บทเพลงที่ 18 ผู้ทรยศ
หลังจากการเดินทางอย่างต่อเนื่องแบบไม่รีบร้อนนักเป็นเวลากว่าห้าวัน กลุ่มโจรดีมันก็ได้เคลื่อนพลมาถึงฐานที่มั่นใหม่ตามที่มาคอนได้ว่าไว้ซึ่งก็เป็นเวลาที่ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีดำพอดี
ตรงหน้าของเทรซตอนนี้คือประภาคารสูงใหญ่สีเทาหม่นซึ่งแวดล้อมด้วยหอคอยสูงไล่หลั่นกันไปอย่างงดงาม สิ่งปลูกสร้างใหญ่โตตรงหน้าคือวังหลวงเก่าหรือที่ประทับขององค์กษัตริย์แห่งคาโนวาลสมัยคราวครั้งสงครามศักดิ์สิทธิ์เมื่อราวๆหลายร้อยกว่าปีก่อนที่เจ้าเอวิเดสได้ใช้ดาบผ่าปฐพีแบ่งแยกพื้นพิภพออกเป็นสองฝั่ง
เทรซแหงนหน้าขึ้นมองยอดสูงของประภาคารที่โผล่พ้นออกมาจากหลังกำแพงกว้างสุดสายตาด้วยจิตใจครุ่นคิด ชายหนุ่มกะไว้แล้วว่าฐานใหม่ของพวกดีมันอาจจะเป็นที่นี่แต่อีกใจหนึ่งเขาก็หวังให้มันไม่ใช่ ก็ในเมื่อพระราชวังหลวงเก่าเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของเมืองคาโนวาลที่กษัตริย์สมัยก่อนใช้เป็นศูนย์บัญชาการใหญ่ด้วยเพราะอยู่ที่สูง อีกทั้งยังแวดล้อมด้วยแม่น้ำสายใหญ่และกั้นด้วยป่าทึบอีกชั้นหนึ่งซึ่งเหมาะแก่การดักซุ่มเป็นยิ่งนักทำให้ยากแก่การบุก ส่วนเรื่องการจะปิดล้อมยิ่งเป็นเรื่องยากใหญ่เพราะเมืองโฮรันถือเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ จะว่าอุดมสมบูรณ์ที่สุดในคาโนวาลเลยก็ว่าได้และความอุดมนั้นยังรวมไปถึงภายในกำแพงกว้างของพระราชวังหลวงเองอีกด้วย
นอกจากนี้ภายในกำแพงตรงหน้ายังเต็มไปด้วยบ้านเรือนของประชาชน มีเขตการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์มากมายแบ่งเอาไว้เป็นสัดส่วนสวยงามและลงตัว ดังนั้นการคิดจะตั้งกองกำลังปิดล้อมจนคนในเมืองขาดอาหารนั้น เหล่าข้าศึกที่คิดจะปิดล้อมเองนั่นล่ะที่จะขาดเสบียงตายกันเสียก่อนอีกทั้งอาจโดนซุ่มโจมตีจากในป่าตัดทางขนส่งกำลังรบและเสบียงอีกต่างหาก
ด้วยเหตุนี้เองพระราชวังหลวงเก่าจึงถือเป็นปราการที่แข็งแกร่งทั้งการรุกและตั้งรับยากจะหาทางตีแตก แต่หลังจากที่คาโนวาลได้ขยายดินแดนออกไปอย่างกว้างขวางจนกลายเป็นดินแดนที่ใหญ่เป็นอันดับสองดั่งทุกวันนี้ ทางเหล่าเสนาบดีจึงได้รวมตัวกันกราบทูลให้มีการโยกย้ายเมืองหลวงมาตั้งในที่ใหม่ซึ่งก็คือเมืองหลวงในปัจจุบันเพื่อง่ายต่อการปกครองและดูแลเพราะอยู่ ณ ใจกลางอาณาเขตแผ่นดินคาโนวาลพอดี หลังจากนั้นจึงได้มีการสั่งปิดตัวประภาคารไปพร้อมกับหอคอยน้อยใหญ่ในนั้นและอณุรักษ์ไว้เป็นอนุสรณ์สถานแทนแต่บ้านเรือนของประชาชนที่อาศัยอยู่ในรั้วกำแพงวังก็ยังคงให้อาศัยกันไปแบบนั้น ต่อมาจึงได้มีการสั่งให้สร้างจวนผู้ว่าการขึ้นโดยมอบหมายให้เคฟเป็นผู้ดูแลเมืองนับแต่บัดนั้น
ว่าไปแล้วเขตพระราชวังหลวงเก่าจะให้เปรียบก็เป็นเสมือนเมืองขนาดย่อมๆเลยก็ว่าได้หรือจะเรียกว่าเป็นเมืองที่ซ้อนอยู่ในเมืองโฮรันอีกทีก็ไม่ผิดแปลกไปนักเพราะเมื่อลองดูจากแผนที่ทางการทหารแล้วจะเห็นเป็นเช่นนั้นจริงๆ
และนี่เองที่ทำให้มาคอนคิดจะยึดที่นี่เพื่อใช้เป็นฐานที่มั่นในการแยกตัวและสร้างประเทศใหม่..
/////////////////////////////////////////////////////////////
เมื่อคณะของมาคอนทั้งหมดเดินมาหยุดอยู่ที่แม่น้ำสายใหญ่ไหลเชี่ยวที่พาดตัวกั้นรอบกำแพงวังแล้ว ทันใดนั้นมาคอนก็หยิบกระบอกไม้ไผ่ออกมาจากในสาบเสื้อ มือที่ถือกระบอกไม้ของมาคอนยกขึ้นสูงก่อนจะใช้นิ้วโป้งกดลงบนสลักด้านข้างกระบอกไม้ไผ่เบาๆ
เปลวไฟสีส้มสลับฟ้าประทุขึ้นไปเป็นสายสู่ท้องฟ้าก่อนจะหยุดลง ในอีกอึดใจถัดมาจู่ๆบนกำแพงที่เมื่อครู่ยังไร้ซึ่งวี่แววของสิ่งมีชีวิตใดๆกลับเริ่มเคลื่อนไหว ความมืดถูกแทนที่ด้วยแสงสว่างจากคบเพลิงไฟสีส้มที่ไหวระริกอยู่ในเชิงเทิน เพียงไม่นานหลังจากความเคลื่อนไหวทุกอย่างหยุดนิ่งเสียงลั่นแกร็กๆเบาๆก็เล็ดลอดออกมาจากกำแพงเบื้องหน้าก่อนจะตามมาด้วยเสียงครืดคราดของกลไกและโซ่เหล็ก
กำแพงสีเทาหม่นค่อยๆเคลื่อนตัวลงช้าๆ เอียงลงมาราวกับจะทอดตัวเป็นสะพานเพื่อใช้ข้ามลำน้ำไหลเชี่ยว ในตอนนี้เองที่เทรซได้เห็นว่าแท้จริงแล้วกำแพงที่เขาคิดว่าเป็นอิฐก่อเรียบสีเทาที่มองไม่เห็นทั้งทางเข้าและออกความจริงแล้วมีประตูที่ทำจากไม้หนาแต่ทำเรียนแบบอิฐรอบด้านได้อย่างแนบเนียนนักจนมองไม่ออกและบัดนี้ประตูนั้นก็ทอดตัวเป็นสะพานข้ามแม่น้ำอยู่แทบเท้าของเขาแล้ว
มาคอนส่งสัญญาณให้ทุกคนเดินตามตนเข้าไป เสียงล้อเกวียนบดลงบนพื้นพร้อมกับเสียงคุยจ๊อกแจ๊กของเหล่าโจรจึงดังขึ้นมาอีกครั้ง..
//////////////////////////////////////////////////////////////
ภาพที่ฉายอยู่ด้านหลังกำแพงนั่นช่างต่างจากที่เทรซคิดเอาไว้มากนักเพราะบ้านเมืองที่เห็นยังดูสงบ บ้านทุกหลังต่างปิดไฟมืดสนิทแต่ประสาทสัมผัสอันแหลมคมของเทรซรู้ดีว่าทุกๆหลังยังมีคนอยู่ภายในและคนเหล่านั้นไม่ใช่พวกโจรดีมันแต่อย่างใด
รอบบริเวณไม่มีพื้นที่ใดเลยที่เสียหายราวกับที่นี่ไม่มีการสู้รบหรือต่อต้านเกิดขึ้นซึ่งต่างกับหมู่บ้านเล็กๆโดยรอบนอกกำแพงวังที่เขาเห็นมาอย่างสิ้นเชิง ดูราวกับกำแพงวังหลวงเก่าแห่งนี้เปิดตัวต้อนรับเหล่ากองโจรดีมันเองกระนั้น
คิ้วเรียวขมวดมุ่นเข้าด้วยกันอย่างขบคิด
มันหมายความว่าอย่างไรกัน..
และโดยไม่ต้องเค้นสมองให้นานนักเมื่อคำบอกเล่าและข้อสันนิฐานของคาโลแล่นเข้ามาในสมอง
เป็นแบบที่ฝ่าบาทคาดการณ์ไว้สินะ..
ในขณะที่เทรซกำลังคิดคำนึงถึงสิ่งที่ตนรู้มาตอนนั้นเองเสียงกีบเท้าม้าหลายเสียงก็ดังขึ้น
“หัวหน้า!!” เสียงผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่คุ้นหูในความคิดของเทรซดังขึ้น ชายหนุ่มจึงเสตาขึ้นมองและเห็นชายฉกรรจ์หลายนายนั่งอยู่บนหลังม้าพ่วงพีที่ควบตะบึงมาอย่างเร็ว
“ไงอิเรียสสำเร็จจนได้นะ” มาคอนก้าวออกไปข้างหน้าสองก้าวก่อนจะพูดขึ้นกับชายร่างเล็กผิวคล้ำที่ขี่ม้าซ้อนท้ายชายที่ตะโกนเรียกมาคอนเมื่อครู่
หน้าตาของอิเรียสราวกับเด็กหนุ่มรุ่นๆสิบห้า เขามีผมสีน้ำตาลเข้มและแววตาสีเดียวกันที่ฉายแววล้ำลึกแต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกเลื่อนลอยพิกล ดวงตานั้นจ้องสบกับมาคอนชั่วครู่หนึ่งโดยไม่มีเสียงทักตอบ ไม่มีรอยยิ้ม ก่อนดวงหน้าอ่อนเยาว์จะเบือนไปมองคนไม่คุ้นหน้าอย่างเทรซแทน
มาคอนมองตามสายตาของอิเรียสก่อนจะเดินเข้าไปหาเทรซแล้วตบมือลงบนไหล่ของชายหนุ่ม
“เจ้านี่ชื่อเทรซ จะมาเข้ากลุ่มของเราตั้งแต่บัดนี้” มาคอนว่าเสียงดังเหมือนจะให้ทุกคนในที่นั้นได้ยินพร้อมกัน “และจะมาเป็นมือขวาของข้า” สิ้นคำนั้นเหล่าผู้มาใหม่บนหลังม้าก็ต่างส่งเสียงฮือฮากันทันทียกเว้นแต่เด็กหนุ่มนามอิเรียสที่ยังคงนิ่งเช่นเดิม ดวงตาสีขุ่นจ้องมองเทรซอย่างพินิจบางสิ่ง และถ้าเทรซมองไม่ผิดเขาเห็นอะไรบางอย่างในแววตาที่แสนจะเฉยชานั่น
แววตา..ที่ต่างจากดีมันคนอื่นๆอย่างสิ้นเชิง
“ท่านมาคอน..” นั่นคือเสียงแรกที่หลุดจากปากของอิเรียส เด็กหนุ่มรีบเรียกมาคอนไว้ก่อนเมื่อเห็นหัวหน้าของตนทำท่าจะแนะนำพวกเขาให้เทรซรู้จัก “เรื่องแนะนำตัวเอาไว้กลับถึงที่พักก่อนเถอะครับ” เด็กหนุ่มว่าน้ำเสียงเลื่อนลอยพร้อมกับบอกให้คนคุมม้าที่ตัวเองนั่งชักม้าบ่ายหน้ากลับไปทางประภาคาร “โปรดตามข้ามา” อิเรียสบอกเบาๆก่อนจะสั่งให้ชายตัวใหญ่ผู้กุมบังเหียนอยู่ข้างหน้าตนชักม้าออกไป
มาคอนไม่ได้เอ่ยว่าอะไรกับท่าทางนั้นเลยสักนิด เขาเพียงเดินตรงไปยังม้าสีดำสนิทประเปรียวที่ไม่มีคนขี่ก่อนจะเหวี่ยงกายขึ้นค่อมพร้อมรับสายบังเหียนจากลูกน้องที่เป็นคนจูงมาแล้วสั่งให้เทรซขี่ม้าตัวเดียวกับเขากลับไป
//////////////////////////////////////////////////////////////
ทางด้านคาโลที่เดินทางมาถึงชายแดนเมืองมิลเลีย เมืองทางตอนใต้ของคาโนวาลที่ติดกับเมืองโฮรันมากที่สุดโดยมีสองราชองครักษ์คนสนิทเมราสและเอลริคกับรองเสนาบดีกลาโหมเจราส แม่ทัพใหญ่อีกสองนายและทิฟฟอน ผู้ว่าการประจำเมืองมิลเลียที่เพิ่งจะเจอกันเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนคอยติดตามอยู่ไม่ห่าง
นัยน์เนตรคมกริบสีฟ้าสดทอดมองจากยอดเขาสูงลงไปยังตัวเมืองโฮรันรอบนอก มองเห็นซึ่งความพินาศของซากหมู่บ้านตามรายทาง พื้นที่บางส่วนย่อยยับด้วยอะไรบางอย่างจนเป็นหลุมบ่อกว้างราวกับมีอุกาบาตลูกโตหล่นใส่ก่อนจะเคลื่อนสายตาผ่านป่าทึบที่เห็นอยู่ไกลๆเลยไปยังแม่น้ำสายหลักเข้าสู่รั้วกำแพงสูงใหญ่ของวังหลวงเก่าตัวเมืองแท้จริงหรือปราการด่านสุดท้ายของเมืองโฮรันด้วยสายตากรุ่นด้วยเพลิงบางอย่างแต่ความสงบนิ่งที่ฉายอยู่ภายนอกก็ทำให้เหล่าผู้ติดตามเดาใจเจ้าเหนือหัวของตนไม่ออก
เจราสเห็นคาโลทอดมองตัวประภาคารสูงนั่นอยู่เนินนานจึงได้ขยับกายเข้าไปใกล้ก่อนจะเปรยถามเสียงเบาให้พอแค่ได้ยินกันสองคน
“หลานจะเอายังไง” เมื่อเห็นคาโลยังนิ่งสายตามองตรงไปยังจุดเดิมจึงเอ่ยต่อ “ถ้าหลานคิดจะบุกเข้าไปตอนนี้ทางเราสามารถจัดทัพให้พร้อมได้ภายในครึ่งชั่วโมง
คาโลนิ่งต่อไปเป็นครู่ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคง
“ยังก่อน” ชายหนุ่มว่าสายตาไม่ได้ละออกจากภาพที่มอง “เราต้องรอเวลา”
“เวลาหรือ” ผู้มีศักดิ์เป็นลุงทวนถามด้วยเสียงฉงนก่อนคำพูดต่อมาของคาโลจะเรียกสีหน้าสื่อถึงความไม่เข้าใจของเจราสฉายชัด
“จนกว่าสายลมจะพัดผ่านอีกครั้ง เรา..จะไม่เคลื่อนไหว”
/////////////////////////////////////////////////////////
เสียงเฮฮารื่นเริงของพวกโจรยังดังลั่นไม่หยุดเพื่อฉลองความสำเร็จในการยึดเมืองและเป็นการจัดงานต้อนรับหัวหน้าอย่างมาคอนไปพร้อมๆกัน
ข้าวยาปลาปิ้งถูกยกออกมาครั้งแล้วครั้งเล่าไม่ได้ขาดมือเหล่าโจรที่นั่งกระจัดกระจายกันตามสบายในห้องโถงกลางบนชั้นห้าของประภาคารด้วยฝีมือหญิงสาวหน้าแฉล้มหลายนางซึ่งแต่ละคนดูท่าจะมีอายุไม่เกินยี่สิบห้าปี
คงเป็นหญิงสาวจากหมู่บ้านที่ถูกจับมา..
เทรซคิดขณะทอดมองภาพตรงหน้าอย่างไม่ชอบใจเมื่อเห็นผู้หญิงเหล่านั้นถูกโจรสวะลวนลาม ใบหน้าของพวกหล่อนเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและคราบน้ำตาแต่ก็ไม่กล้าดิ้นรนขัดขืน เทรซได้แต่มองและพยายามข่มอารมณ์คุกรุ่นของตนลงเพื่อไม่ให้มาคอนที่นั่งอยู่ข้างๆผิดสังเกตทว่าอาการที่เขาเก็บไว้ได้อย่างมิดชิดกลับถูกจับจ้องด้วยสายตาของคนๆหนึ่ง
อิเรียส..
ชายคนนี้จ้องมองเขาไม่วางตาตั้งแต่กลับมา ถึงแม้ปากจะไม่พูดแต่เทรซกลับรู้สึกว่าอิเรียสรู้ว่าเขาเป็นใคร
ตาสีนิลกาลของเทรซเหลือบมองคนที่ตนคิดและเห็นว่าสายตาของอิเรียสก็กำลังมองมาที่เขาเช่นกัน
“ท่านไม่สนุกหรือ..เทรซ” อิเรียสถามเสียงเฉื่อยอย่างไม่ใคร่ใสใจรอบข้างก่อนจะยกเหล้าดีกรีแรงขึ้นจิบ คำถามของอิเรียสเรียกมาคอนให้หันกลับมามองเทรซได้เป็นอย่างดี เทรซยิ้มให้คนทั้งคู่นิดๆพลางตอบกลับเรียบๆไม่ให้เป็นที่สงสัย
“ใครว่าล่ะ ฉันแค่ไม่ค่อยชอบที่ที่วุ่นวาย..” พูดพร้อมกับพยักเพยิกไปทางพวกโจรที่กำลังเมามายได้ที่และเริ่มเอะอะโวยวายกัน “แบบนี้ต่างหาก”
มาคอนหัวเราะ หึหึ กับคำตอบ “งั้นเจ้าก็ไปพักซะสิ ห้องหับเยอะแยะอยากได้ห้องไหนก็เลือกเอา” เมื่อได้รับคำอนุญาตแบบนี้เทรซมีหรือจะปฏิเสธ เจ้าตัวอยากจะออกจากที่ตรงนี้ตั้งแต่แรกอยู่แล้วหากไม่ติดตาสีเข้มของอิเรียสคอยจ้องจับกิริยาเขาอยู่ทุกฝีก้าวล่ะก็
“ถ้างั้นฉันขอตัวก่อน” เทรซว่ายิ้มๆ กระดกเหล้าหมดแก้วแล้วลุกขึ้น “ชักอยากจะพักแล้วเหมือนกัน” เทรซกล่าวลามาคอนกับอิเรียสอีกเล็กน้อยก่อนจะเดินออกจากห้องไปโดยมีดวงตาโตๆของอิเรียสมองตามไปตลอดทาง
//////////////////////////////////////////////////////////
ทางเดินที่ทอดอยู่ด้านหน้านั้นมืดมิดมีเพียงแสงจันทร์ที่รอดผ่านช่องลมเข้ามาเท่านั้นที่คอยส่องไม่ให้คนเดินสะดุด
เทรซเดินไปเงียบๆบนทางนั่นอย่างครุ่นคิด
ที่มาของอิเรียส..
ชายคนนั้นเป็นใคร..
นี่คือสิ่งที่เทรซคิด เขาจับไม่ได้ถึงท่าทีไม่เป็นมิตรของอีกฝ่ายแต่สายตาล้ำลึกนั้นก็ทำให้เขาไม่อาจไว้ใจอิเรียสได้เช่นกัน เขารู้สึกว่าอิเรียสไม่เหมือนคนอื่นๆในดีมันแต่อิเรียสก็ดูจะกลมกลืนกับสมุนโจรได้ดีเหลือเกิน ที่สำคัญชายคนนั้นรู้รึยังว่าเขาเป็นใคร ถ้ารู้ทำไมถึงไม่บอกมาคอน และถ้าไม่รู้ทำไมถึงต้องจับจ้องเขาด้วยสายตาเช่นนั้นมันไม่เหมือนกับสายตาจับผิดแบบไม่ไว้ใจแต่เป็นสายตาแบบอื่นที่เขาก็อธิบายไม่ถูกเช่นกัน รู้แต่ว่า..สายตาแบบนั้นช่างอันตรายเหลือเกิน
เทรซคิดไปเรื่อยจนไม่ทันดูว่าเขากำลังเดินไปที่ไหน ร่างสูงก้าวไปจนสุดทางมืด เดินลงบันไดวนไปเรื่อยๆจนมาหยุดอยู่ที่ห้องประตูเหล็กห้องหนึ่งที่สุดทางบันได เทรซชะงักเท้ากวาดสายตามองไปรอบๆอย่างคนเพิ่งรู้ตัว กำแพงอิฐที่ขนาบบันไดเป็นสีเทาโทรมๆ กลิ่นเหม็นอับน้อยๆตรงแตะจมูก ตามมุมผนังเต็มไปด้วยหยากไย่ เทรซขมวดคิ้วเข้าด้วยกัน
เขาอยู่ที่ไหนล่ะนี่..
มือเอื้อมออกหวังเปิดประตูเหล็กหนาทึบทว่า
กึง!!
มันล็อค!!
แต่เสียงฝ่ามือกระทบประตูเหล็กเมื่อครู่กำลังทำให้บางสิ่งบางอย่างที่อยู่หลังประตูเคลื่อนไหว เทรซแนบหูลงกับประตูเหล็กหนาและได้ยินเสียงคล้ายโซ่ครูดไปกับพื้นดังลอดออกมา
อะไรอยู่ในนั้น..
และไม่ต้องรอให้เทรซสงสัยนานนัก เสียงแหบๆเหมือนคนขาดน้ำมาหลายวันก็ดังลอดออกมาจากอีกฝากของประตู
“ไอ้พวกชั่ว!! ฉันจะฆ่าแก!!” เสียงนั้นตวาดก้องพร้อมกับเสียงโซ่ลั่นกราวก่อนจะตามมาด้วยเสียงทุบประตูปั้งๆไม่ขาดระยะจากโทสะเจ้าของเสียง
เทรซฟังเสียงด่าทอที่ส่งมาให้เขาอยู่พักหนึ่งจนจับใจความบางอย่างได้เลาๆและเพื่อทดสอบว่าสิ่งที่ตนคิดเป็นจริงหรือไม่เสียงทุ้มนุ่มๆของเทรซเลยหลุดออกไป
“เคฟ” เป็นคำสั้นๆคำเดียวแถมยังเป็นเสียงระดับปกติไม่ได้ตะโกนอะไรแต่กลับหยุดความบ้านคลั่งของชายด้านหลังประตูได้ชะงัดนัก
เทรซยิ้มให้กับตัวเอง “ท่านคือเคฟสินะ” เสียงนั้นยังไม่ตอบกลับ “ผู้ว่าการเมืองโฮรัน เคฟ เฟเวอร์”
“เจ้าเป็นใครกัน” เสียงแหบห้าวหลังกำแพงตอบกลับมาเพราะเสียงของเทรซเป็นเสียงที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน
เทรซยิ้มน้อยๆพลางว่าต่ออย่างไม่สนใจจะตอบคำถาม “ท่านยังไม่ตายหรือนี่..ช่างน่าอัศจรรย์นัก”
“ข้าถามว่าเจ้าเป็นใคร” เสียงนั้นตวาดตอบกลับมาอีกครั้ง “เจ้าอิเรียสส่งแก่มาหรือไง”
“ฉันเป็นใครคงจะบอกท่านตอนนี้ไม่ได้ท่านเคฟ” เทรซว่าเรียบๆแบบไม่คิดจะเท้าความเรื่องตัวเองให้มากนัก ยิ่งกับคนที่ไม่แน่ว่าเป็นมิตรแท้จริงรึเปล่าตรงหน้าด้วย “รู้แต่ว่าฉันไม่คิดที่จะทำอะไรท่านก็แล้วกัน”
เคฟเงียบไปเขาไม่รู้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังประตูเป็นใคร ตลอดหลายวันมานี้เขาถูกขังอยู่ในห้องมืดมิดนี่ไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน และคนที่เข้ามาหาเขาก็มีแต่อิเรียสเลขาของเขาเท่านั้น
อิเรียสจะมาหาเขาวันละครั้งมาพูดสิ่งน่ารังเกียจที่มันทำไปแต่ละวันให้เขาฟังจนเขาแทบอยากจะกระโดดออกไปฆ่ามันทันทีถ้าเขาทำได้ เขาไม่น่าไว้ใจมันตั้งแต่แรกเลยเพราะเขาไม่คิดว่าคนที่อิวาน ลูคแนะนำจะเป็นแบบนี้ไม่งั้นคงไม่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น
“หมายความว่าเจ้าไม่ใช่พวกเดียวกับอิเรียสงั้นหรือ” เคฟถามเพื่อความแน่ใจเมื่อจับได้ถึงความเป็นมิตรในน้ำเสียงของอีกฝ่าย
“ไม่เชิง..เพราะตอนนี้ฉันเป็นหนึ่งในกองโจรดีมัน” คำตอบของเทรซเรียกเสียงสบถ คำด่าทอจากเคฟได้อีกครั้งพร้อมกับปิดท้ายด้วยการไล่แต่เทรซก็ยังใจเย็นพอจะยืนฟังจนเคฟหยุดด่าไปเพราะความเหนื่อยชายหนุ่มถึงได้เอ่ยปากถามสิ่งที่ตัวเองอยากรู้ต่อ
“ท่านช่วยเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่นี่ให้ฉันฟังหน่อยจะได้มั้ย” เคฟที่ได้ฟังเสร็จถึงกลับสบถพรืดกับความไม่รู้ร้อนหนาวของคู่สนทนาหรือจะเรียกว่าด้านรึเปล่าก็ไม่รู้ขนาดเขาสาปส่งไล่แล้วยังไม่ไปแถมพูดคุยต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก
เคฟหายใจเข้าลึกสะกดอารมณ์พลางนับหนึ่งถึงสิบในใจก่อนจะตอบคำถามเร็วๆแบบกะไล่เสียงปริศนาอีกฝากประตูให้ไปพ้นๆ
เทรซตั้งใจฟังสิ่งที่เคฟเล่าพร้อมกับหลับตาลงใช้ความสามารถที่ติดมากับสายเลือดของตนพิสูจน์ว่าคนตรงหน้าพูดจริงและค้นเอาสิ่งที่เคฟไม่ยอมพูดออกมาด้วย
การอ่านใจนั้นไม่ใช่จะทำกันได้ง่ายๆเพราะคนที่เราจะอ่านใจต้องมีสภาวะจิตที่ด้อยกว่าและถ้าหากคนๆนั้นยังแข็งขืนก็ต้องใช้คำถามนำในการช่วยขุดคุ้ยสิ่งที่เราอยากรู้ออกมา
ในกรณีของเคฟนี่ก็เช่นกัน สภาพร่างกายของผู้ว่าการเมืองอ่อนล้าจากการขาดน้ำและอาหารทำให้สภาพจิตใจแปรปรวนเมื่อบวกกับคำถามนำของเทรซทำให้เขาสามารถอ่านใจคนตรงหน้าได้ทะลุปรุโปร่ง
ความจริงเทรซไม่ชอบใช้ความสามารถพิเศษอันนี้นักด้วยเพราะชายหนุ่มเห็นว่ามันเป็นการละเมิดสิทธิของคนเหล่านั้น แต่เหตุผลที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใดก็คือการใช้พลังอ่านใจเป็นการสิ้นเปลืองพลังกายอย่างมาก อีกทั้งการที่ต้องแบกรับความนึกคิดของผู้คนที่ประดังกันเข้ามาก็เป็นการสร้างภาระให้แก่ร่างกายของตนเองเป็นอย่างยิ่ง นี่ยังต้องนับรวมถึงเรื่องที่ว่าเขาไม่ใช่สายเลือดแท้ของชนเผ่ามายาด้วย ดังนั้นข้อจำกัดทั้งหลายแหล่เหล่านี้จึงทำให้เทรซสามารถใช้พลังอ่านใจผู้อื่นได้เพียงวันละสี่ครั้งเท่านั้น (ส่วนทริเซียที่มีพลังอำนาจน้อยกว่าสามารถทำได้เพียงวันละสองครั้ง) ทั้งนี้ยังต้องเป็นการอ่านใจคนเพียงคนเดียว กล่าวคือในรัศมีการใช้พลังนั้นมีคนอื่นนอกจากตนเองเพียงคนเดียวเท่านั้นจึงจะไม่เป็นอันตรายเพราะยิ่งใช้พลังอยู่ในคนหมู่มากมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นอันตรายต่อผู้ใช้เองมากขึ้นเท่านั้น
ใบหน้าอ่อนเยาว์เริ่มเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อเมื่อระยะเวลาผ่านไปนานพอควร ตอนนี้เขารู้แล้วว่าอิเรียสเป็นคนที่อิวาน ลูคพามาแนะนำให้เคฟเมื่อหลายเดือนก่อนและอิเรียสนี่ล่ะที่เป็นสายให้กับกองโจรช่วยเอาคนในหมู่บ้านที่พวกดีมันจับมามาขังไว้ในประภาคารด้วยทางลับโดยไม่ให้เคฟรู้และยังทำเรื่องหลายๆอย่างในการช่วยเหลือเหล่าโจร ทั้งการหลบนี้ ทั้งแอบคอยส่งเสบียงด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอิวาน ลูคมีส่วนรู้เห็นด้วยทั้งหมด รวมทั้งยังมีเงินสนับสนุนจากมัลคัสเสนาบดีกรมคลังอีก ทว่าถึงเคฟจะรู้ทุกอย่างจากคำบอกเล่าอย่างสะใจของอิเรียสแต่เจ้าตัวกลับไม่มีหลักฐานใดๆให้เขาเลยแม้แต่อย่างเดียว
เดี๋ยวนะ.. เล่าอย่างสะใจหรือ??
ทำไมอิเรียสถึงไม่ฆ่าเคฟ ทำไมถึงต้องเก็บไว้แล้วคอยเล่าสิ่งต่างๆให้ฟังเหมือนแค่อยากทรมานเคฟให้เจ็บใจเล่นเท่านั้นเล่า
ทันทีที่เขาคิดจะถามต่อไปทว่าเสียงตุบๆเหมือนฝีเท้าคนเดินลงมาตามบันไดวนก็ทำให้เทรซชะงัก ชายหนุ่มรีบบอกให้เคฟเงียบทางกระแสจิตพลางเงี่ยหูฟังเสียงที่ดังขึ้นเรื่อยๆ เคฟเองก็ใช่ว่าจะเป็นคนโง่ จากสิ่งที่เทรซทำกับเขาในเวลากว่าสองชั่วโมงที่ผ่านมาก็ทำให้เคฟออกจะมั่นใจว่าเทรซไม่ใช่พวกดีมันอย่างปากพูด เจ้าตัวจึงเลือกที่จะเงียบตามคำบอกและตอนนั้นเองเสียงฝีเท้านั่นก็ดังเข้าหูของเคฟเช่นกัน
“แก..อิเรียส” เคฟกัดฟันกรอดเขาจำได้ดีถึงเสียงฝีเท้าที่น่ารังเกียจของมัน
เทรซหันขวับไปทางบันได เสียงฝีเท้าดังชัดขึ้นทุกทีๆ เขาควรรีบไปเสียเดียวนี้ก่อนที่ร่างนั้นจะโผล่มาเห็นเขาเข้า
เทรซหันกลับไปเผชิญหน้ากับประตูเหล็กอีกครั้งก่อนจะส่งกระแสจิตบอกเคฟอย่างรีบเร่งแล้วหายตัวออกไปจากตรงนั้นทันที
‘อย่าพูดเรื่องที่ฉันมาที่นี่เพื่อตัวของท่านและพวกเรา’
คำพูดสุดท้ายที่เทรซทิ้งไว้พร้อมๆกับเคฟที่เต็มใจปฏิบัติตามเป็นอย่างยิ่ง
‘พวกเรา’ อย่างนั้นหรือ.. เสียงปริศนานั่นคงเป็นคนของฝ่าบาทสินะ
เคฟยิ้มให้กับความหวังที่ตนคิดและปรารถนาให้เป็นก่อนจะสวมบทอาละวาดเหมือนทุกทีเพื่อไม่ให้อิเรียสผิดสังเกต
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////
มาต่อให้แล้วค่ะหลังจากหายไปนานมากๆๆๆๆๆๆๆๆ
ยุ่งมากค่ะตั้งแต่ฝึกงานก็ตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อตตลอด เพิ่งจะว่างก็วันนี้ แล้วก็เพิ่งจะได้มีเวลาเล่นเน็ตเต็มที่ก็วันนี้แหละ
TOT น่าเศร้า..
ยังไงก็อ่านต่อให้สนุกนะคะ
ปล. นิคคุงบอกว่ามันแปลกๆ เหอๆ ตรงไหนหว่า ถ้าเป็นนิสัยตัวละครละก็อย่าไปพูดถึงมันเล้ยยยยยยยยย เพราะหลุดกันหมดตั้งแต่เริ่มเรื่องแล้วล่ะเจ้าค่ะ หึหึ แต่ถ้าเป็นเนื้อเรื่อง TOT หากไม่สนุกก็ขออำไพ กระซิกๆ
ยังไงอ่านแล้วบอกความเห็นด้วยนะคะ อยากรู้ว่าเป็นไงอ่ะ ดำเนินเรื่องช้าไป เร็วไป ไม่หนุก เอื่อย ยังไงก็บอกได้ค่ะ จะปรับปรุงนะ
ปลล. วันนี้บายก่อนนะคะ
แล้วเจอกันใหม่ในเร็ววัน ฮิฮิ บ๊ายบาย
RayGuard
2/12/2006
ความคิดเห็น
สู้ๆต่อไป....เราจะเป็นกำลังใจให้น่ะค่ะ
พยายามเข้าน้าาาา....
เลขชอบเจ้าค่ะ
อิอิ
(เลขวันเกิดคาโล ฮุๆ)
อัพด่วนเจ้าค่ะ
PS. ขอให้ความบ้าบารามอสจงอยู่คู่เรา อาเมน
ต่อๆ อะ อยากรู้ว่าต่อไปจะเป็นไงอะ
Up Quick Please
PS. http://my.dek-d.com/apple_ka/story/view.php?id=112660 http://my.dek-d.com/apple_ka/story/view.php?id=161934
รอบนี้มาอัพช้าๆ จังเลย รอตั้งนานแน่ะ อิอิ ขอต่อว่าหน่อยเถอะ ตอนต่อไปก็รีบมาอัพนะจ๊ะ
อ่า..เจ้าค่ะ ตอนต่อไปรอเเป็นวันเสาร์ตอนเย็นย่ำหน่อยน้าเจ้าค้า..ฮิฮิ
แอบอาจารย์เล่นในห้องเรียนเลยนะนี่
ไปล่ะเจ้าค่ะ
บ๊าบบาย
RayGuard
PS. Ray..... ขอแสงสว่างจงส่องนำทาง......
ดีจร้า ไม่ได้เจอตั้งนานเนอะ คิดทิ๊งคิดถึง หุหุ เรียนหนักมากๆเลยหรอ กำลังเรียนอะไรอยู่อ่ะ บอกได้ป่ะ อยากรู้ๆๆ^^
ก้อตอนนี้ก้อสนุกดี ตื่นเต้นๆๆ อยากอ่านตอนหน้าไวๆจัง มาอัพตรงเวลานะ ห้ามเลท ฮึ่ม!!
แล้วเจอกัน ไปนะคับ บั๊ยบาย */ :: ^3^
แต่ไม่เป็นไร เข้าใจว่าเรียนหนัก งานยุ่ง
ก็จะเข้ามาเยื่ยเรื่อยๆ นะ ถ้าเจียดเวลาได้ ก็อย่าลืมมาอัพให้นะ
หนุกสุดๆๆเลยค่ะท่านอัล คิดถึงมากเลยกว่าจะมาอัพเปนกำลังใจให้ค่ะ
ง่าง่า อ่านในหน้า writer มีถึงแค่บทที่ 14 เองง่า แล้วพอมาอ่านในได มันเป็นบทที่19แล้วอ่ะ บทก่อนหน้านั้นหายไปไหนอ่ะ อยากอ่าน ประมาณว่ากะลังสนุกแล้วมันขาดตอน <มันขัดใจค้า> ไปอัพในหน้า writer ด้วยน้าค้า สู้เค้าน้า...RayGuard