Vanilla Cola

ตอนที่ 6 : หุ้นส่วนของความรู้สึก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 261
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 110 ครั้ง
    4 มิ.ย. 62

      มิเกลนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เนิ่นนาน แต่ยังคงไม่มีอะไรคืบหน้าในงานเขียนพล็อตละครหลังข่าว
      กล่องนมบู้บี้ตามด้วยเสียงซู้ดปิดท้าย ฟ้องว่านมยูเอชที รสช็อกโกแลตหมดกล่อง ซองมาร์ชเมลโลกองโตเท่าเกาะปอดะ

      "ช่วงเวลาของขนมช่วยต่อชีวิตตอนดึกให้คึกได้ เมื่ออยู่หน้าคอมก็จริง แต่ตอนนี้ขนมหมดซอง ทำไมสมองก็ยังตัน หาทางออกไม่เจอ เฮ้อ!"

มิเกลถอนหายใจเฮือกใหญ่ นิ้วมือที่เพิ่งทาเล็บสีดำ ลังเลกับการจิ้มนิ้วลงไปบนตัวอักษรพีบนคีย์บอร์ด เพื่อเล่นเกม Ameba Pigg เกมออนไลน์จากญี่ปุ่นดีกว่า (เผื่อจะได้แชทกับนักเขียนการ์ตูน นั่นคือความฝันลมๆ แล้งๆ ของมิเกล) หรือว่าจะจิ้มปลายปากกาลงบนไอ้เน่าหนังสือกึ่งสมุดที่คุณย่ามอบให้ในวันครบรอบวันเกิด เผื่อไอเดียดีๆ จะระเบิดบึ้ม

      "จะเอายังไงดีวะ!"

      แอ๊ด...ปัง!

      "เฮ้ย! ใจหายหมด"

มิเกลสะดุ้งโหยง มือกุมแผ่นอก หัวใจยังอยู่ ประตูห้องถูกแรงลมกระชากปิด เพราะหน้าต่างถูกเปิดทิ้งไว้
 
      "วะ! กำลังจะคิดออกเลยว่าจะเอายังไงกับชีวิต ประตูนะประตู เลยต้องเก็บเรื่องของเราเอาไว้ก่อน ตอนนี้ฝนกำลังจะตก ต้องเดินไปปิดหน้าต่าง เรื่องของเราค่อยเอาไว้ตอนหน้า"

มิเกลเดินลงบันได เขย่งตัวปิดหน้าต่างตรงชานพักบันได หูไปสะดุดกับเสียงพูดคุยน่าแอบฟัง ดังมาจากชั้นล่างของตัวบ้านสองชั้น มิเกลขอเสียมารยาท ค่อยๆ ย่องแอบยืนพิงผนังตรงบันได เพื่อซ่อนตัวยืนฟังเรื่องราวของบทสนทนา






      มิเกลตาค้าง วิ่งขึ้นบันได ตรงไปที่ห้องของตัวเอง รีบล็อคประตู

      "เราต้องบอกฮานะ ต้องโทรหาฮานะ"มิเกลลนลานโทรออก

      "ฮานะ! นี่เฮียเอง เฮียมีเรื่องจะบอก!"มิเกลโวยวาย

      "เฮียเกลเหรอ หนูนอนอยู่"ฮานะส่งเสียงงัวเงีย

      "ขอโทษ! เฮียขอโทษ"มิเกลวางสาย

      "บอกฮานะ แล้วมันจะได้อะไรวะ ไอ้บ้ามิเกลเอ๊ย! ก่อนอื่นอันดับแรกเลย เราต้องสงบสติอารมณ์เดะ!"

ทั้งๆ ที่เตือนสติตัวเอง แต่น้ำตาอยู่ในท่าเตรียมพร้อม เมื่อน้ำตาทะลักมาพร้อมเสียงสะอื้น มิเกลปิดปากแน่นสนิท ยกแขนขึ้นปาดน้ำตา เก็บเสื้อผ้าม้วนเป็นก้อนยัดลงกระเป๋าเป้อย่างลวกๆ

      "เราต้องหนีตอนนี้เลย! ไม่งั้นเราจะหายไปแบบอู่ไช้ แบกเป้ขึ้นหลัง ค่อยๆ ย่องออกไปให้พ้นจากที่นี่ก่อน แล้วค่อยว่ากันอีกที ข้าวของค่อยย้อนกลับมาเอาทีหลัง เราก็แค่สะกิดลูกบิดประตูด้วยมีดปลายแหลมตอนที่ไม่มีใครอยู่บ้าน"

ร่างน้อยวิ่งหนีออกทางหลังบ้าน น้ำตาไหลออกมาเองไม่ยอมหยุด มิเกลหันมองรอบตัว แล้วข่มเสียงสะอื้น รีบเช็ดน้ำตาชื้นเปียกให้แห้งหายกลายเป็นคราบ

      "นี่เรากำลังวิ่งหนีบนถนนที่ไม่มีคนวิ่งตาม มีแต่เราคนเดียวเท่านั้น"

      มิเกลเงียบเสียงจนได้ยินเสียงของความเงียบ รีบเร่งฝีเท้าให้พ้นความมืดของซอยบ้าน ก่อนที่ก้าววิ่งของรองเท้าผ้าใบคู่ใจยี่ห้อคอนเวิร์สจะหยุดกึก กลายเป็นค่อยๆ ก้าวอ้อยอิ่ง เมื่อทิ้งระยะห่างจากตัวบ้าน เปลี่ยนจากวิ่งเป็นเดิน เมื่อหันหลังกลับไปมองบ้านสองชั้นบนเนื้อที่หนึ่งร้อยตารางวา มีดอกฮอลลี่ฮ็อคกับดอกคอสมอส พิงค์ ของคุณย่ายืนโบกมืออำลา
      มิเกลเดินคอตก แต่ละก้าวที่ก้าวกับรองเท้าคอนเวิร์สคู่เซอช้าลงเรื่อยๆ จนนับก้าวได้






      "มันชื่อมิเกล"นั่นเป็นเสียงของสีส้ม

      "ฆ่ามันให้ตาย ถ้าทำให้มันตายไม่ได้ ก็แค่ทำให้มันหายสาบสูญ ไม่ต้องพบศพ ขี้เกียจเก็บซากมัน เข้าใจตรงกันนะ อย่างเร็วที่สุดขอเป็นพรุ่งนี้เลย"นั่นเป็นเสียงของแม่

มันเป็นบทสนทนาที่มิเกลแอบฟัง ก่อนจะหนีออกจากบ้าน

      "ไม่น่าเชื่อว่าแม่จะจ้างคนมาเก็บเรา แค่เรื่องสมบัติที่ตกลงกันไม่ได้ แค่เราไม่ยอมขายบ้านของคุณย่า แม่ถึงกับจะฆ่าเราเลยเหรอ"มิเกลหยุดเดิน หันหลังกลับไปมอง บ้านของคุณย่าค่อยๆ ลับสายตา

      มิเกลเดินเชื่องช้าในซอยบ้านที่มีระยะทางสั้นๆ มิเกลไม่อยากเดินไปถึงปากซอย เพราะยิ่งเดินใกล้ทางออก ก็เหมือนเจอทางตัน เมื่อเดินไปถึงถนนใหญ่ ถึงตอนนั้นจะหาที่ซุกหัวนอนตรงไหน
      ฝนเริ่มลงเม็ดปรอยๆ ดวงจันทร์แอบซ่อนมิดบนฟ้ามัว มีแค่แสงสลัวของไฟถนนเท่านั้นที่ส่องสะท้อนให้เห็นท้องฟ้าเททิ้งเม็ดฝน 
      เมื่อมิเกลเดินพ้นซอยบ้านมาจนถึงถนนใหญ่ ผ่านป่าสนทึบ เสียงต้นสนต้องลมมันเหมือนกับเสียงปีศาจกระซิบ มิเกลกระชับสายกระเป๋าเป้แน่น รีบเดินให้พ้นป่าสน ถ้าผ่านป่าสนนี้ไปได้จะถึงที่หมาย 
      มิเกลล้วงโทรศัพท์มือถือจากกระเป๋ากางเกงยีนส์ขึ้นมาเลื่อนดูเวลาบนหน้าจอ ใกล้จะสี่ทุ่มแล้ว ต้องทำเวลา รีบมุ่งหน้าไปให้ถึงร้านหนังสือกลิ่นวานิลลาให้เร็วที่สุด ก่อนที่วานิลลาซูเปอร์มาเก็ตจะปิดชั่วโมงทำงาน






      "...แม่รู้ว่ามิเกลไม่ชอบสีส้ม แต่มิเกลก็ต้องเข้าใจสิ น้องยังเด็กอายุแค่สิบสี่ น้องแค่ใช้แปรงสีฟันของมิเกล เรื่องแค่นี้มิเกลต้องรังเกียจน้องด้วยเหรอ"

      "แต่นั่นมันของใช้ส่วนตัวนะครับ"

      "สีส้มเห็นว่าเป็นพี่น้องกันก็เลยหยิบมาใช้ มันก็เรื่องแค่นี้เอง ทำไมต้องทะเลาะกัน สีส้มเห็นมิเกลเป็นพี่ แต่มิเกลไม่เคยเห็นสีส้มเป็นน้อง"

      "ผมว่าผมเป็นลูกคนเดียว ไม่มีพี่ไม่มีน้อง"

มิเกลหยุดเล่าต่อ

      "เรื่องทั้งหมดมันก็เป็นอย่างนี้แหละ แม่ไม่ได้มาดูแลเรา แม่เข้าข้างแต่สีส้ม แม่แค่..."

      แม่แค่มาทวงบ้านพร้อมที่ดินที่คุณย่ายกให้เราผ่านแม่คืน แล้วเราก็กำลังจะถูกแม่สั่งเก็บด้วย มิเกลพูดต่อประโยคในใจ

      "เพราะงั้น เราถึงอยากออกมาอยู่ข้างนอก อยากอยู่อย่างเป็นส่วนตัวมั่ง เชียร์ช่วยหาห้องให้เราหน่อยเดะ เอาแบบค่าเช่าถูกๆ หรือว่าห้องที่เธอเช่าอยู่ก็ได้ เดี๋ยวเราช่วยหารค่าห้อง"

      "เฮ้ย! เราอยู่กับนายไม่ได้หรอก เราเป็นผู้หญิง"

      "เออว่ะ แต่ใช่เหรอที่เธอเป็นผู้หญิง"มิเกลทำหน้าไม่แน่ใจ เชียร์ค้อนขวับ ก่อนคิดอะไรออก

      "นั้นเอาแบบนี้แล้วกัน ถ้านายไม่เรื่องมากจนเกินไป เราพอจะรู้แล้วว่าจะหาห้องแบบนั้นได้ที่ไหน"






      "นี่เงินค่าเช่าส่วนของเรา นายเอาไปแค่นี้ก่อน"มิเกลวางเงินบนโต๊ะ

      "ทะเลาะกับน้องชายก็เลยย้ายออกมาอยู่ข้างนอก ในเวลาดึกๆ ดื่นๆ ด้วยเป้ใบเดียว มองยังไง สถานการณ์มันก็ฟ้องว่า นายหนีออกจากบ้าน!"กำแพงส่งเสียงดังกระหึ่มร้านอาหาร

      "นาย-จะ-เอะ-อะ-โวย-วาย-ทำ-ไม"มิเกลกระซิบเสียงเข้มข้างหู มือปิดปากกำแพงแน่น

      "มือนิ่มอะ"กำแพงส่งเสียงอู้อี้ผ่านฝ่ามือมิเกล

      "เฮ้ย! ไอ้หื่น!"มิเกลกระโจนออกมาจากกำแพง

      "ฮะ!ๆ นายมานี่ซิ"กำแพงกระดิกนิ้วเรียก

      "มาคุยกันให้รู้เรื่องก่อน นายจะมาอยู่กับเรา นายแน่ใจนะว่าจะไม่มีปัญหา"
มิเกลค่อยๆ เขยิบเข้าไปใกล้ๆ กำแพง แต่ยังคงรักษาระยะห่าง

      "ไม่มี เรียบร้อยทุกอย่างเคลียร์"มิเกลยิ้มกลบเกลื่อนปัญหา

      "หือ ทะเลาะกับน้องชาย เคลียร์แล้ว นายจะออกมาอยู่ข้างนอกทำไม กลับไปอยู่บ้านไป ในเมื่อไม่มีอะไรก็กลับบ้านไปซะ"กำแพงกระดิกนิ้วไล่

      "อย่ามายุ่ง! มันไม่ใช่เรื่องของนาย ค่าห้องเราก็จ่ายไปแล้ว นายอย่าเยอะ"






      "ไหนอะคอนโด"

      "เดินผ่านป่าสนนี่ไปก็ถึงแล้ว"

      ฮะ! ป่าสนอีกแล้ว เราเพิ่งเดินผ่านมันมาอย่างทุลักทุเล ต้องเดินกลับไปหามันอีกแล้ว

      "เฮ้ย! นายมัวยืนทำอะไรของนาย จะไปมั้ย"กำแพงออกเดินก้าวยาวๆ ทิ้งระยะห่างจากมิเกล

ต้นสนทะมึนในความมืด สูงลิบลิ่วดูเข้มแข็ง แต่กลับอ่อนตัวยวบตามแรงลมพัดให้เอนไหว เหมือนปีศาจตัวใหญ่กำลังเต้นระบำ

      "ระบำปีศาจ"มิเกลงึมงำ

      "มิเกล!"

      "ว้าก!"มิเกลสะดุ้งเฮือกกระโดดถึงตัวกำแพงขึ้นขี่หลังเกาะคอแน่น

      "เฮ้ย!ๆ นายทำบ้าอะไรวะ ลงไปเดี๋ยวนี้"กำแพงแกะมิเกลออกจากตัว

      "ตัวผอมแห้ง แต่หนักเป็นบ้า"

      "ก็คนมันตกใจนี่หว่าเรียกซะเสียงดัง"

      "ก็นายเดินช้าซะขนาดนั้น แล้วเมื่อไหร่จะถึง"

      "อยากถึงเร็วก็เดินไปก่อนเลย ไม่ต้องรอ"

      "เอาจริงอะ"กำแพงออกตัววิ่ง

      "เฮ้ย! รอด้วย"มิเกลรีบวิ่งตามกำแพง

      "ตามติดขนาดนี้ นายเริ่มสนใจเราแล้วเดะ"

      "สนใจบ้านนายสิ"มิเกลรีบถอยห่างหลายช่วงตัว

      "เฮ้ย! อะไรอยู่ข้างหลังนายอะ"

      "ว้าก!"

      "ฮะๆ!"

กำแพงหัวเราะชอบใจ เมื่อทำให้มิเกลกระโดดเหยงๆ เสียงหัวเราะของกำแพงดังแข่งกับเสียงคลื่นของค่ำคืนยามดึกบนถนนเลียบหาด คืนนี้เป็นคืนวันศุกร์ที่ครึกครื้นกว่าทุกคืน






      มิเกลมองสำรวจความกว้างของห้องแคบ ขนาด 26 ตารางเมตร

      ชิ! ห้องเท่านี้พื้นที่เท่ากับแมวดิ้นตาย

      เมี้ยววว!

      ฮะ! เสียงแมว มีเสียงแมวเป็นซาวด์เอฟเฟคด้วย

      "เมี้ยว!"

แมวสีขาวเดินผ่านหน้า มิเกลมองตามจนมันหันกลับมาจิกตาใส่ ดวงตาสีฟ้ากับสีเหลืองอำพันอย่างละข้าง ขนขาวปลอดตลอดตัว ศีรษะเป็นรูปหัวใจ กำแพงคว้าหมับแมวตัวน้อยมาไว้ในอ้อมกอด

      "นี่มันแมวพันธุ์ขาวมณี"

      "ใช่ ขอแนะนำนี่คือหมูทอด เป็นเจ้าของห้องนี้ นายมีอะไรก็คุยกับหมูทอดได้ นายห้ามทำอะไรตามใจตัวเองนะ นายต้องขออนุญาตจากหมูทอดก่อน"

มิเกลสบตาแมวสีขาวทั้งตัวในอ้อมแขนกำแพง อ็อด อาย คู่นั้น มันทรงพลัง

      "ฮะ ฮะ ฮัดเช้ย!"มิเกลจามฟุดฟิด

      "ฮะๆ! ภูมิแพ้กำเริบเลยเหรอนาย เป็นไง น่าตื่นตาตื่นใจมั้ย ห้องของเรา"กำแพงยื่นหน้ายื่นตา

       ...แค่กำแพง เอาแมวมาขู่ เราก็กลัวหงอจนหือไม่ขึ้นซะแล้วเหรอ ไม่มีทางหรอก ไอ้หื่นกำแพง!

      "โว้ย! ถอยไป เกะกะชะมัด"มิเกลผลักหน้ากำแพง

      "แล้วไหนล่ะครัว"

      "นั่นไง เตาแก๊สปิคนิค ตะหลิวกับกระทะอยู่ที่ระเบียง นั่นละครัว"

      กึ๋ย! เป็นครัวที่เห็นแล้วหายหิวเลย

มิเกลยี้ในใจ

      "นายมีเครื่องทำน้ำอุ่นมั้ย"มิเกลชะโงกหน้าเข้าไปสำรวจภายในห้องน้ำแคบๆ

      "โอ้โห คอนโดหรูซะขนาดนี้ มันจะมีเหรอครับ ถ้านายอยากอาบน้ำอุ่น โน่นนายก็ต้องรออาบตอนบ่ายๆ รับรองเลยน้ำที่นี่อุ่นกำลังดีจากแทงค์ที่ยืนอาบแดดอยู่ข้างล่างนั่น"

      "เฮ้ย! ลืมซื้อแปรงสีฟัน"มิเกลเตะตากับแปรงสีฟันของกำแพงที่วางไว้ในห้องน้ำ

      "เอาของเราไปใช้ก่อนก็ได้เราไม่รังเกียจ"กำแพงยื่นแปรงสีฟันให้มิเกล

      "เฮ้ย!"มิเกลปัดแปรงสีฟันในมือกำแพงกระเด็นลงชักโครก

      จ๋อม!

      "อยากจะอ้วก"

      "นั่นมันแปรงสีฟันเอาไว้ทำความสะอาดคีย์บอร์ด ของแบบนี้ใครจะใช้ร่วมกันล่ะ"กำแพงเขยิบเข้าไปใกล้ๆ วางคางไว้บนไหล่มิเกล

      "เอิ่ม...ถ้าไม่ใช่ผัวเมีย"

      "เฮ้ย! ไปให้พ้นเลยไอ้หื่น"

      "ฮะๆ! โอเคๆ ไม่เล่นละ อ่ะ"กำแพงยื่นแปรงสีฟันที่อยู่ในแพ็กประหยัดซื้อสองแถมหนึ่งให้

      "ม่าย"มิเกลส่ายหัว

      "ของเราต้องแปรงจัดฟันเท่านั้น"

      "นายนี่ค่อนข้างกระแดะนะ ว่าแต่ว่านายจะอาบน้ำก่อนมั้ย ถ้าจะใช้ห้องน้ำต่อจากเราก็ต้องรอนานหน่อยนะ แบบว่านอนรอ"

      "ไม่อะ ทำไมนายอาบน้ำนานเหรอ"

      "เปล่า แค่อาบไปขี้ไป"กำแพงยิ้มกวน

      "ไปตายซะ"






      มิเกลเลิกสนใจกำแพง หันมาสนใจนอกหน้าต่างห้อง ท้องฟ้ามัว หมกดาว ผืนฟ้ายังชื้นเหมือนผ้าบิดหมาด เพราะเม็ดฝน

      "ยังดีที่ไอ้หื่น มีสามัญสำนึก ไม่ใช้ของมั่วๆ"มิเกลละสายตาจากท้องฟ้านอกหน้าต่างหันไปมองกำแพงที่กำลังยืนเช็ดผม หลังจากเดินหายเข้าไปในห้องน้ำเนิ่นาน

      "อ้าว! เฮ้ย! นั่นมันผ้าขนหนูลาย Big Hero 6 ลิขสิทธิ์จากดิสนีย์ของเรานี่หว่า"

      "ช่าย ขอยืมเช็ดตัวหน่อย ผ้าขนหนูของเรายังไม่แห้งอะ เพิ่งซัก ขอบใจนะที่ให้ยืม อ่ะ ฝากตากด้วย"กำแพงโยนผ้าขนหนูใส่หัวมิเกล

      "เฮ้ย! นายทำบ้าอะไรวะ!"มิเกลสะบัดผ้าขนหนูออกจากหัว

      "หนอยหนอย นายมันเยอะไปแล้ว อย่ามายุ่งกับของใช้ส่วนตัวเดะ หยิบไปตอนไหนวะ เอาไปใช้หน้าตาเฉยไม่คิดจะขอก่อน"

      "ขอก่อน แล้วนายจะให้เหรอ ผ้าขนหนูลายลิขสิทธิ์เชียวนะ"

      "ไอ้บ้ากำแพง ดูเดะเบย์แม็กซ์เยิ้มเลย นายต้องชดใช้"มิเกลกัดฟันกรอด






      มือถือส่งสัญญาณเตือน ฮานะโทรกลับ มิเกลรีบรับสาย

      "ฮานะตื่นแล้ว เฮียเกลมีอะไรเหรอถึงโทรมา"

      "ไม่มีอะไร ฮานะนอนต่อเหอะ เฮียไม่กวนแล้ว"มิเกลรีบวางสาย กำแพงจ้องมิเกลไม่วางตา

      "เรารู้ นายจ้องจับผิดเรา"

      "อะไรของนาย เรายังไม่ได้พูดอะไร"

      "อะไรก็ตามที่นายยังไม่ได้พูด เรารู้"

      "ฮะ! มิเกล แปลว่านายรู้ใจเราอะเดะ"

      "นาย-ไป-ตาย-ซะ-ไอ้-หื่น"






      มิเกลขึ้นไปนอนแอ้งแม้งบนเตียง ครอบครองเป็นเจ้าของ

      "ลงมาเดี๋ยวนี้ ที่ของนายคือโซฟา จ่ายน้อยกว่าก็ต้องมีสิทธิ์น้อยกว่า"

      "จ่ายน้อยกว่า แต่สิทธิพิเศษเพียบ อย่างเยอะอะ นายเข้าใจมั้ย"

      "อ๋อเหรอครับ ผมไม่เข้าใจหรอกครับไอ้คุณเมี้ยวจอมข่วน คุณจะลงจากเตียงดีๆ หรือจะให้ผมอัญเชิญเขี่ยลงมาครับ เงียบกริบ ทำไมเงียบ กลัวโดนเขี่ยเหรอ ขอทำข้อนี้ให้เสร็จก่อนเดี๋ยวจะไปเขี่ย"กำแพงก้มหน้าก้มตาทำรายงานบรรทัดสุดท้าย แล้วลุกพึ่บจากเก้าอี้ตรงไปที่เตียง

      ว้าก! ถุงเท้า! มันขึ้นเตียงทั้งถุงเท้า เหม็นตายชัก

มิเกลเงียบเชียบ ไม่มีสัญญาณตอบรับ นอนตะแคงหันหลังให้ กำแพงเอานิ้วจิ้มจึ๋ง ร่างน้อยไร้ความรู้สึก

      "อ้าว หลับนี่หว่า"

กำแพงค่อยๆ ดึงถุงเท้าออกจากปลายเท้า นิ้วมือพลาดไปโดนนิ้วเท้า

      "นุ่มว่ะ นึกว่านายจะทาเล็บสีดำที่นิ้วเท้าขาวๆ นี่ด้วย"กำแพงลากนิ้วมือไปมาบนเท้านุ่มนิ่ม มิเกลตัวงอหดขาขึ้น

      "ฮะๆ! สงสัยจะจั๊กจี้ว่ะ"ปลายนิ้วกำแพงเขี่ยเล่นบนส้นเท้า

มิเกลพลิกตัวกลับมานอนตะแคงอีกข้าง หันหน้าให้กำแพง กลิ่นอ่อนๆ ของมิเกลตอนขยับตัว ลอยมาเตะจมูก ผ่านเข้าไปอยู่ในลมหายใจ

     "หอมว่ะ! มิเกลทำไมนายตัวหอมขนาดนี้วะ"กำแพงถอยกรูดไปตั้งหลัก

      "เหมือนกูจะรู้สึกแปลกๆ ได้ช็อกโกแลตร้อนก่อนนอนอาการน่าจะดีขึ้น"

      กำแพงเสยผมขึ้นลวกๆ ลงมือชงช็อกโกแลต ฝากกระป๋องนมข้นหวานไว้กับขอบแก้ว
      กำแพงเผลอมองร่างน้อยๆ ที่นอนบนเตียง มิเกลพลิกตัวไปมา ชายเสื้อเชิ้ตลายกะโหลกเทาดำเลิกขึ้น เผยให้เห็นแผ่นหลังเหนือบั้นท้ายขาว มิเกลสวมกางเกงยีนส์สกินนี่คับติ้วชวนให้ใจหวิว ที่ยังแอบขาดลุ่ย ผิวเนียนละเอียดเหมือนกับเม็ดทราย เล็ดลอดออกมาอวดความขาวตามรอยขาด
 
     "อยากทะลุเข้าไปในรอยขาดว่ะ"กำแพงยกช็อกโกแลตร้อนขึ้นซด

      "เฮ้ย! ทำไมมันหวานขนาดนี้วะ เปลี่ยนเป็นโกโก้ขมๆ ดีกว่า อ่า...แล้วกูจะนอนหลับเหรอ เปลี่ยนๆ! เอาเป็นนมวานิลลาอุ่นๆ ทราบแล้วเปลี่ยน"

กำแพงเมาช็อกโกแลต






      กำแพงวางแก้วนมว่างเปล่าไว้บนโต๊ะ ปล่อยคราบนมสีขาวที่หลงเหลือเคลือบแก้วใบใสจนสีขุ่น เอนตัวลงบนเตียง นอนตะแคงหันหลังให้ร่างน้อยนอนหลับปุ๋ยอยู่ข้างๆ

      "ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เราก็แค่เผลอรู้สึกแปลกๆ ไปเอง"

      หมับ!

มิเกลหันมาตะครุบตัวกำแพงกอดแน่นติดหนึบจากด้านหลัง

      "เฮ้ย!"กำแพงหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดง เมื่อมิเกลซุกหน้ากับแผ่นหลังกว้าง

      อือ เรากอดตัวอะไรอยู่ ตัวใหญ่นุ่มนิ่ม น่าฟัด กอดได้แบบเต็มๆ เบย์แม็กซ์! ต้องเป็นเบย์แม็กซ์ซุปเปอร์ฮีโร่จากดิสนีย์ ส่งตรงถึงเตียงแน่เลย
 
มิเกลส่งยิ้มหวานอวดเหล็กดัดฟัน ค่อยๆ ลืมตาขึ้นสบตากับเบย์แม็กซ์

      "ว้าก!"

มิเกลพุ่งตัวลงจากเตียง มองสำรวจตัวเองทั้งตัว เสื้อผ้ายังอยู่ ยกเว้นถุงเท้าที่หายไป มันย้ายไปอยู่ปลายเตียง

      "ไอ้หื่น!"

หมอนผ้าห่มถูกเหวี่ยงไปที่โซฟา มิเกลแปะเทปกั้นเขตห้ามกำแพงล้ำเส้น

      "แค่เทปมันจะไปป้องกันอะไรได้วะ สร้างผนังคอนกรีตเสริมใยเหล็กเลยเดะ"กำแพงส่งเสียงงึมงำมาจากโซฟา มีหมูทอดนอนคลอเคลียอยู่ข้างๆ






      ผมยุ่งเหยิงสีพาสเทลของมิเกลนัวเนียอยู่กับตัวหมูทอดขนสีขาวล้วน มันเข้ากันดีบนเตียงแคบๆ ของเช้าอีกวัน

      "ฮะ ฮะ ฮัดเช้ย!"

      "ขอต้อนรับสู่โรคภูมิแพ้กำเริบนะครับไอ้เมี้ยวจอมข่วน"กำแพงยิ้มมุมปาก

      "ฮัดเช้ย!"มิเกลจามออกมาทั้งที่ยังหลับตาติดอยู่ในความฝัน






      กำแพงออกไปทำงานที่ร้านอาหารไทย แล้วกลับเข้ามาตามเวลาปกติ วางข้าวกล่องที่หิ้วมาไว้บนโต๊ะอาหารตัวเล็กๆ ก่อนหายตัวเข้าไปอาบน้ำ หลังจากที่จัดการกับตัวเองเสร็จ กำแพงกลับมาจัดการกับข้าวกล่องบนโต๊ะเรียบร้อย แล้วยืนกอดอกมองภาพตรงหน้า

      "โอ้โห ยึดเลยอะ นี่ห้องของใครกันแน่ครับ"

      มิเกลนอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงของกำแพง อย่างไม่คิดจะย้ายที่ไปไหน ในมือถือหนังสือเล่มหนาเท่าพจนานุกรม และมีหนังสือวางอยู่ข้างๆ ตัวบนเตียงอีกหลายเล่ม
      กำแพงอยากจะเขี่ยมิเกลให้ร่วงลงไปจากเตียงของตัวเอง เพราะผ้าปูที่นอนลาย Big Hero 6 ลิขสิทธิ์จากดิสนีย์ที่เพิ่งถอยมาใหม่ยับยู่ยี่ไม่มีชิ้นดี แต่อีกใจหนึ่งก็หวนคิดไปถึงเมื่อคืนที่อยากทำมิดีมิร้ายกับร่างกายของมิเกลที่นอนหลับอยู่บนเตียง

      แปลก! ทำไมเมื่อคืนเรารู้สึกแปลกๆ ทำไมเมื่อคืนมิเกลทำให้เรามีอารมณ์ ทำไม...

      "เพราะเราเป็นหุ้นส่วนของนาย"

มิเกลทำลายความคิดของกำแพงที่กำลังฟุ้งไปทั่วห้อง

      "หุ้นส่วนบ้าอะไรจ่ายก็ไม่ถึงครึ่ง"กำแพงแย้ง

      "จ่ายน้อยกว่า แต่ว่ามีสิทธิพิเศษเพียบ"มิเกลพูดกับหนังสือในมือ ไม่หันมามองหน้ากำแพง

      "มันจะมากไปแล้วนะ"กำแพงหมดความอดทน

      "นายคิดว่าเราจะปล่อยให้นายมาทำบ้าอะไรบนเตียงของเราง่ายๆ เหรอ รีบขนหนังสือของนายลงไปซะไอ้เมี้ยว"

      "นายมีสิทธิ์อะไรมาตั้งฉายาให้คนอื่นมั่วซั่วฮะ! ไอ้หื่น แล้วก็ห้ามเรียกเราว่าไอ้ ให้เรียกเราว่าคุณ นายต้องใช้คำสุภาพกับหุ้นส่วน"

      "โว๊ะ! นายเป็นหุ้นส่วนเหรอ พูดซะหรูราวกับทำธุรกิจร่วมกัน นายแค่ช่วยหารค่าห้อง แถมจ่ายส่วนของนายน้อยกว่าเนี่ยนะ แล้วก็สีผมของนายมันแหย่ตาเรา รำคาญ!"

      "แค่สีพาสเทล มันไปแหย่ลูกกะตานายตรงไหนวะ"

      "ก็ปิดไฟนอนสิวะ ถึงจะเลิกแหย่ตา แล้วก็ย้ายตัวของนายออกไปจากเตียงได้แล้ว คนจะนอนโว้ย!"

      "ปกตินายก็ชอบออกไปคุยโทรศัพท์ที่ครัว เอ๊ย! ที่ระเบียงอยู่แล้วนี่ ไม่เห็นนายจะนอนเลย ทำไมนายต้องใช้เตียงด้วย นายก็นอนที่ระเบียง เอ๊ย! นอนที่โซฟานั่นละ ดีออก"

      "เมี้ยว! กรุณาอย่ากวนตีน แล้วก็นายต้องย้ายตัวออกไปจากเตียงของเราเดี๋ยวนี้! ไม่งั้นนายโดนเราปล้ำแน่ แต่ถ้านายยังไม่ย้ายนั่นก็หมายความว่านายอยากโดนข่มขืนโดยไม่ขัดขืน"

มิเกลรีบหอบหนังสือบนเตียงย้ายไปนั่งอ่านต่อที่โต๊ะเขียนหนังสือทันที กำแพงรีบกระโดดขึ้นเตียง ง่วงเต็มที่แล้ว แต่นอนไม่หลับ เพราะภายใต้เปลือกตาที่ปิดสนิท มันสะดุดกับแสงไฟในห้องที่สว่างจ้า

      "โว้ย! อย่างนี้จะนอนได้ยังไงวะ!"

กำแพงลุกพรวดจากเตียงตรงไปปิดสวิตช์ไฟ มิเกลลุกพึ่บจากเก้าอี้ตรงไปเปิดสวิตช์ไฟที่เพิ่งถูกปิด

      "ไอ้เมี้ยว เปิดไฟทิ้งไว้นานๆ หลอดไฟมันจะเสียง่ายนายรู้ใช่มั้ย"

      "เรียกเราว่าคุณ ห้ามเรียกว่าไอ้"

      "เออ! ไอ้คุณเมี้ยวครับ คือพรุ่งนี้มันเป็นวันหยุดของนาย แต่มันเป็นวันทำงานของเรา"



      มิเกลยังคงนั่งอ่านหนังสือต่อ ร่างน้อยอยู่ในชุดนอนลายกะโหลกขาวดำ ผมสีชมพูม่วงพาสเทลที่รวบไว้หลวมๆ หลุดลุ่ยลงมาปรกใบหน้าเรียว และต้นคอขาว
มิเกลดึงยางรัดผมออก จัดการรวบผมมัดใหม่ให้เข้าที่เข้าทาง หางผมอยู่ที่ระดับท้ายทอย ปลายผมแหลมจากการซอยสไลด์ ทำให้ปลายผมที่รวบไว้ชี้ไปต่างทิศทาง 
      มิเกลจดจ่อสายตาอยู่กับหนังสือตรงหน้า กำแพงจดจ้องทุกอิริยาบถของมิเกล ทั้งๆ ที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่สายตามันพาไป กำแพงมุดตัวเข้ามาในผ้าห่ม แล้วข่มตา ตาจะหลับแล้ว แต่ใจไม่ยอมหลับ เพราะมันยังแอบมองมิเกลอยู่

      นี่เราเอาความสว่างมาเป็นข้ออ้าง หรือว่าเอาจริงๆ ที่เรานอนไม่หลับ ไม่ใช่เพราะมิเกลเปิดไฟหรอก แต่เป็นเพราะมิเกลยังไม่นอนมากกว่า

มิเกลยังคงนั่งอ่านหนังสือต่อไป ปล่อยให้กำแพงนอนขดตัวอยู่ในผ้าห่ม โดยไม่สนใจเรื่องของความสว่างที่กวนตากำแพง และไม่ไยดีกับร่างน้อยๆ ของตัวเองในชุดนอนตัวบางที่กวนใจกำแพงจนผล็อยหลับไป






      หลังจากนั้นมิเกลก็ยึดทุกอย่างภายในห้องนี้ กำแพงจะได้ครอบครองเตียงเป็นของตัวเองอีกครั้ง เมื่อคืนวันศุกร์ และคืนวันเสาร์มาถึง เพราะมิเกลจะนั่งอ่านหนังสือ และเขียนหนังสือจนดึกดื่นตรงโต๊ะเขียนหนังสือ ที่กำแพงหมดสิทธิ์ในการครอบครอง แม้ว่าจะเป็นเจ้าของก็ตาม
      มิเกลยึดคอมพิวเตอร์ของกำแพงมาไว้ในครอบครอง เล่นเกม Ameba Pigg เกมออนไลน์จาก CyberAgent,inc. ควบคู่กับโน๊ตบุ๊คของตัวเองทุกวัน และเล่นเกมทั้งวันทั้งคืนในวันหยุด นอนหลับคาหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เปิดเครื่องทิ้งไว้ หลับไปพร้อมกับเกมออนไลน์ของโปรด






      มิเกลจ้องหน้ากับจอคอมพิวเตอร์อย่างตาต่อตาฟันต่อฟัน กำแพงหันมาเห็นอาการของมิเกล ละสายตาจากหนังสือที่ถืออยู่ในมือ เดินมาหยุดยืนข้างโต๊ะเขียนหนังสือ แล้วโพล่งออกไป

      "เกมอะไร ทำไมนายต้องนั่งเฝ้าหน้าจออย่างเอาเป็นเอาตาย"

      "Ameba Pigg เกมออนไลน์จากญี่ปุ่น เกมหลักเป็นแฟชั่น แต่งห้อง ในเกมหลักมีเกมย่อยอีกตั้งหลายเกม
      Life
      Cafe
      Island
      World
      Brave
เราสามารถแต่งตัว แต่งห้อง สร้างบ้าน ปลูกผัก ทำอาหาร ติดเกาะ ตกปลา ต่อสู้ และเข้าบ่อน คลายเครียดได้ในเกมเดียว แล้วที่สำคัญที่สุด เรากำลังตามหาพ่ออยู่ พ่อเราไปทำงานที่ญี่ปุ่น เผื่อว่าเราอาจจะเจอพ่อเราในเกม"มิเกลเผลอสาธยายยืดยาว แต่ยังไม่ละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์

      "เหรอ! แต่เราว่านายโคตรเครียด!"กำแพงเสียงสูง

      "เรานี่ไม่น่าเผลอคุยกับคนอย่างนาย ไม่น่าเสียเวลานั่งอธิบายให้นายฟัง ยังไงนายก็ไม่มีวันเข้าใจ"

      "เข้าใจเดะวะ ในเมื่อเรามีหัวใจ แล้วนายตามหาพ่อยังไง นายเจอพ่อมั้ย"กำแพงหยิบคุกกี้ในจานบนโต๊ะเขียนหนังสือขึ้นมาเคี้ยวไปพูดไป

      "ในเกมเราสามารถแชทกันได้ เมื่อเราเจอกับคนญี่ปุ่น เราก็แค่พิมพ์ Excuse Me! แล้วต่อไปก็ภาษาไทยโลด เราเล่นเกมนี้มาตั้งหลายปีแล้ว แต่ก็ยังตามหาพ่อไม่เจอ เฮ้อ!!!"มิเกลถอนหายใจยาว

      "คนญี่ปุ่นไม่พูดอังกฤษ แถมพิมพ์เป็นภาษาไทยอีก แล้วใครจะไปเข้าใจวะ มิน่าล่ะถึงตามหาพ่อไม่เจอ"กำแพงงึมงำ

      "ฮะ! เมื่อกี้นายว่าอะไรนะ"

      "เปล่าๆ แล้วนั่นนายกำลังเล่นอะไร"กำแพงรีบเบี่ยงเบนความสนใจ

      "ตกปลา ลองเล่นเปล่า นายตกปลาเป็นมั้ย"

      "ไม่อะ ตกไม่เป็น เราไม่เล่น ไม่ได้มีเวลาว่างอย่างนาย"

      "ปอดอะเดะ ตกปลาไม่เป็นเลยไม่กล้าเล่น ฮะๆ!"มิเกลขำคิก

      "เฮ้ย! นายอย่ามาดูถูก แค่ตกปลาในเกม ก็ได้ๆ เราจะเล่นกับนาย"

      "เอาเดะ แต่ก่อนอื่นอันดับแรกเลย นายต้องตกปลาให้เป็นก่อน แล้วเราค่อยไปแข่งตกปลากัน มาให้เราสอนก่อน นายมานี่"มิเกลลากเก้าอี้อีกตัว แล้วดึงกำแพงลงนั่งข้างๆ

      "นายต้องแข่งกับเวลา เหมือนกับที่นายวิ่งแข่งกับตัวเองเพื่อทำลายสถิติ นายต้องจับเม้าส์อย่างนี้"

      วาบ!

      กำแพงรู้สึกวูบวาบ หลังจากนั้นอาการใจสั่นก็ตามมา กำแพงรู้สึกว่าใจเต้นเป็นจังหวะ เมื่อมือของมิเกลวางลงบนหลังมือ จากที่ใจเต้นเป็นจังหวะป๊อปก็เปลี่ยนเป็นจังหวะร็อค เมื่อนิ้วมือของมิเกลสอดเข้าไปในง่ามนิ้วกำแพง มิเกลหันมาสบตา มันหวานซึ้ง เหมือนกับเป็นคู่รักที่เพิ่งแต่งงานกันใหม่ๆ สายตาคู่นั้น เหมือนยั่วนิดๆ จนกำแพงเผลอคิดไปไกลว่า มันน่าจะทำอะไรมากกว่านั่งตกปลาในเกม 
      รอยยิ้มโชว์เหล็กดัดฟัน มันเป็นยิ้มเชิญชวนให้เข้าไปสำรวจภายในช่องปาก มิเกลกำลังยั่วยวนให้กำแพงอยากสัมผัสความหวานผ่านเหล็กดัดฟัน

      "กำแพง เรายอมเสียตัวให้นายอะ"

      "เฮ้ย!"

กำแพงตาค้าง อีกมือที่เท้าคางมองมิเกลอยู่อ่อนยวบ ภาพถุงยางอนามัยกลิ่นผลไม้ในกล่องที่วางขายหน้าเคาเตอร์ในร้านสะดวกซื้อลอยวนเวียนเหมือนลูกโป่ง

      "กำแพง! นายปล่อยให้ปลาหลุดอีกแล้ว ฮะๆ! นายนี่มันสอนยากจริงๆ เราสอนเชียร์แค่แพล็บเดียวเชียร์ก็ตกปลาได้แล้ว นายมัวแต่นั่งฝันกลางวัน สงสัยเมื่อคืนนอนน้อยไปหน่อย ตื่นๆ! นายตื่นได้แล้ว!"มิเกลทำลายถุงยางอนามัยจนแตกโป๊ะไม่มีชิ้นดี

      "เราเพิ่งทำตัวใหม่ ยังไม่ได้เล่นเลย เรายอมยกตัวนี้ให้นาย ไอดีของนายคือ redblooddew เอาไว้ว่างๆ นายมาเล่นBJกับเรา แต่ตอนนี้นายต้องตกปลาให้ได้ก่อน เราแนะนำให้นายลองตกปลาในมือถือก่อน เพราะมันจะง่ายกว่าตกปลาด้วยเม้าส์หนู"

      "นี่ไง ในวงกลมสีเขียวมันเป็นเลขหนึ่ง เราได้อันดับหนึ่งแล้ว"กำแพงคลิกไปที่การ์ดตกปลา

      "จะบ้าเหรอ นายเคยเล่นเกมมั้ย นั่นมันเลเวลหนึ่ง ก่อนจะเป็นอันดับหนึ่งก็ต้องเริ่มต้นจากระดับหนึ่ง"

      "โอเคครับเมี้ยว"กำแพงยิ้ม ยอมความง่ายๆ

      "นายไม่ต้องออกจากระบบ เพราะมันเป็นโน๊ตบุ๊คของนาย"มิเกลเคาะนิ้วบนปุ่มคีย์บอร์ด

      "เราเปลี่ยนชื่อให้นายแล้วเป็น Kumpang-Kun นายอย่าลืมนะ ไอดีของนายคือ redblooddew กลับด้านกับ dewredblood ไอดีของเรา ชื่อเล่นของเราคือรหัสผ่านของนาย แล้วก็เมื่อนายพร้อมเมื่อไหร่...เรามาเจอกันในAmeba Pigg"มิเกลยักคิ้วให้กำแพง






      มิเกลหันหลังไปมอง สบตากับผู้ชายแปลกหน้าที่จ้องมิเกลไม่วางตา แล้วรีบหันหลังกลับมา

      "ผู้ชายคนนั้นตามติดตั้งแต่เมื่อกี้ โรคจิตเปล่าวะ เดินตามต้อยๆ หรือว่า..."มิเกลเบิกตากว้าง

      "หรือว่า นี่ละคนที่แม่จ้างมาอุ้มฆ่าเรา ตายห่ะ!"มิเกลกระชับกระเป๋าเป้แน่น ร่างน้อยกึ่งเดินกึ่งวิ่งจนเกือบถึงป้ายรถเมล์

      "กำแพง!"มิเกลรีบวิ่งเข้าไปหาผู้ชายตรงหน้า

      "จะไปไหน"กำแพงถาม

      "ไปด้วย"

      "ฮะ! นายบอกว่านายจะไปไหนนะ"

      "ก็บอกว่าไปด้วยไง ไปไหนก็ได้ ไปทุกที่ที่นายไป"มิเกลหันไปมองผู้ชายแปลกหน้าคนที่เดินมาหยุดยืนอยู่ข้างๆ อย่างระแวง

      "ไปเดะ รถเมล์มาแล้ว"มิเกลรีบกระโจนขึ้นรถตามกำแพง

      "ยังจะตามขึ้นมาอีก"มิเกลเกาะติดนั่งชิดกำแพง

      "อะไรของนาย ไปนั่งห่างๆ เบาะหลังยังว่างขนาดนั้น"

      "ม่าย จะนั่งตรงนี้"

      แก๊บๆ!

เสียงกระบอกตั๋วจากพนักงานเก็บค่าโดยสาร เดินทางมาถึงท้ายรถ

      "กระเป๋ารถเมล์มาเก็บตังค์แล้ว นายจ่ายไปก่อนเด๊ะ"กำแพงสะกิดมิเกล
มิเกลหยิบแบงก์พันยื่นให้ กำแพงรีบแย่งกลับมา

      "นายจะบ้าเหรอ สองคนมันแค่สิบสามบาท นายดันจ่ายแบงก์พัน"กำแพงล้วงเศษสตางค์ออกมานับ พนักงานเก็บค่าโดยสารฉีกตั๋วส่งให้

      "โห ตั๋วสีม่วงด้วย กำแพงเราขอ"มิเกลดึงตั๋วไปจากมือกำแพง

      "เมื่อก่อนเราก็เคยสะสมตั๋ว"

      "ฮะ!"มิเกลตื่นเต้น

      "ตั๋วรถเมล์สีเทาเป็นสีที่เราชอบที่สุด"

กำแพงหยิบความทรงจำออกมาจากวันวาน เมื่อมองตั๋วรถเมล์ในมือมิเกล

      "เมื่อก่อนตั๋วรถเมล์ที่เราสะสมอะ มันเหมือนกับสิ่งมหัศจรรย์เลยนะ เราหวงแบบห้ามใครแตะ แต่ตอนนี้มันหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ อืมมม มันน่าจะอยู่ที่ไหนสักที่หนึ่งในความทรงจำละมั้ง"

มิเกลแปะหัวลงไปซบกับไหล่กำแพง หลับน้ำลายยืดไปแล้ว กว่ากำแพงจะรู้ตัวว่าพูดอยู่คนเดียว ก็ตอนที่รู้สึกว่ามีสายตาหันมาจับจ้องเกือบทั้งคันรถ กำแพงรีบดันหัวมิเกลออกไปจากไหล่

      เอี๊ยด!!!

จู่ๆ รถเมล์เบรกตัวโก่ง ผู้โดยสารทั้งคันรถโก่งตัวอย่างกับเล่นโยคะ

      "เฮ้ย! เกือบไปแล้ว"กำแพงคว้าตัวมิเกลมากอดไว้

      "ว้าย! คู่เกย์กอดกันบนรถเมล์ อ๊าย!!! เรื่องมันช่างน่าอาย"เด็กนักเรียนหญิงชั้นประถมเอามือปิดตา

กำแพงรีบปลุกมิเกลลงป้ายหน้า

      "ถึงแล้วเหรอ"มิเกลขยี้ตา

      "ยัง อีกหลายป้ายกว่าจะถึง"

      "อ้าว แล้วนายลงมาทำไมล่ะ"

      "เดินเล่นมั้ง"

กำแพงทำหน้าเซ็ง เดินไปเรื่อยๆ มิเกลเดินตามก้าวเอื่อยๆ ของกำแพง แต่ไม่ลืมหันไประแวงข้างหลัง

      "น้องครับ!"

มิเกลสะดุ้งเฮือก หันขวับกลับมา พบกับผู้ชายแปลกหน้าคนเดิมยืนดักหน้า

      "น้องลืมรูดซิป!"

      "ฮะ!"มิเกลเอามือกุมเป้ากางเกง

      "เปล่าๆ ซิปเป้ ไม่ใช่ซิปเป้า"






      มิเกลยื่นสตางค์สิบสามบาทให้พนักงานเก็บค่าโดยสาร กำแพงรีบดึงมือมิเกลเอาไว้

      "นี่รถเมล์ฟรี นายไม่ต้องจ่ายตังค์"

      "ฮะ! ของฟรีมีในโลกด้วยเหรอ"

      "มีสิ รถเมล์ฟรี  Amezing Thailand  นายไม่รู้เลยเหรอไง"

      "ไม่อะ เราไม่เคยขึ้นรถเมล์"

      "โอ๊ย! ไอ้คุณหนูมิเกล"



      มิเกลมองออกไปนอกหน้าต่างรถเมล์ ภาพวันวานผ่านตาทางช่องหน้าต่างรถ

      ใช่ เราเคยเป็นคุณหนูของพี่พรหล้า เราเคยมีคุณย่าที่คอยปกป้อง แต่วันนี้เราต้องหนีหัวซุกหัวซุน ดีนะที่เรายังมีที่ซุกหัวนอน มิเกลหันไปมองหน้ากำแพง

      "หืม..."กำแพงเลิกคิ้ว

      "เปล่า ไม่มีอะไร แค่คิดไปเรื่อยเปื่อย"มิเกลหันกลับไปมองนอกหน้าต่างรถต่อ

      เกือบไปแล้ว วันนี้ยังดีนะที่มีกำแพง แต่กำแพงไม่ได้ตัวติดกับเราตลอดเวลา แถมบางทีกำแพงก็หื่นจนออกนอกหน้า ต่อไปเราจะทำยังไงต่อ

      มิเกลมองก้อนเมฆสีขาวบนท้องฟ้าสีฟ้า ก้อนเมฆมันมีรูปทรงเหมือนเบย์แมกซ์ ซุปเปอร์ฮีโร่จากดิสนีย์

      นั่นสิ! เพื่อความปลอดภัยของเรา เราต้องจ้างบอดี้การ์ดไซส์เดียวกับเบย์แมกซ์!

มิเกลติดอยู่ในความฝันลมๆ แล้งๆ จนได้






      ช่วงเบรคมื้อบ่าย ที่ลานจอดรถ ร่างสูงใหญ่ที่ใครต่อใครตั้งฉายาว่าพี่เบิ้ม นั่งละเลียดควันบุหรี่ ก่อนขยี้ทิ้งด้วยรองเท้า แล้วหันไปหาร่างสูง 183 cm ที่กำลังนั่งละเลียดแซนด์วิชทูน่าที่จิ๊กมาจากหมูทอด

      "ไอ้กำแพงกูขอยืมโน๊ตบุ๊คมึงหน่อย เอามาเด๊ะ!"

      "แล้วของมึงล่ะ ไปไหน"

      "ของกูอยู่ศูนย์ แบบสูญหาย หายสาบสูญ กูขอยืมของมึงใช้หน่อย แบบเนิ่นนาน ครอบครอง"

      "เออ กูให้ เดี๋ยวกูยืมของไอ้เมี้ยวมิเกลใช้ก่อน อยากยึดคอมกูดีนัก แต่กูมีข้อแม้ หาย พัง มึงรับผิดชอบ เงื่อนไขคือเครื่องใหม่เท่านั้น"

      "กูเห็นขี้เกลือขึ้นที่เสื้อมึงเป็นรูปธรรมเลยไอ้กำแพง แม่งขึ้นเป็นคำว่า งก ถุย! เค็มฉิบหาย"

      "มึงอย่าบอกว่ากูเค็ม มึงต้องบอกว่ากูใจกว้างอย่างกับทะเลมากกว่า มึงรู้มั้ย กูยอมให้มิเกลมันมาอยู่ด้วย แบบค่าห้องมันจ่ายยังไม่ถึงครึ่งเลย เพราะกูสงสารมัน เห็นมั้ยกูใจดีกับมันมากแค่ไหน แต่แม่งทำตัวอย่างกับมันเป็นเจ้าบ้าน ไม่ใช่ผู้อาศัย หนังสืองี้กองเต็มเตียงกู เศษขนมเบื้อง ซากคุกกี้แซนวิชรสช็อกโกแลตสอดไส้ช็อกโกแลตเคลือบช็อกโกแลต นอนกลิ้งเกลือกอยู่หน้าคอมกู วานิลลา โคล่า ที่มันกิน ไหลเยิ้มอย่างกับลาวาลงคีย์บอร์ด กูต้องนั่งเคาะความเหนียวหนืดออกมา กูตากผ้าไว้ลืมเก็บ แม่งเสือกทอดปลาอีก กูต้องทำยังไงวะไอ้จี๊ดให้มันเกรงใจกูมั่ง"

      "ถึงว่าเสื้อมึงถึงห๊อม หอม น่ากิน...เออ กูว่ามึงก็ต้องทำอะไรสักอย่างแล้วนะไอ้กำแพง"

      "ทำอะไรวะไอ้จี๊ด แล้วกูต้องทำยังไง"

      "ทำใจ ตายซะ แล้วไปเกิดใหม่ เกิดเป็นอะไรก็ได้ แต่อย่าเกิดเป็นมึง เพราะมึงทำอะไรไม่ได้ นอกจากตั้งคำถาม แล้วรอคำตอบจากกู"

      "เออ กูซาบซึ้งมึงที่สุดเลยไอ้จี๊ด"






      "ฮัดเช้ย!"มิเกลจามฟุดฟิดออกมา เหมือนมีคนนินทา

      "ว่างๆ ก็เอาผ้าห่มออกไปตากให้มันสบายใจมั่งก็ได้ เผื่ออะไรๆ มันจะดีขึ้น"

กำแพงแกล้งเปรยๆ ให้มิเกลรู้สึกสะอึกกับประโยคนั่น แล้วเดินเข้ามาใกล้ๆ ในระยะเผาขน ก้มลงกระซิบข้างหู

      "ไอ้คุณหนูจอมขี้เกียจ"

      "ถ้าทำได้ก็จะทำให้ ถ้ามันไม่เกินความสามารถ"

      "โห! เราตื้นตันนายมากเลยมิเกล"กำแพงลอยหน้าลอยตาทำท่าล้อเลียน

      "กำแพง!"มิเกลกัดฟันกรอด ก่อนยิ้มมุมปาก

      "อือ เราก็มีสิ่งที่อยากจะทำอยู่นะ ไม่ได้ขี้เกียจอย่างที่นายกล่าวหา"






      "เมี้ยว! นายทำอะไรกับผนังห้องของเรา"กำแพงถามเสียงขุ่น เมื่อเดินเข้ามาในห้อง

      "ถามมาได้ เราก็กำลังวาดเบย์แมกซ์ ซุปเปอร์ฮีโร่จากดิสนีย์ ส่งตรงถึงผนังห้องของนายไงล่ะ นายก็ชอบไม่ใช่เหรอ"มิเกลตอบเสียงใส ลงมือละเลงสีต่อ

      "หยุด! นายหยุดขีดเขียนผนังเดี๋ยวนี้"กำแพงเสียงโหด

      "หยุดทำไมล่ะ เรายังวาดไม่เสร็จเลย ที่ผนังห้องของเรามีครบทุกตัว ฮีโร่ะ ทาดาชิ เฟรด วาซาบิ ฮันนี่เลมอน โกโก้ โมจิ นี่เราเพิ่งวาดเบย์แมกซ์เอง"มิเกลเริ่มขึ้นโครงร่างฮีโร่ะ

      "แต่นี่มันห้องของเรา เราบอกให้หยุด!"

      "ทำไม ทีคุณย่ายังให้เราเขียนภาพได้เลย"มิเกลเพิ่มเติมรายละเอียดเบย์แมกซ์

      "แต่เราไม่ใช่คุณย่าของนาย!"

กำแพงกระชากข้อมือมิเกลออกจากงานเขียนชิ้นเยี่ยม ค่อยๆ ลงแรงบีบที่ข้อมือเล็กๆ ให้รู้สึกเจ็บ จ้องหน้าทำตาดุใส่ให้มิเกลกลัว


      "หนูๆ"

กำแพงได้ยินเสียงเรียกแผ่วเบาดังขึ้นข้างๆ หู 
รอยยิ้มใจดีส่งผ่านรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าที่กำแพงยังจำได้ติดตาในวันนั้น มันเป็นรอยยิ้มอบอุ่นของคุณย่า

      "หนูเป็นเพื่อนกับมิเกลเหรอลูก...ย่าฝากด้วยนะที่มิเกลเป็นเด็กดื้อ เพราะย่าตามใจไปหน่อย"

      "ไม่หน่อยหรอกครับคุณย่า เอ่อ...ครับ! ผมจะดูแลมิเกลให้เป็นอย่างดีเลยครับ"
คุณย่ายัดกล่องขนมใส่มือกำแพง แล้วหันมายิ้มให้ ก่อนเดินจากไป

      "คุณย่ารู้มั้ยครับว่ารอยยิ้มของคุณย่าหวานเหมือนกับลูกชุบในกล่อง ผมก็อยากมีคุณย่าอย่างนี้มั่ง"กำแพงพึมพำ

      "ปล่อย!"มิเกลตวาด สะบัดข้อมือออกจากคีมเหล็ก

เสียงของมิเกลสะกิดกำแพงให้รู้สึกตัว ภาพของคุณย่าในหัว ค่อยๆ จางหาย กำแพงปล่อยข้อมือมิเกลอย่างว่าง่าย

      "เจ็บนะโว้ย! มือหรือตีนวะ!"มิเกลถูข้อมือตัวเองให้มันรู้สึกชา

      "ตามสบาย นายอยากเขียนอะไร เชิญเขียนได้ตามใจชอบ"
กำแพงเดินออกไปจากห้อง ตามด้วยเสียงปิดประตูดังปัง ปล่อยให้มิเกลยืนเอามือเกาหัวแกรก

      "งงแบบต้องเติม งอ งู หลายตัว"มิเกลงึมงำ หันไปละเลงสีบนผนังต่อ







      "ไอ้จี๊ด คืนนี้กูจะไปค้างห้องมึง"

      "Why?"

      "กูโดนเขียนนิยายวายว่ะไอ้จี๊ด"

      "เออ แล้วไงต่อ"

      "ก็ไอ้แสบมิเกลอะเดะ เสือกจับฉลากได้นิยายวาย ใครจับได้อันไหนให้แลกกันกับคู่หู ซะงั้น ไม่แฟร์ แย่ว่ะ"

      "แล้วมึงได้ไร"

      "กูเหรอ ละครหลังข่าวที่ถูกกล่าวว่ามันคือนิยายน้ำเน่า"

      "ดี"

      "หืม ดีอะไรของมึง"

      "ดีที่กูไม่ได้เรียนแผนกเดียวกับมึง กูว่ามันก็แย่พอๆ กัน ไอ้เด็กนั่นมันก็ไม่ต่างอะไรกับมึงหรอก"

      "นิยายวายกูจะเขียนยังไงวะไอ้จี๊ด มึงพอจะมีอะไรแนะนำกูได้มั่ง กูอยากเขียนแนวโรแมนติกคอเมดี้ว่ะ แต่ตอนนี้กูยังมึนอยู่เลย"

      "มันจะไปยากอะไร มึงก็แค่เขียนไปตามหลักการของมัน นิยายวาย มันไม่มีไคลแมกซ์ ไม่มีประเด็น ไม่มีความหมาย มึงก็แค่ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย"

      "มึงรู้ อย่างกับมึงเคย..."

      "เออ กูมีประสบการณ์สูงส่ง"จี๊ดตบไหล่กำแพง

      "ป่ะ มึงไปเสิร์ชดูในเว็บ นิยายวาย การ์ตูนวายเพียบ หรือมึงจะเอาหนังสือการ์ตูนวายของกูไปอ่านดูก็ได้ เอาไปศึกษาท่าทาง ฮะๆ หรือไม่ก็ มึงต้องปลดปล่อย"

      "หืม..."กำแพงเลิกคิ้ว

      "ของแบบนี้มันต้อง ลองของ ลองไอ้เด็กนั่นเลยมั้ย ไอ้มิเกลที่อยู่กับมึงอะ ตอนนี้มันคงหลับลึกไปแล้ว ง่ายดายต่อการประทุษร้าย"

      "กูคิดว่ามึงจะแนะนำอะไรดีๆ ให้กูได้ ไอ้พยาธิตัวจี๊ดเอาไว้ให้มึงลองของเองเหอะ"

      "หรือว่ามึงจะปลดปล่อยกับกู"จี๊ดทำตาเยิ้ม

กำแพงกะเตะป้าบเข้าที่ก้นขนาดมหึมากว่าก้นตัวเอง แต่จี๊ดกระโดดหลบหวุดหวิด

      "กูเปลี่ยนใจแล้ว คืนนี้กูจะกลับไปนอนห้องกู"

      "กลัวห้ามใจไม่อยู่อะเดะมึง"จี๊ดทำท่ายั่วยวนใส่กำแพง

      "กูว่ามึงทำท่าเหมือนกับโดนพยาธิไช"

      "อย่างมึงอะ ถ้าไม่มีตัวช่วยจะไหวเหรอวะ นิยายวายโรแมนติกคอเมดี้ของมึง กูอ่านแล้วต้องเค้นขำมั้ยวะ"จี๊ดเสียงกระเส่า

      "อย่าๆ มึงอย่าดูถูกกูไอ้จี๊ด นิยายวายที่กูเขียน มึงอ่านแล้วต้องลุกเป็นไฟแน่"

      "นิยายขายดีต้องมีฉากคลำ เขียนด้วยคำสุภาพ มีอาเฮียนำเที่ยวสวนสัตว์"

      "หืม"

      "เฮียกับสัตว์ รับประกันความฟินชัวร์ จำใส่หัวมึงไว้ แต่ถ้ามึงยังไม่เก็ต กูไปก่อนละ"

      "ไอ้จี๊ด!!!"

      "มึงมีอะไรกับกูอีก"

      "หนังสือการ์ตูนวายของมึงปลอดเชื้อ"

      "หมดห่วง กูขจัดคราบหมดจด"





      แกร๊ก!

เมื่อประตูโดนปลดล็อค และเปิดออกอย่างว่าง่าย ภายในห้องเงียบกริบ มีเพียงการเคลื่อนไหวของหมูทอดแมวซนกับเสียงกรนของร่างน้อยนอนหลับบนโซฟา หนังสือยังถือคาอยู่ในมือ

      "เมี้ยวมัน หลับไปแล้วจริงๆ แบบที่ไอ้จี๊ดบอก แต่ทำไมมันไปนอนอยู่บนโซฟาวะ อืมมม คาดว่าไอ้เมี้ยวมันน่าจะนอนเล่นไปพลางๆ อ่านหนังสือไปพลางๆ แล้วเผลอหลับ แถมเปิดไฟทิ้งไว้ แม่งไม่รู้จักประหยัด อย่างนี้ต้องให้มันจ่ายค่าไฟซะให้เข็ด"กำแพงบ่นอุบ

      "เมี้ยวมันคงไม่ได้หลับลึก แต่ก็ถือว่าหลับ"

      ปิ๊ง!

แล้วความคิดที่กำแพงคิดว่าเข้าท่าก็กะพริบถี่ยิบขึ้นมาในสมอง

      "หรือว่าเราจะลองของแบบที่ไอ้จี๊ดมันบอกเลยดีวะ"

      กำแพงวางกระเป๋าเป้ที่อัดแน่นด้วยหนังสือการ์ตูนวาย ที่ได้มาจากจี๊ด ค่อยๆ ย่องเบาเหมือนกับตีนแมว แต่เมื่อย่องเข้าไปใกล้มิเกล ยิ่งทำให้ใจเต้นตึกตัก
      มิเกลอยู่ในผ้าห่มผืนใหญ่คลุมไปทั้งโซฟา มีแค่มือเท่านั้นที่โผล่ออกมา ในมือมีหนังสือเล่มหนาคาอยู่ 
      กำแพงค่อยๆ ดึงผ้าห่มผืนหนาออกจากตัวมิเกล เผยให้เห็นใบหน้าเรียว เปลือกตาปิดสนิท อวดขนตายาวเฟื้อย เหมือนตุ๊กตากำลังหลับตาพริ้ม ปากบางอ้าเผยอ เหล็กดัดฟันโผล่

      "เนี่ยเหรอ เด็กมีปัญหา พ่อแม่แยกทางกัน แต่ทำไมมันหน้าตาน่าเอ็นดู น่ารัก น่าลอง ลองเลยดีมั้ย เราแค่อยากรู้ว่านายจะทำหน้ายังไง นายจะเป็นแบบอุเคะในมังงะมั้ยวะ!  เคลิบเคลิ้ม...สั่นเทิ้ม...เร่าร้อน...ล่องลอย...อยากรู้ต้องลอง...แค่ลองของ...ไม่เป็นไรหรอกโว้ย"

      "จุ๊ๆๆๆ!"

      "เฮ้ย! ใครจุ๊ปากห้ามวะ"

      เป๊ะ!

จิ้งจกตัวสีดำมะเมื่อม ตกลงมาจากเพดาน ทิ้งทั้งตัวลงบนหัวกำแพงพอดิบพอดี

      "เฮ้ย! เล็งตรงเป้ากูเลยเหรอมึง"

      เมี้ยววว!

กำแพงหันขวับ หมูทอดยืนอยู่ตรงขอบหน้าต่างในท่าเตรียมพร้อม

      "ตายห่ะ! หมูทอด! ม่ายยย!"

      แม้ว!

หมูทอดทิ้งทั้งตัว กระโดดเกาะติดหนึบกับหน้ากำแพง เหมือนกันกับจิ้งจก

      "เฮ้ย! มองไม่เห็นโว้ย!"กำแพงวืด เสียหลักสะดุดล้ม

      โครม!

      "ฮู่ว! ดีนะที่เราเอามือซ้ายยันโซฟาไว้ได้ทัน แล้วก็อีกมือยัน..."

      "ว้าก!"

มิเกลอ้าปากกว้าง กำแพงตาค้าง

      ...มือขวาของเรากำลังยันแผ่นอกเปลือยเปล่าของมิเกล อะไรกันเหมือนกับขนมเยลลี่เจลาติน นุ่มนิ่ม เด้งดึ๋ง ยืดหยุ่น สีสัน มันคือ
 
      "หัวนม!"

มิเกลเผลอจ้องหน้ากำแพงตาไม่กะพริบ หูได้ยินเสียงตึกตักดังออกมาจากแผ่นอกกว้างของคนที่คร่อมร่างตัวเองอยู่ ลมหายใจของกำแพงอยู่ใกล้แค่ปลายจมูก มือของกำแพงจับหน้าอกอยู่ตรง หัวนม!

      "ฮะ! เฮ้ย!"

มิเกลยกเท้ายันตัวกำแพงเต็มแรง รีบลุกพรวดขึ้นจากโซฟา ตวาดเสียงใส่กำแพงดังกระหึ่มห้อง

      "ไอ้กำแพง! นายคิดจะทำอะไรวะ!"

      "ชู่ว! มาคุยกันดีๆ เหอะ มันดึกแล้ว หนวกหูคนอื่นเขา"กำแพงยกนิ้วชี้ขึ้นจุ๊ปาก ก้าวเข้าไปหามิเกลหนึ่งก้าว

      "หุบปากนายซะไอ้หื่น! นาย-อย่า-เข้า-มา-นะ"

มิเกลยกหนังสือในมือขึ้นตั้งการ์ด กำแพงถอยกรูดหลายก้าวไปตั้งหลัก ถ้าโดนหนังสือในมือมิเกลฟาด ไม่ต่างอะไรกับโดนไม้หน้าสาม

      "นายไม่กลัวหนังสือพังเหรอ"

      "บางครั้งมันก็ต้องเสียสละบางสิ่ง เพื่อปกป้องบางอย่าง"

      "ปกป้องอะไรของนาย แล้วทำไมนายไปนอนที่โซฟา แถม เอ่อ...เสื้อผ้าไม่ใส่"

      "อย่ามายุ่ง! นายอย่ามาแถไปเรื่อย ไหนนายบอกจะไม่กลับห้อง แล้วนายกลับมาทำไม"

      "จะกลับหรือไม่กลับ มันห้องของใครกันครับ"

      "เออว่ะ"มิเกลคว้าเสื้อมาสวมทับ แล้วทำหน้าโหดใส่กำแพง

      "คำเตือน ถ้านายยังไม่อยากตาย อย่ามายุ่ง!!!"

ร่างน้อยๆ รีบกระโดดขึ้นเตียง มุดตัวในผ้าห่มมิดชิด และเงียบเชียบ

      "ห้องของเรา แต่เตียงของนาย ให้ตายเหอะ Be Like That!"
กำแพงล้มตัวลงนอนแผ่บนโซฟาเคียงข้างหมูทอดแมวตัวน้อยที่นอนคลอเคลียอยู่กับจิ้งจกตัวใสแจ๋ว






      กำแพงปลดล็อคลูกบิดประตู ถอดถุงเท้ายัดไว้ในรองเท้าผ้าใบคู่เซอ วางข้าวกล่องไว้บนโต๊ะอาหาร แล้วหันมาสะกิดไหล่มิเกลที่ฟุบหลับกับโต๊ะเขียนหนังสือให้ตื่นขึ้น มิเกลงัวเงียนั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ขยี้ตาแรงๆ

      "หืม นายมี'ไร"

      "ค่าเช่าห้องของเดือนนี้ ส่วนของนายเมื่อไหร่จะจ่าย"กำแพงแบมือขอเงิน

      "โห นายทวงกันตอนเพิ่งตื่นเลยเหรอ หัดเกรงใจมั่งเดะ อือ...ติดไว้ก่อน"มิเกลยิ้มแหย

      "นายรู้มั้ย คำนี้มันเป็นคำที่ไม่ควรพูดซ้ำ ของเดือนที่แล้วนายก็ทำอย่างนี้ นายอย่ามาทำเป็นลืม"กำแพงเสียงเข้ม

      "ก็เงินเก็บของเราหมดแล้วอะ จะให้ทำยังไงล่ะ"มิเกลคิดไม่ออกได้อารมณ์ตันเหมือนตอนเขียนหนังสือ

      "งั้นเอางี้ นายลองไปทำงานพิเศษที่วานิลลาซูเปอร์มาเก็ต ที่นั่นยังขาดพนักงานเก็บรถเข็น เรามีผู้ใหญ่ใจดีที่พอจะรู้จัก เดี๋ยวเราฝากให้"กำแพงนำเสนอความคิด

      "แต่กว่าเงินเดือนนายจะออกก็ต้องรอถึงสิ้นเดือน เอาเป็นว่านายเอาคอนเวิร์สของนายมาจ่ายเป็นค่าเช่าไปก่อน เอาคู่สีดำอะ เราจะใส่ไปทำงาน"

      "แต่รองเท้าของเรามันน้อยกว่าของนายไซส์นึง"

      "มากกว่านั้นก็ยังได้ นายไม่ต้องมาเบี่ยงออกซ้าย จะเอาอะ เราตะบันได้"

มิเกลมองกำแพงด้วยหางตา แอบสะกดคำด่าในใจ










ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 110 ครั้ง

8 ความคิดเห็น