END love "จบรักสถานะเพื่อน"

ตอนที่ 13 : บันทึกของเพื่อน ฉบับ12 “ประชุมเชียร์”

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    28 พ.ค. 63

Por Part

 

สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ที่สองของการเปิดภาคเรียน อาจารย์หลายคนเริ่มจริงจังกับการสอนมากขึ้น แม้กระทั่งวิชา Basic Manufacturing’ s process ของอาจารย์เอในวิชาภาค เมื่อเช้าอาจารย์สั่งรายงานหนึ่งชิ้นแทนของขวัญสำหรับการเปิดเทอมให้นักศึกษาครับ อาจารย์ให้เหตุผลว่าสั่งตอนนี้พวกผมจะได้มีเวลาทำเยอะ ๆ และจะได้อ้างไม่ได้ว่าอาจารย์มาสั่งใกล้ ๆ ช่วงสอบกลางภาคเลยทำไม่ทัน แต่เอาจริง ๆ ผมว่าเพื่อนส่วนใหญ่คงทำก่อนส่งไม่กี่วันอยู่ดี

 

ตอนนี้ผมกำลังจะเลิกเรียนคลาสบ่ายวิชาฟิสิกส์

“พวกมึง เย็นนี้มีประชุมเชียร์กันนะ” ณดลพูดขึ้นขณะเก็บหนังสือฟิสิกส์ลงกระเป๋า

“เออ กูรู้ละ หกโมงใช่ปะ” ปั๊มเป็นฝ่ายถามขึ้นทันทีพร้อมกับทำหน้าเซ็ง ๆ

“เออ ห้ามสาย ห้ามเลท ใส่เสื้อเชียร์มาด้วย พี่ปีสองเขาบอกกูมาแบบนี้”

“เออ ๆ เดี๋ยวกูไปค้นหนังสือที่หอสมุดก่อนแล้วตามไป” ผมเผลอมองหน้าคนตัวสูงทันทีว่าจะไปค้นอะไร

“ไปค้นทำไมวะ” เหมือนณดลก็สงสัยไม่ต่างจากผมเลยถามปั๊มขึ้นทันที

“ค้นมาทำรายงานอาจารย์เอ เรื่องเหล็กที่ใช้ในอุตสาหกรรมไง” คนตัวสูงตอบหน้าตาย

“เขาเพิ่งสั่งเมื่อเช้า ส่งตั้งเกือบกลางภาคมึงจะรีบไปไหน!” ไม่ใช่ณดลที่ตกใจผมเองก็ตกใจครับ

“ก็กูขยัน มีอะไรปะ” นี่ไอ้ปั๊มเพื่อนผมจริงเหรอวะ

“แล้วแต่มึงเลยครับ คุณปั๊มคนขยัน พวกมึง เฮ้ย พวกแกด้วยนะ ถุงแป้ง ปอ เย็นนี้หกโมงอย่าไปสายล่ะ”

“ถ้าไม่ชินใช้กูมึงก็ได้นะ ฉันไม่ถือ” ถุงแป้งพูดกับณดลขณะเปิดแอปพลิเคชันไลน์คุยกับใครบางคน

“งั้นมึงห้ามสายนะแป้ง มึงด้วยปอ เรียกแบบนี้ค่อยชินปากหน่อย สรุปว่าหกโมงตรงห้ามสาย ถ้าพวกมึงสายกันเพื่อนจะโดนต่อว่า เอ้อ! แล้วก็อย่าลืมว่าพรุ่งนี้เรียนแล็บฟิสิกส์คาบแรก อ่านควิซกันมาด้วยล่ะ” ณดลเป็นฝ่ายพูดตัดบทพวกเราก่อนที่ทั้งกลุ่มจะพากันเดินออกจากห้องเรียน

“เราไม่สายหรอก หลังเลิกเรียนเราว่าง ว่าจะไปนั่งอ่านควิซรอ” ผมตอบเพื่อนไปทันที

“ไอ้ปอ ใครบอกว่ามึงว่าง” ไม่ใช่ณดลที่ถามผมกลับแต่เป็นปั๊มที่ทักขึ้น

“ก็เราว่าง หลังเลิกเรียนไม่ได้ไปไหนนี่”

“มึงต้องไปหอสมุดกับกู” ปั๊มตอบด้วยสีหน้าจริงจัง

“ให้ไปทำไม” งงสิครับ แล้วผมต้องไปกับมันทำไมวะ ผมไม่ได้บอกสักหน่อยว่าจะไป

“ไปช่วยกันค้นข้อมูลทำรายงาน” รายงานนี้ต้องทำเป็นคู่และพวกเรายังไม่ได้แบ่งกลุ่มกันเพราะอาจารย์เพิ่งสั่ง

“เดี๋ยว ๆ เรายังไม่ได้บอกว่าจะคู่กับปั๊มนะ เราจะคู่กับถุง...” ผมตั้งใจจะคู่กับถุงแป้งเพราะทำงานละเอียดพอกัน

“แป้ง รายงานอาจารย์เอ แป้งคู่กับณดลนะกูจองปอแล้ว” เผด็จการฉิบหาย แต่ถุงแป้งคงไม่ยอมง่าย ๆ หรอก

“เออ ๆ ตามนั้นก็ได้ ขอกลับก่อนนะฉันมีธุระ เดี๋ยวมาอีกทีตอนเย็น ฝากแกหาหนังสือเผื่อด้วย”

“เดี๋ยวแป้ง คือเราว่า...” แก! อย่าทิ้งกันไว้กลางทางแบบนี้

“...” แล้วถุงแป้งกับณดลก็เดินจากไป ทิ้งไว้แค่คนตัวสูงยืนยิ้มอยู่ข้างผมอย่างกวน ๆ ‘คึกอะไรถึงมาขยันวันนี้วะ!’

 

เราพากันเดินมาหอสมุด เพื่อค้นหนังสือทำรายงานที่อาจารย์เพิ่งสั่งเมื่อเช้า จนตอนนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจว่าคนข้างตัวผมมันจะมาขยันอะไรเอาวันนี้ กว่าจะส่งก็อีกตั้งเป็นเดือน ด้วยความสงสัยผมจึงถามออกไป

“ปั๊ม คิดยังไงถึงชวนมาหอสมุด”

“ก็จะมาหาหนังสือทำรายงานไง” คนตัวสูงยังตอบหน้าตายเช่นเดิม

“เปล่า หมายถึงทำไมนึกมาขยันเอาวันนี้”

“ก็อาจารย์ปล่อยเร็ว เวลาเหลืออีกตั้งเยอะกว่าจะหกโมงเย็น”

“แค่นั้นจริง ๆ เหรอ คือเวลาเหลือก็ไปนั่งทำการบ้านหรืออ่านควิซก็ได้ปะ” ผมยังไม่เชื่อกับคำตอบอยู่ดี

“จริง ๆ ก็ไม่ได้อยากรีบมาค้นหนังสือหรอก”

“แล้วจะมาเพื่อ?”

“ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่...”

“แค่?”

“แค่อยากอยู่กับมึงสองคนเงียบ ๆ” ให้ตายเถอะ ผมโดนมันเล่นอีกแล้ว ฮือ...ใจสั่นเหลือเกิน

 

 

เราเดินมาถึงชั้นสี่ของหอสมุดโซนที่เต็มไปด้วยหนังสือต่างประเทศ ผมเดินนำไปยังหมวดหนังสือกลุ่มโลหะ ในขณะที่คนข้างตัวเอาแต่หันซ้ายหันขวามองไปตามชั้นหนังสือที่ยาวจนสุดมุมห้องราวกับคนจะหลงทาง

“ชั้นนี้เป็นหนังสือหมวดโลหะ ปั๊มลองหาดูว่าเล่มไหนเหมาะจะเอาไปทำรายงาน”

“เยอะขนานี้จะรู้ได้ไงว่าเล่มไหนดี” คนตัวสูงเอียงคอถามทันทีที่ผมพูด

“ก็ลองเปิดดูเนื้อหาข้างในว่ามันโอเคไหม”

“แต่มันเป็นภาษาอังกฤษหมดเลยไงปอ” ปั๊มเริ่มเปลี่ยนน้ำเสียงเหมือนเด็กกำลังออดอ้อนครูไม่ให้สั่งการบ้าน

“ก็อ่านสิ! มาค้นหนังสือมันก็ต้องอ่านอยู่แล้วปะ”

“เหนื่อยละ ขอพักก่อน” ปั๊มไม่พูดเปล่าเพราะขยับตัวไปพิงชั้นหนังสือและถอนหายใจเบา ๆ

“ยังไม่ได้เริ่มหา” ผมพูดกับปั๊มทั้งที่สายตายังคงสอดส่ายค้นหาหนังสือบนชั้นอยู่

“งั้นไม่หาละ ไปที่อื่นกันดีกว่า”

“แล้วจะชวนมาหอสมุดเพื่อ?” บอกแล้วว่าผมไม่เข้าใจมันจริง ๆ

“ก็บอกแล้วไงว่าอยากอยู่กับมึงสองคนเงียบ ๆ”

“...” ผมชะงักงันกับคำพูดคนตัวสูงอีกครั้ง ใบหน้านั้นเริ่มฉายแววทีเล่นทีจริง ‘ตกลงจะเอายังไงกันแน่วะ’

เพื่อทำลายบรรยากาศอันเงียบเชียบในห้องสมุด ผมเลยคว้าหนังสือออกมาหนึ่งตั้งพร้อมยื่นให้คนข้างตัว

“อยากอยู่เงียบ ๆ ใช่ปะ เอาตั้งนี้ไปนั่งอ่านเงียบ ๆ แล้วเลือกเล่มที่โอเคกลับไปทำรายงาน”

“แต่...” ปั๊มตาโตเลิ่กลั่กขึ้นทันทีที่เห็นตั้งหนังสือ ดวงตานั้นฉายแววเป็นคำถามส่งกลับมาว่าเอาจริงดิ

“ไม่มีแต่ ถ้ายังไม่ไปนั่งอ่านเงียบ ๆ เอาไปเพิ่มอีกสักสี่ห้าเล่มดีไหม” ผมตอบคำถามที่อีกฝ่ายส่งสายตาพลางหยิบหนังสือออกจากชั้นมาเพิ่มอีกหลายเล่มแล้วเดินไปทางคนตัวสูง อยากขยันมาหอสมุดนักใช่ไหมต้องเอาให้เข็ด

“เออ” ประโยคสั้น ๆ เหมือนตัดรำคาญดังขึ้น แล้วปั๊มก็เดินหน้าหงิกหน้างอออกจากโซนชั้นหนังสือไปยังโต๊ะริมกระจกที่คนส่วนใหญ่ใช้ในการนั่งอ่านหนังสือหรือทำการบ้าน การกระทำนั้นทำให้ผมเผลอยิ้มโดยไม่รู้ตัว

ผมไม่ได้เดินตามไปในทันทีเพราะยังยืนเลือกหนังสืออยู่อีกพักใหญ่ ผมแค่ยังไม่เจอเล่มที่ถูกใจ

 

 

“ปั๊ม”

“อืม...”

“ปั๊ม!”

“...”

“ไอ้ภูมิพัฒน์! ตื่น!”

“อื้อ”

ผมที่ตั้งใจค้นหนังสืออยู่ที่ชั้นเปลี่ยนใจพร้อมถือหนังสือที่เลือกมาเพิ่มอีกสามสี่เล่มกลับมาที่โต๊ะ เพราะสงสารที่ปั๊มจะต้องนั่งค้นนั่งอ่านคนเดียว แต่ที่ไหนได้มันกลับมานั่งหลับน้ำลายยืดตอนผมตั้งใจค้นข้อมูล

"ชวนคนอื่นมาหาหนังสือแล้วตัวเองมานอนได้ไง ตื่นเดี๋ยวนี้เลย"

“...”

“นับถึงสามถ้าไม่ตื่น ก็นอนอยู่ที่นี่ไปคนเดียวแล้วกัน”

“หนึ่ง”

“...”

“สอง”

“...”

“สาม!” หลังนับจบผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูงทันทีและตั้งใจจะก้าวออกจากที่ตรงนั้น

 

หมับ

 

“จะไปไหน ตื่นแล้ว กลับมานั่งนี่มา” กลายเป็นปั๊มที่คว้าข้อมือผมไว้พร้อมด้วยสายตาง่วง ๆ ของคนเพิ่งตื่น

“นั่งแล้ว... เมื่อไหร่จะปล่อยมือ” ผมนั่งในตำแหน่งเดิมแล้ว แต่คนตรงหน้ายังไม่ปล่อยมือผม

“ไม่ปล่อยแล้วได้ปะ เดี๋ยวมึงทิ้งกูให้อยู่คนเดียวอีก” ทำไมถึงรู้สึกว่าประโยคนี้มีอะไรแอบแฝง ผมทิ้งมันตอนไหน

“รีบปล่อยแล้วไปค้นหนังสือต่อเลย เดี๋ยวไม่ทันหกโมงเย็น”

“อืม ๆ”

“อ่านเล่มนี้ดู น่าจะโอเค”

“เออน่า” อีกฝ่ายเริ่มดูเหมือนรำคาญผม นี่หงุดหงิดที่ถูกปลุกตอนนอนใช่ไหม

“เอ้อ ปั๊มได้อ่านควิซบ้างยัง” ผมกลัวอีกฝ่ายจะเริ่มรำคาญจึงชวนเปลี่ยนเรื่อง

“ยัง ว่าจะกลับไปอ่าน แต่เปิดผ่าน ๆ เหมือนไม่มีอะไร”

“แล็บแรกไม่ค่อยมีอะไรหรอก เราอ่านไปคร่าว ๆ แล้ว คิดว่าคืนนี้ค่อยไปทวนอีกทีก่อนนอน”

“ติวให้หน่อย” จากนั้นคนข้างตัวก็ส่งสายตาออดอ้อนกลับมาให้ผม นั่นหน้าคนหรือหมาชิวาว่าตอนขอขนมกิน

“ตลกละ เมื่อก่อนมีแต่ปั๊มติวให้ นึกยังไงมาสลับให้เราติวแทน” ผมมองหน้ามันอย่างไม่เข้าใจ

“เหนื่อยแล้ว ขี้เกียจอ่านแล้ว” ไม่รู้คำขี้เกียจที่ปั๊มพูดคือควิซคืนนี้หรือหนังสือตรงหน้าตอนนี้กันแน่

“ไม่ต้องมาขี้เกียจเลย แล้วพรุ่งนี้ทำแล็บคู่กับใคร”

“ทำกับไอริน” ปั๊มตอบในขณะที่เริ่มเปิดหนังสือเล่มหนาดู

“คะ...ใครนะ” ทำไมผมถึงไม่คุ้นขึ้นคู่แล็บปั๊มคนนี้เลย

“ไอรินไง” ปั๊มตอบอีกครั้งทั้งที่ส่ายตายังจดจ้องอยู่กับหนังสือ

“คือคนไหน เหมือนจะเคยได้ยินชื่อแต่ไม่คุ้นหน้า” จริง ๆ ชื่อนี้ผมก็ไม่เคยได้ยิน

“คนสวย ๆ ที่ไม่ค่อยมาประชุมภาคเท่าไหร่” ปั๊มยังตอบโดยกวาดสายตาอยู่ที่หนังสืออยู่

“นึกไม่ออก” ผมพยายามนึกแล้วนะ แต่นึกยังไงก็นึกไม่ออก

“คนนี้น่าจะสวยที่สุดในภาคเราแล้วมั้ง”

“นึกไม่ออกอยู่ดี”

“ฮ่า ๆ สมเป็นปอจริง ๆ”

“หมายความว่ายังไง”

“น้องปอผู้ไม่สนโลก...” ปั๊มหยุดอ่านหนังสือและหันมามองหน้าผมด้วยสายตาหยอกล้อ

“...”

“แต่สนเฉพาะคนชื่อปั๊มใช่ไหม” รอยยิ้มบนใบหน้าปรากฏราวผู้ชนะ ผมพลาดเองที่เผลอเปิดช่องโหว่จนโดนแกล้ง

“ไอ้ปั๊ม!” ไอ้คนกวนตีน! นี่กะจะเอาคืนเรื่องที่ผมให้มันมานั่งอ่านหนังสือภาษาอังกฤษหลายต่อหลายเล่มเหรอ

“ล้อเล่นน่า เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าพามาแนะนำ” ฟังแบบนี้ค่อยโล่งใจ แต่ผมยังติดใจกับประโยคก่อนหน้า

“...” ผมไม่ตอบอะไรนอกจากพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้

“สรุปว่าคืนนี้ติวควิซให้หน่อยนะ”

“ทำงานก่อนไหม ถ้าไม่ทำก็เอาหนังสือไปเก็บ”

 

เป็นอันจบบทสนทนาระหว่างเราสองคน ทั้งเรื่องคู่แล็บ เรื่องไอรินที่ปั๊มคุยว่าสวยสุดในภาค เรื่องการติวเพื่อสอบควิซพรุ่งนี้เช้า พวกเราต้องรีบค้นหนังสือทำรายงานต่อ เกิดเลยเวลาแล้วไปไม่ทันประชุมเชียร์ตอนเย็นจะเป็นเรื่อง

เราต่างคนต่างนั่งค้นคว้าอย่างตั้งใจ ผมเริ่มเจอเนื้อหาส่วนที่ใช้ทำรายงานจากหนังสือ The Fascinating World of Sheet Metal เป็นหนังสือปกแข็งเล่มไม่หนามากโทนสีราบเรียบด้วยพื้นสีน้ำเงิน อธิบายเกี่ยวกับการแปรรูปเหล็กแผ่นซึ่งนิยมมากในอุตสาหกรรมยานยนต์ ยิ่งอ่านยิ่งรู้ว่าภายนอกรถยนต์เป็นเหล็กแผ่นบาง ๆ เกือบทั้งหมด แค่เอามาผ่านกระบวนการปั๊มอัดขึ้นรูปให้กลายเป็นประตู ฝากระโปรง หลังคา และกันชน ผมว่าเล่มนี้ใช้ได้เลยแหละ

 

“ปั๊มว่าเล่มนี้โอเคไหม เรื่องเหล็กแผ่น” ผมถามทั้งที่สายตายังจดจ้องกับหนังสือ

“...”

“โคตรน่าสนใจ แถมใกล้ตัวมาก ทำเรื่องนี้กันนะ” ผมพยายามเปิดหารูปที่ใช้ได้เพื่อส่งให้คนตรงหน้าดู

“...”

“หยุดอ่านแล้วหันมาดูก่อน ปั๊ม ปะ...”

“...”

“ไอ้ปั๊ม! ตื่นโว้ย!” สงสัยจริง ๆ ว่ามันจะชวนผมมาหอสมุดเพื่อมานอนทำไม

 

 

เวลาล่วงเลยมาจนใกล้หกโมงเย็นแล้ว พวกผมเปลี่ยนเป็นเสื้อประชุมเชียร์กันเรียบร้อย ผมรู้สึกว่าการไปหอสมุดครั้งนี้เป็นอะไรที่เสียเวลาสำหรับผมมาก เพราะเวลาส่วนใหญ่ถูกใช้ในการปลุกไอ้ปั๊มให้ตื่นนอน กลายเป็นว่าคนที่ค้นหนังสือทั้งตั้งจนได้เนื้อหาสำหรับทำรายงานกลับกลายเป็นผมคนเดียว แบบนี้ใครเขาเรียกชวนมาค้นหนังสือมันต้องเรียกชวนไปนอนเว้ยถึงจะถูก แม้คนข้างตัวจะแย่งหนังสือที่ยืมมาสามเล่มจากมือผมไปถือก็ไม่หายโกรธหรอก

ผมเดินมาเจอกับถุงแป้งและณดลพอดีที่หน้าห้องเชียร์ พี่ปีสองทยอยพาเราไปในนั้น เป็นบรรยากาศที่แปลกไปหน่อย คนหลายสิบชีวิตพากันนั่งอย่างเป็นระเบียบภายในห้องแห่งนี้ พวกพี่ปีสองนำทัพโดยพี่บอสที่ดูเหมือนจะใกล้ชิดกับปีหนึ่งอย่างพวกผมมากที่สุด ได้จัดการที่นั่งตามลำดับรหัสนักศึกษาให้พวกเราแล้ว

ผมได้นั่งข้างกับถุงแป้งเพราะชื่อและรหัสนักศึกษาเราติดกัน ประภัสสรณ์ กับ ปวรเรศ รหัส 35 กับ 36 เป็นความบังเอิญที่แสนลงตัว ผมดีใจมากเพราะนั่นหมายความว่าการทำแล็บของผมจะต้องคู่กับถุงแป้งตลอดทั้งเทอม ต่างกับคนตัวสูงที่อยู่ห้องบีเลยนั่งห่างไกลกับผมค่อนข้างมากแต่ยังคงอยู่ในจุดที่หันไปหาได้ทันที ห่างกันบ้างเถอะเล่นล่อลวงผมไปนั่งทำงานคนเดียวตั้งนาน โกรธเว้ย!

 

“ระเบียบเชียร์ นั่งหลังตรง มือกำหลวมไว้ที่หัวเข่าทั้งสองข้าง แล้วก้มหน้าลงไปครับ” ผมว่ามันก็เหมือนท่านั่งปกตินะ แค่กำมือวางไว้บนเข่าสองข้างดูแล้วก็ไม่ได้นั่งลำบากเท่าไหร่

“สวัสดีครับ นักศึกษาชั้นปีที่หนึ่ง ผมนายจัตุมงคล ก้องธาราดล นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ชั้นปีที่สาม ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ ประธานเชียร์ของปีนี้ครับ” บุคลิกของพี่เติมดูไม่ต่างจากวันแรกที่ผมเจอเท่าไหร่ ดูนิ่งสุขุมจริงจังเสียงดังแต่ไม่หยาบคาย ต้องยอมรับว่าพี่เติมทั้งหล่อและเก่งเพราะนอกจากเป็นเฮ้ดว้ากแล้วยังเป็นประธานเชียร์ด้วย แล้วทำไมผมต้องมานั่งชมเขาด้วยนะ นั่นอาจเพราะความประทับใจแรกจากวันที่ผมหลงทางไปผิดตึกก็ได้

“วันนี้เป็นวันแรกของการประชุมเชียร์ ผมขอชื่นชมพวกคุณที่ใส่ป้ายชื่อกันมาทุกคน ขอให้รักษาความดีนี้ไว้ทุกคนนะครับ ส่วนเรื่องที่ผมจะสอนพวกคุณในวันนี้คือเรื่องความรับผิดชอบ วันนี้เพื่อนคุณหายไปไหนกันหมดครับ”

เหมือนความซวยกำลังจะบังเกิดเมื่อผมหันซ้ายหันขวาไปมองหาเพื่อน เรานั่งเรียงกันตามรหัศเลยทำให้เห็นว่ามีใครบ้างที่หายไป ที่สำคัญคือหายไปมากถึงสิบกว่าคน

“เพื่อนมึงหายไปไหนกันวะ!”

“เพื่อนกูถามก็ตอบสิ!”

“ตอบเด้! เป็นใบ้กันเหรอ”

“นั่งเงียบกันทำไม หูตึงเหรอ!”

นั่นไง เหมือนเทปม้วนเดิมฉายซ้ำอีกรอบ ทุกครั้งที่เกิดคำถามและไม่มีใครตอบ น้ำเสียงแห่งการกดดันจะเริ่มเกิดขึ้น คงเพราะไม่ใช่ครั้งแรกผมเลยไม่ได้รู้สึกแย่มากที่โดนคนในชุดชอปรอบข้างตะโกนใส่ มันคงเจ็บและชินไปเอง

“ขออนุญาตค่ะ ไอรินไปโรงพยาบาลค่ะ”

“ขออนุญาตครับ กายไปธุระกับที่บ้านครับ”

“ขออนุญาตค่ะ กิ่งไปหาหมอค่ะ”

แม้จะมีคนยกมือตอบคำถาม แต่ผมรู้ดีว่าไม่มีทางตอบได้ครบทุกคน เพราะยังไงวันนี้ต้องมีคนโดดประชุมเชียร์แน่นอน ขนาดตัวผมเองถ้าเลือกได้ผมยังไม่อยากเข้าร่วมเลยทุกคนในที่นี้คงไม่ต่างกัน แต่ทำยังไงได้ในเมื่อถ้าผมขาดคนที่ลำบากที่สุดก็คือเพื่อน ๆ ของผม อดทนไว้นะไอ้ปอเดี๋ยวมันก็จบ

“แล้วที่เหลือล่ะครับ เพื่อนคุณหายไปไหน” เหมือนที่คิดไว้ไม่มีผิด หลังคำถามนี้พวกเราจะต้องเงียบและโดนด่ากลับมาเป็นระยะ ผมเกลียดเสียงดังโหวกเหวกโวยวายแบบนี้ เพราะมันทำให้ผมอยากร้องไห้

“...”

“เพื่อนกูถามไม่ได้ยินเหรอ”

“อมอะไรไว้ ทำไมไม่พูด”

“ตอบเด้!”

ทุกอย่างเหมือนที่ผมคำนวณไว้เป๊ะ ทีนี้ต้องมานั่งดูต่อแล้วล่ะว่าระหว่างรอเขาด่าจนเหนื่อยแล้วหยุดไปเอง กับรอให้ใครบางคนจะลุกขึ้นมาตอบคำถาม อันไหนจะมาก่อนกัน

“ขออนุญาตครับ ไม่ทราบครับ” ผมอยากหันไปดูมาก ว่าใครกันที่มันตอบแบบนี้ คือคำตอบมึงไม่แตกต่างอะไรกับการราดน้ำมันบนกองไฟเลย

“ทำไมถึงไม่ทราบ นั่นเพื่อนคุณไม่ใช่เหรอครับ” นั่นไง ไปราดน้ำมันบนกองไฟทำไม มึงอยากโดนพี่เขาเผาเหรอวะ

“จะเอาไหม เพื่อนอะ!”

“มันไม่ใช่เพื่อนกูเว้ย!”

“กูอยากเรียนอย่างเดียว กูไม่สนเพื่อนโว้ย!”

“ช่างหัวแม่งดิ ทั้งรุ่นมีแค่นี้ก็พอ!”

ระหว่างที่เสียงตะโกนดังกึกก้องเป็นระยะ ประธานเชียร์ก็ส่งสัญญาณมือเป็นการบอกให้ทุกคนหยุด

“ปีหนึ่งครับ วันนี้ผมจะสอนคุณเรื่องความรับผิดชอบ ผมขอชมพวกคุณว่าทุกคนที่อยู่ตรงนี้มีความรับผิดชอบกันดีมาก แต่หลายครั้งแค่รับผิดชอบอย่างเดียวมันยังไม่พอความห่วงใยก็สำคัญไม่แพ้กัน ถ้าเพื่อนคุณเกิดอุบัติเหตุขึ้นแล้วไม่มีใครรู้เรื่องเลยจะทำอย่างไร พวกคุณต้องอยู่ด้วยกันไปอีกสี่ปีผมอยากให้พวกคุณดูแลกันมากกว่านี้ วันหลังถ้าเพื่อนขาดหายไปไหนอย่าลืมถามว่าเขาหายไปไหนนะครับปีหนึ่ง”

“ครับ/ค่ะ” เสียงตอบรับของปีหนึ่งดังขึ้นทันที คำพูดเรียบ ๆ ของพี่เติมช่วยให้บรรยากาศดีขึ้นมาก เพราะคำพูดนิ่ง ๆ เหล่านั้นทำให้ความเครียดและแรงกดดันก่อนหน้าหายไปเกือบหมด

“รับผิดชอบ ไม่ได้หมายถึงแค่ตัวเองนะครับ แต่หมายถึงกับเพื่อนด้วย เพราะคุณต้องรับผิดชอบชีวิตของใครบางคนที่อยู่ข้างตัวคุณ คนที่จะอยู่กับคุณทั้งตอนที่หัวเราะและร้องไห้ ใครบางคนที่ถูกคุณเรียกว่าเพื่อน คำนี้มีความหมายมากนะครับ ถ้าอยากได้ใจใครคุณต้องใช้ใจแลกมา แต่สำหรับคำว่าเพื่อนเขาได้ให้ใจคุณไปตั้งแต่วันแรกที่เจอกันแล้ว”

“วันนี้ไอ้เติมแม่งโคตรหล่อเลยว่ะ” เสียงพี่ว้ากด้านหลังกระซิบกันดังขึ้น ถ้าผมจำไม่ผิดน่าจะเป็นเสียงเพื่อนกลุ่มพี่เติม ถึงแม้ว่าผมจะนั่งท่าระเบียบเชียร์อยู่แต่ก็ยังเห็นใบหน้าของเพื่อนผู้หญิงในรุ่นแอบยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับประธานเชียร์ที่หน้าห้อง ก็คงแบบนั้นแหละผู้ชายรุ่นพี่หน้าตาดีดูหล่อคมเข้มอบอุ่นขนาดนั้นมีใครไม่ชอบกันบ้างล่ะ

“วันนี้ผมคงสอนพวกคุณเท่านี้ครับ สตาฟปีสอง! เชิญ!”

 

หลายคนมักบอกว่าการประชุมเชียร์ไม่ให้อะไร แค่เข้าไปนั่งฟังรุ่นพี่ว้ากและด่าทอด้วยถ้อยคำกดขี่ข่มเหงเท่านั้น ผมไม่ชอบการตะโกนและแรงกดดันพวกนั้นเลยก็จริง แต่หากเราลองตัดบางอย่างทิ้งไปอาจจะได้อะไรมากกว่าที่คิดก็ได้ ผมว่าการเข้าห้องเชียร์ก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดไว้ในตอนแรกนะ

พวกเราถูกสตาฟชี้แจงเกี่ยวกับกฎระเบียบของมหาวิทยาลัยอยู่พักใหญ่ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องระเบียบการแต่งกายโดยเฉพาะเรื่องป้ายชื่อที่สำคัญมาก พวกพี่ ๆ สั่งไว้ว่าห้ามถอดและวางไว้กับพื้นเด็ดขาดเพราะมันคือการนำสัญลักษณ์ของภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการไปวางบนพื้นตำแหน่งที่โดนผู้คนเหยียบย่ำเดินข้ามผ่านไปผ่านมา ถือเป็นการดูถูกและไม่ให้ความสำคัญกับความภูมิใจในภาควิชาของตนทางอ้อม

อีกส่วนหนึ่งที่สตาฟชี้แจงคือกิจกรรมต่าง ๆ ที่พวกเราต้องเข้าร่วม ทั้งกิจกรรมไหว้ครู การถวายสัตย์ปฏิญาณ กีฬาเฟรชชี่เกม และกิจกรรมที่คนส่วนใหญ่น่าจะชื่นชอบมากที่สุดคือการประกวดดาวเดือน Freshy night พร้อมคอนเสิร์ตซึ่งจะถูกจัดขึ้นในอีกราว ๆ หนึ่งเดือนข้างหน้า

สำหรับการประกวดดาวเดือน Freshy night ถ้าให้ผมลองคำนวณดู ตำแหน่งดาวในภาคผมไม่รู้ว่าใครจะได้แต่ต้องไม่ใช่ยายถุงแป้งเพื่อนผมแน่ ส่วนตำแหน่งเดือนผมคิดว่าต้องเป็นไอ้ปั๊มอยู่แล้ว ถ้าเขาคัดแค่หน้าตานะ เพราะถ้าเกิดคัดเรื่องความกวนตีนด้วยผมว่ามันตกรอบแรกแน่นอน บอกเลยว่าการคำนวณในครั้งนี้ของผมไม่มีพลาด

 

 

ขณะนี้เป็นเวลาเกือบสองทุ่มและพวกผมกำลังจะออกจากมหาวิทยาลัย โดยณดลเป็นฝ่ายบอกลาไปคนแรกพร้อมเดินขึ้นหอใน อิจฉาคนอยู่หอจริง ๆ โดยเฉพาะหอใน ใกล้แบบนี้ตื่นสายแค่ไหนก็ได้

“เราแยกกันตรงนี้เลยปะ” ถุงแป้งเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นเมื่อเราเดินมาถึงหน้ามหาวิทยาลัย

“ได้ ๆ แกกลับทางหลังมอนี่ เดี๋ยวเรารอรถกับปั๊มฝั่งนี้”

“เออ ๆ กลับดี ๆ แล้วกัน ปั๊มก็ดูแลปอดี ๆ ล่ะ เดี๋ยวมันโดนฉุด ฮ่า ๆ” ถุงแป้งพูดด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ

“รู้แล้วน่าแป้ง” ปั๊มตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก

“บายแก” จากนั้นถุงแป้งก็เดินแยกขึ้นสะพานลอยข้ามถนนไปอีกฝั่งเพื่อรอรถกลับบ้านทางหลังมอ บางทีผมก็เห็นถุงแป้งเอารถมาบางทีก็กลับรถเมล์ไม่เข้าใจมันเหมือนกัน ป้ายรถเมล์ในเวลานี้เลยเหลือแค่ผมกับปั๊มแค่สองคน

“ตามมานี่มา”

“...” อยู่ ๆ ปั๊มก็พูดขึ้น ผมหันซ้ายหันขวาดูให้แน่ใจอีกครั้งว่ามันพูดกับผมหรือเปล่า

“ยังนิ่งอีก บอกให้เดินตามมาไง”

“ปั๊มจะไปไหน”

“กลับบ้านไง”

“แล้วจะเดินกลับไปในมอเพื่อ?” ผมเอียงคอสงสัย ถ้ากลับบ้านมันก็ต้องขึ้นรถตรงนี้ไม่ใช่เหรอ

“ก็จะไปส่งที่บ้านไง”

“แต่รถเมล์ยัง...”

“วันนี้ยืมรถที่บ้านมา”

“แล้วทำไมพึ่งมาบอก” ถ้าบอกตั้งแต่แรกจะได้ให้ถุงแป้งติดรถไปด้วย

“เซอร์ไพรส์”

 

ผมเดินตามปั๊มไปยังตึกจอดรถที่อยู่ไม่ไกลจากหน้ามหาวิทยาลัย เป็นครั้งแรกที่ได้ขึ้นมาบนตึกนี้ เพราะปกติผมได้แต่เดินผ่านชั้นล่างที่เป็นร้านกาแฟ ร้านอาหาร และธนาคารเท่านั้น

“เดี๋ยวนี้ขับรถแล้วทำไมไม่บอก” เพราะทุกทีปั๊มจะนั่งรถประจำทางไปส่งผม

“ก็ไม่เคยถาม” กวนได้โล่จริง ๆ

“แล้วคิดยังไงถึงเอารถมาวันนี้ ปกติเห็นกลับรถเมล์”

“ก็วันนี้เลิกดึกไง คิดว่าเอารถมาน่าจะสะดวกกว่า”

“อ่อ” ผมพยักหน้าให้กับคำตอบจากคนที่เดินนำผมอยู่

“แล้วก็...”

“แล้วก็อะไร”

“อยากไปส่งมึงถึงบ้านด้วย ดึกแล้วมันอันตราย”

“อืม...กลัวเราโดนฉุดว่างั้น” ผมย้อนทวนประโยคที่ถุงแป้งพูดก่อนแยกย้ายกัน

“เปล่า กลัวมึงจะไปฉุดคนอื่นแทน ฮ่า ๆ”

“...” กวนตีนเหลือเกินเนอะมึง

“...” ผมนิ่งใส่ไม่ยอมพูดกับไอ้ปั๊มจนเราขึ้นมาอยู่บนรถ

“เพื่อนเล่นเหรอ?”

“อ้าว แล้วนี่มึงไม่ใช่เพื่อนกูหรอกเหรอ” ปั๊มตอบผมทั้งที่ไม่ได้มองหน้าพร้อมปรับกระจกและกำลังจะสตาร์ตรถ

“เอ่อ...” จะดึงดราม่าเหรอ ไม่เอานะช่วงนี้ผมใจบางอยู่

“ถ้าไม่ใช่ งั้นคืนนี้เปลี่ยนสถานะเป็นอย่างอื่นไหม”

“เป็นอะไร?”

“ลองเปลี่ยนสถานะเป็นแฟนกันก็ไม่เลวนะ”

“ฮะ!!!”

“ฮ่า ๆ ๆ พูดเล่นแค่นี้ทำไมต้องทำหน้าตกใจขนาดนั้น” คนข้างตัวผมหัวเราะเสียยกใหญ่เมื่อเห็นว่าผมโคตรตกใจ

“เลิกเล่นแล้วขับรถเงียบ ๆ ไปเลย”

“ครับแฟน ฮ่า ๆ ๆ” ถึงจะบอกให้เลิกเล่นแต่คนข้างตัวผมกลับยังไม่หยุด ทั้งที่ลมเย็น ๆ จากเครื่องปรับอากาศเป่าโดนหน้าผมอยู่แท้ ๆ แต่ทำไมอากาศในรถถึงร้อนแบบนี้วะ

 

_________________________________

 

สำหรับรันตอนนี้ถือว่าหวานมากไม่รู้ทุกคนเป็นเหมือนกันไหม รันนั่งอมยิ้มให้กับฉากหอสมุดบ่อยมาก

แรงบันดาลใจของฉากหอสมุดมาจากความทรงจำของรันในช่วงปีหนึ่งตอนเป็นเฟรชชี่

 

เทอมนั้นรันว่างช่วงบ่ายวันพุธเลยต้องนั่งรอเรียนวิชาฟิสิกส์ในช่วงเย็น มีสัปดาห์หนึ่งที่แฟนเก่ารันว่างเพราะแล็บถูกยกเลิกกะทันหัน เขาเลยมานั่งเป็นเพื่อนตลอดช่วงบ่าย รันนั่งอ่านหนังสือทำการบ้านไปเรื่อย ๆ ขณะที่อีกฝ่ายนั่งจ้องหน้าแล้วต่างคนก็ต่างอมยิ้มใส่กัน พอรู้ตัวอีกทีคนที่มานั่งเป็นเพื่อนก็เผลอหลับไปแล้ว ปลุกยังไงก็ไม่ยอมตื่น มันเป็นโมเมนต์กับแฟนเก่าที่ดีมากตอนช่วงปีหนึ่ง

 

บ้าบอจริง ใครใช้ให้เอาชีวิตจริงมาเขียนเป็นนิยาย ฉันไม่ได้คิดถึงเขาสักหน่อย (ทำหน้าเลิ่กลั่ก) 

 

ตอนนี้หวานมากแล้วตอนหน้าเลยเปลี่ยนอารมณ์หน่อย สำหรับตอนที่ 13 จะเปิดตัวตัวละครใหม่และนำพาเข้าสู่ดราม่าของทั้งสองคน ขอเวลาสักห้าวันหรือถ้าเร็วกว่านั้นรันจะแจ้งทางทวิตนะ

แวะมาพูดคุยกันทางทวิตเตอร์ได้นะ ช่วงนี้เป็นไรเตอร์ขี้เหงาเพราะปั่นงานอย่างเดียวจนหัวฟู 5555 (https://twitter.com/Run_END_?s=06)

 

Enjoy Reading

รัก... Run(END)

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

2 ความคิดเห็น