โลกใบนี้ที่ผันแปร...และตัวผมที่เปลี่ยนไป? ไม่ว่าจะนานขนาดไหนก็อยากใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่นะ?

ตอนที่ 9 : มันต้องไม่ใช่แบบนี้สิ...

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 60
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    9 พ.ย. 63

มาถึงจุดนี้คุณก็อาจจะสังเกตุเห็นกันแล้วล่ะ ว่าผู้กล้าทุกคนล้วนมีจุดเริ่มต้นและจุดจบไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก

บ้างก็สูญสิ้นความหวัง บ้างก็สูญสิ้นจุดยืน และ บ้างก็สูญเสียสิ่งที่รัก...ซึ่งไม่ว่าจะอย่างไหนก็เหมือนกัน

นั่นคือพวกเขาสูญสิ้นทุกสิ่งอย่าง...

บังเอิญงั้นเหรอ? ก็ใช่...แค่เป็นความบังเอิญที่มีเจ้าดาบนิสัยแย่‘อยู่ในเหตุการณ์’

เอาล่ะ...

ผมเล่าค้างไว้ตรงผู้กล้าคนที่สี่สินะ งั้นมาต่อกันเลย

เรื่องราวของผู้กล้าคนที่สี่ได้เริ่มขึ้นหลังจากที่ผู้กล้าคนที่สามจากไปราวๆยี่สิบปี ณ เวลานั้นเองความขัดแย้งส่วนใหญ่ก็เริ่มอยู่ตัว

สงครามเองก็ค่อยๆสงบลงไปทีละน้อยด้วยความตั้งใจและของอัลเลน 

ถึงแม้จะยังมีความเลื่อมล้ำทางสังคมและสถาณภาพพลเมืองของเผ่าพันธ์ต่างๆอยู่บ้าง ปัญหาระหว่างประเทศเองก็ยังมีให้เห็นอยู่เป็นระยะๆ แถมไม่รู้ด้วยว่าจอมมารคิดอะไรอยู่?

แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าสงบสุขกว่าช่วงร้อยปีที่ผ่านมามากนัก

อ้าว...แบบนี้มันก็แฮปปี้ดีไม่ใช่หรือ? ก็ตามปกติมันก็ควรจะเป็นแบบนั้นแหละ

จนกระทั่ง‘เจ้าบ้า’บางคนหนึ่งดันแหกประตูโบสถ์ใหญ่เข้าไปขโมย‘ดาบศักดิ์สิทธิ์’—ซึ่งก็ไม่น่าจะเป็นไปได้

โดยทั่วไปถ้าไม่ได้ถูกดาบเลือกหรือให้การยอมรับแล้ว...ผู้ที่ถือดาบจะต้องจ่ายค่าชดเชยอย่างมหาศาล

มากชนิดที่ต่อให้เอาเวลาที่เหลือทั้งชีวิตมาแลกก็ยังยืนได้ไม่ถึงสิบนาที

ทว่า‘ไอ้บ้า’คนนั้นก็สามารถขโมยดาบออกไปได้ เธอใช้ดาบที่ขโมยมานั่นแหละแหกด่านยามและทหารออกไปจากประเทศได้สำเร็จ

ถึงจะไม่รู้ว่าเป้าหมายของอัลเฟรดคืออะไร แถมยังไม่รู้ด้วยว่าเขาใช้ผู้กล้า‘ตัวจริง’หรือไม่?

แต่ในทางผลรับก็คือมีผู้ที่สามารถกวัดแกว่งดาบของผู้กล้าได้ถือกำเนิดขึ้นมา—ซึ่งเท่ากับว่าเขาก็คือผู้กล้าเหมือนกัน

จึงกลายเป็นว่าอัลเฟรดซึ่งควรจะเป็นผู้ร้ายขโมยสมบัติระดับชาติ...กลับกลายเป็นความหวังซะได้

อืม ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนั่นถือเป็นเรื่องย่อคร่าวๆของผู้กล้าคนที่สี่

เรื่องราวของเขาไม่ใช่แนวไล่ตามดวงดาวอย่างสามคนก่อนหน้า แต่เป็นแนวเซอร์ไวเวอร์หนีพี่ๆทหารจากประเทศต่างๆ

แปลกดีเนอะ ฝ่ายหนึ่งไล่จับเพราะเป้าหมายคือ‘ความหวัง’ ส่วนฝ่ายหนีก็หนีเพราะเป้าหมายของตนมัน‘ขัดแย้ง’กับแนวทางของพวกเขา

ในขณะที่ประเทศต่างๆต้องการจะให้อัลเฟรด‘สนธิสัญญา’เพื่อไม่ให้ประเทศของตนถูกรุกรานโดยเผ่าปีศาจในสักวัน

ทว่าตัวผู้กล้าอัลเฟรดกลับมีเป้าหมายที่จะสังหารจอมมารลง 

เห็นได้ชัดเลยว่าคิดของผู้กล้าและจอมมารไม่ลงรอยกัน ตอนนั้นต่อให้ลากตัวมาเซ็นสัญญาได้ผมก็ไม่เซ็นให้หรอกว่ะ...

คนที่จะตัดสินใจว่าจะลงนามหรือไม่คือฉันกับผู้กล้า จำไม่ได้เลยนะว่าขอให้พวกแกยื่นมือเข้ามาสอด?

อ๊ะ...แย่ล่ะ พอนึกถึงวันเก่าๆที่ไรก็เผลอเป็นแบบนี้ทุกที

ช่างเถอะ...

มาต่อจากเมื่อสั—ไอ้ผมก็อยากจะว่างั้นอยู่หรอก แต่มันรู้สึกแปลกๆแฮะ

พวกคุณไม่รู้สึกแปลกหรือสงสัยอะไรหน่อยเหรอ? ไม่จริงดิ...

แปลกยังไง? ก็นั่นน่ะ...ผมบอกไว้สินะว่าจะให้หนังเล่าแทนตัวเอง

ที่ผมรู้สึกแปลกๆมันก็ไม่ใช่อะไร ตัวเองพูดเองแท้ๆว่าจะให้หนังเล่า—แต่ไอ้ผมก็พล่ามเอาๆจนชาวบ้านเขาอินเนื้อเรื่องจนลืมเรื่องนั้นไปเลย...

แถมตัวผมเองก็ไม่ชอบโกหกใคร พอมาทำแบบนี้แล้วเลยรู้สึกผิดแปลก

แต่ก็ต้องทำ...เพราะไอ้สิ่งที่กำลังฉายอยู่บนจอมันทำให้ผมเผลออุทานลั่นโรงหนังว่า“อิหยังวะ?”

เงิบหนักมาก...

ผมไม่อยากให้ไอ้ของห่วยๆบนจอนั่นต้องมาทำให้เรื่องราวของผมต้องด่างพร้อย

เออ อย่างน้อยๆก็เรื่องย่อ แค่เรื่องนี้เท่านั้นที่ผมยอมไม่ได้

“จอมมารแม่งไหวมั้ยเนี้ย?”

“ชู่วว์...”

อัลฟอร์ชที่นั่งอยู่ข้างๆส่งเสียง‘ชู่วๆ’เหมือนกับหนูท่อกำลังขู่ ก็รู้แหละว่ามันเป็นมารยาทในโรงหนัง

แต่ไม่ไหวว่ะ

เนื้อเรื่องบนจอกับที่ผมเล่านี่แม่งหนังคนละม้วนกันเลย 

ผมบอกไว้ก่อนหน้านี้สินะว่ามันเป็นหนังที่ดีซึ่งมีเนื้อหาตรงตามประวัติศาสตร์ถึง70เปอร์เซ็น...

นั่นน่ะผมขอถอนคำพูด...

เออจริงแหละถ้าแค่ดูเอาสนุกมันก็ถือว่าทำออกมาได้ดี แต่ด้านความสมเหตุสมผลคือโคตาระจะไม่เมคเซ้นส์

ตั้งแต่คาแรคเตอร์ของจอมมารที่ดูฉุนเชียวกว่าสามภาคที่ผ่านมา แถมตัวเขายังส่งลูกน้องไปไล่เจี๋ยนผู้กล้ารัวๆ

โดยหนังวางเหตุผลกับตัวจอมมารว่าอัลเฟรดไม่ใช่ผู้กล้าที่แท้จริงเลยต้องฆ่าทิ้ง...

ผมไม่เคยพูด...แล้วนั่นก็ไม่ใช่ตัวผมด้วย แต่เป็นนักแสดง

ไม่ใช่แค่จอมมารที่แปลก ตัวของผู้กล้าเองก็ประหลาดเหมือนกัน

เริ่มเรื่องมาผมเกริ่นไว้สินะว่าคุณผู้กล้าคนนี้ขโมยดาบ นั่นน่ะในหนังช่วงแรกก็เหมือนกัน

เพียงแต่...

“มันไม่สำคัญหรอกว่าข้าจะเป็นตัวจริงหรือไม่ ขอแค่ข้าสิ้นสุดโศกนาฏกรรมนับร้อยปีได้ข้าก็พอใจแล้ว ใช่...นี่คือความถูกต้องของข้า!”

อ้างไปเรื่อย ประเด็นมันอยู่ตรงที่เอ็งขโมยดาบแล้วมาอ้างความถูกต้องนี่แหละ ฟังไม่ขึ้นเว้ย...

พอเห็นแบบนี้แล้วตัวจริงดูน่าเคารพขึ้นมาเลย อย่างน้อยๆรายนั้นก็ยังยอมรับว่าแค่อยากจะฆ่าผมอย่างตรงไปตรงมา

แถมเจ้าตัวปลอมที่อยู่ในจอยัง...เออ ช่างมันเฮอะ ผมจะถือว่ามันเป็นหนังล้อเลียนประวัติศาสตร์ก็ละกัน

มั่นใจเลยว่าถ้าตัวจริงมาเห็นคงนั่งขำกรามค้างไปแล้ว ผมเองก็มีหลุดขำอยู่หลายฉาก แต่ส่วนมากจะหลุดขำให้คนที่เล่นเป็นตัวเองเสียมากกว่า...

เอาเถอะ อย่างน้อยๆมันก็ทำให้ผมรู้สึกสนุกได้ อีกอย่าง...

“โอ้ววว—อุ๊บ!”

ไหนฟะมารยาท? ตูไม่น่าอวยเอ็งว่าเป็นคนดีเลย...ถอนคำพูดตอนนี้ทันมะ?

“หุบปากไปเลยย่ะไอ้หน้าม่อหัวทอง”

อัลแหกปากทุกครั้งที่มีฉากบู๊ ส่วนเทียร์ที่ดูเผินๆภายนอกก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก แต่ความจริงแล้วกำลังอินกับหนังสุดๆ

“พวกแกรู้จักมารยาทมั้ย?”

“ใช่ รู้จักมั้ยคะท่านขุนนางอัลฟอร์ซ?”

“สรุปฉันผิดใช่มั้ย!”

อัลฟอร์ชตอบด้วยเสียงที่เบาราวกับกระซิบ

เอาเป็นว่าอย่าไปสนบทสนทนาด้านบนเลย เรามาถูกเรื่องบนจอกันดีกว่า

นั่นสินะ มันคือหนังที่พวกผมมาดูกันทุกช่วงนี้ของปีน่ะ เป็นความทรงจำที่ตัวผมและเพื่อนในยุคนี้สร้างร่วมกันเอาไว้

การที่เห็นพวกเขารู้สึกสนุกไปกับสื่อบรรเทิงร่วมสมัยแบบนี้...ไอ้เรื่องจิ๊บจ๊อยอย่างการล้อเลียนนี่ก็เป็นแค่ความบรรเทิงชนิดหนึ่งที่ผ่านมาเท่านั้น

ผมก็ไม่รู้จะเปรียบยังไงให้เห็นภาพ นั่นสินะ ความรู้สึกก็ราวๆคิดถึงเรื่องเก่าๆแล้วหัวเราะออกมานั่นล่ะ

วันวานที่ผ่านพ้นไป อดีตที่ถูกปรุงแต่ง ไม่ว่าอย่างไหนพอเวลาผ่านไปนานเข้าก็ล้วนแล้วแต่เป็นความบรรเทิงทั้งสิ้น

ต่อให้ความเป็นจริงมันจะโหดร้ายขนาดไหนเมื่อครั้งที่มันยังอยู่ สุดท้ายแล้วกาลเวลาก็ทำให้มันเป็น‘อดีต’

อดีตสำหรับคนเรามันก็คือเรื่องที่ผ่านพ้นไป พอมันผ่านไปแล้วเราจะรู้สึกทำนองว่า..

“เออ...ช่างมันเถอะ”

ใช่...ช่างมันเถอะ

“ใช่ๆ แค่ส่งเสียงดังนิดหน่อยจะเป็นอะไร!”

ฉันไม่ได้พูดกับแกสักหน่อยอัล แต่ก็ช่างละกัน

“พวกเธอรู้จักคำว่ามารยาทมั้ย!? แล้วก็เรน อย่าเอาบะหมี่แห้งมากินดิบๆสิยะ!”

“เธอเองก็เสียงดังเหมือนกันแหละเทียร์”

“อึก!...ฉันไม่ไ...”

“ไม่ไหว? อะไรกัน ปวดฉี่ก็บอกกันดีๆสิ”

“ไม่ใช่!”

“ชู่วววววว์~ พวกเธอจะเสียงดังกันเกินไปแล้ว!”

อ่า...คนที่จ้องเขม็งพวกเรามาจากด้านบนมาสักเริ่มทนไม่ไหวแล้วแฮะ ถึงทางนี้จะผิดจริงที่ทำตัวไร้มารยาท แต่ฝั่งนั้นก็เคี้ยวป๊อบคอร์นเสียงดังเอาเรื่องเหมือนกัน

ดังขนาดที่ว่าอินกับเสียงเคี้ยวแทนที่จะเป็นหนังเลยล่ะ

เทียบกับทางผมที่แค่ส่งเสียงกันนิดๆหน่อยๆ กับทางฝั่งนู้นที่เสียงดังตั้งแต่หนังยังไม่ฉายนี่ใครไร้มารยาทกว่ากันหว่า?

ช่างมันเถอะ...อย่างน้อยๆก็คอมพลีทแล้วล่ะที่ทำให้อีกฝ่ายหัวเสียได้

ผมเลิกสนใจผู้ชมท่านนั้นแล้วหันเหไปสนใจหนังแทน ถึงจะว่าแบบนั้น...สุดท้ายก็ไม่ได้อินขึ้นมาแต่อย่างใด

คงเพราะเนื้อหาส่วนใหญ่มันไม่ได้น่าสนใจ แถมบทสรุปเองก็ไม่ได้ตรงกับประวัติศาสตร์สักกะติ๊ดเดียว

ผู้กล้าอัลเฟรดเดินทางรวบรวมทวยเทพที่ยังเหลือรอด ต่อด้วยการรวบรวมพันธมิตรจากนาๆประเทศเพื่อทำสงคราม

สงครามก็ส่วนสงคราม ผู้กล้าก็มีหน้าที่ในแบบของผู้กล้า

เขาบุกไปยังปราสาทจอมมารเพื่อเข้าต่อสู้กับวายร้ายตัวเดียวและตัวสุดท้าย

ผู้กล้าไล่ต้อนจอมมาร—จนพี่จอมมารเดือดเลยกลายร่างเป็นตัวห่าอะไรก็ไม่รู้ไปแล้ว...แม่งสูงตั้งสามเมตรแน่ะ

อนึ่ง ความจริงแล้วผมแปลงร่างไม่ได้หรอกนะ หนังมันมั่ว

คร่าวนี้ผู้กล้าโดนไล่ต้อน แต่สุดท้ายก็ใช้สุดยอดพลัง(เหรอวะ?)ที่เรียกว่ามิตรภาพเอาชนะจอมมารได้

จอมารตาย...โดยที่ยังความทะเยอทะยานในการสร้างโลกยังคงอยู่ ถึงตัวเขาจะสิ้นสุด แต่ก็หาได้เสียใจไม่? เขายืนอย่างสง่า

แล้วชูกำปั้นขึ้นฟ้า...โดยมีแสงพระอาทิตย์ฉายร่างอันองอาจของเขา

แม่งคุ้นๆว่ะ นี่ผมไม่ได้รู้สึกไปเองคนเดียวใช่มะ?

จากนั้นซาวด์เพลงประกอบก็เริ่มบรรเลงขึ้นพร้อมเครดิตทีมงานมากมาย

นั่นแหละ จบแล้ว

เฮ้อ...ต้องมานั่งบรรยายตำนานเซินเจิ้นแบบนี้ บอกตามตรงว่ารู้สึกไม่โอเคเท่าไหร่

ก็นะ...สุดท้ายแล้วบทสรุปราวจะเป็นยังไงก็ไม่สำคัญหรอก

จะความเป็นจริงที่เคยเกิดขึ้น หรือเรื่องแต่งอย่างภาพยนตร์—ล้วนแล้วแต่ไม่สำคัญเลยสักนิด...

ทำไมน่ะหรือ? ผมก็บอกไปแล้วนี่

ว่ามันไม่สำคัญ

ก็แค่สิ่งที่ผ่านไป มันสิ้นลงตั้งแต่เมื่อพันก่อน ไม่มีใครอยากฟังนิทานปรัมปราหรือเรื่องเล่าสุดน่าเบื่อหรอก

เชื่อเถอะ ผมว่าคุณก็คงจะเบื่อเรื่องที่ผมเล่าไปเหมือนกัน ขนาดผมยังรู้รำคาญตัวเองเลย

ต้องมาเรียบเรียงประวัติศาสตร์ทั้งๆที่ตัวเองเกลียดวิชาเวรนี่มันโคตรจะไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย

ขั้นตอนยุ่งยาก แถมเนื้อหาก็ชวนง่วงแบบไม่น่าคบ 

เพราะงั้นแหละ...

เราจะค่อยๆไปแบบเรียบง่ายกัน

ไม่ต้องสนใจเรื่องที่ผ่านไป ใช้ชีวิตในแต่ละวันให้รู้สึกว่าคืนนี้ต้องได้เสีย...กัญชาสักหลุม เหล้าสักแก้ว

ถ้าไม่ได้อย่างน้อยๆก็ขอแตกใส่ภาพดาราที่ชอบก็โอเค นั่นแหละตัวผมในตอนนี้

นี่ไม่ใช่เรื่องของจอมมารเดโมสท์ผู้ยิ่งใหญ่ แต่เป็นเรื่องราวของ อาชเรน ลิเวล์เลีย ผู้กลับชาติมาเกิดใหม่ในฐานะมนุษย์

ไม่มีสงคราม ไม่มีการเข่นฆ่า มันเป็นแค่เรื่องราวการใช้ชีวิตในแต่ละวัน...ที่ออกจะปวดหัวไปนิด

อาจจะเป็นการเอาแต่ใจไปสักหน่อย แต่นี่ถือเป็นสิ่งที่ผมอยากให้มันเกิดขึ้น เพราะยังไงซะ

“เรียบง่ายนี่แหละดีที่สุดแล้ว”

“มีอะไรเหรอเรน?”

“อ่า แค่คิดขากลับจะซื้อถุงยางแบบไหนดี”

“นี่เธอจะไม่จบกับถุงยางจริงๆใช่มั้ยยะ!”

ผมเถียงกับมิลิเทียร์พลางคิดนู้นคิดนี่เรื่อยเปื่อย

อา...เรียบง่ายนี่แหละดีสุดแล้ว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น