Vanilla Cola

ตอนที่ 8 : หนาวในตอนเช้า ตอนสายตลาดวาย ตอนค่ำนั้นนายนอนไหน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 219
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 68 ครั้ง
    26 ม.ค. 62

      ลมหมุนวนเป็นงวงพาขยะชิ้นเล็กชิ้นน้อยขึ้นไปลอยคว้างกลางอากาศ ก่อนร่วงหล่นลงสู่พื้น มิเกลมองหมูทอดตะปบลมหมุนเล่น แล้วละสายตาไปขายเสื้อผ้าต่อ เมื่อหันกลับมามองหมูทอดอีกครั้ง มีแมวหุ่นนางแบบเข้ามาคลอเคลียขอเล่นด้วย แมวตัวสีขาวตัดกับสีดำที่แต้มตั้งแต่ดั้งลงมาถึงปลายจมูก มันคือ"อีเปลี่ยว"แมวของตาแป๋ว 
      หมูทอดเปลี่ยนของเล่นเป็นล้อมอเตอร์ไซค์ หยอกล้อกันกับอีเปลี่ยวผ่านซี่ล้อมอเตอร์ไซค์ มิเกลละสายตาไปขายของอีกครั้ง เมื่อหันมามองอีกหน แมวจอมซนหายไปทั้งคู่ ทั้งตัวผู้ตัวเมีย

      "ฮะ! ตายห่ะ ทำไงดีล่ะ!"มิเกลกระโดดเด้งออกมาจากร้าน ออกวิ่งตามหา ป้องปากตะโกนเรียกชื่อแมวทั้งสองตัว แต่ไม่มีสัญญาณขานรับ มิเกลเปลี่ยนเป็นร้องเมี้ยวๆ แต่ไม่มีเสียงร้องเหมียวๆ ตอบกลับ






      "แป๋วพาอีเปลี่ยวไปเดินเล่น แต่สะดุดตากับร้านเสื้อผ้าในตลาดนัดเลยแวะซื้อแพล็บ แต่เผลอเลือกนานไปหน่อย อีเปลี่ยวเลยเล่นทีเผลอ เผ่นหนีไปตอนไหนก็ไม่รู้ ไม่คิดไม่ฝันว่ามันจะชวนกันหนีเที่ยวกับหมูทอด"ตาแป๋วผู้อยู่ในเหตุการณ์ให้ปากคำกับกำแพง

ร่างสูงโปร่งทรุด กำแซนวิชไว้แน่น บีบจนไส้ทูน่าทะลักเลอะมือ

      "คิดผิดจริงๆ ที่ฝากหมูทอดไว้กับนาย"กำแพงกัดฟันกรอด

      "นาย เอ่อ...คือ เราคิดว่าคนที่เจอแมว อย่างดีก็น่าจะเลี้ยงเอาไว้ หรือไม่ก็เอาไปปล่อย"

      "นั่นสิ"กำแพงงึมงำ

      "โธ่! อีเปลี่ยวลูกแม่"ตาแป๋วเสียงกระซิก

      "คงไม่มีใครกินแมวหรอก"มิเกลหน้าจ๋อย

      "เหรอ! หมูทอดหายไปเพราะนาย แต่นายทำได้แค่นี้ ทำได้แค่พูดจาไม่เข้าหู"

      "ถ้าไม่เข้าหู แล้วทำไมนายได้ยินล่ะ"มิเกลเถียงเสียงอ่อย

      "เหรอครับ! หมูทอดมันคงปัญญาอ่อนหนีออกจากบ้าน เหมือนกับอู่ไช้ หมาโง่ของนาย ที่สมองฝ่อพอๆ กับเจ้าของมัน ง่าว!"

กำแพงตะคอกใส่หน้ามิเกล กระแทกอารมณ์โกรธกับข้าวของใกล้ตัวจนหนำใจ แล้วหันมากระแทกเสียงใส่ร่างน้อยๆ ที่หดเหลือตัวนิดเดียว

      "ถ้าจะมาทำเป็นเล่นในเวลาแบบนี้ นาย-ไป-ให้-พ้น-เลย ไม่อยากเห็นหน้าโว้ย!"ร่างสูง 183 cm ก้าวยาวๆ เดินออกจากตรงนั้น

      "หวังว่าถ้ากลับมาจะไม่เห็นนายอยู่ที่นี่อีก!"เสียงเข้มของกำแพงตะโกนฝากก่อนจาก

มิเกลกะพริบตาถี่ยิบ ซ่อนหยดน้ำตา กลืนเอื๊อกก้อนกลมๆ ลงคอ ไม่อยากร้องไห้ แต่ไม่วายที่หยดน้ำตาร่วงผล็อย มิเกลก้มหน้าปล่อยให้น้ำตาทะลักเคล้าเสียงสะอื้นฮึกฮัก

      นี่มันเป็นเรื่องของแมวตัวเล็กๆ ที่กลายเป็นเรื่องใหญ่ไปซะแล้ว จริงๆ แค่อยากจะแกล้งมิเกลเล่น เพราะหมั่นไส้เมื่อเวลาไปเคาะห้องกำแพง แล้วชอบตะคอกใส่ แล้วก็อยากจะแหย่ให้กำแพงตกใจแค่พอหอมปากหอมคอ แต่ดันทำให้กำแพงโกรธจริงจัง คงต้องเอาแมวออกมาจากที่ซ่อนแล้วสินะ

ตาแป๋วทำตาปริบๆ บอกกับตัวเองเบาๆ ในใจ






      "วันนี้วันหยุด แต่ต้องมานั่งปวดหัวกับเรื่องบ้าๆ ทำไมวะ! ถ้าเจดารู้ กูตายแน่ ถ้าเจดาวิดีโอคอลคุยกับหมูทอด ถ้าวันนั้นมันมาถึง ตายห่ะ! งานนี้กูพัง"กำแพงนั่งคุยกับอาหารแมว

      "ก๊อกๆ ก๊อก เปิดประตูสิคะ เปิดออกดูแล้วจะเจอกับสาวสวยห้องตรงข้าม"ร่างบางๆ ก้าวย่างผ่านประตูห้องที่เปิดอ้า อุ้มแมวน้อยสองตัวไว้กับอก

      "ฮิ ฮิ พาแมวซนๆ เล่นซ่อนตัวในซอกหลืบหลังคารถมาส่ง มันติดเล่นไปนิด แหมๆ น่าตีก้นทั้งคู่เลยนะ อิ อิ"ตาแป๋วโกหกหน้าตาเฉย ยกแขนเรียวเล็กขึ้น โบกมือไปมาทำท่าตีเพียะๆ แต่สายตาจับจ้องที่ก้นกำแพง

      "กำแพงจะให้อะไรแป๋วเป็นรางวัลคะ ที่หาแมวเจอ"

สาวในชุดเสื้อสายเดี่ยวเดียวดายกับกางเกงขาสั้นรัดติ้วลายคิตตี้ที่เพิ่งถอยมาจากตลาดนัด เมื่อเย็นนี้ แบมือทวงของรางวัล กำแพงส่งอาหารแมวในมือให้ตาแป๋ว ยืนนิ่งไม่กระดุกกระดิก ดูเหมือนว่าจะทำของสำคัญหล่นหายไป สิ่งที่ต้องตามหาตอนนี้คือ

      "หัวใจ!"

      "อุ๊ย! ใจหายหมด"ตาแป๋วเอามือกุมหน้าอกกลมๆ เอาไว้ กะพริบตาถี่ยิบ

      "ใช่ ใจหาย"กำแพงหน้าซีดเผือด รู้สึกสำนึกผิด

     มิเกล สิ่งที่เราทำลงไป นั่นมันล้วนเป็นการทำร้ายจิตใจนายชัดๆ ตายห่ะ! ให้ตายเหอะไอ้กำแพง






      วิ้ว!

เสียงลมหวีดหวิว พัดใบไม้ปลิวพลิ้ว

      ฟิ้ว!

กำแพงแหวกผ้าม่านมองผ่านหน้าต่างออกไปถึงท้องฟ้าสีมืด ที่มาแทนที่สีสว่าง

      "มืดซุ้มซิ้ม ตลาดนัดวายแล้ว ทำไมนายยังไม่กลับมาอีก มิเกลนายมัวไปทำอะไร อยู่ที่ไหน นายไม่รู้เลยเหรอไงว่ามีใครเป็นห่วง"






      กำแพงย่ำเท้าไปเรื่อยเปื่อยบนฟุตปาธในเวลาย่ำค่ำ สีสันของแสงสีเข้ามาแทนที่ความมืดมนในใจ เมื่อกำแพงเดินใกล้ตลาดนัดเข้าไปทุกที ยังคงมีความหวังริบหรี่รอท่าอยู่ที่นั่น

      "หวังว่า นายน่าจะให้อภัย แล้วยอมกลับไปกับเราแต่โดยดี มิเกล...เราขอโทษ"กำแพงงึมงำ แหงนมองท้องฟ้ามืด






      วิ้ว!

      เสียงลมพัดแผ่วผ่านหู ลมโชยมากระทบกระเทือนใจให้หวิว ตอกย้ำซ้ำเติมอารมณ์ให้พลิ้วไหวปลิวไปตามกระดาษใบปลิวแผ่นบาง 
      สายลมกระเซ้าเย้าแหย่เล่นกับกระดาษใบปลิวแผ่นแล้วแผ่นเล่า มันปลิวว่อน ก่อนร่อนลงพื้น 
      จู่ๆ กำแพงก็หูแว่ว เพลงโปรดของพ่อ แว่วเข้ามาในหู เหมือนตกอยู่ในห้วงแห่ง MV Every Day I Love You ของ Boyzone
      ลมพากระดาษใบปลิวแผ่นบางปลิวมาเกาะแข้งเกาะขา กำแพงก้มลงแกะมันออกมา

      "เฮ้ย! นี่มัน...หมูทอด!"

กำแพงมองสำรวจโดยรอบ มีหมูทอดหลายแผ่น ปลิวอยู่ตามพื้นถนน นอนหงายอยู่บนฟุตปาธ แปะติดกับเสาไฟฟ้า ตั้งโชว์อยู่หน้าร้านขายของมือสอง

      "พี่ครับ เจ้าของใบปลิวแผ่นนี้ไปไหนแล้วครับ"

      "อ๋อ กลับไปแล้ว บอกจะไปตามหาแมวหาย ยังฝากพี่ช่วยแชร์ให้ว่อนตลาดนัด"เจ้าของแผงรองเท้าพูดไปขายไป

กำแพงก้มมองใบปลิวในมือ ภาพรวมของใบปลิวเป็นแผ่นกระดาษ เหมือนที่กำแพงเคยยืนแจกหน้าร้านอาหารไทย รายละเอียดในใบปลิว มิเกลวาดหมูทอดแบบคร่าวๆ เคียงคู่แมวอีกตัว มุมบนของภาพมีคำว่า

เรื่อง : "แมวหาย!"

ใต้ภาพหมูทอดกับอีเปลี่ยว มีคำว่า WANTED

เนื้อเรื่อง : ตามหาแมวไทยพันธุ์ขาวมณี สีขาวปลอดตลอดตัว ตาสีฟ้ากับสีเหลืองอำพันอย่างละข้าง ชื่อหมูทอด(นามสมมติ) เป็นพระเอกของเรื่อง หายไปกับแมวขาวจมูกดำ ชื่อเปลี่ยว(นามสมมติ) เป็นนางเอกของเรื่อง

ฉาก : ตลาดนัดข้างสวนสาธารณะลมทะเลโชย ที่ตั้งอยู่ตรงกลางระหว่าง ปลายทะเลคอนโดมิเนียม กับสถาบันวานิลลา

สถานที่ใกล้เคียง : ป่าสนและวานิลลาซูเปอร์มาเก็ต

เหตุการณ์สำคัญ : แมวทั้งสองหายตัวไปตั้งแต่เวลาประมาณบ่ายคล้อยของวันพุธที่ 16 คาดว่าจะถูกผู้ร้ายลักพาตัว
(แต่หากแมวสองตัวนี้ หนีตามกันไป โปรดกลับบ้านด่วน ทางบ้านให้อภัยแล้ว)

ผู้แต่ง : มิเกล

ติดต่อโฆษณา : สถาบันวานิลลา และร้านอาหารไทยวานิลลา เฟลเวอร์
เจ้าของแมวชื่อ"กำแพง"เป็นตัวประกอบของเรื่องนี้ มีรางวัลให้อย่างไม่อั้น นี่คือไคลแมกซ์ของเรื่อง

      "มิเกล! นายเขียนบ้าอะไรของนายวะ อย่าให้เจอตัวนะ จะจับสั่งสอนซะ...ให้เข็ดเลย...เฮ้อ!!!"กำแพงพ่นลมหายใจเฮือกใหญ่ออกมาเมื่ออ่านจบ

      "มิเกล...แล้วตอนนี้นายอยู่ที่ไหนอะ...เฮ้อ!!!"ลมหายใจกำแพงถูกถอนออกมาอีกหลายเฮือก

      ลมเย็นของยามค่ำไม่ทำให้ใจร้อนรุ่มเย็นลง แต่มันกลับยิ่งทำให้ใจรุ่มร้อน บนถนนยังคงคราคร่ำผู้คน วุ่นวายโหวกเหวกเสียงดัง แต่กำแพงกลับสัมผัสได้กับความเงียบกริบ 
      เงียบจนได้ยินเสียงลมกลิ้งซองขนมกรุบกรอบไต่ไปตามพื้นถนนจนเสียงดังกุกกัก ห้วงแห่งอารมณ์นี้กำแพงอยากได้ยินเสียงคุ้นหูของ"มิเกล"มากกว่าทุกสรรพเสียง

      "i don't know but i believe..."กำแพงเผลอครางเพลงของBoyzone เพลงโปรดของพ่อออกมา

      "เฮ้อ!"ลมหายใจถูกถอนออกมาแทนท่อนเพลงเมื่อกี้ กำแพงเดินคอตก เชื่องช้า ทันใดนั้น มีมือเอื้อมมาดึงเสื้อเอาไว้ ร่างสูงโปร่งหยุดกึก

      "มิเกล!"

      อา...มิเกลนายกลับมาแล้ว เราขอโทษที่ทำรุนแรงกับนาย เราขอโทษที่ระบายอารมณ์โกรธแบบไม่ยั้ง เราขอโทษ เราขอโทษ เรา-ขอ-โทษ

กำแพงเอ่ยคำขอโทษซ้ำไปซ้ำมา เสียงอ่อยในใจ รีบหันกลับไป กอดร่างน้อยๆ นั้นไว้แน่น

      "มิเกล! ทำไมนาย...เตี้ยจัง"

      "พี่ๆ!"

      "หืม!"กำแพงถูกกระตุกขึ้นมาจากภวังค์

      "พี่ทำเงินตก ห้าสิบสตางค์"

      "โห น้องครับ เป็นเด็กดีจริงจัง เอาเก็บไว้เหอะครับ อ่ะ พี่ให้อีกยี่สิบบาท"

กำแพงล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกงยีนส์ ดึงแบงก์สีเขียวออกมา โน้มตัวลงบอกกับเด็กน้อยแก้มใสวัยประถม แล้วไม่ลืมบอกกับตัวเองว่า

      Be Like That!

      "พี่ครับ!"เด็กน้อยยิ้มแก้มยุ้ย

      "ฮะ! ครับ! มีอะไรครับ"

      "พี่ไม่รู้จักคุณค่าของเงินเหรอครับ คุณครูสอนผมว่ามีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท แต่นี่พี่มีตั้งห้าสิบสตางค์ แล้วก็ คุณแม่ผมสอนว่าห้ามรับของจากคนแปลกหน้าครับ"พูดจบเด็กน้อยก็วิ่งจู๊ดจากไป ปล่อยให้กำแพงยืนอึนเอามือจับหน้าตัวเอง

      "เฮ้ย นี่เราหน้าแปลกขนาดนั้นเลยเหรอวะ เฮ้อ!!!"กำแพงถอนหายใจจนนับครั้งไม่ถ้วนราวกับตอนรีไรท์






      แฮ่ก!

มิเกลฮอบตัวโยนมองความมืดของย่ำค่ำที่โรยอยู่รอบตัว

      "ที่นี่...ที่ไหน"มิเกลถามตัวเอง เอามือปาดเหงื่อออกจากหน้าผาก

      "ตอนนี้เราอยู่ที่ไหนวะ นี่เราตามหาแมวหลง จนหลงทางซะเอง ไอ้บ้ามิเกลเอ๊ย!"

มิเกลตำหนิตัวเอง ร่างน้อยก้าวอ้อยอิ่ง พยายามคิดหาทางออกจากการหลงทาง โดยมีร่างผู้ชายวัยรุ่นผิวคล้ำ ผอมเกร็ง เดินตามติดชิดก้น

      "โจรกระชากกระเป๋าชัวร์"

      มิเกลรีบกระโจนออกมาให้พ้นจากคนแปลกหน้าที่มีทีท่าไม่น่าไว้ใจ เสียงฝีเท้ากุกกักยังคงไล่ตามหลังติดๆ มิเกลเปลี่ยนจากเดินเร็วๆ เป็นวิ่ง แล้วค่อยๆ หมดแรงเปลี่ยนเป็นกึ่งวิ่งกึ่งเดิน กอดกระเป๋าเป้แน่น 
      รถแท็กซี่เปิดไฟว่าง จอดเทียบรอผู้โดยสาร ลดกระจกลง ร้องเรียกมิเกลให้ขึ้นรถ

      "น้องๆ ขึ้นมาสิ เปลี่ยวๆ แบบนี้มาเดินคนเดียวไม่ดีหรอก เดี๋ยวพี่ไปส่งถึงที่ ไม่มีโกงมิเตอร์"มิเกลรีบเปิดประตูรถ ยัดตัวเข้าไปนั่งเบาะหลังอย่างไม่ลังเล

      "ไปปลายทะเลคอนโดมิเนียมครับ"

     "ได้ ตามสั่ง"โชเฟอร์ยิ้มมุมปาก

มิเกลโล่ง ค่อยยิ้มออกมาได้ มองสองข้างทาง ซ้ายที ขวาที มันเป็นภาพที่ไม่คุ้นตา เหมือนโชเฟอร์จะรู้ว่ามิเกลต้องอ้าปากถามว่ามาผิดทาง

      "ทางลัด"

โชเฟอร์วัยยี่สิบปลายๆ แสยะยิ้ม กะพริบไฟจอดข้างทาง บุคคลลึกลับเปิดประตูรถ เสือกตัวเข้ามานั่งประกบร่างน้อยที่เบาะหลัง

      เฮ้ย! ไอ้บ้ามิเกล เราพลาดแล้ว

      พลั่ก!

ยังไม่ทันที่สมองมิเกลจะคิดอะไรอีก อาการจุกไปทั่วทั้งท้องก็เข้ามาแทนที่ มิเกลตัวงอ เอามือกุมท้อง เหมือนกับวูบหลับไป มารู้สึกตัวอีกครั้ง เมื่อได้ยินเสียงพูดคุยเข้าหู และมีมือหยาบของผู้ชายวัยรุ่นผิวคล้ำ คนที่จ้ำตามก้นมิเกล กดหัวอยู่

      "ลูกพี่เค อยากกินไอ้เด็กนี่ จับมันแก้ผ้า แล้วโซ้ยไม่ยั้ง อ้ำ!"

      "ฮะ!"มิเกลเบิกตากว้าง

      "ไอ้สัตว์ไอซ์ มึงมันแดกได้ทุกเพศทุกวัย"

      "ก็มันเสือกขาวน่ากิน"ไอซ์แลบลิ้นเลียปาก

      "ม่ายยย!"มิเกลกระเด้งตัวพึ่บจากเบาะ

      "เฮ้ย! ใครอนุญาตให้มึงฟื้น"มือหยาบรีบล็อคคอมิเกลเอาไว้

      "แม่สั่งให้มาจับตัวผมใช่มั้ย"มิเกลดีดดิ้น

      "มึงอย่าดิ้นสิวะ! เฮ้ย! ลูกพี่ข้างหน้ามีด่าน"

      "หยุดตรวจ มึงอ่านไม่ออกเหรอ"เคค่อยๆ ชะลอรถ

      "ลูกพี่เคนี่ ยังมีอารมณ์เล่นมุก ฮา ฮา"ไอซ์หัวเราะสนุก

      "ผมถามว่าแม่สั่งให้มาจับตัวผมใช่มั้ย!"

      "มึงเงียบ!"เคหันมาตวาด

      "แม่สั่งให้มาจับตัวผมใช่มั้ย!"มิเกลระเบิดเสียงดังกระหึ่มแซงเครื่องเสียงในรถ

      "เออ! แม่มึงสั่งมา!"เคตัดความรำคาญ หันไปพยักหน้ากับไอซ์

      "มึงทำให้มันหุบปาก"

      พลั่ก! 

ร่างน้อยทรุดฮวบ สลบเหมือดคาหมัด

เคลดกระจกลง เมื่อถึงด่านตรวจ ตำรวจส่องไฟฉาย ไอซ์ยังยิ้มได้อยู่เบาะหลัง กอดประคองร่างน้อยๆ ไว้กับตัก

      "เป็นอะไรล่ะนั่น"เจ้าหน้าที่ตำรวจทัก

      "เพลียจากการเดินทางไกล พอดีเราเหมาแท็กซี่กลับต่างจังหวัดน่ะครับคุณตำรวจ"ไอซ์ยังคงส่งรอยยิ้มเย็นๆ ใจ

      "ช่วยผมด้วย!"

       พลั่ก!
 
ร่างน้อยฮึดสู้ ผลักร่างผอมเกร็ง เผ่นออกจากรถแท็กซี่ โผเข้าหาเจ้าหน้าที่ตำรวจ รถแท็กซี่พุ่งทะยานออกจากด่านตรวจ ตำรวจรีบวิทยุให้สกัดจับ






      มิเกลนั่งตัวสั่นในป้อมตำรวจ โดนสอบปากคำลวกๆ ร่างน้อยนั่งเกร็งบนเก้าอี้

      "ขอข้อมูลส่วนตัวด้วย ชื่อ นามสกุล อายุ อืม โดนลักพาตัวมาใช่มั้ย"

      "ไม่ใช่ครับ!"มิเกลรีบปฏิเสธ

      "แล้วหนีทำไม"

      "เอ่อ ผม...คือผมแค่หลงทางครับ"มิเกลอึกอัก

      "ผมเผลอขึ้นรถผิด แล้วก็..."

      "พอแล้ว ไม่ต้องพูดต่อ"เจ้าหน้าที่ตำรวจส่ายหน้า

      "สรุปว่าเป็นเด็กหลง เอาเป็นว่า ปลอดภัยก็ดีแล้ว"

      "ครับ"มิเกลพยักหน้า

      "แล้วบ้านอยู่ที่ไหนล่ะ"

      "บ้านผมอยู่กระบี่ครับ"

      "มาไกลนี่ คืนนี้ต้องนอนที่นี่ละนะ"เจ้าหน้าที่ตำรวจชี้นิ้วไปที่เก้าอี้ตัวยาว

      "ครับ"มิเกลผงกหัวรับ

      "พรุ่งนี้เจ้าหน้าที่จะประสานให้ ขอข้อมูลผู้ปกครองด้วย"มิเกลตาโต เมื่อได้ยินประโยคนั่น

      "ผู้ปกครองหมายถึงพ่อแม่เหรอครับ"

      "ใช่"

      "ผมขอไปเข้าห้องน้ำครับ! โอ๊ย! ผมปวดท้อง!"

      "ไปงั้นรีบไป"เจ้าหน้าที่ตำรวจโบกมือไล่






      มิเกลวิ่งจากมาจนป้อมตำรวจไกลลิบตา ใกล้ๆ แค่เอื้อม เป็นสำนักงานร้างหลังเล็กชั้นเดียว มิเกลวิ่งเข้าไปซ่อนตัวในนั้น หอบแฮ่กจนพอใจแล้วจึงค่อยๆ เริ่มมองสำรวจภายในไปทั่วห้อง

      "มันพอจะปกป้องเราได้สำหรับคืนนี้"มิเกลกระซิบบอกกับตัวเองเบาที่สุด

      "ตอนนี้เหรอ คนน่ากลัวกว่าผีอีก"






      จันทร์เสี้ยวส่องแสงสลัวผ่านช่องว่างหน้าต่างไร้บานกระจกเข้ามาระบายสีมัวในสำนักงานร้าง ห้องสีทะมึน แต่ยังไม่น่ากลัวเท่ากับความหิวโหย ความหิวปลุกให้ร่างน้อยนอนขดตัวลีบในเสื้อฮู้ดตื่นขึ้น

      "นี่เราเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่"มิเกลยันตัวลุกขึ้นนั่งหลังพิงผนังห้อง หิวจนตัวสั่น

      จ๊อก!

เสียงท้องร้องเป็นเพลง มือสั่นหงึกๆ คุ้ยค้นควานหาของในเป้ใบเก่ง

      "เจอแล้ว! ดีนะที่เราเอามันติดเป้มาด้วย โกโก้ 3 อิน1 แบบซองชงพร้อมดื่มไม่ต้องเติมน้ำตาล วิธีชงง่ายๆ ชงร้อนเติมน้ำร้อน ชงเย็นเติมน้ำร้อน แล้วเพิ่มน้ำแข็ง แต่ที่นี่ในสำนักงาน(ร้าง) มันไม่มีทั้งน้ำร้อนและน้ำแข็งอะเดะ"

      จ๊อก!

เสียงท้องของมิเกลเรียกร้องความสนใจเป็นระยะๆ มิเกลหยิบขวดน้ำดื่มที่กำแพงบังคับให้พกติดตัวมาด้วย เมื่อมาขายของที่ตลาดนัด เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำดื่ม ที่คิดราคาแพงกว่าราคาจริง

      "ไม่น่าเชื่อว่าความประหยัดของนายจะต่อชีวิตเราได้ ไอ้งกเอ๊ย!"

มิเกลเผลอยิ้มให้กับความงกของกำแพง ค่อยๆ เทน้ำลงขวดเปล่าอีกขวดที่ดื่มไว้เกือบหมด ฉีกซอง เทผงโกโก้ลงไปผสมน้ำ ปิดฝาขวดเขย่าแรงๆ ให้เข้ากัน

      จ๊อก! 

เสียงท้องร้องเตือนเสียงดัง

      "เดี๋ยวสิโว้ย!"มิเกลตวาดกระเพาะอาหารตัวเอง ยกขวดน้ำขึ้น กระดกโกโก้เข้าปาก

      พรืด! 

มิเกลพ่นโกโก้พุ่งปรี๊ด อึกแรกมันขมปี๋

      "ทำไมมันขมขนาดนี้หรือว่าลิ้นเราขม นี่เรากำลังจะป่วยเหรอวะ"

มิเกลยกมือขึ้นปาดมุมปาก มองสภาพตัวเองตั้งแต่หัวจดเท้า ฟันยังไม่ได้แปรง เหล็กดัดฟันขูดกระพุ้งแก้มเจ็บแสบพอๆ กับแผลร้อนใน ปากแห้งแตกเป็นขุย ผมตรงท้ายทอยมันเยิ้ม เหงื่อไหลย้อยไปทั้งตัว

      "อยากแปรงฟัน! อยากสระผม! อยากอาบน้ำโว้ย!"

ผนังห้องส่งเสียงตะโกนก้องของมิเกลสะท้อนกลับมาเข้าหู ประสานกับเสียงท้องร้องจ๊อกๆ

      "อยากกลับบ้าน...บ้านที่มีคุณย่า"

มิเกลค่อยๆ เบาเสียงลง เทน้ำเพิ่มลงไปในขวดแบบไม่ห่วงรสชาติของโกโก้

      มื้อนี้เอาแค่อิ่ม รำคาญเสียงท้องร้องชะมัด นี่เราจะติดอยู่ที่นี่จนถึงเมื่อไหร่ เราจะออกจากที่นี่ได้ตอนไหน แล้วเราจะทำยังไงต่อไป แล้วก็...ใครจะมาช่วยเรา...กำแพงเหรอ

      "โว้ย! ไม่เอาแล้ว เลิกคิดฟุ้งซ่านเหอะ นอนเอาแรงดีกว่า ไว้พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่"

ร่างน้อยล้มตัวลงนอนตะแคง ยังไม่ทันคิดว่าจะหลับฝันดีถึงอะไร ก็เผลอสบตากับท้องฟ้าสีดำสนิท กะพริบแสงสีขาววาววับ

      "ดาวคู่ลอยดวงเด่นเป็นลูกตา มีกรอบหน้าต่างเป็นใบหน้า ในจอตาของหน้าต่าง มันจ้องเข้ามาในใจของเรา มันกระซิบบอกว่า มันต้องการอะไรบางอย่างจากเรา"มิเกลรีบหลับตาปี๋

      "ตอนนี้มันมืด มองอะไรไม่เห็น เมื่อมันสว่างแล้ว เราจะไม่กลัว ใช่ เราก็แค่กลัวความมืด ถ้าก้าวข้ามคืนนี้ไปได้ เราคงหลับเป็นตาย แต่ถ้าผ่านมันไปไม่ได้ เราคงต้องตายเพราะมัน นั่นสิ มันจะจับขาเราลากไปที่ไหนสักแห่ง...ที่นั่นไม่มีดวงดาว แต่เรายังพอมีตัวช่วย และแล้วความเหนื่อยล้าทำให้เราหลับไร้ฝัน"มิเกลเอาเสียงตัวเองเป็นเพื่อนพูดพล่ามทำลายความเงียบ แล้วผล็อยหลับไปอย่างไม่รู้ตัว






      ดวงอาทิตย์ไต่ขึ้นขอบฟ้า แสงสีของวันลูบไล้เปลือกตา มิเกลตื่นขึ้นมาสะบัดหัว สลัดความงัวเงียให้พ้นตัว ขยี้ตา เพ่งมองภาพภายนอกกรอบหน้าต่าง
      น่ากลัวกว่าเมื่อคืน เมื่อสิ่งที่มิเกลมองเห็นเป็นสิ่งที่ไม่คุ้นเคยเลย สีเขียวของทุ่งโล่งกว้าง แต่หาทางออกไม่เจอ กลุ่มควันลิบๆ นั่น คงเป็นโรงงานอุตสาหกรรมหรือไม่ก็ไฟไหม้ทุ่ง มิเกลคาดว่าตัวเองเดามั่ว

      "ฮะ!"มิเกลหันขวับ ตามเสียงที่แว่วมาทักทายให้ระคายหู

เสียงกรอบแกรบของเศษกระเบื้อง เหมือนเสียงฝีเท้าย่ำเหยียบใบไม้แห้งในป่าทำให้มิเกลหันขวับ

      เราไม่มีเวลาสะกดคำว่าเผ่น ต้องรีบหนีออกจากที่นี่ตอนนี้เลย วิ่ง!

ร่างน้อยวิ่งอย่างไว ไม่คิดจะหันหลังกลับไปมอง มิเกลวิ่งมาไกลพอที่จะหยุดหอบหายใจ

      "ปวดฉี่!"มิเกลซี้ดปาก

ปั๊มน้ำมันเก่าราวกับสถานที่รกร้าง ยืนนิ่งรอผู้คนย่างกรายมาทักทาย นั่นคือเป้าหมายของมิเกล

      "เรารอดแล้ว"

      จ้อก! ร่างน้อยได้ปลดปล่อยสิ่งที่อัดอั้นมันมาทั้งคืน

      "ฮู่ว!"ลมหายใจเฮือกใหญ่ถูกถอนออกไป โล่งทั้งใจ โล่งทั้งตัว เสียงดึงกลอนออก สวนทางกันกับเสียงกดชักโครกดังหวีดมาจากห้องข้างๆ

      เฮือก! 

ร่างน้อยสะดุ้งโหยง รีบหันหลังกลับไปดันประตูห้องน้ำเอาไว้ก่อน รู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย มิเกลกลั้นหายใจ ค่อยๆ หันกลับมาลงกลอนประตูอย่างเบามือที่สุด โน้มตัวก้มลงมองพื้นห้องน้ำ แล้วรีบพับฝารองชักโครกขึ้นนั่ง ยกขาเก็บเท้ามิดชิด มิเกลจำได้แม่นยำ รองเท้าคู่ที่เหยียบเบรกมาตลอดทางบนรถแท็กซี่คันนั้น มันเป็นรองเท้าของฆาตกรที่จับตัวมิเกลมาเพื่อฆ่าทิ้งตามคำสั่งของ...แม่

      ถ้าเราแค่แจ้งตำรวจ ทุกอย่างก็จบ ใช่ มันจบ และเราก็จบ

มิเกลกัดฟันกรอด กอดกระเป๋าเป้แน่น อยากกลับบ้านใจจะขาด อยากเหวี่ยงตัวลงบนเตียงนุ่ม อยากนอนแผ่ให้สบายใจ อยากได้ยินเสียงบ่นอุบอิบของกำแพง

      "มิเกล! ทำไมนายไม่อาบน้ำก่อนขึ้นเตียง ฮะ!"

      กำแพงเราอยากกลับไปห้องนาย แต่เราบอกกับตำรวจไม่ได้ เพราะตำรวจจะพาเราไปส่งบ้าน...บ้านที่มีแม่...แม่ที่อยากจะปลิดผลไม้จากต้นออกมากินทั้งที่ยังดิบ...ดิบและเลือดเย็น

      ฆาตกรเลือดเย็นถูกส่งตรงมาตามคำสั่งฆ่าของแม่!




      "แม่!"

      "ลูกค้าจะรับอะไรเพิ่มอีกมั้ยครับ"เสียงแคชเชียร์กระตุกมิเกลจากห้วงความคิด

      "ฮะ! ไม่ครับ"มิเกลลนลานเดินออกมาจากหน้าเคาเตอร์ แต่เมื่อนึกอะไรขึ้นได้จึงหันกลับมาสบตากับแคชเชียร์

      "ครับ รับอะไรเพิ่มอีกครับ"

      "ขอโทษครับ! จากที่นี่ไปกระบี่ต้องใช้เงินเท่าไหร่"

      "สี่พัน จากนี่ไปกระบี่ต้องมีสี่พัน"






      มิเกลค่อยๆ ประคองบะหมี่ถ้วยสุดท้ายจากเศษเงินที่ค้นได้จากกระเป๋าเป้ใบเก่ง ออกจากมินิมาร์ทโทรมๆ ในปั๊มน้ำมันเก่าๆ ร่างน้อยหายเข้าไปในห้องน้ำของปั๊ม ซัดบะหมี่ถ้วยคำใหญ่ ซดน้ำซุปตามหมดจดไม่เหลือสักหยดราวกับถ้วยรั่ว

      "มื้อสุดท้าย ที่จะอิ่มได้ขนาดนี้ ต่อไปคงต้องเดินเอามือกุมท้องแล้วเดะเรา"

มิเกลพูดกับถ้วยบะหมี่ จากนั้นลงมือล้างถ้วยบะหมี่พลาสติกที่อ่างล้างหน้า ผสมครีมย้อมผมสีดำลงไปในถ้วย ป้ายเส้นผมด้วยแปรงสีฟันที่ซื้อมาจากมินิมาร์ท

      "ตอนนี้เราคงต้องเล่นซ่อนหากับฆาตกรไปก่อน"มิเกลจัดการขั้นเด็ดขาดกับ Half-And-Half Hair Colors

      "ลาก่อน ผมสีโรตีสายไหมที่นายตั้งชื่อให้มัน อ๊ะ! นี่เราพล่ามบ้าอะไรวะ หัวของเรามันไปหนักหัวนายตอนไหนอะไอ้บ้ากำแพง!"มิเกลคุยกับกระจกเงา สายตาพลันสะดุดกับป้ายประกาศหางานที่แปะไว้หน้าประตูห้องน้ำ มันสะท้อนเงาในกระจก มิเกลหันขวับกลับไปอ่านข้อความคร่าวๆ

      "รับพนักงานชาย ตำแหน่งคลีนเนอร์ จำนวนมาก ไม่จำกัดอายุ และวุฒิการศึกษา รายได้ดี สนใจติดต่อฝ่ายบุคคล ห้างสรรพสินค้า Purple Park"






      บนพื้นอิฐบล็อคสีเทาดำ มิเกลจ้องเศษมันฝรั่งเรี่ยราดตาไม่กะพริบ

      จ๊อก!

      "เฮ้ย! หุบปากซะ ร้องเสียงดังขนาดนี้ หนวกหูชะมัด!"

มิเกลดุท้องตัวเองที่มารยาททราม แล้วก้มลงเก็บชิ้นมันฝรั่งขึ้นมากำไว้ในมือ รองเท้าคอนเวิร์สคู่เซอ ก้าวเดินตามรอยมันฝรั่ง ที่ทิ้งตัวนอนแอ้งแม้งอยู่ตามทางจนเจอที่มา ถังขยะพลาสติกใบใส ข้างในบรรจุขยะปะปนกันไว้ มันคือที่มาที่ไป

      "เศษไก่ทอด ซอสมะเขือเทศ เศษทิชชู่ แล้วก็ของขวัญ!"มิเกลมองซองมันฝรั่งในถังขยะ ยืนลังเลมองชิ้นมันฝรั่งในมือ

      "เราจะกินเข้าไปได้ยังไง ในเมื่อมันคือขยะ"

      ใช่ เราไม่อยากกินขยะ แต่ท้องของเราอยากกิน มันกำลังหิวโซ ถ้าไม่กินตอนนี้เราคงต้องตายคาที่

มิเกลหลับตาปี๋ ยัดชิ้นมันฝรั่งที่กำไว้ในมือจนเปื่อยเข้าปาก ยุติความลังเล ค่อยๆ ล้วงซองมันฝรั่งออกมาจากถังขยะ

      "แค่นี้มันก็ไม่ใช่ขยะแล้ว เพราะมันไม่ได้อยู่ในถัง"มันฝรั่งรสชีสและหัวหอม แผ่นหยัก ยังเหลืออยู่อีกครึ่งซอง

      "อืมมม ถ้าเป็นมันฝรั่งแผ่นเรียบ มันคงจะเคี้ยวง่ายกว่านี้มั้ง"

มิเกลล้วงมือลงไปในถุง เพิ่มเติมชิ้นมันฝรั่งใส่ปากอีกหลายชิ้น เผลอคิดไปว่าถ้ามีโคล่าสักแก้วก็คงจะดีไม่ใช่น้อย

      "แค่ก! โอ๊ย! มันฝรั่งติดคอ น้ำ!"สายตามิเกลสบกับแก้วน้ำที่วางไว้ข้างถังขยะ

      "ฮะ! โคล่า!"






      ใต้เงาตึกไม่มีแสงใด ไม่ว่าจะดวงจันทร์หรือดวงดาว มันมืดไปหมด เหมือนไฟดับ ไม่ว่าจะมองไปทางไหน มันมืดมิดเหมือนปิดไฟ ไม่ว่าเท้าจะก้าวไปทางไหน ใจมันก็บอกว่า อย่า! รองเท้าคอนเวิร์สคู่ใจมันไม่ยอมพาไป
      มิเกลทรุดลงนั่งกับพื้น หลังพิงผนังตึก มือกำซองมันฝรั่งที่เก็บมาจากถังขยะเอาไว้แน่น กลิ่นหัวหอมยังคงติดนิ้ว

      "หิวน้ำ"มิเกลงึมงำ ไม่ได้แตะต้องโคล่าแก้วนั้น

      "ทำไมต้องมานั่งอยู่ที่นี่ด้วยวะ ไอ้บ้าเอ๊ย! โง่ชะมัด! กำแพง! เรามันง่าวอย่างที่นายว่าจริงๆ"มิเกลหงุดหงิด แต่แล้วก็คิดอะไรขึ้นมาได้

      "นี่มันใช่เวลามานั่งต่อว่าตัวเองเหรอ มันต้องปลอบใจตัวเองเดะวะ"มิเกลสูดลมหายใจไล่ความรู้สึกแย่ๆ

      "คิดซะว่านี่คือการแบกเป้เที่ยว ค่ำไหนนอนนั่นแบบที่เราเคยใฝ่ฝันก็แล้วกัน สำหรับคืนนี้ ที่พิเศษสุด เราต้องนอนเป็นเพื่อนกับความหนาวที่นี่"

      ร่างน้อยนอนขดตัว หนุนเป้แทนหมอน คืนนี้ฟุตปาธของห้างสรรพสินค้าจะเป็นเตียงนุ่มของมิเกล
      ฝนตกในที่ห่างไกลออกไป แต่มันยังคงส่งใจแบ่งไอเย็นมาถึงที่นี่ ฝนหอบลมเย็นลูบไล้ค่ำคืนดึกดื่นให้หดหู่ คล้ายอากาศปลายฝนต้นหนาว แตกต่างตรงความหนาวของฤดูฝน มันหนาวจนเย็นเฉียบ แต่ความหนาวของฤดูหนาว มันหนาวจนเย็นชา มิเกลต้องทรมานกับการขดตัวที่แสนเมื่อย เพื่อแอบไอเย็นของละอองฝน

      "เหมือนเราจะได้ยินเสียงหมาหอน หืม หมาเริ่มรำพันบทเพลง"มิเกลหลับตาปี๋

      "ต้องผ่านคืนนี้ไปให้ได้! เราไม่กลัว เรามีพระเจ้า! เราไม่หนาว เรามีแต่เรื่องอุ่นๆ อันดับแรกเลย เรามีผ้าห่มของคุณย่า ตามติดมาด้วยหมูทอดร้อนๆ กะเพราไก่ไข่ดาวเผ็ดๆ โกโก้ร้อน และครอบครัวอบอุ่น มีคุณย่า ฮานะ แล้วก็มี กำ..."มิเกลหลับไปพร้อมกับภาพจินตนาการ เป็นอีกคืนที่ยังคงติดอยู่ในความฝัน

...อาการติดผ้าห่มของมิเกลกำเริบขึ้นมาทันที เมื่อถึงวันที่พี่พรหล้าซักผ้าห่ม มิเกลนอนไม่หลับ ถ้าไม่มีผ้าห่ม แต่ยังดีที่มิเกลมีคุณย่า คุณย่าเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ที่แปลงร่างเป็นอะไรก็ได้
คืนนี้...คุณย่าจะแปลงร่างเป็นผ้าห่มให้มิเกลอบอุ่น

      ผล็อย! 

น้ำตาอุ่นๆ ร่วงหล่นจนหายหนาว มิเกลยกมือขึ้นปาดน้ำตาทิ้งทั้งๆ ที่ยังหลับ มิเกลกลัวว่าหยดน้ำตาจะเปื้อนผ้าห่มที่เป็นคุณย่า






      ร่มหลากสีกางพรึ่บพร้อมเพรียง มิเกลลุกพึ่บขึ้นนั่งหลังพิงผนังตึก ดึงฮู้ดดี้ลงมาปิดทับถึงครึ่งใบหน้า ป้องกันละอองฝน

      "ทำไมไม่ตกลงมาหนักๆ วะ จะได้อ้าปากรองน้ำฝน หิวน้ำจะตายห่ะอยู่แล้ว! นี่มันฝนตกไม่ทั่วฟ้านี่หว่า"

ร่างน้อยนั่งนิ่งไม่หนีไปไหน มองเม็ดฝนโปรยที่ปลุกให้ตื่นจากฝันเมื่อคืน จากฝนเม็ดบางๆ เริ่มตกหนาเม็ด เม็ดฝนตกลงพื้นถนนแตกกระจายกลายเป็นแฉก ผู้คนคราคร่ำ รีบเดินย่ำฝน หนีให้พ้นจากความเฉอะแฉะ

     "มันใกล้เวลาห้างเปิดแล้วเดะ"มิเกลเลียปากแห้งผาก

ผู้คนพลุกพล่านผ่านไปมา มิเกลมองรองเท้าที่เดินเฉียดสายตา รองเท้าต่างไซส์ของคู่แม่ลูกเดินผ่านหน้าไป แต่แล้วรองเท้าคู่เล็กๆ ก็ถอยหลังกลับมา จากรองเท้าที่มิเกลเห็นก็เปลี่ยนเป็นใบหน้าที่มีแก้มยุ้ยๆ ดวงตากลมดิกมองจ้องเข้ามาในฮู้ดดี้ ปากน่ารักระบายรอยยิ้มบางๆ นิ้วมือเล็กๆ จิ้มมาที่หลังมือมิเกล ที่พาดไว้บนเข่าตรงรอยยีนส์ขาด เด็กน้อยผมหน้าม้าเจ้าของมือเล็กๆ ยื่นขวดน้ำให้ มิเกลรีบคว้ามาเปิดดื่มเสียงดังอึกๆ อย่างไม่ลังเล น้ำในขวดไหลพรวดเข้าปากจนล้นทะลักออกมา มิเกลเอามือปาดน้ำเปียกโชก สบตากับเด็กหญิงตัวจ้อยเจ้าของขวดน้ำผู้ใจดี

     "ฮานะ! ฮือๆ!"

มิเกลปล่อยโฮเสียงดัง เด็กหญิงผมหน้าม้าตากลมโตในชุดกระโปรงฟูฟ่อง สะดุ้งโหยงตกใจสุดขีด แม่ของเด็กรีบคว้าตัวลูกสาวมากอดไว้ แล้วรีบเดินออกไปจากจุดนั้น

      "คนจรจัด!"แม่ของเด็กหญิงพูดเสียงดังก่อนเดินจาก

      "คนจรจัด"มิเกลทวนคำนี้ หวนคิดถึงตอนนั้น

มิเกลตัวน้อยรบเร้าตามคุณย่ามาตลาด เมื่อมิเกลเห็นคนนอนอยู่บนฟุตปาธก็ทำหน้างงสงสัย

      "คุณย่าครับ ทำไมคนนั้นเขาไม่ไปนอนที่บ้าน เขามานอนตรงนี้ทำไม"มือเล็กๆ เขย่ามือเหี่ยวย่นเบาๆ

      "เขาไม่มีบ้านหรอกลูก เขาเป็นคนจรจัด นอนข้างถนน"คุณย่ายิ้มให้ความไร้เดียงสา



      มิเกลมองรอยยีนส์ขาดวิ่นตรงเข่า มันไม่ต่างอะไรกับชุดขาดรุ่งริ่งของคนจรจัดนอนข้างถนน

      "นี่เรากลายเป็นคนจรจัด ที่ไม่มีบ้านให้นอนไปแล้วเหรอ...ป่านนี้กำแพงจะเจอหมูทอดหรือยัง ป่านนี้กำแพงจะหายโกรธเราหรือยัง แล้วก็...ตอนนี้กำแพงคงอยู่ที่ทำงาน หรือไม่ก็นอนอยู่ที่"บ้าน"...เราเริ่มรู้สึกว่าห้องนั้นอุ่นเหมือนบ้านก็วันนี้เอง
      ...เราต้องกลับไปที่ปลายทะเลคอนโดมิเนียมให้ได้"มิเกลคุยกับเม็ดฝน






      "ดูมันเดะ มานั่งหลับคาสายตาผู้คนแต่เช้า ในที่สาธารณะแบบนี้ประเจิดประเจ้อว่ะ ทุเรศ!"

จี๊ดเอือมระอากับภาพบาดตา ที่ทิ่มตำใจ กำแพงนั่งหลับหลังพิงกับผนังร้าน ในมือยังคงกำผ้าเช็ดจานกับผ้าเช็ดกระจก

      "วันหยุดกูบอกให้มันหยุด มันก็ยังเสือกเลือกมาทำงานอีก มันโหมงานหนัก หักโหม นั่งหลับอย่างกับหมานอนเฝ้าถนน กูเอาแบบพอดีๆ นี่ละ ดีพอสำหรับกูแล้ว"จี๊ดพึมพำกับเพื่อนร่วมงาน หันไปเช็ดกระจกร้านต่อ






      "มึงเคยรู้สึกแปลกๆ หรือเปล่าวะไอ้จี๊ด มันเป็นความรู้สึกที่พูดไม่ถูกอธิบายไม่ได้ แต่รู้สึกดีทั้งๆ ที่มันแปลก"

      "นั่นละ มันเป็นการเดินทางเข้าใกล้ความรู้สึกพิเศษเข้าไปทุกที"

      "ไม่ใช่หรอก กูว่า กูน่าจะรู้สึกเครียดมากเกินไปเลยรู้สึกแปลกๆ มั้ง แล้วมึงเคยมีความรู้สึกแบบนี้กับใครมั้ยวะไอ้จี๊ด"

      "ไม่เคย มีแต่คนอื่นมารู้สึกกับกู"

      "ถุย!"กำแพงทำหน้าดูถูก

      "แล้วมึงรู้สึกกับใครอยู่ล่ะ ตอนนี้แม่มึงก็มีแล้ว มึงระวังหัวแบะ"

      "เรื่องของกู"

      "เออ งั้นก็เรื่องของมึง มึงเช็ดล้างคนเดียวแล้วกัน กูไม่เกี่ยว"

      "เฮ้ย! ไอ้จี๊ดกูพูดเล่น"

      "ไอ้กำของมึง กูพูดจริง ย้ำ! กูพูดจริงๆ"จี๊ดเดินจากไปทิ้งกำแพงให้ค้างคากับความรู้สึกแปลกๆ บนภูเขาจาน






      "สูบบุหรี่ แล้วมันดีตรงไหน มันแก้เครียดได้เหรอวะ"กำแพงมองศพบุหรี่เกลื่อนพื้นลานจอดรถ ที่บรรยากาศเหมือนกับมื้อเบรคตอนบ่ายของทุกวัน

      "ตอนควันออกจมูก ไคลแมกซ์มันอยู่ตรงนี้เลยมึงรู้มั้ย"

      "มึงทำได้ยังไงวะ พ่นควันออกจากรูจมูก"

      "มึงดูกู"จี๊ดคาบบุหรี่ไว้กับปาก แล้วลงมืออธิบาย

      "มึงค่อยๆ ดูด ค่อยๆ ซี้ดมันเข้าไป...อ้าาา"

จี๊ดหลับตา คายควันออกมาจากปาก แล้วระบายควันจากรูจมูก กำแพงแย่งบุหรี่จากปากจี๊ดมาเสียบปากตัวเอง อัดควันเข้าไปเต็มที่

      "แค่กๆ!"

ร่างสูงโปร่งสำลักควันบุหรี่ ไอตัวงอ

      "ฮะๆ! มึงทำเชี่ยไรวะไอ้กำแพง"จี๊ดขำคิก

      "ก็พ่นควันออกจมูก แค่ก! ไงวะ แค่ก!"

      "มึงพ่นควันออกตูดจะง่ายกว่า มึงนี่มันผู้ชายห่ะอะไรวะ สูบบุหรี่ไม่เป็น ฮะๆ!"

      "ก็พ่อกูไม่ได้สอน!"กำแพงปาบุหรี่ลงพื้น ขยี้ด้วยรองเท้าไนกี้ที่สวมใส่

      "ไอ้กำแพง! มึงกล้าขยี้บุหรี่กูตายคาตีนเหรอวะ บังอาจ!"

      "เออ! เดี๋ยวกูทำพิธีศพให้ด้วย เผาพร้อมมึงเลยแล้วกัน กูจะทำให้ลานจอดรถกลายเป็นสุสานของมัน แล้วก็เป็นสุสานของมึงด้วยเลยไอ้จี๊ด เผาปอดเข้าไปเหอะมึง"






      กำแพงมองลมพัดใบพัดลมหมุนติ้ว ลมทะเลพัดเข้ามาทักทายจากภายนอกหน้าต่าง ไล่เปิดหน้าหนังสือไปทีละหน้า บนโต๊ะมีเพียงหนังสือ แต่ไม่มีคนอ่าน 

"แล้วเมื่อไหร่ล่ะที่เก้าอี้ตัวนี้จะรองรับนาย นั่งอ่านหนังสือรับลมทะเลที่ริมหน้าต่าง"กำแพงตั้งคำถามกับตัวเอง

      "รูปพรรณสัณฐาน ที่ตำรวจได้เบาะแส รองเท้าคอนเวิร์สเซอๆ กระเป๋าเป้สีคุ้นๆ เสื้อฮู้ดสีเข้มตัดกับผิวสีขาว เหมือนกับเม็ดทรายภายใต้กางเกงยีนส์ขาด รูปร่างกะทัดรัดของเด็กผู้ชายอายุประมาณสิบเจ็ดสิบแปด แล้วก็ที่สำคัญไปกว่านั้น
      Half-And-Half Hair Colors
      Pink And Purple Pastal
ผมสีโรตีสายไหม แน่ชัดยิ่งกว่าใช่ มิเกลเราแน่ใจว่าใช่นาย"กำแพงพ่นลมหายใจยาวออกจากปาก

      "ต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว มามัวนั่งมองใบพัดลมหมุนไปหมุนมา มามัวนั่งมองเข็มวินาทีหมุนวน มันจะได้อะไรวะ!"

กำแพงลุกพึ่บจากเก้าอี้คว้ากุญแจรถบนโต๊ะเขียนหนังสือ รีบลงไปใต้ตึก เปิดประตูรถ ยัดตัวเองเข้าไปยังเบาะนั่งคนขับ สตาร์ทเครื่องยนต์

      "มิเกล เราอยากจะขับไปที่ไหนก็ได้ที่มีนาย"










ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 68 ครั้ง

8 ความคิดเห็น