู้ตัว
ในแผนผังมีจุดกากบาทสีแดงอยู่หลายจุดซึ่งแสดงถึงช่องทางเข้าที่ถูกปิดไปนานแล้วและสีน้ำเงินอีกสี่จุดที่คาดว่าพวกโจรคงจะรู้ได้ไม่ยากถ้าหากมีการสำรวจดังนั้นจึงเหลือทางเข้าจริงๆเพียงสองที่เท่านั้น
ทางแรกอยู่ในตอนเหนือของป่าโฮริสแต่ทางนี้ก็นับได้ว่าอันตรายอยู่มากหากมีการดักซุ่มโจมตีจากในป่า ถ้าหากเอาคนเข้าไปไม่กี่คนก็คงพอจะหลบซ่อนตัวจากสายตาโจรได้แต่แบบนั้นพอเข้าไปถึงจริงๆแล้วด้วยจำนวนคนที่น้อยกว่าก็จะทำให้เสียเปรียบ
ทางที่สองเป็นช่องทางลับที่อยู่ในหลืบผาทางทิศใต้ของประภาคาร ทางนี้ต้องล่องเรือเข้าไปแต่เนื่องจากเส้นทางเป็นจุดอับสายตาของยามบนกำแพงดังนั้นหากใช้เส้นทางนี้น่าจะปลอดภัยกว่า
ขณะที่คาโลกำลังคิดถึงความเป็นไปได้ของกำลังพลที่จะพาเข้าไปนั้นประตูห้องพักชั่วคราวของชายหนุ่มก็ถูกเปิดออกอย่างรีบเร่งด้วยฝีมือของเมราสราชองครักษ์คนสนิท
"ฝ่าบาท.. พวกโจรดีมัน.." น้ำเสียงเร่งร้อนของเมราสทำให้ตาสีฟ้าสงบเป็นประกายวาบขึ้นมาทันที
/////////////////////////////////////////////////////////
ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคือหมู่บ้านที่ตั้งอยู่กล้ำกึ่งระหว่างเมืองโฮรันกับเมืองมิลเลียกำลังลุกเป็นไฟ แม้ที่นี่จะอยู่ห่างไกลแต่คาโลกลับรู้สึกได้ถึงกลิ่นคาวเลือดที่ลอยมากับสายลม
คิ้วเข้มขมวดเข้า ตั้งแต่คาโลเดินทางมาถึงเมืองมิลเลียเขาก็ได้สั่งการไปว่าหากโจรดีมันบุกโจมตีไม่ว่าที่ใดให้จุดพุสัญญาณขึ้น หากแต่นี่แม้ในยามที่เพลิงไฟลุกลามมากมายถึงเพียงนี้ยังไม่มีสัญญาณใดส่งมาเพื่อขอความช่วยเหลือเลยแม้แต่น้อย
คาโลเรียกคทาเข้ามือ ตั้งสมาธิกำหนดจิตบริกรรมคาถา ไม่นานแสงเรืองสีฟ้าอ่อนๆก็แผ่คลุมร่างก่อนแผ่กว้างวูบเดียวไปจนถึงหมู่บ้านชายแดนนั้น
เปรี๊ยะ!!
แสงปะทะของเวทดังขึ้นเมื่อเขตแดนเวทของคาโลไปปะทะเข้ากับเขตแดนของใครอีกคนที่ร่ายคลุมหมู่บ้านนั้นไว้
คาโลถอนเวทออก คราวนี้ชายหนุ่มปักคทาลงพื้นพร้อมร่ายคาถาอย่างเร็ว วงแหวนสีฟ้าอมเงินกางออกเบื้องหน้า ก่อนอักขระภายในจะหมุนวนเร็วขึ้นเร็วขึ้นและแล้วลำแสงสีฟ้าอมเงินสายหนึ่งก็พุ่งวูบออกจากวงคาถาตรงดิ่งสู่หมู่บ้านที่ลุกเป็นไฟ
สายพลังเวทสีฟ้าปะทะเข้ากับเกราะเวทสีดำที่ครอบหมู่บ้านผู้โชคร้าย เสียงพลังสะท้อนพลังดังกึกก้อง กระแสพลังทั้งสองดึงดันไปมาก่อนจะกลายเป็นเกราะเวทสีดำที่ปริร้าว รอยร้าวปริแตกไปเป็นทางตลอดครอบแก้วอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานเกราะแก้วสีดำก็แตกกระจายพร้อมๆกับสายพลังสีฟ้าของคาโลระเบิดออกเปลี่ยนเป็นหยดน้ำนับล้านร่วงหล่นราวสายฝนช่วยดับไฟที่โหมกระหน่ำ
คาโลรีบหันกลับไปสั่งการเอลลิคที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุด
"เอลลิคเจ้าร่ายเวทย้ายสถานที่นำทหารดาบห้าสิบนายไปที่หมู่บ้านนั่น"
"รับด้วยเกล้า" เอลลิครับคำพร้อมกับร่ายเวทนำทหารที่เตรียมเผื่อไว้ก่อนแต่แรกแล้วไปยังที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว
หลังจากกลุ่มของเอลลิคหายไป เจราสที่ยืนดูอยู่ก็เดินเข้ามาหาคาโลที่บัดนี้กำลังมองไปยังหมู่บ้านตรงหน้านิ่ง
มือกร้านของผู้เป็นลุงตบเบาๆบนไหล่กว้างคล้ายจะให้กำลังใจ
"พวกนั้นต้องไปทันแน่.. หลานอย่าเพิ่งกังวลเลยคาโล"
".....ขอให้เป็นเช่นนั้น" คาโลได้แต่รับคำเรียบๆขณะมองควันที่พวยพุ่งขึ้นสู่ฟ้าหลังเพลิงการมอดดับลง
/////////////////////////////////////////////////////////
ทันทีที่แสงสว่างของเวทย้ายสถานที่ดับลงสิ่งแรกที่กระทบประสาทรับรู้ของกลุ่มเอลลิคทั้งห้าสิบเอ็ดชีวิตคือกลิ่นเหม็นไหม้ของซากศพ และเมื่อดวงตาทั้งห้าสิบเอ็ดคู่เริ่มปรับเข้ากับแสงแดดรอบด้านภาพซากศพไหม้เกรียมหลายสิบชีวิตที่นอนเรียงรายอยู่กลาดเกลื่อนตรงหน้าก็ทำเอาพวกเขาแทบอยากจะอาเจียน
อุ๊บ!!
เอลลิครีบเอามือปิดปากเมื่อรู้สึกว่ามื้อกลางวันที่ทานเข้าไปทำท่าจะย้อนกลับออกทางเก่า
โหดร้ายเกินไปแล้ว.. ก็ได้แต่คิด ตอนนี้รอบด้านมีแต่ศพถูกเผาของชาวบ้านและเศษซากบ้านเรือนถูกไหม้ มองไม่เห็นผู้รอดชีวิตและเหล่าโจรชั่วแม้แต่คนเดียว
"แยกย้ายกันออกไป ตรวจดูให้ละเอียดว่ายังมีใครรอดชีวิตบ้าง" เอลลิคสั่งการเร่งด่วนทหารทั้งห้าสิบคนจึงรีบแยกย้ายกันไปหาอย่างรวดเร็ว
"ขอให้มีรอดสักคนก็ยังดี" เอลลิคพูดขึ้นเบาๆ เจ้าตัวเองก็ออกเดินสำรวจไปตามซากบ้านเรือนบ้าง เวลาผ่านไปสิบกว่านาทีแต่ไม่เห็นแม้แต่เงาสิ่งมีชีวิต
ทหารคนแล้วคนเล่ามารายงานตามจุดต่างๆจนครบแต่ดูท่าทางจะไม่มีใครเหลือรอดอีกแล้ว เอลลิคมองภาพตรงหน้าอย่างเศร้าใจก่อนจะตัดสินใจสั่งให้ทหารรอตนอยู่ที่หน้าทางเข้าหมู่บ้านนั้น
ชายหนุ่มเดินกลับเข้าไปในหมู่บ้านอีกครั้งพลางลองเดินหาต่อไปเรื่อยๆตามทางอย่างไร้จุดหมายท่ามกลางม่านควันและกลิ่นศพ จนกระทั้งมาถึงเพิงพังๆหลังหนึ่งที่ถูกไฟไหม้เกรียมจนไม่น่าจะมีสิ่งมีชีวิตใดเหลือรอดอยู่ข้างใต้ได้
เอลลิคมองมันอยู่ครู่หนึ่งและไม่รู้ด้วยอะไรดลใจทำให้เขายื่นคทาในมือออกไปเขี่ยซากหลังคาที่ทำจากไม้ขึ้นเพื่อดูข้างในและทันทีที่ทำแบบนั้นเสียงร้องของเด็กทารกก็ดังแว่วเบาๆออกมาจากข้างใต้ซากนั่น
โดยไม่ต้องคิดให้เสียเวลามือที่ถือคทาอยู่ก็จัดการตวัดหลังคาไม้ขึ้นจนมันกระเด็นไปไกลเผยให้เห็นเด็กน้อยวัยสองเดือนถูกห่ออย่างดีด้วยผ้าสีแดงเนื้อหนา หน้าตาน่ารักแม้จะดูขะมุกขะมอมด้วยเขม่าควันกำลังเบะร้องอย่างน่าสงสาร เอลลิคเห็นดังนั้นก็วางคทาลงใช้สองมือผลักสิ่งกีดขวางให้พ้นทางก่อนจะอุ้มเด็กน้อยขึ้นอย่างทะนุถนอม เอ่ยเสียงปลอบอ่อนโยนจนเด็กน้อยเริ่มเงียบ ชายหนุ่มยิ้มขึ้นเมื่อเห็นเจ้าตัวเล็กสงบลงทว่าขณะที่เขากำลังลุกขึ้นตั้งใจว่าจะพาเด็กคนนั้นกลับไปในตอนนั้นเองที่เขารู้สึกได้ถึงไอเวทของเวทย้ายที่ลอยวนอยู่เบื้องหลัง
เอลลิคหันขวับมือขวาคว้าคทามากระชับมั่นในขณะที่มือซ้ายยังอุ้มทารกน้อยไว้ในอ้อมแขนทว่าคนที่ยืนเด่นอยู่ตรงหน้ากลับเป็นเพียงเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ใบหน้าขาวสะอาดออกจะเรียกได้ว่างดงาม ผมสีดำยาวถูกรวบไว้อย่างลวกๆทางด้านหลัง นัยน์ตาสีดำสนิทที่จ้องตอบมานั้นก็ดูงดงามราวกับทะเลดวงดาวยามราตรีไร้จันทร์..
ท่ามกลางความเงียบที่เกิดขึ้น ตาสีน้ำเงินของเอลลิคหรี่ลงจ้องมองคนตรงหน้าไม่กระพริบแบบเตรียมรับทุกสถานการณ์ไม่ว่าเด็กหนุ่มที่เห็นจะเป็นมิตรหรือ.. ศัตรู
"เจ้าเป็นใครกัน!"
/////////////////////////////////////////////////
ย้อนกลับไปก่อนหน้า.. ณ ห้องโถงกลางภายในประภาคาร
"นายดูอะไรอยู่หรือมาคอน" เทรซถามขึ้นเมื่อเจ้าตัวเดินมาถึงห้องโถงกลางและเห็นมาคอนกับอิเรียสยืนดูอะไรบางอย่างจากโอ่งหินใบใหญ่กลางห้องที่บรรจุน้ำไว้เต็มโดยมีลูกน้องอยู่สิบกว่าคนยืนล้อมรอบๆคล้ายจะอารักขา
มาคอนไม่ตอบเพียงกวักมือเรียกเทรซให้เข้าไปใกล้และทันทีที่ชายหนุ่มเข้าไปถึงระยะเอื้อมถึงท่อนแขนแข็งแรงก็ตวัดกอดคอชายหนุ่มให้เข้าไปยืนใกล้ๆพร้อมกับออกแรงโน้มคอเทรซเข้าไปเกือบประชิดกับโอ่งหิน
"ดูสิ" มาคอนเชื้อเชิญด้วยเสียงรื่นรมย์ เทรซจึงเพ่งมองลงไปในน้ำตามที่หัวหน้าโจรบอกและสิ่งที่เห็นก็ทำเอาชายหนุ่มนิ่งแข็งพูดไม่ออก
นี่มัน..
"ไงล่ะ..หึหึ ถึงไม่มีเสียงแต่แค่เห็นหน้าทุกทรมานของพวกมันข้าก็เหมือนกับได้ยินเสียงร้องน่าเวทนาดังก้องอยู่ในหัวของข้าเชียวนะ" คำพูดเต็มไปด้วยกระแสความสนุกนั้นแทบอยากทำให้เทรซหันกลับไปกระชากลิ้นของมันออกมาตัดเป็นท่อนๆนัก แต่ด้วยหน้าที่ที่มีทำให้เขาจำต้องข่มใจแล้วมองภาพหมู่บ้านตรงหน้าค่อยๆถูกเผาไหม้ไปเรื่อยๆโดยที่พวกชาวบ้านไม่อาจหนีเอาชีวิตรอดได้เลย
ทั้งไม่อาจดับไฟนรกนั่นและไม่อาจหนีออกมาจากบ้านของตนได้..
ทำไม??
ชายหนุ่มกวาดตามองไปทั่วและเริ่มเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่าง
"ที่ไฟเหล่านั้นจู่ๆก็ผลุดขึ้นมาจากความว่างเปล่าได้เพราะมันเป็นไฟเวทไงล่ะ" อยู่ๆอิเรียสก็พูดขึ้นมาโดยนั่นเป็นคำตอบของคำถามในใจเขาพอดีทำให้เทรซสะบัดหน้าขึ้นมอง
คนๆนี้อ่านใจได้งั้นหรือ
"ท่านคงจะคิดว่าข้าอ่านใจท่านได้" อิเรียสพูดต่อและนั่นทำให้เทรซมองเขาอย่างระวังมากขึ้น
อิเรียสยิ้มให้เล็กน้อยก่อนว่า "ข้าไม่จำเป็นต้องอ่านใจในเมื่อสีหน้าท่านแสดงความสงสัยออกมาชัดขนาดนั้น"
คราวนี้เป็นเทรซที่ยิ้มขึ้นบ้างแม้ภายในจะเริ่มรู้สึกหวาดหวั่นอย่างประหลาดเมื่ออยู่ต่อหน้าดวงตาสีน้ำตาลล้ำลึกคู่นั้นก็ตาม "นายพูดแบบนี้ก็หมายความว่าไม่ปฏิเสธว่าอ่านใจคนได้สินะ"
"เรื่องนั้นแล้วแต่ท่านจะคิดเถอะ..เทรซ" และก่อนที่จะเกิดสงครามฝีปากของสองหนุ่มที่มาคอนยกให้เป็นมือซ้ายและขวาของตนภาพที่ปรากฏในน้ำกลับสั่นไหวอย่างรุนแรงจนทั้งสามต้องหันกลับไปดูอย่างตั้งใจอีกครั้ง
ภาพที่เห็นนั้นคือเกราะเวทสีดำที่ถูกสายพลังสีฟ้ากระแทกจนแตกเป็นเสี่ยงตามมาด้วยสายฝนเวทที่เกิดจากการแตกตัวของพลังเวทสีฟ้านั่น สายฝนที่พรั่งพรมกำลังดับไฟร้อนจนมอดดับไป
มาคอนผิวปากวืดมองอิเรียสยิ้มๆเหมือนเจอของสนุก ขณะที่อิเรียสซึ่งสีหน้าไม่เปลี่ยนแต่รอบข้างกลับสัมผัสได้ถึงพลังบางอย่างที่หมุนวนราวกับเจ้าตัวไม่พอใจ
"ไงอิเรียสมีคนทำลายมนต์เจ้าได้ด้วยนะ" มาคอนว่าขึ้น
"นั่นสิครับท่าจะเป็นคนที่มีพลังเวทสูงพอตัว" สิ้นคำของอิเรียสบนผิวน้ำก็ปรากฏคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่รู้ว่าหายวับมาจากที่ใดและผู้ที่นำหน้าคณะนั้นมาก็ดูเหมือนจะเป็นจอมเวทเสียด้วย
"อาฮะ.. คงไม่ใช่เจ้านี่หรอกนะที่เป็นคนทำลายเวทของเจ้าน่ะอิเรียส"
"ผมเองก็ไม่ทราบครับท่านหัวหน้าแต่ดูท่าทางคนๆนี้ก็น่าจะมีเวทสูงอยู่พอตัว"
"หึหึ นั่นสินะ ไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถย้ายคนถึงห้าสิบคนมาพร้อมกันในทีเดียวเช่นนี้ได้หรอก" ว่าเสร็จก็หันไปมองอิเรียสที่จ้องเอลลิคในน้ำไม่วางตา
"ว่าไงเจ้าอยากจะไปประลองกับเจ้านั่นหน่อยมั้ยล่ะ"
อิเรียสได้ยินหัวหน้าตัวเองพูดแบบนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะยิ้มให้น้อยๆ
"ข้าว่าไม่ดีกว่า" ก่อนจะเบือนสายตาไปยังเทรซ "เพราะดูท่าเทรซเองก็อยากประมือกับท่านผู้นั้นอยู่เหมือนกัน" และประโยคนี้เองที่ฉุดเทรซออกมาจากภาพฉาย ความรู้สึกตกใจแทรกลึกเข้าสมองดีที่เจ้าตัวกดมันไว้ได้ทันไม่ได้แสดงออกมาขณะเงยหน้าขึ้นมองอิเรียส
"อืม..ก็ดีเหมือนกัน งั้นเทรซ..ข้าให้เจ้าจัดการ"
และโดยไม่ได้ตั้งตัวแสงสีดำจากมืออิเรียสก็พุ่งวูบเข้าตัวเด็กหนุ่มครึ่งเลือดปีศาจแบบไม่ให้เขามีโอกาสทักท้วงใดๆ
คลื่นลมรอบตัวปั่นป่วน รู้สึกได้ถึงร่างกายที่กำลังถูกดูดเข้าหลุมดำมืดและในนาทีต่อมาความรู้สึกเหมือนถูกผลักออกจากห้วงมิติก็ตามมาติดๆพร้อมกับสัมผัสมั่นคงของพื้นดินใต้ฝ่าเท้าแต่ยังไม่ทันให้เทรซได้ตั้งตัวใดๆเสียงเหี้ยมเกรียมของชายคนหนึ่งก็ดังขึ้นเบื้องหน้า
"เจ้าเป็นใครกัน!" เสียงนั้นดังขึ้นทันทีที่สายตาของเทรซชินกับแสงสว่างและแล้วใบหน้าของคนที่ทรงคทาอยู่ตรงหน้าก็ทำเอาดวงตาสีดำเบิกขึ้นแต่ก็เพียงเล็กน้อยแทบมองไม่เห็น
ตกใจที่ถูกจับมาสู้แบบไม่ทันตั้งตัว..
แต่ที่ตกใจยิ่งกว่าก็คือ..คู่ต่อสู้เป็นคนๆนี้!!
เอลลิค เฮลรอส!!
ทำไมถึงซวยแบบนี้นะ..
เทรซคิดกลุ้มๆกับตัวเอง
ราชองครักษ์นักเวทอันดับหนึ่ง!!
เทรซแหงนหน้าขึ้นมองฟ้าราวกับจะมองให้เห็นเจ้าตัวดีที่บังอาจส่งเขามาโดยไม่ขอความเห็นก่อนจะก้มลงมองคู่ต่อสู้ฝีมือฉกาจตรงหน้าอีกครั้ง
ต้องสู้!! เพราะหากไม่สู้ความลับของเขาก็จะแตกและตราบใดที่ยังไม่รู้ที่ซ่อนตัวประกัน ตราบใดที่ยังหาทางเข้าไปกำจัดกลุ่มกองโจรที่แฝงเร้นในประภาคารนั้นไม่ได้เขาจะให้ความลับนี้พังไม่ได้เป็นอันขาด
แต่หากเขาสู้..
ดวงตาสีนิลมองประเมินนักเวทแห่งราชสำนักอีกครั้ง
คนตรงหน้าไม่รู้ว่าเขาเป็นใครหากการต่อสู้เริ่มขึ้นคงไม่แคล้วหวังเอาชีวิต แค่ดูตาคู่นั้นเทรซก็รู้แล้วว่าความแค้นสุมอยู่ในนั้นมากมายเพียงไร
ตาของเด็กหนุ่มเลื่อนลงจับอยู่ที่ทารกน้อยในอ้อมแขนของเอลลิคแทน
หากสู้กันอาจบาดเจ็บทั้งสองฝ่ายและดีไม่ดีเด็กคนนั้นอาจโดนลูกหลง
อุตส่าห์รอดชีวิตแล้ว..ใครจะยอมให้มาตายเพราะเรื่องแบบนี้กัน!!
แต่ว่า..
แล้วแบบนี้เขาจะสู้ยังไงดีล่ะ!!
////////////////////////////////////////////////////////////////////
เอาไปเลยค่ะ 20 หน้า A4 เหอๆ หลังจากที่หายไปนานแค่นี้มันน้อยไปมั้ยหว่า
เอาเถอะ ว่าแล้วก็รีบชะแวบไปพิมพ์ต่อดีฝ่า
ฮิฮิ
RayGuard
1/1/2007
ปล. สวัสดีปีใหม่นะคะทุกๆคน
ความคิดเห็น
แล้วมาอัพเพิ่มอีกนะคะ
PS. สวัสดีปีหมู...Mi$Uno...
มาแล้ว หลังจากรอมานาน คุ้มจริงๆที่รอ ฉลองปีใหม่เลยนะนี่
อัพๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
จะเป็นไงต่อเนี่ยลุ้นๆ
โอ้ ยาวได้ใจมากเลยค่ะท่าน ของขวัญปีใหม่รึเปล่า ยัยวาลีนกับเฟรเดอริกนั่นเป็นคู่ขากันแหง หมั่นไส้ยัยวาลีน โอ้แล้วยัยนี่เคยคิดจะแต่งงานกับคาโลด้วยเรอะ เหอๆๆๆ รีบมาต่อนะท่าน
PS. มาเยี่ยมกันบ้างน๊า http://my.dek-d.com/redkop/story/view.php?id=179692
สนุกค่ะ
PS. คำชมเป็นของหวาน คำวิจารณ์เปนยาขม แต่หากไม่รู้จักความขม ไหนเลยจะซาบซึ้งความหวานได้เต็มที่
สวัสดีปีใหม่ฮะ ท่านอัล
เอาล่ะฮะ เริ่มงานกันเลยดีกว่า
(กลายเป็นงานไปแล้วแฮะ)
เนื้อเรื่องขมวดปมไว้ค่อนข้างจะใช้ได้แล้วฮะ
แต่ระวังไว้นะฮะ เพราะดูเหมือนตอนนี้จะขมวดปมไว้เยอะมาก
ระวังจะลืมแก้มันออกตอนท้าย
คำผิดยังไม่เห็นนะฮะ
เอ้อ ว่าจะท้วงอีกหน่อย เกือบลืม
ไอ้เอลริคนั่นมันอยู่ในกองทัพไม่ใช่เหรอฮะ
ทำไมกะอีแค่ศพไม่เกรียม(ขออภัยที่ใช้คำแบบนี้)
ถ้ามันอยู่ในกองทัพจริงมันต้องเคยเห็นยิ่งกว่านี้สิ
ทำไมมันถึงต้องคลื่นไส้ด้วย
มันแก่แล้วด้วยนา(อายุเกินเราเรานับแก่หมด)
ไม่น่าจะไม่เคยเห็น เว้นแต่ท่านจะบอกว่ามันเพิ่งเข้ามาได้สามวัน
แต่ก็ไม่น่าใช่อีก เพราะบอกยอดฝีมือนี่
มันต้องมีบทบาทในกองทัพมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว
เอาล่ะฮะ หมดจากจุดนี้ก็ไม่น่ามีอะไร
เอาเป็นว่าปีใหม่นี้ก็ขอให้อัลมีความสุขมาๆ
คิดอะไรได้สิ่งนั้น และแต่งเรื่องนี้ลื่นๆนะฮะ
แล้วจะมาท้วงตอนต่อไปให้ฮะ
(เพราะดูเหมือนกันจะเป็นงานประจำไปแล้ว)
ยาวดีฮับตอนนี้ ชอบๆ
หนุกมากๆเลย จาติดตามอ่านต่อนะฮับ
เหอๆ ตอนนี้ยาวสุดๆ ได้ใจมากจริงๆเลยท่านเรย์ สงสารเทรซ ถ้าเจอคาโลก็โชคดีไปนะ แต่นี่.... อ๊ากกก ว่าแล้วก็อยากอ่านต่อมากๆ
โอ้วโหวววล์...ยาวได้ใจมากมาย ชอบๆๆ
สนุกมากๆตื่นเต้นด้วย แล้วเทรซจะทำอย่างไรต่อไปล่ะเนี่ย แย่แล้วๆๆ
ตอนอ่านฉากวาลีนนะ แบบว่าจิตนาการภาพออกเลย ประมาณตัวร้ายละครน้ำเน่าๆบางเรื่อง สวยๆ เก่งๆ ร้ายๆ หยิ่งๆ
เอาเป็นว่ามาอัพไวๆนะ ลุ้นจะแย่อยู่แล้วอ่ะจ้ะ ไปละ บ๊ายบายฮะ
สวัสดีปีใหม่จ้า ขอให้เป็นปีที่ดี มีแต่ความสุขนะ
สนุกมากมายเหมือนเดิม แต่จบแบบนี้ เรียกว่าหยุดลมหายใจคนอ่านเลยนะ
หยุดรอตอนต่อไปไง
ท่านมาต่อเร็ว ๆ นะคะ ><"
เม้นท์สองตอนรวด
ชอบหน้ากากของเฟรินมากมายมาย >.<" ว่าแต่เทรซซี่จะทำเช่นไร?
ว่าแต่เมื่อไหร่คาโลจะกลับมาหาเฟริน T^T
PS. ...สายลม กรีดกาย พัดโผย ปรายโปรย ความสุข สุขี โอบอุ้ม ความทุกข์ ด้วยชีวี เสรี ล่องลอย เรื่อยไป...สายลม มิอาจ หยุดพัด แม้จัก ไม่มีใคร เห็นค่า คงอยู่ หากไร้ กายา ชะตา ถูกกำหนด กฎเกณฑ์...
กะ
กะ
กรี๊ด !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
ท่านเรย์อัพด่วน
ค้างคามากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
PS. ขอให้ความบ้าบารามอสจงอยู่คู่เรา อาเมน
งะ
อัพต่อเลยท่านอัล ค้างคาสุดๆ อยากอ่านต่อ
ตอนนี้สนุกดีค่ะ รู้สึกมันจะซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ
วาลีน ลูคก็ไม่ช่ายย่อยขนาดพ่อตัวเองยังไม่เว้น แล้วยัยวาลีนมีแผนไรอีก
อัพๆๆ คิลจะไปช่วยคาโลทันไหม อัพๆๆ-*-
เมื่อไหร่จะอัพพพ อยากอ่านต่อใจจะขาดดด
PS. มาเยี่ยมกันบ้างน๊า http://my.dek-d.com/redkop/story/view.php?id=179692
เมื่อไรจะอัพต่อค่ะพี่อัล อัพแล้วไปบอกเฟียร์ด้วยนะ (อความารีนเองนะ ) อย่าลืมนะคะรออ่านอยู่
PS. ขอเชิญทุกท่านเข้าสู่มหานครอันยิ่งใหญ่ mooncaretear ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับเรื่องราวนี้ หม่อมฉัน เฟียร์ร่า ยินดีที่ได้พบทุกท่าน อย่าลืมบันทึกเป็น My favourite นะเพคะ
ตอนนี้เนเน่ค่อนข้างยุ่งค่ะ งานเป็นกระบุง พอมีเวลาว่างก็อยากนอน เอ๊ย อยากพักผ่อน (นอนมันดูขี้เกียจไปหน่อย...แต่ก็เป็นความจริง)
นิยายเนเน่ตอนนี้เนเน่ก็ไม่ได้แต่งต่อค่ะ โยนให้น้องสาวช่วย โทษฐานปากเสีย กล่าวหาพี่สาวแสนดีว่าไม่มีความรับผิดชอบ (แทงใจดำไปหน่อย รับไม่ได้) แต่ก็มีช่วยบ้างค่ะ
อ้อ.. แล้วเบิร์ดเดย์ย้อนหลังนะคะ ขอให้อัลจังมีความสุข สมหวังๆอั่งเปาๆ (เกี่ยวไร) ขอให้ได้แฟนเพอร์เฟคเหมือนคาโล ย้ำ! ว่าแค่เหมือนนะคะ ส่วนคาโลของเนเน่คนเดียว (คอมเม้นต์นี้โดนแจ้งลบชัวร์)
แหะๆ เลยมาซะหลายวัน อุตส่าห์ว่าจะไม่ลืมนะเนี่ย เพราะอัลจังเกิดวันเดียวกับแฟนเนเน่ แต่นั่นแหล่ะ แม้แต่แฟน เนเน่ยังลืม!!