บทเพลงที่ 17 ประชุม.. ออกรบ..
"ทำแบบนี้ไม่ได้" อำมาตย์เดวอนร้องค้านขึ้นกลางห้องโถงประชุมใหญ่ในวังหลวงที่ประกอบด้วยโต๊ะใหญ่ตัวยาวสร้างขึ้นจากไม้ชั้นดีสลักลายวิจิตรลงลักษณ์ทองงดงาม เก้าอี้หลายสิบตัวที่ขนาบเต็มสองข้างของความยาวนั้นเต็มไปด้วยเสนาบดีชั้นสูงของฝ่ายต่างๆรวมไปถึงอำมาตย์และเหล่าแม่ทัพโดยมีคาโล..กษัตริย์สูงสุดแห่งคาโนวาลนั่งอยู่บนบัลลังก์สูง ณ หัวโต๊ะ
คำค้านของเดวอนยังคงดังอย่างต่อเนื่อง "ยังไงเสียความปลอดภัยของฝ่าบาทก็เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง อีกอย่าง..แม่ทัพใหญ่ของเราที่เก่งกล้าสามารถยังมีอีกมากมาย เหตุใดท่านถึงได้รีบด่วนสรุปให้ฝ่าบาททรงออกนำทัพเช่นนี้ มันไม่ถูกต้อง" สายตาไม่พอใจมุ่งเป้าไปยังเสนาอิเมจิสที่เสนอให้คาโลเป็นคนนำทัพออกรบเมื่อครู่
"ใจเย็นก่อนท่านอำมาตย์" อิเมจิสกล่าวอย่างใจเย็น "เรามีเหตุผลที่ทูลขอฝ่าบาทเช่นนั้น" อิเมจิสว่าก่อนจะหันหน้าไปทางคาโลที่นั่งฟังการถกเถียงของเหล่าเสนาอำมาตย์ทั้งหลายอย่างสงบโดยไม่ได้เอ่ยคำใด
"ทูลฝ่าบาท เนื่องจากเมืองโฮรันเคยเป็นเมืองหลวงเก่าอีกทั้งเป็นจุดยุทธศาสตร์ การที่ถูกพวกโจรถ่อยยึดไปได้เช่นนี้ไม่เป็นการดีต่อทางเราเป็นอย่างยิ่งด้วยเหตุนี้หม่อมฉันจึงใคร่ขอทูลเกล้าให้พระองค์โปรดทรงเสด็จออกนำทัพกวาดล้างพวกมันให้สิ้นเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแด่เหล่าทหารกล้าพระเจ้าค่ะ.."
เรื่องมันเริ่มขึ้นเมื่อรุ่งสาง..หลังจากที่หน่วยข่าวกรองกลับมารายงานสถานการณ์ด่วนอันชวนตระหนกว่าเมื่อโฮรันถูกพวกโจรร้ายยึดไปได้โดยสมบูรณ์แล้วเมื่อสี่วันก่อน..การประชุมเร่งด่วนนี้จึงเกิดขึ้น
เหล่าข้าราชบริพานต่างถกเถียงกันหน้าดำคร่ำเครียดซึ่งมันยังคงดำเนินต่อไป มีทั้งผู้คัดค้านและสนับสนุนครึ่งต่อครึ่ง ต่างก็อ้างเหตุผลของตนมาลบล้างเหตุผลของอีกฝ่าย เอ่ยถึงผลได้ผลเสียมากมายที่จะตามมา
จากพระอาทิตย์ขึ้นกลายเป็นบ่ายคล้อย..จนกระทั่งแสงสีส้มฉาบท้องฟ้า ในที่สุดคนที่เงียบฟังมานานอย่าง เฟรเดอริก เสนาบดีกลาโหมก็กล่าวแทรกขึ้นด้วยรอยยิ้มสุภาพแต่แฝงไว้ด้วยเล่ห์กล
"จริงอยู่ว่าการที่ฝ่าบาทออกรบนั้นเป็นการเสี่ยงอันตรายซึ่งมันก็เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ของสนามรบ"
"นี่ท่าน!!"
"ฟังก่อนท่านเสนาโอมาน" เฟรเดอริกพูดด้วยเสียงสุภาพแต่สำหรับโอมานและพวกฝ่ายค้านแล้วกลับรู้สึกว่าเสียงนั้นช่างน่ารังเกียจนัก
เฟรเดอริกยิ้มน้อยพลางเอ่ยต่อ "การที่เมืองหลวงเก่าอย่างโฮรันถูกยึดไปได้นั้นเป็นการประกาศกลายๆถึงความไร้สามารถของกองทัพ" พวกเหล่าแม่ทัพต่างตวัดตามองด้วยสายตาไม่พอใจแต่เจ้าตัวคนพูดทำราวกับไม่รู้สึก "อีกอย่างแม่ทัพใหญ่อย่างอัสวานที่ดูแลอยู่ทางใต้บัดนี้ก็ไม่รู้ชะตา แม่ทัพใหญ่ที่ได้รับการกล่าวขานว่าแข็งแกร่งที่สุดในสี่กองธง" พูดถึงตรงนี้ใบหน้าของเสนาบดีกลาโหมแย้มรอยยิ้มเยาะ "แบบนี้แล้วขวัญกำลังใจของทหารเล่าจะไปเหลือหรือท่านลองไตร่ตรองดูสิ.."
พวกเสนาโอมานกับอำมาตย์เดวอนรวมไปถึงแม่ทัพหลายนายต่างได้แต่กัดฟันกรอดเจ็บใจ ส่วนเจราสที่นั่งอยู่ใกล้ๆกับเฟรเดอริกก็หรี่สายตามองคนพูดด้วยความรู้สึกไม่ต่างกัน
"การจะเรียกขวัญกำลังใจของทหารให้กลับคืนมาจำเป็นต้องใช้ยอดแม่ทัพผู้เก่งกล้าและมากล้นซึ่งสติปัญญาและในที่นี้เราก็ไม่เห็นจะมีใครที่ดีพร้อมไปมากกว่าฝ่าบาท" รอยยิ้มกระตุกขึ้นบนริมฝีปากของเฟรเดอริกไม่จางหายราวจะประกาศว่าอย่างไรเสียเขาคือผู้ชนะ "กษัตริย์แห่งคาโนวาลคือกษัตริย์นักรบ สมรภูมิก็เปรียบดั่งเวทีประกาศศักดิ์ดาและด้วยพระปรีชาสามารถของพระองค์การจะยึดเมืองโฮรันคืนไม่ใช่เรื่องยากเลยมิใช่หรือ" ตาสีม่วงอมเทาตวัดกวาดมองทุกคนในห้องโถงประชุม "หรือพวกท่านจะปฏิเสธ"
สิ้นเสียงความเงียบเข้าครอบงำทันใดแต่ภายในใจนั้นฝ่ายผู้คัดค้านกำลังเดือดดาลถึงที่สุด ต่างคนต่างตระโกนสาปแช่งต่างๆนาๆด้วยความเจ็บใจด้วยร่วงรู้ถึงเจตนาอันไม่บริสุทธิ์ของอีกฝ่าย ผิดกลับฝ่ายสนับสนุนเฟรเดอริกที่ยิ้มกว้างมีชัยภายในรู้สึกลิงโลดยิ่ง
เสนาอิเมจัสได้ทีรีบทูลต่อ "การปล่อยให้เหตุการณ์ร้ายเช่นนี้ดำเนินต่อไปพวกกองโจรดีมันคงไม่แคล้วกำลังหัวเราะเยาะและคิดดูหมิ่นราชวงศ์หาว่าเกรงกลัวพวกมันเป็นแน่ ดังนั้นเราควรจะดำเนินการขั้นเด็ดขาดและขอทูลเชิญฝ่าบาทเป็นผู้นำทัพเพื่อเรียกขวัญเหล่าทหารคืนซึ่งควรทำเป็นสิ่งแรกและด่วนที่สุดเมื่อแม่ทัพอัสวานหายไปเช่นนี้"
"แต่ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไรก็ตาม.." เฟรเดอริกพูดขึ้นอีกครั้งตามองไปที่คาโลที่ยังคงเงียบฟัง "สุดท้ายแล้วก็คงต้องถามความเห็นชอบจากพระองค์"
คำพูดของเสนาบดีกลาโหมเรียกสายตาทุกคู่ให้มองตรงไปยังเจ้าเหนือหัวได้แทบจะพร้อมเพรียงเพื่อรอฟังข้อสรุปของเรื่องที่ถกเถียงกันในวันนี้
ตาสีฟ้าที่มองตรงไปยังเหล่าข้าราชบริพานนั้นยังคงความนิ่งดุจมหาสมุทรที่มิอาจมีผู้ใดจะหยั่งรู้ถึงความคิด อีกทั้งความสุขุมนุ่มลึกยังคงแผ่ออกมาให้สัมผัส ใบหน้าของคาโลยังคงเรียบเฉยไม่ยี่หละขณะเอ่ยคำที่ทำเอาเหล่าฝ่ายค้านการออกรบถอนหายใจอย่างหนักหน่วง
"ได้" น้ำคำที่เอ่ยหนักแน่น
"เราจะออกรบ"
รอยยิ้มกว้างของฝ่ายเฟรเดอริกฉายชัดผิดกลับด้านฝ่ายเจราสที่ตีหน้าเครียด
////////////////////////////////////////////////////////////
เสียงเปิดประตูดังขึ้นแผ่วเบา ห้องนอนกว้างมืดมิดมีเพียงแสงสลัวจากดวงจันทร์ที่ส่องรอดให้เห็นสิ่งต่างๆได้เพียงลางๆเท่านั้นแต่เจ้าของห้องไม่คิดใส่ใจ คาโลสาวเท้าก้าวเข้ามาในห้องท่ามกลางความมืดก่อนจะเดินตรงไปหน้ากระจก มือแกร่งเอื้อมขึ้นปลดเสื้อคลุมหวังจะเอาพาดไว้กับราวด้านข้างแต่ยังไม่ทันที่เสื้อจะหลุดออกจากบ่ากว้างมือเรียวเล็กของใครบางคนทางด้านหลังก็ยื่นมาช่วยถอดออกให้แล้วนำไปพาดไว้กับราวไม้สลักเสียเอง
"ได้ยินว่านายจะออกรบ" เจ้าของร่างบางในเงามืดถามขึ้นขณะที่ยืนหันหลังให้ชายหนุ่มมือยังไม่ล่ะจากเสื้อคลุมตัวโต
"อืม.." คาโลตอบเพียงสั้นๆ ความเงียบเข้าครอบคลุมทั้งคู่แต่แล้วเฟรินกลับหันมา สายตามุ่งมั่นเปล่งประกายภายใต้แสงจันทร์
"เฟริน" คาโลเหมือนจะเอ่ยอะไรแต่เฟรินกลับพูดดักไว้ก่อน
"ตามที่สัญญาไว้ นายห้ามเป็นอะไรไปเด็ดขาด ไม่งั้นฉันเองก็จะไม่อยู่เฉยเหมือนกัน" น้ำเสียงขณะเอ่ยคำเด็ดขาดยิ่งนักจนคาโลต้องทอดถอนใจก่อนจะรั้งร่างของเธอเข้ามากอดเอาไว้แนบอกอย่างหวังจะจดจำทุกสัมผัสเพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่เขาจะได้มีโอกาสได้ทำแบบนี้อีก พลันแล้วสมองก็ไพร่คิดไปถึงเหตุการณ์ที่เป็นที่มาของคำสัญญาที่เฟรินว่า
ความจริงแล้วไม่ใช่ว่าเฟรินจะว่าง่ายยอมอยู่เฉยๆกับวังเหมือนที่ราชินีทั่วไปพึงทำหรอกนะแต่เพราะระหว่างพวกเขามีคำสัญญาที่ว่านี่อยู่ต่างหากเฟรินถึงยอมอยู่เฉยไม่รบเร้าขอตามไปสนามรบด้วยเหมือนทุกที
ถ้าจะให้พูดถึงคำสัญญาที่ว่านี่ก็ต้องย้อนกลับไปเมื่อสิบวันก่อน วันนั้น..วันเดียวกับที่คาโลได้พบแม่บังเกิดเกล้าของเขาอีกครั้งหลังจากไม่ได้เจอมานานและนั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะมีโอกาสได้พบ
ในตอนนั้น..
ร่างเปลือยเปล่าสองร่างภายใต้เสื้อคลุมตัวเดียวกัน ชายหนุ่มผู้ที่ใช้ร่างของตัวเองต่างหมอนชั้นดีกำลังนั่งพิงกำแพงดินเย็นเหยียบโดยมีร่างนุ่มนิ่มบอบบางนั่งพับเพียบกึ่งนอนอยู่เคียงข้างโดยใช้ไหล่กว้างของเขาแทนหมอนหนุน
มือแกร่งข้างหนึ่งกระชับร่างเล็กเข้าใกล้หวังขจัดความหนาวเย็น ฝ่ายหญิงเองก็ทำไม่ต่างกันนัก..แขนเรียวทั้งสองกอดรอบตัวชายหนุ่มแน่น
ท่ามกลางความเงียบที่ชวนให้อบอุ่นจู่ๆคาโลก็พูดขึ้น "มีเรื่องหนึ่งที่ฉันต้องบอกไว้ก่อน" คำเกริ่นเรียกใบหน้างามให้เงยขึ้นมอง
"มีอะไรงั้นหรือ" เฟรินถามเมื่อเริ่มสัมผัสได้ถึงความจริงจังในน้ำเสียงของอีกฝ่าย
"บางทีฉันอาจต้องออกรบ" คำพูดของชายหนุ่มเรียกความตื่นตระหนกฉายชัดบนใบหน้า เฟรินขมวดคิ้วแน่นดันตัวขึ้นนั่งพร้อมกับมองหน้าคาโลตรงๆ
"หมายความว่าไง นายจะไปรบกับใครงั้นหรือ" เฟรินถามอย่างใจไม่ดีนัก พวกเขาเพิ่งจะผ่านสงครามใหญ่มาได้ไม่ถึงเดือนดีเลยแล้วนี่มันอะไรกัน
คาโลมองหน้าเฟรินนิ่งก่อนเอ่ย "ฉันพูดว่าบางที..ไม่แน่ว่าจะต้องออกรบจริงเสมอไป"
"อย่ามาโยกโย้คาโล ให้นายลองได้พูดแบบนี้แสดงว่ามันมีความเป็นไปได้ แล้วตกลงนายจะไปรบกับใครกันแน่"
"พวกดีมัน"
"งั้นให้ฉัน.." เฟรินกำลังขอตามไปด้วยแต่แล้ว
"ไม่" คาโลพูดเสียงเฉียบขาด
"นายห้ามฉันไม่ได้" เฟรินโต้กลับ สีหน้างอง้ำก่อนจะเปลี่ยนเป็นอ่อนลง "แล้วอีกอย่าง..ฉันบอกนายไปแล้วว่าฉันจะไม่ทิ้งนายไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น"
คาโลยิ้มมองหน้าหญิงสาวด้วยสายตาอบอุ่นก่อนจะเอื้อมมือขึ้นแนบใบหน้าของเฟรินเบาๆ "ที่ให้ไปด้วยไม่ได้เพราะฉันมีเรื่องให้เธอทำ"
เฟรินแสดงสีหน้าแปลกใจแต่แล้วพอคาโลพูดถึงเรื่องที่เขาจะให้เฟรินทำจบหน้างามก็มุ่ยลงทันที
"ไม่เอา" เฟรินค้านแบบไม่ต้องคิด "เรื่องอะไรจะมาให้ฉันทำหน้าที่สำเร็จราชการแทนนาย ไหนจะต้องมานั่งตรวจฎีกาแล้วยังต้องมานั่งฟังพวกตาแก่นั้นเถียงกันอีก น่าเบื่อตายชัก นายก็รู้ว่าฉันมันพวกความอดทนต่ำแค่ไหนแบบนี้จะให้ฉันทำเข้าไปได้ไงล่ะ" คำบ่นยืดยาวของสาวเจ้าเรียกคิ้วเรียวของชายหนุ่มขมวดเข้าหากันก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม
"ตอนเป็นเสธซ้ายก็ทำมาได้ตั้งสามปี"
"ก็เพราะงั้นน่ะสิ ฉันถึงได้รู้ซึ้งแล้วว่ามันน่าเบื่อ น่าอึดอัดขนาดไหน ยังไงก็ไม่เอาด้วยเด็ดขาด"
"ถือว่าฉันขอ"
"ไม่!! ไม่ว่านายจะว่ายังไงฉันก็ขอบอกคำเดียวว่า ไม่!!" เฟรินยืนยันเสียงหนัก
"แต่ฉันไว้ใจเธอคนเดียว เฟริน" คำพูดประโยคนี้ทำเอาอดีตหัวขโมยชะงัก "ถือว่าช่วยฉัน" คาโลหยุดคิดแป็บหนึ่งก่อนว่า "เสร็จงานนี้ฉันจะให้เธอขออะไรฉันก็ได้ข้อหนึ่ง" และคำพูดนี้ล่ะที่จุดประกายให้แก่ทายาทหัวขโมยนัก
"จริงนะ" น้ำเสียงตอบกลับลิงโลดยิ่งจนคาโลชักไม่แน่ใจแล้วว่าตัดสินใจผิดพลาดหรือไม่
ตาสีฟ้าจ้องใบหน้าที่ดูก็รู้ว่าเจ้าตัวกำลังคิดอะไรแผลงๆอยู่อย่างหนักใจแต่ก็เอ่ยยืนยัน "กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ"
"ตกลง แต่นายต้องรับปากฉันเรื่องนึง" เฟรินว่าต่อสีหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจังไม่เหลือเค้าสนุกอยู่เลย
คาโลพยักหน้าน้อยๆเฟรินจึงพูดขึ้น "นายต้องรับปากฉันว่าจะไม่ทำอะไรเกินตัว..ห้ามคิดบ้าๆประมาณเอาตัวเป็นเหยื่อล่อเหมือนที่นายชอบทำหรือเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงโดยไม่จำเป็นเด็ดขาด ถ้าหากฉันรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับนายฉันจะไม่อยู่เฉย โอเคมั้ย" จบด้วยคำถาม ตาจ้องเอาคำตอบอย่างคาดคั้น
"ฉันสัญญา"
//////////////////////////////////////////////////////////
"นายสัญญาแล้วห้ามคืนคำล่ะ" เฟรินพูดขึ้นท่ามกลางความเงียบ ใบหน้างามยังซบอยู่กับอกกว้าง คาโลไม่ได้ตอบอะไรแต่มือที่กำลังลูบเส้นผมละเอียดของเธออยู่ก็ทำให้เฟรินรู้ว่าเขาได้ยิน
"เฟริน" คาโลเรียกเบาๆก่อนจะดันร่างบางออก สายตาจับจ้องไปยังสายสร้อยใสสีเงินที่ไร้ตัวจี้ห้อยที่คล้องอยู่รอบลำคอของหญิงสาว เห็นแบบนั้นมือก็ยกขึ้นสัมผัส
เฟรินมองตามมือนั่นอย่างฉงนก่อนถาม "มีอะไรหรอ"
คาโลมองอย่างเลื่อนลอยก่อนว่า "ฉันเพิ่งสังเกตว่าเธอไม่เคยถอด" สิ้นเสียง เฟรินก็หน้าจับสีนิดๆ ไม่อยากพูดว่าที่ไม่ถอดสร้อยนี่ออกก็เพราะคนตรงหน้าเป็นคนให้นั่นล่ะแม้ว่าตอนนี้มันจะเป็นสร้อยที่ไร้จี้แล้วก็ตาม
"อยากได้เส้นใหม่รึเปล่า" คาโลถามเบาๆใบหน้ายิ้มแย้มเพราะอ่านความคิดของเฟรินออกจากสีหน้า
"ไม่ต้องหรอก นายก็รู้ว่าฉันไม่ชอบใส่เครื่องประดับแบบพวกผู้หญิง" เฟรินว่าเขินๆ หลบสายตาของชายหนุ่ม
"ไม่อยากได้จริงๆหรือไม่อยากถอดเส้นนี้ออกกันแน่ เฟริน" คาโลว่าเสียงกลั้วหัวเราะเร่งความร้อนฉีดขึ้นหน้าหญิงสาวเมื่ออีกฝ่ายเอ่ยเหมือนรู้ทัน
เฟรินสะบัดหน้ากลับมามองก่อนจะตีสีหน้ากวนอารมณ์แบบไม่อยากยอมแพ้ "เปล่าสักหน่อย ถ้านายอยากให้นักก็ขอแบบแพงๆหน่อยแล้วกัน อย่าให้แพ้ไอ้โคตรเพชรจากหุบเขาหัวกะโหลกล่ะ"
คาโลยิ้มรับ มือที่สัมผัสอยู่ที่สร้อยตรงอกของเฟรินเปล่งแสง เฟรินสัมผัสได้ถึงความเย็นวาบที่เกิดขึ้นในพริบตาก่อนจะหายไปเหลือแต่ความเย็นสบายที่ประทับอยู่กับผิวเนื้อแทน
เฟรินก้มลงมอง คาโลละมือออก ดอกเกล็ดหิมะดอกเล็กสีเงินใสวาบวับก็ปรากฏแก่สายตา
"อันนี้..ดีว่าเพชรนั่นเยอะ จริงมั้ย" คาโลถามเบาๆ
เฟรินเงยหน้าที่จับสีระเรื่อขึ้นมอง มือยังจับอยู่ที่จี้ห้อย ก่อนจะรีบพูดแก้เขิน "บ้าหรอ ไอ้เนี่ยมันจะดีกว่าเพชรจริงได้ไง เพิ่งรู้นะว่าคนคาโนวาล..ขี้งก" คำพูดเชิงต่อว่าแต่คนฟังไม่นึกโกรธ
"ดีกว่าสิ.." คาโลแย้งต่อ "เพราะจี้นี่สร้างขึ้นจากเวทของฉัน"
คาโลรวบตัวเฟรินเข้ามากอดอีกครั้งเกยคางลงบนผมนุ่ม "ฉันจะได้ปกป้องเธอได้ตลอดเวลา" เฟรินรับฟังคำนั้นอย่างอบอุ่นแม้จะไม่รู้ถึงความนัยที่แฝงอยู่ในประโยคนั้นก็ตาม
คาโลกระชับอ้อมแขนแน่นขึ้น "ขอฉันอยู่แบบนี้อีกสักพักเถอะนะ"
เฟรินไม่ตอบแต่ริมฝีปากงามกลับแย้มยิ้มกว้าง มือบางละออกจากจี้ห้อยแล้วสวมกอดร่างของชายหนุ่มแทนคำตอบ
แม้ราตรีข้างหน้าจะเกิดสิ่งใด..
แต่พวกเขาจะคงอยู่ในใจของกันและกัน..ตลอดไป
////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
เฟรินใช้สร้อยของคาโลเปลืองเนอะว่ามั้ย
เส้นแรก..ไข่มุกแสงจันทร์ ใช้ตอนช่วยชีวิตเฟรินตอนปีสอง
เส้นสอง..เส้นที่ให้ตอนของแต่งงาน (ในบทเพลงที่ 1) ใช้ชุบชีวิตเฟรินตอนตาย (ในบทเพลงที่ 7)
และเส้นที่สาม..เส้นนี้ มันจะอยู่รอดไปถึงตอนไหนกันนะ ฮิฮุ
ปล. คนอ่านลดลงอีกแย้ว TOT เพราะเราชอบดองสินะ (รู้แต่ไม่ยอมปรับปรุง TOT)
ปลล. T3T
RayGuard
21/10/2006
ความคิดเห็น
บอกตามตรงนะคะว่าไม่ค่อยชอบอ่านเรื่องสงครามนัก เพราะไม่ว่าจะแพ้หรือชนะก็มีการสูญเสียเกิดขึ้นทุกครั้ง
แต่ตราบใดที่คาโลและเฟรินปลอดภัยอันนี้ยอมรับได้ (หวังว่าทั้ง 2 คนจะปลอดภัยนะคะ อันนี้ขู่แกมบังคับ)
ตอนนี้ออกเครียดๆนะค่ะ
ขออย่าคาโลเป็นอะไรเลยนะค่ะ
(ถ้าคาโลเป็นอะไร ไปบอมบ์ย้านท่านเรย์ เอ้ย!!ล้อเล่นค่ะ)
ถ้าทำจริง ก็อดอ่านต่อสิค่ะ = =a
พวกขุนนางโฉดคิดจะทำอะไรกันน่ะ งั้นคาโลกะเฟรินต้องแยกจากกันอีกแล้ว
สนุกดีค่ะ อ่านแล้วอยากรู้ตอนต่อไปเร็วๆ จัง
สนุกค่ะ มาอัฟบ่อยๆนะค่ะ
สนุกมากๆเล๊ย >_<
มาอัพเร็วๆนะคะ จะรอนะ ^O^
สู้ๆ ^^v
ท่านอย่าบอกเรื่องสร้อยเส้นที่สามเป็นลางสิ T T
เห็นลางเศร้ามาแต่ไกล T T
คาโนวาลรวยอยู่แล้วแค่สร้อยไม่เป็นไรหรอกท่านอย่าทำให้คนอ่านคิดมากจิ ><
แง้ว อยากอ่านต่อแล้วค่ะ ^^
สนุกมาก ๆ เช่นเคย >O<
หวา... คาโลจะไปรบอีกแระ
สงสารจังเพิ่ง รบมาไม่ทันไร เฟรินหายบาดเจ็บแล้วหรือยัง
ฮือ ... ฮือ
กลับมาจากค่ายแล้วน้อออ..
อ่านจบแล้วนะ กำลังสนุกเลย อัพเถอะๆ อยากอ่านต่อ T_T
ลุ้นๆ..คาโลออกรบจะเป็นยังไง จะมีฉากคาโลพลาดท่าถูกทำร้าย แล้วเฟรินมาตามดูแลรึเป่าน้า(เริ่มคิดถึงนิยายน้ำเน่า เหอๆ)
อีกอย่าง..เฟรินมันจะขออะไรจากคาโลหนอ??
จะติดตามอ่านต่อไปเรื่อยๆ(ถึงแม้ว่าจะเม้นต์บ้างไม่เม้นต์บ้าง = =) อัพไวๆนะจ้ะ สู้ๆๆ^^
วากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆสนุกมักๆ มาต่อเร็วๆนะคะ
ขออย่าีมีครัยตายเล้ย สาธุ
///เฟรินใช้สร้อยเปลืองจิงๆด้วย คริคริ///
เรื่องยังสนุกน่าติดตามเหมือนเดิมครับ
แต่เอ้... เฟรินนี่ดื้อลดลงเยอะเลยนะครับ
สภาพเจ้าตัวแสบและม้าดีดกะโหลกนี่หายไปเยอะเลย
ออกแนวหวานแบบหญิงสาวแทน
คาโลเก่งขนาดนี้เมื่อไหร่ท่านจะส่งลูกของพวกเค้าออกโรงซะทีละครับ ^-^
ท่านRayอัพด่วน
อย่าดองให้มากนัก
คนอ่าจาลงแดง *~*
อัพด่วนจาลงแดงแร้วค่ะ
หนุกดีค่ะ
อ่านแล้วซึ้งมากๆๆ อบอุ่นสุดๆๆเหมือนกับเราเข้าไปไนนั้นจิงๆๆเลย
หนูอัพฟิคเดอะ ปริ้นซ์แล้วนะคะ^^ ฝากอ่านด้วยค่ะ
(=๐=) ลงแดงไปสิบตลบแย้ว ท่านRayก็ยังคงไม่อัพให้
ฮือออ!เศร้า T_T
ถึงจะยิ้มให้กัน แต่รู้สึกเหมือนมีความเศร้าอวลอยู่ยังไงไม่รู้
อย่านะ เรารู้นะว่าท่านRay คิดอะไร อย่าเลยนะคะ ฮือๆๆๆ
ซึ้ง !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
ตอนหน้าขอหื่นๆได้ป่ะ
คึคึ
PS. ขอให้ความบ้าบารามอสจงอยู่คู่เรา อาเมน