END love "จบรักสถานะเพื่อน"

ตอนที่ 14 : บันทึกของเพื่อน ฉบับ13 “เวลาเปลี่ยน คนก็เปลี่ยน”

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    2 มิ.ย. 63

Por Part

ไม่รู้เมื่อวานผีบ้าตัวไหนเข้าสิงไอ้ปั๊ม ถึงได้เล่นไม่เลิกจนผมหมดแรงจะต่อว่า แถมมันยังทำหัวใจผมเต้นไม่เป็นจังหวะอีก ให้ตายเถอะพูดออกมาได้ไงว่า ‘ลองเปลี่ยนสถานะเป็นแฟนกันก็ไม่เลวนะ’ เล่นเอาผมนอนไม่หลับเกือบทั้งคืน ดีที่เมื่อวานมืดแล้วไม่อย่างนั้นคงโดนแซวว่าหน้าแดงไปอีกหลายวัน

แต่ถึงผมจะบอกมันว่าอย่าเล่นแบบนี้มากแค่ไหนมันก็เหมือนผมราดน้ำมันลงบนกองไฟ สงสัยผมต้องทำเป็นนิ่งใส่แทนดีกว่า ขนาดเมื่อคืนมันวิดีโอคอลมาตอนห้าทุ่มกว่าให้ติวแล็บฟิสิกส์ให้มันก็ยังเล่นไม่เลิกเลย

 

“ไงแก เมื่อคืนถึงบ้านกี่โมง” ถุงแป้งเป็นฝ่ายเอ่ยทักขึ้นที่หน้าตึกฟิสิกส์

“สองทุ่มกว่า ๆ ไม่ถึงสองทุ่มครึ่ง”

“ทำไมถึงเร็ว บ้านฉันใกล้กว่าแกยังถึงเกือบสองทุ่มครึ่ง”

“เมื่อคืนปั๊มไปส่งเลยถึงเร็ว”

“หมายถึงนั่งรถไปส่งที่บ้านเหรอ”

“เปล่า มันขับรถไปส่ง เมื่อวานมันเอารถมา”

“อ้าว ไม่เห็นบอก ฉันเองก็อยากนั่ง”

“เราก็รู้ตอนแกเดินข้ามถนนไปแล้วอะ มันบอกเซอร์ไพรส์”

“ปั๊มกับแกนี่ดูสนิทกันมากเลยเนอะ”

“แต่ก่อนสนิทกันมากกว่าตอนนี้อีก หายไปสามปีมันเปลี่ยนไปเยอะ โดยเฉพาะนิสัยบางที่เราไม่เข้าใจ”

“จะแบบไหนก็เรียกว่าสนิทไหม แต่เราว่าปั๊มมันมองแกแปลก ๆ นะ” ถุงแป้งเท้าคางในท่าใช้ความคิด

“แปลก ๆ นี่มันยังไง”

“ไม่รู้สิ ก็ดูมันห่วงแกมากกว่าเพื่อนปกติ ดูตอนทำป้ายแล้วคัตเตอร์บาดมือสิถึงขนาดทำแผลให้ แถมเมื่อคืนยังขับรถไปส่งแกถึงบ้าน เราว่ามันแปลกเพราะเราไม่เคยเห็นเพื่อนผู้ชายคนอื่นดูแลกันแบบนี้”

“อาจจะเพราะสนิทกันมั้ง”

“ก็คงงั้น ดูไปอีกหน่อยแล้วกัน เดี๋ยวก็รู้”

“หมายถึงรู้อะไร”

“ช่างเถอะ ไม่มีอะไรหรอก” เธอตอบผมพร้อมยักไหล่เบา ๆ

“เออ ๆ อ่านแล็บมาแล้วใช่ปะ”

“อ่านแล้ว วันนี้แล็บวัดละเอียด แต่งงตรงเนื้อหาไมโครมิเตอร์นิดหน่อยตรงสเกลวัด” เธอกางหนังสือให้ผมดู

“เหมือนกัน เข้าใจแค่เวอร์เนียร์คาลิปเปอร์”

“อันนั้นฉันพอเข้าใจแต่ดันนึกภาพตอนใช้งานไม่ออก”

“เดี๋ยวอาจารย์ก็สอนแหละ” เราเริ่มก้มหน้าก้มตาอ่านกันอีกหน่อยเพราะใกล้เวลาควิซเข้ามาทุกที

“แก! ปั๊มพาใครมาด้วยอะ โคตรสวย” ถุงแป้งตีแขนผมจนสะดุ้ง พร้อมชี้นิ้วไปทางไอ้ปั๊ม

 

คนตัวสูงเดินตรงดิ่งจากหน้าลิฟต์มาทางผมที่นั่งอยู่กับถุงแป้งหน้าห้องปฏิบัติการทางฟิสิกส์ ที่น่าแปลกคือใครบางคนที่ปั๊มพามาเป็นผู้หญิงสูงขาว ดูสง่า ราคาแพง และน่ารักกว่าใคร ๆ ในภาคที่ผมเคยเจอ ผมมองเธออยู่พักใหญ่ก่อนจะเห็นป้ายชื่อเขียนว่า ‘ไอริน’ คงเป็นคนที่ปั๊มพูดถึงเมื่อวาน ไม่น่าล่ะที่หอสมุดถึงพูดว่า ‘คนนี้สวยสุดในภาค’

“ไงปั๊ม” ถุงแป้งเป็นคนแรกที่เอ่ยทักเพื่อนสนิทของผมออกไป

“พาเพื่อนมาแนะนำ นี่ไอรินคู่แล็บกูเอง” คนตัวสูงพูดพลางผายมือไปยังสาวสวยที่ยืนข้างตัว

“หืม! คู่แล็บสวยจนกูอิจฉาเลยไอ้ปั๊ม” เป็นเสียงของณดลที่ดังขึ้นจากด้านหลังผมและถุงแป้ง

“สวัสดีไอรินยินดีที่ได้รู้จัก ข้างเราถุงแป้ง ข้างหลังณดล ส่วนเราปอเป็นเพื่อนปั๊มสมัยมัธยม” แล้วทำไมผมต้องเป็นฝ่ายแนะนำตัวก่อนกันล่ะ อยู่ดี ๆ ก็รู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองขึ้นมาเสียอย่างนั้น

“เพื่อนสนิทสมัยมัธยม พูดให้มันครบ ๆ ด้วยปอ” เป็นเสียงของปั๊มที่พูดแทรกขึ้นหลังจากผมพูดจบ

“สวัสดีค่ะ เราไอรินยินดีที่ได้รู้จักนะ” เธอพูดพร้อมรอยยิ้มที่สดใส เชื่อว่าใครหลายคนต้องถูก kill ด้วยรอยยิ้มแบบนี้แน่ โดยเฉพาะไอ้ณดลถ้าเจอยิ้มแบบนี้บ่อย ๆ มึงถึงตายแน่ อะไรจะหน้าฟินขนาดนั้น

“เราไม่ค่อยคุ้นหน้าไอรินเลย” ผมพูดออกไปเพื่อทำลายบรรยากาศที่เพื่อนผมตะลึงงันกับรอยยิ้มแสนสวยอยู่

“จริง ๆ ไอรินซิ่วมาจากที่อื่นอะ ไม่ได้เรียนพวกวิชาเลคเชอร์บางตัว เลยไม่ค่อยมีเพื่อนเท่าไหร่” คนตัวสูงที่ยืนอยู่ด้านหน้าผมเป็นฝ่ายตอบคำถามแทนไอริน

“ตามที่ปั๊มบอกเลยค่ะ” เธอยังคงทำแบบเดิมคือหลังพูดจบยังคงส่งยิ้มหวาน ๆ ตอบกลับมา

“งั้นกูไปเตรียมควิซก่อนนะ” ปั๊มพูดพลางถอยหลังออกจากตัวผม

“ตามสบายเลยครับเพื่อน แหม่เจอสาวหน่อยเทเพื่อนเลยนะครับ” ณดลส่งเสียงแซวทันทีด้วยท่าทางกวน ๆ

“ไอรินอ่านมาบ้างหรือยัง” ปั๊มไม่สนใจคำเอ่ยแซวของณดลเลย แถมยังหันไปถามคนข้างตัวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“อ่านมานิดหน่องเองค่ะ รินยังงงอยู่เลย”

“งั้นเดี๋ยวปั๊มติวให้นะ เมื่อคืนปั๊มอ่านมา” อยากจะตะโกนตามหลังไอ้ปั๊มไปเหลือเกินว่า ‘มึงไม่ได้อ่าน เมื่อคืนมึงให้กูติว ไอ้สัส!’ ผมหงุดหงิดมากที่รู้ว่าเมื่อคืนมันให้ผมติวเพื่อตอนเช้ามันจะเอามาติวต่อให้คนอื่น อาทิตย์หน้ามึงไม่ต้องมาขอให้ช่วยเลย แค่เห็นไอ้ปั๊มเดินไปกับผู้หญิงหน้าตาน่ารักทำไมมันถึงทำให้ผมหงุดหงิดแบบนี้วะ

“เห็นมันนิ่ง ๆ อย่างนั้นนึกว่าเข้าหาใครไม่เป็น สงสัยอีกไม่นานเพื่อนจะมีข่าวดีได้แฟนเป็นคนที่สวยสุดในภาคว่ะ เชี่ยเอ๊ย! กูอิจฉาไอ้ปั๊มฉิบหายที่ได้คู่แล็บหน้าตาน่ารักขนาดนั้น เฮ้อ” ณดลเป็นฝ่ายถอนหายใจก่อนจะกลับไปนั่งเงียบ ๆ ที่มุมหนึ่งเพื่อตั้งใจอ่านเนื้อหาส่วนที่เหลือต่อ

“แกเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมดูนิ่ง ๆ ไป” ถุงแป้งถามขึ้นเมื่อเห็นว่าผมยังจ้องมองปั๊มที่ค่อย ๆ เดินห่างออกไปกับผู้หญิงคนนั้น ทำไมความรู้สึกข้างในถึงวุ่นวายแบบนี้วะ ทีเมื่อคืนแกล้งมาบอก ‘ลองเปลี่ยนสถานะเป็นแฟนกันก็ไม่เลว’ พอมาวันนี้กลับเดินควงสาวหายไปต่อหน้าต่อตา ให้ตายเถอะหงุดหงิดโว้ย!

“ปะ...เปล่า” ผมตอบไปด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจเท่าไหร่

“หน้าตาแกเหมือนไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นะ” นี่ผมเผลอแสดงสีหน้าชัดจนถุงแป้งจับได้เลยเหรอ

“เออ ช่างเหอะ ไปอ่านควิซกันต่อเถอะ”

 

การสอบควิซไม่เป็นปัญหาเพราะตรงกับที่อ่านมาเกือบทั้งหมด การทำแล็บเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะผมคู่กับถุงแป้งเลยทำให้อะไร ๆ ง่ายไปหมด ทั้งจังหวะการทำงานและการบันทึกผลการทดลอง ตอนนี้ถึงเวลาพักเที่ยงพอดี รายงานผลการทดลองเราเหลือเพียงแค่สรุปกับวิจารณ์ผลเท่านั้น ซึ่งต้องส่งภายในเวลาพรุ่งนี้ก่อนเที่ยง

“เดี๋ยวตอนเที่ยงกินข้าวเสร็จแล้วทำต่อเลยปะ” ผมถามถุงแป้งระหว่างรอปั๊มกับณดล

“แล้วแต่แกเลย ฉันได้หมด” เธอยักไหล่เบา ๆ

“งั้นหลังกินข้าวเนอะ ถ้าไม่ทันก็หลังเลิกเรียน” ผมอยากทำให้เสร็จ ๆ ไป จะได้ไม่มีอะไรคั่งค้าง

“ไม่ได้สิแก เย็นนี้มีประชุมเชียร์ ถ้าเที่ยงไม่เสร็จตอนดึกค่อยโทรคุยกันก็ได้”

“ตามนั้นละกัน ไม่รู้ณดลกับปั๊มทำแล็บเสร็จยัง” ผมตอบตกลงอย่างว่าง่ายก่อนหันไปชะโงกหาเพื่อนอีกสองคน

“ปอ ๆ นั่นไงณะมาโน่นแล้ว” เธอสะกิดผมและชี้ไปยังคนมาใหม่ทันที

“แล็บเสร็จช้าเหรอณะ” ผมถามณดลขึ้นทันทีเมื่ออีกฝ่ายเดินมาถึงตัว

“เปล่า กูมัวแต่รอไอ้ปั๊มแหละ” ณดลตอบด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ

“อ้าว แล้ว...ปั๊มล่ะ” ผมพูดพลางชะเง้อหน้ามองไปทางด้านหลังของณดล

“ขอบ่นแม่งหน่อยเหอะ ทำแล็บคู่กับไอรินแม่งเอ๊ยอย่างกับแฟนกัน มีหยอกกันไปหยอกกันมา แรก ๆ ก็อิจฉาแต่หลัง ๆ กูเริ่มรำคาญ แม่งเล่นกันจนเสร็จช้ากว่าคู่อื่น กูเลยนั่งรอจนมันทำเสร็จ พอเสร็จละไงต่อแม่งบอกไอรินชวนไปกินข้าวแล้วทำสรุปกับวิจารณ์ผลแล็บต่อ แม่งได้สาวแล้วเทเพื่อนของจริง กูนี่กลายเป็นหมาเลยครับ”

“แกใจเย็น ๆ ก่อน มันไปเพราะตั้งใจจะไปทำงานต่อหรือเปล่า” ถุงแป้งพยายามพูดในณดลใจเย็น

“ก็กินข้าวกับเพื่อนก่อนแล้วค่อยไปก็ได้ปะ เสียเวลากูนั่งรอตั้งนาน รีบไปเหอะกูหิวจนจะแดกหัวไอ้ปั๊มได้อยู่ละ”

“เออ ๆ ไปเร็วปอ รีบไปกินข้าวกันเถอะ”

ตอนนี้ไม่ใช่แค่ณดลคนเดียวที่กำลังโกรธ เพราะภายในตัวผมเริ่มร้อนระอุเหมือนลาวาใกล้ปะทุเต็มทน ไอ้ปั๊มที่เพิ่งทำแล็บวันแรกก็ออกอาการขนาดนี้แล้วเหรอวะ หรือจะจริงอย่างที่ณดลบอกกันแน่ว่าได้สาวแล้วเทเพื่อน พอ ๆ ๆ เลิกคิดฟุ้งซ่านแล้วไปกินข้าวให้ใจเย็นลงดีกว่า โมโหไปก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาหรอก

 

 

พวกเราสามคนเดินจากตึกปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์มายังโรงอาหารในเวลาเที่ยงกว่า เป็นเวลาที่ทุกร้านแน่นขนัดไปด้วยผู้คน พวกเราได้แต่ชะเง้อคอมองหาโต๊ะที่ยังว่างอยู่เพื่อเข้าไปขอนั่งกับคนอื่น ตอนนี้ผมมายืนเข้าคิวอยู่หน้าร้านอาหารตามสั่งหมายเลขสาม ร้านประจำที่ผมโคตรชอบแต่ปั๊มที่โคตรเกลียด มันชอบบอกว่าอาหารร้านนี้จืดสนิทจนแทบกินไม่ได้เพราะไม่อร่อย โดยเฉพาะเมนูไข่ตุ๋นของร้านนี้ที่ผมโคตรชอบแต่ปั๊มกลับไม่เคยคิดจะกินมัน

ณดลกับถุงแป้งเลือกไปร้านก๋วยเตี๋ยวแทนด้วยเหตุผลเดียวกับปั๊มที่ว่าร้านนี้รสชาติยอดแย่ แต่ผมว่าอาหารรสจืดมันก็มีเสน่ห์ในตัวมันดีนะ เพราะถ้าเราอยากให้มันเปรี้ยวหวานเค็มเผ็ดเราสามารถเลือกเครื่องปรุงเองได้ตามใจชอบ แต่อาหารจานนั้นมันรสจัดจ้านอยู่แล้วคงยากจะปรุงแต่งมันเพิ่มจนถูกปากเรา

อีกสามคิวจะถึงตาผมสั่งอาหารบ้างแล้ว จังหวะที่เงยหน้าจากมือถือเพื่อดูเมนูผมกลับพบสายตาของคนคุ้นเคยซึ่งในมือเต็มไปด้วยจานข้าวสองใบที่มีไข่ตุ๋นแสนจืดชืดอยู่บนนั้น

“อ้าว ปอ”

“ปกติปั๊มไม่กินร้านนี้นี่” การเจอปั๊มที่ร้านนี้ทำให้ผมแปลกใจกว่าปกติ เพราะปั๊มแทบจะไม่กินร้านนี้เลยด้วยซ้ำ

“ก็อยากลองเปลี่ยนอะไร ๆ ดูบ้าง เผื่อจะชอบ” บอกผมทีว่ามันหมายถึงอาหารในจาน หรือมันหมายถึงอย่างอื่น

“แล้วนี่กินสองจานเลยเหรอ”

“เปล่าอะ อีกจานของไอริน”

“อ่อ...แล้วนี่คิดไงถึงกินไข่ตุ๋น ไหนบอกไม่ชอบกิน” ทำไมผมต้องถามมันย้ำเรื่องนี้ด้วยวะ

ก็ไม่ได้ชอบเท่าไหร่ แต่รินสั่ง เลยอยากกินอะไรให้เหมือน ๆ กัน

“...” ทั้งที่ไม่ชอบแต่ก็ ‘อยากกินอะไรให้เหมือน ๆ กัน’ อย่างนั้นเหรอ

“ไปก่อนนะ รินรอข้าวนานละ เอ้อ! คาบบ่ายไม่ต้องจองที่ให้นะ เดี๋ยวไปนั่งกับริน” ร่างสูงพูดด้วยท่าทีสบาย ๆ

“...” เคยเป็นไหมครับ ได้แต่พยักหน้าเพราะพูดอะไรไม่ออก เหมือนทุกอย่างมันจุกอยู่ในอก จุกจนเจ็บ

หลังพูดจบร่างสูงเดินหายไปในฝูงชนทันที ทิ้งไว้แต่ไอ้ปอที่ยืนโง่ ๆ อึ้งกิมกี่อยู่หน้าร้านอาหารหมายเลขสามเพียงคนเดียว ตอนนี้อารมณ์ความรู้สึกข้างในว้าวุ่นไปหมด เหมือนในไม่ช้าสิ่งสำคัญที่เราเคยรู้จักมันดีกำลังจะหายไป หรือถ้าพูดอีกอย่าง เวลาเปลี่ยนคนก็เปลี่ยน คนที่เราเคยรู้จักเขาดีที่สุดในอดีตอาจกลายเป็นคนที่เราแทบไม่รู้จักเลยก็ได้

 

“อ้าวน้องปอ วันนี้กินอะไรดีลูก” เสียงแม่ค้าร้านประจำหมายเลขสามเรียกชื่อผมขึ้นจากป้ายห้อยคอรูปทั่งที่เป็นสัญลักษณ์ประจำภาควิชา เสียงนั้นเรียกผมให้หลุดออกจากภวังค์ความรู้สึก

“เอ่อ...เอาแบบเดิมแล้วกันนะ”

“ไข่ตุ๋นเนอะ เดี๋ยวป้าตักให้”

“เปลี่ยนใจแล้วครับป้า” ผมทักท้วงขึ้นทันที

“...”

“เอาอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ไข่ตุ๋น”

“วันนี้ไม่กินของชอบแล้วเหรอ”

“ผมอยากจะลองอะไรใหม่ ๆ ดูบ้าง เผื่อจะชอบ”

ได้แต่พูดออกไปแบบนั้นทั้งที่ในใจอยากจะบอกป้าว่า ผมเบื่อ...ผมไม่อยากกินอะไรที่ซ้ำกับใครบางคน ตอนนี้ผมโคตรเกลียดไข่ตุ๋นเลยให้ตายเหอะ ถ้าเลือกได้ขอไม่กินมันอีกเลยแล้วกัน หรือไม่ก็ขอไม่เห็นมันอยู่บนจานอีก

“35 บาทจ้า”

“ป้า! ผมบอกแล้วไงว่าไม่เอาไข่ตุ๋น”

“อันนี้ป้าแถมให้ เห็นว่าชอบกิน” ป้าโบกมือพร้อมรอยยิ้มให้กับผม

ให้ตายเถอะคนส่วนใหญ่เวลาได้ของแถมมันควรจะดีใจไม่ใช่เหรอ แต่ทำไมผมถึงโคตรอยากเอาข้าวในมือคืนป้ากลับไปทั้งจานเลยวะ คอยดูเถอะพรุ่งนี้ผมจะไม่มากินร้านอาหารหมายเลขสามของป้าแล้ว

ผมเดินกลับมาถึงโต๊ะอาหารที่ณดลและถุงแป้งนั่งรออยู่ก่อนหน้า คงเพราะวันนี้อากาศค่อนข้างร้อนคนเลยกินก๋วยเตี๋ยวกันไม่เยอะ หรือถ้าใครบอกว่าไม่ร้อนตอนนี้ผมนี่โคตรจะร้อนเลย ผมโคตรอยากถอดชุดนักศึกษาแขนยาวของออกเลยเพราะมันชุ่มไปด้วยเหงื่อจากความระอุที่หน้าร้านอาหารเมื่อครู่

“แกดูไม่โอเคเลย ทะเลาะกับใครมาปะ” ถุงแป้งเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง

“เปล่า แค่อากาศมันร้อน” ผมตอบเธอไปอย่างหงุดหงิด ก็คนมันหงุดหงิดจริง ๆ นี่วะ

“ท่าทางจะร้อนจริง เหงื่อมึงออกเต็มหน้าเลย” ณดลพูดเสริมขึ้นก่อนชี้มายังใบหน้าผมบริเวณที่ชื้นเหงื่อ ผมโคตรอยากตะโกนบอกมันไปว่าไม่ได้ร้อนเพราะอากาศแต่แม่งร้อนเพราะคน

“รีบกินแล้วเดี๋ยวรีบไปนั่งห้องคอมไม่ก็หอสมุดกัน จะได้ไปทำรายงาน”

“เออ ๆ ตามนั้นแล้วกัน” ผมตอบถุงแป้งอย่างตัดรำคาญ บางทีแอร์เย็น ๆ อาจทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น

ผมนั่งกินข้าวกับทั้งสองคนไปเรื่อยจนได้ยินเสียงใครบางคนที่คุ้นเคย ก่อนณดลจะเอ่ยปากขึ้น

“โลกกลมฉิบหาย พวกมึงหันไปดูนั่นดิ”

เป็นภาพคนคุ้นตากับสาวสวยกำลังนั่งหันหลังให้พวกผมอยู่ ที่ก็มีตั้งเยอะทำไมต้องมาอยู่ตรงนี้วะแถมใกล้จนได้ยินเสียงหัวเราะมาเป็นระยะ โต๊ะก็ตั้งกว้างทำไมปั๊มกับไอรินต้องมานั่งเบียดกันฝั่งเดียวด้วยวะ โคตรไม่เข้าใจ แม่งไม่เข้าใจอะไรเลย โดยเฉพาะกับความหงุดหงิดที่เพิ่มมากขึ้นตอนนี้ด้วย ผมทนมองทั้งคู่นั่งกินข้าวอยู่พักหนึ่งจนตัดสินใจลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอย่างกะทันหันเลยทำให้ถุงแป้งและณดลตกใจมาก

“อิ่มละ ไปรอที่หอสมุดนะ” น้ำเสียงที่ผมตอบเป็นน้ำเสียงที่เยือกเย็นมาก

“เดี๋ยว แกกินไปไม่ถึงครึ่งจานเลยนะ” ถุงแป้งตกใจกับจานข้าวผมที่เหลือมากกว่าครึ่ง

“เออ กินไม่ลงละ อากาศร้อน”

“เดี๋ยวตอนบ่ายหิวนะ”

“ช่างเหอะ เจอกันหอสมุดชั้นหนึ่ง ไปละ” ผมพูดพลางเดินแทรกตัวออกจากโต๊ะอาหารของเราสามคน ตรงดิ่งไปยังที่เก็บจาน คว่ำทุกอย่างด้วยอารมณ์โมโหถึงขีดสุดจนใครหลายคนแถวนั้นหันมามอง ผมเริ่มเดินกระแทกเท้าหนัก ๆ ไปยังหอสมุดที่อยู่ไม่ไกลจากที่นี่

 

พอมานั่งในหอสมุดที่แอร์เย็นฉ่ำ ผมจึงเริ่มสงบสติอารมณ์ได้มากขึ้น เมื่อใจเย็นลงแล้วผมกลับรู้สึกเสียดายข้าวจานเมื่อสักครู่ที่กินไปไม่ถึงครึ่ง แบบนี้มีหวังหิวก่อนเลิกเรียนแน่ ระหว่างรอถุงแป้งผมจึงหยิบรายงานผลการทดลองมานั่งอ่านเพื่อฆ่าเวลาไปพลาง ๆ

แต่เหมือนพออ่านได้สักพักผมกลับรู้สึกอ่อนล้าทางสายตาจากตารางบันทึกผลการวัดละเอียดของเครื่องมือแต่ละประเภท ผมวางรายงานและหันมาจับมือถือเล่น Facebook เพื่อรอถุงแป้งแทน แต่เหมือนการเล่นอะไรแบบนี้จะทำให้ผมหัวร้อนขึ้นมาอีกครั้งจากแอปพลิเคชันตรงหน้า

 

Pump Pumipach post picture’

[บรรยากาศทำแล็บวันแรกครับ] – รู้สึกมีความสุข ^_^

 

ภาพตรงหน้าคือเหล่าอุปกรณ์การทดลองแล็บวัดละเอียดวันนี้ ทั้งเวอร์เนียคาลิปเปอร์ ไมโครมิเตอร์ ท่อน้ำพลาสติกที่ถูกตัดมาให้พวกเราทดลอง แท่งไม้ ลูกบอลเหล็กขนาดเล็ก ตารางบันทึกผลการทดลอง และสาวสวยคู่แล็บของปั๊มที่กำลังวัดความยาวของอะไรบางอย่างอยู่ด้วยเครื่องมือวัดซึ่งปรากฏใบหน้าผ่านไรผมเพียงแค่ครึ่งเดียว

รูปภาพกับสถานะว่าเดือดแล้ว ยังไม่เท่าคอมเมนต์ต่าง ๆ ใต้ภาพ

ความคิดเห็นที่1 โอ้โฮ นี่คือที่มาของคำว่าเรียนอย่างมีความสุข

Guy gUy guY กูโคตรอิจฉามึงเลยไอ้ปั๊ม กูอยากคู่กับไอรินใจจะขาด

Nadol Noradol โคตรเกลียดมึง ขอด่าอีกที ไอ้สัส! ให้กูรอตั้งนาน

ความคิดเห็นที่2 มึงมันร้ายไอ้ปั๊ม อย่าลืมพามาแนะนำเพื่อนล่ะ

Pang Pang Prapatsorn เพราะแบบนี้เลยไม่มากินข้าวด้วยกันใช่ปะ

Run (END) นั่น ๆ ๆ ตอนนี้มีความสุขระวังเย็นนี้จะกลายเป็นความทุกข์แทนนะฮะ

Irin_Rinlada มีความสุขเหมือนกันค่ะ

ความคิดเห็นที่3 กูรู้นะว่ามึงคิดอะไรอยู่

 

เข้าใจอะไรกันผิดไหม คือมันลงรูปแล็บวันแรกแต่บอกว่ารู้สึกมีความสุขทั้งที่เสร็จช้า แถมยังจงใจถ่ายให้ติดไอรินแบบเต็ม ๆ แล้วลงรูปเพื่อให้เพื่อนตามมาถล่มไลก์และคอมเมนต์หลายสิบคน เหมือนเปลวไฟจากความร้อนหน้าร้านอาหารหมายเลขสามที่ดับลงไปจะถูกจุดขึ้นอีกครั้ง แถมคราวนี้ยังรุนแรงกว่าเดิม

ผมคงสำคัญตัวผิดมากไป ผมอาจเคยเป็นคนสำคัญสำหรับมันเมื่อสามปีก่อน แต่พอมาตอนนี้กลับกลายเป็นเหมือนบางอย่างที่ถูกมองข้ามไป ที่ผ่านมามันแค่เล่น ๆ กับผมในฐานะเพื่อนเฉย ๆ อย่างนั้นเหรอ แค่คิดก็เจ็บจะแย่แล้ว หากวันที่มันมีแฟนมาถึง ผมจะอยู่ได้ยังไงถ้าไม่มีมัน

แต่คิดอีกทีมันคงไม่เลวร้ายเท่าคราวก่อน เพราะยังไงคราวนี้ก็ยังเหลือไว้ซึ่งสถานะเพื่อน ปั๊มมันไม่ได้หายไปไหนมันแค่กลายไปเป็นแฟนคนอื่นเท่านั้น ขนาดสามปีที่ผ่านมาผมยังอยู่ตัวคนเดียวได้เลย แม้จะหวังลึก ๆ ให้มันกลับมาแต่ก็ทำใจกับเรื่องแบบนี้ไว้บ้างแล้ว หรือบางทีผมควรจะปล่อยมันไปแล้วเปิดใจให้กับใครสักคนที่อยากเข้ามาในห้องลับแห่งนี้ ห้องลับของผมที่ถูกปิดตายอย่างยาวนานมาหลายปี

 

คิดไปพลางถอนหายใจไปจนเจ้าหน้าที่บรรณารักษ์จะเดินเข้ามาถามว่าเป็นอะไร ผมได้สติอีกครั้งตอนที่ใครบางคนทักผมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ดูคุ้นเคย

“น้องปอ น้องปอครับ ฮัลโหล ได้ยินพี่ไหมครับ”

“คะ...ครับพี่บอส” เป็นรุ่นพี่ปีสองที่ชอบตามหยอดตามแกล้งผมคนเดิม

“เป็นอะไรรึเปล่า เห็นน้องนั่งเหม่อ”

“คิดอะไรเพลิน ๆ ครับพี่”

“ทำหน้าแบบนี้ไม่น่ารักเลย ไหนยิ้มหน่อยสิครับ” พี่ปีสองพูดขึ้นพลางขยับมือมาดึงแก้มผมจนฉีกออก

“โอ๊ย ๆ ๆ เบาหน่อยพี่”

“พี่แค่ดึงเบา ๆ เอง แก้มน้องนิ่มพอดึงแล้วมันเลยเจ็บไง”

“ดึงแรงขนาดนี้ใครไม่เจ็บบ้างล่ะ” ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่หงุดหงิดมากกว่าเดิม

“ทำหน้าแบบนี้ยิ่งไม่น่ารักใหญ่เลย”

“ไม่ต้องเลยพี่”

“แล้วนี่มาทำอะไรที่หอสมุดคนเดียว”

“ปอรอเพื่อนมาทำรีพอร์ทแล็บฟิสิกส์อยู่”

“เอ้อ เหมือนพี่จะมีสรุปอยู่นะ ไว้เอามาให้อ่านสอบ”

“ขอบคุณครับ”

“แต่ของพี่คงเทียบไม่ได้กับสายรหัสน้อง พี่สายน้องแม่งโคตรของโคตรเก่ง ฮ่า ๆ”

“หมายถึงใครเหรอครับพี่บอส”

“ก็หมายถึง...เอ่อ...ช่างมันเถอะ เดี๋ยวตอนเปิดสายก็รู้เอง ถือว่าพี่ไม่ได้พูดแล้วกัน” พี่บอสแสดงท่าทางเลิ่กลั่กจนไม่เป็นตัวของตัวเองทันที นั่นเป็นท่าทีผมไม่เคยเห็นมาก่อนจนทำให้เผลอหัวเราะออกมา

“อะไรของพี่เนี่ย ฮ่า ๆ”

“ยิ้มได้สักที รู้ไหมเวลายิ้มเยอะ ๆ แล้วน้องปอโคตรน่ารัก”

“ขอบคุณครับ”

“แล้วก็โคตรน่าฟัดน่ากัดด้วย”

“พี่บอส!”

“ฮ่า ๆ ล้อเล่น พี่แค่ไม่อยากให้น้องเครียดนะ”

“หึ”

“บ่ายเรียนไหนอะเรา”

“อาคารเรียนรวมหนึ่งครับพี่ เรียนแคล”

“เอ้อ เหมือนพี่รหัสน้องจะอยากฝากขนมกับชีทเรียนไปให้นะ”

“ดีเลยครับพี่”

“พี่ขอไลน์ไว้หน่อยดิ”

“เอ่อ...” ไม่รู้มันเป็นวิธีขอไลน์แบบใหม่หรือเปล่านะ

“จะได้ถามถูกไงว่าอยู่ไหน เดี๋ยวพี่เอาขนมกับชีทจากพี่รหัสน้องไปให้ตอนเลิกเรียน”

“นี่ครับพี่” ก็ไม่ได้เสียหายอะไรที่ผมจะให้ไลน์พี่บอสไป

“อ้าว พี่บอส สวัสดีค่ะ” ถุงแป้งเป็นฝ่ายพูดขึ้นเมื่อเดินมาถึงโต๊ะที่ผมนั่งอยู่

“สวัสดีครับ น้องแป้งคนสวย”

“พี่มีธุระอะไรกับปอรึเปล่า ให้แป้งไปรอตรงนั้นก่อนไหม”

“พี่เสร็จแล้ว พี่แค่มาขอไลน์เพื่อนน้องเอง”

“อ๋อ”

“ถ้าอย่างนั้นพี่ไปก่อนนะ ไปแล้วนะครับน้องปอคนแก้มนิ่ม”

“พี่บอส!”

“เลิกสี่โมงใช่ไหมเดี๋ยวพี่รอใต้ตึก อย่าลืมตอบไลน์พี่นะครับ” พี่บอสพูดพลางวางฝ่ามือหนายีหัวผมเบา ๆ ก่อนจะเดินดุ่ม ๆ จากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้แต่ถุงแป้งที่เอาแต่เท้าคางมองหน้าผมอย่างสงสัยแต่ไม่ถามอะไร

“แก เราต้องเขียนวิจารณ์ยังไงอะ”

“ฉันไม่รู้อะ มันต่างกับสรุปยังไงยังไม่รู้เลยเนี่ย!” ยังไม่ทันเริ่มงานยายแป้งก็เหมือนจะโวยวายอีกแล้ว

“อาจารย์บอกว่า ให้เขียนอธิบายว่าค่า Error ที่เกิดมันเกิดจากอะไร หรือถ้าผลลัพธ์อันไหนไม่ตรงตามทฤษฎีในหนังสือก็ให้เขียนเหตุผลลงไปว่าทำไมหรือเพราะอะไร” ผมพยายามอธิบายให้เพื่อนสาวขี้โวยวายฟัง

“ก็เขียนตามที่พูดเลยดิ ปอคะ แกจะถามฉันเพื่อ?”

“ก็ไอ้แบบที่พูดอะ มันต้องเขียนยังไงถึงจะได้คะแนน”

“ไม่รู้อะ ทำไมแกไม่ลองถามรุ่นพี่ดู”

“เอ้อ เมื่อกี๊เพิ่งได้ไลน์พี่บอสมา ถามเลยดีกว่า”

“เดี๋ยว...” ถุงแป้งคว้าโทรศัพท์ผมออกขณะที่ผมกำลังจะเปิดแอปพลิเคชันไลน์

“...”

“แกกับพี่บอสนี่ยังไงกันแน่”

“ไม่มีอะไรหรอก แกน่ะคิดมาก”

“ปกติผู้ชายเขาไม่ลูบหัวกัน ถ้าไม่ได้เอ็นดูอีกฝ่ายมาก ๆ”

“แกหมายความว่ายังไง” ผมเริ่มไม่มั่นใจกับสิ่งที่ถุงแป้งพูด

“เพื่อนฉันนี่ฮ๊อตจริง ๆ เมื่อวานมีคนไปส่งถึงบ้าน ส่วนวันนี้มีคนมารอตอนเลิกเรียน”

“ฮ๊อตก็บ้าละ รีบทำงานก่อนไหม” ผมก็ไม่รู้ว่าพี่บอสพูดจริงหรือพูดเล่น
 

 

วิชาแคลคูลัสช่วงบ่ายเลยทำให้ผมนั่งมองนาฬิกาบ่อยกว่าปกติ คาบนี้กลุ่มเราเหลือกันแค่สามคน ด้านซ้ายของผมเป็นถุงแป้งและด้านขวาเป็นณดล ส่วนไอ้ปั๊มเพื่อนรักมันหนีไปนั่งกับไอรินอยู่หลังห้องโน่น บางครั้งที่ผมหันไปดูเห็นว่ามันคุยกันดูสนุกสนานและมีการอธิบายเนื้อหาที่เหมือนอีกฝ่ายจะฟังไม่ทันทั้งที่เนื้อหาวันนี้ไม่ได้ยากขนาดนั้น

“โอเคค่ะนักศึกษา วันนี้เลิกคลาสได้”

“ขอบคุณครับ / ขอบคุณค่ะ” นักศึกษาหลายคนส่งเสียงตอบรับอาจารย์พี่เลิกคลาสเลทไปจากเวลาปกติ ผมเร่งเก็บของโดยกวาดทุกอย่างลงกระเป๋าอย่างรวดเร็วเพราะกลัวว่าใครบางคนจะมารอผมเก้อใต้ตึกจนทำให้เพื่อนข้างตัวผมอดสงสัยไม่ได้

“ปอ มึงจะรีบไปไหนวะ” ณดลถามทันทีที่ผมโกยทุกอย่างลงกระเป๋าเสร็จ

“ณะ อย่าพึ่งถามกูรีบ”

“ก็ตอบกูแค่คำเดียวจะเป็นอะไร”

“แก! เลทมาสิบห้านาทีแล้ว”

“เออน่า เดี๋ยวมาตอบ รีบ!” ผมพูดพร้อมสะพายเป้และเดินแทรกกลุ่มเพื่อนออกไปในทันที

“อะไรของแม่งวะ”

“ตามไปสิ เดี๋ยวณะก็รู้เอง”

“เออ ๆ แล้วไอ้ปั๊มล่ะ ปั๊ม ปั๊ม! เฮ้ย! มึงจะรีบไปไหนวะ”

 

ผมรีบวิ่งลงมาถึงชั้นล่างของอาคารเรียนรวมหนึ่ง หันมองซ้ายมองขวาไปยังพี่ปีสองที่บอกว่าจะมารอผม แล้วก็ต้องพบกับสิ่งที่ประหลาดใจยิ่งกว่า ทำไมพี่ว้ากมากันทั้งกลุ่มเลยวะ นั่งขวางทางลงตึกแบบนั้นใครจะกล้าเดินเข้าไปใกล้

ขณะที่ผมกำลังจะเดินถอยไปทางเดิม ผมกลับสบตาเข้ากับใครบางคนในกลุ่มว้ากเกอร์ปีสาม ‘พี่เติม เฮ้ดว้าก’

“สะ...สะ...สวัสดีครับพี่”

“สวัสดีครับ” พี่เติมรับไหว้ผม แตกต่างจากกลุ่มเพื่อนที่ทำหน้าตึงใส่ในทันที

“อ้าวน้องปอ พี่กำลังรออยู่เลย” เป็นพี่บอสที่ลุกขึ้นยืนท่ามกลางกลุ่มพี่ว้ากแล้วเดินแยกมาหาผมพร้อมกระดาษอะไรบางอย่างในมือ

“พี่มารอนานหรือยังครับ”

“พี่มานั่งคุยงานกับพี่ปีสามไปพลาง ๆ ระหว่างรอน้อง”

“ขอโทษที่ทำให้รอครับ พอดีอาจารย์ปล่อยช้า”

“มึงอย่าไปว่าน้องเลย กูเห็นน้องรีบวิ่งลงบันไดนำเพื่อนมาเมื่อกี๊” เป็นพี่เติมที่พูดขึ้นอีกครั้ง

“พี่เติม ผมยังไม่ได้ว่าอะไรน้องเลย แล้วรีพอร์ทเสร็จหรือยัง” พี่บอสหันไปตอบพี่ปีสามก่อนจะหันมาคุยกับผมต่อ

“ยังเลยครับ งงตรงวิจารณ์ผลการทดลองเลยไม่ได้เขียนต่อ”

“งั้นเอานี่ไป รายงานผลการทดลองวิชาแล็บฟิสิกส์ของพี่สายรหัสน้อง ลองเอาไว้ดูเป็นตัวอย่าง”

“เฮ้ย ขอบคุณมากครับพี่ ฝากของคุณพี่รหัสผมด้วยนะ”

“ไอ้บอส นี่ด้วย มึงอย่าลืม” พี่เติมพูดแทรกขึ้นระหว่างผมกับพี่บอส พร้อมดันถุงอะไรบางอย่างมาทางผม

“อ่อ ผมเกือบลืมอะพี่เติม แล้วก็นี่ด้วยน้องปอ พี่รหัสฝากมาให้เหมือนกัน” ผมก้มมองของในถุง เป็นขนมเค้กหน้าตาน่ากินกับน้ำปั่นอีกหนึ่งแก้ว

“เค้กร้านอร่อยของร้านกาแฟใกล้อาคารจอดรถที่หน้ามหาวิทยาลัย ส่วนน้ำถ้าซื้อจากหน้ามอเข้ามากลัวจะละลายพี่รหัสน้องเลยซื้อป้าสาวน้ำปั่นร้านข้าง ๆ ตึกมาให้ก่อน”

“สตอเบอรี่ปั่นเหรอครับ” ผมจ้องมองของเหลวสีชมพูที่เต็มไปด้วยเกล็ดน้ำแข็ง

“ใช่ ไม่รู้จะซื้ออะไร พี่สายรหัสน้องเลยสั่งเมนูที่ตัวเองชอบมาให้ ฮ่า ๆ” พี่บอสพูดพลางหันไปทางกลุ่มพี่ว้ากด้วยรอยยิ้มที่เหมือนกับมีเลศนัยบางอย่างแอบแฝงอยู่

กินแล้วสดชื่นมากเลย ขอบคุณนะครับ” เหมือนน้ำสตอเบอรี่เย็น ๆ จะทำให้ผมอารมณ์ดีขึ้นจนพูดไปด้วยน้ำเสียงออดอ้อนที่ชอบใช้กับไอ้ปั๊มโดยไม่รู้ตัว ทั้งที่ผมกำลังยืนอยู่กับพี่ว้ากครบทีม ซวยละผมจะโดนว้ากตรงนี้ไหมเนี่ย

“สงสัยว่า...พี่รหัสน้องปอต้องโคตรดีใจแน่ ๆ” พี่บอสยังคงพูดและหันหลังไปทางกลุ่มพี่ว้ากอยู่

“แอบเกรงใจที่พี่เป็นธุระให้ คราวหน้าให้ผมเดินไปหาพี่รหัสผมแทนก็ได้นะครับ”

“คงยากหน่อยนะ เพราะพี่สายรหัสน้องโคตรจะขี้อาย” คราวนี้พี่บอสมองหน้าผม แต่กลับเหล่ตาไปทางกลุ่มพี่ว้ากปีสามจนทำให้ใครบางคนหลบสายตาหันหน้าหนีจากพี่บอสทันที

“อ่อ แต่ผมเกรงใจพี่บอสนะครับ”

“ไม่ต้องเกรงใจพี่หรอก พี่ก็อยากมาเจอน้อง” ทำไมประโยคนี้รู้สึกเหมือนกับว่าพี่บอสจงใจพูดเสียงดังให้ใครบางคนได้ยิน

“ขอบคุณครับ”

“ตั้งใจทำรายงานแล็บนะครับ” พี่บอสพูงพลางวางฝ่ามือหนายีผมบนหัวเบา ๆ อีกครั้งเหมือนในหอสมุด

“ไอ้บอส! มึงจะคุยกับน้องถึงพรุ่งนี้เลยเหรอ! อาจารย์เอเรียกประชุมด่วน!” เป็นพี่เติมที่พูดด้วยน้ำเสียงระดับเฮ้ดว้ากจนผมสะดุ้งตัวอย่างแรง อะไรของพี่เขาน่ะเมื่อกี๊ยังดูใจดีอยู่เลยแท้ ๆ

“ไปเดี๋ยวนี้ครับพี่ น้องปอถ้าติดตรงไหนทำไม่ได้ไลน์มาถามพี่ได้ตลอดเลย พี่ยินดี เหวอ! พี่ทำอะไรผมเนี่ย!” พี่เติมกับพวกพี่ว้ากคนอื่นเป็นฝ่ายเข้ามาลากคอพี่บอสออกไปโดยที่ผมยังไม่ทันล่ำลาสวัสดีพวกพี่เขาเลย

“ไว้เจอกันตอนประชุมเชียร์นะ น้องแก้มนิ่ม!” เป็นเสียงพี่บอสที่ตะโกนไล่หลังมาก่อนที่จะโดนกระชากคออย่างแรงไปอีกครั้ง พี่ปีสองกับปีสามเขาดูรักกันดีนะครับ แต่ตอนนี้ผมแม่งโคตรอายเลยว่ะเพราะพี่บอสเล่นตะโกนเสียงดังจนคนแถวนั้นหันมามองกันหมด

 

พรึบ

 

“เฮ้ย” ผมถูกใครบางคนคว้าแก้วสตอเบอรี่ปั่นในมือไปอย่างกะทันหัน

“กินแล้วสดชื่นมากเลย ขอบคุณนะครับ เหอะ มันอร่อยมากนักเหรอไง!” ปั๊มที่ไม่รู้โผล่มาจากไหนพูดยอกย้อนประโยคก่อนหน้าที่ผมเพิ่งพูดกับพี่บอส ก่อนจะขึ้นเสียงใส่ผมในประโยคสุดท้ายแบบประชดประชัน

“พี่เขาซื้อมาให้ ก็ต้องขอบคุณไหมล่ะ”

“ก็แค่ขอบคุณ มันต้องยิ้มร่าเริงจนหน้าบานแบบนั้นเลยเหรอวะ” ปั๊มประชดผมอีกครั้ง

“ปั๊ม อย่าหาเรื่อง” ผมพยายามระงับอารมณ์ตนเอง ผมยังไม่หายโกรธมันเรื่องตอนเที่ยงหรอกนะ

“ใครหาเรื่อง มึงต่างหากที่ไปยิ้มหน้าระรื่นใส่คนอื่น” มันยังคงประชดผมไม่เลิกด้วยน้ำเสียงน่ารำคาญ

“ปั๊ม ขอเตือนรอบสุดท้าย อย่าหาเรื่อง!” ผมกำลังจะหมดความอดทน

“แล้วมึงไปยืนให้แม่งลูบหัวทำไม!” ครั้งนี้มันขึ้นเสียงใส่ผมเลยครับ บอกแล้วว่าผมเกลียดเสียงดัง

“ไอ้ปั๊ม! มึงจะเอายังไง ทีแกไปกับไอรินเรายังไม่ว่าอะไรเลย” ผมจะไม่ทนอีกแล้ว

“กูแค่ไปทำรายงานแล็บฟิสิกส์”

“มากกว่านั้นเหอะ มึงแม่งกล้าทำไม่กล้ารับ” อย่าว่าผมงี่เง่าเลยครับ เพราะเวลานี้ผมงี่เง่าจริง ๆ

“ไอ้ปอ! มึงจะเอาใช่ไหม!” ร่างสูงกระชากตัวผมเข้าไปใกล้ จนผมถลาตัวไปข้างหน้าตามแรงดึงของอีกฝ่าย

“...” ผมตกใจกับสิ่งที่ปั๊มทำ มันไม่เคยทำกับผมแบบนี้มาก่อน มันไม่เคยรุนแรงกับผม

“แล้วที่แม่งบอกว่าน้องแก้มนิ่มนี่หมายความว่ายังไง มันเสือกรู้ได้ไงว่าแก้มมึงนิ่ม!”

“กู...”

 

บรรยากาศอึมครึมปกคลุมไปทั่ว ผมรู้สึกเหมือนน้ำท่วมปากจนพูดอะไรไม่ออก มีเพียงความตึงเครียดบนใบหน้าคนตัวสูงที่จดจ้องผมอย่างเอาเรื่อง บรรยากาศน่าอึดอัดนี้ยังทำร้ายผมอยู่เรื่อย ๆ จนกระทั่งเสียงของเพื่อนในกลุ่มอีกสองคนดังขึ้นจากมุมตึกด้านหลังที่ทั้งคู่แอบมองเราอยู่

 

“เอาแล้วเว้ย! ผัวเมียหึงโหดทะเลาะกันแล้วว่ะ”

“ไอ้ณะ! ฉันบอกให้ดูเงียบ ๆ ไง” เสียงถุงแป้งกับณดลทำให้เราสองคนหยุดทะเลาะกัน

“แป้ง! / ณะ!”

“อุ๊ย ขอโทษค่ะ / ขอโทษครับ” ทั้งที่โดนเห็นแต่เหมือนทั้งคู่ดูไม่ตกใจเลยสักนิด

 

____________________________________________

 

ปอเป็นคนชอบคิดมาก คิดอะไรในใจเยอะไปหมด หัวดื้อมาก ๆ เช่นกัน

ปั๊มเป็นคนหัวแข็งโมโหร้าย บางทีก็ควบคุมตัวเองไม่ค่อยได้

พี่บอสเป็นคนขี้เล่น เป็นผู้ชายสายกวน ที่ชอบหยอกคนนั้นคนนี้ไปเรื่อย

ในขณะที่พี่เติมดูเป็นผู้ใหญ่เพราะเป็นคนนิ่ง ๆ ไม่ค่อยพูดอะไร

สำหรับตอนถัดไปมีชื่อว่า“เซนส์ของผ้หูญิง” ซึ่งจะเล่าผ่านมุมมองของถุงแป้ง

 

Enjoy reading

love
 

Run(END)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

2 ความคิดเห็น