โลกใบนี้ที่ผันแปร...และตัวผมที่เปลี่ยนไป? ไม่ว่าจะนานขนาดไหนก็อยากใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่นะ?

ตอนที่ 10 : เอาล่ะ จะทำยังไงดีนะ?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 51
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    14 พ.ย. 63

บ่ายสาม

หลังจากดูหนังกันจบพวกผมทั้งสามคนก็มานั่งผ่อนคลายกันบริเวณเล้านจ์รับรองของโรงหนัง...

คนอื่นๆพอออกจากโรงหนังก็มุ่งตรงไปที่อื่นทันที ณ ตอนนี้โซฟาและลานกว้างๆทั้งหมดเลยถูกพวกผมยึดเอาไว้

“เฮ้อ...”

มิลิเทียร์ถอนหายใจออกมาด้วยสีหน้าแบบตาลุงที่ดูเพลียจัดๆ...ก็เหนื่อยนั่นแหละ

ความจริงแล้วพวกผมเองพอออกจากโรงมาก็ตั้งใจจะตรงไปที่อื่นทันทีเหมือนกัน เพียงแต่ยัยมิลิเทียร์สีหน้าดูไม่ค่อยดีผมเลยเสนอให้เจ้าตัวนั่งพัก...

ก็นะ รู้แหละว่าที่เป็นแบบนี้สาเหตุหลักมันมาจากทางผมซะส่วนใหญ่

“ขอโทษนะ ไว้เดี๋ยวฉันชดเชยอย่างอื่นให้”

“ฮ่ะฮ่าฮ่าฮ่า...ปิดเธอไม่มิดจริงๆด้วยสินะ ยังใส่ใจคนอื่นไม่เปลี่ยนเลย”

ผมขอโทษเธออย่างตรงไปตรงมา...ทำให้สีหน้าของเทียร์ดีขึ้นเล็กน้อย

ส่วนเหตุผลว่าทำไมเทียร์ถึงมาอยู่ในสภาพดูไม่ได้แบบนี้...มันเริ่มมาจากตัวผมที่ซึ่งพยายามจะยั้วโมโหเจ้าอ้วนที่อยู่ด้านหลัง

โดยเริ่มจากเคี้ยวบะหมี่เสียงดัง แต่เจ้าอ้วนก็ยังหูตึง ผมก็เลยใช้ไม้เด็ดโดยการเทมันรวดเดียวลงปาก แล้วเวลาเทบะหมี่แห้งป่นๆเสียงจะดังมาก...

สุดท้ายเจ้าอ้วนก็ได้ยิน แต่แลกมากับการที่คนอื่นก็ได้ยินเช่นกัน 

ผลคือสายตาจำนวนมากก็เลยเพ่งเล็งมายังบริเวณที่พวกผมอยู่ 

ผนวกกับเจ้าอัลที่แหกปากโวยวายและผมที่มีนิสัยเสียชอบพูดขัดตลอดเวลาเหม่อลอย...

ทำให้ตลอดเวลาสองชั่วโมงมีแต่สายตาอันอบอุ่น(ประชด)มองมายังพวกผมอย่างไม่ขาดสาย

แหม..เป็นปลื้มจริงเวลามีใครให้ความสนใจเนี่ย 

แต่ก็นะ...

ใช่ว่าทุกคนจะรู้สึกดีเวลาสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านเขาเสียหน่อย...เด็กดีที่รับกรรมไปเต็มๆก็เลยกลายเป็นเพื่อนสาวซึ่งมาด้วยกันนั่นเอง

มิลิเทียร์ถึงจะมีนิสัยห่ามๆที่ดูเหมือนผู้ชาย ทว่าบุคลิกของเจ้าตัวกลับเป็นสาวน้อยรักสงบ—ผู้ซึ่งทนกับแรงกดดันมหาศาลไม่ได้

นั่นแหละ เทียร์เลยได้รับแรงกระแทกจากสายตาจำนวนมากที่จ้องมายังบริเวณผมและอัล...

สภาพก็เลยออกมาดูไม่จืดอย่างที่เห็นในตอนนี้

“ชาร์ม”

เพราะคนผิดเป็นตัวเอง อย่างน้อยๆก็ขอรับผิดชอบหน่อยแล้วกัน

ผมร่ายเวทมนตร์ที่ส่งผลต่อจิตใจใส่เทียร์ ถึงจะว่าแบบนั้น...ที่จริงก็แค่ถ่ายเทความรู้สึกไม่ดีออกไปเท่านั้น ไม่มีผลกระทบร้ายแรงอะไรหรอก

ก็แค่ทำให้ผ่อนคลาย...

“รู้สึกยังไงบ้าง?”

“อืม...โล่งขึ้นเยอะเลย โถ่ว...แค่นี้ไม่เห็นจะต้องใช้เวทย์ช่วยเลย!”

“มันรบกวนเธอรึ?”

“ไม่ใช่สักหน่อย! ก็แค่มันสิ้นเปลืองเท่านั้นเอง หัดให้ความสำคัญกับพลังเวทย์หน่อยสิ!”

แล้วไหงผมถึงได้โดนฝ่ายที่ห่วงมาห่วงตัวเองแทนละเนี่ย? 

ล้อเล่นน่ะ ความจริงก็รู้อยู่แล้วล่ะว่าทำไม? แต่แสร้งทำเป็นไม่รู้ต่อไปเนี่ยแหละ...อย่างน้อยมันก็ดีต่ออีกฝ่ายมากกว่า

“เชอะ! ถึงฉันพูดไปเธอก็ไม่ฟังกันอยู่ดีนั่นล่ะ ฮึ นี่ละน้าาาอัจฉริยะ!”

“...”

“แต่ก็...ขอบคุณนะ”

“อะไรกัน ถ้าอยากจะพูดขอบคุณก็พูดออกมาตรงๆเลยสิ ไม่เห็นต้องอ้อมค้อมให้วุ่นวายเลย นี่ล่ะน้าาาซึนเดเระ”

“ไม่ใช่สักหน่อย...โถ่ว”

ถึงน้ำเสียงจะไม่พอใจ แต่สีหน้าอมยิ้มนั้นมันตรงกันข้ามกันเลย...จะหัวเสียหรือมีความสุขก็เลือกสักอย่างสิเฮ้ย ไม่ไหวๆ พวกโลภมากนี่มันยังไงกัน? 

“เฮ้...ขอโทษนะที่มาขัดจังหวะ แต่ช่วยหยิบของออกไปหน่อยจะได้มั้ย? ถึงไม่หนักแต่มันล้นมือเฟ้ย”

อัลฟอร์ซกลับมาพร้อมกับแก้วเครื่องดื่มสามแก้ว มีที่ผมสั่งสองแก้ว แล้วอีกแก้วที่ผมไม่ได้สั่ง 

หมอนี่ซื้อของตัวเองมาด้วย แล้วมาบ่นผมนี่มันไม่แปลกไปหน่อยเหรอ?

“ก็แล้วทำไมแกไม่วางเล่า? โต๊ะก็มีจะถือไว้ทำเพื่อ”

“อ๊ะ...นั่นสินะ”

ไม่ไหวๆ นี่ละน้าาาที่เขาเรียกว่าวัยว้าวุ่น...

“ไม่เห็นต้องออกเงินให้เลย ฉันจ่ายเองก็ได้แท้ๆ”

เทียร์ดูเกรงใจนิดหน่อย ผมเองเวลามีคนอื่นมาออกเงินซื้อของๆตัวเองแบบนี้ก็ไม่ต่างจากเธอนักหรอก แถมปกติผมก็ไม่ค่อยชอบออกเงินซื้อของให้ใครด้วย(โดยเฉพาะอัลฟอร์ช)

แต่ครั้งนี้ต่างออกไปนิดหน่อย...

“ให้เก็บเงินคนป่วยน่ะไม่เอาหรอก รับๆไปแล้วสำนึกบุญคุณฉันซะ”

“ทำอย่างกับฉันป่วยใกล้ตาย แล้วอีกอย่างนะ ไอ้บุญคุณขี้ปะติ๋วของเธอมันไม่ได้ล้างหนี้ที่เธอก่อไว้ในโรงหนังเลยสักนิดเดียวย่ะ!”

ชิ...ไม่ได้ผลเรอะ

“เฮ้ยอัล แกเอาเงินไปซื้อโดนัทขึ้นชื่อของที่นี่มาดิ๊”

ในเมื่อเงินใต้โต๊ะโปะไม่มิด ถ้างั้นก็ทุ่มมันทั้งเซฟเนี่ยแหละ...

“แล้วไหงต้องตูฟะ!?”

“ก็นอกจากแกแล้วแทบไม่มีใครพกตังค์เลยนี่หว่า ก็ไม่อยากจะยอมรับ แต่ฉันกับเทียร์น่ะโคตรยาจกเลย”

“มะ ไม่ได้ยาจก! แล้วฉันก็ไม่ได้ชอบโดนัทด้วย! ถ้าจะซื้อก็ต้องเป็นเค้กหน้าสถาณีรถไฟสิ!”

“แล้วทำไมพวกแกทำเหมือนว่าฉันต้องเป็นคนซื้อด้วย!? ถ้าอยากกินนักก็ซื้อกันเองสิโว้ยย!”

ตบได้สวยอัล แต่แอบเสียดายนิดหน่อยแฮะ

อืมๆ ยังไงแบบนี้ก็ดีกว่าล่ะนะ เรื่องซับซ้อนเชิงจิตวิทยาน่ะยังไม่ค่อยเหมาะกับวัยอย่างเจ้าพวกนี้สักเท่าไหร่

แบบนี้เท่ากับว่าที่ผมลงแรงไปก็ถือว่าไม่สูญเปล่า คุณล่ะคิดงั้นมั้ย? คิดว่าผมยุ่งไม่เข้าเรื่องหรือเปล่า?

เอาเถอะ ผมแค่ทำเพื่อความสบายใจของตัวเอง แค่มิลิเทียร์รู้สึกผ่อนคลายก็ถือว่าบรรลุเป้าหมายแล้ว ที่เหลือก็แค่ของแถม

พอเทียร์เริ่มใจเย็นลง

พวกผมทั้งสามคนก็เริ่มพูดถึงประเด็นที่เพิ่งจะประสบพบเจอมาอย่างสดๆร้อนๆ

โดยคนที่เริ่มก่อนก็คืออัลฟอร์ช

“ฮ่าาาา~! เป็นหนังภาคที่สนุกมากจริงๆนะ คิดถูกจริงๆที่เลือกมาดูตั้งแต่วันแรก”

จะกินหรือจะพูดช่วยเลือกมาสักอย่างสิเฮ้ย

ไอ้สนุกมันก็สนุกแหละ แต่เนื้อเรื่องมันออกแนว‘โชเน็น’ตลาดๆไปหน่อย

แทนที่จะรู้สึกสนุก ผมมองว่ามันประหลาดมากกว่า ก็นั่นไง...พอพูดถึงหนังประวัติศาสตร์สิ่งแรกที่ต้องนึกถึงยังไงก็หนีไม่พ้นความสมจริงถูกมะ?

“แต่ฉันหนังแปลกๆนะ เนื้อหามันดูไม่สมเหตุสมผลยังไงก็ไม่รู้”

โอ๊ะ เทียร์เองก็ดูเหมือนจะเห็นด้วย พอดีเลย ผมจะได้ขยายความว่ามันแปลกยังไง

ผมพูดไว้สินะว่าถ้านึกถึงหนังประวัติศาสตร์ สิ่งแรกที่คนนึกถึงคือความสมจริง...หนังเรื่องนี้เองก็เป็นหนึ่งในนั้น เน้นความสมจริง เล่นกับอารมณ์และความรู้สึก

แล้วเป็นเช่นนั้นมาจนถึงภาคที่สาม

ทั้งอย่างนั้นแล้วภาคสุดท้ายกลับถูกสร้างมาเพื่อเอาใจกลุ่ม‘วัยรุ่น’ 

ซึ่งผมว่ามันดูขัดแย้งกับสามภาคก่อนหน้านี้เป็นอย่างมาก

ถึงผมจะเห็นตรงกับเทียร์ แต่ถ้าลองคิดดูดีๆมันก็มีเหตุผลลองรับอยู่

“ทำไงได้ เรื่องราวของผู้กล้าคนที่สี่แทบจะไม่มีบันทึกเหลืออยู่เลยนี่”

ใช่...เรื่องราวของผู้กล้าคนสุดท้ายแทบจะไม่มีหลงเหลืออยู่เลย 

เรื่องของเขามันคลุมเคลือชนิดที่นิทานโง่ๆอย่างกระต่ายกับเต่าดูสมจริงน่าเชื่อถือเสียยิ่งกว่า

สิ่งที่หลงเหลือมาจากประวัติศาสตร์ของตัวเขาไม่ใช่บันทึกตามสื่อต่างๆ มีเพียงแค่วีรกรรมและการเล่ากันมาปากต่อปากเท่านั้น

วีรกรรมที่ทำให้ตัวเขาเป็นที่จดจำคงหนีไม่พ้นการสิ้นสุดยุคแห่งการนองเลือดเมื่อพันปีก่อน...

“ที่เรนพูดมาก็มีเหตุผล แต่มันก็แปลกเกินไปอยู่ดี ก็นั่นน่ะ...คนดีๆที่ไหนเขาขโมยสมบัติชาติกัน”

“ฮึฮึฮึฮึ แทนที่จะเรียกว่าคนดีเรียกว่าคนบ้ายังดูเข้าเค้ากว่า”

“ฮุฮุฮุ ก็จริงนะ”

“ใครจะไปรู้ บางทีตัวจริงอาจจะเพี้ยนซะยิ่งกว่าในหนังก็ได้ ไม่แน่ว่าเพศเองก็เหมือนกัน”

“คือเธอจะบอกว่าผู้กล้าคนที่สี่เป็นผู้หญิงเหรอ?”

“ก็ไม่รู้สิ”

“เอ๋...”

สำคัญด้วยหรือไง?

ก็อย่างที่ผมพูดไว้ บทสรุปจะเป็นยังไงมันก็ไม่สำคัญหรอก...สุดท้ายผลรับมันก็เท่ากับปัจจุบันอยู่ดี

“อะแฮ่ม! จะยังไงก็แล้วแต่ ที่แปลกไปน่ะไม่ได้มีแค่ธีมของหนังหรอกนะ ตัวของจอมมารเองก็ประหลาดเหมือนกัน”

โฮ่ว...ถึงขนาดสังเกตุความผิดปกติของตัวละครแบบนี้เนี่ย บอกตามตรงว่าไม่ธรรมดา ขนาดผมเองก็สักพักใหญ่ๆเลยกว่าจะสังเกตุเห็น

“มันก็เลวเหมือนเดิมทุกภาคไม่ใช่หรือไง?”

“ปัญหามันไม่ได้อยู่ตรงนั้นสักหน่อย! จะว่าไงดีล่ะ...มันไม่มีเหตุผลน่ะสิ ปกติตัวจอมมารเขาจะมีคาแรคเตอร์ที่ดูลึกลับและดูเยื้อกเย็นถูกมั้ย?”

“ก็ใช่อยู่หรอก...แล้วมันแปลกยังไง? ฉันว่าก็ไม่ต่างจากเดิมนี่ เจ้านั่นก็ยังเลวเหมือนเดิม ไม่สิ เลวยิ่งกว่าเดิมอีก!”

“นั่นแหละประเด็น! เขาใช้แต่อารมณ์ตัดสินผู้กล้าแถมดูทะเยอะทะยานจนเกินเหตุ พูดง่ายๆคือมันชัดเจนจนเกินไป”

ตรงเผง 

คุณอาจจะคิดว่าเพราะผู้กล้ามีคาแรคเตอร์แบบนั้นธีมหนังเลยออกมาแปลกๆ ผิดแล้วล่ะ ไม่ใช่เลย

ขอนอกประเด็นนิดนะ...

ตัวแปรสำคัญจริงๆซึ่งส่งผลให้หนังทุกภาคประสบความสำเร็จคือ‘จอมมาร’

คุณเองก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าตอนจบของหนังทั้งสามภาคนั้นหักมุม แถมยังตราตรึงอีก...

โดยปัจจัยที่ทำให้ผลรับออกมาเป็นเช่นนั้นก็หนีไม่พ้นจอมมารซึ่งคาดเดาความคิดไม่ได้ 

ใช่ เพราะมันคาดเดาไม่ได้นี่แหละถึงได้เป็นจอมมารเดโมสท์

กลับเข้าประเด็น...

คุณคงได้คำตอบแล้วสินะ...ว่าปัจจัยที่ทำให้ธีมเรื่องเปลี่ยนน่ะไม่ใช่ผู้กล้า...แต่เป็นวายร้ายเพียงหนึ่งเดียวของเรา

การที่ตัว‘ผู้กำกับ’ทำให้คาแรคเตอร์ของจอมมารชัดเจนขึ้นมา ผลรับมันก็เท่ากับการเปลี่ยนโครงเรื่องทั้งหมดไปโดยปริยาย

แล้วแบบนี้ถือว่าโทษผู้กำกับได้มั้ย? ผมขอไม่ออกความเห็นในเชิงบวกหรือลบละกัน

แรกเริ่มเดิมทีมันก็แปลกตั้งแต่การที่ผู้สร้างเค้นหนังออกมาได้ทุกปีๆแล้วล่ะ 

สามภาคแรกน่ะเป็นไปได้ เพราะทั้งสามภาคล้วนอิงมาจากเหตุการณ์จริง...แต่ภาคสุดท้ายดูทรงแล้วยังไงก็ต้องด้นสด 

เชื่อด้วยว่าทางทีมงานไม่ได้ตั้งใจ...

ผมก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านนี่ด้วยสิ แต่พอจะอนุมานได้ว่าทีมงานต้องได้รับแรงกดดันในหลายๆด้านและหลายๆฝ่าย

ตั้งแต่นักวิชาการ บลาๆๆ โอ้ยเยอะ ช่างมันเถอะ นั่นแหละ หนังที่สร้างจากเรื่องจริงมันจะมีแรงกดดันทำนองนั้นอยู่

“เรน...”

มาถึงนี่คุณคงคิดสินะว่าผมอวยทีมสร้าง ไม่อ่ะ ถ้าไม่ติดตรงความจริงที่ประวัติศาสตร์ของอัลเฟรดมันไม่ชัดเจนนะ

 ป่านนี้คงมีข่าวสตูดิโอระเบิดโดย‘ไม่ทราบสาเหตุ’ไปแล้ว...

“เรน!”

สั้นๆเลยคือผมไม่ชอบ...

“เรนล่ะก็!”

โอย...ช่วยหยุดเขย่าทีเถอะ เห็นแบบนี้แต่ก็ยังเป็นมนุษย์นะเว้ย มนุษย์น่ะ

“รู้แล้ว ช่วยหยุดเขย่าที”

“ถ้าได้ยินก็ตอบหน่อยสิ โถ่ววว...เอาแต่คิดเรื่องผู้หญิงคนอื่นอยู่ละสิ เห็นแบบนี้ผู้หญิงอย่างฉันก็น้อยใจเป็นนะ”

“วรรคสุดท้ายพูดให้มันดังๆอีกทีหน่อยจะได้มั้ย พอดีไม่ได้ยินน่ะ”

“ไม่มีอะไรหรอก!”

ความจริงก็ได้ยินนั่นแหละ

เอาเถอะ มากกว่านี้คงได้มีบรรยากาศไม่ดีแหงแซะ เหย้าแหย่พอหอมปากหอมคอละกัน...

“แล้ว เธออยากจะพูดอะไร?”

“ไม่มีย่ะ”

ตูว่าแล้วต้องหลงประเด็น...

“หมายถึงที่เธอเขย่าตัวฉันน่ะมีเรื่องอะไร?”

“อ๊ะ!?”

อืม รีแอคชั่นตามสูตรเป๊ะ หน้าหูนี่แดงเป็นลูดแอปเปิ้ลเลย แถมยังร้อง“อะแฮ่ม!”กลบเกลื่อนอีก 

คนอะไรน่ารักซะจริง ไทป์ซึนโดร่านี่จะผ่านมาเป็นพันปีแล้วก็ยังน่าสนใจเหมือนเคย

“ซึนเดเระต่างหาก”

เออนั่นแหละ

“อะแฮ่ม! ฉันถามว่าเธอคิดว่าจอมมารเลวหรือเปล่าน่ะ?”

อ้าว? นี่ผมเหม่อลอยจนถึงขนาดหลุดออกนอกวงสนทนาเลยรึ

“เห๊อะ! ก็เห็นๆอยู่ว่า—แอ่ก!”

อัลฟอร์ซคงจะตอบว่า“ก็เห็นๆอยู่ว่ามันชั่ว!” 

แต่ไม่ทันจะได้พูดจนจบก็โดนมิลิเทียร์ซึ่งมือขวายังว่างดันปากเอาไว้เสียก่อน

คิดว่าเลวหรือเปล่า....เรอะ? จากมุมมองของผมตอบได้คำเดียวว่าไม่รู้ 

แต่เดิมผมก็ไม่ได้สนอยู่แล้วว่าสิ่งที่ตัวเองได้ทำลงไปมันจะถูกหรือผิด 

ถูก ผิด ดี ชั่ว หรือแม้แต่ความสมควรเองก็อาจจะไม่ใช่คำตอบเหมือนกัน เพราะผมเองก็ไม่รู้ว่าจะเอาตัวเองเป็น‘บรรทัดฐาน’ได้หรือไม่?

สิ่งที่ตัวผมเห็นตรงตามประโยคที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น สำหรับคนอื่นแล้วมันอาจคือสิ่งตรงข้ามกันก็เป็นได้

โอ้ยพอๆ ยิ่งคิดยิ่งไม่เข้าใจตัวเอง ตอบส่งๆไปละกัน ไหนๆก็เอาเรื่องที่คิดลอยๆเนี่ยแหละตอบ

“ไม่สำคัญหรอก สุดท้ายผลรับก็คือปัจจุบันอยู่ดี”

“เป็นมุมมองที่แปลกสมเป็นเธอดีนะ”

ถึงจะไม่ได้แสดงออกอย่างชัดเจน แต่สีหน้าของเทียร์บ่งบอกว่าเธอไม่ได้เกลียดคำตอบของผม

“ฉันชอบ”

“ขอบใจที่ชม”

“พวกเธอจะลืมกันฉันไม่ว่า...แต่...อย่างน้อยก็ช่วยปล่อยมือทีจะได้มั้ย”

จะยังไงก็แล้วแต่ 

สุดท้ายแค่คนรุ่นหลังอย่างเทียร์และอัลฟอร์ซมีความสุข...ก็รู้สึกที่เสียไปน่ะมันคุ้มแล้ว? 

“แล้วพวกเธอจะเอายังไงต่อ?”

เป้าหมายของวันนี้ก็บรรลุแล้ว จะเหลือก็แค่ตัดสินใจว่าจะเดินเที่ยวต่อหรือตรงกลับบ้าน 

“ฉันคงต้องกลับน่ะ วันนี้มีทำกายภาพประจำสัปดาห์ด้วย”

เทียร์ตอบกลับมาอย่างรู้สึกผิด 

“ทางฉันเองก็ต้องกลับเหมือนกัน มีนัดทานมื้อค่ำกับครอบครัวด้วยสิ”

สมแล้วที่เป็นคุณหนูอัลฟอร์ซ ก็นะ ส่วนมากลูก‘ขุนนาง’ก็จะโดนคุมเข้มประมาณนี้ทั้งนั้น

“แล้วเธอล่ะ ถ้าจะกลับก็กลับด้วยกันก็ได้นะ ยะ ยังไงบ้านก็อยู่ใกล้ๆกันด้วย”

“โห...แลดูเธออยากจะกลับบ้านพร้อมกับฉันนะเทียร์”

“ผิดหรือไง?”

ชัดถ้อยชัดคำดี มีแค่เรื่องความตรงไปตรงมานี่แหละที่ผมยอมให้เธอ

“น่าเสียดายนะ พอดีฉันมีธุระอื่นต้องทำน่ะ”

“เรื่องผู้หญิงล่ะสิ”

“อาจจะนะ”

“หืมมม...”

ถึงสีหน้าจะไม่เปลี่ยน แต่บรรยากาศรอบตัวเทียร์จัดว่าหนักหนาเอาการ 

ถ้าเป็นคู่อื่นฝ่ายชายคงโดนฝ่ายหญิงตบไปแล้ว

“ไปกันเถอะอัล ปล่อยคนเจ้าชู้นี่ไว้คนเดียวเถอะ ฮึ่ม!”

โชดดีที่มิลิเทียร์เป็นคนใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ ผมเลยรอดจากการโดนตบมาได้

แต่แหม...สุดท้ายก็ไม่พ้นเดเระแตกช่วงท้ายประโยคอยู่ดี

“งั้นเรน ไว้เจอกันพรุ่งนี้ที่โรงเรียนนะพวก!”

“เออ แล้วเจอกัน”

บอกลากันเสร็จสรรพทั้งสองคนก็เดินออกจากเล้านจ์หน้าโรงหนังไป

เฮ้อ...ในที่สุดก็ได้อยู่คนเดียวสักที มีคนอยู่ด้วยแล้วรู้สึกเคลื่อนไหวลำบากชอบกล

“เอาล่ะ จะรับมือกับแขกยังไงดีนะ”

ขอย้อนกลับไปเล็กน้อย

เริ่มเรื่องผมบอกไว้สินะว่าเทียร์รู้สึกกดดันจากสายตา‘จำนวนมาก’ภายในโรงหนัง

คิดว่ามีอะไรแปลกไหม? 

อ่า...ปกติต่อให้โดนจ้องขนาดไหนก็คงรู้สึกแค่ครั่นเนื้อครั่นตัวนิดๆหน่อยๆ 

ต่อให้เป็นภูมิแพ้แรงกดดันขนาดไหน ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่ส่งผลให้มนุษย์คนหนึ่งถึงกับอ่อนล้า

นอกเสียจากว่าสายตานั้นจะมีความรู้สึกบางอย่างแฝงเอาไว้ ไม่ว่ามันคืออะไร แต่มันรุนแรงมากถึงเพียงนั้น 

แล้วที่แน่ๆมันไม่ได้จ้องมายังเทียร์ แต่เป็นผมต่างหาก...เทียร์แค่โดนลูกหลงเท่านั้น

แถมยังตามมาตั้งแต่ก่อนผมเข้าไปในโบสถ์เสียอีก

“ฮึฮึฮึ น่าสนุกซะจริง”

เอาล่ะๆ ผมจะรับมือกับ‘เทวทูต’ผู้มีแรงแค้นรายนี้ยังไงดี?

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น