ฟิคบีทูบี

ตอนที่ 26 : [Series] Omegaverse - Allergy (part 11) #แจซอบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 101
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    23 มี.ค. 62

Allergy 11


เขายืนนิ่งอึ้งอยู่หน้าสถานที่แห่งหนึ่ง หรือถ้าระบุให้ชัดเจนกว่านี้ มันก็คือที่อยู่อาศัยหรือก็คือบ้าน แต่จะให้พูดตรงๆไปเลย มันก็คือคฤหาสน์ที่มักจะเห็นตามละครทั่วไป ไม่สิ...ต้องบอกว่าละครที่มีพระเอกหรือนางเอกรวยมากๆ เขาก็เคยคิดนะว่ามันคงมีแต่ในละครเท่านั้น คนจริงๆคงไม่มาอาศัยอยู่หรอก แต่พอวันนี้ได้มาเห็น บอกเลยว่าพูดไม่ออก...ซองแจหันมายิ้มให้เขาแบบเห็นใจก่อนจะเดินนำเขาเข้าไปยังตัวบ้าน


ตั้งแต่เมื่อวานที่ซองแจได้รับโทรศัพท์จากทางบ้านว่าพ่อของซองแจเสียแล้ว เขากับซองแจก็ตกลงกันว่าจะมาที่นี่ด้วยกัน เขาแจ้งอาจารย์ชเวและอาจารย์โจวทราบ และดีที่ว่ามันเป็นวันศุกร์เลยไม่จำเป็นต้องลาอะไรมาก เขาตื่นแต่เช้ามาเก็บกระเป๋า ซองแจบอกว่าอย่างน้อยสองคืน เขาก็เก็บเสื้อผ้าไปตามนั้น เราขึ้นรถไฟออกจากมหาลัยและต่อรถไฟความเร็วสูงไปที่อีกเมือง พอเราลงที่สถานีปลายทางและออกมาจากทางออกก็เจอรถสีดำสนิทจอดอยู่หน้าสถานี คือรถที่จอดแถวนี้มันก็เยอะ แต่บอกเลยว่าไอ้รถคันนี้โคตรสะดุดตา สีดำกระจกก็ดำแบบดำกว่านี้ก็หลุมดำแล้ว ไม่พอยังมีคนยืนอยู่หน้ารถใส่หมวกใส่ถุงมือ และสุดท้ายคือหญิงสาวที่เขาเห็นปุ๊บก็จำได้เลย


‘สวัสดีค่ะ เชิญค่ะ’


ยังเป็นทั้งคำทักทายและบังคับไปในตัวเหมือนเดิม หญิงสาวยิ้มเป็นมิตรที่ไม่เป็นมิตรให้พวกเขา พอขึ้นรถได้เธอก็โทรหาเจ้านายของเธอทันที


‘ขึ้นรถมาแล้วค่ะ...ทั้งสองคนเลยค่ะ กำลังเดินทางค่ะ...ค่ะ...ได้ค่ะ’


เขาเกร็งตัวขึ้นมาทันทีเพราะบรรยากาศในรถมันตึงมาก ทั้งๆที่ก็มีแค่เขา ซองแจ คุณเลขาและคุณคนขับรถ ที่จริงอาจจะเป็นเพราะเขาเองรู้สึกตื่นเต้นและประมาทมันก็เลยทำให้เขาดูเกร็งๆ บอกตรงๆว่าค่อนข้างกังวนที่ต้องไปเจอครอบครัวของซองแจ ครอบครัวที่อีกฝ่ายไม่เคยพูดถึง และยิ่งเคยเจอกับพี่ชายของเด็กมัน ก็ยิ่งเพิ่มความเครียดขึ้นไปอีก


‘เครียดเหรอครับ’


‘อืม...นิดหน่อย’


พอเขาบอกแบบนั้นอีกฝ่ายก็เลื่อนมือมาจับที่มือเขา ลูบหลังมือเขาเบาๆก่อนจะขยับมาจูบที่ขมับ เขารู้สึกผ่อนคลายขึ้น ซองแจยิ้มบางๆให้เขาก่อนจะกลับไปมองวิวด้านนอกต่อ เขาผ่อนลมหายใจรู้สึกดีขึ้นมาบ้างแล้ว พวกเขาใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงก็มาถึง สิ่งแรกที่เขาเห็นคือรั้วสีขาวสะอาดที่ล้อมรอบสนามสีขาวโพลนของหิมะเอาไว้ สิ่งต่อมาคือประตูรัวใหญ่ที่ค่อยๆเปิดให้เราเข้าไปยังภายใน ถึงตรงนี้ เขายังไม่เห็นตัวบ้านเลย เห็นแต่สวนกับต้นไม้ แต่พอเข้ามาอีกหน่อยก็เริ่มเห็น เขาถึงกระพริบตาปริบๆคิดไปว่าไม่ได้เห็นภาพหลอน ทำไมมันถึงได้ใหญ่โตอย่างกับปราสาท ไม่เข้าใจสถาปัตฯแบบเขาก็พอดูออกว่ามันเป็นแบบร่วมสมัย แล้วก็เหมือนว่าเด็กมันรู้ว่าเขาคิดอะไร มันขยับมาอธิบายให้เขาฟัง


‘เป็นปราสาทเก่าครับ ก็ไม่เชิง แต่เมื่อก่อนเขาไว้ให้ราชทูตมาพำนัก’


ความแฟนตาซีมันยังไม่ได้หมดแค่เพียงตัวคฤหาสน์ แต่หน้าทางเข้าก็แฟนตาซีไม่แพ้กันพอลงรถได้ก็เจอหญิงสาวทั้งหลายใส่ชุดที่เหมือนเป็นชุดสาวใช้ที่มักเห็นในละครประมาณสี่ห้าคนยืนอยู่โดยมีชายที่มีอายุที่อยู่ในชุดพ่อบ้านยืนอยู่ด้านหน้าสุด


เอาเขากลับโลกแห่งความจริงที…


เขาลงรถแบบเกร็งๆ ทำตัวไม่ถูกตอนมีคนมาเปิดประตูและก้มให้ ไม่ได้ก้มให้เขาหรอก ก้มให้ซองแจโน้น เขาเหลือบมองหน้าซองแจว่าอีกฝ่ายจะมีสีหน้าอย่างไร ปรากฎว่าเจ้าตัวดึงหน้าได้ดีมาก เห็นแล้วเหมือนฉากในละครที่คุณหนูของตระกูลเพิ่งกลับมาจากการไปเรียนแล้วมีสาวใช้มายืนต้อนรับ เพราะเห็นแบบนั้นเขาเลยเผลอถอยไปก้าวหนึ่งอัตโนมัติเพราะรู้สึกว่าฉากนี้ไม่ควรมีตัวเอง แต่ซองแจก็จับมือเขาให้ขึ้นไปเดินอยู่ข้างเจ้าตัว


“เดินข้างผมครับ”


เขาทำหน้าสงสัย ซองแจขำน้อยๆก่อนอธิบายต่อว่า ตระกูลของมันเป็นตระกูลคร่ำครึ ยังคงปกครองแบบเดิมๆ ทำให้การวางตัวหรือการแสดงออกทางสังคมในตระกูลมันจะเหมือนดูหนังพีเรียทหน่อยๆ แบบคนในปกครองต้องไม่เดินเสมออัลฟ่าต้องห่างอย่างน้อยหนึ่งก้าว ฐานะเบต้าต่ำกว่าอัลฟ่า โอเมก้าต่ำสุด แต่ถ้าได้เป็นคู่ของอัลฟ่าก็จะได้ขึ้นมาเทียบเท่าเบต้าหรือสูงกว่า การที่เขาเดินข้างหลังคนอื่นอาจจะเข้าใจว่าเขาฐานะต่ำกว่า และอาจโดนเลือกปฏิบัติ พอเขาฟังแล้ว คนตกประวัติศาสตร์และสังคมอย่างเขาถึงกับทำหน้าเบลอ แต่ซองแจก็บอกว่าไม่รู้ว่าเปลี่ยนไปบ้างหรือยัง ตอนที่มันยังอยู่ก็เบาๆลงแล้วแค่ยังมีอยู่บ้าง


“ฉันไม่เล่นเป็นดาวพระศุกร์นะ”


“คือไรอ่ะ”


“เอาเถอะ นายเกิดไม่ทัน”


ซองแจทำหน้างงทำให้เขานึกเอ็นดู ห่างกันแค่สี่ปีแต่พอเกิดกันคนละยุคมันก็เลยเหมือนมีช่องว่างระหว่างวัย เอาเหอะ มีแฟนเด็กก็งี้ คุยกับซองแจทำให้เขาลืมความกังวนไป แต่ก็ได้แค่ครู่เดียว


“ซองแจ”


“พี่มินฮยอก...”


เราหยุดเมื่อได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้น หญิงสาวที่เป็นคนเดินนำพวกเขาเข้ามาตอนนี้เดินไปอยู่ด้านหลังเจ้านายของเธอเป็นที่เรียบร้อย คุณมินฮยอกยังคงมีรอยยิ้มสวยประดับอยู่บนใบหน้าเหมือนเคยและซองแจก็ยังคงมองหน้าอีกฝ่ายกลับแบบไร้อารมณ์เช่นเคย เขาไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้จริงๆนะ มันอึดอัดมากๆไม่เข้าใจว่าสถานการณ์ระหว่างซองแจกับคุณมินฮยอกมันเป็นยังไง ทำไมถึงไม่ญาติดีกัน หรือมันจะเหมือนในละคร พวกเรื่องลูกเลี้ยง? คงไม่ใช่...เพราะดูคุณมินฮยอกอยากเข้าหาซองแจมาก แต่ทำไมซองแจถึงพยามดึงตัวออกห่างก็ไม่รู้…คุณมินฮยอกถอนหายใจก่อนจะยิ้มอย่างอ่อนใจให้น้องชายตัวเอง


“เราเตรียมห้องพักไว้แล้ว เดี๋ยวจะให้สรพาไป”


“ครับ ขอบคุณครับ--”


“ซองแจ”


ไม่ทันจบประโยค เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากด้านหลังของคุณมินฮยอก หญิงสาวคนหนึ่งใส่ชุดโบราณสีขาวทั้งตัว ถึงแม้เธอจะมีร่องรอยของอายุ แต่ใบหน้านั้นก็ยังคงสะสวยตอนยังสาวคงต้องสวยมากแน่ๆ ด้านหลังมีสาวใช้สี่คนเดินตามหลังเธอมาด้วยเป็นแถวเป็นแนว เขามัวแต่สนใจการปรากฏตัวของอีกฝ่ายจนลืมสถานการณ์ปัจจุบัน สิ่งที่ดึงเขากลับมารับรู้โลกตอนนี้คือเสียงของซองแจที่เอ่ยกับอีกฝ่าย


“นายหญิง...”


นายหญิง???ไม่ทันได้คิดอะไรคุณมินฮยอกก็เรียกอีกฝ่ายว่า ‘คุณแม่’ ขึ้นมาเสียก่อน เขาเลยรับรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร แม่เลี้ยงของซองแจนั่นเอง เธอเดินมาทางเขาและซองแจ สีหน้าไร้อารมณ์ทำให้เขาทำตัวไม่ถูกส่วนซองแจก็ยังคงยืนนิ่งมองอีกฝ่ายแต่สุดท้ายมันก็หลบสายตา เธอหยุดมองหน้าซองแจก่อนจะเอ่ยออกมา


“มองฉันซองแจ บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าหลบตาเวลาฉันคุยด้วย”


น้ำเสียงเย็นยะเยือกนั่นทำเอาเขากลืนน้ำลาย ซองแจนิ่งไปก่อนจะค่อยๆเงยหน้าสบตาอีกฝ่าย มันเป็นช่วงเวลาที่น่าอึดอัด แต่เพียงครู่เดียวเธอก็มีสีหน้าอ่อนลงมันทำให้เขาค่อนข้างประหลาดใจ ไม่ใช่เพราะท่าทีที่เปลี่ยนไปของเธออย่างเดียวแต่เพราะเขาเหมือนเห็นแววห่วงใยและโล่งอกเมื่อได้เห็นหน้าซองแจ เธอถอนหายใจก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิม


“โตขึ้นนะ...”


“...นายหญิง...สบายดีนะครับ”


“อืม ขอบใจที่มา ไปพักเถอะ เดินทางมาเหนื่อย”


เธอผละออกก่อนจะเดินไปคุยอะไรกับลูกชายของเธอก่อนจะเดินออกไป คุณมินฮยอกก็เช่นกัน อีกฝ่ายพูดอะไรกับเลขาสั้นๆก่อนจะเดินไปที่ห้องโถงอีกฝั่งหนึ่งตามมารดาไป เลขาสาวบอกให้พวกเขาเดินตามเธอไป เราขึ้นบันไดขนาดใหญ่ขึ้นไปอีกทางหนึ่ง ห้องที่เธอนำไปอยู่ในสุดของตัวอาคาร เธอเปิดประตูให้พวกเขาเข้าไป ห้องด้านในถูกจัดอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย มีเตียงขนาดใหญ่ตั้งอยู่ริมหน้าต่าง มีโต๊ะเขียนหนังสืออยู่ตรงข้างๆเตียง มันเป็นทำเลที่ดีมากเพราะมีหน้าต่างอีกบานอยู่ข้างหน้าพอดี ถัดไปอีกก็เป็นชั้นหนังสือและก็ของตกแต่งห้องอีกเล็กน้อย มีห้องน้ำในตัวซึ่งยังไม่ได้เขาไปดูว่าเป็นยังไง ไม่ทันได้หันไปขอบคุณเธอที่มาส่ง เลขาสาวก็พูดขึ้นมาก่อน


“พิธีจะมีตอนประมาณสามโมงนะคะ และหากมีปัญหาอะไรสามารถติดต่อดิฉันได้ที่เบอร์ที่อยู่ตรงนั้น หรือจะมาคุยกับดิฉันโดยตรงก็ได้ค่ะ ดิฉันขอตัว”


แล้วเธอก็ออกไปเลย ถึงแม้ว่าทุกการกระทำของเธอมักจะทำด้วยรอยยิ้มและความสุภาพก็เถอะแต่มันก็ให้ความรู้สึกที่เหมือนโดนบังคับมัดมือชกตลอดเวลา พอเสียงประตูปิดลงทั้งเขาและซองแจก็หันมามองหน้ากันก่อนจะถอนหายใจออกมาพร้อมกัน


“อ๋าาาาา ตึงชิบหายเลยยยยยย”


“แต่ตึงน้อยกว่าที่ผมคิดไว้นะ”


ซองแจว่าก่อนจะวางกระเป๋าตัวเองลง เขาก็เดินเอาไปวางด้วยและค้นของออกมา แต่ซองแจยังไม่ค้น มันเดินไปรอบห้อง เขามองตามไป ซองแจค่อยๆเดินสำรวจของต่างๆทั้งชั้นหนังสือและของประดับเหมือนว่ามันคุ้นเคยของพวกนี้อยู่แล้ว


“นี่คือห้องนายใช่ไหม”


“ครับ ห้องผมเอง”


ซองแจยิ้มและตอบกลับเขาก่อนจะหันไปสนใจสิ่งหนึ่งที่อยู่บนโต๊ะนั้น เขาเดินไปยืนข้างมัน มองไปที่รูปใบหนึ่ง มันเป็นรูปของคนสองคน คนหนึ่งเป็นผู้หญิงรอยยิ้มสวยงามช่างดูคุ้นตา ส่วนอีกคนเป็นเด็กผู้ชายน่าตาน่ารัก รอยยิ้มสดใสนั่นคุ้นตามาก ไม่สิ ต้องบอกว่าเขารู้จักรอยยิ้มนั้นเลย


“ตอนเป็นเด็กน่าเกลียดจัง”


“ฮ่าๆๆ แต่พอโตมาหล่อมากเลยนะครับ”


ซองแจพูดติดตลก สายตามันมองรูปนั้นด้วยความคิดถึง เขาเหลือบมองมันก่อนจะพูดต่อ


“คุณแม่เหรอ”


“ครับ”


“แม่นายสวยมากเลย”


“ครับ แม่สวยมาก ใจดีมากด้วย”


“คิดถึงแม่บ้างไหม”


“ทุกวันครับ”


รอยยิ้มอบอุ่นกับสายตาปนเศร้าส่งออกมา เขารู้สึกได้เลยว่ามันรักแม่ขนาดไหนและเป็นอีกครั้งที่เขารู้สึกเอ็นดูมันจับใจ เขาอดไม่ได้ยกมือขึ้นจับข้างแก้มมันก่อนหอมมันเบาๆ ซองแจหลับตารับพลางเอียงหัวมาซบกับมือเขาอย่างที่ชอบทำ


“เมื่อก่อนแม่จะชอบทำแบบนี้ เวลาเอ็นดูผม”


“ฉันเป็นแม่นายเมื่อไหร่กัน”


“ฮ่าๆๆ ไม่เป็นแม่สิครับ...เป็นแฟนต่างหากล่ะ”


แน่ะ...จังหวะดี เขายิ้มเขิน ก่อนจะโน้มตัวรับจูบซนๆของเด็กตรงหน้า


ก๊อกๆ


เสียงที่หน้าประตูหยุดเราทั้งสองคน ซองแจมองเขาด้วยสายตาเสียดาย เขาหัวเราะเห็นแล้วหมั่นเขี้ยวเลยหอมแก้มมันไปทีหนึ่งก่อนจะขานตอบคนที่อยู่นอกประตู ปรากฎว่าเป็นแม่บ้านเอาเสื้อผ้ามาให้ เพราะซองแจต้องเขาร่วมพิธี ต้องเป็นเปลี่ยนเป็นชุดไว้ทุกข์ ส่วนเขาก็ได้สูทสีดำมาตัวนึง พอแจ้งเสร็จแม่บ้านก็ถามว่าอาหารเที่ยงจะให้จัดขึ้นมาไหม ซองแจตอบตกลง เรากินข้าวกันในห้องและทำธุระส่วนตัวอีกเล็กน้อยก็ได้เวลาเข้าร่วมพิธี

.

.

.

.

.

พิธีการเป็นไปอย่างเรียบง่ายและสงบกว่าที่เขาคิด ตอนแรกก็นึกว่าจะงานใหญ่มาก แขกล้นแน่นอนแต่กลายเป็นว่าแขกที่มาคือต้องมีความเกี่ยวข้องจริงๆ เพิ่งรู้มาว่าเพราะนายหญิงอยากให้เป็นแบบนั้นและคุณมินฮยอกก็เห็นด้วย ตอนนี้ทั้งสองคนกำลังคำนับศพอยู่ หลังจากนั้นก็เป็นผู้ที่มาร่วมงาน เขาเข้าไปก่อนทำตามพิธีและออกมา พอเสร็จเขาก็เดินออกมาอยู่ด้านนอก ให้แขกคนอื่นๆได้เขาไป ส่วนซองแจก็ยังคงต้องยืนรับแขกอยู่


“เธอเป็นคนรักของซองแจหรือ”


เสียงเย็นๆหลังเขาทำให้เขาสะดุ้งขึ้น พอหันกลับไปก็เจอนายหญิงของบ้านยืนอยู่กับคุณเลขาสาว บอกตรงๆตอนนี้เลิกลั่กมากเพราะไม่มีซองแจอยู่ข้างๆ เขายืนอึ้งไปจนนายหญิงเลิกคิ้วใส่เขา เขากลืนน้ำลายลงอึกใหญ่ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่คิดว่าสุภาพที่สุด


“ครับ ใช่ครับ”


“คบกันนานแล้วหรือ”


“สักพักแล้วครับ”


แล้วเธอก็เงียบไปอีกพักใหญ่ เขาที่เลิกลั่กอยู่ ตอนนี้เหมือนสติมันจะแตก เพราะเธอมองเขาเหมือนจะสำรวจเขาตั้งแต่หัวจดเท้า และสายตาที่เหมือนกำลังวิเคราะห์นั่นอีก ถ้าเธอเป็นอัลฟ่าเขาจะไม่แปลกใจเลย เสียแต่ว่าอัลฟ่าเพศหญิงไม่สามารถท้องได้ และในตระกูลใหญ่ๆแบบนี้ หากเธอเป็นนายหญิงแล้ว คงไม่พ้นเป็นโอเมก้า ถ้าเธอเป็นโอเมก้า เธอจะเป็นโอเมก้าที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมา


“ซองแจสบายดีใช่ไหม”


เขาค่อนข้างแปลกใจกับคำถาม ตอนแรกนึกว่าเธอถามเป็นพิธีไปอย่างนั้นแต่จากสายตาและน้ำเสียง เธอดูจะเป็นห่วงซองแจจริงๆ และนี่มันทำให้เขาแปลกใจ เพราะเขานึกว่าความสัมพันธ์ระหว่างนายหญิงกับซองแจเป็นความสัมพันธ์แค่ผู้ดูและกับผู้ถูกดูแลเฉยๆ เพราะซองแจก็ไม่ได้เล่าอะไรให้เขาเพิ่มเติม นายหญิงมองหน้าเขาก่อนจะถอนหายใจเบาๆ อยู่ๆเธอก็เดินมาหาเขา มายืนอยู่ข้างเขา เธอมองไปที่ที่ซองแจกับคุณมินฮยอกยืนรับแขกอยู่


“เขาได้เล่าเรื่องครอบครัวให้ฟังบ้างไหม”


“นิดหน่อยครับ...“


“หึหึ...งั้นเหรอ”


เพราะเสียงหัวเราะน้อยๆนั่นทำให้เขาหันไปลอบมองหน้าของเธอ เพราะการกระทำของเธอต่อซองแจทำให้เขาสงสัยว่าจริงๆแล้วเธอนั้นคิดกับซองแจอย่างไรและจริงๆแล้วความสัมพันธ์กับซองแจและครอบครัวเป็นอย่างไร แล้วอยู่ๆเธอก็หันหน้ามาหาเขาไม่มีช่องว่างให้หลบเลยแม้แต่น้อย


“มันอาจจะฟังดูเหมือนโกหกที่แม่เลี้ยงอย่างฉันเป็นห่วงคนที่ไม่ใช่ลูกของตัวเอง...แต่ใช่ ฉันเป็นห่วง”


“.....”


แล้วเธอเบนสายตาออกไปมองซองแจอีกครั้ง...


“ก็ไม่คิดเหมือนกันว่าการที่ฉันตัดสินใจจะเลี้ยงเขาแทนแม่ของเขาที่ตายไปจะทำให้รู้สึกผูกพัน...ห้าปีที่เขาไม่อยู่ภายใต้การดูแล สามปีที่ไม่ได้ข่าว...มันโล่งอกมากที่ได้เห็นเขาอีกครั้ง”


“.....”


“ดูแลเขาดีๆ ทดแทนที่ฉันไม่ได้ทำด้วยนะ”


จนแล้วจนรอดเขาก็ไม่ได้ตอบอะไรเธอกลับ แต่เธอก็ไม่ได้สนใจ เธอเดินออกไปทันทีที่พูดเสร็จ เขาเลยทำได้แค่มองตาม


“พี่ชางซอบ!”


เขาหันไปตามเสียง ซองแจเดินเร็วๆมาทางสีหน้าเป็นกังวนอย่างเห็นได้ชัด ซองแจเข้ามาประชิดตัวเขาทันที สายตามันสำรวจเขาไปทุกที่เหมือนว่าเขาโดนทำร้าย


“ใจเย็นๆ นายหญิงแค่มาคุยกับฉัน”


“โอเคๆๆ ผมตกใจไปหน่อย”


ขนาดน้ำเสียงที่มันบอกว่าโอเคยังดูตกใจอยู่เลย เขายิ้มให้อีกฝ่ายเผื่อว่าจะทำให้มันสบายใจขึ้น พอซองแจใจเย็นลงแล้วก็เริ่มถามเขาอีกครั้ง


“ท่านมาคุยอะไรเหรอครับ”


“ไม่มีอะไรหรอก แล้วนายออกมาแบบนี้ได้เหรอ”


“อ่า...พี่มินฮยอกเห็นพี่คุยกับนายหญิง เลยให้ผมออกมาดู”


“แล้วทิ้งไว้แบบนั้นไม่เป็นไรเหรอ”


“คือ...”


ทั้งเขาและซองแจหันไปมองทางที่คุณมินฮยอกยืนอยู่ พอดีกับที่คุณมินฮยอกเงยหน้าขึ้นาสบตากับพวกเราพอดี สักพักอีกฝ่ายก็พยักหน้าแล้วทำปากบอกว่าไม่เป็นไร เขากับซองแจก้มน้อยๆให้อีกฝ่ายก่อนเดินออกไปจากงาน เราเดินออกมาที่สวนข้างๆคฤหาสน์ ซองแจบอกว่าเมื่อก่อนมันชอบมาตรงนี้เ มันไม่ได้กว้างมาก แต่เพราะมีน้ำพุด้วยมันเลยชอบมา แต่ตอนนี้น้ำพุไม่ได้ทำงานเพราะอากาศหนาว สวนทั้งหมดเตอนนี้เป็นสีขาวโพลนแต่มันก็ดูสวยไปอีกแบบ


“ช่วงฤดูใบไม้ผลิมันจะสดชื่นกว่านี้”


“พอคิดภาพออก”


“มีซากุระบานด้วยนะ อยากให้พี่เห็นจัง”


ซองแจว่าพลางชี้ไปที่ต้นซากุระต้นที่ว่า หน้าตามันสดชื่นขึ้นเมื่อพูดถึงเรื่องสวน มันเล่าให้ฟังว่าจำได้ลางๆว่าชอบมานั่งเล่นกับแม่ตรงนี้ พอโตมาหน่อยก็ชอบหนีแม่บ้านมาหลบแถวนี้เหมือนกัน พอพ้นวัยดื้อก็ยังมาเพราะเป็นที่เดียวที่ให้ความรู้สึกเป็นตัวเอง หนีออกมาจากช่วงสุดท้ายของชีวิตที่อยู่ที่นี้


“ทุกครั้งที่ผมหนี คนที่จะตามมาเจอผมคนแรกคือพี่มินฮยอก แต่เขาก็ไม่เคยดุผมนะ แถมยังอยู่คุยกับผมอีก”


“ทั้งนายหญิงกับคุณมินฮยอกดูจะรักนายเหมือนกันนะ”


“ครับ นายหญิงเป็นห่วงผม เธอดีกับผมมากจริงๆ”


“...คุณมินฮยอกก็ดีกับนายเหมือนกัน”


“ครับ...ผมรู้...”


สีหน้าซองแจเปลี่ยนไปตอนเขาพูดถึงคุณมินฮยอก สีหน้าของมันเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง เขาเดินไปอยู่ข้างหน้ามัน ซองแจหยุดเดินก่อนจะค่อยๆเลื่อนสายตามมามองเขา หน้ามันเหมือนมีอะไรอยู่ในใจจริงๆแล้วเขาก็อยากให้มันพูดออกมา


“ผม...รู้สึกผิดกับเขา...”


คำตอบที่มันตอบทำให้เขารู้สึกแปลกใจ อะไรที่ทำให้มันรู้สึกผิดต่อคุณมินฮยอก เขาจำได้ว่าตอนที่ซองแจนั่งคุยกับคุณมินฮยอกที่ร้านกาแฟนั่น เจ้าตัวเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างที่เหมือนกับจะโทษอีกฝ่ายมากกว่าที่จะรู้สึกผิด


‘พี่ไม่อยู่ พี่จะไปรู้อะไร’


มันคืออะไร…


“ช่วงที่แย่ที่สุด...ตอนนั้น พี่มินฮยอกเขาต้องไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ พอไม่มีเขาคอยกันผมจากพวกผู้ใหญ่ ผมก็โดนสารพัด...มันทำให้ผมคิดว่าที่ผมโดนแบบนั้นเพราะเขาไม่อยู่กับผม แล้วผมก็โทษเขาว่าเป็นความผิดของเขา”


“....”


“ผมรู้ว่ามันไม่ใช่ความผิดเขา แต่...ผมก็ยังโทษเขาอยู่ ผมห้ามตัวเองไม่ได้เวลาผมคิดถึงช่วงเวลานั้น ผมก็ได้แต่โทษเขา จนผมรู้สึกผิดกับเขาที่ตัวผมให้อภัยเขาไม่ได้”


เขาก็พอเข้าใจในสิ่งที่มันพูดนะ มันก็เหมือนกับความทรงจำที่เลวร้ายที่มันฝังอยู่ในใจ ถึงแม้ว่าเวลามันจะผ่านไปแต่เราก็ยังจำมันได้ และยิ่งเป็นความเจ็บปวดทางจิตใจ ยังไงมันก็ยากที่จะลืม


แต่มันก็ไม่ควรจะปล่อยไว้แบบนี้...


“ฉันว่านายควรคุยกับเขา”


“....”


“เพื่อตัวนายเอง ซองแจ”


“ครับ ผมจะลองดู”


เขายิ้มรับก่อนโน้มไปจูบเบาที่ริมฝีปากของมัน…


ยังไงก็ต้องลอง…


เพราะเขาไม่อยากเห็นคนที่เขารักต้องเสียใจไปตลอดชีวิต...


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


เข้าเรื่องตึงๆแล้วชอบคิดไม่ออก สายไร้สาระก็เงี่ยะ


ขอบคุณที่กลับมาอ่านค่ะ





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

108 ความคิดเห็น

  1. #69 ksykaw (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 30 มีนาคม 2562 / 20:34
    ไปคุยกันเร็วๆนะ อยากให้เข้าใจกัน ฝั่งนั้นเขาเอ็นดูและรักซองแจมากอยู่แล้ว ไปคุยนะ:)
    #69
    0
  2. #66 enoughppp (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 24 มีนาคม 2562 / 13:35
    ขอบคุณที่มาอัพนะค้า หล่อรวยฉลาดบ้านหรูหรามากจ้า ขอบคุณสำหรับฟิคจ้า
    #66
    0
  3. #65 num (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 23:24

    ไรท์มาแล้วววคิดถึง

    #65
    0