RayGuard
ดู Blog ทั้งหมด

บทเพลงที่ 17 ประชุม.. ออกรบ..

เขียนโดย RayGuard

บทเพลงที่  17  ประชุม.. ออกรบ..




"ทำแบบนี้ไม่ได้"  อำมาตย์เดวอนร้องค้านขึ้นกลางห้องโถงประชุมใหญ่ในวังหลวงที่ประกอบด้วยโต๊ะใหญ่ตัวยาวสร้างขึ้นจากไม้ชั้นดีสลักลายวิจิตรลงลักษณ์ทองงดงาม  เก้าอี้หลายสิบตัวที่ขนาบเต็มสองข้างของความยาวนั้นเต็มไปด้วยเสนาบดีชั้นสูงของฝ่ายต่างๆรวมไปถึงอำมาตย์และเหล่าแม่ทัพโดยมีคาโล..กษัตริย์สูงสุดแห่งคาโนวาลนั่งอยู่บนบัลลังก์สูง ณ หัวโต๊ะ 

คำค้านของเดวอนยังคงดังอย่างต่อเนื่อง  "ยังไงเสียความปลอดภัยของฝ่าบาทก็เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง  อีกอย่าง..แม่ทัพใหญ่ของเราที่เก่งกล้าสามารถยังมีอีกมากมาย  เหตุใดท่านถึงได้รีบด่วนสรุปให้ฝ่าบาททรงออกนำทัพเช่นนี้  มันไม่ถูกต้อง"  สายตาไม่พอใจมุ่งเป้าไปยังเสนาอิเมจิสที่เสนอให้คาโลเป็นคนนำทัพออกรบเมื่อครู่
 
"ใจเย็นก่อนท่านอำมาตย์"  อิเมจิสกล่าวอย่างใจเย็น  "เรามีเหตุผลที่ทูลขอฝ่าบาทเช่นนั้น"  อิเมจิสว่าก่อนจะหันหน้าไปทางคาโลที่นั่งฟังการถกเถียงของเหล่าเสนาอำมาตย์ทั้งหลายอย่างสงบโดยไม่ได้เอ่ยคำใด 

"ทูลฝ่าบาท  เนื่องจากเมืองโฮรันเคยเป็นเมืองหลวงเก่าอีกทั้งเป็นจุดยุทธศาสตร์  การที่ถูกพวกโจรถ่อยยึดไปได้เช่นนี้ไม่เป็นการดีต่อทางเราเป็นอย่างยิ่งด้วยเหตุนี้หม่อมฉันจึงใคร่ขอทูลเกล้าให้พระองค์โปรดทรงเสด็จออกนำทัพกวาดล้างพวกมันให้สิ้นเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแด่เหล่าทหารกล้าพระเจ้าค่ะ.."

เรื่องมันเริ่มขึ้นเมื่อรุ่งสาง..หลังจากที่หน่วยข่าวกรองกลับมารายงานสถานการณ์ด่วนอันชวนตระหนกว่าเมื่อโฮรันถูกพวกโจรร้ายยึดไปได้โดยสมบูรณ์แล้วเมื่อสี่วันก่อน..การประชุมเร่งด่วนนี้จึงเกิดขึ้น
 
เหล่าข้าราชบริพานต่างถกเถียงกันหน้าดำคร่ำเครียดซึ่งมันยังคงดำเนินต่อไป  มีทั้งผู้คัดค้านและสนับสนุนครึ่งต่อครึ่ง  ต่างก็อ้างเหตุผลของตนมาลบล้างเหตุผลของอีกฝ่าย  เอ่ยถึงผลได้ผลเสียมากมายที่จะตามมา

จากพระอาทิตย์ขึ้นกลายเป็นบ่ายคล้อย..จนกระทั่งแสงสีส้มฉาบท้องฟ้า  ในที่สุดคนที่เงียบฟังมานานอย่าง เฟรเดอริก เสนาบดีกลาโหมก็กล่าวแทรกขึ้นด้วยรอยยิ้มสุภาพแต่แฝงไว้ด้วยเล่ห์กล

"จริงอยู่ว่าการที่ฝ่าบาทออกรบนั้นเป็นการเสี่ยงอันตรายซึ่งมันก็เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ของสนามรบ"

"นี่ท่าน!!"

"ฟังก่อนท่านเสนาโอมาน"  เฟรเดอริกพูดด้วยเสียงสุภาพแต่สำหรับโอมานและพวกฝ่ายค้านแล้วกลับรู้สึกว่าเสียงนั้นช่างน่ารังเกียจนัก 

เฟรเดอริกยิ้มน้อยพลางเอ่ยต่อ  "การที่เมืองหลวงเก่าอย่างโฮรันถูกยึดไปได้นั้นเป็นการประกาศกลายๆถึงความไร้สามารถของกองทัพ"  พวกเหล่าแม่ทัพต่างตวัดตามองด้วยสายตาไม่พอใจแต่เจ้าตัวคนพูดทำราวกับไม่รู้สึก  "อีกอย่างแม่ทัพใหญ่อย่างอัสวานที่ดูแลอยู่ทางใต้บัดนี้ก็ไม่รู้ชะตา  แม่ทัพใหญ่ที่ได้รับการกล่าวขานว่าแข็งแกร่งที่สุดในสี่กองธง"  พูดถึงตรงนี้ใบหน้าของเสนาบดีกลาโหมแย้มรอยยิ้มเยาะ  "แบบนี้แล้วขวัญกำลังใจของทหารเล่าจะไปเหลือหรือท่านลองไตร่ตรองดูสิ.."

พวกเสนาโอมานกับอำมาตย์เดวอนรวมไปถึงแม่ทัพหลายนายต่างได้แต่กัดฟันกรอดเจ็บใจ  ส่วนเจราสที่นั่งอยู่ใกล้ๆกับเฟรเดอริกก็หรี่สายตามองคนพูดด้วยความรู้สึกไม่ต่างกัน

"การจะเรียกขวัญกำลังใจของทหารให้กลับคืนมาจำเป็นต้องใช้ยอดแม่ทัพผู้เก่งกล้าและมากล้นซึ่งสติปัญญาและในที่นี้เราก็ไม่เห็นจะมีใครที่ดีพร้อมไปมากกว่าฝ่าบาท"  รอยยิ้มกระตุกขึ้นบนริมฝีปากของเฟรเดอริกไม่จางหายราวจะประกาศว่าอย่างไรเสียเขาคือผู้ชนะ  "กษัตริย์แห่งคาโนวาลคือกษัตริย์นักรบ  สมรภูมิก็เปรียบดั่งเวทีประกาศศักดิ์ดาและด้วยพระปรีชาสามารถของพระองค์การจะยึดเมืองโฮรันคืนไม่ใช่เรื่องยากเลยมิใช่หรือ"  ตาสีม่วงอมเทาตวัดกวาดมองทุกคนในห้องโถงประชุม  "หรือพวกท่านจะปฏิเสธ"

สิ้นเสียงความเงียบเข้าครอบงำทันใดแต่ภายในใจนั้นฝ่ายผู้คัดค้านกำลังเดือดดาลถึงที่สุด  ต่างคนต่างตระโกนสาปแช่งต่างๆนาๆด้วยความเจ็บใจด้วยร่วงรู้ถึงเจตนาอันไม่บริสุทธิ์ของอีกฝ่าย  ผิดกลับฝ่ายสนับสนุนเฟรเดอริกที่ยิ้มกว้างมีชัยภายในรู้สึกลิงโลดยิ่ง

เสนาอิเมจัสได้ทีรีบทูลต่อ  "การปล่อยให้เหตุการณ์ร้ายเช่นนี้ดำเนินต่อไปพวกกองโจรดีมันคงไม่แคล้วกำลังหัวเราะเยาะและคิดดูหมิ่นราชวงศ์หาว่าเกรงกลัวพวกมันเป็นแน่  ดังนั้นเราควรจะดำเนินการขั้นเด็ดขาดและขอทูลเชิญฝ่าบาทเป็นผู้นำทัพเพื่อเรียกขวัญเหล่าทหารคืนซึ่งควรทำเป็นสิ่งแรกและด่วนที่สุดเมื่อแม่ทัพอัสวานหายไปเช่นนี้" 
 
"แต่ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไรก็ตาม.."  เฟรเดอริกพูดขึ้นอีกครั้งตามองไปที่คาโลที่ยังคงเงียบฟัง  "สุดท้ายแล้วก็คงต้องถามความเห็นชอบจากพระองค์" 

คำพูดของเสนาบดีกลาโหมเรียกสายตาทุกคู่ให้มองตรงไปยังเจ้าเหนือหัวได้แทบจะพร้อมเพรียงเพื่อรอฟังข้อสรุปของเรื่องที่ถกเถียงกันในวันนี้

ตาสีฟ้าที่มองตรงไปยังเหล่าข้าราชบริพานนั้นยังคงความนิ่งดุจมหาสมุทรที่มิอาจมีผู้ใดจะหยั่งรู้ถึงความคิด  อีกทั้งความสุขุมนุ่มลึกยังคงแผ่ออกมาให้สัมผัส  ใบหน้าของคาโลยังคงเรียบเฉยไม่ยี่หละขณะเอ่ยคำที่ทำเอาเหล่าฝ่ายค้านการออกรบถอนหายใจอย่างหนักหน่วง

"ได้"  น้ำคำที่เอ่ยหนักแน่น 

"เราจะออกรบ"

รอยยิ้มกว้างของฝ่ายเฟรเดอริกฉายชัดผิดกลับด้านฝ่ายเจราสที่ตีหน้าเครียด


////////////////////////////////////////////////////////////


เสียงเปิดประตูดังขึ้นแผ่วเบา  ห้องนอนกว้างมืดมิดมีเพียงแสงสลัวจากดวงจันทร์ที่ส่องรอดให้เห็นสิ่งต่างๆได้เพียงลางๆเท่านั้นแต่เจ้าของห้องไม่คิดใส่ใจ  คาโลสาวเท้าก้าวเข้ามาในห้องท่ามกลางความมืดก่อนจะเดินตรงไปหน้ากระจก  มือแกร่งเอื้อมขึ้นปลดเสื้อคลุมหวังจะเอาพาดไว้กับราวด้านข้างแต่ยังไม่ทันที่เสื้อจะหลุดออกจากบ่ากว้างมือเรียวเล็กของใครบางคนทางด้านหลังก็ยื่นมาช่วยถอดออกให้แล้วนำไปพาดไว้กับราวไม้สลักเสียเอง

"ได้ยินว่านายจะออกรบ"  เจ้าของร่างบางในเงามืดถามขึ้นขณะที่ยืนหันหลังให้ชายหนุ่มมือยังไม่ล่ะจากเสื้อคลุมตัวโต

"อืม.."  คาโลตอบเพียงสั้นๆ  ความเงียบเข้าครอบคลุมทั้งคู่แต่แล้วเฟรินกลับหันมา  สายตามุ่งมั่นเปล่งประกายภายใต้แสงจันทร์

"เฟริน"  คาโลเหมือนจะเอ่ยอะไรแต่เฟรินกลับพูดดักไว้ก่อน

"ตามที่สัญญาไว้  นายห้ามเป็นอะไรไปเด็ดขาด  ไม่งั้นฉันเองก็จะไม่อยู่เฉยเหมือนกัน"  น้ำเสียงขณะเอ่ยคำเด็ดขาดยิ่งนักจนคาโลต้องทอดถอนใจก่อนจะรั้งร่างของเธอเข้ามากอดเอาไว้แนบอกอย่างหวังจะจดจำทุกสัมผัสเพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่เขาจะได้มีโอกาสได้ทำแบบนี้อีก  พลันแล้วสมองก็ไพร่คิดไปถึงเหตุการณ์ที่เป็นที่มาของคำสัญญาที่เฟรินว่า

ความจริงแล้วไม่ใช่ว่าเฟรินจะว่าง่ายยอมอยู่เฉยๆกับวังเหมือนที่ราชินีทั่วไปพึงทำหรอกนะแต่เพราะระหว่างพวกเขามีคำสัญญาที่ว่านี่อยู่ต่างหากเฟรินถึงยอมอยู่เฉยไม่รบเร้าขอตามไปสนามรบด้วยเหมือนทุกที

ถ้าจะให้พูดถึงคำสัญญาที่ว่านี่ก็ต้องย้อนกลับไปเมื่อสิบวันก่อน  วันนั้น..วันเดียวกับที่คาโลได้พบแม่บังเกิดเกล้าของเขาอีกครั้งหลังจากไม่ได้เจอมานานและนั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะมีโอกาสได้พบ

ในตอนนั้น..

ร่างเปลือยเปล่าสองร่างภายใต้เสื้อคลุมตัวเดียวกัน  ชายหนุ่มผู้ที่ใช้ร่างของตัวเองต่างหมอนชั้นดีกำลังนั่งพิงกำแพงดินเย็นเหยียบโดยมีร่างนุ่มนิ่มบอบบางนั่งพับเพียบกึ่งนอนอยู่เคียงข้างโดยใช้ไหล่กว้างของเขาแทนหมอนหนุน 

มือแกร่งข้างหนึ่งกระชับร่างเล็กเข้าใกล้หวังขจัดความหนาวเย็น  ฝ่ายหญิงเองก็ทำไม่ต่างกันนัก..แขนเรียวทั้งสองกอดรอบตัวชายหนุ่มแน่น

ท่ามกลางความเงียบที่ชวนให้อบอุ่นจู่ๆคาโลก็พูดขึ้น  "มีเรื่องหนึ่งที่ฉันต้องบอกไว้ก่อน"  คำเกริ่นเรียกใบหน้างามให้เงยขึ้นมอง 

"มีอะไรงั้นหรือ"  เฟรินถามเมื่อเริ่มสัมผัสได้ถึงความจริงจังในน้ำเสียงของอีกฝ่าย

"บางทีฉันอาจต้องออกรบ"  คำพูดของชายหนุ่มเรียกความตื่นตระหนกฉายชัดบนใบหน้า  เฟรินขมวดคิ้วแน่นดันตัวขึ้นนั่งพร้อมกับมองหน้าคาโลตรงๆ

"หมายความว่าไง  นายจะไปรบกับใครงั้นหรือ"  เฟรินถามอย่างใจไม่ดีนัก  พวกเขาเพิ่งจะผ่านสงครามใหญ่มาได้ไม่ถึงเดือนดีเลยแล้วนี่มันอะไรกัน

คาโลมองหน้าเฟรินนิ่งก่อนเอ่ย  "ฉันพูดว่าบางที..ไม่แน่ว่าจะต้องออกรบจริงเสมอไป"

"อย่ามาโยกโย้คาโล  ให้นายลองได้พูดแบบนี้แสดงว่ามันมีความเป็นไปได้  แล้วตกลงนายจะไปรบกับใครกันแน่"

"พวกดีมัน" 

"งั้นให้ฉัน.."  เฟรินกำลังขอตามไปด้วยแต่แล้ว

"ไม่"  คาโลพูดเสียงเฉียบขาด

"นายห้ามฉันไม่ได้"  เฟรินโต้กลับ  สีหน้างอง้ำก่อนจะเปลี่ยนเป็นอ่อนลง  "แล้วอีกอย่าง..ฉันบอกนายไปแล้วว่าฉันจะไม่ทิ้งนายไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น"

คาโลยิ้มมองหน้าหญิงสาวด้วยสายตาอบอุ่นก่อนจะเอื้อมมือขึ้นแนบใบหน้าของเฟรินเบาๆ  "ที่ให้ไปด้วยไม่ได้เพราะฉันมีเรื่องให้เธอทำ"

เฟรินแสดงสีหน้าแปลกใจแต่แล้วพอคาโลพูดถึงเรื่องที่เขาจะให้เฟรินทำจบหน้างามก็มุ่ยลงทันที

"ไม่เอา"  เฟรินค้านแบบไม่ต้องคิด  "เรื่องอะไรจะมาให้ฉันทำหน้าที่สำเร็จราชการแทนนาย  ไหนจะต้องมานั่งตรวจฎีกาแล้วยังต้องมานั่งฟังพวกตาแก่นั้นเถียงกันอีก  น่าเบื่อตายชัก  นายก็รู้ว่าฉันมันพวกความอดทนต่ำแค่ไหนแบบนี้จะให้ฉันทำเข้าไปได้ไงล่ะ"  คำบ่นยืดยาวของสาวเจ้าเรียกคิ้วเรียวของชายหนุ่มขมวดเข้าหากันก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม

"ตอนเป็นเสธซ้ายก็ทำมาได้ตั้งสามปี"

"ก็เพราะงั้นน่ะสิ  ฉันถึงได้รู้ซึ้งแล้วว่ามันน่าเบื่อ  น่าอึดอัดขนาดไหน  ยังไงก็ไม่เอาด้วยเด็ดขาด"

"ถือว่าฉันขอ"

"ไม่!! ไม่ว่านายจะว่ายังไงฉันก็ขอบอกคำเดียวว่า ไม่!!"  เฟรินยืนยันเสียงหนัก

"แต่ฉันไว้ใจเธอคนเดียว เฟริน"  คำพูดประโยคนี้ทำเอาอดีตหัวขโมยชะงัก  "ถือว่าช่วยฉัน"  คาโลหยุดคิดแป็บหนึ่งก่อนว่า  "เสร็จงานนี้ฉันจะให้เธอขออะไรฉันก็ได้ข้อหนึ่ง"  และคำพูดนี้ล่ะที่จุดประกายให้แก่ทายาทหัวขโมยนัก

"จริงนะ"  น้ำเสียงตอบกลับลิงโลดยิ่งจนคาโลชักไม่แน่ใจแล้วว่าตัดสินใจผิดพลาดหรือไม่

ตาสีฟ้าจ้องใบหน้าที่ดูก็รู้ว่าเจ้าตัวกำลังคิดอะไรแผลงๆอยู่อย่างหนักใจแต่ก็เอ่ยยืนยัน  "กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ"

"ตกลง แต่นายต้องรับปากฉันเรื่องนึง"  เฟรินว่าต่อสีหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจังไม่เหลือเค้าสนุกอยู่เลย 

คาโลพยักหน้าน้อยๆเฟรินจึงพูดขึ้น  "นายต้องรับปากฉันว่าจะไม่ทำอะไรเกินตัว..ห้ามคิดบ้าๆประมาณเอาตัวเป็นเหยื่อล่อเหมือนที่นายชอบทำหรือเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงโดยไม่จำเป็นเด็ดขาด  ถ้าหากฉันรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับนายฉันจะไม่อยู่เฉย  โอเคมั้ย"  จบด้วยคำถาม  ตาจ้องเอาคำตอบอย่างคาดคั้น

"ฉันสัญญา"


//////////////////////////////////////////////////////////


"นายสัญญาแล้วห้ามคืนคำล่ะ"  เฟรินพูดขึ้นท่ามกลางความเงียบ  ใบหน้างามยังซบอยู่กับอกกว้าง  คาโลไม่ได้ตอบอะไรแต่มือที่กำลังลูบเส้นผมละเอียดของเธออยู่ก็ทำให้เฟรินรู้ว่าเขาได้ยิน

"เฟริน"  คาโลเรียกเบาๆก่อนจะดันร่างบางออก  สายตาจับจ้องไปยังสายสร้อยใสสีเงินที่ไร้ตัวจี้ห้อยที่คล้องอยู่รอบลำคอของหญิงสาว  เห็นแบบนั้นมือก็ยกขึ้นสัมผัส

เฟรินมองตามมือนั่นอย่างฉงนก่อนถาม  "มีอะไรหรอ"

คาโลมองอย่างเลื่อนลอยก่อนว่า  "ฉันเพิ่งสังเกตว่าเธอไม่เคยถอด"  สิ้นเสียง  เฟรินก็หน้าจับสีนิดๆ  ไม่อยากพูดว่าที่ไม่ถอดสร้อยนี่ออกก็เพราะคนตรงหน้าเป็นคนให้นั่นล่ะแม้ว่าตอนนี้มันจะเป็นสร้อยที่ไร้จี้แล้วก็ตาม

"อยากได้เส้นใหม่รึเปล่า"  คาโลถามเบาๆใบหน้ายิ้มแย้มเพราะอ่านความคิดของเฟรินออกจากสีหน้า

"ไม่ต้องหรอก  นายก็รู้ว่าฉันไม่ชอบใส่เครื่องประดับแบบพวกผู้หญิง"  เฟรินว่าเขินๆ  หลบสายตาของชายหนุ่ม

"ไม่อยากได้จริงๆหรือไม่อยากถอดเส้นนี้ออกกันแน่ เฟริน"  คาโลว่าเสียงกลั้วหัวเราะเร่งความร้อนฉีดขึ้นหน้าหญิงสาวเมื่ออีกฝ่ายเอ่ยเหมือนรู้ทัน

เฟรินสะบัดหน้ากลับมามองก่อนจะตีสีหน้ากวนอารมณ์แบบไม่อยากยอมแพ้  "เปล่าสักหน่อย  ถ้านายอยากให้นักก็ขอแบบแพงๆหน่อยแล้วกัน  อย่าให้แพ้ไอ้โคตรเพชรจากหุบเขาหัวกะโหลกล่ะ"

คาโลยิ้มรับ  มือที่สัมผัสอยู่ที่สร้อยตรงอกของเฟรินเปล่งแสง  เฟรินสัมผัสได้ถึงความเย็นวาบที่เกิดขึ้นในพริบตาก่อนจะหายไปเหลือแต่ความเย็นสบายที่ประทับอยู่กับผิวเนื้อแทน

เฟรินก้มลงมอง  คาโลละมือออก  ดอกเกล็ดหิมะดอกเล็กสีเงินใสวาบวับก็ปรากฏแก่สายตา 

"อันนี้..ดีว่าเพชรนั่นเยอะ จริงมั้ย"  คาโลถามเบาๆ 

เฟรินเงยหน้าที่จับสีระเรื่อขึ้นมอง  มือยังจับอยู่ที่จี้ห้อย  ก่อนจะรีบพูดแก้เขิน  "บ้าหรอ  ไอ้เนี่ยมันจะดีกว่าเพชรจริงได้ไง  เพิ่งรู้นะว่าคนคาโนวาล..ขี้งก"  คำพูดเชิงต่อว่าแต่คนฟังไม่นึกโกรธ

"ดีกว่าสิ.."  คาโลแย้งต่อ  "เพราะจี้นี่สร้างขึ้นจากเวทของฉัน" 

คาโลรวบตัวเฟรินเข้ามากอดอีกครั้งเกยคางลงบนผมนุ่ม  "ฉันจะได้ปกป้องเธอได้ตลอดเวลา"  เฟรินรับฟังคำนั้นอย่างอบอุ่นแม้จะไม่รู้ถึงความนัยที่แฝงอยู่ในประโยคนั้นก็ตาม

คาโลกระชับอ้อมแขนแน่นขึ้น  "ขอฉันอยู่แบบนี้อีกสักพักเถอะนะ"

เฟรินไม่ตอบแต่ริมฝีปากงามกลับแย้มยิ้มกว้าง  มือบางละออกจากจี้ห้อยแล้วสวมกอดร่างของชายหนุ่มแทนคำตอบ

แม้ราตรีข้างหน้าจะเกิดสิ่งใด.. 

แต่พวกเขาจะคงอยู่ในใจของกันและกัน..ตลอดไป



////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////


เฟรินใช้สร้อยของคาโลเปลืองเนอะว่ามั้ย

เส้นแรก..ไข่มุกแสงจันทร์  ใช้ตอนช่วยชีวิตเฟรินตอนปีสอง

เส้นสอง..เส้นที่ให้ตอนของแต่งงาน (ในบทเพลงที่ 1)  ใช้ชุบชีวิตเฟรินตอนตาย (ในบทเพลงที่ 7)

และเส้นที่สาม..เส้นนี้  มันจะอยู่รอดไปถึงตอนไหนกันนะ ฮิฮุ


ปล. คนอ่านลดลงอีกแย้ว TOT  เพราะเราชอบดองสินะ (รู้แต่ไม่ยอมปรับปรุง TOT)

ปลล. T3T


RayGuard
21/10/2006

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1
ตอนนี้สนุกค่ะ
บอกตามตรงนะคะว่าไม่ค่อยชอบอ่านเรื่องสงครามนัก เพราะไม่ว่าจะแพ้หรือชนะก็มีการสูญเสียเกิดขึ้นทุกครั้ง
แต่ตราบใดที่คาโลและเฟรินปลอดภัยอันนี้ยอมรับได้ (หวังว่าทั้ง 2 คนจะปลอดภัยนะคะ อันนี้ขู่แกมบังคับ)
PukuJung
PukuJung 22 ต.ค. 49 / 12:35

ตอนนี้ออกเครียดๆนะค่ะ
ขออย่าคาโลเป็นอะไรเลยนะค่ะ
(ถ้าคาโลเป็นอะไร ไปบอมบ์ย้านท่านเรย์ เอ้ย!!ล้อเล่นค่ะ)
ถ้าทำจริง ก็อดอ่านต่อสิค่ะ = =a

redkop
redkop 22 ต.ค. 49 / 14:58

พวกขุนนางโฉดคิดจะทำอะไรกันน่ะ งั้นคาโลกะเฟรินต้องแยกจากกันอีกแล้ว

punch8
punch8 22 ต.ค. 49 / 20:03
เห็นแววเศร้าลางๆ แง้ คาโลห้ามเป็นอะไรนะ ไม่งั้นเอาเรื่องกับคนเขียน 555+
ความคิดเห็นที่ 5

สนุกดีค่ะ อ่านแล้วอยากรู้ตอนต่อไปเร็วๆ จัง

ความคิดเห็นที่ 6
อัพ  อัพ อัพ
ความคิดเห็นที่ 7

สนุกค่ะ มาอัฟบ่อยๆนะค่ะ

o_oyysodaza
o_oyysodaza 23 ต.ค. 49 / 22:14

สนุกมากๆเล๊ย >_<

มาอัพเร็วๆนะคะ จะรอนะ ^O^

สู้ๆ ^^v

-melodia-
-melodia- 24 ต.ค. 49 / 01:50

ท่านอย่าบอกเรื่องสร้อยเส้นที่สามเป็นลางสิ T T
เห็นลางเศร้ามาแต่ไกล T T
คาโนวาลรวยอยู่แล้วแค่สร้อยไม่เป็นไรหรอกท่านอย่าทำให้คนอ่านคิดมากจิ ><
แง้ว อยากอ่านต่อแล้วค่ะ ^^
สนุกมาก ๆ เช่นเคย >O<

ความคิดเห็นที่ 10

หวา... คาโลจะไปรบอีกแระ
สงสารจังเพิ่ง รบมาไม่ทันไร เฟรินหายบาดเจ็บแล้วหรือยัง
ฮือ ... ฮือ

ความคิดเห็นที่ 11

กลับมาจากค่ายแล้วน้อออ..
อ่านจบแล้วนะ กำลังสนุกเลย อัพเถอะๆ อยากอ่านต่อ T_T
ลุ้นๆ..คาโลออกรบจะเป็นยังไง จะมีฉากคาโลพลาดท่าถูกทำร้าย แล้วเฟรินมาตามดูแลรึเป่าน้า(เริ่มคิดถึงนิยายน้ำเน่า เหอๆ)
อีกอย่าง..เฟรินมันจะขออะไรจากคาโลหนอ??
จะติดตามอ่านต่อไปเรื่อยๆ(ถึงแม้ว่าจะเม้นต์บ้างไม่เม้นต์บ้าง = =) อัพไวๆนะจ้ะ สู้ๆๆ^^

ความคิดเห็นที่ 12

วากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆสนุกมักๆ มาต่อเร็วๆนะคะ

ขออย่าีมีครัยตายเล้ย สาธุ

///เฟรินใช้สร้อยเปลืองจิงๆด้วย คริคริ///

ความคิดเห็นที่ 13
กลับมาแล้วครับ หลังจากหายหน้าหายตาไปนาน

เรื่องยังสนุกน่าติดตามเหมือนเดิมครับ
แต่เอ้... เฟรินนี่ดื้อลดลงเยอะเลยนะครับ
สภาพเจ้าตัวแสบและม้าดีดกะโหลกนี่หายไปเยอะเลย
ออกแนวหวานแบบหญิงสาวแทน
คาโลเก่งขนาดนี้เมื่อไหร่ท่านจะส่งลูกของพวกเค้าออกโรงซะทีละครับ ^-^
ความคิดเห็นที่ 14

ท่านRayอัพด่วน
อย่าดองให้มากนัก
คนอ่าจาลงแดง *~*

ความคิดเห็นที่ 15

อัพด่วนจาลงแดงแร้วค่ะ

  หนุกดีค่ะ
  อ่านแล้วซึ้งมากๆๆ อบอุ่นสุดๆๆเหมือนกับเราเข้าไปไนนั้นจิงๆๆเลย

                                        

ความคิดเห็นที่ 16
รอนานแล้ววววว
carna_chan
carna_chan 13 พ.ย. 49 / 12:51
พี่เรย์อัพเรวๆหน่อยสิเจ้าคะTT TT อัพเยอะๆ น้า>o<

หนูอัพฟิคเดอะ ปริ้นซ์แล้วนะคะ^^ ฝากอ่านด้วยค่ะ
ความคิดเห็นที่ 18

 (=๐=) ลงแดงไปสิบตลบแย้ว ท่านRayก็ยังคงไม่อัพให้
ฮือออ!เศร้า T_T

ความคิดเห็นที่ 19

ถึงจะยิ้มให้กัน  แต่รู้สึกเหมือนมีความเศร้าอวลอยู่ยังไงไม่รู้

อย่านะ  เรารู้นะว่าท่านRay คิดอะไร  อย่าเลยนะคะ  ฮือๆๆๆ

konrakbaramos
konrakbaramos 29 พ.ย. 49 / 14:43

ซึ้ง !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
ตอนหน้าขอหื่นๆได้ป่ะ
คึคึ


PS.  ขอให้ความบ้าบารามอสจงอยู่คู่เรา อาเมน
1 2 >