END love "จบรักสถานะเพื่อน"

ตอนที่ 5 : บันทึกของเพื่อน ฉบับ4 “ความบังเอิญที่คุ้นเคย”

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 29
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    27 พ.ค. 63

Por part

“ปอ...”

“นี่แหละถุงแป้ง เรื่องของเราที่นั่งคิดอยู่บนห้อง”

“...”

“เราแค่นึกถึงเรื่องที่เราโดนหัวเราะเยาะตอนเข้า ม.1”

“นี่เรื่องจริงใช่ไหม”

“อืม...เรื่องจริงทั้งหมดเลย”

“...” อยู่ ๆ ถุงแป้งก็ทำสีหน้าพูดไม่ออก แต่ผมรับรู้ได้ถึงความอึดอัดบางอย่างภายในใจของเธอ เลยไม่รอช้าที่จะพูดสิ่งที่ผมกลัวที่สุดออกไป

“แกจะเลิกคบกับเราก็ได้นะ เพราะเราเคยโง่มาก่อน โง่มากจนไม่มีใครอยากเข้าใกล้”

“...”

“เราแค่เป็นเด็กโง่ ๆ คนหนึ่งที่เคยติดศูนย์ติดรอ จนสอบไม่ติดแถมอยู่ห้องบ๊วยของโรงเรียน โดนแกล้งโดนหัวเราะเยาะใส่จนไม่มีใครคบหา โง่ขนาดนี้ใครจะอยากคบเราเป็นเพื่อนล่ะจริงไหม”

 

เพียะ!

 

“โอ๊ย ถุงแป้ง แกตีเราทำไม” ผมรู้สึกได้ถึงความเจ็บแสบที่โลดแล่นบริเวณหลังมือ เมื่อถูกถุงแป้งตีเข้าอย่างแรง

“คิดอะไรไม่เข้าเรื่องจริง ๆ เลยแกเนี่ย” เธอยังคงทำหน้าไม่พอใจใส่ผม

“...”

“เป็นเพื่อนกันเนี่ย มันต้องมีเหตุผลด้วยเหรอ ต้องไม่มีอดีตแย่ ๆ ด้วยเหรอถึงจะเป็นเพื่อนกันได้”

“...”

“อะไรที่มันผ่านมา มันแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ปัจจุบันต่างหากที่แกควรคิดถึงหรือสนใจ”

“...”

“แล้วแกก็รู้ไว้ซะ ว่าฉันไม่ใช่คนที่จะเลิกคบกับเพื่อนเพราะเรื่องแค่นี้”

“ถุ...ถุงแป้ง...อึก...”

“พอ ๆ ไม่ต้องมาทำตาซึ้งเหมือนจะร้องไห้ใส่เลย วันนี้มาปฐมนิเทศไม่ใช่มาสารภาพบาป ฮ่า ๆ”

“อึก...อื้ม”

“แกนี่ดูเป็นคนคิดเยอะกว่าที่ฉันคิดไว้อีกนะ คิดเยอะไปก็ปวดหัวปล่อย ๆ ไปบ้างขนาดฉันยังไม่คิดอะไรเยอะแยะให้ปวดหัวเลย”

“ทำได้ก็คงดี เราก็อยากทำได้เหมือนกัน”

“แกก็แค่ปล่อยมันไป อย่าไปนึกถึง เรื่องเก่า ๆ เก็บไว้เป็นประสบการณ์ก็พอ”

“อื้ม”

“อยากเห็นหน้าไอ้ลูกหมีอะไรนั่นเหมือนกัน คนอะไรจะเลวได้ใจขนาดนั้นตั้งแต่เด็ก ถ้าเจอหน้าแม่จะลากไปกระทืบให้ไส้แตก แล้วจับขังไว้ในบ้านผีสิงสักสามวันสามคืน”

“ฮ่า ๆ แกจะล้างแค้นให้เราเหรอ”

“เออสิ! แค่ฟังแกเล่าฉันก็โมโหแทบแย่ละ อยากกระทืบคนโว้ย”

“โหดจริง ๆ ไหนเมื่อกี้เพิ่งบอกเราว่าอย่าไปคิดถึงอดีต”

“ไม่คิดถึงกับไม่โกรธมันไม่เหมือนกันเว้ย อารมณ์มันขึ้นแล้วต้องหาที่ระบาย” นี่แหละครับยัยถุงแป้งแม้ภายนอกจะเป็นคงร่างเริงผิดปกติ ชอบทำตัวตลก ๆ แต่เวลาโกรธใครโกรธจริงโกรธแล้วอารมณ์ขึ้นรุนแรง แถมขึ้นแล้วยังลงยาก ถ้าไม่หาเรื่องเปลี่ยนประเด็น วันนี้อาจมีคนดวงไม่ดีกลายเป็นที่ระบายอารมณ์ให้ยัยถุงแป้งแน่ ๆ ซึ่งตัวผมเองก็อาจจะเป็นหนึ่งในผู้โชคร้ายคนนั้น

“แต่เรื่องร้าย ๆ พวกนั้นมันก็ทำให้เราได้เจอเพื่อนสนิทคนแรกเลยนะ”

“เอ้อ พูดถึงเพื่อนแกคนนั้น คือหล่อมากอะเหมือนเจ้าชายขี่ม้าขาวมาช่วยแกเลย”

“ไม่ขนาดนั้นหรอกแก ฮ่า ๆ” รู้สึกว่าผมเหมือนจะชวนถุงแป้งเปลี่ยนเรื่องได้สำเร็จ

“แล้ววันนั้นทำไมเพื่อนแกถึงขึ้นไปบนห้องเรียนได้ มันเย็นมากแล้วไม่ใช่เหรอ ทุกคนน่าจะกลับบ้านกันหมดแล้ว”

“คือเพื่อนเราชอบเล่นบาส วันนั้นหลังเลิกเรียนเพื่อนเรามันเล่นบาสจนถึงเย็น แล้วมันนึกขึ้นได้ว่าลืมการบ้านไว้บนห้องเรียนเลยจะกลับขึ้นมาเอา พอขึ้นมาก็เจอเราที่กำลังร้องไห้ให้คนช่วยอยู่หลังประตู”

“โชคดีเว่อ แต่ถ้าเพื่อนไม่ขึ้นมาแกคงลำบาก”

“คงงั้นแหละ ถ้าโดนขังในห้องเรียนไว้ทั้งคืน รุ่งขึ้นเราอาจจะลาออกเลยก็ได้ ฮ่า ๆ”

“แล้วเพื่อนแกคนนั้นตอนนี้เป็นยังไงบ้างอะ”

“...”

“เรียนที่นี่ปะ หรือถ้าไม่แล้วยังได้เจอกันอยู่ปะ”

“...”

“แก...แก...แกฟังที่ฉันพูดอยู่ปะ”

“...”

“ปอ แกเป็นอะไรอยู่ ๆ ก็ทำหน้าเหมือนคนจะร้องไห้ ฉันขอโทษ ฉันพูดอะไรผิดไปเหรอ”

“ปะ...เปล่า คือเราไม่ได้ติดต่อกันมาสามปีกว่าแล้วอะ ก็เลย...”

“...”

“ตั้งแต่จบ ม.3 มาก็ไม่ได้คุยกันอีกเลย คือ...”

“พอแล้ว ๆ ไม่ต้องฝืนเล่าแล้ว เราเดาว่าคงทะเลาะกันแรงมาก หรือไม่ก็คงเป็นเรื่องที่เลวร้ายกว่านั้น พอ ๆ เรารู้ว่าแกไม่โอเคแกไม่ต้องฝืนเล่าแล้ว”

“ขอโทษทีนะ ไว้ถ้าพร้อมแล้วจะเล่าให้ฟัง”

 

ที่จริงไม่ใช่แค่เพราะเป็นเรื่องของปั๊มหรอกที่ทำให้ผมไม่อยากเล่าให้เธอฟัง แต่เพราะช่วงเวลานั้นมันคือช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตผม จากคนที่เคยคอยช่วยเหลือกัน คนที่เคยไปไหนมาไหนด้วยกัน คนที่เคยกินข้าวด้วยกัน คนที่ผมนั่งรอข้างสนามบาสทุกเย็นเพื่อให้เราได้กลับบ้านด้วยกัน คนที่คอยสอนการบ้านและติวข้อสอบให้คนหัวอ่อนอย่างผมโดยไม่บ่นสักคำ คนที่คอยให้กำลังใจเวลาที่ท้อจนไม่อยากทำอะไร คนที่ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในตอนแรกจนถึงวันนั้นวันที่เขากลายเป็นทุกอย่างในชีวิตผม แล้ววันที่ผมกลัวที่สุดก็มาถึงวันที่คนคนนั้นกลับกลายเป็นเหมือนคนที่ไม่เคยรู้จักกัน

แต่ถึงแม้ถุงแป้งจะบอกกับผมว่า ‘อะไรที่มันผ่านมาแล้วมันแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ปัจจุบันต่างหากที่ควรนึกถึงหรือใส่ใจ’ หากแต่ว่าในความทรงจำนั้น มันคือความสุขที่ไม่อาจเกิดขึ้นอีกแล้วในปัจจุบัน เพียงแค่นี้ก็คุ้มค่ามากพอแล้วที่จะคิดถึงและจมอยู่กับรอยประทับของความทรงจำในอดีต

ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์ในวันนั้น วันนี้เราคงได้เป็นเพื่อนกันแบบเดิม คงได้ไปไหนมาไหนด้วยกันแบบเมื่อก่อน คงได้ไปนั่งกินข้าวด้วยกัน นั่งติวให้กันเหมือนสมัยก่อน คงได้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตอีกคนแบบตอนนั้น ปั๊ม...ถ้าได้เจอกันอีก ยกโทษให้เราสำหรับเรื่องราวในวันนั้นได้ไหม เราขอโทษ เราไม่อยากให้มันเป็นแบบนี้ เราผิดเองเรามันโง่เอง ‘ปั๊ม...กลับมาเป็นเพื่อนกันอีกครั้งเถอะนะ’

 

“ปอ...แกเป็นอะไรเปล่า”

“เปล่า ๆ เราไม่ได้เป็นอะไร”

“หน้าตาแกดูไม่สดใสเลยอะ เหมือนมีอะไรในใจแต่พูดออกมาไม่ได้”

“...”

“แกโอเคจริง ๆ แน่นะ”

“จริง ๆ ก็ไม่ค่อยโอเค แต่ไม่เป็นไรเรายังไหว บ่ายโมงแล้วต้องไปหาอาจารย์ที่ปรึกษาแล้วนี่”

“เอ้อ ใช่ งั้นไปกันเถอะ”

ทั้งผมและถุงแป้งเราสอบเข้าตั้งแต่รอบแรกพวกเราทั้งสองคนเลยได้อยู่ห้อง A ผมได้เจอกับอาจารย์ที่ปรึกษาเรียบร้อยแล้ว อาจารย์เป็นผู้หญิงที่น่ารักมากต่างกับอาจารย์ป้าคนเมื่อเช้า แค่การได้เจอกันวันแรกก็ทำให้ทั้งผมและถุงแป้งรู้สึกได้ทันทีว่าเธอเป็นคนที่ใจดีและเอาใจใส่นักศึกษามาก แต่เสียดายที่อาจารย์สอนแค่เฉพาะวิชาภาคของปี 2 วิชาสถิติเชิงวิศวกรรม และ วิชาภาคของปี 3 คือวิชา Quality Control ผมเองก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันแต่คงหมายถึงอะไรสักอย่างที่คงเกี่ยวข้องกับการควบคุมคุณภาพ แล้วผมจะแปลชื่อวิชาทำไมกันล่ะเนี่ย

“อาจารย์น่ารักเนอะ”

“คิดแบบนั้นเหมือนกัน”

“แกโอเคขึ้นแล้วใช่ปะ”

“ดีขึ้นแล้ว พอไม่นึกถึงก็ไม่รู้สึกแย่ ฮ่า ๆ”

“ดีแล้วแก เชื่อฉันอย่าไปนึกถึงมันเลย”

“อื้ม...”

“เดี๋ยวบ่ายสองต้องลงไปเจอพวกพี่ปีสองด้านล่างด้วยนะ”

“เราเกือบลืมไปแล้วนะว่าต้องไปเจอพี่ปีสองอีก”

“แกคิดว่าพวกพี่ ๆ เขาจะนิสัยเป็นยังไงกันบ้าง”

“เอ่อ...”

บกเลยว่าพวกพี่ ๆ คณะนี้นิสัยแย่มาก ปากหมาเป็นที่สุด ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเจอใครที่ไหนแซวได้น่าโมโหขนาดนี้มาก่อน ไม่มีความน่าเคารพใด ๆ หลงเหลือในสภาพรุ่นพี่พวกนั้นเลยให้ตายเถอะ

“...”

“คงเป็นพี่ ที่น่ารักแหละ แหะ ๆ” ก็เป็นแบบนี้ทุกทีสินะ สิ่งที่คิดกับสิ่งที่พูดสำหรับผมไม่เคยตรงกันเลยสักครั้ง

“ใกล้ถึงเวลาแล้ว เราลงไปกันเลยดีกว่า อยากเจอพวกพี่ ๆ แล้ว แกล่ะอยากเจอปะ”

“ก็...อยากเจอเหมือนกันแหละ” ทำไมผมถึงรู้สึกเหมือนกำลังโกหกหน้าตายใส่เพื่อนสนิทตัวเองอยู่นะ

ผมเดินกับเพื่อนสนิทมาถึงบริเวณที่พี่ปีสองนัดหมายพวกเรามาพูดคุยชี้แจงรายละเอียดกัน ตอนนี้บรรยากาศค่อนข้างวุ่นวาย เพราะต่างคนต่างเดินไปมาทักทายพูดคุยทำความรู้จักกับคนอื่นไปทั่ว

“ทางนี้เลยครับน้อง ๆ ปีหนึ่ง ใครมาแล้วนั่งรอเพื่อนตรงนี้ก่อนเลยครับ อ้าวน้องคนเมื่อเช้านี่”

‘ฉิบ...หายแล้ว’ หนึ่งในบรรดาพี่ ๆ ในห้องประชุมที่ผมเข้าผิดเมื่อเช้า พี่คนที่เหมือนจะอายุน้อยกว่าคนอื่นในห้อง ข้อความที่พี่เขาพูดกับผมก่อนจะหัวเสียเดินออกจากห้องนั้นลอยเข้ามาในหัวอีกครั้ง ‘มีแฟนเป็นรุ่นพี่ปีสองดีนะครับ พี่จะติวหนังสือให้น้องทั้งคืนเลย’ แล้วก็อีกข้อความหนึ่ง ‘ถ้าพี่เติมบอกทางไปไม่ละเอียดแอดไลน์พี่บอสไว้แทนไหมครับ ถ้าไม่เอาไว้ถามทางก็เอาไว้บอกคิดถึงนะ’ ชัดเลย! นี่รุ่นพี่คนที่แซวผมเมื่อเช้าจริงด้วย

“คิดถึงพี่บอสเหรอครับถึงเดินตรงเข้ามาหาแบบนี้”

“เอ่อ...”

“เขินจนพูดไม่ออกเลยเหรอ มานั่งตรงนี้เลยจะได้อยู่ใกล้ ๆ หัวใจพี่นะครับ”

“เอ่อ...คือ...พี่ครับ”

“ขัดขืนพี่แบบนี้ไม่ดีนะ เป็นรุ่นน้องต้องเชื่อฟังรุ่นพี่นะครับ”

“...”

“น้องผู้หญิงคนนั้นเพื่อนน้องปอเหรอครับ”

“เอ่อ...ค่ะ” ถุงแป้งทำหน้าตกใจก่อนหันมามองหน้าผมก่อนเพื่อถามว่าควรตอบยังไง

“พี่ชื่อบอสนะ ฝากเนื้อฝากด้วยนะครับ เพราะพี่เป็นว่าที่แฟนเพื่อนน้องนะครับ”

“ฮะ!” ถุงแป้งร้องเสียงดังลั่นพร้อมทั้งหันมาสบตาผมทันทีว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น ในขณะที่ตัวผมได้แต่นิ่งเงียบเพื่อรอให้พี่บอสหยุดเล่นหยุดแซวอะไรแปลก ๆ สักที

“...”

“ฮ่า ๆ พี่ล้อเล่นนะครับ แต่เรื่องว่าที่แฟนพี่จริงจังนะ พี่อยากดูแลเด็กหลงทาง” พี่บอสพูดด้วยท่าทางกวน ๆ ก่อนเดินไปดูน้องที่นั่งด้านหลังกลุ่มใหม่ที่เพิ่งมาใหม่

“ไอ้ปอ นี่มันเรื่องอะไรกัน ทำไมอยู่ ๆ พี่เขาถึงพูดแบบนั้น”

“เราจะตอบแกยังไงดี พี่เขาแค่กวนมั้ง”

“กวนอะไร หยอดซะขนาดนี้ ถ้าเป็นฉันป่านนี้เขินไปแล้ว”

“ก็เมื่อเช้าที่เราไปผิดห้อง เราน่าจะเผลอเข้าไปในห้องประชุมของปี2 กับ ปี3 เราเลยโดนแซวโดนแกล้งหนัก ๆ พวกพี่แม่งแซวได้เลวมาก พี่สาวเราเคยบอกว่าพวกวิศวะอะปากหมาไม่คิดเลยว่าจะหมาขนาดนี้ ที่แกเห็นนี่ยังเบา ๆ ถ้าเจอแบบเราเมื่อเช้าแกคงระเบิดลงไปแล้วล่ะ”

“พอ ๆ เชื่อแล้ว ใส่เป็นชุดซะขนาดนี้แสดงว่าหนักจริง ถึงทำคนนิ่ง ๆ แบบแกโมโหได้ขนาดนี้ ฮ่า ๆ”

“แกไม่ต้องมาหัวเราะเลย เราคงโดนคนอื่นเข้าใจผิดหมดแล้วมั้ง”

“เข้าใจผิดเรื่อง...อ๋อ เรื่องพี่บอสอะนะ จริง ๆ ก็ไม่ได้แย่”

“เดี๋ยวนะ ไม่ได้แย่นี่มันหมายความว่ายังไง”

“ก็พี่บอสเองก็ออกจะดูดี น่าจะเป็นแบบที่หลายคนชอบ แกไม่ชอบเหรอ”

“...”

 

ผมคงเถียงยัยถุงแป้งไม่ได้ว่าพี่บอสดูดี และจะดูดีมากกว่านี้เป็นสิบเท่าถ้าพี่แกช่วยพูดน้อยกว่านี้ลงหน่อย คนอะไรไม่รู้ช่างพูดช่างจามากกว่าอยู่นิ่ง ๆ เงียบ ๆ พี่บอสเป็นผู้ชายสูงประมาณ 174 เซนติเมตร เพราะดูไม่ต่างกับส่วนสูงของผมเท่าไหร่ จริง ๆ ผมสูงประมาณ 169 เซนติเมตร แต่ไม่รู้ทำไมเครื่องชอบวัดได้แค่ 167 – 168 เซนติเมตร พี่บอสเป็นคนผิวขาวดัดฟันด้วยเหล็กดัดสีฟ้าสว่าง ดูเป็นผู้ชายหน้าหวานแต่ก็ไม่หวานเท่าผม และด้วยทรงผมไถเปิดข้างทำให้พี่บอสดูดีและดึงดูดสายตาคนรอบข้างได้มากทีเดียว

 

“นี่แกจะจ้องพี่เขาอีกนานปะวะ”

“จ้องอะไร จ้องใคร เราไม่ได้จ้อง”

“ก็แกนั่นแหละ จะจ้องพี่บอสอะไรขนาดนั้น พึ่งเคลิ้มกับคำพูดพี่แกเหรอ”

“บ้า ก็แค่มองเฉย ๆ ไม่ได้จ้องสักหน่อย”

“นั่นไง ยอมรับแล้วนะว่าแอบมอง ฮ่า ๆ”

“...” จริง ๆ ผมแค่ลดอคติในใจลงแล้วลองมองพี่เขาอีกครั้ง พี่บอสเวลาตั้งใจทำงานตอนจริงจังกับเพื่อนเพื่อดูแลน้อง ๆ และไม่พูดจาเอ่ยแซวไปเรื่อยอย่างที่ทำประจำมันทำให้พี่แกดูดีขึ้นมากเลยทีเดียว

“แอบมองพี่เหรอครับ เด็กหลงทาง ฮ่า ๆ”

“...” ไม่ทันขาดคำ ที่ผมเพิ่งชมไปพี่บอสก็เอาอีกแล้ว ไม่แซวสักแป๊บนึงจะตายไหมพี่ ผมขอถอนคำพูดว่าพี่บอสดูดีตอนนี้เลยแล้วกัน

 

“พี่ได้ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับระเบียบเครื่องแต่งกายไปแล้วนะคะ ในส่วนถัดไปพี่บอสจะมาชี้แจ้งเรื่องรายละเอียดของการเข้าประชุมเชียร์สัปดาห์หน้านะคะน้อง ๆ” รุ่นพี่ผู้หญิงคนสวยเป็นฝ่ายส่งเวทีต่อให้พี่บอส ถ้าจำไม่ผิดพี่คนสวยนี่น่าจะชื่อเจนนะ เหมือนพี่เขาแนะนำตัวไปช่วงแรกตอนที่พี่บอสแซวผม

“สวัสดีครับน้อง ๆ ที่น่ารักทุกคน เดี๋ยวพี่บอสสุดหล่อขอชี้แจงเรื่องรายละเอียดการประชุมเชียร์ของต้นเดือนหน้าหน่อยนะครับ สำหรับการเข้าห้องเชียร์เป็นกิจกรรมส่วนหนึ่งของคณะวิศวกรรมศาสตร์ ต้องใส่เสื้อเชียร์ของคณะเท่านั้นนะครับ กางเกงที่ใส่ได้คือวอร์มหรือสแล็คเท่านั้น งดยีนนะครับอันนั้นเอาไว้ใส่เที่ยว กิจกรรมไม่บังคับแต่อยากให้เข้าทุกคน”

รายละเอียดของกิจกรรมถูกอธิบายอย่างยืดยาวกับละเอียดยิบย่อยต่อไปเรื่อยๆ ในขณะที่ผมจดจำอะไรไม่ค่อยได้นอกเหนือจากการแต่งกายที่ถูกต้องเพื่อเข้าห้องเชียร์ จริง ๆ ผมและเพื่อนก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันว่าการประชุมเชียร์นั้นคือกิจกรรมอะไรแต่ดูเหมือนพี่ ๆ ทุกคนจะให้ความสำคัญกับมันมาก

“มีใครไม่เข้าใจอะไรเกี่ยวกับการประชุมเชียร์ถามพี่ได้เลย ถ้าไม่มีพี่ขอเข้าสู่กิจกรรมสุดท้ายของวันนี้แล้วนะครับ หลังเสร็จกิจกรรมนี้เราจะได้แยกย้ายกันกลับบ้าน”

“โธ่ นึกว่าจะได้กลับบ้านเลย”

“เสร็จนี่ก็ได้กลับแล้ว ไหนแกบอกตอนเที่ยงว่าต้องไปธุระต่อไง”

“เออใช่ ลืม ต้องไปซื้อครีมนวดผมใหม่ ผมสั้นอย่างแกนี่ดีเนอะไม่ต้องเปลืองครีมนวด”

“ไม่เห็นยาก แกก็ตัดบ้างดิ”

“ไอ้ปอ!”

“อ้าวน้อง ๆ ตอนนี้อย่าพึ่งคุยกัน อีกเดี๋ยวพี่จะให้น้องคุยกันเต็มที่เลย พี่ขอให้น้องแบ่งกลุ่มหน่อยกลุ่มละสิบคน สุ่มกันเลยนะครับ พี่ ๆ ช่วยจัดกลุ่มให้น้องหน่อย เราจะได้รู้จักกันมากขึ้น”

กิจกรรมสุดท้ายเริ่มต้นขึ้น ผมจึงถูกจับแยกกับยัยถุงแป้งทันที ผมลูกลากตัวออกมาบริเวณลานหน้าตึกก่อนจะถูกรวบให้นั่งลง ผมมองหน้าเพื่อนในกลุ่มทั้งซ้ายแล้วขวาแต่กลับไม่คุ้นหน้ากับใครเลย แย่จังสงสัยกิจกรรมนี้จะไม่ทำให้ผมได้เพื่อนเพิ่มเท่าไหร่

“นาย ๆ”

“...”

“นาย นายนั่นแหละ”

“หมายถึงเราเหรอ” ใครบางคนในกลุ่มเรียกผมขึ้น ขณะที่ผมหันไปด้านนอก

“ใช่ ๆ”

“...”

“นายใช่คนที่หลงทางไปผิดตึกเมื่อเช้าเปล่า”

“เอ่อ...ใช่” เหนือความคาดหมาย เพราะผมอาจจะได้เพื่อนเร็วกว่าที่คิด แต่ให้ตายเถอะทำไมคำทักทายแรกต้องเริ่มต้นด้วยเรื่องน่าอายอย่างการหลงทางเมื่อเช้าด้วยวะ

“แหะ ๆ โทษทีที่เราหลงทาง”

“ไม่ ๆ เราไม่ได้จะว่านายเลย คือจริง ๆ เราอยากบอกว่าเมื่อเช้าเราก็หลงไปตึกนั้นเหมือนกัน”

“...” สงสัยไอ้ปอจะมีเพื่อนที่นิสัยแบบเดียวกันแล้วมั้ง นิสัยอะไรเหรอ นิสัยหลงทางยังไงล่ะ ฮ่า ๆ

“คือเรากำลังจะขึ้นไปบนตึกนั้นแต่ลุงยามมาทักไว้ก่อนว่าปฐมนิเทศของปีหนึ่งอยู่ตึกข้าง ๆ”

“สงสัยตอนนั้นลุงยามเข้าห้องน้ำมั้ง หรือไม่ก็อาจจะห้ามเราไม่ทัน” รีบขนาดวิ่งขึ้นบันไดแบบนั้นใครห้ามทันก็เก่งเกินไปแล้วจริง ๆ แหละนะ

“เราชื่อณดล เรียกณะเฉย ๆ ก็ได้” ณดลเป็นผู้ชายสูงราว 176 เพราะดูแล้วสูงกว่าพี่บอส ใบหน้าคมเข้มกับผิวสีน้ำผึ้งทำให้คนตรงหน้าดูแตกต่างจากผมด้วยลักษณะทางกายภาพมาก แต่นิสัยหนึ่งข้อที่เหมือนกันคงเป็นเรื่องหลงทาง

“เราปอ ปวรเรศ ยินดีที่ได้รู้จัก”

“ยินดีเช่นกัน ปออยู่หอปะ”

“เราอยู่บ้านอะ ไปกลับทุกวัน ถามเราแบบนี้ณะอยู่หอเหรอ”

“ใช่ ๆ เราอยู่หอใน บ้านเราอยู่ต่างจังหวัดอะ เลยมาเรียนไกลบ้านนิดหน่อย”

“อ้อ ลำบากเลยนะ”

“ไม่เลย เราอยู่หอตั้งแต่มัธยมแล้ว ค่อนข้างชิน ที่บ้านเราไป ๆ มา ๆ อยู่บ่อย ๆ”

“อ้อ”

 

ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน แต่ผมกับณดลอาจจะมีอะไรบางอย่างคล้ายกันเราเลยดูคุยกันถูกคอ แม้รุ่นพี่จะบอกว่าให้พยายามทำความรู้จักกับทุกคนภายในกลุ่มแต่สำหรับผมนอกจากถุงแป้งแล้ว เพื่อนที่ผมรู้จักเพิ่มวันนี้คงมีแค่ณดลเพียงคนเดียว ความรู้สึกลึก ๆ ของผมบ่งบอกว่าการที่เราคุยกันถูกคอขนาดนี้ เปิดเทอมเราน่าจะมาอยู่กลุ่มเดียวกันได้และผมคิดว่าถุงแป้งจะต้องชอบณะเหมือนผมแน่ ๆ

 

“น้อง ๆ ครับวันนี้กิจกรรมสิ้นสุดแล้ว อย่าลืมแลกเฟซแลกไลน์แลกไอจีกันด้วยนะครับ จะได้สนิทกันเร็วขึ้นเนอะ ส่วนใครที่อยากแลกใจอยากได้ไลน์พี่บอสสุดหล่อไว้ปรึกษาเรื่องงานเรื่องเรียนแอดมาได้เลยนะครับ”

“แลกเฟซแลกไลน์กันหน่อยไหม” ณดลถามผมอีกครั้ง

“อื้ม...เอาสิ”

“แล้วนี่เดี๋ยวนายกลับบ้านเลยปะ”

“เดี๋ยวเรารอเพื่อนก่อนแป๊บนึง เอ้อ เดี๋ยวณะรอเจอเพื่อนสนิทเราก่อนสิ เราว่าณะต้องชอบเพื่อนเราแน่ ๆ”

“ได้ ๆ เอ้อปอ เราว่าเพื่อนเราก็น่าจะอยากเจอปอนะ”

“เพื่อนณะเหรอ”

“ใช่ ๆ เมื่อเช้านั่งด้วยกันในห้องประชุม เจอกันครั้งแรกวันสอบสัมภาษณ์ มันเป็นคนกรุงเทพฯ เห็นตอนปอเดินเข้ามาตอนเช้ามันบอกเราว่าน่าจะรู้จักปอแต่ปออาจจะจำมันไม่ได้”

“อ่อ ได้เลยงั้นเดี๋ยวไปรอพวกนั้นที่หลังตึกไหม เราจะได้โทรบอกเพื่อนเราเลย”

“เอาตามนั้นเลยครับ”

“ฮัลโหล...ถุงแป้ง เดี๋ยวเจอกันหลังตึกนะ โอ...”

[แก! มีเรื่องจะบอก เมื่อกี้เว้ย โอ๊ยงานโคตรดี หล่อมาก อยากจะกรี๊ดดัง ๆ แต่เกรงใจคนข้าง ๆ]

“เดี๋ยว ๆ แกใจเย็น ๆ”

[โอ๊ย...ฟิน]

“...”

ถึงผมจะพอรู้ว่าถุงแป้งแอบบ้าผู้ชายหล่อแบบเงียบ ๆ เพราะชอบดารานักร้องและนักแสดงของซีรี่ส์เกาหลีอย่างมากแต่ก็ไม่ถึงกับตามเป็นติ่ง สงสัยผู้ชายคนนั้นจะงานดีจริง ๆ ถึงทำให้ถุงแป้งที่ชอบทำตัวเหมือนเรียบร้อยเกือบหลุดว่าชอบกรี๊ดผู้ชายหล่อขนาดนี้ ฮ่า ๆ ผมชักอยากเห็นหน้าคนนั้นแล้วสิว่าจะหล่อแค่ไหนกันเชียว

“แก! หาตั้งนาน เมื่อกี้เว้ยเพื่อนในกลุ่มงานดีมาก หล่ออปป้าเป็นจุงกิจูเนียร์เลย โอย เห็นแล้วฉันฟินถึงใจจนอยากกรี๊ดใส่หมอนดัง ๆ”

“ใจเย็น ๆ นะแก นี่เราไม่ได้อยู่กันแค่สองคนนะ”

“...”

“...”

“แหะ ๆ ฉันลืมตัวไปหน่อย ว่าแต่คนนี้ใคร” ถุงแป้งยกมือขึ้นมาเกาแก้มแก้เขิน

“นี่เพื่อนในกลุ่มเราเมื่อกี้ ชื่อณดล เรียกณะก็ได้ ส่วนนี่เพื่อนสนิทเราตั้งแต่ ม.6 ชื่อถุงแป้ง”

“อ้อ สวัสดีเราถุงแป้ง”

“สวัสดี เราณดล”

“คะ...คือ...แบบว่า...”

“...”

“เมื่อกี้เราลืมตัวไปหน่อย นึกว่าอยู่กับปอแค่สองคน แหะ ๆ”

“ฮ่า ๆ เราว่าผู้หญิงเป็นแบบนี้น่ารักดีนะ เป็นตัวของตัวเองดี”

“บ้า! ปกติไม่มีใครชมว่าเราน่ารักเลยนะ เราออกจะขี้โวยวาย”

“ไม่หรอก เราว่าขี้โวยวายยังดีกว่าการพยายามเป็นเหมือนคนอื่นแล้วอึดอัดนะ”

“ณดลนี่นิสัยดีจัง”

“ใช่เปล่า เห็นไหมณดลเพื่อนเราชอบณะจริง ๆ ด้วย”

“พอเลยไอ้ปอ แกไม่ต้องมาชงฉันเลย”

“เดี๋ยวรอเจอเพื่อนเราบ้างนะ เราว่าปอกับถุงแป้งต้องชอบเพื่อนเรามากแน่ ๆ ฮ่า ๆ”

“ทำไมณดลพูดเหมือนมีอะไรแอบแฝงอย่างนั้นล่ะ”

“อย่าคิดมากเลยถุงแป้ง แกสงสัยอะไรเพื่อนณดลอย่างนั้นเหรอ” ถึงพูดแบบนั้นผมก็แอบสงสัยที่ณดลพูดอยู่เหมือนกัน

“ก็ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก คือแบ...”

“เอ้ย นั่นไงเพื่อนเรา เฮ้ยมึงทางนี้ กูอยู่นี่”

“...” ไม่จริงน่าคนนั้นจริง ๆ เหรอ คนนั้นคือเพื่อนณดลเหรอ ผมได้แต่รำพึงกับตัวเองในใจ

“ทุกคน นี่เพื่อนเราที่บอกเมื่อกี้ เป็นไง”

“สวัสดีครับทุกคน”

 

ภาพตรงหน้าคือชายหนุ่มร่างสูงโปร่งหน้าตาหล่อเข้มสไตล์เกาหลีที่ผมกลับรู้สึกคุ้นเคย ร่างสูงโปร่งร่างนี้เหมือนถูกส่งตรงมาจากกรุงโซลด้วยทรงผมแบบที่ดารานักแสดงชอบทำกันบ่อย ๆ ร่างกายที่ดูผิวเผินเหมือนคนตัวเล็กแต่กลับเต็มไปด้วยมัดของกล้ามเนื้อจากการเล่นกีฬา ผิวขาวกระจ่างใสตลอดทั้งร่างกายเผยให้เห็นร่องรอยการออกกำลังกายกลางแจ้งเป็นประจำ ร่างสูงโปร่งที่สูงกว่าผมมากและคาดเดาว่าคงจะสูงกว่าเกินสิบเซนเป็นแน่ ส่วนสูงคงอยู่ที่ประมาณ 178 เซนติเมตร หรือเรียกได้ว่าเวลานี้พี่บอสที่ผมชมไปเมื่อชั่วโมงที่แล้วว่าดูดีถึงกับชิดซ้ายตกกระป๋องไปเลย ดวงตาคมเข้มที่แฝงไปด้วยความเศร้าและเรื่องราวต่าง ๆ ถูกซุกซ่อนไว้ภายในอย่างลึกลับ จนดูแตกต่างจากสิ่งที่คุ้นเคยอย่างสิ้นเชิง ตามด้วยรอยยิ้มสุดกระชากใจที่แสดงให้เห็นถึงความอบอุ่นที่ส่งผ่านลักยิ้มไปหาคู่สนทนาอย่างใจดี

 

“เฮ้ย!!! นายคนเมื่อกี้ที่อยู่กลุ่มเดียวกับเรานี่ จำฉันได้ปะ”

“จำได้สิ เราจะลืมถุงแป้งได้ยังไง”

“...”

“โอ้ย...เขิน แก! คนนี้แหละที่เราบอกเมื่อกี้ เป็นไงหล่อเหมือนที่บอกปะ”

“...”

“นี่! เงียบอะไรขนาดนั้นอะแก”

“...”

“นี่! แกช็อกอะไร แค่เจอเพื่อนหล่อหน่อยถึงกับไปไม่เป็นเลยเหรอไง”

“...” ถ้าเป็นแค่คนหล่อเฉย ๆ ผมคงไม่นิ่งเงียบขนาดนี้หรอกแต่เพราะว่าคนตรงหน้ากลับเป็น...

“ไงปอ เป็นไงบ้างไม่เจอกันนานเลย”

“รู้จักกันอยู่แล้วจริง ๆ ด้วยสินะ” ณดลพยักหน้าเพื่อตอบรับอีกฝ่ายทันที

“อ้าว นี่แกมีเพื่อนงานดีขนาดนี้ทำไมไม่แนะนำให้รู้จักกันบ้างล่ะ” ถุงแป้งเริ่มเอามือเท้าเอวเป็นการบอกว่าไม่พอใจเพื่อนสนิทอย่างผมมากที่ไม่ยอมแนะนำคนหล่อขนาดนี้ให้เธอรู้จัก

“...”

“ถ้ารู้จักกันแบบนี้แล้วเราคงไม่ต้องแนะนำอะไรมากแล้วใช่ไหมปอ” ณดลถามย้ำกับผมอีกครั้ง

“นี่แกจะนิ่งแบบนี้อีกนานปะ”

“คะ...คะ...คือ...”

“ติดอ่างกะทันหันอีกแล้ว โทษทีนะเพื่อนเราเวลาตื่นเต้นมันชอบเป็นแบบนี้แหละ ฮ่า ๆ” ถุงแป้งพูดแก้ต่างให้กับผมที่ยืนอ้ำอึ้งไม่พูดไม่จา แต่จริง ๆ ผมไม่ได้ตื่นเต้นอะไรเลยกับร่างสูงที่อยู่ตรงหน้าเพราะร่างกายนั้นคือคนที่ผมคุ้นเคยที่สุด แม้ว่าใบหน้าที่ห่างหายจะแปรเปลี่ยนไปบ้างแต่ผมยังจำมันได้ดีไม่มีทางลืม

“ไม่เป็นไร ปอก็เป็นแบบนี้ทุกทีแหละ ฮ่า ๆ”

“ว่าแต่นายชื่ออะไรเหรอ ดูเหมือนนายจะสนิทกับปอนะ”

“โทษที เราลืมแนะนำตัวไปเลย เราชื่อ...” ร่างสูงพูดพร้อมยกยิ้มอย่างเป็นมิตรให้กับพวกผม ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วพูดประโยคถัดมาที่ทุกคนรอคอยกันอีกครั้ง

“...”

“...”

เราชื่อปั๊ม เป็นเพื่อนสนิทของปอสมัย ม.ต้น ยินดีที่ได้รู้จักนะ

_________________________________________________

ในที่สุดทั้งคู่ก็ได้กลับมาเจอกันแล้ว
ขอให้มีความสุขกับการอ่านในช่วงสงกรานต์นะครับ

 

รัก... Run(END)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

2 ความคิดเห็น