ฟิคบีทูบี

ตอนที่ 28 : [SF] No titled #ยุกซิก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 96
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    1 เม.ย. 62

No titled #ยุกซิก


เสียงโน๊ตเพลงจากเปียโนดังลอยมาจากที่ไหนสักแห่ง ดึงดูให้เขาที่บังเอิญเดินผ่านมาให้สนใจมัน ที่จริงก็ไม่ได้บังเอิญ เขาถูกพามาที่เวทีกลางของคณะแล้วโดนสารภาพรัก และเขาก็เพิ่งปฏิเสธอีกฝ่ายไป พอเขาปฏิเสธปุ๊บ อีกฝ่ายก็วิ่งหาย ทิ้งให้เขายืนงงๆ ในตึกที่เขาไม่เคยมา เขาเลยได้แต่เดินไปตามทางเรื่อยๆ เผื่อว่าจะเจอทางที่คุ้นเคย เพราะตอนเดินมาไม่ได้ใส่ใจซะงั้น ยิ่งหลงเก่งอยู่ด้วย ปกติที่นี่ก็มักจะได้ยินเสียงดนตรีต่างๆอยู่แล้วในคณะของเขา แต่เสียงเปียโนที่เขาได้ยินมันเป็นเสียงที่เขาคุ้นเคย รู้ว่าเสียงเปียโนมันก็คล้ายๆกันนั้นแหละ ที่เขาพูดว่าคุ้นเคย เขาหมายถึง จังหวะและทำนองที่เป็นเอกลักษณ์ต่างหาก แม้ว่าจะเป็นแค่การเล่นคอร์ดง่ายๆที่เอาไว้เล่นเป็นพื้นฐานก็ตาม


เขาเดินตามโถงทางเดินไปเรื่อยๆจนมาถึงห้องๆหนึ่ง ดูจากขนาดน่าจะเป็นห้องซ้อมวง เขาเห็นร่างหนึ่งนั่งอยู่หลังเปียโนแกรนด์สีขาว อีกฝ่ายยังไม่รู้ตัวว่ามีคนเข้ามา เขาเดินเข้าไปใกล้อีกทำให้รู้ว่าทำไมเขาถึงคุ้นเคยกับเสียงเปียโนนี้นัก


“อาจารย์อิมครับ”


“อ่าว...ยุกซองแจ มาทำอะไรที่นี้”


อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมาหาเขาทันทีที่ได้ยินเขาทักทาย โดยที่มือยังคงกดคอร์ดเล่นต่อ จากใบหน้านิ่งสุขุมเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่มีเสน่ห์ที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา


และสำหรับเขา เขาชอบมันมากเลย…


“มีอะไรเหรอ”


“ผมหลงตึกน่ะครับ”


อีกฝ่ายทำหน้าตาประหลาดใจ แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรเขาต่อ อาจารย์อิมเริ่มเล่นคอร์ดง่ายๆอีกครั้งก่อนจะใส่ลูกเล่นเข้าไป เหมือนเจ้าตัวกำลังสนุกกับการสร้างทำนองง่ายๆแต่ฟังแล้วน่าหลงใหล เขาเดินไปใกล้อีกฝ่ายมากขึ้น อาจารย์ขยับให้เขาได้นั่งด้วย เขาลงไปนั่งกับอีกฝ่ายก่อนจะฟังแพทเทิร์นคอร์ดที่อีกฝ่ายกำลังเล่น พอฟังดูดีๆแล้วก็พอจะจำได้ว่าอีกฝ่ายกำลังเล่นเพลงอะไร


“เหมือนคอร์ดเพลงที่ผมกำลังเรียนอยู่เลย”


“ใช่แล้ว ชางซอบขอให้ทำมันใหม่กับปรับคีย์ให้มันเหมาะกับเธอน่ะ”


“อ่า...นึกว่าแกจะทำเองเสียอีก อาจารย์น่าจะให้เขาทำเองนะครับ ขี้เกียจจะตายอยู่ละ”


อาจารย์อิมหัวเราะเมื่อเขาพูดถึงเพื่อนของแกและเขาว่าตามที่เขาพูดจริงๆ ชางซอบหรืออาจารย์อีแต่ส่วนใหญ่เรียกอาจารย์ซอบบี้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของเขาและเป็นอาจารย์สอนคลาสไพรเวทของเขาด้วย แกค่อนข้างอินดี้ แต่วิธีการสอนดี แค่บางครั้งเขาก็ไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ และบางครั้งเขาก็ถูกฝากให้มาเรียนกับอาจารย์อิม เลยทำให้เขาได้รู้จักกับคนข้างตัวบ้าง


“ไหนๆเธอก็มาแล้ว ลองดูซิว่าฉันปรับมันโอเคหรือเปล่า”


อาจารย์อิมเริ่มเล่นไปตามจังหวะ ส่วนเขาฟังและจับคีย์อยู่สักพักก็ร้องเพลงที่เขาเรียนมาคลอไปด้วย เสียงเขาก้องไปทั่วพร้อมกับทำนองของเสียงเปียโน มันเป็นเพลงที่เขาเรียนอยู่ตอนนี้ แต่น่าแปลกมันให้ความรู้สึกที่ต่างกันกับตอนที่นั่งเรียนและร้องกับอาจารย์ซอบบี้ ไม่รู้ว่าจะพูดยังไง


มันดูสวยงาม…


เขาแอบมองอีกฝ่ายที่กำลังเล่นทำนองให้เขา พลางร้องประสานไปกับเขา พอท่อนสุดท้ายอีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมามองเขา เราสบตากันก่อนจะร้องท่อนสุดท้ายออกมา เสียงโน๊ตตัวสุดท้ายดังพร้อมกับรอยยิ้มมีสเน่ห์


“คลาสพรุ่งนี้เธอทำได้ดีแน่”

.

.

.

.

.

“อ้าวไงซองแจ หลงตึกอีกแล้วเหรอ”


เสียงนุ่มทักเขามาจากหลังเปียโนหลังเดิม เขายิ้มรับก่อนค่อยๆเดินไปหาเจ้าตัว อาจารย์อิมขยับให้เขานั่งด้วยเหมือนเดิม อาจารย์แกถามเขาเรื่องที่เพลงที่ทำใหม่ไปวันก่อน เขาก็เล่าให้ฟังว่าเขาทำได้ดีเลย อาจารย์ชางซอบที่เป็นอาจารย์ไพเวทของเขาแปลกใจมากว่าทำไมเขาทำได้ดีตั้งแต่แรก


‘ได้ไงวะ แอบไปซ้อมมาก่อนหรือไง’


พอเขาเล่าให้อาจารย์อิมฟังว่าเพื่อนของแกคาดโทษไว้ว่าต้องเป็นคนสอนเขาก่อนแน่ๆ อีกฝ่ายก็หัวเราะน้อยๆแล้วยิ้มละมุนให้เขา เราคุยอะไรกันอีกเล็กน้อย ก่อนที่อาจารย์จะเล่นคอร์ดเปียโนง่ายๆอีกครั้ง เขานั่งฟังอยู่ตรงนั้นโดยที่ไม่คิดจะลุกไปไหน และอาจารย์ก็ไม่มีท่าทีจะไล่เขาด้วย เขารู้จักหลายเพลงเพราะยังไงเขาก็เป็นเด็กวอยซ์ แต่คอร์ดที่อาจารย์อิมกำลังเล่นอยู่ เขาไม่คุ้นเลย เขามองและพยามฟังเผื่อมันจะเป็นเพลงที่เขารู้จัก


“ฉันแต่งใหม่น่ะ เพราะไหม”


เขาพยักหน้าให้อีกฝ่าย อาจารย์ยิ้มละมุนกลับมาให้เขา คอร์ดง่ายๆกับเมโลดี้หวานๆปนเหงาบรรเลงออกมาเรื่อยๆ เขาชอบความรู้สึกนี้ เขาชอบความรู้สึกของเพลงนี้ และมันเหมือนเป็นเอกลักษณ์ของแกไปแล้ว ทุกคนจะมีเอกลักษณ์ต่างกันไป อย่างพีเนียลจะเป็นคอร์ดง่ายๆ แต่ฟังดูแล้วแข็งแรงหนักแน่น อิลฮุนมักเป็นคอร์ดที่สามารถเล่นลูกเล่นได้หลายแบบ ของอาจารย์ซอบบี้ ถึงจะเห็นแกจะดูบ้าบอ แต่คอร์ดของแกจะมีระเบียบและจริงจัง ส่วนคนข้างตัวเขา มักจะเล่นคอร์ดที่ดูอ่อนหวาน ละมุนละไม หากฟังโดยไม่เห็นหน้าคนเล่น ก็อาจจะคิดว่าเป็นหญิงสาวมาเล่นก็เป็นได้


“ผมชอบจัง”


“ขอบใจ”


อาจารย์อินตอบก่อนจะละมือมาเขียนโน๊ตเพิ่มเติมบนกระดาษโน๊ต ก่อนจะวนกลับไปเล่นที่ตัวเองเขียนเพิ่มอีกครั้ง เขายังคงมองและคงฟังที่อาจารย์เล่น เขาชอบมันจริงๆนะ


“ผมชอบเวลาอาจารย์เล่นเปียโน”


“ฮ่ะๆ ชางซอบได้ยินน้อยใจแย่เลย”


“ก็ผมชอบของอาจารย์อิมมากกว่านี่นา”


“ฉันก็เขินเป็นเหมือนกันนะถ้าถูกชมแบบนี้”


แล้วแกก็ยิ้มตาหยี่แก้เขินเหมือนทุกที


เขาชอบจัง…


อยู่ๆอาจารย์อิมก็หยุดเล่นก่อนจะเอาโทรศัพท์ขึ้นมาดู แกอ่านอะไรในนั้นสักพักก็หัวเราะออกมาก่อนมองมาที่เขาแล้วยื่นให้ดู เขาเลื่อนสายตาไปมองที่หน้าจอโทรศัพท์ของอาจารย์ก่อนจะหัวเราะออกมาเหมือนกัน ไม่ใช่อะไรหรอก มันเป็นข้อความของอาจารย์ไพรเวทของเขาเอง อาจารย์ซอบบี้แกตามหาเขาแต่เขาดันไม่ตอบข้อความซะงั้น เขาเลยเอาโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาดูก็เห็นแชทกึ่งตามกึ่งสาปเขากับโทรศัพท์อีกสองสายที่ไม่ได้รับ


“ดูเหมือนอาจารย์ของเธอต้องการตัวเธอมากกว่าฉันนะ”


“คงไม่ได้ตามตัวผมหรอก แต่เป็นกาแฟที่แกฝากซื้อมากกว่า”


“แล้วไหนล่ะกาแฟ”


“นั่นแหละครับประเด็น ผมดันเลี้ยวมาหาอาจารย์ก่อน เลยยังไม่ได้ไปซื้อสักที”


“ฮ่าๆๆ”


แกหัวเราะก่อนจะก้มลงพิมพ์อะไรบางอย่าง ไม่นานหลังจากนั้นโทรศัพท์ของแกก็ดังขึ้น


“ว่าไง...อ่าๆ แปบๆ”


เขาทำหน้างงตอนอาจารย์อิมยื่นโทรศัพท์มาให้เขาพอเอาแนบหูเท่านั้นแหละ แทบจะหลุดสาปคนที่อยู่ปลายสาย ไม่ใช่ใครที่ไหน อาจารย์ซอบบี้ที่ตอนนี้ค่าคาเฟอีนกำลังต่ำมากกำลังพ่นไฟด่าเขาอยู่ เสียงปลายสายเหมือนจะสามารถแปลงร่างได้อยู่ตลอดเวลา เขาได้ตอบครับๆกลับไปไม่อยากให้คนขาดคาเฟอีนเป็นบ้าไปเสียก่อน เขายื่นโทรศัพท์กลับไปให้แกก่อนจะเขาตัวกลับ อาจารย์ยิ้มให้เขาก่อนจะอวยพรให้เขาไม่โดนอาจารย์ซอบบี้กินหัว

.

.

.

.

.

“............”


“....อะไรครับ ไม่เคยเห็นคนหล่อมากเหรอ”


“เหอะ!!! ไอ้เด็กผี หลงตัวเองนักนะ”


“หล่อขนาดนี้ใครจะไม่หลงล่ะครับ คิดหน่อยดิจารย์ซอบบี้”


“ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ”


แล้วอาจารย์คู่กรรมของเขาก็ชักดิ้นชักงอแอคติ้งเจ็บปวดทุรนทุรายอยู่หน้าห้องซ้อม เขายกยิ้มพอใจที่ได้กัดเล็กกัดน้อยอาจารย์ของตัวเองก่อนจะละความสนใจมาอยู่ที่โน๊ตและเนื้อร้องของตัวเอง มันเป็นงานของวิชาแต่งเพลงของอาจารย์ซอบบี้นั่นแหละ และเพราะแกเป็นอาจารย์ไพเวทเขา เลยเขาใช้อภิสิทธิ์ลูกศิษย์ในการขอทำเพลงในชั่วโมงไพรเวท และอาจารย์ก็ต้องยอม เพราะแกนั่นแหละเป็นคนเอาเวลาเรียนเขาส่งเขาไปทำโน่นทำนี่ พอเสียงโอดครวญเงียบลง เขาก็รู้สึกได้ถึงสายตาอีกฝ่ายมองเขาอีกแล้ว


“คือผมก็ไม่ว่าหรอกนะที่มองผมน่ะ ผมหล่อ ผมเข้าใจ แต่โดนจารย์มองงี้ผมก็ไม่มีสมาธิเหมือนกันนะ”


“เขินฉันเหรอ”เสียงสดใสล้อเลียนเขา


“รำคาญ”


“ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ”


พอเถียงกันเสร็จแกก็มองเขาต่อ จนเขาทนไม่ไหว วางของทุกอย่างทั้งโน๊ตทั้งดินสอแล้วหันไปมองหาแกตรงๆ


“สงสัยอะไร ถามเลย ถามมมมม”


“แกมีซัมติงกับฮยอนซิกหรือเปล่า”


เป็นเขาเองที่หยุดกึกไปกับคำถาม เสียงเลื่อนเก้าอี้ของเพื่อนเขาอีกสองคนที่นั่งเงียบๆทิ้งเขาให้เถียงกับอาจารย์สองคนในตอนแรก ตอนนี้ทั้งอิลฮุนและพีเนียลตอนนี้ค่อยๆเดินมานั่งข้างอาจารย์แล้วจ้องหน้าเขาตาไม่กระพริบเลย


“นั่นสิมึง พวกกูก็อยากรู้ กูเห็นมึงไปหาเขาบ่อยขึ้นนะ”


เขายังคงเงียบกับคำถามอยู่ และทุกคนก็ยังคงมองหน้าเขาไม่วางตา อาจารย์ซอบบี้หรี่ตามองเขาก่อนจะเบิกตาขึ้นแล้วร้องโวยวาย


“หรือแกกำลังจะย้ายไปเรียนกับฮยอนซิก!? ฉันไม่ดีตรงไหนยุกซองแจจจจจ ฉันเลี้ยงแกมาตั้งแต่ปีหนึ่ง แกจะมาทิ้งฉันไปหาพุชัยคนอื่นม่ายด้ายยยยยยยยย”ทุกคนต่างกรอกตาทำหน้าเอือมกับโยคนั้น


“เงียบ! จารย์ซอบ!”


ว่าแล้วอิลฮุนก็เอากาแฟของตัวเองยัดปากอาจารย์อันเป็นที่รัก พอเสียงเงียบอิลฮุนก็ทำท่าจะสอบปากคำเขาทันที เขากลืนน้ำลายเอื้อกอย่างลืมตัวก่อนจะเตรียมใจตอบคำถาม


“ตกลงคือ?”


“ก็เปล่า ไม่มีอะไร ก็แค่ได้เจอกันบ่อยขึ้นเพราะช่วงนี้ใครบางคนเอาไปฝากถี่เหลือเกิน ก็เลยสนิทกันน่ะ”


“ก็ฉันไม่ว่างอ่ะ”คนร้อนตัวแก้ตัวทันทีเรื่องเอาเขาไปฝาก อิลฮุนส่ายหัวแต่ก็ถอนหายใจแล้วหันมาสบตาเขาอีกครั้ง


“ไม่มีอะไรก็ดีไป อย่ามาให้เห็นเป็นความรักต้องห้ามล่ะ”


แล้วทุกคนก็แยกย้ายกันไป เขารู้แหละว่ายังคงเคลือบแคลงกันอยู่เพราะเขาไปหาอาจารย์อิมบ่อยจริงๆ ถึงอาจารย์ซอบบี้จะไม่ฝากเขา แต่ถ้าเขาว่างเขาก็จะไป หาเรื่องไปเจอให้ได้ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่ตอนนี้ทุกคนก็ทำอะไรไม่ได้ถ้าเขาไม่ยอมรับ


อีกอย่าง...


ความรักมันห้ามได้ด้วยเหรอ…

.

.

.

.

.

“ไงซองแจ”


เสียงนุ่มทักดังขึ้นเมื่ออีกฝ่ายรู้ว่าเขามา เขาเดินยิ้มกว้างเขาไปในห้องที่อาจารย์อิมชอบมานั่งเล่นเปียโนอยู่คนเดียว ตอนนี้เขารู้ทั้งห้องที่แกจะมานั่งและรู้เวลาที่แกจะมาด้วย อาจารย์เขยิบให้เขาได้นั่งด้วยเหมือนเดิม เราพูดคุยไปเรื่อยเปื่อย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องเพลงที่ฟังช่วงนี้ ไม่ก็เป็นวีรกรรมของอาจารย์ชางซอบสมัยเรียน บางทีแกก็ขอให้เขาร้องเพลงโน่นนี่เพื่อปรับลูกเล่น เขาชอบมากเวลาได้มานั่งกับแกแบบนี้


“เล่นเปียโนเป็นไหม”


“พอได้แบบพื้นฐานมากๆเลยครับ”


“มานี่มา ฉันจะสอนอะไรให้”


อาจารย์อิมบอกให้เขากดเมโลดี้ง่ายๆที่อยู่ในหัว พอเขาทำแบบนั้นอาจารย์ก็กดคอร์ดที่เข้ากับเมโลดี้ของเขา ไม่ว่าเขาจะกดโน๊ตตัวไหน อาจารย์ก็สามารถทำให้เมโลดี้มั่วๆของเขา กลายเป็นเพลงบรรเลงที่น่าฟังขึ้นมาได้ เขาไม่เคยคิดว่าเปียโนจะสนุกขนาดนี้ เขาไม่รู้ตัวว่ายิ้มออกมาตอนเล่น จนอาจารย์แกยิ้มให้เขาเขาถึงรู้ว่าเผลอตัว เขากดโน๊ตตัวสุดท้ายพร้อมกับคอร์ดสุดท้าย


“เก่งหนิ ฉันชอบเมโลดี้ของเธอนะ มันหวาน สดใสและก็อบอุ่นไปในตัว เหมาะสำหรับเธอดีนะ”


“ขอบคุณครับ”


อาจารย์ยิ้มให้เขาก่อนจะกดคอร์ดต่อ อาจารย์ฮัมเมโลดี้คลอกับเสียงเปียโนที่แกแต่งก่อนจะเงียบไปแล้วถามเขาขึ้นมา


“เธอว่าฉันควรแต่งเนื้อมันยังไง”


“หืม? อาจารย์ยังไม่ได้คิดเหรอไว้เหรอครับ”


“ยังเลย อยากรู้ว่าเธอคิดยังไง”


เขานิ่งคิด ฟังคอร์ดที่บรรเลงอยู่ เขาเคยได้ยินมันหลายครั้งแล้ว และทุกครั้งที่เขาได้ยินเขามักจะรู้สึกถึงความคิดถึง ความรักจางๆที่ยังคงมีอยู่ไม่ไปไหนและกลิ่นอายความเหงาทุกครั้งที่กดเมโลดี้


“คนรักเก่าที่ยากจะลืมล่ะมั้งครับ”


“หึหึ ฟังดูเหมือนเธอเคยมีนะ”


“คนรักเก่าน่ะมีครับ แต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดมานั่งคิดถึงกันหรอกนะ”


“ฮ่าๆ”


เขานั่งมองอีกคนที่ยิ้มกับคำตอบของเขา แล้วเล่นคอร์ดวนกลับไป เขาชั่งใจอยู่แต่ก็ถามแกกลับไป


“แล้ว...อาจารย์ล่ะครับ...มีหรือเปล่า”


เสียงดนตรีหยุดลงพร้อมกับอาจารย์ข้างเขาที่นั่งนิ่งเหมือนคิดถึงอะไรบางอย่าง


“อืม...ก็นานมาแล้ว”


แกยิ้มบางๆให้เขาก่อนจะเล่นต่อ เขานั่งเฝ้าแกจนถึงเวลาที่เขาต้องไปเรียนต่อ อาจารย์ยิ้มให้เขาแล้วบอกให้เขาตั้งใจเรียนเหมือนทุกครั้งก่อนที่จะแยกกันไป

.

.

.

.

.

“อาจารย์อิมยังคิดถึงแฟนเก่าอยู่เลยว่ะ”


“อะไรของมึง”


เสียงรำคาญจากอิลฮุนไม่ได้ทำให้เขาที่ทำท่าหมดอาลัยตายอยากรู้สึกสะเทือนเลยแม้แต่น้อย และยิ่งมีคนสนใจเขาแล้ว เขายิ่งจะพ่นสิ่งที่คาใจตอนนี้ออกไปทั้งหมด


“เขาแต่งเพลงให้แฟนเก่า”


“แล้ว?”


“ก็เพราะเขาคิดถึงแฟนเก่าอยู่”


เขาร้องออกไปก่อนจะเขาหัวโขกโต๊ะไปหนึ่งที เขาได้ยินเสียงถอนหายใจยาวมาจากเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างเขาก่อนจะเป็นแรงตบเบาๆที่หลังหัวเขาด้วยกระดาษ


“กูหมายถึงมึงน่ะ แล้วยังไง เขาคิดถึงแฟนเก่าแล้วมึงเกี่ยวไรด้วย มึงไม่ใช่คนที่แอบรักเขาหนิ มึงจะใส่ใจทำไม”


เขาเงยหน้าแม้มปากอย่างอัดอั้นตันใจ มองอิลฮุนที่ทำหน้าเหนือใส่เขา เพราะมันรู้อยู่แล้วว่าเขาแอบหลงรักอาจารย์อิมแต่เพราะตัวเขาเองเล่นตัวไม่ยอมสารภาพสักที มันก็เลยเอาคืนเขาโดยการทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ทำไม่รู้เรื่องว่าเขากำลังพูดถึงอะไร


“มึงมันร้าย อิลฮุน”


“ก็รู้อยู่”พีเนียลเดินมาจากไหนไม่รู้ยื่นกาแฟให้เขา มันนั่งลงข้างอิลฮุนแล้วค่อยยื่นส่วนของอิลฮุนให้ พอมันบริการเพื่อนเสร็จก็ทำหน้าตาเห็นใจเขาก่อนเอ่ยขึ้น


“อยากให้พวกกูให้คำปรึกษามึงก็จงพูดออกมาก่อน ว่าแอบชอบเขา”


“มันแอบชอบใคร”


แล้วคนรับรู้ก็เพิ่มมาอีกหนึ่งคน อาจารย์ซอบบี้เดินดูดกาแฟทำหน้าตาอยากรู้อยากเห็นก่อนนั่งลงข้างเขา เขามองคนข้างตัวเบื่อๆก่อนเบือนหน้าหนี เลยโดนมาป้าบนึงที่แขนข้อหาละเลยอาจารย์ของตัวเอง


“นี่!!! ตกลงเด็กผีนี่มันชอบใคร ฉันจะได้ล้อมันถูก”


“ความคิดอ่ะ”


“ด่าเหรอ!!! ไม่สิ อย่านอกเรื่อง แกชอบใคร บอกม๊าาาาา”


อีกคนเขย่าแขนเขาไม่หยุดเขาเลยหันไปมองเพื่อนอีกสองคนเป็นเชิงบอกให้พวกมันตอบแทนเขาที  ส่วนเขาก็ฟุบลงกับแขนตัวเอง


“มันชอบอาจารย์อิมครับ”


พออิลฮุนตอบความอยากรู้ปุ๊บอีกฝ่ายก็หยุดมือที่เขย่าปั๊บ อาจารย์ซอบบี้เอามือปิดปากแบบเวอร์ๆแล้วทำเสียงตกใจแบบไม่เคยเจออะไรน่าตกใจเท่านี้มาก่อน


“หม่ายก๊อดดดด ไอ้หนู!!!! ไอ้หนูวววว”


“อะไรเล่าาาา”


“ก็ว่า ไปหาฮยอนซิกบ่อยๆ ไม่บริสุทธิ์ใจนี่เอง”


เขากรอกตาใส่แกเลยได้รับเป็นเสียงหัวเราะคิกคักล้อเลียนเขากลับมา พอล้อจนพอใจแกก็ทำหน้าเห็นใจก่อนตบไหล่เขาเบาๆ


“สู้นะ”


“ไม่ได้ช่วยอะไรเลย อีกอย่างอาจารย์อิมแกยังลืมแฟนเก่าไม่ได้ ผมก็ไม่มีโอกาสแล้ว”


“หืม? แฟนเก่า? ลืมไม่ได้? รู้ได้ไง”


เขาเล่าเรื่องที่เขาคุยกับอาจารย์อิมที่ตอนนี้แต่งเพลงแล้วก็เรื่องที่แกถามเขาเรื่องเนื้อเพลง และก็เรื่องที่แกพูดถึงแฟนเก่า ถึงจะบอกเขาแค่ว่าเคยมีก็เถอะ แต่มันก็ทำเอาเขาหมดกำลังใจไปแล้ว


“เอิ่ม เพ้อเจ้อไปเองเปล่าวะ”อิลฮุนว่าเขาเสียหงุดหงิด


“มึงคิดมาก”พีเนียลพูดด้วยเสียงเหนื่อยใจ


“เออ”และเสียงเออเสียงเดียวของอาจารย์ก็ตอกย้ำความเพ้อเจ้อและคิดมากของเขา เขาเอาคางเกยกับแขนตัวเองถอนหายใจยาวอีกครั้ง


“ทำไมถึงคิดงั้นอ่ะ”


“อ่ะ เห็นแก่ที่เลี้ยงมาตั้งแต่ปีหนึ่ง อาจารย์สุดที่รักจะบอกให้เอาบุญนะ แฟนเก่ามันน่ะ...”


อาจารย์เว้นจังหวะให้บรรยากาศทุกอย่างหยุดนิ่ง เขาถึงกับกลั้นหายใจรอฟังคำตอบ


“ฉันเอง...”


“ห๊ะ!!!!!!!”


“อย่าเพิ่งพูดอะไรต่อ ขออธิบายก่อน คืองี้เคยคบกันจริง ช่วงเดียวแบบ แปบเดียว ฉันรู้สึกว่ามันไม่ใช่ก็เลยเลิกกัน แล้วฮยอนซิกเองก็ไม่ได้ว่าอะไร เราก็กลับเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมจนถึงปัจจุบัน และฉันแน่ใจว่าตั้งแต่คบกันฮยอนซิกก็ไม่มีใครอีกเลย และเพลงนั่นไม่ใช่เพราะฉันแน่นอนบอกเลย เพราะหลังเลิกเราก็ทำงานกันงกๆ สรุป! ฮยอนซิกลืมแฟนเก่าแล้วแน่นอนและตอนนี้ก็ว่าง”


เรื่องที่อาจารย์ซอบบี้เล่าให้เขาฟังทำเอาเขาไปไม่ถูก ไม่รู้จะคอมเมนต์หรือแซะเรื่องไหนก่อนเลย ไม่ใช่แค่เขาคนเดียว แต่ทั้งอิลฮุลกับพีเนียลก็เงียบเหมือนกัน อาจารย์ซอบบี้ ถอนหายใจก่อนจะตบไหล่เขาปักๆ


“ถึงฮยอนซิกมันไม่ค่อยเปิดใจให้ใคร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่เปิดเลย เพราะงั้นลองดูเหอะ สักตั้งไม่เสียงหายหรอก”


“ถ้าโดนปฏิเสธล่ะ”


“ก็แค่อกหัก”


“อืม เคครับ”


“ดีมาก อ่ะ พอแก้ปัญหาหัวใจได้แล้ว ไปร้องไกด์เพลงให้ฉันหน่อย เร็ว! ลุกๆๆๆ”


“เอิ่ม ใช้แรงงานเด็กอีกแล้ว”


“ค่าปรึกษาเว้ย มาเร็ว เดี๋ยวหักคะแนนวิชาแต่งเพลงแม่ง”


เขาถอนหายใจ โบกมือลาเพื่อนๆที่พูดให้กำลังใจเขา เขาเดินตามอาจารย์ออกไปแล้วก็ต้องอยู่ในห้องอัดจนเย็น

.

.

.

.

.

เขาเดินเอื่อยๆเรื่อยๆตามทางเดินของคณะ อัดเสียงวันนี้เหนื่อยมากเพราะอาจารย์ซอบบี้ให้เขาร้องไว้หลายแนวมาก พอถามว่าทำไมไม่ร้องเอง แกก็แบบว่า ‘ไม่ร้องเยอะ เจ็บคอ’ ....ถ้าไม่ติดว่าเป็นอาจารย์นะ เขากระดกน้ำอีกสุดท้ายเขาไปก่อนจะทิ้งขวดที่ขยะแถวนั้น เขาเงยหน้าขึ้นมาก็รับรู้ว่าตัวเองมาอยู่ตึกที่มีห้องซ้อมกลาง เหมือนเพราะเขามาที่นี่บ่อยจนเวลาใจลอยเขาเลยเดินมาที่นี่อัตโนมัติ


‘ถึงไม่เคยเปิดใจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เปิดเลย’


เหรอ…


‘ลองสักตั้งไม่เสียหายหรอก’


….


เอาวะ...ถ้าโดนปฏิเสธ ก็แค่อกหัก ไม่เห็นเป็นไร ไม่มีอะไรจะเสียแล้วนี่…


เขาคิดได้แบบนั้นก็เริ่มออกเดินไปตามทางที่คุ้นเคย แต่ก็ลืมนึกไปว่าเวลานี้แล้วอาจารย์คงจะกลับไปแล้ว ถึงจะคิดแบบนั้นขาเขาก็ยังคงก้าวไปที่ห้องๆที่อาจารย์ชอบไปนั่ง


แต่ไปถึงก็ไม่เจอคนที่ตามหา…


แน่ล่ะ ก็เลิกงานแล้วนี่นา…


เขาคอตก ตั้งท่าจะเดินกลับแต่เสียงเปียโนที่คุ้นเคยก็ทำให้หยุดก่อนหันหลังกลับไป เดินไปตามเสียงนั้นจนมาหยุดที่ห้องซ้อมของวงใหญ่ เป็นที่ๆเขามาเจอกับอาจารย์อิมโดยบังเอิญ ที่ๆเขาได้นั่งพูดคุยยาวๆกับอาจารย์เป็นครั้งแรก เป็นครั้งแรกที่เขาคิดว่ารอยยิ้มของอีกฝ่ายช่างน่าดู และเสียงทุ้มของอีกฝ่ายช่างน่าฟัง และคนๆนั้น ตอนนี้ก็นั่งอยู่หลังเปียโนแกรนด์สีขาวตัวเดิม


“อ้าวซองแจ ยังไม่กลับเหรอ มานั่งนี่มา”


เขาค่อยๆเดินไปนั่งข้างอาจารย์ อาจารย์ยิ้มให้เขาอย่างเคยก่อนจะเล่นคอร์ดของเพลงที่แกแต่ง เขาลอบมองหน้าอาจารย์ คิดไม่ออกว่าจะพูดอะไร หลังจากที่อาจารย์ซอบบี้และเพื่อนๆบอกให้เขาลองดู


ลองสารภาพรักดู...


แต่พอเอาจริงๆแล้วในหัวกลับคิดอะไรไม่ออกว่าจะพูดยังไง ใจนึงก็อยากจะพูดให้มันจบๆ แต่อีกใจนึงก็ยังกลัวที่จะเสียความรู้สึกดีๆนี้ไป ให้ตายสิ เขาควรทำยังไง


“นี่ ฉันมาคิดดูแล้ว เรื่องเนื้อเพลงที่เธอบอก ฉันว่าฉันคงทำแบบที่เธอบอกไม่ได้หรอก”


“ครับ?”


“ที่เธอบอกว่าลืมคนรักเก่าไม่ได้น่ะ เพราะว่าจริงๆฉันลืมความรู้สึกนั้นไปแล้ว จะให้มาเหงามาคิดถึงคงทำไม่ได้แล้วล่ะ”


“อ่า...”


“ฉันเลยว่าถ้ากลับกันล่ะ ให้มันเป็นความรู้สึกที่ไม่ใช่ลืมไม่ได้ แต่เป็นความรู้สึกที่กำลังรอให้ความรักครั้งใหม่นั้นเกิดขึ้นอีกครั้ง เป็นความรักถ้าเจอมันก็อยากจะคว้ามันไว้...”


“......”


“ไม่ว่าผลลัพธ์มันจะเป็นยังไงก็อยากจะลองเจอมันดู เธอว่าไง--”


เสียงของอาจารย์ในช่วงท้ายหายไป และเขารู้ว่าเพราะอะไร เขารู้สึกถึงความรู้สึกอุ่นของริมฝีปากของคนตรงหน้า เพียงแวบเดียวที่สัมผัส แต่ความรู้สึกที่ได้รับมันยังร้อนวาบอยู่ในอก เขาถอนออกมามองหน้าอาจารย์ที่ยังคงนิ่งเงียบ เขากลืนน้ำลายลงอึกใหญ่ กลัวว่าเขาอาจจะทำผิดครั้งมหันต์ กลายเป็นอาจารย์อิมที่เอ่ยขึ้นมาก่อน


“นั่น...คือ...”


“......ก็ถ้าเจอแล้ว ก็อยากจะคว้ามันไว้”


“แล้ว....คว้าได้ไหม”


“ไม่รู้ครับ...อาจารย์ว่าผมคว้าได้ไหม”


ไม่มีคำอื่นใดเอ่ยออกจากปากของทั้งเขาและคนที่อยู่ตรงหน้า ยิ่งนานเขายิ่งรู้สึกว่าสิ่งที่เขาหมายจะคว้าไว้มันเริ่มจะหลุดออกจากมือเขาเหมือนกับทรายร่วนที่ไหลออกไป


หลุดมือไปแล้วสินะ…


แต่แล้วรอยยิ้มอบอุ่นของอาจารย์ก็เผยขึ้นมาในช่วงสุดท้ายก่อนที่เขาจะถอดใจ ใจเขาอุ่นวาบขึ้นมาทันทีที่เห็น เสียงหัวเราะน้อยๆดังขึ้นพร้อมกับเสียงเล่นคอร์ดเดิมแต่ให้ความรู้สึกสดใสขึ้น อบอุ่นขึ้น และหวานมากขึ้น ไม่เหมือนในตอนแรกที่มีแต่ความคิดถึงและความเหงา


“ถ้ามีครั้งหน้า อย่าคว้าด้วยการจูบล่ะ โอกาสแห้วเยอะนะ ถ้าอีกฝ่ายไม่ได้คิดเหมือนกัน”


“....งั้นแปลว่าผมก็คว้าไว้ได้ใช่ไหมครับ”


“ยังหรอก”


“อ่าว...”


“เธอยังต้องไล่ตามต่อ”


“.....”


เขารู้สึกใจเสียตอนที่แกบอกแบบนั้นแต่สักพักแกก็หันมามองเขาด้วยสายตาอบอุ่นก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้หัวใจเขาพองโตขึ้นมาอีกครั้ง


“แต่อีกแค่นิดเดียวเท่านั้นเอง เพราะงั้นสู้ๆนะ”


“ครับ ผมจะพยายาม”


เขาจะคว้าความรักนั้นไว้ให้ได้...


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


Happy April fool's day จ้าาาาาา 555555555555+


เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เขียนดองไว้นานแล้ว ตั้งแต่งานปลายปีที่ยุกกับพิซิกเล่นเปียโนด้วยกัน(เห็นครั้งแรกในวีแอป) พอเห็นแล้วแบบ ใจละลายเลย น่ารักมากกกกก ชอบตอนพี่ซิกเรียกซองแจ "ซองแจอ่า มาเล่นด้วยกันไหม" อันนี้คือค่ตน่ารัก จนทนไม่ได้เลยแต่ง ยิ่งเห็นเบื้องหลังบีทคอม ทนไม่ได้ถึงกับทำซับไทยให้ (ใครไปดูตอนที่ 81 อันนั้นเราทำเอง 555555)


ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

108 ความคิดเห็น

  1. #70 ksykaw (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 2 เมษายน 2562 / 00:19
    แง๊ ชอบๆๆๆๆๆ ละมุนดีจังหนุ่มเปียโน
    #70
    0