END love "จบรักสถานะเพื่อน"

ตอนที่ 29 : บันทึกของเพื่อน ฉบับ20 “คืนที่เราอยู่ด้วยกันอีกครั้ง 1”

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 20
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    10 ส.ค. 63

Pump Part

 

แม่งโคตรน่าโมโหเลยผมหันไปคุยกับโบว์และไอรินที่ยื้อให้ผมอยู่ดูคอนเสิร์ตเป็นเพื่อนแป๊บเดียว ไอ้ปอก็หายหัวไปโดยไม่บอก ผมชอบวงลิปตาที่มาเล่นคืนนี้นะ แต่เพราะรับปากใครบางคนไว้แล้วว่าจะไปส่งที่บ้าน

ไม่ใช่ว่าผมเป็นคนรักษาสัญญาหรอก แต่นั่นเพราะผมมีเรื่องต้องเคลียร์กับมันยาว ๆ

ตั้งแต่วันที่โบว์นัดผมไปคุยที่ลานจอดรถไอ้ปอก็เป็นอะไรไม่รู้ ตอนแรกคิดว่ามันงอนที่เพื่อนรักไม่ยอมไปส่งที่บ้าน ผมเลยพยายามไถ่โทษด้วยการจะไปส่งมันในวันรุ่งขึ้น แต่จนถึงวันนี้มันก็ยังไม่ยอมให้ผมไปส่งที่บ้านเลย ดีที่วันนี้งานเลิกค่อนข้างดึกเลยอาศัยจังหวะนี้บังคับให้มันกลับบ้านกับผมเพื่อที่จะได้คุยกันดี ๆ

 

หลังจากวันนั้นผมรู้สึกได้ว่ามันไม่ยอมคุยกับผมเลย เว้นระยะห่าง และหันไปอยู่กับถุงแป้งมากกว่า หรือเป็นเพราะมันได้ยินเรื่องที่ผมคุยกับแฟนเก่า แต่ถ้าได้ยินมันก็ไม่น่าจะโกรธอะไรนะ

เพราะวันนั้นสิ่งที่โบว์มาพูดคุยกับผมคือการขอโทษและการขอร้องให้เรากลับไปเป็นแบบเดิม เพราะเห็นแก่เรื่องที่ผ่านมาผมเลยยอมตกลงแม้ในใจจะรู้สึกขัดแย้งหน่อย ๆ แต่เราก็ได้กลับมาเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม

ถูกแล้วครับ คำว่าเหมือนเมื่อก่อนที่คุยกันวันนั้น หมายถึงเมื่อก่อนจริง ๆ เป็นก่อนที่เราจะเป็นแฟนกัน เพราะผมกับโบว์เป็นเพื่อนกันมาก่อน โบว์ย้ายเข้ามาที่โรงเรียนผมตอน ม.ปลาย เป็นเวลาเดียวกับที่ใครบางคนย้ายหนีไปเรียนที่อื่น

แรก ๆ ผมก็ไม่ชอบเพราะเธอเป็นคนแรง ๆ แต่ไป ๆ มา ๆ ผมก็คบกับโบว์ช่วง ม.6 และเลิกกันช่วงที่ผมสอบเข้ามหาวิทยาลัยพอดี โดยที่เธอให้เหตุผลว่า ‘ผมมีคนอื่น’

ตอนนั้นแม่งโคตรรู้สึกแย่ เมื่อคนที่ได้ชื่อว่าแฟนไม่ฟังอะไรเลยสักนิด ไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะอธิบาย เพราะความจริงแล้วผมไม่เคยมีใครคนอื่น ผมคบกับโบว์ดูแลแค่โบว์และมองโบว์คนเดียว

มันอาจเป็นกรรมของผมที่เคยทำร้ายจิตใจใครบางคนไว้ก็ได้ ผมถึงโดนบอกเลิกทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด เรื่องระหว่างผมกับโบว์แค่เพื่อนเท่านั้น

 

“ปั๊ม! จะไปไหน ปั๊มน่าจะอยู่...” ทั้งที่รู้ว่าผมจะไป แต่เธอยังคงยืนเกาะแขนผมอยู่

“โบว์! บอกแล้วไงว่าไม่ดู” ผมตอบกลับเสียงดังเพราะกำลังรีบร้อน

“ปั๊มขึ้นเสียงทำไม แค่นี้ต้องโกรธโบว์ด้วยเหรอ”

“โบว์ ปั๊มไม่ได้โกรธ ปั๊มรีบอยู่” ผมพยายามอธิบาย

“เพราะเพื่อนปั๊มใช่ไหม เพื่อนคนนั้น ที่เดินมาเจอกับโบว์ตรงลานจอดรถ” เธอถามผมด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“อืม ขอตัวก่อนนะ”

“ทำไมล่ะปั๊ม ทำไมปั๊มถึงเปลี่ยนไปขนาดนี้”

“รินว่าโบว์ใจเย็น ๆ ก่อนดีกว่านะ” คราวนี้ไอรินเป็นฝ่ายเข้ามาพูดกับโบว์แทน

“แกดูปั๊มสิ”

“โบว์ฟังนะ จริง ๆ ปั๊มไม่ได้เปลี่ยนไป” ผมพยายามตั้งสติแล้วอธิบาย

“ถ้าไม่ได้เปลี่ยนแล้วทำไมถึง...”

“ปั๊มไม่เคยเปลี่ยน โบว์แค่ยังไม่รู้จักปั๊มมากพอ แต่ใครบางคนที่โบว์พูดถึงเมื่อกี๊ รู้จักปั๊มดีกว่าโบว์มาก”

“รินว่าปอคงไม่ได้รู้จักปั๊มขนาดนั้น เรารู้จักกันยังไม่ถึงเทอมเลย...” ไอรินพยายามช่วยเพื่อน

“เรารู้จักกับปอมาหกปีแล้ว มันก่อนที่จะรู้จักโบว์ด้วยซ้ำ” ผมพูดไปตามความจริง

“...” คำตอบนี้ทำให้ทั้งสองคนตกใจไปตาม ๆ กัน

“ถ้าเป็นเพื่อนกันแบบเมื่อก่อน โบว์ควรจะเกรงใจปั๊มแบบเมื่อก่อนด้วยนะ” ผมพยายามใจเย็นที่สุดแล้ว ตอนนี้ผมทั้งหงุดหงิดทั้งรำคาญ เพราะผมพยายามต่อสายหาใครบางคนแต่เขากลับปิดเครื่องหนีผมไปแล้ว

“ไอริน ฝากโบว์หน่อย เราขอตัว”

 

 

ผมไม่รอฟังคำตอบจากอีกฝ่าย ได้แต่วิ่งหาคนปลายสายไปทั่วทั้งสถานที่จัดคอนเสิร์ตแต่กลับไม่พบ หรือว่าโดนไอ้พวกผู้ชายกลุ่มนั้นลากกลับหอไปแล้ว คิดแบบนั้นความรุ่มร้อนในใจยิ่งทำให้อยากระเบิดออกมา

ผมวิ่งตรงไปยังบันไดทางลงไปยังชั้นหนึ่งอย่างรวดเร็วก่อนจะมองเห็นใครบางคนที่คุ้นเคยเดินกอดคอไปกับใครอีกคนอย่างสนิทสนม

ผมกระชากมันออกจากตัวรุ่นพี่คนนั้นทันที แม้จะจำได้ว่านั่นคือพี่เติมประธานเชียร์และพี่ในชมรมติว และถึงพี่เขาจะดูท่าทางเป็นคนดี แต่จากที่เห็นเมื่อกี๊แม่งโคตรไม่น่าไว้ใจ โดยเฉพาะตอนที่ไอ้ปอบอกว่าพี่เติมจะไปส่ง ที่บ้าน คำพูดนั้นทำให้สติผมหลุด เลยเผลอกระชากข้อมือเล็ก ๆ ของมันจนแดงช้ำอีกแล้ว

 

เราสองคนอยู่บนท้องถนนในตำแหน่งที่ผมกำลังนึกถึงเรื่องเมื่อครู่ จนผมเกือบจะคุมตัวเองไม่อยู่ อาการเหล่านั้นกำลังกลับมา ผมกำลังหงุดหงิด มือที่จับพวงมาลัยอยู่กำลังสั่นเทา ลมหายใจของผมเริ่มหอบถี่ขึ้นเรื่อย ๆ

“ปั๊ม ไม่เป็นไรนะ ปออยู่ตรงนี้แล้ว ใจเย็น ๆ ก่อน”

คนตัวเล็กพูดด้วยน้ำเสียงหวาดระแวงเล็กน้อยก่อนจะขยับมือเรียวเล็กที่มีรอยแดงนิดหน่อยมากอบกุมมือผมที่กำลังสั่นเทาอยู่ แม้จะเป็นการกระทำที่ดูกล้า ๆ กลัว ๆ แต่นั่นทำให้ผมหายใจได้สะดวกขึ้นจนสองมือสั่นน้อยลง

‘ผมเผลอทำให้มันรู้สึกเจ็บอีกแล้ว’

 

รถยนต์ของพวกเราโลดแล่นมาถึงหน้าบ้านอย่างรวดเร็ว ผมหันไปบอกคนข้างตัวให้เข้าบ้านก่อนเพราะท่าทางของมันดูกล้า ๆ กลัว ๆ ที่จะเดินเข้าบ้านทำให้ตัวผมต้องเป็นฝ่ายเดินกลับไปจูงมือมัน ปอเริ่มขัดขืนอีกครั้งเมื่อกำลังจะพามันขึ้นห้องนอน คนตัวเล็กชะงักค้างที่หลังประตูก่อนที่ผมจะกระชับฝ่ามือนั้นให้แน่นหนามากขึ้น

ผมเปิดประตูแล้วพาคนตัวเล็กไปนั่งบนเตียง เตียงนอนหลังเดิมที่เราเคยนอนด้วยกันเมื่อหลายปีก่อน เมื่อเห็นเป้าหมายจึงดันตัวอีกฝ่ายให้นั่งลง ปอจับจ้องเตียงสลับกับใบหน้าผมเป็นระยะก่อนจะขยับถอยร่นไปอยู่ที่สุดหัวเตียง เมื่อเริ่มขยับเข้าไปหาใบหน้าถอดสีกับร่างกายที่สั่นเทาเป็นสัญญาณเตือนว่าคนตรงหน้านั้นหวาดกลัวกับบางอย่าง

ไม่รู้ว่าปอกลัวการกระทำของตัวผมในเวลานี้ หรือกลัวอดีตอันเลวร้ายในห้องนี้กันแน่

ผมได้แต่ขยับตามคนตัวเล็กไปยังหัวเตียง ถึงจะกำลังโกรธและอยากคาดคั้นคำตอบ แต่ก็เป็นห่วงความรู้สึกคนข้างตัวไม่แพ้กัน ผมสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะคว้ามือของอีกฝ่ายมากอบกุมทำให้ร่างกายเล็ก ๆ นั้นสั่นน้อยลง

 

“มึงมีอะไรจะพูดก็พูดมา” ผมเป็นฝ่ายเริ่มคุยกับมันก่อน

“มึงนั่นแหละ ทำไมถึงพากูมาที่นี่” คนตัวเล็กบนเตียงยังคงก้มหน้ามองผ้าปูที่นอนเพราะไม่ยอมสบตากับผม

“คุยกับกู มองหน้ากูสิปอ อย่าให้พูดซ้ำ” ผมพยายามหายใจลึก ๆ ให้ตัวเองใจเย็นลงอีกครั้ง

“อ๊ะ!” นิ้วเรียวของผมช้อนปลายคางสวยได้รูปของคนตรงหน้าขึ้น เพื่อให้อีกฝ่ายจ้องมองนัยน์ตาผมแทนที่จะเป็นผ้าปูที่นอนที่มันนั่งทับอยู่

“จะแก้ตัวอะไรรีบ ๆ พูดมา” ผมให้โอกาสปอได้เป็นฝ่ายแก้ตัวก่อน

“ปั๊ม กูทำอะไรผิด ทำไมกูต้อง...”

“หนึ่ง”

“ก็บอกแล้วไงว่ากูไม่ได้ทำอะไรผิด มึงนี่มันยัง...”

“สอง นับถึงสามเมื่อไหร่กูไม่ใจดีแล้วนะ!” ผมเกลียดตอนที่ปอเถียงที่สุด เลยเผลอเสียงดังใส่มันไปอีกครั้ง เป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ที่มือผมกำลังสั่นเทาจนเกือบจะควบคุมตนเองไม่ได้ ทำให้คนตัวเล็กที่อยู่ข้างผมเริ่มรับรู้บางอย่าง

“ปั๊ม...ใจเย็น ๆ กูอยู่ข้างมึงนะ แต่ตอนนี้กูยังไม่พร้อมจะคุยกับมึง”

“ถ้ามึงไม่บอกกูว่าเป็นอะไร กูจะง้อมึงได้ยังไง” ผมอยากจะง้อมันตั้งหลายวันแล้วด้วยซ้ำ

“กูไม่ได้งอน”

“แล้วมึงหลบหน้ากูทำไม ตอนเรียนไม่นั่งข้างกู ตอนกินข้าวอ้างว่าไม่หิว ตอนกลับบ้านไม่ยอมให้กูไปส่ง ตอบกูอีกทีสิว่ามึงไม่ได้งอน” ผมพยายามไม่ใช้เสียงดังเพื่อทำร้ายจิตใจคนข้างตัว เพราะไม่อยากให้มันเกิดเหตุการณ์แบบครั้งก่อนที่เราเอาแต่เสียงดังใส่กันจนเผลอประชดประชันทำร้ายจิตใจของอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว

“คือกู...” คนตัวเล็กเริ่มก้มหน้าเหมือนคนผิด มันคงไม่คิดว่าผมจะสังเกตมันมากขนาดนี้

“แล้วไหนจะวันนี้อีกที่กูบอกให้รอ ทำไมไม่เชื่อฟัง เกิดไอ้พวกเชี่ยนั่นมันกลับมามึงจะทำยังไง”

“กูขอโทษ...อึก” ใบหน้าเรียบสวยเริ่มมีของเหลวสีใสปรากฏที่ปลายหางตา ผมต้องไม่ใจอ่อนต้องคุยให้รู้เรื่องก่อน

“ขอโทษแล้วความรู้สึกกูล่ะปอ กูแม่งโคตรเป็นห่วงตอนมึงหายไป ใจกูแม่งเสียไปหมดเลยตอนเดินออกมาแล้วหามึงไม่เจอ เป็นห่วงมึงฉิบหายกลัวว่ามึงจะเป็นอะไร โทรไปมึงก็ปิดเครื่อง มึงหนีกูทำไม มึงปิดเครื่องทำไมวะ”

“กู...อึก...กูไม่ได้ปิดเครื่อง”

“แล้วทำไมกูโทรไม่ติด”

“ฮือ...แบตกูหมด”

“...”

“ถ้าไม่เชื่อมึงดู” คนตัวเล็กพยายามแนบหลักฐานโดยการชูโทรศัพท์มือถือที่ไม่สามารถใช้การได้มาให้ผม

 

“คดีแรกผ่าน ต่อไปคดีสอง แล้วที่มึงมากับไอ้พี่เติมล่ะ”

“มึงจำคนตอนก่อนเข้างานได้ปะ อึก...กลุ่มที่มายุ่งกับกูอะ”

“มันทำอะไรมึง!” แค่ปอพูดถึงไอ้พวกนั้นก็ทำให้ผมอารมณ์ขึ้นอีกครั้ง ผมเกลียดคนแบบนี้คนที่เห็นว่าคนอื่นเป็นของเล่น ไอ้เศษมนุษย์พวกนั้นทำให้ผมนึกถึงเรื่องแย่ ๆ ในอดีตของตัวเอง

“กูเจอพวกนั้นอีกรอบตอนออกจากงาน แต่คราวนี้คนมาเยอะกว่าเดิม”

“เหี้ยเอ๊ย!”

“แล้วพี่เติมก็มาช่วยกู ตีเนียนเป็นพี่ชายแล้วลากกูออกมา”

“กูเข้าใจเรื่องที่เขามาช่วย แต่พี่ชายที่ไหนเขาโอบไหล่น้องชายใกล้ชิดขนาดนั้น!” ผมแม่งไม่พอใจตรงนี้แหละ

“กูไม่รู้...บ้านกูลูกคนเดียว” ตอบอย่างนี้แล้วผมจะเอาผิดอะไรมันได้

 

“คดีสองจบ ต่อไปคดีสาม มึงหนีกูออกมาทำไม”

“ก็กู...อยากให้มึงสนุกกับคอนเสิร์ต”

“มึงดูอารมณ์กูด้วยว่าอยากไปสนุกปะ”

“ก็วงที่มึงชอบ แถมทั้งไอรินทั้ง...แฟนมึงก็ดูอยากให้มึงอยู่ต่อ” ปอพูดพลางหลบหน้าผมอีกครั้ง

“แฟนหรอ...อาทิตย์ก่อนที่มึงทำตัวแปลกไปเพราะเรื่องนี้ใช่ปะ”

“คือกู...”

“ฟังดี ๆ นะปอ กูกับโบว์ไม่ได้กลับมาคบกัน กูกลับไปเป็นแบบเดิมคือเป็นเพื่อนกัน โบว์เรียนโรงเรียนเดียวกับเราแต่ย้ายเข้ามาตอน ม.4 ที่มึงย้ายหนีกูไป กูเจ็บพอแล้วเพราะฉะนั้นกูจะไม่กลับไปคบกับโบว์อีกแล้ว”

“...” คำตอบนั้นทำให้คนตัวเล็กตะลึงไปเล็กน้อย คงเพราะคิดมากกับเรื่องนี้ทั้งสัปดาห์ สงสัยผมต้องบอกมันละ

“อีกอย่างตอนนี้กูมีคนที่ชอบอยู่แล้ว”

“แบบนั้นก็ดีที่มึงมี... ฮะ! ว่าไงนะ! มึง...มีคนที่ชอบแล้วเหรอ!” สายตากับน้ำเสียงตกใจของร่างเล็กเริ่มปรากฏ นั่นทำให้ผมรับรู้ได้ถึงความโศกเศร้าที่ปะปนมากับน้ำเสียง ปอยังเหมือนเดิม ถึงไม่ค่อยพูดแต่ก็ซ่อนความรู้สึกไม่เก่ง

“อื้ม คนใกล้ตัว คนที่อยู่ข้าง ๆ กู คนที่ชอบทำให้กูอารมณ์เสียได้ตลอดเวลา คนที่ชอบเอาแต่ร้องไห้มีอะไรก็ชอบคิดไปเองฝ่ายเดียว คนที่แม่งมีอะไรก็ไม่เคยจะบอกกูตรง ๆ ต้องให้กูโมโหจนมือสั่นแล้วขึ้นเสียงใส่ทุกที”

“...” คราวนี้ไอ้ปอหน้านิ่งไปเลย

“อะไรของมึง เป็นไข้เหรอถึงหน้าแดงขนาดนั้น ไหนตัวร้อนปะ” ผมพูดพลางเอามือไปจับหน้ามัน

“บ้า! ไม่ได้ป่วย กูแค่...” ข้อมือแกร่งของผมถูกข้อมือเรียวเล็กปัดออกทันที

“แค่อะไร?”

“แค่อึดอัดโว้ย ปั๊ม! มึงลุกเดี๋ยวนี้เลย!” ร่างเล็กที่นั่งข้างผมเริ่มขยับเขยื้อนอีกครั้ง แต่คราวนี้ผมเดาว่ามันคงไม่ได้ดิ้นเพราะจะหนีหรือกลัวแต่มันดิ้นเพราะเขิน บอกเลยว่าเวลาที่ปอดูน่ารักที่สุดคือเวลาที่มันเขินแบบนี้แหละครับ

“วันหลังมีอะไรก็ถามกูก่อน ไม่ใช่เก็บไปคิดเองเออเองแบบนี้” ผมใช้มืออีกข้างที่ว่างอยู่ขยับเข้าไปเช็ดคราบน้ำตาที่เปรอะใบหน้าสวยอย่างเชื่องช้า วันนี้ปอมันไม่ใส่แว่นเลยทำให้มันดูน่ารักกว่าปกติ และนั่นทำให้ผมหวงมันฉิบหาย หวงว่าความน่ารักที่อยู่ข้างตัวผมจะหายไปอีกครั้ง

“อื้ม ขอโทษที่ไม่ถามมึง...”

“พอแล้ว...ไม่ต้องขอโทษกูแล้ว”

ผมใช้ปลายนิ้วโป้งสัมผัสริมฝีปากสวยที่กำลังจะพูดขอโทษ ใบหน้าของเราเริ่มใกล้กันมากขึ้นเรื่อย ๆ ผมมองเห็นความอ่อนไหวในดวงตาคู่นั้น

ความรู้สึกแปลกประหลาดกำลังเกิดขึ้นกับเราสองคน ผมเริ่มขยับใบหน้าเข้าไปใกล้จนปอหลับตาลงพร้อมเงยหน้าให้ ทำไมมันถึงน่ารักแบบนี้วะ ผมกำลังโน้มตัวลงมาเรื่อย ๆ ก่อนจะสัมผัสกับริมฝีปากสวยได้รูป ลมหายใจของเราสอดประสานเข้าด้วยกัน แต่ก่อนที่ร่างกายเราจะสัมผัสกันกลับถูกอะไรบางอย่างเข้ามารบกวน

 

ครืด... ครืด... ครืด...

 

เสียงโทรศัพท์มือถือผมที่วางไว้บนโต๊ะดังขึ้น ดึกขนาดนี้ใครแม่งโทรมาวะ แถมดันโทรมาขัดจังหวะตอนสำคัญ

“ปะ...ไปรับสายก่อน เฮ้อ...” เสียงคนที่อยู่ใต้การควบคุมของผมพูดขึ้นอย่างโล่งใจ

“เออ” แม่งขัดจังหวะฉิบหาย ทำไมมึงไม่โทรมาหลังจากนี้อีกสักพักวะ

“ปล่อยกูได้แล้ว” ผมพยายามทำใจ และลุกไปหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู

“เบอร์ใครวะ แม่งไม่คุ้น” อาจเป็นรุ่นพี่หรือเพื่อนก็ได้ ผมจึงกดรับสาย

 

[ฮะ...ฮัลโหล ปะ...ปั๊มใช่เปล่า] เสียงเล็ก ๆ จากปลายสายถามออกมาอย่างแผ่วเบา

“เออใช่ นั่นใคร”

[ซันเอง ซันชมรมติวเพื่อนปออะ]

“แล้วโทรมามีอะไร”

[ปออยู่ตรงนั้นไหม ขอคุยกับปอหน่อย]

“เออ เดี๋ยวกูเปิดลำโพงให้ ปอซันโทรมาหามึง” ผมยื่นมือถือไปยังร่างเล็กบนเตียงที่ขยับตัวเข้ามาใกล้

“ฮัลโหลซัน ว่าไง”

[ไอ้ปอ!!! ทำไมแกไม่รับโทรศัพท์!]

“พอดีมือถือเราแบตหมด”

[แล้วทำไมไม่ชาจวะ รู้ปะว่าคนเขาเป็นห่วงกันให้วุ่น โทรไปหาแกที่บ้านพ่อแกก็บอกว่ายังไม่กลับ แกรีบโทรไปบอกพ่อเลยนะว่าอยู่ไหน]

“ลืมไปเลย เดี๋ยววางแล้วจะรีบไปโทร”

[แล้วกระเป๋าจะเอายังไง]

“กระเป๋าอะไร”

[ก็กระเป๋าที่อยู่กับพี่เติมเนี่ย ลืมเหรอว่าฝากพี่เขาไว้]

“เชี่ย!”

[จะเอายังไง ตอนนี้เรากับพี่เติมยังอยู่มอ จะกลับมาเอาไหม]

“คือว่า...” คนบนเตียงดูลำบากใจเล็กน้อย

“ซันเก็บไว้ก่อนได้ไหม มันดึกแล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้กูขับรถไปเอาให้ปอเอง” ผมแทรกถามอีกฝ่าย

[ได้สิ อย่าลืมมาเอาละกัน พี่เติมตอนนี้ปอมันอยู่กับปั๊มนะ เรื่องกระเป๋าเดี๋ยวซันเก็บไว้ให้เอง] ปลายสายพูดด้วยน้ำเสียงที่เบาลง คงเพราะกำลังหันไปคุยกับรุ่นพี่ที่ยืนข้างตัว

“ขอบคุณมากนะซัน” คนบนเตียงตอบปลายสายในทันที

[เออ ๆ อย่าลืมมาเอาล่ะ ไปเร็วพี่เติมกลับคอนโดกัน ดึกมากแล้ว ซันง่วงนอน]

“เฮ้ยซัน! ซันอยู่คอนโดพี่เติมเหรอ”

[อ๋อ คืนนี้ซันว่าจะไปนอน...ตู๊ด...ตู๊ด...ตู๊ด...]

“...”

[...]

 

“ไอ้เชี่ยปั๊ม มึงจะตัดสายทำไม กูยังคุยไม่จบ”

“คุยแค่นี้พอ” ผมขี้เกียจฟังมันคุยโทรศัพท์แล้ว

“มึงนี่แม่ง”

“เรื่องของเรายังคุยกันไม่จบนะ ยังไม่ได้เคลียร์นะว่าทำไมถึงให้พี่เติมเขาโอบไหล่ง่าย ๆ แบบนั้น”

“เดี๋ยวปั๊ม เดี๋ยวก่อนเว้ย ขอเวลานอก”

“อะไรอีก”

“กูจะกลับบ้าน กูจะโทรหาป๊า”

“มึงใช้เครื่องกูโทรหาป๊ามึงได้”

“งั้นขอยืมมือถือมึง...”

“แต่มึงต้องบอกป๊าว่าคืนนี้จะค้างกับกู”

“ปั๊ม คือกูไม่ค้าง...”

“กูยังไม่ได้บอกว่ากูหายโกรธนะ”

“ปั๊ม...กูต้องกลับบ้า...”

“หนึ่ง”

“มึง ไม่เล่นแบบนี้...”

“สอง”

“โอเค ๆ กูยอมแล้ว อย่านับถึงสามเลยกูขอร้อง” ท่าทางปอมันจะกลัวการนับเลขของผม

“สรุปว่าค้างนะ”

“เออ! ค้างก็ค้างเว้ย”

 

 

_______________________________

 

จริง ๆ ตอนนี้ยังไม่จบดีเพราะยังเหลือที่ต้องเล่าผ่านมุมน้องปออีกประมาณสามสี่หน้าที่เป็นช่วงกลางดึก เดี๋ยวมาต่อวัพฤหัสนะครับ

สำหรับตอนนี้คดีพลิกครับ คุณปั๊มรอดตัวจากการเป็นผู้ร้ายที่ถูกคนอ่านเกลียดแล้ว แอบรู้สึกว่าคุณปั๊มกับน้องปอถูกพี่เติมกับซันแย่งซีน เรือใหม่ได้เกิดขึ้นแล้ว 5555

 

ช่วงหลัง ๆ รันปั่นงานไม่ค่อยทันเลย วันนี้เปิดเทอมแล้วด้วย ไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะสามารถลงได้สัปดาห์ละสองวันตามเดิมไหม

ปกติรันจะลงนิยายวันอาทิตย์กับพฤหัส ถ้าครั้งไหนเลทจะพยายามไม่ให้เกินจันทร์หรือศุกร์ แต่ถ้าอยู่ ๆ รันหายไป แปลว่าตอนนั้นรันกำลังโดนกองงานหล่นทับอยู่ หวังว่าอาจารย์ที่ภาคจะเมตตาปรานี 5555

ถ้าสัปดาห์ไหนรันงานเยอะจนไม่มีเวลาปั่นนิยาย รันจะแจ้งอย่างด่วนที่สุดทางทวิตเตอร์นะครับ คุณนักอ่านจะได้ไม่รอเก้อ 

 

twitter : Run_END_

หรือลิงก์ https://twitter.com/Run_END_

ขอบคุณทุกคนที่ยังติดตามกันอยู่

 

Enjoy Reading 

รัก... Run(END)


 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น