โลกใบนี้ที่ผันแปร...และตัวผมที่เปลี่ยนไป? ไม่ว่าจะนานขนาดไหนก็อยากใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่นะ?

ตอนที่ 11 : ผมเป็นคนแบบนี้แหละ...

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 47
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    29 พ.ย. 63

ผ่านมาราวห้านาทีหลังจากแยกกลับเพื่อนๆของตัวเอง ผมก็ยังคงนั่งคุดคู้ไม่ได้ลุกจากโซฟาไปไหน

ก็...ไม่ได้รู้สึกว่าจะต้องรีบร้อนอะไร ค่อยๆใช้เวลาไปกับกาแฟ‘ที่เหลือ’อีกครึ่งแก้ว

ปล่อยให้แขกรอนิดๆหน่อยๆคงไม่เป็นอะไรหรอกเนอะ?

ยังไงซะคนที่มีธุระกับผมก็คือฝ่ายนู้น ต่อให้ผมสายก็คงจะว่ากันไม่ได้

แถมฝ่ายนู้นค่อนข้างไร้มารยาท ใช้‘เวทย์อำพราง’กลบร่องรอยตัวเองซะมิดเลย

ทั้งที่ฝ่ายนี้ตั้งใจจะไปทักด้วยตัวเองเลยแท้ๆ มาทำกันแบบนี้เห็นทีคงต้องเปลี่ยนฝั่งสักหน่อย...

“เอาล่ะๆ ใช้วิธีไหนล่อเจ้าตัวออกมาดีนะ?”

ที่จริงผมจะเข้าไปหาตรงๆเลยก็ได้ แต่ว่ามันน่าเบื่ออ่ะ

ไหนๆก็มีอะไรสนุกๆมาให้ทำแล้ว ผมขอเล่นไปตามเกมหน่อยก็แล้วกัน

ไม่ว่ากันนะ

“หว่า...หมดแก้วแล้วแฮะ”

‘เคาท์ดาว’เองก็หมดแล้วด้วย เริ่มเกมเลยดีกว่า

ผมค่อยๆลุกจากที่นั่ง...โดยวางแก้วกาแฟเย็นซึ่งเหลือเพียงน้ำแข็งเปล่าๆเอาไว้

ไร้ความรับผิดชอบ?

ช่างปะไร...ไอ้เรื่องแบบนี้ก็ให้เจ้าหน้าที่โรงหนังทำไปสิ ยังไงซะพวกเขาก็ถูกจ้างมาเพื่อบริการอยู่แล้ว 

สั้นๆเลยทำงานกันซะบ้าง...เอาแต่ยืนยิ้มเห็นแล้วหงุดหงิดจริง

“ไม่ไหวๆ”

ผมเลิกสนใจพนักงานที่เอาแต่ส่งยิ้มแล้ว รีบเดินออกจากเล้านจ์รับรองทันที

ภายในโรงจะค่อนข้างกว้าง ทว่านอกเหนือจากนั้นก็ไม่ได้ต่างอะไรกับโรงหนังตามห้างสรรพสินค้า

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องต่อจากนี้? 

ไม่อ่ะ ไม่เกี่ยวหรอก แค่อยากจะบอกว่าโรงหนังมันธรรมดา ถ้าถามว่าทำไมต้องบอก...ผมก็คงตอบเพราะบรรยากาศของสถาณที่มันพาไป

เออ...ช่างมัน

ผมเดินผ่านประตูเลื่อนออกมาหน้าฮอลล์ของโรงหนัง...โดยทิ้งความคิดไร้สาระเอาไว้

“ค่อยหายใจสะดวกหน่อย”

ผับผ่าสิ...เบลอทีไรมีอันต้องเผลอออกนอกประเด็นทุกทีสิน่า

มาเข้าเรื่องสำคัญเลยดีกว่า เอ๊ะ เดี๋ยวก่อนนะ...

“จะว่าไปเรายังไม่ได้ซื้อถุงยางเลยนี่หว่า”

นั่นแหละเรื่องสำคัญ...อย่างน้อยก็ผมแหละที่มองว่าสำคัญ 

ผมไม่ได้กลัวทำใครท้องนะ แต่ผมกลัวเป็นหนองใน

“แวะร้านสะดวกซื้อข้างทางก่อนละกัน”

ด้านซ้ายห่างจากจุดที่ผมยืนอยู่ราวๆห้าร้อยเมตรมีสะพานลอยข้ามไปอีกฟากอยู่

เขตที่ผมอยู่...ฝั่งที่ตัวผมยืนอยู่นี้คุณอาจจะจินตนาการไปแล้วว่าเป็น‘เขตการค้า’ หรือไม่ก็อาจเป็น‘เขตตัวเมือง’

ซึ่งถือว่าถูกแค่ครึ่งเดียว

โลเคชั่นที่ผมยืนอยู่ ณ ปัจจุบันอยู่กึ่งกลางระหว่าง‘เซคเตอร์โฟร’(สี่เขตแดน)  

เขตตัวเมือง ย่านการค้า เขตการศึกษา ย่านพักอาศัย ทั้งสี่เขตรวมกันกลายเป็น‘เซคเตอร์โฟร์’ 

โดยมี‘ย่านธุรกิจ’เป็นจุดศูนย์กลาง

ชื่อเห่ยมะ...ส่วนตัวผมว่าโคตรชุ่ย ชื่อบอกว่ามีสีเขตแต่แม่งดันทะลึ่งมีเขตที่ห้าอยู่ตรงกลาง...

งงว่ะ

“จะมีรสต้มยำกุ้งขายมั้ยนะ?”

ผมปล่อยความงงงวยไหลไปพร้อมกับเสียงแตรรถยนตร์บนถนน...พลางช่างใจว่าจะซื้อถุงยางแบบไหนดี?

ผมเดินสวนผู้คนที่สัญจรไปมาบนทางเท้า ในนั้นก็มีทั้งที่เป็นมนุษย์และไม่ใช่มนุษย์

พวกเขาเหล่านั้นมี‘อัตลักษณ์’ภายนอกแตกต่างกันออกไปตามแต่ละเผ่าพันธ์ุ

ทั้งอย่างนั้นก็ไม่ได้เรื่องบาดหมางอะไร พวกเขาแค่ใช้ชีวิตของตัวเองตามปกติ—ไม่มีใครที่สนใจรูปลักษณ์ภายนอกที่แตกต่างนั่น

ไม่มีเลย

ผมมองร่างของตัวเองที่สะท้อนอยู่ในกระจก ผมสีดำ ตาสีทองอ่อน เป็นเอกลักษณ์ที่ดูแปลกมากสำหรับมนุษย์

ยังไงก็ตามแต่

ถึงจะแปลกไปสักหน่อย...แต่สำหรับโลกใบนี้ ผมก็แค่มนุษย์ธรรมดาเท่านั้น

“หึ...”

แย่ล่ะ นี่ตูหล่อขนาดนี้เชียวหรือนี่? ลองไปสมัครเป็นนายแบบดีมั้ยหว่า?

ก็นั่นแหละครับ...ผมจะหลงตัวเองประมาณนั้นก็ไม่มีใครมาหาว่าผมบ้าหรอก...จริงๆนะ

เว้นก็แต่คนที่สะกดรอยตามผมมา

ผมเลิกสนใจความหล่อเกินหน้าเกินตาของตัวเอง แล้วรีบข้ามสะพานลอยไปทั้งหล่อๆแบบนั้น

ระหว่างเดินดุ่มๆเพื่อข้ามไปอีกฟากก็มองตัวอาคารบ้านเลือนแก้เบื่อพลางนึกนู้นนี่ไปเรื่อยๆ

แม้ยุคนี้จะมีความใกล้เคียงกับคำว่าอนาคตในโลกก่อนของผม แต่สถาปัตยกรรมยังคงเป็นของร่วมสมัยอยู่

ดีไซน์อาคารต่างๆเป็นการผสมผสานความวินเทจแบบยุคเก่าและความโมเดิลแบบโลกอนาคต

ถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพและเข้าใจง่ายๆ นั่นสินะ ลองนึกถึงอาคารแฟนตาซียุคเก่าผสมความไซไฟลงไปนิดหน่อย

ถ้ายังนึกไม่ออกอีกก็ลองค้นๆตามเน็ตดูเองละกัน ผมแนะนำประเทศ‘เนเธอร์แลนด์’ นั่นคงใกล้เคียงคำอธิบายสุดแล้ว

พอมาถึงจุดๆนี้คุณก็คงรู้สึกว่ามันไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย...

ว่าถ้าหากโลกมีความก้าวหน้าขนาดที่มีรถยนตร์และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆมากมายถึงเพียงนี้

แล้วทำไมสิ่งปลูกสร้างต่างๆยังเป็นของเก่าๆที่ตกทอดมาจากอารยธรรมล้าสมัย?

ซึ่งความจริงมันก็มีเหตุผลที่ฟังดูน่าเชื่อถืออยู่...แต่น่าเสียดายนะที่ตอนนี้ผมยังอธิบายไม่ได้

งี้แหละ พอโด่งดังเข้าหน่อยธุระก็รัดตัวเต็มไปหมด ขนาดว่าอยู่เฉยๆยังมีแฟนคลับตามติดเป็นปลิงเลย

ชีวิตมันก็เลยวุ่นๆจนไม่ค่อยมีเวลามาใส่ใจเรื่องหยุมหยิม ด้วยเหตุนี้จึงขอรวบยอด‘คาบเรียนประวัติศาสตร์’ไปเป็นสัปดาห์หน้า นานไปเหรอ?

งั้นเปลี่ยนเป็นเมื่อถึงเวลาละกัน...

“ยินดีต้อนรับค่า!”

พนักงานร้านสะดวกซื้อทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม ถ้าคนที่อยู่หน้าเค้าน์เตอร์คิดเงินเป็นตาลุงที่ดูตายซากผมคงโหวตลบให้สาขานี้ไปแล้ว

โชดดีที่พนักงานเป็นเอลฟ์สาวสวย สงสัยคงต้องอุดหนุน(เธอ)ให้ครบโควต้าสักหน่อย

พอผมเดินพ้นระยะมาเล็กน้อย...ก็ได้ยินเธอถอนหายใจออกมาดัง“เฮ้อ...”

ถึงจะไม่ดังมาก แต่ความหดหู่ราวกับโลกทั้งใบกำลัง‘เล่นตลก’กับชีวิตของเธอที่แผร่ออกมาจนผมรู้สึกว่ามันดัง

อย่างว่า...งานร้านสะดวกซื้อมันกดดันกว่าที่ตาเห็นเยอะ ตั้งแต่เรื่องจิปาถะอย่างตรวจเช็คสินค้าไปจนถึงยอดขายประจำเดือน

ถ้ายอดขายไม่ถึงเป้าก็มีสิทธิ์โดนผู้จัดการสาขาเขม่นเอาอีก

ยิ่งเห็นแบบนี้ผมก็ยิ่งรู้สึกเกลียดร้านสะดวกซื้อขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

“ซื้ออย่างอื่นเพิ่มหน่อยละกัน”

ไหนๆก็ไม่รู้ว่าจะเอาเงินไปทำอะไรนอกจากซื้อถุงยางอยู่แล้ว...งั้นซื้ออย่างอื่นไปด้วยละกัน อ๊ะ? แบบนี้เวลาคิดเงินก็ไม่โดนมองแปลกๆด้วย

ยิงปืนนัดเดียวนก(พนักงาน)ตายทั้งฝูง...

พอหยิบถุงยางเสร็จก็เดินเลี้ยวกลับไปหยิบตะกร้า จากนั้นผมก็โยนโสดประสาทออกจากสมอง แล้วเริ่มหยิบสินค้ามาแบบมั่วๆ

แล้วก็เก็บกู้โสดประสาทกลับคืนมา...

“ไหนๆ ดูซิว่ามีอะไรบ้าง หวา...มีแต่มันฝรั่งทอดกับน้ำอัดลม โอ๊ะ มีกาแฟด้วยแฮะ”

ไม่เลวนี่ตัวฉัน...ตะกร้าที่ผมถือนั้นมีมันฝรั่งทอดและน้ำอัดลมรสต่างๆอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งผมก็ไม่ได้ติดใจอะไร

ปัญหาอยู่ที่กาแฟกระป๋อง

“ชิ โหมดอัตโนมัติชอบทำอะไรไม่เข้าเรื่อง”

ช่วยไม่ได้แฮะ หยิบมาแล้วเอาไปคืนมันก็ดูแปลกๆด้วย สู้เอาไปใช้เลยน่าจะดีกว่า...

ตัดสินใจได้เช่นนั้นผมก็มุ่งไปหน้าเค้าน์เตอร์คิดเงินทันที

ผมหยิบสินค้าในตะกร้าทั้งหมดออกมา จากนั้นเอลฟ์สาวผมสี‘เเอมเบอร์’ก็เริ่มทำการคิดเงิน

ต้องบอกว่าสมแล้วที่เป็นมืออาชีพ ไม่ใช่ตาลุงพาร์ทไทม์หน้าตายซากตรงหลังร้าน 

การเคลื่อนไหว สีหน้า ผมกล้าพูดเลยว่าไร้ที่ติ ความสามารถของเธออยู่สูงเกินกว่าจะมาทำงานอะไรแบบนี้

ทั้งที่เป็นแค่การคิดเงินแท้ๆ แต่บรรยากาศรอบๆตัวเธอกลับดูน่าหลงไหลอย่างน่าประหลาด

“ทั้งหมด1370ลูเชียค่ะ”

ถ้าเป็นไปได้ผมก็อยากรู้จักเธอมากกว่านี้อยู่หรอก แต่น่าเสียดาย เพราะว่าผมยังเล่น‘เกม’ที่เริ่มไม่จบ

“คุณลูกค้าคะ?”

“ครับ”

พอกำไลของผมแตะไปที่สแกนเนอร์มันก็ส่งเสียงดัง‘ตี๊ด’แหลมๆออกมาหนึ่งครั้งเป็นอันเสร็จพิธี

“อ่า...ไม่ต้องครับ เดี๋ยวผมขนไปเอง”

“แต่ว่า...”

ผมห้ามคุณพนักงานที่กำลังหยิบสินค้าลงถุงหิ้ว...ไม่ใช่ว่าผมรักโลกหรืออะไรหรอก แค่รู้สึกเกะกะเลยไม่รับถุงก็เท่านั้นเอง

แล้วผมจะขนไปยังไง? เดี๋ยวโชว์เหนือให้ดู เห็นครั้งแรกไม่ว่าใครก็กรี้ด

“คะ คุณลูกค้า!?”

เห็นปะ...

ผมโยนสินค้าลงไปในช่อง‘อากาศ’ จากนั้นของที่น่าจะตกลงพื้นก็หายวับไปในอากาศ

มาถึงตรงนี้ผมคุณน่าจะเข้าใจบางอย่างได้ เช่นผมเอาของกินเข้าไปในโรงหนังได้ยังไงทั้งที่มันผิดกฏ? 

ถ้ายังไม่เข้าใจ คำตอบก็อยู่ที่เวทย์‘มิติ’ตรงหน้าคุณแล้ว

“แค่นี้ไม่ใช่ปัญหาเลยครับ”

“ค่ะ ทางเราต้องขอบพระคุณในความกรุณาของคุณลูกค้าที่ไม่รับถุงพลาสติกเช่นกัน”

ผมล่ะทึ่งเลยที่เธอสามารถรักษาภาพพจน์ได้หลังจากเห็นสิ่งนั้นไป สมแล้วที่เป็นมือชีพ

ผู้จัดการเอ็งควรเลื่อนขั้นให้เธอคนนี้อย่างด่วนเลย...แล้วเอ็งก็ลาออกไปซะ

“คุณลูกค้า เดี๋ยวก่อนค่ะ!”

ก่อนที่ขาของผมจะก้าวพ้นบานประตูเลื่อน พนักงานหญิงคนนั้นก็ตะโกนไล่หลังมา

อา...กะอีแค่กาฟากระป๋องเดียวทำเป็นเมินไปก็ได้แท้ๆ

“คุณลืมของน่ะค่ะ”

จะบอกว่าลืมก็กะไร เรียกว่า‘จงใจ’วางไว้น่าจะถูกกว่า

ที่จริงผมจะรับคืนมาก็ได้...แต่เผอิญว่าก่อนหน้านี้เพิ่งจะกินกาแฟไปเนี่ยสิ

แถมอีกอย่าง

“หึหึหึ รับไปเถอะครับ”

“เอ๊ะ?”

จะเพราะอารมณ์ดีหรืออะไรก็ไม่รู้หรอก แต่หัวเราะได้น่าขนลุกชิบเลยตูเนี่ย...

ส่วนคุณพนักงานก็ดูจะแปลกใจอยู่ไม่น้อย ทว่าพริบตาเดียวก็เรียกสติกลับมาได้

ไม่เลว...

“ขอบพระคุณค่ะสำหรับความเอาใจใส่ ฉันรู้สึกดีใจมากๆ แต่ฉันมีหน้าที่ต้องบริการลูกค้า ดังนั้นจึงไม่อาจรับสินน้ำใจนี้ได้ค่ะ”

สมแล้วล่ะที่เป็นเอลฟ์ เรื่องทิฐินี่ยืนหนึ่งเลย

ผมก็ไม่ได้รังเกียจความแน่วแน่แบบนี้หรอก กลับกันคือรู้สึกชอบด้วยซ้ำ

บางครั้งความหวังดีที่ไม่หวังอะไรตอบแทนมันก็ทำให้ผู้รับรู้สึกอ่อนแอได้

อย่างกรณีตรงหน้า ถ้าผมตัดบทแบบหล่อๆทำนองว่า “จะพึ่งพาคนอื่นบ้างก็ไม่เห็นเป็นอะไรนี่?” สาวเจ้าคงจะกรี๊ดกร๊าดแล้วหลงผมหัวปักหัวปำ...มั้ง

แล้วสุดท้ายมันจะเป็นยังไงล่ะ?

หน้าที่ หรืออะไรก็ตามที่เธอกำลัง‘แบกรับ’ ผมมั่นใจว่ามันจะต้องพังครืนลงมาอย่างแน่นอน

ตัวเธอจะกลายเป็นคนที่เอาแต่พึ่งพาคนอื่น สุดท้ายก็จะไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้

คุณอาจคิดว่าผมกำลังคิดไปเอง...แย่หน่อยนะที่ไม่ใช่ แค่ความรู้สึกที่แผร่ขยายออกมารอบๆตัวเธอมันบอกเช่นนั้น

ผมเพียงแค่ทำหน้าที่บรรยายออกมา

“ผมเข้าใจแล้วครับ”

ผมรู้...ว่าที่ตัวเองทำอยู่นี่มันไม่ต่างอะไรกับการดูถูกเธอ

ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง...ผมคงตอบไม่ได้ว่าเพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?

ทว่าบางครั้ง...

“ถ้างั้นก็—”

“แต่ผมก็อยากให้คุณรับไว้อยู่ดี”

มนุษย์เราก็ชอบมอบสิ่งดีๆให้ผู้คนรอบข้างโดยไม่มีเหตุผล

ถึงจะรู้ว่าอีกฝ่ายปฏิเสธที่จะรับ ท้ายสุดยังไงก็หาทางยัดเยียดให้อยู่ดี

ย้อนแย้งเนอะ? ความคิดไปอย่าง การกระทำไปอีกอย่าง 

นี่แหละมนุษย์

จะด้วยเหตุผลอะไรก็อย่าสนเลย เอาจริงผมว่าคุณเองก็น่าจะรู้อยู่แล้ว...อีกอย่างก็แค่กาแฟเอง 

จะอะไรกันนักหนา...

“แต่ว่า!”

“คุณพูดสินะว่ามีหน้าที่ต้องบริการลูกค้า งั้นก็รับไว้แล้วคิดซะว่าบริการผมละกัน”

“...”

หวา...ทำหน้าแบบ“ฉันไม่เข้าใจค่ะ”สุดๆไปเลยแฮะ

อย่างว่า...มาตกกระไดพลอยโจนกับความเอาแต่ใจของลูกค้าแบบนี้ ต่อให้เป็นผมก็คงมีสับสนกันบ้าง

ช่วยไม่ได้แฮะ แถให้เธอหน่อยก็แล้วกัน

“แล้วก็อย่าเข้าใจผิดสิ ผมไม่ได้ให้ฟรีๆเสียหน่อย แต่เพราะรู้สึกประทับเลยอยากจะตอบแทนต่างหาก”

“...”

“ไม่ว่าคุณจะอยู่ในหน้าที่หรือมีอะไรที่ทำให้เข้าใจเจตนาผมผิด...บอกตามตรงว่าผมไม่สนใจแค่คราวหน้าผมอยากให้คุณทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยมเหมือนวันนี้ก็เท่านั้น”

“ทำไมถึง...ต้องสนใจพนักงานอย่างฉันด้วยล่ะคะ?”

ถามว่าทำไมงั้นเหรอ? บอกตามตรงว่าไม่มีเหตุผลอะไรลึกซึ้งหรอก แต่อีกฝ่ายอาจจะเข้าใจผิดว่าผมกำลังหวังร่างกายก็ได้

เพิ่งซื้อถุงยางมาด้วยสิ...

“ไม่มีเหตุผลหรอก ก็แค่โควต้าทำความดีหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์น่ะ”

“เอ๊ะ...โควต้า? ทำความดี?”

เฮ้ยๆ อย่ามองผมแบบนั้นสิ ถึงชาติก่อนผมจะเป็นจอมมารแต่ชาตินี้ผมเป็นแค่คนธรรมดาๆนะ

อยากทำความดีบ้างอะไรบ้างนี่แปลกนักรึไง?

“ตามนั้น ก็...ถึงผมจะว่างั้น แต่ความจริงก็หวังกำไรอยู่หน่อยๆเหมือนกัน”

“ไหนว่าทำความดีไงคะ เมื่อกี้นี่โกหกเหรอ?”

“นี่คุณ...ไม่รู้จักเหรอทำความดีเพื่อหวังผลตอบแทนน่ะ คุณรับกาแฟไปแล้วมีกำลังใจทำงานต่อ ส่วนผมมาคราวหน้าก็จะได้ไม่ต้องเจอพนักงานถอนหายใจดัง“เฮ้อ”ด้วย เห็นปะ ก็วินๆกันสองฝ่าย”

“อุ่บ!...ฉันถอนหายใจดังขนาดนั้นเลยเหรอคะ!? แล้วนั่นก็ไม่ใช่ทำความดีแล้วค่ะ! ก็แค่บอกให้ฉันหุบปากไม่ใช่หรือไง!?”

“ก็เหมือนกันแหละ...”

“คนละความหมายเลยค่ะ!”

ยังไงหว่า? แล้วการทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทนมันมีด้วยเหรอวะ? คนเราทำอะไรสักอย่างก็หวังจะได้อะไรสักอย่างกับมาทั้งนั้น 

บางทีอาจจะเป็นความสุขของผู้รับ...แต่โดยรวมก็ไม่เห็นต่างอะไรกับผมเลยนี่?

“เอาน่า รับๆไปเถอะ จะหวังผลหรือไม่ก็ช่างปะไร ผมแค่อยากให้คุณรับมันแล้วผล่อนคลายเท่านั้น ขืนเจอคุณคราวหน้าแล้วเป็นแบบนั้นอีกผมจะรู้สึกแย่เอา เอาเถอะ...พอถึงตอนนั้นค่อยเพิ่มอย่างอื่นนอกจากกาแฟก็แล้วกัน”

“ฉันจะเครียดเอาสิคะ...”

ความเงียบเข้าเล่นงานพวกเราสองคน

ตัวผมเองก็ไม่รู้จะตอบอะไรกลับดีไป...หรือต้องบอกว่าไม่ควรพูดแทรกดีล่ะ ก็นั่นน่ะ...

“คิกคิกคิกคิก...”

เสียงหัวเราะมีความสุขแบบนั้นผมไม่สมควรเข้าไปขัด...ที่ทำได้มีแค่ปล่อยใหช่วงเวลาแห่งความผาสุขนี้จบลงเท่านั้น

เอลฟ์สาวพยายามยกกาแฟกระป๋องขึ้นมาปิดใบหน้า โชคไม่ดีที่กระป๋องค่อนข้างเล็ก สุดท้ายเลยปิดได้แค่บริเวณปาก

จะว่าเขิลหรืออะไรดี...หน้าเธอแดงเป็นลูกแอปเปิ้ลเลย หูเองก็กระดิ่กไปมา ไม่สิ ไอ้แบบนี้น่ะเรียกส่ายเป็นหางหมายังจะดูเห็นภาพกว่า...

“จะจีบกันงั้นเหรอคะ...?”

โฮว...ดูเป็นคนเรียบร้อยแท้ๆ แต่ใจกล้าไม่เบา เล่นถามกันตรงๆแบบนี้...ถ้าผมเด็กกว่านี้หน่อยคงได้แหกปากลั่นร้านไปแล้ว

“หึหึหึหึ ก็นะ จะว่าใช่มันก็ใช่อยู่ แต่ไม่ต้องใส่ใจมากหรอก ผมเป็นมนุษย์ที่เห็นคนสวยๆแล้วชอบเผลอตัวน่ะ ไม่ใช่คนดีอะไรหรอก...”

ใช่...ผมไม่ใช่คนดีอะไรเลย ประวัติศาสตร์เองก็บอกเช่นนั้น

“หุหุหุ ตรงไปตรงมาดีนะคะ”

“ไม่ค่อยชอบอ้อมค้อมน่ะ ยุ่งยากจะตาย”

“เห...งั้นเมื่อกี้ก็บอกกันดีๆก็ได้นี่คะ?”

“นั่นน่ะยุ่งยากกว่าอีกนะ”

“งั้นเหรอคะ?”

จ้าๆ อารมณ์ดีจริงนะ...

เพราะเธอคนนี้หัวดื้อล่ะนะ บางทีไม่ทำอะไรตรงๆก็อาจจะดีกว่า

“อารมณ์ดีจังนะครับ ทั้งที่เมื่อไม่นานมานี้ยังดูตายซากอยู่เลย”

“แหม...เรื่องนั้นก็เพราะใครบางคนแถวนี้ยุ่งไม่เข้าเรื่องนั่นแหละค่ะ”

“ใช้ไม่ได้เลยนะครับ แส่ไม่เข้าเรื่องเนี่ย”

“ค่ะ ไม่ได้เรื่องเลย”

“...”

บางทีอยู่นานกว่านี้อาจจะแย่เอาก็ได้ ทำให้คนอื่นมีความสุขมันก็ดี แต่จะปล่อยให้แขกรอนานไม่ได้

น่าเสียดายแต่คงต้องจากกันเสียแล้ว...

“ในเมื่อไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวนะครับ อ้อ กาแฟนั่นผมไม่รับคืนนะ”

“ครั้งนี้ฉันจะรับไว้ก็ได้ค่ะ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนช่วยบอกชื่อของคุณหน่อยจะได้ไหมคะ?”

โลภไม่เบาแฮะเธอคนนี้ ได้หนึ่งจะเอาสอง ว่าไงดีล่ะ...ไอ้เรื่องไม่ยอมเสียผลประโยชน์นี่อย่างกับน้องสาวผมไม่มีผิด

ช่วยไม่ได้แฮะ

“อาชเรนครับ แล้วคุณล่ะ?”

แต่เรื่องไม่ยอมเสียผลประโยชน์เราก็ว่าคนอื่นเขาไม่ได้แฮะ

“โรซาลีน่าค่ะ”

เป็นชื่อที่ไพเราะไม่เบา...ดูเหมือนว่าจะตั้งโดยใช้ชื่อของนักบุญโรซารี่พร้องเข้าชื่อเทพแห่งสายลมลีนาเลีย

“โรซาลีน่า อืม งั้นคราวหน้าผมขอเรียกคุณว่าโรสก็แล้วกัน”

คุณโรซาลีน่ายิ้มอย่างพึงพอใจ...เป็นแบบนี้ผมคงไม่ต้องห่วงอะไรแล้วล่ะ

ผมบอกลาคุณโรซาลีน่าหนึ่งครั้งก่อนจะรีบเดินออกมา

โดยมีเสียงไล่หลังมาว่า

“ครั้งหน้าเชิญใหม่นะคะ!”

ถึงจะเสียเวลาไปนิดหน่อย แต่หาได้กระทบเป้าหมาย

เหยื่อของวันนี้ยังไงก็ต้องเป็นเทวทูตที่ตามหลังผมมาเนี่ยแหละ

เอาล่ะ 

จะสร้างสถาณการณ์ให้อีกฝ่ายปรากฏตัวยังไงดีนะ?

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น