END love "จบรักสถานะเพื่อน"

ตอนที่ 3 : บันทึกของเพื่อน ฉบับ2 “บุคคลในอดีต”

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 28
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    29 มี.ค. 63

Por part

‘อาจารย์ในมหาวิทยาลัยไม่เหมือนมัธยม บางคนก็ใจดีบางคนก็โหด แต่เรื่องหนึ่งที่อาจารย์ในมหาลัยเหมือนกันคือเข้มงวดเรื่องเวลามาก ไม่ว่ายังไงก็ห้ามสาย โดยเฉพาะอาจารย์บางคนมาสายแค่ครั้งเดียวก็โดนด่าจนชีวิตเปลี่ยน จำไว้ว่าห้ามมาสาย โดยเฉพาะวันแรก ไม่อย่างนั้นโดนกากบาทหมายหัวแน่’

นั่นคือคำเตือนจากลูกพี่ลูกน้องของผมในช่วงวันหยุดเมื่อสัปดาห์ก่อนที่ครอบครัวเรานัดเจอกัน เป็นคำพูดเรียบ ๆ นิ่ง ๆ จากปากของพี่สาวผมที่ทำให้ตอนนี้จิตใจผมไม่อยู่กับเนื้อกับตัว นี่ไอ้ปอคนนี้จะต้องโดนอาจารย์ด่าและหมายหัวไว้ตั้งแต่วันแรกเลยเหรอ

 

"เฮ้อ..." ตอนนี้ผมได้แต่ยืนทำใจอยู่หน้าห้องปฐมนิเทศชั้น 5 อาคารวิศวพัฒนา เพราะเวลาก็ล่วงเลยมาถึง 8 โมงครึ่งเสียแล้ว ชีวิตนี้เกิดมาเป็นเด็กดีตลอดไม่เคยเข้าสายถึงครึ่งชั่วโมง จะต้องเจอกับอะไรบ้างวะ แต่มาถึงจุดนี้แล้วอะไรจะเกิดก็คงต้องเกิดแล้วล่ะ ขอแค่อย่างเดียวว่าอย่าเจออาจารย์สายดุสายเนี๊ยบเลยนะครับ

“ขออนุญาตครับ” ประตูบานใหญ่บริเวณหน้าห้องถูกเปิดอย่างเบาเสียงที่สุด แม้จะมาสายถึงครึ่งชั่วโมงแต่ปอก็ยังไม่ลืมนิสัยเดิมคือเข้าประตูหน้าเสมอ ผมถือว่าการเข้าประตูหลังเป็นการไม่ให้เกียรติครูผู้สอนนี่ไม่ใช่ข้ออ้างของผมเลยจริง ๆ นะ ‘ทำไมประตูหลังมันล็อกวะ!’ ซวยแล้วไงไอ้ปอเอ้ยต้องประจันหน้ากับอาจารย์แน่

“สำหรับเทอมแรกของนักศึก...” อาจารย์ผู้หญิงในมาตรที่ดูเป็นผู้ใหญ่เจ้าระเบียบ ทรงผมที่ถูกรวบมัดตึงไว้ที่บริเวณหลังหูเผยให้เห็นถึงความเนี๊ยบที่ถูกสื่อสารออกมา อาจารย์หยุดพูดและหันมาทางผมทันทีที่ประตูเปิดออก เป็นเวลาเดียวกันกับที่สายตานับร้อยชีวิตในห้องประชุมหันตรงเข้ามาหาผม มีอะไรจะอายไปกว่านี้อีกไหมวะ

“ขะ...ขอโทษที่มาสายครับ” ร่างเล็กในชุดนักศึกษาที่ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเป็นฝ่ายเริ่มต้นอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ท่ามกลางความเงียบสงัดกับสายตานับร้อยชีวิตที่จดจ้องมายังเขา

“คุณเป็นวิศวกรมาสายได้เหรอคะ?”

“...”

จุกและเจ็บมาก ไม่คิดว่าจะต้องโดนต่อว่าต่อหน้าคนมากขนาดนี้

“อาจารย์ถามว่า เป็นวิศวกรมาสายได้เหรอคะ?”

“ไม่ได้ครับ”

“แล้วทำไมถึงยังทำ”

“คือ...ผม...”

“จะอ้างว่ารถติด หรือไม่สบายดีล่ะคะ?”

“ผม...”

“นึกได้หรือยัง อะไรที่ทำให้คุณสายไปตั้งครึ่งชั่วโมง”

“ผมผิดเองครับ ผมขอโทษ”

“ยังดีที่คุณยอมรับผิด อาจารย์จะยกให้คุณครั้งนึงถือว่าเป็นครั้งแรก”

“ครับ”

“อาจารย์ไม่ได้อยากจะโหดร้ายนะ แต่คุณกำลังจะเป็นวิศวกรคุณกำลังจะมีลูกน้องกับคนงานอีกมากมายให้คุณคอยดูแล และถ้าหัวหน้าอย่างคุณมาสายไปครึ่งชั่วโมงลูกน้องที่ไหนจะเคารพคุณกันบ้างล่ะ”

“ขอโทษครับ”

“อาจารย์ไม่ได้พูดถึงเพื่อนคุณคนเดียวนะ ทุกคนฟังไว้ให้ดีนะคะ คุณกำลังจะโตไปเป็นวิศวกรแล้ว เวลาแค่สี่ปีมันแค่แป๊บเดียว ฝึกไว้นะคะนักศึกษา”

ไร้เสียงแห่งการตอบกลับ และวันนี้คงเป็นบรรยากาศของการปฐมนิเทศที่น่ากลัวที่สุดตั้งแต่ผมเคยเจอมา ผมรับรู้ได้ถึงสายตาของใครหลายคนที่จับจ้องมาที่ผมอย่างให้กำลังใจพร้อมบอกว่า ‘ไม่เป็นไรนะ’ ผ่านทางสายตา ก็ยังดีที่มีคนเห็นใจผมอยู่บ้าง

“แล้วคุณชื่ออะไร”

“ปอ...ปวรเรศครับ”

“อาจารย์จะจำคุณไว้ ไปนั่งที่ได้แล้ว”

 

แบบนี้สินะที่เขาเรียกว่าถูกอาจารย์กากบาทหมายหัวไว้ตั้งแต่วันแรกในรั้วมหาวิทยาลัย ดีจริงๆ อยู่ดี ๆ ก็กลายเป็นคนพิเศษให้อาจารย์คอยจับตาดูตลอดเวลา หลังจากอาจารย์สุดโหดบอกกับผมเสร็จก็หันไปรับโทรศัพท์ที่สั่นอยู่บนโต๊ะพักใหญ่ เหมือนอาจารย์ตั้งใจคุยกับผมให้เรียบร้อยก่อนถึงค่อยสนใจปลายสายในมือถือ ผมจึงหันหลังเดินคอตกไปทางเก้าอี้ ผมมองเห็นยัยถุงแป้งที่กำลังชูไม้ชูมือเป็นสัญญาณว่าอยู่ตรงนี้ให้ผมทันที ก็ยังดีเพราะอย่างน้อย ๆ ก็ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวในห้องนี้แบบตึกข้าง ๆ ที่โดนรุ่นพี่แซวอย่างสนุกปากจนไม่เหลือชิ้นดี

 

เมื่อผมนั่งลงบนเก้าอี้ว่างด้านข้างถุงแป้ง เธอตบไหล่ผมสองทีดัง ปุ ปุ พร้อมยิ้มให้กำลังใจผมอย่างเป็นห่วง

“แกไม่เป็นไรนะ”

“ไม่เป็นไรก็แย่แล้ว”

“ไม่เศร้านะแก เดี๋ยวมันก็ดีขึ้น”

“อืม...”

“แล้วทำไมแกถึงมาสายอะ รถไม่น่าจะติดจนสายขนาดนี้นะ”

“...” ผมนิ่งเงียบและตั้งสติอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะคิดได้ว่า ถ้าบอกยัยนี่ว่าไปผิดตึกจะโดนหัวเราะขนาดไหนกันนะ เป็นตายยังไงผมก็ไม่คิดจะบอกมันเด็ดขาด โดนรุ่นพี่หน้าเถื่อนในชุดชอปแซวตั้งขนาดนั้นใครจะยอมเล่าให้ฟังกัน

“ก็...แบบว่า...”

“นายปวรเรศ!” ยังไม่ทันที่ผมจะตอบคำถามเพื่อนสาวข้างตัวที่กำลังทำสายตาเฝ้ารอคำตอบ อาจารย์ป้าหน้าห้องก็เรียกชื่อผมเสียงดังสนั่นลั่นห้องจนผมเผลอสะดุ้งตัวลุกขึ้นเต็มความสูงอย่างรวดเร็ว

“ครับอาจารย์” จะโดนอะไรอีกวะมาสายแล้วมานั่งคุยกับเพื่อนไม่สนใจฟังอาจารย์เหรอ ‘เฮ้อ...วันนี้ไม่ใช่วันของมึง ไอ้ปวรเรศเอ้ย’

“คุณไปตึกวิศววัฒณามาเหรอ”

“เอ่อ...ครับ”

“อะไรจะหลงทางขนาดไปผิดตึก ดูแลเพื่อนคุณด้วยนะ นี่ถ้าเมื่อกี้อาจารย์เอไม่โทรมาบอก อาจารย์คงคิดว่าคุณตื่นสายแล้วกำลังหาข้ออ้าง”

“...”

“ถ้าอย่างนั้นวันนี้อาจารย์ไม่เอาผิดคุณละกัน อาจารย์สงสารเด็กหลงทาง ฮ่า ๆ” อาจารย์ป้าที่เคยพูดด้วยน้ำเสียงขึงขังกลับกลายเป็นน้ำเสียงเอ่ยแซว คือไม่ใช่แค่รุ่นพี่แต่เป็นแม้กระทั่งอาจารย์ทุกคนเลยเหรอที่ต้องแซว สิ้นเสียงอาจารย์ป้าที่คำว่าเด็กหลงทางบรรยากาศในห้องก็เปลี่ยนไปจากตอนแรก จากนิ่งสนิทและเต็มไปด้วยแรงกดดันกลับกลายเป็นเสียงหัวเราะจากคนรอบข้าง ตอนนี้ผมกลับรู้สึกอายกว่าเมื่อสักครู่ที่โดนดุอยู่หน้าห้องเป็นไหน ๆ

“ถะ...ถุงแป้ง...คือ...” ผมที่ตั้งสติได้จึงหันหน้ามาทางเพื่อน

“โอ้ย... ไอ้ปอแกจะหลงทางอะไรขนาดนั้น เขาเขียนหน้าตึกตัวเบ้อเริ่มว่า พ พาน หรือ ว แหวน ตลกว่ะ ฮ่า ๆ ๆ” ยังถุงแป้งถึงกับหัวเราะจนน้ำตาเล็ดน้ำตาไหล พร้อมกับเอามือทุบโต๊ะเบา ๆ สามที “แกนี่เรียนเก่งก็จริง แต่ดูทางบ้างสิ ฮ่า ๆ ๆ” ยังไม่จบครับยัยถุงแป้ง อย่าให้ถึงตาผมบ้างแล้วกัน

 

ท่ามกลางห้องห้องประชุมแห่งใหญ่ที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ผมรู้สึกอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปหลบที่ไหนเพราะขนาดเพื่อนสนิทข้างตัวยังเอาแต่นั่งหัวเราะเยาะจนน้ำหูน้ำตาไหล มันจะมีไหมนะใครสักคนที่ไม่หัวเราะให้กับความผิดพลาดของผมหรือจะไม่ซ้ำเติมผมด้วยเรื่องแบบนี้

ผมหันไปมองรอบข้างอีกครั้งแม้ว่าเสียงหัวเราจะหายไปแล้วแต่ผมก็ยังจับสัญญาณจากคนรอบข้างได้ว่าแอบยิ้มอยู่ด้านหลัง แต่เมื่อผมหันไปมองกลับรีบหลบสายตาทันที ‘แค่หลงทางจะตลกอะไรขนาดนั้น โว้ย!’ ได้แต่คิดแล้วก็ถอนหายใจยาว ๆ ก่อนจะหันกลับมาก้มหน้าก้มตาอยู่ที่เดิม

“ปอ จริง ๆ เป็นแบบแกก็ดีนะ”

“ดียังไงไม่ทราบแป้ง”

“ก็...”

“ตกลงโดนหัวเราะเยาะใส่ขนาดนี้มันดียังไงมิทราบ?” ผมรีบขัดคนข้างตัวทันทีที่มีโอกาส ก่อนจะโดนแซวหรือหัวเราะตามมาอีกเป็นครั้งที่สอง

“ก็อย่างน้อย ๆ แกจะได้มีเพื่อนเร็วขึ้นไง”

“...”

“วันนี้เพื่อนทุกคนคงจำแกได้หมดแล้ว เพราะแบบนั้นคนอื่น ๆ ก็จะกล้าเข้าหาคนหน้านิ่งอย่างแกไง”

“...”

“คนนิ่ง ๆ ไม่ค่อยพูดแบบแก จะได้มีเพื่อนบ้าง”

“อืม ก็จริงอย่างที่แกว่า” ในเรื่องร้าย ๆ ที่เกิดขึ้นย่อมมีเรื่องดีปะปนมาด้วย อย่างน้อย ๆ ผมที่เป็นคนชอบตั้งกำแพงรอบตัวจนคนรอบข้างไม่ค่อยเข้าหาจะได้มีเพื่อนบ้าง ถึงที่ผ่านมาผมจะเจอแต่พวกที่ชอบคบหวังผลประโยชน์ก็เถอะอย่างน้อย ๆ ก็เจอแล้วคนหนึ่งอย่างยัยถุงแป้งขี้โวยวายที่ไม่รู้ไปสนิทกันได้อย่างไง กับ...

 

ภาพในหัววิ่งไปอย่างรวดเร็ว ความทรงจำบางอย่างโลดแล่นเข้ามาในหัวผมขณะนี้ ผมไม่ได้ยินเสียงอาจารย์ป้าที่กำลังชี้แจงรายละเอียดแล้ว แต่กลับเห็นมนุษย์อีกคนที่เป็นเพื่อนสนิทคนแรกในชีวิตของผม เพื่อนที่ไม่เคยทำให้ผมรู้สึกแย่ไม่ได้คบเพื่อหวังผลประโยชน์แต่กลับช่วยเหลือผมทุกอย่าง เพื่อนที่คบกับผมที่ไม่ใช่ไอ้ปอคนเก่งแต่เป็นไอ้ปอที่โง่ซึ่งสอบไม่ติด เพื่อนคนแรกที่ทำให้ผมกล้าเป็นตัวของตัวเอง กล้าที่จะยิ้มอย่างจริงใจกล้าที่จะแสดงความรู้สึกอย่างหมดใจ กล้าที่จะร้องไห้ด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องให้มันฟัง และกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเองมากกว่านี้ และกล้าที่จะเปิดใจให้มันเป็นรักครั้งแรกที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของผมตลอดหลายปีมานี้

เวลานี้ใบหน้าของใครบางคนกำลังลอยเข้ามาในหัวของผม ใครบางคนที่สนิทจนต้องนั่งเรียนด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน ไปนั่งรอมันเล่นกีฬาเพื่อกลับบ้านด้วยกันทุกวัน ไปเที่ยวในวันหยุดด้วยกัน ไปทำรายงานด้วยกัน แม้กระทั่งนอนด้วยกัน คนที่เป็นเหมือนโลกทั้งใบของผม แต่เรื่องนั้นมันก็ผ่านมาตั้งสามปีกว่าแล้วเพราะเหตุการณ์ในครั้งนั้นผมถึงเปลี่ยนจากปอที่สดใสเป็นปอที่เงียบขรึมอย่างทุกวันนี้ เป็นปอที่เอาแต่มุ่งมั่นเรื่องเรียน กลายเป็นปอที่เก่งจนคุณครูต่างชื่นชมและส่งไปแข่งที่นั่นที่นี่มากมาย เป็นปอที่มีแต่คนอิจฉาและเข้าหาด้วยผลประโยชน์

เหนือสิ่งอื่นใดผมยังเป็นปอคนเดิมปอคนที่รออย่างมีความหวังว่าวันหนึ่งจะได้กลับมาเจอกันอีกครั้งเพื่อกล่าวคำว่า ‘ขอโทษ’ แต่ถึงจะพูดแบบนั้นเราก็ไม่เคยได้ติดต่อกันอีกเลยตั้งแต่จบชั้น ม.3 ผมจำไม่แม่นยำว่าหลังจากวันนั้น Facebook ผมโดนบล็อก เบอร์โทรศัพท์ก็ติดต่อไม่ได้ เราเจอกันครั้งสุดท้ายในวันที่จบชั้น ม.3 ซึ่งเพื่อน ๆ กำลังแยกย้ายไปตามทางเดินของตนเอง หลายคนไปสายอาชีพ บางคนก็เลือกที่จะทำงาน ในขณะที่ผมเลือกที่จะย้ายโรงเรียน แม้จะเป็นการจากลาที่กระทันหันแต่ผมก็ทำใจไว้ล่วงหน้าแล้วเพราะที่บ้านผมคาดหวังกับโรงเรียนแห่งใหม่ไว้มาก เพราะเป็นโรงเรียนชื่อดังที่การแข่งขันค่อนข้างสูง การได้เข้าไปเรียนจึงเป็นเรื่องยากมากสำหรับคนอย่างผม การขอป๊าและแม่เพื่ออยู่ที่เดิมต่อโดยให้เหตุผลว่ารักเพื่อนอาจทำให้อะไร ๆ มันแย่ลงไปมากกว่าปัจจุบัน

ผมคิดว่าผมตัดสินใจถูกแล้วครับ เพราะแม้กระทั่งวันสุดท้ายที่เรารับใบประกาศนียบัตรว่าจบม.3 วันที่เราได้เจอหน้ากันวันสุดท้าย วันที่เราจะไม่มีโอกาสกลับมาเป็นเพื่อนกันได้แบบเดิมอีกครั้ง แววตาของผมก็ยังคงไร้ซึ่งความสุขไม่ต่างจากเดิม เพราะแม้กระทั่งเวลาสุดท้ายก่อนจากกัน รอยยิ้ม คำอำลา หรือความห่วงใยของคนที่อยู่ด้วยกันมาตลอดสามปีอย่างในอดีตที่ผมเคยเห็น ผมยังคงไม่ได้รับอีกเช่นเคยและผมคงไม่ได้รับมันอีกเป็นครั้งที่สอง

ถ้าเป็นไปได้ขอแค่ให้ได้เจอกันอีกครั้งก็ยังดี ‘ปั๊ม เราอยากขอโทษแก’ พอไม่มีแกแล้วมันทรมาน ถึงแม้จะผ่านมากว่าสามปีแล้ว แต่แกก็ยังคงเป็นเพื่อนที่เรารักมากที่สุด ถึงผมจะคิดกับปั๊มมากเกินเพื่อนแต่ขอได้ไหมขอโอกาสให้ผมได้ขอโทษอีกครั้ง ถ้าแกไม่คิดจะมอบสถานะเพื่อนสนิทแบบเดิมให้กับเราอีกครั้งก็ไม่เป็นไร ขอแค่...ให้เราได้เป็นคนรู้จักกันก็พอ

 

“แก ๆ เข้าใจที่อาจารย์พูดปะ”

“...”

“แก แก แก!”

“...”

“ปอ! ไอ้ปอ!”

“...”

“นายปวรเรศ!”

“ฮะ! ครับ! เอ่อ...”

“...”

“ถุงแป้ง! แกทำเราตกใจนะ เรียกเบา ๆ เราก็ได้ยิน”

“นี่เราเรียกแกมาห้ารอบแล้วนะ อาจารย์บอกว่าตอนบ่ายต้องแยกย้ายไปพบอาจารย์ที่ปรึกษาประจำแต่ละห้องจากนั้นประมาณบ่ายสองให้กลับมารวมตัวกันที่ใต้ตึกเพราะพี่ ๆ ปีสองจะชี้แจงรายละเอียดกิจกรรม”

“...”

“ถามจริงนี่เอาแต่เหม่ออะไร แกถึงไม่ฟังอาจารย์เลย”

“เอ่อ...คือ...” ควรตอบมันว่าอะไรดีล่ะ กำลังคิดถึงเพื่อนสนิท หรือกำลังคิดถึงรักครั้งแรกดีนะ ไม่ได้เรื่องนี้ไม่เคยมีใครรู้และต้องไม่มีใครรู้ต่อไป ผมเก็บเรื่องนี้คนเดียวมาตลอดสามปีกว่า และมันจะเป็นอย่างนั้นตลอดไป

“ว่าไง นี่ตกลงกำลังคิดอะไรอยู่ เรียกเท่าไหร่ถึงไม่สนใจ” ถุงแป้งเอาแต่จ้องหน้าด้วยสายตาไร้ความเป็นมิตรและเหมือนถ้าโกหกไปเรื่องจะไม่จบแค่ตรงนี้แน่นอน

“คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยอะ”

“คิดเรื่อยเปื่อย คนอย่างแกคิดเรื่อยเปื่อยเป็นด้วยเหรอ?” เพื่อนสาวตรงหน้ากรอกตาไปมาเป็นสัญญาณว่าไม่เชื่อสิ่งที่ผมกำลังพูดอยู่แน่นอน

“กำลังคิดถึงเมื่อก่อนอะ เรื่องตั้งแต่สมัยม.ต้น ก็แค่เหตุการณ์คล้าย ๆ วันนี้”

“...” ถุงแป้งไม่ได้ถามอะไรต่อแต่กลับเอียงคอไปทางด้านซ้ายพร้อมคิ้วสองข้างที่ขมวดเข้าหากันเป็นปมอันเป็นสัญญาณบอกว่า ‘แกพูดเรื่องอะไร ฉันไม่เข้าใจที่แกพูดเลยสักนิด’

“ก็เรื่องที่เราโดนเพื่อนหัวเราะเยาะตอนต้นชั่วโมงไง”

“อ๋อ...”

“คล้ายที่โรงเรียนเก่า แค่นั้นแหละไม่มีอะไรหรอก แค่นึกถึง”

“แกไปหลงทางในโรงเรียนมาเหรอ ฮ่า ๆ ๆ” ถุงแป้งตบไหล่ผมเบา ๆ ด้วยสีหน้าทีเล่นทีจริงปนกับเสียงหัวเราะ ไม่รู้ว่ามันจะเชื่อสิ่งที่ผมพูดออกไปจริง ๆ หรือเปล่า

“แกจะบ้าเหรอ!”

“อ้าว พูดแค่นี้ทำมาโกรธ แล้วตกลงแกโดนหัวเราะเยาะเรื่องอะไรกัน”

“เอ่อ...เรื่อง...”

“พอ ๆ ถ้าแกไม่อยากเล่าก็ไม่เป็นไร เห็นสีหน้าแกฉันก็รู้แล้วว่าไม่อยากเล่า”

“อืม ไว้ว่าง ๆ จะเล่าให้ฟังแล้วกันนะ”

“ตอนเที่ยงฉันกับแกว่างทั้งคู่ โอเคนะตามนั้น”

“...” ผมได้แต่ทำหน้าบึ้งตึงส่งให้อีกฝ่ายด้วยความตกใจ ตกลงจะเอายังไงไหนบอกไม่อยากเล่าก็ไม่เป็นไรไง

“เราล้อเล่นน่า แกอยากเล่าเมื่อไหร่ก็แล้วแต่แกเถอะ เราไม่ชอบให้แกทำหน้าแบบนั้นตอนพูดถึงเรื่องสมัยก่อนแค่ดูผ่าน ๆ ก็รู้แล้วว่าแกไม่ดีโอเคกับเรื่องนั้น”

 

ถูกต้องอย่างที่ถุงแป้งบอก การหัวเราะเยาะมันไม่เคยมีอะไรดีเลย มันไม่ต่างอะไรกับตัวตลกท่ามกลางสายตาคนรอบข้าง แต่ในเรื่องร้าย ๆ ที่เกิดขึ้นย่อมมีเรื่องดีปะปนมาด้วยเสมอ เพราะในการถูกหัวเราะเยาะคราวนั้นกลับมีความทรงจำของใครบางคนปะปนอยู่ด้วย ความทรงจำที่พอนึกถึงทีไรสิ่งนั้นก็กลับกลายเป็นความเข้มแข็งให้กลับมาสู้ทุกครั้ง ความทรงจำที่เป็นแรงผลักดันให้ก้าวไปข้างหน้าอีกครั้ง แม้ว่าในวันนี้มันจะกลายเป็นความทรงจำที่ไม่มีวันหวนกลับคืนมาอีกครั้งตลอดกาลก็ตาม ‘ปั๊ม...ขอบคุณแกมากนะ

 

ไม่รู้เหมือนกันว่าผมนิ่งเงียบไปนานขนาดไหน ไม่รู้ว่าถุงแป้งกำลังรอคำตอบท่ามกลางความทรงจำที่ล้นทะลักของผมหรือไม่ เมื่อผมรู้สึกตัวอีกครั้งผมจึงไม่รอช้าที่จะตอบกลับไป

“มันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น”

“...” ไม่รู้คำพูดผมไปสะกิดใจอะไรให้คนที่อยู่ข้างตัวหรือไม่ เธอจ้องหน้าผมอย่างประหลาดใจราวกับว่าเป็นคำตอบที่เธอไม่คิดว่าผมจะพูดออกมา

“เดี๋ยวตอนเที่ยงเล่าให้ฟัง”

“จริงจัง?”

“อื้ม รอฟังได้เลย ยกเว้นว่าแกจะไม่อยากฟังแล้ว”

“อยากฟังสิ แต่...แกพร้อมเล่าแน่นะ”

ถุงแป้งถามผมอีกครั้งด้วยความเป็นห่วง เธอเป็นเพื่อนที่ดีมากอีกคนเพราะแม้ภายนอกเธอจะดูเป็นคนร่าเริงผิดมนุษย์ เป็นคนตรง ๆ ไม่คิดหน้าคิดหลังต่างกับผมที่คิดเยอะเกินไป แถมขี้ตกใจและขี้โวยวายกว่าใคร ๆ แต่เธอก็เป็นห่วงความรู้สึกคนรอบข้างเสมอ แม้ว่าคนอื่นจะรับรู้ถึงมันไม่ได้ จนทำให้เธอไม่ค่อยมีเพื่อนผู้หญิงแต่ผมกลับรู้สึกว่าเธอแสดงความรู้สึกนั้นออกมาชัดเจนมาก และคงชัดเจนกว่าผมเป็นร้อย ๆ เท่า แต่ถึงมันจะชัดเจนมากมายขนาดไหนแต่ก็ยังคงเทียบไม่ได้กับคนในความทรงจำของผม

 

ปั๊ม...คิดถึงแกว่ะ ป่านนี้แกจะเป็นยังไงบ้างวะ

 

แกยังเป็นแบบเดิมอยู่ไหม แกยังชอบเล่นบาสหลังเลิกเรียนเหมือนเดิมอยู่ไหม แกยังชอบรีบกินข้าวเร็ว ๆ จนเสร็จก่อนใครแล้วมานั่งจ้องหน้ารอคนข้าง ๆ ที่กินข้าวช้าโดยไม่บ่นสักคำอย่างที่เคยทำกับเราอยู่ไหม แกจะยังคอยเป็นห่วงเพื่อนคนอื่นทั้งตามส่งงานส่งการบ้านและตามมาติวข้อสอบให้ที่บ้านแบบที่เคยทำกับเราอยู่ไหม แกจะยังนั่งปลอบคนอื่นเวลาเศร้าเหมือนที่นั่งปลอบเราเวลาร้องไห้อยู่ไหม และสุดท้ายแกจะยังเป็นห่วงเพื่อนทุกคนแต่เลือกที่จะเย็นชาใส่เราแบบวันนั้นอยู่ไหม

จริง ๆ ผมก็ไม่ได้มีเพื่อนที่คอยเป็นห่วงผมอย่างถุงแป้งนานมากแล้ว เหมือนกับคนในความทรงจำที่แสนเลือนรางและค่อย ๆ จางหายไปจากชีวิตผม ในขณะที่เขาคนนั้นอาจไม่มีความทรงจำใด ๆ เกี่ยวกับผมหลงเหลือแล้วก็ตาม เพราะเขาคนนั้นได้เป็นส่วนสำคัญที่สุดในชีวิตผมไปเรียบร้อยแล้ว แม้จะเป็นช่วงเวลาที่แสนเจ็บปวดเมื่อคนที่ผมรักที่สุดจางหายไป แม้ผมจะพยายามบอกลากับเรื่องราวแย่ ๆ ที่ต่อให้กดปุ่ม Delete ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันก็จะวนกลับมาที่เดิมเสมอเหมือนแผ่นหนังที่สะดุดและเอาแต่ฉายภาพเดิม ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่ทำให้ผมเอาแต่พูดคำว่า
 

 

‘ปั๊ม...เราขอโทษ’

 

ในเมื่อเราพยายามซ่อนใครบางคนไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดในหัวใจไปแล้วแต่มันก็คงยากเกินไป เพราะยิ่งเข้าไปลึกยิ่งยากที่จะลืมเลือนหรือบอกลากับเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ในเมื่อมันเป็นเรื่องที่พยายามแค่ไหนก็ลืมไม่ได้คงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องปิดบังถุงแป้ง แม้ว่าจะเป็นเรื่องราวที่ถูกก็บเป็นความทรงจำในส่วนที่ลึกที่สุด แต่ประตูนั้นก็ได้ทลายออกทุกครั้งพังทลายออกด้วยความทรงจำอันแสนเลวร้าย คราบน้ำตา และช่วงเวลาที่ไม่มีเธอ คงถึงเวลาที่ต้องแบ่งปันความทรงจำต่าง ๆ กับใครอีกคนแล้วสินะ

 

ถุงแป้ง ถ้าเธอได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว เราจะยังเป็นเพื่อนกันอยู่ใช่ไหม เธอจะไม่ทิ้งเราไปอีกคนใช่ไหม เพราะวันนี้เราไม่เหลือใครที่จะเป็นเพื่อนกับเราอีกแล้วนะ

ผมเองก็ไม่มั่นใจเท่าไหร่ว่าคนหน้าซื่อตาใสขี้โวยวายที่เอาแต่จ้องมองอย่างใจจดใจจ่อกับคำตอบของผมที่อยู่ตรงหน้า เธอพร้อมจะรับรู้ทุกอย่างที่เป็นผมในฐานะเพื่อนสนิทได้หรือไม่ เราอาจจะรู้จักกันมาเกือบหนึ่งปีแต่ก็เป็นในฐานะของคนที่เก่งที่สุดของโรงเรียนในวิชาคณิตศาสตร์สองคนที่อาจารย์พากันชื่นชม ที่รุ่นน้องเอาเป็นแบบอย่างที่น่าจดจำจนทำให้โรงเรียนมีชื่อเสียงในฐานะของโรงเรียนชั้นนำของประเทศที่ประสบความสำเร็จจนได้รางวัลมากมาย

แต่เป็นผมเองที่เลือกจะเล่าเรื่องราวทุกอย่างให้เธอฟัง สำหรับอดีตที่แสนเลวร้ายเรื่องราวอันแสนเจ็บปวด เรื่องราวที่เคยมีใครบางคนคอยรับรู้อยู่ตรงนั้น เรื่องราวที่คนในความทรงจำคอยกระซิบให้กำลังใจอยู่ข้าง ๆ จนผมที่เคยอ่อนแอกับทุกการกระทำสามารถเป็นอย่างไอ้ปอคนเก่งได้ในทุกวันนี้

“ปอ... แกพร้อมเล่าแน่นะ”

“อื้ม เราคิดว่าเราพร้อมแล้วล่ะ”

 

รัก... Run(END)

Ps ตอนหน้าจะเริ่มเล่าพาร์ทอดีตของปอแล้วนะครับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

2 ความคิดเห็น