END love "จบรักสถานะเพื่อน"

ตอนที่ 28 : บันทึกของเพื่อน ฉบับ19 “Freshy night 2”

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 20
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    6 ส.ค. 63

 Por part

 

การประกวดดาวเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว น่าเสียดายที่กายตกรอบแรก ยายแฟนเก่าของปั๊มนั่นก็ตกรอบแรกเหมือนกัน

เฮ้อ...เห็นหน้าแล้วหงุดหงิด

แต่ยังดีที่ไอรินเข้าไปถึงรอบชิงแต่ดันพลาดตอนสุดท้าย เลยได้เป็นรองชนะเลิศได้เป็นอันดับสองของดาวมหาลัย อีกแค่นิดเดียวเธอก็จะได้ที่หนึ่งแล้วแท้ ๆ

 

เราถ่ายรูปรวมกันไปล้านรูปเห็นจะได้ ทางไอ้กายไม่เท่าไหร่ แต่ทางไอรินเนี่ยสิ มีคนเข้ามาขอถ่ายรูปแบบไม่ขาดสาย ผมเห็นแล้วอยากกลับบ้านก่อนชะมัดถ้าไม่ติดว่าใครบางคนมันบอกว่าคืนนี้เลิกดึกเลยจะไปส่งผมที่บ้าน แต่ใครคนนั้นแม่งกลายเป็นตากล้องส่วนตัวให้ดาวมหาลัยหมายเลขสองเรียบร้อยแล้วครับ

ผมรอจนกระทั่งฝูงชนเริ่มสลาย พิธีกรประกาศขึ้นอีกครั้งว่าอีกสักครู่เตรียมตัวพบกับวงดนตรีสุดมันของพี่ คัตโตะ ลิปตา ที่หน้าเวทีประกวด คงต้องออกไปก่อนมันจะวุ่นวายมากกว่านี้

ผมเลยตั้งใจจะไปชวนใครบางคนกลับบ้าน แต่กลับต้องหยุดชะงักที่ด้านหลังของเวทีเมื่อ

 

“ปั๊มจ๋า นั่นวงที่ปั๊มชอบนี่” ยายแฟนเก่าเอาอีกแล้ว

“ก็ใช่”

“รินว่าปั๊มน่าจะอยู่ดูคอนเสิร์ตของลิปตานะ” คราวนี้เป็นไอรินที่พูด นี่มึงจะเอาทั้งสองคนเลยเหรอ

“แต่เราว่าจะกลับ...”

“ปั๊ม โบว์อยากดูอะ อยู่เป็นเพื่อนหน่อยนะ นะ นะ”

“โบว์...แต่เรา”

“ไหนบอกว่าเรากลับมาเป็นเหมือนเดิมกันแล้วไง ตามใจโบว์หน่อยนะ ไอริน! ช่วยเราอ้อนปั๊มหน่อยสิ”

“รินว่าปั๊มอยู่เป็นเพื่อนโบว์ดีกว่า เดี๋ยวพอรินกลับแล้วโบว์ต้องอยู่คนเดียว”

“คือ...” ไอ้ปั๊มกลายเป็นมนุษย์ที่ปฏิเสธคนไม่เป็นเสียอย่างนั้น

“ถ้าเป็นแบบเมื่อก่อนแล้ว ปั๊มคงไม่ทิ้งให้โบว์อยู่คนเดียวใช่ไหม”

 

อะไรจะเซอร์ไพรส์ผมแบบนี้ ทำไมต้องมาเห็นฉากที่แฟนเก่าออดอ้อนเกาะแขนกอดขาให้คนตัวสูงตามใจเธอด้วยนะ ภาพตรงหน้าเริ่มดึงสติผมกลับมาหลังจากที่เผลอรู้สึกดีกับคำพูดของใครบางคนที่กลั่นแกล้งผมไป

เพราะใครคนนั้นกำลังถูกออดอ้อนให้อยู่ดูคอนเสิร์ตต่อ หรือมันควรเป็นตัวผมเองที่เดินออกไปจากตรงนี้

คิดได้แบบนั้นผมจึงค่อย ๆ ถอยหลังก้าวออกจากงานด้วยสีหน้าหงอยเหงา

 

ผมเดินออกมายืนอยู่ในตำแหน่งที่ได้เจอกับปั๊มก่อนงานเริ่ม พอเห็นมุมนี้แล้วรู้สึกแย่ชะมัด เหมือนผมโดนตบหัวแล้วลูบหลังก่อนจะกลับมาตบหัวส่งท้ายแรง ๆ อีกครั้ง

‘เฮ้อ...จะมีอะไรแย่กว่านี้อีกไหมนะ’

เสื้อคลุมหนังสีดำถูกถอดออกแล้วยัดใส่กระเป๋าทันที

 

“อ้าว! น้องคนที่เจอก่อนเข้างานนี่”

 

ผมหันไปตามน้ำเสียงคุ้นหูก่อนจะพบกับกลุ่มรุ่นพี่ที่เจอก่อนงานเริ่ม

จำได้ว่าตอนนั้นมีกันสามคน แต่คราวนี้มากันห้าเลยว่ะ เห็นแล้วรู้สึกแปลก ๆ แต่หัวใจผมในตอนนี้ย่ำแย่กว่าจะมารู้สึกกลัวคนพวกนี้แล้วครับ

“ไม่เตรียมไปดูคนเสิร์ตเหรอน้อง”

“กำลังจะกลับแล้วครับ” ผมตอบไปตามจริง ใครจะไปอยากดูคอนเสิร์ตแล้วไปเป็นก้างขวางคอกัน

“แล้วนี่กลับกับใครล่ะ แฟนเหรอ”

“แฟนเฟินอะไรกัน! ผมยังไม่มีแฟน!” ด้วยความหงุดหงิดผมเลยตอบไปแบบไม่คิด

“แต่ตอนแรกแฟนน้อง...”

“พี่ก็หันไปดูหน้าเวทีดิ! ถ้ามันเป็นแฟนผมมันจะยืนหน้าหม้อใส่รองดาวมหาลัยอยู่นั่นปะ”

เชี่ยเอ๊ย...พูดแล้วของขึ้นจนเผลอใส่อารมณ์มากไปหน่อย ให้ตายเถอะ นี่ผมเผลอพูดไปแบบไม่ทันคิดอีกแล้วเหรอ

 

“แปลว่าน้องโสด”

“ครับพี่ โสดครับ” ไหน ๆ ก็ไม่มีอะไรจะให้โกหกแล้ว ตอบไปตรง ๆ เลยแล้วกัน

“งั้นคืนนี้ให้พี่ดูแลน้องนะครับ” แล้วหนึ่งในกลุ่มรุ่นพี่ก็เลื่อนมือมาคลึงบนไหล่ผม พูดเลยว่าโคตรขนลุก

“เอ่อ...ไม่เป็นไรครับ ผมดูแลตัวเองได้” ผมพยายามปัดมืออีกฝ่ายแต่ดันไม่หลุดออก นั่นมือคนหรือตุ๊กแกเนี่ย

“อย่าพูดจาเป็นคนอื่นคนไกลแบบนั้นสิครับ” ไหล่อีกข้างที่ว่างอยู่ของผม โดนพี่อีกคนกอบกุมไปเรียบร้อยแล้ว เอาแล้วไงโดนจับไว้สองข้างแบบนี้ผมจะหนียังไงดีวะ

“รถพี่จอดข้างล่างนี้เอง เดี๋ยวดูแลน้องเสร็จพี่จะพาไปส่งบ้านนะครับ”

“คือผม...”

“ปอ! ทำไมพี่โทรหาแล้วไม่ยอมรับสาย”

ใครบางคนตะโกนจากด้านหลังเสียงดัง ทำไมถึงเสียงคุ้นแบบนี้นะ

เป็นน้ำเสียงที่ตะโกนดังลั่นจนผมสะดุ้งตัวออกจากสองมือที่กอบกุมหัวไหล่อย่างรวดเร็ว น้ำเสียงนั้นดูหนักแน่นและคุ้นเคยแต่กลับไม่ใช่เสียงเพื่อนสนิทผมแต่อย่างใด เพราะใครคนนั้นที่ตะโกนเรียกชื่อผมนั้นคือ...

 

“พี่เติม!”

“ทำไมพี่โทรไปแล้วไม่รับสาย” นี่ผมมีเบอร์พี่เติมตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

“เอ่อ...”

“ถ้ากลับดึกว่านี้แล้วป๊าตีจนขาลายพี่ไม่ช่วยแล้วนะ” พี่เติมพูดพลางขยับมาคว้าแขนผม

“เฮ้ยพี่” ช็อกครับทุกคน อยู่ดี ๆ พี่มาจากไหน

“ตกลงจะกลับหรือยัง ไม่งั้นจะโทรบอกให้ป๊าเตรียมไม้เรียว”

“เอ่อ...โทษนะครับ คือนี่...พี่น้องกันเหรอครับ” เหมือนกลุ่มรุ่นพี่จะตามเรื่องไม่ทัน ขนาดผมยังตามไม่ทันเลยครับ

“ใช่ครับ นี่น้องชายผมเอง น้องผมไปทำอะไรให้พวกคุณเดือดร้อนหรือเปล่าครับ”

“พี่น้องกันแต่หน้าไม่เหมือนกันเลยนะครับ” คราวนี้ในกลุ่มพวกนั้นมีคนฉลาดว่ะ

“พอดีผมหน้าเหมือนป๊า แต่น้องดันหน้าตาน่ารักเหมือนม้าครับ” แต่ถึงยังไงพี่ว้ากผมก็ฉลาดกว่า

“อ่อ...”

“มึงมานี่เลย ยังจะไปรบกวนพวกพี่เขาอีก” พี่เติมพูดพลางคว้าแขนให้ผมไปยืนข้างตัวพร้อมดึงกระเป๋าเป้ใบเล็กจากผมไปสะพายที่ไหล่อีกข้าง ทำไมภาพเหตุการณ์มันดูคุ้น ๆ เหมือนผมเดจาวูรอบสองเลยนะ

“เอ่อ...”

“ขอบคุณที่ช่วยดูแลน้องผมนะ ไปเร็วปอ รีบกลับบ้านกัน”

 

พี่เติมไม่พูดเปล่าและขยับมาโอบไหล่พาผมเดินลงบันไดไปถึงชั้นล่างเพื่อหลบเลี่ยงสายตาของหมาป่าฝูงใหญ่ที่กระหายเหยื่อจนตัวสั่น ไม่คิดว่าพี่เติมจะตีเนียนเล่นละครได้เก่งขนาดนี้

คนเป็นเดือนนี่มีความสามารถแบบนี้กันทุกคนเลยปะวะ ผมเดินตามพี่เติมมาสักพักเมื่อได้โอกาสจึงเอ่ยปากพูดอย่างแผ่วเบา

 

“ขอบคุณนะครับพี่เติม”

“จริง ๆ เลย ถ้าพี่ไม่อยู่ตรงนั้นจะทำยังไง” พี่เติมใช้น้ำเสียงเหมือนกำลังตำหนิผม

“ขอโทษครับพี่ ผมจะไม่ทำอีกแล้ว ว่าแต่พี่ปล่อยผมได้...”

“อย่าเพิ่ง เดี๋ยวไม่เนียน รอเดินไปไกลกว่านี้ก่อน”

“ครับ แล้ว...พี่มางานนี้ด้วยเหรอ”

“ก็...มาเชียร์น้อง ๆ ไง”

“แล้วทำไมใส่ชอปมาล่ะครับ” เพราะอีกฝ่ายยังอยู่ในชุดชอปสีเทาที่ใส่ว้าก ผมเลยเกร็งหน่อย ๆ

“ก็วันนี้พี่มีเรียน เลยใส่ชอปมา”

“อ๋อ”

“บ้านอยู่ไหนล่ะ แล้วปกติกลับยังไง”

“อยู่แถว xxx ครับ ถ้ารถเมล์หมดผมอาจจะโบกแท็กซี่กลับ”

“ไม่ได้ ดึกดื่นแบบนี้รถสาธารณะอันตราย”

“ผมไม่มีรถขับนี่พี่ จะให้ป๊ามารับก็ดึกเกินไปแล้ว”

“แล้วทำไมไม่ให้เพื่อนไปส่งล่ะ”

“เพื่อนผมส่วนใหญ่กลับกันหมดแล้ว ส่วนคนที่ตอนแรกจะไปส่งดันหนีไปดูคอนเสิร์ตกับสาว ๆ แทนละ”

“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวพี่ไปส่งน้องเอง”

“เฮ้ยพี่! ไม่ได้ดิ ผมเกรงใจ”

“ทางผ่านพอดี ไม่อยากปล่อยให้คุณกลับคนเดียว”

“แต่ว่า...”

“เห็นแบบเมื่อกี๊แล้วเป็นห่วง พี่ไม่ทำอะไรหรอก ขอสาบานด้วยเกียรติของประธานเชียร์”

“ตามนั้นก็ได้ครับพี่ ฮ่า ๆ”

เห็นพี่เขาเป็นห่วงขนาดนั้นแถมยังสาบานแปลก ๆ ผมก็อดที่จะหัวเราะไม่ได้

แปลกเหมือนกันที่เมื่อกี๊ผมยังรู้สึกแย่อยู่เลย แต่ความรู้สึกเหล่านั้นกลับถูกบรรเทาลงจนดีขึ้น อาจจะเป็นเพราะคำพูดของคนแถวนี้ก็ได้

 

ผมเดินจากชั้นบนสุดลงบันไดเวียนมาถึงด้านล่างของอาคารกิจกรรมที่ข้างบนตอนนี้เริ่มจะครึกครื้นเป็นพิเศษด้วยเสียงดนตรีวงลิปตาที่ค่อย ๆ ดังขึ้น

 

[ไม่ใช่ไม่รับ ไม่ใช่ไม่รู้

ไม่ใช่ว่าฉันเห็นคนที่มีคู่แล้วไม่รู้สึกอะไร

แต่จะมีใครเข้าใจตัวฉัน

ใครสักคนคนนั้นอยู่ที่ไหน

ก็ยังคงรอให้ใครสักคนเดินเข้ามา

ก็ยังไม่รู้ว่าเราจะเจอกันเมื่อไร

และถ้าได้พบจะไม่ปล่อยให้ไปไหนไกล

ฉันมีคำถามที่เก็บไว้ ว่าเธอไปอยู่ที่ไหนมา] [1]

 

ผมยังอยู่กับพี่เติมในท่าโอบไหล่ดังเดิม เพราะกลัวว่าพวกเราจะยังอยู่ในสายตาของฝูงหมาป่า ผมมองไปยังหน้านิ่ง ๆ ของรุ่นพี่ก่อนจะเกิดความรู้สึกบางอย่าง บางอย่างจากบทเพลงที่ดังก้องอยู่ตอนนี้

“คิดยังไงถึงแต่งตัวแบบนี้มา” รุ่นพี่ถามท่ามกลางความเงียบ เสียงนั้นทำให้รู้ว่าตัวเองเผลอจ้องหน้าพี่เขาอยู่นาน

“แบบนี้คือยังไงครับพี่” ผมเอียงคอไปมองคนข้างตัว ทันทีที่ผมหันไปเหมือนพี่เขาจะรีบหันหน้าหนีไปอีกด้าน

“ก็อย่างที่ใส่อยู่นี่ไง”

“เสื้อยืดกับกางเกงยีนธรรมดาเองพี่”

“เสื้อสีขาวกับคำว่า Alone เนี่ยนะธรรมดา แถมในงานเขาก็บอกอยู่ว่าใส่ขาวเท่ากับโสด แถวบ้านพี่ใส่แบบนี้เขาเรียกว่าเด็กกำลังหัดอ่อย”

“บ้าแล้วพี่! ผมแค่ชอบคำนี้เพราะมันตรงกับชีวิตผมช่วงนี้เท่านั้นเอง อีกอย่างหนึ่ง...ตอนนี้ผมก็โสดอยู่จริง ๆ”

“เนี่ย! แบบนี้เขาเรียกกำลังอ่อย ถ้าไม่รู้จักกันมาก่อนพี่คงคิดว่าน้องกำลังอ่อยแล้ว”

“บ้า! ผมอ่อยเป็นที่ไหนพี่! ยิ่งเป็นพี่เติมด้วย ผมคงโดนแฟนพี่ตามมาลากคอถึงห้องภาค”

“เว่อร์จริง ๆ ดูหนังมากไปเหรอ จะไปโดนแบบนั้นได้ยังไง ในเมื่อพี่...ยังไม่มีแฟน”

“ฮะ! หล่อขนาดพี่เนี่ยนะยังไม่มีแฟน นึกว่าพี่คบอยู่ประมาณสามสี่คน ฮ่า ๆ ๆ”

“นี่! พี่โสดของพี่มาตั้งหลายปีแล้ว แล้วถ้าคบก็คบแค่คนเดียวไหมล่ะ!”

“โธ่พี่ ผมแค่ล้อเล่น”

“ปีหนึ่งครับ! มันใช่เรื่องล้อเล่นเหรอครับ”

“เอ่อ...พี่...”

“ผมถามทำไมไม่ตอบล่ะครับ คุณจำที่ผมสอนไม่ได้เหรอ”

“จำได้ครับ คือ...ไม่ใช่...เรื่องล้อเล่นครับพี่”

“ดีครับ เพราะเรื่องนี้ผมจริงจัง”

“พี่หมายความว่า...”

“ก็บอกเองว่าใส่สีขาวเพราะโสด แถมชีวิตกำลัง Alone”

“ก็ใช่ครับ”

“ตอนนี้ผมก็โสด แต่แค่ไม่ Alone”

“ทำไมล่ะครับพี่”

“ก็ตอนนี้ผมอยู่กับคุณไงครับปีหนึ่ง”

“เฮ้ย! เดี๋ยวนะ พี่หมายความว่า พี่จะเอาแบบพวกคนกลุ่มเมื่อกี๊เหรอ” ประโยคเมื่อสักครู่ทำให้หัวใจผมกระตุกวูบ

“ผมจริงจังอยู่นะคุณ”

“ก็...”

“พี่แค่อยากบอกว่า พี่...”

 

“ไอ้เชี่ยปอ!!!”

“เหวอ!” น้ำเสียงคุ้นเคยตะโกนดังลั่นพร้อมกับร่างกายผมที่โดนคว้าออกจากแขนรุ่นพี่อย่างรุนแรง

“พี่จะทำอะไรเพื่อนผม!”

“ผมเปล่าครับ”

“แล้วพี่แม่งเสือกมาโอบไหล่เพื่อนผมทำไมวะ!”

“ปั๊ม! มึงใจเย็น”

“มึงจะให้กูเย็นได้อีกเหรอ!”

“ปีหนึ่ง! ถ้าคุณไม่ฟังผมคุณควรจะฟังเพื่อนคุณ”

“ไม่ฟังอะไรแม่งทั้งนั้นแหละ!” ปั๊มไม่ฟังอะไรจริง ๆ แถมยังกระชากข้อมือผมอย่างรุนแรง

“ปั๊ม! มึงจะลากกูไปไหน”

“กลับบ้าน! มึงอยากกลับบ้านนักไม่ใช่เหรอ!”

“แต่มึงอยากอยู่ต่อไม่ใช่เหรอ ลิปตาวงโปรดมึง”

“...” เหมือนประโยคเมื่อครู่จะได้ผล คนตัวสูงนิ่งงันไปแล้ว

“โบว์ก็ยังอยู่ เดี๋ยวกูให้พี่เติมไปส่ง มึงจะได้อยู่สนุกกับคอน...”

“โอเค กูไม่ไปส่งมึงที่บ้านละ!”

“เออ งั้นเดี๋ยวกูกลับกับพี่...”

“บ้านกู! มึงต้องไปบ้านกู!” คราวนี้มันขึ้นเสียงใส่ผมหนักกว่าเดิม

“ไอ้ปั๊ม เรื่องนั้นไม่...”

“มึงอย่าเพิ่งเถียง! กูพยายามทำใจเย็นที่สุดแล้ว กูกำลังจะคุมตัวเองไม่ไหวแล้วปอ!”

 

sds

ภาพประกอบสำหรับน้องปอเสื้อขาว

 ร่างสูงได้ลากแขนคนที่ตัวเล็กกว่าไปข้างหน้า ทั้งที่เป็นอย่างนั้นแต่คนตัวเล็กก็ไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด ความชุลมุนในช่วงเวลาแสนสั้นยังตราตรึงให้ใครบางคนยืนอยู่ที่เดิมโดยไม่ขยับฝีเท้าไปไหน

ใครคนนั้นในเสื้อชอปสีเทาเข้มยังยืนอยู่ที่เดิมพร้อมจ้องมองรูปของคนที่เพิ่งจากไปในโทรศัพท์มือถือ เป็นภาพรุ่นน้องหน้าตาน่ารักยืนเชียร์เพื่อนอยู่ข้างเวทีในเสื้อ over size สีขาวที่มีตัวอักษรคำว่า Alone ซึ่งถูกแอบถ่ายโดยเจ้าของโทรศัพท์นั่นเอง

“พี่ว่าคืนนี้น้องปอคงไม่ Alone แล้วล่ะครับ”

“...”

“แต่คงกลายเป็นพี่แทนที่เป็นฝ่าย Alone”

“...”

“เฮ้อ...เฟซก็ไม่มีแล้วจะคืนกระเป๋าบนไหล่นี่ให้น้องยังไงดีวะ” พี่เฮ้ดว้ากพูดพลางกระชับสายกระเป๋าบนไหล่ให้แน่นหนาขึ้น

 

 

[1] ไปอยู่ที่ไหนมา - ลิปตา

https://www.youtube.com/watch?v=3wB76xlxUEU

 

 

_________________________________

 

ขอโทษที่มาดึก รันปั่นงานไม่ทันครับ 5555

เวลาอัปเดตนิยายตอนนี้คือเวลาที่ปอกำลังจะกลับบ้านจากเฟรชชี่ไนท์เลย

 

แอบบอกสั้น ๆ แล้วกัน ตอนหน้าเป็น Pump part

ชื่อตอน : คืนที่เราอยู่ด้วยกันอีกครั้ง

Setting : ห้องนอนคุณปั๊ม 

คุยแค่นี้ดีกว่า ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้านะครับ : P

 

Enjoy Reading

รัก... Run (END)

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น