END love "จบรักสถานะเพื่อน"

ตอนที่ 4 : บันทึกของเพื่อน ฉบับ3 “ความเลวร้ายที่เคยทำลายหัวใจ”

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 24
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    4 เม.ย. 63

Por part

ทุกคนต่างบอกว่าเวลาเป็นสิ่งที่มนุษย์ได้รับเท่ากันทุกคน ในแต่ละวันมนุษย์เราจะมีเวลาในการใช้ชีวิต 24 ชั่วโมงเท่ากันหมด การอ้างว่าไม่มีเวลาจึงไม่ใช่เหตุผลของคนไม่รับผิดชอบ ถึงทุกคนจะพูดแบบนั้นแต่สำหรับผมแล้วเวลาไม่เคยเท่ากันเลยสักครั้ง เพราะเวลาแห่งความสุขมักผ่านไปเร็วเสมอ ต่างกับเวลาแห่งความทุกข์ที่เข็มนาฬิกามิได้ก้าวเดินไปข้างหน้าเลยแม้แต่น้อย

24 ชั่วโมงที่เท่ากันสำหรับผมบางวันมันก็เป็น 24 ชั่วโมงแห่งความฝันเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วที่หลงเหลือไว้เพียงความทรงจำอันเลือนรางให้คิดถึง ต่างกับบางวันที่กลายเป็น 24 ชั่วโมงแห่งความเจ็บปวดทรมาน นาฬิกาที่ไม่เคยขยับเขยื้อนกับหัวใจที่แหลกละเอียดแตกสลายไปกับคำพูดและการกระทำของใครบางคน จนทำให้ผม...กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่อีกต่อไป

“ปอ!”

“...”

“ปอ! แม่ถามทำไมไม่ตอบ”

“...”

“เป็นใบ้เหรอไง!”

“…”

“แค่สอบเข้ามอหนึ่งง่าย ๆ แค่นี้ทำไมสอบไม่ติด!”

“...”

“ดูอย่างหลานป้าแป๋วข้างบ้านสิ ทั้งขยันทั้งเรียนได้ที่1 ทั้งสอบเข้าโรงเรียนในเมืองได้”

“ก็ปอไม่เก่งเหมือนคนอื่นไงแม่”

“ไม่เก่งหรือไม่พยายาม เวลาก็มีตั้งเยอะแยะแต่หนังสือหนังหาไม่รู้จักอ่าน

“...”

“ขี้เกียจตัวเป็นขน วัน ๆ เอาแต่นั่งเล่นเกม ให้เรียนพิเศษก็ไม่ไป ถึงได้โง่ดักดานอยู่แบบนี้ไง”

“...”

“แค่เริ่มต้นง่าย ๆ แค่นี้ก็ทำไม่ได้ ต่อไปจะทำอะไรสำเร็จบ้าง”

“แม่...แต่ปอ”

“โง่ขนาดนี้ไม่ต้องมาเรียกแม่ว่าแม่แล้ว ฉันไม่มีลูกโง่ขนาดนี้!”

“...”

ผมได้แต่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่กลางบ้าน ใบหน้าสีขาวสะอาดกำลังค่อย ๆ ขึ้นสีแดงระเรื่อ คิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากันเป็นปม ดวงตากลมเล็กค่อย ๆ เผยให้เห็นหยดน้ำสีใสไหลออกอาบสองแก้ม ลมหายใจและน้ำเสียงค่อย ๆ เผยให้เห็นความอ่อนแอบนเสียงสะอื้น ถึงแม้จะเป็นบทสนทนาสั้น ๆ ไม่ถึงห้านาทีแต่มันกลับเต็มไปด้วยความอึดอัดทรมานและฝังรากลึกเป็นความทรงจำอันเลวร้ายที่จะคงอยู่ตลอดไป

วันนี้เป็นวันประกาศผลการสอบเข้าโรงเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่หนึ่ง และแน่นอนว่าผมสอบไม่ติดโรงเรียนที่แม่หวังให้เข้า ถึงจะเป็นโรงเรียนที่ไม่ได้การแข่งขันสูงมากแต่ก็ถือเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงในแถบนี้ แม่ของผมคาดหวังกับเรื่องการเรียนต่อชั้นมัธยมต้นเป็นอย่างหนักเพราะป้าแป๋ว ป้าข้างบ้านที่ชอบมาคุยกับแม่ประจำว่าช่วงมัธยมต้นคือหัวเลี้ยวหัวต่อถ้าได้เข้าโรงเรียนดี ๆ อีกหน่อยจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยดัง ๆ ได้ไม่ยาก ป้าแป๋วเลยผลักดันหลานชายวัยเดียวกับผมที่ทั้งเก่งหัวดีและฉลาดกว่าให้เรียนพิเศษอย่างหนักจนสามารถสอบเข้าโรงเรียนนั้นได้ แตกต่างกับผมอย่างสิ้นเชิง

ผมปอ ปวรเรศ แซ่จาง เด็กนักเรียนสุดขี้เกียจที่ไม่ค่อยยอมส่งการบ้านแถมติดเกมกว่าใคร ๆ ผมดูเหมือนจะเป็นเด็กหน้าห้องนะแต่ดูเหมือนจะเป็นเด็กหน้าห้องที่หัวไม่ดีเหมือนใคร ๆ เรียนคณิตศาสตร์หรือวิชาคำนวณทีไรเป็นอันต้องหลับทุกที พูดให้ใครฟังก็คงยากที่จะเชื่อว่าเด็กคนที่ปัจจุบันเป็นที่หนึ่งของโรงเรียน เด็กที่สอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยชั้นนำได้จะทั้งติดศูนย์ มาโรงเรียนสาย และโง่จนเกรดเฉลี่ยที่ได้รับแต่ละเทอมรั้งท้ายสุดของห้องเรียนแทบตลอด ก็อย่างที่ว่าตัวผมในเวลานี้จะเอาอะไรไปสู้คนอื่นจะเอาปัญญาที่ไหนไปสอบเข้าโรงเรียนชั้นนำอย่างที่แม่หวังได้

“อึก...ฮือ...”

“ยังจะร้องไห้อีก เป็นผู้หญิงเหรอถึงได้ร้องไห้ ฉันไม่ได้มีลูกอ่อนแอขนาดนี้นะ”

“ฮือ...อึก...ฮือ...”

“ยังไม่หยุดร้องอีก! อยากโดนไม้เรียวเหรอ!”

“แม่ ๆ พอแล้วน่า เลิกว่าลูกได้แล้ว”

น้ำเสียงทุ้มนุ่มลึกของคนที่คุ้นเคยดังขึ้น เป็นเสียงของคนที่เพิ่งพาผมกลับมาจากการฟังผลสอบในโรงเรียนชั้นนำ คนเดียวกับคนที่คอยช่วยเหลือผมอยู่ตลอดเวลาในทุกครั้งที่โดนแม่ต่อว่าด่าทอ ระหว่างป๊ากับแม่ถ้าให้ผมบอกจากใจจริงผมรักป๊ามากเพราะป๊าทั้งใจดีคอยเป็นห่วงและตามใจผมเสมอ ต่างกับแม่อย่างสิ้นเชิงเพราะนอกจากวาจาปากร้ายที่ชอบพูดจารุนแรงทำร้ายจิตใจคนฟังอย่างผมที่เป็นลูก แม่ยังชอบใช้ถ้อยคำด่าทอเสียดสีให้อีกฝ่ายเจ็บจนต้องร้องไห้ออกมา

ผมคงเป็นลูกชายที่แย่มากเพราะไม่เคยทำให้แม่สมหวังเลย และทุกครั้งผมก็ไม่เคยได้รับคำปลอบโยนหรือกำลังใจจากแม่เลยสักครั้ง ผมกล้าพูดได้เต็มปากว่า ผมรักป๊ามากแต่ผมเกลียดแม่ที่สุด แม่ที่ไม่เคยฟังลูกอย่างผมเลยแม้แต่ครั้งเดียว

“อึก...ฮือ...อึก...ป๊า...”

“ไม่เป็นไรแล้วนะ ไม่ต้องร้องนะ”

“คุณนี่ก็นะ ให้ท้ายกันเข้าไป เอาเลยสิ เอาให้ลูกเสียคนไปเลย!”

“ผมไม่ได้ให้ท้ายลูกนะ และลูกก็ไม่ได้เสียคน ลูกเราเป็นเด็กดี”

“เอ้อ! เข้าข้างกันเข้าไป เหมือนกันทั้งพ่อทั้งลูก ไปเลยนะขึ้นไปชั้นสองเลยนะ”

“อึก..ฮือ...อึก...”

“ไปลูกปอ เราขึ้นไปชั้นสองกัน คุณก็ใจเย็นลงบ้าง แบบนี้มันไม่ดีต่อตัวคุณเองนะ”

“รีบ ๆ ขึ้นไปกันทั้งสองคนเลย! ขวางหูขวางตา!”

“ฮือ...”

กำลังใจจากครอบครัวเป็นสิ่งที่สร้างพลังบวกให้คนเราก้าวเดินไปข้างหน้า ในขณะที่ถ้อยคำทำร้ายหัวใจจากครอบครัวหรือคนที่เรารักกลับกลายเป็นบาดแผลอันเลวร้ายที่หยั่งรากลึกลงในความทรงจำ ก่อร่างสร้างตัวเป็นร่องรอยแห่งความโศกเศร้าและน้ำตาอีกนับครั้งไม่ถ้วน

ปึก…

เสียงบานประตูของห้องนอนห้องเล็กบริเวณชั้นสองปิดตัวลง เด็กผู้ชายร่างเล็กนั่งลงบนเตียงกับชายผู้เป็นพ่อที่ยืนอยู่ข้างตัว ฝ่ามือแผ่นใหญ่บรรจงถอดแว่นหนาของผมออกเผยให้เห็นร่องรอยแห่งการฝืนทนไม่ให้น้ำตาไหลลงตรงหน้าของหญิงผู้เป็นแม่มากไปกว่านั้น เรียวนิ้วค่อย ๆ เช็ดผ่านหางตาเพื่อให้ใบหน้ากลับมาเป็นแบบเดิมอีกครั้ง

“ร้องไห้อีกแล้วนะ” ร่างสูงของชายผู้เป็นพ่อเริ่มต้นพูดทันที เมื่อเด็กน้อยยังคงนั่งเศร้าและสะอื้นอยู่แบบเดิมโดยไม่ขยับเขยื้อนไปไหน

“ก็แม่...”

“แม่เขาก็มีเหตุผลของแม่แหละ”

“แต่เมื่อก่อนแม่ไม่เป็นแบบนี้ แม่ไม่เคยว่าปอแรงขนาดนี้”

“...”

“แม่เกลียดปอมากขนาดนั้นเลยเหรอ”

“...”

“ป๊า ปอไม่ใช่ลูกแม่จริง ๆ ใช่ไหม แม่ถึงไม่รักปอเลย”

“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกปอ”

“แล้วทำไม อึก...ฮือ...ทำไมแม่ต้องด่าปอขนาดนั้น ปอบอกแล้วไงว่าปอไม่ได้เก่งแบบคนอื่น”

“จริง ๆ แม่เขารักและเป็นห่วงปอมากเลยรู้ไหม”

“ไม่จริงอะ อึก...แม่เกลียดปอ และปอเกลียดแม่ ฮือ...”

“ปออย่าพูดแบบนั้นเลย ถ้าแม่ได้ยินแม่จะเสียใจนะ”

“แล้วแม่ทำแบบนั้นปอไม่เสียใจเหรอ อึก...”

“ปอเชื่อป๊านะ ปอต้องเข้มแข็งเปลี่ยนตัวเองทีละนิดแล้วแม่จะเห็นเอง”

“...”

“เอาล่ะเดี๋ยวป๊าต้องไปละ ต้องไปเตรียมหาโรงเรียนใหม่ให้ปอก่อน ฮ่า ๆ”

“ป๊า...”

“ว่าไง”

“แม่ไม่ได้เกลียดปอจริง ๆ ใช่ไหม?”

“ฟังป๊าดี ๆ นะ ทุกอย่างมีเหตุผลของมันเสมอ แล้ววันนึงปอจะเข้าใจเอง แต่เชื่อป๊านะว่าไม่มีพ่อแม่ที่ไหนไม่รักลูกของตัวเอง”

“แล้วเรื่องโรงเรียน?”

“เดี๋ยวป๊าต้องลงไปคุยกับแม่ก่อนว่าจะเอายังไง ป๊าว่าโรงเรียนใกล้ ๆ นี้น่าจะพอมีที่ว่างอยู่ แต่...อาจจะไม่ใช่โรงเรียนที่แม่ถูกใจเท่าไหร่ ก็อย่างที่ว่าแหละเด็กแถวนี้ตีกันบ่อยจะตาย ป๊ายังนึกภาพปอวิ่งไปตีกับคนอื่นไม่ออกเลย ฮ่า ๆ”

“ป๊า! ปอไม่ได้จะไปตีกับใครสักหน่อย”

“ป๊ารู้ว่าปอไม่ไปตีใครหรอก แต่แม่เขาเป็นห่วง”

“แม่เป็นห่วงอะไรปอ”

“เป็นห่วงว่าปอจะโดนคนอื่นเขามาตีแทน แม่เขาเป็นห่วงปอมากนะ”

“...”

 

เปิดเทอม

ปิดเทอมที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ผ่านไปเร็วมาก เพื่อน ๆ ในชั้น ป.6 กระจัดกระจายกันไปตามทางเดินของแต่ละคน ผมเองก็ได้มาอยู่โรงเรียนแห่งหนึ่งใกล้ ๆ บ้าน โรงเรียนที่ติดอยู่ข้างวัด โรงเรียนที่วัดบริจาคที่ดินให้เพื่อสร้างโรงเรียนแห่งนี้ โรงเรียนที่ขึ้นชื่อเรื่องการชกต่อยและทะเลาะวิวาทตบตีกันทุกวี่วัน โรงเรียนที่ผู้ปกครองไม่ค่อยอยากส่งบุตรหลานมาเรียนเพราะกลัวไปมีเรื่องกับคนอื่น โรงเรียนที่เต็มไปด้วยแก๊งขาใหญ่หน้าโหดประจำโรงเรียน

ผมเพิ่งจะเข้าใจในสิ่งที่แม่พูดว่าเพราะอะไรแม่ถึงอยากให้ผมเข้าเรียนในโรงเรียนชั้นนำ ทำไมถึงไม่อยากให้ผมเข้ามาเรียนในโรงเรียนที่เต็มไปด้วยอันธพาลแบบนี้ แต่ถึงจะพูดแบบนั้นคนโง่ ๆ อย่างผมคงไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกอะไรได้เลย โดยเฉพาะกับโรงเรียนแห่งนี้ที่ครูให้ความสนใจกับคนเก่งเป็นพิเศษแต่กลับเลือกที่จะละเลยเด็กที่เรียนไม่เก่งทุกคน

อาจเป็นเพราะเลยเวลาเปิดเทอมมาได้สองอาทิตย์กว่าแล้ว แต่ผมกลับเพิ่งได้มาเรียนที่นี่เพราะความล่าช้าจากการทำเรื่องเข้าเรียนภายหลังบวกกับเกรดเฉลี่ยอันย่ำแย่ในขณะที่คุณครูและผู้อำนวยการแต่ละโรงเรียนที่ผ่านมาพากันส่ายหน้าอย่างไม่ต้อนรับ ก็จริงอย่างที่ว่าทุกโรงเรียนไม่เคยต้องการเด็กโง่ ๆ เพิ่มเข้าไปเป็นภาระในห้องเรียน ผมเลยเสียเวลาไปค่อนข้างนานกว่าจะได้เริ่มต้นเรียนเหมือนคนอื่น และเพราะเป็นเช่นนั้นคนรอบตัวของผมเลยดูเหมือนจะมีเพื่อนและจับกลุ่มกันหมดแล้วเหลือเพียงแค่ผม ไอ้ปอ เด็กแว่นตาตี่หน้าตาเฉิ่มเชย ที่มีผลการเรียนสุดย่ำแย่คนหนึ่ง ท่ามกลางสถานที่แบบนี้ ผมจะหาเพื่อนดี ๆ สักคนได้บ้างไหมนะ

“สวัสดีครับ ผม ปอ ปวรเรศ แซ่จาง ครับ”

เวลานี้ตัวผมในวัย 13 ปี กำลังยืนแนะนำตัวต่อหน้าเพื่อนใหม่อยู่บริเวณหน้าห้องแห่งนี้ครับ นี่คือห้องท้ายสุดของโรงเรียน ด้วยเกรดเฉลี่ยที่ผ่านมาอย่างสวยงามของผมตั้งแต่ ติด 0 ติด ร ติด มผ และเกรดอื่น ๆ ทั้งหมด คงเป็นเรื่องปกติที่คนอย่างผมจะต้องมาเรียนที่ห้อง ม.1/11 ห้องที่เต็มไปด้วยคนที่เรียนไม่เก่ง และที่ขึ้นชื่อเรื่องการชกต่อยและทะเลาะวิวาทตบตีกว่าห้องไหน ๆ ภายในโรงเรียน

“ยังไงครูฝากดูแลเพื่อนใหม่กันด้วยนะคะ มีที่นั่งตรงนั้นว่างอยู่สองที่ เธอไปนั่งตรงนั้นก่อนแล้วกัน ถ้าไม่มีอะไรแล้วครูขอตัวไปสอนก่อนนะ”

คุณครูประจำชั้นวัยละอ่อนชี้ไปทางที่นั่งแถวสองของห้องเรียนซึ่งว่างอยู่ทั้งสองที่ ดูเหมือนจะเป็นตำแหน่งที่ไม่มีใครอยากนั่งแต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ผมก็เดินไปนั่งอย่างว่าง่าย ไม่รู้ว่ารู้สึกไปเองหรือเปล่าเพราะผมรู้สึกเหมือนกันว่าสายตาเพื่อน ๆ ภายในห้องมองผมอย่างแปลกประหลาด ไม่ใช่สายตาของคนที่อยากทำความรู้จักแต่เป็นสายตาแปลกประหลาดที่ยากจะอ่านออกหรือคาดเดาความคิดได้ หวังว่าวันนี้จะเป็นวันเริ่มต้นของการเรียนที่ดีนะ

 

“นี่ ไอ้แว่น”

คาบสุดท้ายก่อนจะถึงเวลาพักกลางวันผมได้ยินเสียงแหบกระด้างของใครบางคนเข้า เมื่อผมหันไปมองก็ต้องพบกับผู้ชายร่างใหญ่ที่ดูท่าทางไม่เป็นมิตร เสื้อนักเรียนที่หลุดลุ่ยกับกางเกงขาสั้นที่สั้นผิดปกติพร้อมถุงเท้าสุดสั้น ทั้งหมดคือสัญลักษณ์ของเด็กเกเรที่ตั้งใจทำผิดกฎของโรงเรียนอย่างชัดเจน น้ำเสียงเหล่านั้นบ่งบอกกับผมทันทีว่าอย่าหันไปยุ่งกับคนพวกนี้เลยถ้าไม่อยากมีปัญหา

“...”

“มึงนั่นแหละ ไอ้แว่น”

“เอ่อ...หมายถึงเราเหรอ” สุดท้ายก็หันมาจนได้สินะ

“นอกจากมึงแล้วยังมีใครใส่แว่นอีกเหรอ”

“เราชื่อปอนะ เรียกปอดีกว่า”

“กูจะเรียกแว่น มึงมีปัญหาอะไรปะ”

“เอ่อ...คือ...” นั่นไงไม่ควรเข้ามายุ่งจริง ๆ

“หรือมึงอยากมีปัญหากับกู ฮะ! ไอ้แว่น!”

“มะ...ไม่อยาก” แค่นี้ก็พอจะรู้แล้วล่ะว่าไม่ว่ายังไงก็ไม่ควรเข้าไปยุ่งกับคนพวกนี้ถ้าไม่อยากมีปัญหาตามมาทีหลัง เพราะคนพวกนี้คงกัดไม่ปล่อยแน่

“ดูท่าทางมึงจะยังไม่มีเพื่อนนะ”

“...”

“มาอยู่กับพวกกูก็ได้”

“ได้จริงเหรอ”

“ได้ แต่มีข้อแม้”

“ขะ...ข้อแม้”

“ถ้ามึงอยากเป็นเพื่อนกับกูต้องทำการบ้านให้พวกกู ถ้าอยากไปกินข้าวกับพวกกูก็ต้องเลี้ยงน้ำพวกกูทุกวัน ถ้าอยากกลับบ้านกับพวกกูก็ต้องจ่ายค่ารถให้พวกกูทุกวัน”

“...”

“ตกลงปะ ไอ้แว่น”

“เอ่อ...คือ...”

นั่นไงไอ้ปอ คนพวกนี้มันอันตรายเกินไป แค่ดูก็รู้แล้วว่ามันไม่ได้ต้องการเพื่อนแต่มันต้องการทาสดี ๆ นี่เอง ขืนไปอยู่กับพวกมันมีหวังโดนไถเงินทุกวันแน่และคงไม่ใช่แค่ค่าข้าวค่าน้ำหรือค่ารถอย่างที่มันบอกแน่ บ้านผมก็ไม่ได้มีเงินมากมายขนาดนั้นเสียหน่อยและถึงมีผมก็คงไม่คิดที่จะให้คนพวกนี้แน่ แต่ตามสัญชาตญาณผมบอกว่าถ้าปฏิเสธไปพวกนี้มันต้องไม่ยอมจบแค่นี้แน่ ๆ มันต้องมีอะไรที่หนักหนาสาหัสกว่านี้แน่ ‘ป๊า เหตุการณ์แบบนี้ปอควรทำยังไงดี’

“ตามนั้นนะ ไอ้แว่น เริ่มเที่ยงนี้เลย ออกค่าข้าวให้พวกกูด้วย”

“คือ...เราว่า”

“...”

“เราคิดว่าคงไม่ได้ไปกับพวกนายอะ”

“ว่าไงนะไอ้แว่น!”

“เราโง่อะ เราทำการบ้านให้พวกนายไม่ได้หรอก แล้วเราก็ไม่ได้มีเงินเยอะขนาดนั้น”

“...”

“ขอโทษทีนะพวกนาย...

พรึบ!

ร่างเล็กที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ถูกกระชากคอเสื้ออย่างรุนแรงจนร่างกายถลาออกจากโต๊ะพร้อมกับข้าวของต่าง ๆ ทั้งดินสอปากกาและไม้บรรทัดกระจัดกระจายลงพื้นจนหมด เวลานี้หัวใจผมเต้นแรงจนผิดจังหวะ ผมรู้สึกได้ว่าผมกำลังร้องไห้ด้วยความกลัวจากข้างใน ผมได้แต่กรีดร้องอยู่ในอกเพราะสิ่งที่ผมกลัวกำลังจะเป็นจริง ผมไม่อยากมีปัญหากับใคร ผมอยากอยู่นิ่ง ๆ แบบคนอื่น ๆ อยากอยู่แบบคนปกติ ‘ป๊า...ช่วยผมด้วย ผมกลัว ใครก็ได้ช่วยผมด้วย’

“ไอ้เชี่ยแว่น! นี่มึงกล้าปฏิเสธพวกกูเหรอ”

“...”

“มึงรู้ไหมว่าไม่เคยมีใครกล้าปฏิเสธพวกกู”

“...”

“มึงเลือกวิธีนี้เองนะ แล้วอย่าหาว่ากูไม่เตือน”

“คือ...”

“ทุกคนฟังกู!”

“...”

“ถ้าใครกล้ายุ่งหรือคุยกับไอ้เชี่ยแว่นนี่ กูถือว่าคนนั้นเป็นศัตรูกับกู กูไม่สนว่าผู้ชายหรือผู้หญิงกูจะเล่นงานแม่งให้หมด มึงได้ยินที่กูพูดใช่ไหม!” ผู้ชายร่างใหญ่ตะโกนเสียงดังลั่นต่อหน้าเพื่อนทุกคนในห้องเรียน พร้อมข่มขู่ไว้อย่างแรงจนหัวใจผมสั่นไหว คอเสื้อของผมยังอยู่ในกำมือของผู้ชายตรงหน้า นัยน์ตาผมเริ่มมีน้ำใสเอ่อล้นจากปลายหางตาทั้งสองข้าง เสียงสะอื้นเริ่มดังปะปนกับเสียงลมหายใจถี่ขึ้นเรื่อย ๆ

“อึก...ฮือ...”

“มึงร้องไห้เหรอ ร้องเลย! ร้องดัง ๆ สิ! กูชอบเห็นคนร้องไห้!”

“อึก...ฮือ...อึก...”

“กูบอกอะไรไว้อย่างนะ น้ำตาของมึงมันไม่ทำให้กูสงสารหรอก!”

พรึบ...ปึ้ง!

ร่างกายของผมถูกเหวี่ยงลงอย่างแรงจนต้นขากระแทกเข้ากับอะไรบางอย่าง ‘โอ๊ย’ ถ้าเป็นปกติผมคงร้องลั่นเพราะรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดที่มากกว่าปกติ วันนี้ขาของผมต้องเป็นแผลฟกช้ำแน่ แต่ผมก็ต้องอดทนฝืนความเจ็บไว้ในใจเพราะคนที่เพิ่งกระชากคอเสื้อของผมแถมเหวี่ยงจนผมล้มลงมานอนกองอยู่กับพื้นในสภาพนี้กำลังจ้องมองมาด้วยสายตาน่ารังเกียจ สายตาสมน้ำหน้าและสายตาที่บ่งบอกว่านี่แค่เริ่มต้น

อสุรกายร่างใหญ่หน้าตาน่ารังเกียจค่อย ๆ เดินจากไป ทิ้งไว้เพียงร่องรอยและบาดแผลฟกช้ำที่เกิดจากการกระทำทางอารมณ์ ผมพยายามลุกตัวขึ้นแต่เหมือนแรงกระแทกจะโดนจุดสำคัญทำให้รู้สึกปวดระบมจนไม่สามารถลุกขึ้นยืนเต็มความสูงได้ในทันที ผมได้แต่มองไปรอบข้างด้วยสายตาอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากเพื่อน ๆ รอบตัว แต่กลับไม่มีเลยแม้แต่คนเดียว ไม่มีแม้แต่คนที่คอยพยุงหรือดึงมือผมขึ้นจากความเจ็บปวด

 

แล้วเรื่องราวก็เป็นอย่างที่คิด ผมเดินอย่างเชื่องช้าเนื่องจากความเจ็บปวดบริเวณต้นขาที่ถูกโต๊ะกระแทกเข้าอย่างแรง ผมเพิ่งสังเกตที่บริเวณต้นขาดี ๆ อีกครั้งตอนที่เดินออกจากห้องเรียนเลยเห็นว่าเลือดกำลังไหลออกจากแผลสดบริเวณใกล้ ๆ แผลฟกช้ำเพราะว่าโต๊ะไม้ใช้งานมาหลายปีจึงมีร่องรอยของตะปูขึ้นสนิมและเศษไม้แหลมคมยกยื่นออกมาจากขาโต๊ะธรรมดา โชคดีที่วันนี้ไม่มีวิชาสุขศึกษาพลศึกษาไม่อย่างนั้นผมคงขยับตัวไม่ได้แน่ ๆ ผมค่อย ๆ นั่งกินข้าวอย่างเชื่องช้าเพียงลำพังก่อนจะค่อย ๆ ขยับพาร่างตนเองกลับมาที่ห้องเรียนห้องเดิม

ตลอดทั้งวันไม่มีใครเข้ามาพูดคุยกับผมเลยแม้แต่คนเดียว ไม่มีใครสักคนที่จะกล้าเดินเข้ามาทักทายผมในห้องเรียนเลยตั้งแต่เช้าจรดเย็นมีเพียงไอ้สารเลวนั่นคนเดียวที่เข้ามาทักทายผม ช่างเถอะพรุ่งนี้อาจจะโอเคขึ้นก็ได้ยังไงวันนี้ก็เลิกเรียนเร็วกว่าปกติเพราะคุณครูมีประชุม

ทั้งที่เป็นอย่างนั้นแต่ผมกลับถูกอาจารย์เรียกไปพบที่ห้องพักครูเพื่อพูดถึงการบ้านและงานค้างที่ต้องทยอยทำมาส่งย้อนหลังสำหรับสองอาทิตย์ที่ผ่านมา เวลานี้เพื่อนในห้องเรียนของผมคงกลับกันหมดแล้ว

 

ผมเดินตรงดิ่งกลับมายังห้องเรียนในเวลาประมาณสี่โมง ในขณะที่เพื่อนผมคนอื่นคงกลับบ้านกันหมดแล้วตั้งแต่บ่ายสาม ไม่คิดเหมือนกันว่าอาจารย์จะอธิบายงานกับการบ้านไปตั้งเกือบชั่วโมง นี่แค่วิชาคณิตศาสตร์อย่างเดียวเองนะแล้ววิชาอื่น ๆ ไอ้ปอจะรอดเหรอ ‘เฮ้อ....’ ผมได้แต่เดินคอตกถอนหายใจมาตลอดทางจนถึงห้องเรียน เป็นห้องเรียนที่มืดสนิทและเงียบกว่าปกติเพราะแสงสว่างภายในห้องถูกดับลงจนหมดแล้ว

ผมค่อย ๆ ก้าวเดินอย่างเชื่องช้ามาอยู่ที่หน้าประตู ผมออกแรงผลักประตูบานเลื่อนสีเข้มออกช้า ๆ ผมชำเลืองมองไปทางโต๊ะเรียนของผม ก่อนจะต้องพบกับความประหลาดใจขีดสุด

“เชี่ย! ใครทำแบบนี้กันวะ”

ผมรีบเดินกึ่งวิ่งทั้งที่ยังเจ็บต้นขาอยู่ตรงดิ่งเข้าไปหาโต๊ะเรียนทันที กระเป๋าหนังสือที่ตกไปกองอยู่บนพื้น หนังสือเรียนทุกวิชาที่กระจัดกระจายอยู่รอบตัว เครื่องเขียนแต่ละชิ้นสภาพเหมือนถูกโยนจนกระจายอยู่เต็มห้อง สมุดแต่ละวิชาถูกจับมาขีดเขียนจนไม่เหลือชิ้นดี พร้อมกระดาษแผ่นใหญ่บนโต๊ะกับข้อความที่ว่า ‘สำหรับมึง นี่แค่เริ่มต้นไอ้แว่น’

“อึก...ฮือ...อึก...” น้ำตาผมค่อย ๆ ไหลออกมาอาบแก้มขาวทั้งสองข้างอีกครั้ง แค่ปฏิเสธครั้งเดียวต้องทำขนาดนี้เลยเหรอ เกลียดกันมากขนาดนั้นเลยเหรอ ผมเป็นแค่เด็กใหม่ที่เพิ่งมาเรียนวันแรกต้องทำร้ายหัวใจผมขนาดนี้กันเลยเหรอ แต่ผมก็เศร้าได้เพียงไม่นานก่อนที่ประตูบานใหญ่หน้าห้องจะถูกเปิดออกอีกครั้ง

 

พรึบ

 

“โอ้โฮ ร้องไห้ใหญ่เลยว่ะ พวกมึงดูนี่สิ”

“ฮ่า ๆ ๆ ตลกหน้ามันฉิบหาย”

“อึก...ฮือ...อึก...”

“หน้าแม่งโคตรเหมือนโนบิตะร้องไห้อะ เป็นไงไอ้แว่นร้องหาโดเรม่อนให้ช่วยสิมึง”

“ฮือ...แกล้งเราทำไม เราไปทำอะไรให้พวกนาย”

“หึ ๆ จริง ๆ ก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไร มันก็แค่...”

“...”

“แค่กูไม่ชอบมึง ฮ่า ๆ ๆ หน้ามึงแม่งตลกวะ”

“ร้องไห้สิ ร้องอีกสิ ร้องดัง ๆ ไปเลย”

“ฮือ...อึก... ฮือ...ฮือ...”

“กูบอกมึงแล้วว่าน้ำตาไม่ช่วยให้กูสงสารมึงหรอก ไปพวกเรากลับ”

“...”

“แล้วก็... เชิญร้องไห้อยู่ในห้องนี้คนเดียวแล้วกัน”

“...” วินาทีนั้นผมรับรู้ได้ผ่านสายตาอันเยือกเย็นที่ส่งผ่านมาให้ผมทันที เรื่องเลวร้ายยังไม่จบแค่นี้แน่นอน และมันจะยิ่งรุนแรงขึ้นกว่าเดิมมากขึ้นไปอีก

“ไป! พวกมึง! ล็อกห้อง!”

“ดะ...เดี๋ยว อย่านะ อย่า!”

 

ปึ้ง ๆ ๆ

 

“เปิดเถอะ...อึก...ฮือ...เปิดเถอะนะขอร้อง”

“ทำไมกูต้องเปิดให้มึงด้วย”

“ขอร้อง...อึก...ฮือ...เปิดให้เราเถอะ”

“กูบอกแล้วว่าน้ำตาของมึงมันไม่ได้ช่วยอะไร แล้วมึงก็เลือกของมึงเอง”

“ฮือ...”

“ไป พวกเรากลับ มึงสับเบรกเกอร์ตรงบันไดตัดไฟในห้องเรียนด้วย”

 

พรึบ

 

แสงสว่างภายในห้องเรียนดับลงจากการกระทำของใครบางคนที่อยู่นอกห้อง วินาทีนี้สติของผมเริ่มหลุดรอยออกจากร่างกาย ผมคิดหาทางออกจากสถานการณ์แห่งนี้ไม่ออกอีกแล้ว ผมยอมแล้วยอมทุกอย่างให้ทำอะไรตอนนี้ผมจะยอมทำตามทุกอย่างแล้ว

“ยะ...อึก...อย่าเพิ่งไป ระ...เรากลัว เปิดประตูให้เราเถอะ เรายอมแล้ว...อึก...ฮือ... เราจะทำการบ้านให้ เราจะเลี้ยงข้าวเลี้ยงน้ำเลี้ยงค่ารถกลับบ้านให้ทุกวัน...อึก...ฮือ...ขอร้องเถอะ ปล่อยเรากลับบ้านนะ เราไหว้แล้ว”

“หึ ๆ”

“กลัวจนขึ้นสมอง แต่...กูไม่เปลี่ยนใจหรอก มึงนอนอยู่ในนั้นสักคืนก็คงไม่ได้แย่อะไรหรอกเนอะ”

“...”

“แล้วก็...ดึก ๆ ผีที่นี่โคตรดุ มึงระวังตัวไว้ด้วยล่ะไอ้แว่นโนบิตะ”

“ฮือ...ขอร้อง ไม่! อย่าเพิ่งไป ฮือ... กลับมา! อึก... กลับมาก่อน”

“...”

คนกลุ่มใหญ่ที่รุมกันอยู่หน้าห้องกำลังก้าวออกไป ทิ้งไว้แต่ผมที่ยืนร้องไห้อยู่หลังประตูกระจกที่ถูกปิดทับด้วยประตูโครงเหล็กที่เป็นเหมือนกรงขังแห่งพันธนาการจนผมไม่สามารถเรียกร้องให้ใครช่วยเหลือได้ ไม่นะคืนนี้ผมต้องนอนอยู่ที่นี่จริง ๆ เหรอ ป๊าล่ะต้องบอกให้ป๊ามาช่วย แต่วันนี้ผมไม่ได้หยิบมือถือมาเพราะคิดว่าแค่มาโรงเรียนวันแรกเลยไม่จำเป็นต้องใช้ก็ได้ น้ำตาผมค่อย ๆ เอ่อล้นและท่วมทะลักลงบนสองแก้มไหลรินรดหยดลงบนพื้นไม้ของห้องเรียนครั้งแล้วครั้งเล่าเอาแต่ภาวนาขอให้ใครสักคนกลับมาที่ห้องเรียนกลับมาเปิดประตูให้ผมที่ถูกกักขังอยู่ภายใน

ผมเอาแต่นั่งร้องไห้อยู่หลังประตู ผมเหนื่อย ผมท้อ ผมทรมาน ผมเกลียดความรู้สึกแบบนี้ ผมเกลียดโรงเรียนนี้ เกลียดพวกมันพวกที่ทำร้ายข้าวของและกักขังผมไว้ในห้องนี้ เกลียดทุกคนที่เอาแต่เดินหนีไม่สนใจผม ผมไม่อยากจะทนอยู่ในสถานที่แห่งนี้อีกแล้ว ผมอยากย้ายโรงเรียน

ป๊าช่วยย้ายโรงเรียนให้ผมอีกครั้งได้ไหม แต่ถึงจะพูดแบบนั้นกว่าจะได้เข้ามาเรียนที่นี่ตามปกติ ยังล่วงเลยเวลาเปิดเทอมมาตั้งสองอาทิตย์กว่า เพราะผมมันโง่ผมมันไม่เก่งผมเลยเป็นแบบนี้ เพราะโง่เลยไม่มีสิทธิ์เลือกอะไร ทั้งโดนแกล้งโดนทำร้าย โดนหมางเมินใส่อย่างน่ารังเกียจจากสายตาของคนพวกนั้น เป็นได้แค่ของเล่นใหม่ให้พวกมันพวกที่ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนร่วมห้องของผม ผมเกลียดพวกมันทุกคน

“ป๊า...ช่วยปอด้วย ปออยากกลับบ้าน ปอไม่ไหวแล้ว ฮือ”

ผมไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ผมคงร้องไห้มานานกว่าชั่วโมง และด้วยความเหนื่อยล้าผมจึงเผลอหลับไปทั้งที่น้ำใสยังเอ่อล้นออกจากด้วงตา เวลานี้แสงอาทิตย์ได้หมุนเวียนเปลี่ยนทิศทาง ผมสะดุ้งตื่นเพราะเสียงของบางสิ่งบางอย่างบริเวณหลังห้อง ผมพยายามลืมตามองไปรอบ ๆ อีกครั้งและขอร้องให้ตนเองตื่นจากฝันร้ายครั้งนี้เสียทีแต่ก็ไม่เป็นผล ผมยังอยู่ในห้องเรียนห้องเดิม กระเป๋าและข้าวของผมยังกระจัดกระจายอยู่ที่เดิม ผมไม่ไหวแล้วผมกลัว

 

ปึ้ง

 

เสียงถังขยะบริเวณหลังห้องล้มลงเทกระจายเต็มพื้นเสียงดัง จนทำให้ผมสะดุ้งตัวด้วยความกลัวถึงขีดสุด มีบางสิ่งบางอย่างกำลังขยับเขยื้อนไปมาบริเวณหลังห้อง ‘ดึก ๆ ผีที่นี่โคตรดุ มึงระวังตัวไว้ด้วยล่ะ’ คำพูดของพวกมันโลดแล่นเข้ามาอีกครั้ง จนผมร้องออกมาด้วยความตกใจ ผมหันหลังกลับไปทุบประตูอย่างแรงอีกครั้งเพื่อให้ใครสักคนเข้ามาช่วย ผมกลัวมากเพราะเสียงจากถังขยะหลังห้องกำลังดังขึ้นเรื่อยๆ ถังขยะใบนั้นกำลังล้มกลิ้งเข้ามาทางตัวผม

“ช่วยด้วย! ฮือ... ใครก็ได้ช่วยด้วย!”

“...”

“ขอร้อง ใครก็ได้ ฮือ...ช่วย...ช่วยปอด้วย”

 

พรึบ…ปึ้ง!

 

ประตูโครงเหล็กถูกเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับใครบางคนที่เปิดประตูเข้ามา ผมไม่รู้ว่าเขาคนนั้นเป็นใคร ไม่รู้เลยว่าร่างกายกำลังทำอะไรลงไป เพราะเวลานี้ผมไม่เหลือแม้กระทั่งเรี่ยวแรงที่จะยืนขึ้นแต่ผมกลับพุ่งตัวตรงไปหาใครคนนั้นเต็มแรงในทันที ตอนนี้ผมร้องไห้อยู่ท่ามกลางอ้อมแขนของเขาอย่างหนักจนอีกฝ่ายได้แต่กอดปลอบลูบหัวผมอยู่พักใหญ่ เป็นอ้อมกอดที่อบอุ่นและทำให้ผมรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น มันเหมือนกับกอดของป๊าไม่มีผิด กอดแสนพิเศษที่คอยช่วยเหลือให้กำลังใจเวลาผมกำลังร้องไห้อย่างหนัก

เมื่อได้สติผมจึงผละออกจากอ้อมกอดนั้น แล้วจ้องมองใบหน้าคมเข้มที่อยู่ตรงหน้าผม เขาเป็นเด็กหนุ่มในชุดนักเรียนเหมือนกันเพียงแต่ตัวใหญ่กว่า สูงกว่า ร่างกายของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยคราบเหงื่อที่ยังไม่แห้งสนิท ผมไม่รู้สึกคุ้นหน้าอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย นายเป็นใครกัน

“เอ่อ...”

“โดนพวกนั้นขังไว้ล่ะสิ”

“...” ผมไม่ส่งเสียงตอบแต่พยักหน้า หงึก ๆ เป็นการตอบรับว่าใช่

“ไม่เป็นไรนะ ไอ้หมีมันเป็นคนน่ากลัวก็จริงแต่มันไม่อยู่แล้ว ไม่ต้องร้องไห้แล้วนะ”

“อึก...ฮือ...อึก...”

“ทำไมข้าวของกระจายแบบนั้นล่ะ ไอ้ลูกหมีใช่ไหม”

“อืม...”

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราช่วยเก็บ เดี๋ยวเราขอออกไปเปิดไฟก่อนนะ”

 

พรึบ

 

แสงไฟสีขาวกลับมาสว่างทั่วห้องอีกครั้ง เผยให้เห็นบางสิ่งบางอย่างบริเวณหลังห้อง ผมได้แต่ยืนอยู่หลังคนตัวสูงที่เดินทำไปทางถังขยะหลังห้อง และเผยให้เห็นหนูสามตัวที่กำลังคุ้ยขยะในถังและวิ่งลับหายไปหลังแสงสว่างภายในห้องกลับมาเป็นปกติ

“เก็บของเสร็จแล้ว กลับบ้านกันเถอะ”

“...”

ถึงเพื่อนคนนั้นจะบอกว่าเดี๋ยวเราช่วยเก็บ แต่เพื่อนคนนั้นกลับกลายเป็นคนที่เก็บของให้ผมจนเกือบหมด ต่างกับผมที่ยืนตัวแข็งทื่อสะอื้นอย่างไม่ได้สติอยู่ตรงมุมห้อง จนผมได้แต่เดินตามใครคนนั้นออกมาจากห้องเรียนและตรงดิ่งกลับบ้านตามที่ใครคนนั้นที่เดินนำไป สติของผมอาจยังไม่กลับมาเต็มร้อยแต่ผมรู้สึกได้ทันทีเมื่อมือขวาของผมถูกคนคนนั้นเกาะกุมเอาไว้ตลอดทางเดินที่พวกเราเดินลงจากตึก

“แล้วนี่บ้านนายอยู่ไหนเหรอ?”

“อึก...ก็...อยู่แถวXXX”

“อ้อ ทางเดียวกันนี่งั้นเดี๋ยวกลับด้วยกัน”

“อื้ม”

อีกฝ่ายไม่ตอบอะไรกลับมานอกจากกุมมือผมเดินไปข้างหน้า และส่งยิ้มกลับมาให้ผมอย่างจริงใจ เป็นรอยยิ้มเดียวกันกับที่ป๊าเคยส่งให้ในเวลาที่ผมเศร้า จนผมต้องถามสิ่งที่กลัวที่สุด

“นายมาช่วยเราแบบนี้ไม่กลัวไอ้พวกนั้นเหรอ”

“กลัวสิ พวกไอ้ลูกหมีน่ากลัวจะตาย แต่ไม่เป็นไรหรอก”

“...”

“นายเพิ่งย้ายมาเลยไม่รู้มั้ง ไอ้ลูกหมีมันซ้ำชั้นมาสองสามปีแล้ว ล่าสุดเพื่อนคนนึงที่เคยนั่งตรงที่นายก็เพิ่งย้ายออกไปเมื่ออาทิตย์ก่อนเพราะทนที่โดนไอ้ลูกหมีรังแกไม่ไหว”

“...”

“แต่ไม่ต้องกลัวนะ เราจะอยู่กับนายเอง จริง ๆ ตอนเที่ยงเราสงสารนายมากเลยแต่ก็ไม่กล้าเข้ามาขัดใจพวกมัน”

“...”

“นายโอเคอยู่ใช่เปล่า เจ็บตรงไหนบ้างไหม”

“มีแผลที่ขานิดหน่อย”

“อย่าลืมกลับไปทายานะ”

“เอ่อ...คะ...คือ...”

“ว่าไงเหรอ”

“ระ...เรา...เป็นเพื่อนกันแล้วใช่ไหม”

“ใช่ เราเป็นเพื่อนกันแล้ว ยินดีที่ได้รู้จักนะปอ”

“ยินดีที่ได้รู้จักนะ เอ่อ...นายชื่อ...”

“ปั๊ม...เราชื่อปั๊ม”

“ยินดีที่ได้รู้จักนะเพื่อนปั๊ม”

“เช่นกันนะ เอ้อ...เดี๋ยวพรุ่งนี้เราจะย้ายไปนั่งด้วยนะ”

“จริงนะ”

“จริงสิ ๆ ปอเพิ่งมาใหม่คงเรียนไม่ทันแน่ เดี๋ยวเราช่วยเอง”

ในเรื่องร้าย ๆ ที่เกิดขึ้นย่อมมีเรื่องดีปะปนมาด้วยเสมอ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมโดนคนอื่นหัวเราะเยาะมากที่สุด เป็นครั้งแรกที่ผมกลัวที่สุด เป็นครั้งแรกที่ผมร้องไห้หนักที่สุด และก็เป็นครั้งแรกเช่นกันที่ได้พบกับเพื่อนคนแรก เพื่อนที่จะกลายเป็นความทรงจำและเรื่องราวดี ๆ สำหรับผมตลอดไป

สำหรับเรื่องเลวร้ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับผมมันเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสสำหรับเด็กน้อยในวัย 13 ปีที่อ่อนต่อโลกมาก แต่ก็นับว่าคุ้มค่ามากเมื่อผมได้คนที่รักและจริงใจกับผมเพิ่มมาอีกคน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

2 ความคิดเห็น