Vanilla Cola

ตอนที่ 7 : คอนเวิร์สในมือนาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 190
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 58 ครั้ง
    27 ธ.ค. 61

      "ทำไมนายไม่ยอมย้อมผม แล้วก็..."ยีนส์ขาดของมิเกลสะกดให้กำแพงจ้องเขม็ง

      "กางเกงนายมันเป็นห่ะอะไรวะ ขาดขนาดนั้น นายกลับไปเปลี่ยนเดี๋ยวนี้!"

      "นายบอกว่ากางเกงยีนส์ก็ได้ แต่ขอให้เป็นสีดำ แล้วนี่มันไม่ใช่สีดำเหรอไง แล้วก็นายไม่ได้บอกนี่ว่าห้ามขาด"

      "มิเกล! นายห้ามเถียง"กำแพงเสียงเข้ม

      "กางเกงยีนส์ขาดเหวอะ เหมือนโดนหมาฟัดมา มันน่าสวมมาทำงานเหรอ แค่นี้นายคิดเอาเองไม่ได้ หัดใช้สมองซะมั่ง มันผิดกฎระเบียบ หรือว่านายเขียนคำว่ากาลเทศะไม่ถูก ฮะ!"มิเกลค้อนประโยคของกำแพง

      "ยังมามองแบบไม่สำนึก ค้อนแบบไม่รู้สึกผิดอีก นายหัดมองกฎรอบตัวมั่ง ดูซิกางเกงยีนส์ของเรามันขาดมั้ย"

      "ขาด!"

      "ตรงไหน"

      "ตรงที่กฎมีไว้ฉีกแควก!"มิเกลกระแทกเสียงแหบแตกๆ ใส่กำแพง

      "มิเกลนายมัน...Be Like That!...ซี้ดดด!"กำแพงยกมือขึ้นกุมขมับ ซี้ดปากเสียงดังบรรเทาอาการปวดหัว






      จี๊ดยื่นกล้วยหอมกับนมถั่วเหลือง อาหารมื้อเบรคตอนบ่ายให้กำแพง

      "อ่ะ กินซะ เผื่อมึงจะหายปวดหัว"

      "ไม่อะ"ปากกำแพงปฏิเสธ แต่มือรีบรับหมับ

      "กินนี่แล้วกูต้องง่วงแน่นอน อัดทริปโตเฟนเต็มท้อง มีหวังกูต้องนอนแน่"กำแพงบ่นอุบเคี้ยวหมุบหมับ

      "เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์อีกแล้วนะมึงไอ้กำแพง ว่าแต่ไอ้แสบโรตีสายไหมรสแซบของมึง มันเป็นไงมั่งวะ เริ่มงานวันแรก พอไหวมั้ย"

      "ไม่! มึงอย่าพูดถึงมันสิ มันจะนำความซวยมาสู่ นำความหดหู่มาเยือน"กำแพงหน้ายุ่ง






      มิเกลสวมปลอกแขนสีดำมิดชิดเข้ากับชุดทำงานสีเทา ปกปิดใบหน้าด้วยหมวกแก๊ป พร้อมลงสู่สนามแดด 
      กำแพงนั่งหลับสัปหงกไปกับเวลาเบรค ในมือถือแผ่นกระดาษโบกคลายร้อนแทนพัด จี๊ดไถจอมือถือพรืดๆ ปล่อยอารมณ์ไปกับควันบุหรี่ มอดไหม้ไปเกือบครึ่งมวน 
      ดวงอาทิตย์ยามบ่ายส่งรอยยิ้มเร่าร้อน แสงแดดย้อมผิวขาวให้เป็นผิวคล้ำ มิเกลหน้าแดง เพราะแรงแดดร้อนระอุ ร่างน้อยหอบแฮก ยกแขนเสื้อขึ้นปาดเหงื่อออกจากหน้าผาก

      "มันจะไปยากอะไร แค่มอ'ไซค์สามล้อ สองล้อก็เคยขี่มาแล้ว แค่นี้เอง เรื่องจิ๊บๆ มันไม่เกินความสามารถ ที่มากความสามารถของเราหรอก"



      มิเกลขี่มอเตอร์ไซค์ฝ่าไอแดด เก็บรถเข็นเป็นจำนวนมาก ร่างกะทัดรัดนำขบวนพาเหรดรถเข็นที่ถูกลากมาลงทางลาดชันด้วยความเร็วระดับเดียวกันกับรถไฟเหาะตีลังกา ขบวนรถเข็นทิ้งดิ่ง ก่อนฟาดพื้นถนนเสียงดังเปรี้ยง

      ครืน! 

เสียงดังเหมือนกับท้องฟ้าพังลงมา กำแพงสะดุ้งเฮือก ปล่อยแผ่นกระดาษหลุดมือ จี๊ดคายบุหรี่ที่คาบไว้ออกจากปากเพื่ออุทาน

      "ว้าก! ไรแว้! ฟ้าร้องตอนแดดเปรี้ยง"

      "กูว่าฟ้าผ่ามากกว่ามั้ง ดังกระหึ่ม!"กำแพงตื่นเต็มตา



      "อุบัติเหตุ! รถเข็นประสบอุบัติเหตุ!"เสียงรปภ.เป่านกหวีดวี้ดวิ้ว ห้ามรถที่ขับเข้ามายังวานิลลาซูเปอร์มาเก็ตลงทางลาด

เมื่อรู้ที่มาของเสียงฟ้าถล่ม มองเห็นลางร้ายรางๆ กำแพงรีบรุดไปที่เกิดเหตุ
มิเกลค่อยๆ ลุกขึ้น แลบลิ้นเลียเลือดซิบๆ ที่มุมปาก นี่ละรสชาติของความแซบ

      "ซุ่มซ่าม!"

      "ฮะ!"
มิเกลหันขวับกลับไปหาเจ้าของคำว่าซุ่มซ่าม คำๆ นี้ ทำให้มิเกลย้อนเวลากลับไปหาคุณย่า ในตอนนั้นมิเกลในวัยเด็กอาสาเข็นรถเข็นที่บรรจุของเต็มเปี่ยม



      "อย่าเลยลูก มิเกลตัวเล็กกว่ารถเข็นอีก"คุณย่าห้ามแล้ว แต่มิเกลไม่ฟัง

      แค่นี้เรื่องจิ๊ดๆ เราแค่ปล่อยมันลงไปก่อน แล้วรีบวิ่งไปรอรับข้างล่าง เราจะได้ไม่ต้องเข็น
 
มิเกลคุยกับตัวเองในใจ ปล่อยรถเข็นลงไปตามทางรถเข็น มิเกลคิดว่ารถเข็นไม่น่าจะชนะความสามารถพิเศษในการวิ่งของตัวเอง แต่แล้วมันกลับพลิกเอาชนะ มิเกลสะดุดล้มหัวเข่าแตกก่อนจะวิ่งแซงรถเข็น รถเข็นกระแทกพื้นต่างระดับ แรงกระแทกทำให้รถเข็นเททิ้งของที่ซื้อมา กระจายเต็มพื้น

      "ย่าห้ามแล้วไม่ฟัง ทำไมมิเกลถึงซุ่มซ่ามอย่างนี้!"

มิเกลก้มลงมองหัวเข่าตัวเอง มันเป็นแผลถลอกมีเลือดสีแดงซึมออกมา

      "แง! ผมคิดว่าผมจะชนะมัน ฮึก แต่ผมก็แพ้มัน ฮึก เพราะผมมีสองขา แต่มันมีสี่ล้อ ผมขอโทษครับคุณย่า! แง!"

      "พระเจ้ารักษานะลูก"

คุณย่าปลอบมิเกลด้วยกอดพร้อมเป่ามนตร์ที่แผล มิเกลเสียน้ำตาให้กับคำว่าซุ่มซ่ามไปอย่างเยอะในวันนั้น



      วันนี้ มิเกลก้มมองหัวเข่าตัวเอง รอยยีนส์ขาดใหญ่กว่ารอยเดิมมีแผลถลอกที่หัวเข่าเหมือนตอนเป็นเด็ก

      "กำแพงนายไม่มีสิทธิ์มาต่อว่าเราด้วยคำๆ นี้ คำว่าซุ่มซ่ามเป็นสิทธิ์ของคุณย่าเท่านั้น"มิเกลน้ำตาร่วง

      "เฮ้ย! มันเจ็บปวดมากขนาดต้องร้องไห้เลยเหรอ แค่คำๆ เดียว ถึงกับน้ำตาลูกผู้ชายไหลเลยเหรอ หรือนายไม่ใช่ผู้ชาย ผู้ชายไม่ร้องไห้กับเรื่องแค่นี้หรอกโว้ย"

      "อย่ามายุ่ง! ไปให้พ้นเลย!"มิเกลตวาดเสียงกร้าว

      "กะจะมาช่วย แต่นายบอกอย่ามายุ่ง ไล่เราไปให้พ้นเลย งั้นไปนะ นายช่วยตัวเองก็แล้วกัน"กำแพงหันหลังกลับ

      หมับ! 

มิเกลดึงเสื้อกำแพงเอาไว้

      "เดี๋ยว! นายอย่าเพิ่งไป นายต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย เพราะนายเป็นคนให้เรามาทำงานนี้"

กำแพงมองแผลถลอกตามตัวมิเกล ลามไปถึงกางเกงยีนส์เดฟขาดๆ รัดติ้ว รอยขาดของยีนส์ขยายกว้างกว่ารอยเดิม มีเลือดเยิ้มออกมาจากแผลที่หัวเข่า กำแพงเริ่มออกอาการเห็นใจรอยแผลกับกางเกงยีนส์ของมิเกลจนโรคใจอ่อนกำเริบ



      กำแพงเก็บรถเข็นคนเดียวจนเวลาเย็นมาเยือน มิเกลที่นั่งซ้อนท้ายอยู่ด้านหลังหลับไปแล้ว เสียงล้อรถเข็นไม่สามารถปลุกให้มิเกลตื่นขึ้น กำแพงได้ยินเสียงล้อรถเข็นกระทบกับพื้น เสียงดังฉึกฉัก
      กำแพงลากรถเข็นขบวนยาวราวกับขบวนรถไฟไปตามถนน เมื่อไหร่จะถึงปลายทางสักที ยิ่งเข้าใกล้ ดวงอาทิตย์ก็ยิ่งไกลออกไป 
      กำแพงเร่งความเร็ว อยากจะขี่ไปให้ถึงดวงอาทิตย์ที่กำลังจะตกขอบถนน แต่มีมือมาดึงตัวกำแพงเอาไว้ก่อน 
      มิเกลโอบเอวกำแพงแน่น ตอนนี้แผ่นหลังของกำแพงกลายเป็นหมอน กำแพงเกือบเผลอยิ้มออกมา ถ้าคนที่นั่งซ้อนท้ายอยู่ข้างหลังเป็นเจดา






      "เฮ้! คลีนเนอร์ ทำไมนายไม่เก็บขยะพวกนี้ไปด้วย"มิเกลชี้กองขยะท่วมรถเข็น

      "ขยะมันอยู่ในรถเข็น ก็ต้องเป็นขยะของมึง ไม่ใช่ขยะของกู มึงต้องรับผิดชอบสิ"

มิเกลหยิบหมู่มวลขยะออกจากรถเข็นลงมากองไว้กับพื้น

      "แต่ตอนนี้ขยะไม่ได้อยู่ในรถเข็นแล้ว มันก็ต้องเป็นขยะของนาย นายต้องรับผิดชอบสินะ"

      พลั่ก!
 
มิเกลโดนต่อยหน้าสะบัด

      "รับผิดชอบเหรอ เป็นไงกูรับผิดชอบพอมั้ย"

      ผัวะ!
 
มิเกลสวนกลับด้วยหมัด






      ภายนอกหน้าต่าง บรรยากาศอึดอัด ท้องฟ้าตอนเช้าอึมครึมครึ้มฟ้าครึ้มฝน เหมือนทุกวัน แต่ยังไม่อึมครึมเท่าบรรยากาศครึ้มภายในห้อง 26 ตารางเมตร

      "ทำงานวันแรก ทำข้าวของเสียหาย แต่งกายผิดระเบียบ ทำงานอีกวัน ทะเลาะวิวาท มิเกลนายมันสร้างแต่ปัญหา ที่เราอ้าแขนรับนายเข้ามาอยู่ด้วย นายคิดว่าเราไม่รู้เหรอไงว่านายหนีออกจากบ้านมา...เอ่อ"ด้วยเป้ใบเดียวเหมือนกับเรา

      "เอ่อ...นายมีปัญหา แต่นายไม่ต้องเอาปัญหามาให้เราด้วย เราไม่มีเวลาว่างพอที่จะมานั่งช่วยนายแก้ปัญหาหรอกนะ"

มิเกลคว้าเป้สะพายหลังตรงไปที่ประตู

      "นั่นนายจะไปไหน เรายังพูดไม่จบ"

      "ไปทำงาน"

      "วันนี้นายไม่ต้องไปทำงานแล้ว"

      "ทำไม"

      "นายโดนไล่ออกแล้ว"กำแพงเสียงเข้ม

      "นายทำให้เราโดนผู้ใหญ่ด่าเละ เด็กฝากมีปัญหาอย่างนายทำงานได้พัง! นายทำให้เราหมดความเชื่อถือ ชื่อเสียงเสียหาย ความมั่นคงในสังคมของเราสั่นคลอน"กำแพงจ้องหน้าทำตาดุใส่มิเกล

      "แล้วก็สองวันที่ผ่านมา นายทำฟรีไม่มีค่าแรงด้วย"

มิเกลก้มหน้าหลบตากำแพง เอานิ้วเขี่ยแผลแตกที่มุมปาก มันกระทบกับเหล็กดัดฟันตอนชกต่อย






      "อยากกลับบ้าน"มิเกลหงุงหงิงกับตัวเองเมื่อร่างสูง183 cm หลับไปแล้วบนโซฟา มีหมูทอดแมวไทยนอนอยู่บนตัว

      "คิดถึงห้อง คิดถึงผ้าห่ม คิดถึงผ้าม่านที่บ้านจะแย่อยู่แล้ว"

มิเกลมองผ้าม่านพลิ้ว เมื่อลมจากข้างนอกหน้าต่างแวะมาแตะต้อง มิเกลกำลังจ้องมองหน้าต่าง หน้าต่างกำลังจ้องมองมิเกล แสงไฟสลัวจากข้างนอกหน้าต่างส่องผ่านทะลุผ้าม่าน

      "ตอนนี้ข้างนอกคงหนาวด้วยลมเย็นลูบไล้ แต่ข้างในนี้ บนเตียงภายใต้ผ้าห่มไม่อุ่น แต่มันกลับหนาวจับใจเลยแหละ"มิเกลงึมงำ

       เมี้ยว!

      หมูทอดส่งเสียงร้องกลบความเงียบกลางดึก ภายนอกหน้าต่างมิเกลมองเห็นคุณย่าเลือนราง

      "คิดถึงคุณย่ามาก อยากกอด"

มิเกลทำหยดน้ำตาท่วมหมอน กัดปากตัวเองข่มเสียงสะอื้น กลัวกำแพงได้ยินเสียงร้องไห้ เผลอหลับไปจนถึงเช้า






      "มิเกลต่อไปนี้นายมีหน้าที่ซักผ้า แต่เพียงผู้เดียว เพราะเราต้องทำงาน และนายไม่มีตังค์ เพราะงั้น เราไม่มีเวลามานั่งซักผ้าให้นายฟรีๆ โดยไม่มีค่าจ้าง"

โคตรแมนกับคิวท์บอยตัวน้อย กำลังเผชิญหน้ากัน หน้ากะละมังซักผ้า ยังตกลงกันไม่ได้ว่าใครจะทำหน้าที่นี้ ลำพัง

      "นายต้องทำเพื่อแลกกับความอยู่รอดของนาย เราจะแบ่งเงินเดือนส่วนนึงให้นายใช้ก่อน นายมีเมื่อไหร่ค่อยทยอยใช้คืน"กำแพงยื่นข้อเสนอ

      "ไม่มีทาง"มิเกลส่ายหัวไปมา

      "ส่วนอันนี้ฝากตากด้วยไม่ต้องซัก"กำแพงโยนผ้าเช็ดตัวใส่หัวมิเกล

      "ไม่! เราไม่ซักผ้า ตอนอยู่ที่บ้านคุณย่าซักให้ พี่พรหล้าซักให้ เราเป็นคุณหนู เข้าใจมั้ย!"มิเกลสลัดผ้าเช็ดตัวออกจากหัว

      "ที่สำคัญกว่านั้น เราต้องไปเรียนเพื่อมาติวให้นายนะกำแพง เพราะงั้นหน้าที่ซักผ้าต้องเป็นของนาย"

      พรวด!

มิเกลเทผ้าจากตระกร้าลงกะละมัง กำแพงเกือบจะหัวเราะอย่างเสียมารยาทให้กับมาดคุณหนูของมิเกล ถ้าบ็อกเซอร์ไซส์มินิไม่กระเด็นมาโปะหน้าซะก่อน

      "มิเกล!"กำแพงฉุนกึก ระเบิดเสียงใส่

      เฮือก! มิเกลสะดุ้งโหยง

      "มิเกลนายต้องเป็นคนซักผ้าให้เรา เข้า-ใจ-มั้ย"กำแพงยื่นคำขาดเสียงเข้ม

      "ก็ได้ๆ"มิเกลว่าง่ายยอมทำตามแต่โดยดี รีบเทผงซักฟอกพรวดเดียวหมดถุงลงกะละมังซักผ้า

      "Be Like That!"กำแพงตาค้างอ้าปากกว้าง






      "ผงซักฟอกกูใช้ทีเป็นปี แม่งมันเททีเดียวหมดถุง บรรลัยเลย เดือดร้อนกูต้องไปซื้อใหม่ก่อนเวลาอันควร"กำแพงบ่นอุบ ระหว่างทางเดินไปซื้อผงซักฟอกถุงใหม่

      "หุบปากเหอะไอ้งก"มิเกลงึมงำ

      "ฮะ! เมื่อกี้นายว่าอะไรนะ"กำแพงหันขวับ

      "เปล่านี่ เราก็แค่บอกว่ามันก็แค่ผงซักฟอกเอง เดี๋ยวซื้อใช้ให้ ถ้าเรามีเงิน"

      "แล้วเมื่อไหร่ล่ะ ที่นายจะมีเงิน"กำแพงยื่นหน้าเข้ามาจ้องตามิเกล

      "เดี๋ยวก็มีเองละน่า"

      "เงินมันจะเดินมาหาเองเหรอครับคุณเมี้ยว ถ้านายไม่ลงมือทำอะไรเลย อย่างนายเอาของมือสองมาขายตามตลาดนัด ก็ไม่เลวนะ งานง่ายๆ แค่นี้ ถ้านายทำไม่ได้ก็ไปลาหมูทอดตายเหอะ"กำแพงบุ้ยปากไปที่แผงขายเสื้อผ้า ทำหน้าดูถูก

      "หนอยหนอย มันจะมากไปแล้ว นายอย่ามาดูถูกกันนะโว้ย!"

      "พนักงานเก็บรถเข็นที่นายเคยทำ ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นแล้วนี่ว่านาย ไม่มีประสิทธิภาพพอ"

      ม่าย! เราไม่มีทางมีประสิทธิภาพไม่พอเด็ดขาด

มิเกลกำหมัดแน่นบอกกับตัวเองในใจดังๆ มีกำแพงคอยเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจอยู่ข้างๆ






      "นี่ค่าเช่าห้อง ค่าน้ำ ค่าไฟ ของเดือนนี้ แล้วก็ค่าผงซักฟอกด้วย"

มิเกลวางเงินหนึ่งปึกบนโต๊ะเขียนหนังสือ กำแพงละสายตาจากหน้าจอมือถือ มองเงินสลับกับมองหน้ามิเกลอย่างไม่น่าเชื่อ

      "ไม่ต้องสงสัย ไม่ได้ขโมยใครมา นายก็รู้เราเกลียดไอ้พวกขี้ขโมยเข้าไส้ เราไม่มีทางทำอย่างนั้น ไม่ว่าจะหมดหนทางก็ตาม"

      "แล้วนายเอาเงินมาจากไหน"

      "ก็แค่ขายมือถือไป"

      "หืม แล้วนายจะใช้อะไรติดต่อกับใคร ยังไง"

      "ก็ มือถือนายไง นายมีตั้งสองเครื่อง"

      "เออ เอาเดะ ให้เช่าถูกๆ ราคากันเอง"กำแพงยื่นมือถือในมือให้มิเกล

      "งกว่ะ เราไม่มีตังค์เช่าหรอก เราแค่จะขอยืมใช้เบอร์โทรของนายชั่วคราว ให้คนอื่นติดต่อเราได้ผ่านนาย ไม่มีใครที่ไหนหรอก ก็แค่เอี๊ยมกับเรื่องเรียน แล้วก็เรื่องงาน"

      "หืม นายมีงานด้วย"กำแพงทำหน้าสงสัย

      "ก็แค่ค่าแรงเล็กๆ น้อยๆ ในวิชาศิลปะ แล้วก็เผื่อมีคนจ้างวาดการ์ตูน มันก็แค่ชั่วคราวเท่านั้นแหละ เราไม่กวนนายนานหรอก"

      "เออ ก็ได้"

กำแพงวางโทรศัพท์มือถือลงข้างๆ กับอีกเครื่อง หันไปจดจ่อกับงานบนจอคอมพิวเตอร์ต่อ มิเกลแอบมองมือถือสีชมพูช็อกกิ้งพิงค์ ที่วางอยู่ข้างๆ กัน เผลอคิดไปเรื่อยเปื่อย

      สมาร์ทโฟนสีหวานแหววเครื่องนั้น มันคงจะเป็นของแฟนนาย อืม มันน่าจะเป็นของจี๊ด ผู้ชายตัวใหญ่ไซส์หมี ที่ทำงานที่ร้านอาหารไทยด้วยกันกับนาย เราพอจะจำได้ว่า วันนั้นที่นายช่วยเราตอนที่ตกลงไปในบึง นายประคองเราด้วย แต่จี๊ดแฟนนายก็ไม่ยักกะหึง แถมยังมาช่วยจับหมาอีก เข้าข่ายหน้าตาน่ากลัว ตัวใหญ่ แต่ใจดี มิน่านายถึงรักแฟนมากมาย จูบกันได้ในที่ทำงานอย่างหน้าด้านๆ อย่างงั้น ถ้า...นายเป็นแฟนกับเรา นายจะกล้าทำกับเราแบบนั้นในที่สาธารณะมั้ยนะ
      เฮ้ย! นี่เราเผลอคิดบ้าอะไรวะ!

      "มิเกล ถ้าเงินนี่หมดแล้ว นายคิดว่านายจะขายอะไรต่อ หืม...มิเกล! นายเหม่ออะไรของนาย"

      "ฮะ! ไม่รู้สิ"

กำแพงเงยหน้าขึ้นมาจากจอคอมพิวเตอร์จ้องตามิเกล

      "นึกแล้ว นายต้องตอบไม่ได้ เงินมันหามาไม่ได้ง่ายๆ นายก็รู้ จะทำอะไรต่อไปยังไง นายต้องตอบให้ได้ ไม่งั้นนายอดตาย"กำแพงก้มหน้าก้มตาพิมพ์งานต่อ ทิ้งให้มิเกลยืนเคว้งค้นคว้าคำตอบ

      "อดตายก็ดี อย่างน้อยก็ยังมีชีวิตอยู่"มิเกลงึมงำ กำแพงส่ายหัวดุกดิก






      เพล้ง!

      "หมด! หมดกันกู มึงทำห่าอะไรวะ! ข้าวของกูฉิบหายหมด ไอ้เด็กเวร!"เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวโวยวาย

มิเกลเอามือยันตัวขึ้นมาจากพื้น มองเศษชามกระเบื้องที่ตกแตกหลายใบ

      "ตอนรับสมัคร บอกว่าแค่เสิร์ฟก๋วยเตี๋ยวอย่างเดียว แต่เอาเข้าจริงๆ ไอ้วันละสามร้อยนี่ต้องทำทุกอย่าง แถมโดนด่าอีก โคตรคุ้ม"มิเกลบ่นอุบเก็บเศษกระเบื้องแตก

      "โอ๊ย!"

ร่างน้อยสะดุ้งเฮือก เศษกระเบื้องชิ้นเล็กบาดนิ้วชี้ เลือดสีแดงสดค่อยๆ ซึมออกมาจากบาดแผล มิเกลดูดนิ้วเสียงดังจ๊วบ ก้มหน้าก้มตาเก็บเศษชามกระเบื้องต่อ จู่ๆ ก็มีมือยื่นเข้ามาช่วยเก็บเศษชามแตก มิเกลเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของมือผู้หวังดี

      "พี่พรหล้า!"มิเกลอ้าปากค้าง โผเข้ากอดร่างพี่เลี้ยงวัยใกล้สามสิบ

      "คุณหนูของพี่พร"พรหล้าลูบผมมิเกลอย่างเอ็นดู

      "ไม่ต้องทำแล้วค่ะ เดี๋ยวพี่พรทำให้ คุณหนูแค่เอาค่าแรงไป"

      "ไม่ได้ครับ ผมจะทำอย่างงั้นได้ยังไง ให้ผมเอาเปรียบพี่พรหล้า ผมทำไม่ได้หรอก"

      "เฮ้ย! จะเถียงกันอีกนานมั้ยวะ รีบๆ เลย ลูกค้ารอเป็นแถวแล้ว ใครจะทำก็ทำ แต่จ่ายค่าแรงแค่คนเดียวนะ"

มิเกลกับพี่เลี้ยงช่วยกัน ล้าง หั่น ปรุง เสิร์ฟ ไปจนถึงเก็บล้างชาม จนหมดวัน เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวนับเงินให้ แล้วดึงคืนไปจากมือมิเกล

      "หักค่าชามแตก"

"คุณหนูเอาไปใช้ก่อน พี่พรมีเท่านี้จริงๆ"พรหล้าควักเงินจากกระเป๋าตัวเอง ยัดใส่มือมิเกล

มิเกลก้มหน้าน้ำตาซึม กำเงินในมือแน่น หวนคิดไปถึงภาพความทรงจำในอดีต เพราะรองเท้าคอนเวิร์สคู่เซอ คู่นั้นเลย ที่ทำให้พรหล้าลาออกจากการเป็นพี่เลี้ยง



      "พี่พรหล้า! กล้าดียังไงมาซักคอนเวิร์สของผม!"

      "มิเกลหยุดเอะอะโวยวายนะลูก"คุณย่าห้ามปราม

      "ก็คอนเวิร์สมันต้องเซอ แต่พี่พรหล้าเซ่อซ่าซักซะสะอาดขนาดนี้ แล้วมันจะเหลือความเป็นคอนเวิร์สอยู่มั้ย!"

      "มิเกล ย่าไม่เคยสั่งสอนให้ลูกพูดจาอย่างนั้น ลูกต้องขอโทษพี่พรเดี๋ยวนี้นะลูก"

      "ม่ายยย! ผมไม่ขอโทษ ผมไม่ผิด พี่พรหล้าต่างหากที่ผิด พี่พรหล้าสิต้องขอโทษผม ที่ทำรองเท้าคอนเวิร์ส Made in USA ของผมพัง ผมไม่ยอมหรอก ผมจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด!"มิเกลโวยวาย

     "หนูขอลาออกค่ะคุณย่า"พรหล้าหมดความอดทนกับฮอร์โมนวัยรุ่นของมิเกล



      มิเกลเงยหน้าขึ้น มองภาพพี่เลี้ยงผ่านม่านน้ำในตา พรหล้าค่อยๆ เดินจากไปในปัจจุบัน มิเกลปาดน้ำตาปาทิ้ง

      "นั่นสิ เราต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว ตอนนี้เลย!"






      กำแพงเดินเรื่อยเปื่อย หลังจากวิ่งเหยาะๆ ออกกำลังกาย ทุกเย็นวันหยุด เพื่อเรียกเหงื่อ
      ตลาดนัดริมทางข้างสวนสาธารณะ'ลมทะเลโชย' เป็นจุดที่กำแพงต้องวิ่งผ่าน สถานะของตลาดนัดตอนนี้คือเริ่มตั้งตารอผู้คนแวะเวียนมาทักทายแล้ว ตลาดนัดมีทุกอย่างหลากหลายให้เลือกใช้จ่าย เรียกสตางค์ในกระเป๋า 
      กำแพงหยุดวิ่ง เดินเอื่อยๆ ดูนี่ ดูนั่น ฉับพลันสายตาสะดุดกับร้านขายรองเท้า

      เฮ้ย! เดี๋ยวนี้มีคอนเวิร์สมือสอง สภาพใหม่ ขายในตลาดนัดด้วย ถ้าเมี้ยวมันรู้ มันคงอยาก เอ๊ะ! แต่มันก็หน้าตาคุ้นๆ นะ ทั้งของทั้งคนขาย

      "มิเกล!"

      มิเกลรีบหันขวับตามเสียงเรียกชื่อ มือยังคงนับเงิน

      "หืม กำแพง"

      "ขายอะไรครับเมี้ยว รวยยัง เอาตังค์มาแบ่งกันใช้มั่งเดะ"กำแพงแซว

      "รองเท้า ก็เห็นอยู่นี่ว่าขายรองเท้า"มิเกลทำปากยื่นใส่บรรดาคอนเวิร์สของตัวเอง ที่เหมือนกับมันกำลังยืนเรียงแถวตรง

      "นายก็เก่งนี่ อย่างเจ๋ง เพิ่งตั้งแผงเองก็ขายได้แล้ว"กำแพงยิ้ม

      "ประเดิมด้วย คอนเวิร์ส Made in USA!"มิเกลอวดแบงก์ในมือ

      "ฮะ!"กำแพงหุบยิ้ม

      "นั่นมันคอนเวิร์สคู่หวงของนาย นายขายไปเท่าไหร่"มิเกลเงียบกริบไม่ตอบคำถาม

      "เท่าไหร่!"กำแพงเขย่าแขนมิเกล เร่งเร้าเอาคำตอบ

      "หนึ่งพันหกร้อย พี่เขาต่อเหลือหนึ่งพันหกร้อย"มิเกลกำแบงก์ในมือแน่น

      "เฮ้ย! นายจะบ้าเหรอ นายขายไปได้ยังไง ราคาแค่นั้น"

      "ได้เท่าไหร่ก็ช่างเหอะ ดีกว่าไม่ได้"

      "คนนั้นไปทางไหน"

      "นายอย่าลืมสิ เราต้องจ่ายค่าเช่าที่วันนี้ ไหนจะค่า..."

      "มิเกล! เราถามนายว่าคนนั้นไปทางไหน!"กำแพงเสียงเข้ม

      "ใคร!"

      "คนที่ซื้อคอนเวิร์สของนายไง ไปทางไหนแล้วอะ"

มิเกลก้มหน้าก้มตาชูนิ้วชี้ กำแพงรีบวิ่งไปตามที่นิ้วมิเกลชี้บอกทาง ร่างสูงโปร่งวิ่งเต็มฝีเท้าไปตัดหน้าชายผู้ซื้อรองเท้าได้พอดิบพอดี

      "พี่ครับ!"

      "อะไร!"

      "คอนเวิร์สที่พี่ซื้อมาเมื่อกี้ ผมไม่ขายนะครับ"

      "อะไรกัน ผมไม่ได้ซื้อกับคุณ คนที่ขายให้ผมอะ ผิวขาวซีด ผอมแห้งอย่างกับคนอมโรค ไม่ใช่หุ่นนักกีฬาอย่างคุณ"มันเป็นจังหวะพอดีกับที่มิเกลวิ่งมาสมทบ

      "นี่ไง ผมซื้อกับน้องคนนี้"

      "เฮ้ย! พี่ แต่ผมไม่ขาย ผมขอคืนเหอะ"

      "ได้ยังไง ก็ผมซื้อแล้ว"

      "เอาเป็นว่า ไอ้หมอนี่..."กำแพงลากคอมิเกลเข้ามาในวงแขน

      "มันขโมยของผมมา ผมไปแจ้งความไว้แล้วก็เท่ากับพี่รับซื้อของโจร"

      "เออ งั้นเอาคืนไป"ผู้ชายที่ซื้อรองเท้าส่งถุงใส่มือกำแพง กระชากแบงก์กลับคืนมาจากมือมิเกล จ้ำอ้าวจากไป กำแพงหันไปหามิเกล

      "โคตรฉลาดเลย ไม่ได้ซื้อไปใส่ แต่ซื้อเอาไปโก่งราคาเพื่อขายต่อ คอนเวิร์ส Made in USAซะด้วย"

      "นั่นเดะ ใครจะโง่เหมือนเราล่ะ ว่าแต่ว่า เรื่องที่เราขโมยคอนเวิร์ส นายจะจับเราส่งตำรวจอีกหรือเปล่า"มิเกลทำปากยื่นใส่กำแพงที่ยืนทำหน้าเหวอ






      กำแพงมองหยดน้ำย้อย ก่อนหยดติ๋งจากชายเสื้อยืด ที่เพิ่งเอาขึ้นตากบนราว หลังจากซักแล้วบิดหมาด ป้องกันเสื้อยืดย้วยเสียทรง

      เสื้อยืดของกำแพงแลกกับคอนเวิร์สของมิเกล กำแพงจัดแจงลงทุนเหมาซื้อเสื้อผ้ามือสองมาอีกเป็นกอง ให้มิเกลเป็นคนขาย กำไรที่ได้แบ่งกัน เปลี่ยนมาขายเสื้อผ้าแทนการขายคอนเวิร์ส ที่มีทีท่าว่าจะขาดทุน










ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 58 ครั้ง

8 ความคิดเห็น